<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>76054</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2020 15:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2020 15:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลินิกเสนอ 2 ล้านชดใช้ครอบครัวสาวดูดไขมันเสริมอกเสียชีวิต ผลชันสูตรยังไม่ออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ส.ค.63 - ที่สถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจ นายพลชนะ จันทร์เกษม อายุ 29 ปี สามี พร้อมกับน.ส กุสุมา กุลวิรัชติวงศ์ พี่สาวผู้ตาย เดินทางมารับศพ น.ส.ศรัญญา (สงวน นามสกุล) อายุ 30 ปี เสียชีวิตปริศนาหลังไปทำศัลยกรรมดูดไขมัน และเสริมทรวงอก ที่คลินิกแห่งหนึ่งย่าน ถ.พระรามสาม กรุงเทพฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพลชนะ เปิดเผยว่าทางครอบครัวยังติดใจสาเหตุการเสียชีวิต โดยครั้งแรกแพทย์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้ผ่าชันสูตร พบติดเชื้อในกระแสเลือด แต่ไม่ได้ระบุสาเหตุการเสียชีวิต จึงได้ขอให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอายัดศพ และ ขอให้ทางโรงพยาบาลจุฬา ส่งศพมาที่นิติเวช รพ. ตำรวจ เพื่อตรวจชันสูตรอย่างละเอียดอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครอบครัวติดใจสาเหตุการเสียชีวิต เพราะก่อนทำศัลยกรรม ผู้ตายยังมีสุขภาพแข็งแรงดี แต่หลังจากทำศัลยกรรมก็มีอาการทันที รวมถึงตั้งข้อสังเกตของเจ้าหน้าที่คลินิกก่อนไปโรงพยาบาล ก็มีเจ้าหน้าที่ 3 คนที่มารับและไม่เห็นแพทย์ ที่ทำการฉีดยาแก้ปวดและให้น้ำเกลือ ก่อนจะรับกลับมาบ้าน กระทั่งมาเสียชีวิตซึ่งตนเองไม่มั่นใจว่าขั้นตอนดังกล่าวต้องผ่านการทำของแพทย์หรือไม่ หรือทางเจ้าหน้าที่ที่อยู่ สามารถที่ทำกันเองทำได้เอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่าหลังเกิดเหตุทางคลินิกติดต่อมา เพื่อจะช่วยเหลือหรือไม่ นายพลชนะ กล่าวว่า มีโทรศัพท์อ้างตัวว่ามาจากคลินิกขอเสนอเงินให้ 2 ล้านบาท เป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าคอร์สที่เสียไป และค่าทำศพรวม 2 ล้านบาท ซึ่งตนยังไม่ตอบรับ เพราะอยากจะรู้ผลชันสูตรที่แท้จริงก่อน&amp;nbsp;
อย่างไรก็ตามวันนี้ยังไม่สามารถนำศพกลับไปบำเพ็ญกุศลได้ เนื่องจากผลชันสูตรยังไม่ออก ทำให้ต้องฝากศพไว้ที่ รพ.ตำรวจ ก่อน จนกว่าจะได้รับรายงานผลชันสูตรอย่างเป็นทางการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76054</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดูดไขมันเสียชีวิต, รพ.ตำรวจ, สถาบันนิติเวช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200831/image_big_5f4cb1b408099.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73180</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2020 14:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2020 14:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แม่ใจสลายรับเถ้ากระดูกลูกเผาผิดตัวลั่นเอาเรื่องถึงที่สุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ส.ค.63- จากกรณีที่ น.ส.กฤษณา ขวัญศรี อายุ 23 ปี คุณแม่ชาวจังหวัดชัยนาท ที่ไปคลอดลูกที่โรงพยาบาลชัยนาทนเรนทร &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 27 ก.ค. &amp;nbsp;แล้วลูกได้เสียชีวิตระหว่างทำคลอด ต่อมาช่วงสายวันที่ 1 ส.ค.63 &amp;nbsp;เธอและสามี จึงได้เข้าแจ้งความกับ ตำรวจ สภ.