<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119346</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลจี้บิ๊กตู่ยุบสภา! ‘ไพบูลย์’จ่อชงกม.ลูกย้อนไปใช้สมัย‘อภิสิทธิ์’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์พลิก นิด้าโพลเผย ประชาชนจี้ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ยุบสภาโดยเร็ว! &amp;nbsp;แนะเอาให้ชัด อย่าทำอึมครึมเรื่องวาระ 8 ปีเก้าอี้นายกฯ ต้องประกาศมาเลยจะอยู่เป็นนายกฯ ไม่เกิน ส.ค.65 &amp;quot;เสี่ยแฮงค์-สามมิตร&amp;quot; ยัน พปชร.เสนอชื่อประยุทธ์ชิงนายกฯ คนเดียว ขวางพีระพันธุ์หวังส้มหล่น &amp;ldquo;พปชร.&amp;rdquo; ฟิตเตรียมชงกฎหมายลูกหลังโปรดเกล้าฯ รธน.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 10 ต.ค. ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;พลเอกประยุทธ์ กับ 3 ประเด็นทางการเมือง&amp;rdquo; โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 5-8 ตุลาคม 2564 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,311 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับ พล.อ.ประยุทธ์ กับ 3 ประเด็นทางการเมือง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นิด้าโพลระบุว่า เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณีความไม่ชัดเจนของรัฐธรรมนูญเรื่องวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่เกิน 8 ปี ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พบว่า ส่วนใหญ่ 40.73% ระบุว่านายกฯ ควรประกาศว่า 8 ปีคืออยู่ในตำแหน่งไม่เกินสิงหาคม 2565 รองลงมา 38.37% ระบุว่านายกฯ ควรส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความโดยเร็ว, 15.03% ระบุว่านายกฯ ควรอยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร และ 5.87% ระบุว่าไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อกระแสการยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ พบว่า ส่วนใหญ่ 40.35% ระบุว่าควรประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็ว รองลงมา 30.05% ระบุว่าควรประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรหลังจากกฎหมายการเลือกตั้งได้รับการแก้ไขให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ, &amp;nbsp;22.12% ระบุว่าไม่ต้องยุบสภาผู้แทนราษฎร อยู่ยาวไปเลยให้ครบเทอม 4 ปี, 5.72% ระบุว่าควรประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรก่อนการถูกอภิปายไม่ไว้วางใจในปีหน้า และ &amp;nbsp;1.76% ระบุว่าไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการปรับคณะรัฐมนตรี พบว่า ส่วนใหญ่ &amp;nbsp;50.34% ระบุว่าควรมีการปรับ ครม.ครั้งใหญ่ รองลงมา 18.92% ระบุว่าไม่ควรมีการปรับ ครม. 12.36% ระบุว่าควรมีการปรับ ครม. โดยเอาคนนอกเข้ามาแทน 2 ตำแหน่งในโควตาพรรคพลังประชารัฐ, 11.82% ระบุว่าควรมีการปรับ ครม. เฉพาะในส่วน 2 ตำแหน่งของพรรคพลังประชารัฐ และ 6.56% ระบุว่าไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสการยุบสภา โดยยืนยันว่านายกฯ ไม่มีการยุบสภาอย่างแน่นอน และจะอยู่ครบเทอม เนื่องจากขณะนี้ประเทศได้เกิดสถานการณ์หลายอย่าง ทั้งการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 และสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัด และนายกฯ รัฐบาลก็กำลังแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายลงให้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเสกสกลยังย้ำว่า การลงพื้นที่ของนายกฯ รองนายกฯ และรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่องนั้น เนื่องจากขณะนี้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก จึงเป็นหน้าที่ของนายกฯ และรัฐมนตรีทุกคนจะต้องลงพื้นที่เพื่อไปให้ความช่วยเหลือ โดยไม่ใช่เป็นการลงพื้นที่หาเสียงหรือเตรียมการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเสกสกลยังระบุว่า ไม่มีนายกฯหรือรัฐมนตรีคนใดนำความเดือดร้อนของประชาชนไปเป็นประเด็นทางการเมือง หรือจะนำไปหาประโยชน์ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาไม่ว่าประเทศจะเกิดสถานการณ์ใดๆ ขึ้น หรืออยู่ในสถานการณ์ปกติ นายกฯ ก็ได้ลงพื้นที่พบประชาชนอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว และทำมาตั้งแต่เข้ามาบริหารแผ่นดิน นอกจากนี้ นายกฯ ยังให้ความสำคัญกับการประชุมที่มีความสำคัญกับประเทศโดยได้ให้นโยบายในการเตรียมการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ปี พ.