เมืองชัยนาท &amp;nbsp;เพราะติดใจการเสียชีวิตของลูก และขอให้ตำรวจส่งศพลูกไปสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อผ่าพิสูจน์หาสาเหตุการเสียชีวิต &amp;nbsp; แต่พอช่วงเย็นวันที่ 1 ส.ค.63 ขณะที่เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูชัยนาท จะไปรับศพที่โรงพยาบาลชัยนาทนเรนทร เพื่อนำส่งไปโรงพยาบาลตำรวจ &amp;nbsp; กลับได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลชัยนาทนเรนทร &amp;nbsp; ว่าได้เกิดการสลับศพทารกขึ้น โดยได้มอบศพลูกชายของ น.ส.กฤษณา ไปให้กับบุคคลอื่น ที่มาขอรับศพทารกเพศชายเช่นเดียวกันและผู้ที่รับศพไปนั้น ก็ได้นำศพไปเผาที่วัดศรีวิชัยวัฒนาราม อ.เมืองชัยนาท แล้วสร้างความตกใจและเสียใจให้กับคุณแม่และคุณพ่อรายนี้เป็นอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดเมื่อช่วงเช้า น.ส.กฤษณา พร้อมกับ สามี &amp;nbsp;ได้เดินทางไปที่เมรุเผาศพ วัดศรีวิชัยวัฒนาราม อ.เมืองชัยนาท &amp;nbsp;เพื่อขอรับเถ้ากระดูกของลูกชายที่ถูกนำมาเผาผิดตัว &amp;nbsp;เพื่อกลับไปทำพิธีทางศาสนาที่บ้านพักใน อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท โดยมีพยาบาลตรวจการณ์ 1 คน &amp;nbsp;ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการโรงพยาบาลชัยนาทนเรนทร มาร่วมเป็นพยานในการรับเถ้ากระดูกครั้งนี้ด้วย &amp;nbsp; โดยให้พระสงฆ์ มาทำพิธีบังสุกุล จากนั้นทั้งคู่ก็เรียกชื่อลูกชาย น้องไตเติ้ล และพาเถ้ากระดูกขึ้นรถกลับบ้าน &amp;nbsp;โดย น.ส.กฤษณา และ สามี บอกว่า เป็นความผิดพลาดของโรงพยาบาลที่ร้ายแรงมาก &amp;nbsp;จะดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องให้ถึงที่สุด &amp;nbsp; ส่วนเถ้ากระดูกของลูกชาย เบื้องต้นจะนำกลับไปเก็บไว้ที่บ้านก่อน ส่วนจะมีพิธีบำเพ็ญกุศล &amp;nbsp;หรือ จะนำเถ้ากระดูก ส่งไปตรวจ DNA เพื่อให้ทราบแน่ชัดว่าเป็นลูกชายของตน &amp;nbsp;ให้เป็นผลทางคดีความ หรือไม่นั้น ต้องรอปรึกษากับครอบครัวก่อน แต่จากการสอบถามสัปเหร่อ ก็มั่นใจว่า ศพที่นำมาเผา เป็นลูกชายของตนเองแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสมเกียรติ น้อยยา อายุ 56 ปี สัปเหร่อวัดศรีวิชัยวัฒนาราม &amp;nbsp;กล่าวว่า ช่วงเช้าวันที่ 1 ส.ค.63 ได้รับแจ้งจากพระ ให้มาทำการเผาศพทารกจึงเดินทางมาเมรุเผาศพ ก็พบชายอายุ 37 ปี เดินทางมาพร้อมกับบุคคลอีก 5 คน ที่คาดว่าน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล &amp;nbsp;โดยมีศพทารก ห่ออยู่ในผ้าสีฟ้ามิดชิด บรรจุใส่โลงมา โดยไม่เห็นหน้าทารก &amp;nbsp;ต่อมาได้มีบุคคลที่ถูกระบุว่าเป็นหมอใหญ่ เดินทางมาสมทบ &amp;nbsp;จากนั้นเวลา 11.00 น. ก็มีการทำพิธีเหมือนกับเผาศพทั่วไป มีพระสงฆ์มาสวดศพ &amp;nbsp; โดยที่ตนเองไม่ทราบว่ามีการสลับศพทารกเกิดขึ้น &amp;nbsp;มารู้อีกทีก็ในเช้าวันนี้ แต่ตนเองก็รู้สึกแปลกใจว่า เหตุใดคนที่มาร่วมเผาศพ กลับมีเพียงพ่อเด็กคนเดียว ไม่มีญาติคนอื่นๆ มาร่วม &amp;nbsp;แต่กลับมีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและหมอมาร่วมเผาศพแทน &amp;nbsp; ตั้งแต่เป็นสัปเหร่อมา 10 กว่าปี &amp;nbsp;ก็ไม่เคยเห็นหมอพยาบาลมาร่วมเผาศพทารกเช่นนี้ &amp;nbsp;อีกทั้งชาย อายุ 37 ปี ที่ระบุว่าเป็นพ่อทารกที่นำมาเผา &amp;nbsp;ก็ไม่มีเอกสารเกี่ยวการตายของทารกมาให้ มีเพียงสำเนาบัตรประชาชนมาให้เพียงใบเดียวเท่านั้น. &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73180</URL_LINK>
                <HASHTAG>สถาบันนิติเวช, สภ.ชัยนาท, เผาผิดตัว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200802/image_big_5f266b097fba2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69305</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2020 17:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2020 17:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แม่เศร้ารับศพลูกสาวกลับบ้านลั่นจะหาความจริงให้ปรากฏ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 มิ.ย.63-ที่สถาบันนิติเวชวิทยา รพ.ตำรวจ นางทองใส ภูคงน้ำ อายุ 56 ปี มารดา นายกชกิตติพัฒน์ ภูแย้มไสย์ อายุ 33 ปี พี่ชายพร้อมญาติๆ เดินทางมาพื่อขอรับศพ น.ส.พิมชฎาพร ภูแย้มไสย์ อายุ 30 ปี เพื่อกลับไปบำเพ็ญกุศลที่วัดดงเค็ง อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ และฌาปนกิจในวันพุธ ที่ 24 มิ.ย.นี้ โดยผลชันสูตรพลิกศพ แพทย์ลงความเห็นไว้ว่า บาดแผลกระสุนปืนทำลายสมอง และเมื่อนางทองใส เห็นศพลูกสาว ก็ได้พูดกับร่างลูกสาวว่าให้กลับบ้านเรา หมดเวรหมดกรรมแล้ว ลูกเป็นคนเก่งอยู่แล้ว เอาให้ถึงที่สุด เดี๋ยวแม่จะพาไปเชิญวิญญาณกลับบ้าน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางทองใส กล่าวว่า ตนไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป ขอความเป็นธรรมให้ลูกด้วย ได้เจอผู้กองแฟนของลูกแล้ว แต่เขาหลบหน้า จากนี้จะดำเนินการหาความจริงอย่างถึงที่สุด หากผลออกมาอย่างไรก็จะยอมรับ ส่วนเรื่องที่ผู้กองบอกว่าแม่เป็นเบาหวาน เป็นเรื่องจริง แต่แม่ยังแข็งแรงทำนา 20 ไร่ได้ปกติ ที่ผู้กองอ้างว่าลูกสาวส่งเงินให้ 15,000 บาท ตนไม่ทราบ อาจจะให้ไปทางลูกสาว แต่เขาไม่เคยโอนให้แม่โดยตรง มั่นใจว่าเรื่องนี้ไม่ถึงขนาดจะทำให้ลูกสาวฆ่าตัวตาย เขาเป็นคนมีสติมั่นใจว่าไม่ทำอะไรแบบนั้น ส่วนใครทำอะไรก็ขอให้ได้รับอย่างนั้น จากนี้จะไปเชิญวิญญาณลูกสาวที่บ้านเกิดเหตุ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69305</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตำรวจ, รับศพ, สถาบันนิติเวช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200621/image_big_5eef31104442d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49497</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/11/2019 13:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/11/2019 13:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สายบุญช่วยกัน&#039;นิติเวชตร.&#039;ชวนบริจาคแผ่นรองซับเพื่อผู้ยากไร้แด่ศพไร้ญาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 พ.ย.62-เพจสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ โพสต์เชิญชวนบริจาค &amp;quot;แผ่นรองซับ&amp;quot; ระบุว่า สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เชิญชวนบริจาค &amp;quot;แผ่นรองซับ&amp;quot; หลังพบว่าปริมาณไม่เพียงพอ สำหรับผู้บริจาคเแผ่นรองซับ สามารถติดต่อบริจาคแผ่นรองซับ ได้ที่ สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ อาคารสถาบันนิติเวชวิทยา ชั้น 1 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ เวลา 08.30-18.00 น. วันหยุดราชการ เวลา 09.00-16.30 น.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49497</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตำรวจ, บริจาค &quot;แผ่นรองซับ&quot;, ผู้ป่วยยากไร้, ศพไร้ญาติ, สถาบันนิติเวช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191104/image_big_5dbfc9e433ba1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33442</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2019 16:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2019 16:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ญาติรับศพเหยื่อไฟไหม้กลับอุบลฯ เผยน้องชายโทรหาขณะเกิดเหตุก่อนเสียชีวิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 เม.ย.62 - ที่สถาบันนิติเวชโรงพยาบาลตำรวจ พ.ต.อ.สุพิไชย ลิ่มศิวะวงศ์ รองผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เปิดเผยถึงการชันสูตรพลิกศพของนายศักดิ์ชัย เจริญลาภ หนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้ ว่าผลการชันสูตรศพขณะนี้เสร็จสิ้นแล้ว โดยผลเบื้องต้นพบว่าศักดิ์ชัย เสียชีวิตสาเหตุตกจากที่สูง สภาพศีรษะแตก สมองน้อยฉีกขาด หัวใจ ปอด ตับ ฉีกขาดจากการกระแทกของแข็งไม่มีคม และ มีกระดูกแตกหลายแห่ง ส่วนการพิสูจน์ว่าผู้เสียชีวิตได้หมดสติก่อนตกลงมาจากที่สูงหรือไม่นั้นจะต้องรอผลตรวจจากห้องปฏิบัติการแลปอย่างละเอียดอีกครั้งซึ่งคาดว่าจะทราบผลภายใน 1 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามที่ได้อ่านรายงาน พบว่าผู้เสียชีวิตได้สูดดมควันไฟเข้าไปในร่างกายจำนวนหนึ่ง แต่จะเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตหรือไม่นั้นก็ยังไม่สามารถตอบได้ และจากการสอบถามทางญาติผู้เสียชีวิตทราบว่ามีความประสงค์ไม่ขอให้สัมภาษณ์หรือมีการบันทึกภาพข่าวแต่อย่างใด ขณะที่ทางโรงพยาบาลตำรวจให้ข้อมูลว่าผู้บาดเจ็บที่อยู่ในความรับผิดชอบของโรงพยาบาลตำรวจนั้นมีทั้งหมด 10 คน ซึ่ง 5 คนแพทย์ได้อนุญาตให้กลับบ้านไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ส่วน 4 คน มีอาการสำลักควันไฟ ส่วนอีก 1 คนก็มีความเครียดตกใจกับเหตุการณ์การที่เกิดขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่นิติเวช รพ.จุฬา &amp;nbsp;นายจันทรา คำสาย พี่ชายของ นายอาทิตย์ คำสาย หนึ่งในพนักงานที่เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์&amp;nbsp;พร้อมญาติเดินทางมารับศพ นายอาทิตย์ เพื่อนำกลับไปบำเพ็ญกุศลที่จังหวัดอุบลราชธานี ท่ามกลางความโศกเศร้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจันทรา พี่ชาย เล่าว่า เมื่อวานนี้นายอาทิตย์ น้องชายได้โทรมาหา แต่ไม่ได้พูดอะไรเลย และไม่ได้ยินเสียงของนายอาทิตย์ มีเพียงเสียงผู้หญิงโวยวายๆ ประมาณ30วินาที จากนั้นตนเองก็วางสายแล้วโทรกลับไปแต่ไม่มีคนรับสายแล้ว และมาทราบอีกทีว่านายอาทิตย์เสียชีวิตเวลาประมาณ 3&amp;nbsp;ทุ่มจากรายชื่อทางโทรทัศน์ จึงรีบมาที่โรงพยาบาลจุฬา แต่ยังไม่สามารถทำอะไรได้ รอจนถึงเที่ยงคืน และกลับมาใหม่ในวันนี้ ซึ่งตลอดทั้งคืนครอบครัวนอนไม่หลับ ยังเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ปกตินายอาทิตย์จะมีนิสัยร่าเริง ชอบทำบุญ ชอบช่วยเหลือคนอื่น ล่าสุดได้พบเจอกับนายอาทิตย์ เมื่อวันที่ 8เม.ย.เพราะเอาซองผ้าป่าไปให้ทำบุญ ก็ไม่ได้มีสัญญานอะไรผิดปกติ และวันนี้เมื่อช่วงเที่ยงทราบจากเฟซบุ๊ค และเห็นภาพว่า นายอาทิตย์ได้เข้าไปช่วยเหลือคนอื่นๆ ขณะเกิดเหตุมีคนยกย่องให้เป็นฮีโร่ ทางครอบครัวก็ภูมิใจและขอบคุณทุกคนที่ยกย่องให้น้องชายเป็นฮีโร่ แต่ก็ไม่อยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33442</URL_LINK>
                <HASHTAG>สถาบันนิติเวช, เหยื่อไฟไหม้, โรงพยาบาลตำรวจ, ไฟไหม้ห้างเซ็นทรัลเวิลด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190411/image_big_5caf08edba644.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