ศ. 2565 ครั้งที่ 3/2564 และย้ำให้ทุกหน่วยงานดำเนินการอย่างรอบคอบ รัดกุม และคำนึงถึงสถานการณ์ด้านสาธารณสุข ดังนั้นจึงเป็นการยืนยันได้แล้วว่านายกฯ จะยังไม่ยุบสภา และจะอยู่ทำงานจนครบเทอมอย่างแน่นอน ขอให้พรรคร่วมฝ่ายค้านได้รอไปก่อน เพราะนายกฯ ไม่ยุบสภาอย่างแน่นอน นายกฯ จะไม่ทิ้งประชาชนที่ขณะนี้กำลังได้รับความเดือดร้อนอยู่ หากฝ่ายค้านอยากเข้ามามีอำนาจ ก็ขอให้เข้ามาตามกติกาหลังนายกฯ หมดวาระแล้ว และทางที่ดีฝ่ายค้านน่าจะเอาเวลานี้ไปช่วยเหลือประชาชนที่กำลังประสบปัญหา ให้ประชาชนได้เห็นความดีของฝ่ายค้านบ้าง มากกว่าการออกมาพูดกล่าวหาโจมตีคนอื่นหวังผลทางการเมืองของตนเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อย่าหวังว่านายกฯ จะยุบสภาก่อนครบวาระ ไม่มีแน่นอน คงเป็นแค่ฝันกลางวันหรือฝันค้างของฝ่ายค้าน ให้ระวังกระหายอยากมีอำนาจ อยากเป็นรัฐบาลมากเกินไป ระวังอกแตกตายก่อน เพราะนายกฯ มีผลงานรัฐบาลดีวันดีคืน เลือกตั้งสมัยหน้า มีโอกาสสูงที่ฝ่ายค้านก็ยังจะรักษาความเป็นแชมป์ฝ่ายค้านได้เหมือนเดิม ไม่มีโอกาสเป็นรัฐบาลอย่างแน่นอน เพราะประชาชนส่วนใหญ่มองว่าเหมาะสมทำหน้าที่ค้านได้ดีมาก ไม่สมควรมาเป็นรัฐบาล เพราะผลงานและฝีมือไม่ถึง ทำหน้าที่ไม่ได้ดั่งใจประชาชน&amp;quot; นายเสกสกลกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และกรรมการบริหารพรรคพลังประชา รัฐมนตรีจากกลุ่มสามมิตร กล่าวถึงกรณีที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เข้ามาเป็นที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐด้วยว่า เป็นเรื่องดีที่นายพีระพันธุ์เข้ามาร่วมกันทำงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า เริ่มมีคนมาอยู่ในพรรคพลังประชารัฐมากขึ้น ล่าสุดนายชื่นชอบ คงอุดม บุตรชายของนายชัชวาลล์ คงอุดม หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไทนายอนุชากล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดา แต่ไม่ได้หมายความว่ามีคนเข้า-ออกพรรคเป็นจำนวนมาก ยังเป็นส่วนน้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีของนายชื่นชอบ มีนัยทางการเมืองหรือไม่ และจะมีการยุบพรรคพลังท้องถิ่นไทมารวมกับพรรคพลังประชารัฐด้วยหรือไม่นั้น นายอนุชากล่าวว่า ต้องดูว่าการเมืองในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร มันต้องอ่านบริบทการเมืองตั้งแต่เรื่องรัฐธรรมนูญว่าถ้าแก้ไขแล้วใครจะคิดอย่างไร &amp;nbsp;พรรคขนาดใหญ่ พรรคขนาดกลาง และขนาดเล็กจะคิดอย่างไร ก็ต้องไปว่ากันตอนที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญสะเด็ดน้ำแล้ว โดยตอนนี้ยังไม่มีการประกาศรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขออกมา เราจึงยังพูดอะไรไม่ได้ เพียงแต่ทุกคนรอดูแนวโน้มว่าจะเป็นอย่างไร ขอให้รอดูแล้วกันว่าหลังจากมีการประกาศรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขออกมาแล้ว พรรคการเมืองต่างๆ จะต้องขยับตัวในเรื่องความคิดต่อประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง 2 ใบ ที่ถือประเด็นสำคัญสำหรับแนวคิดหรือยุทธศาสตร์ของพรรคการเมืองในวันข้างหน้า ส่วนเรื่องที่ประเมินกันว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ยืนยันว่าไม่จริง ไม่มีสัญญาณ ไม่มีอะไรแม้แต่นิดเดียว เป็นการประเมินกันเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชากล่าวหลังถูกถามว่าถ้ามีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ประชาชนจะยังเลือกพล.อ.ประยุทธ์อีกหรือไม่ ว่ายังมีประชาชนส่วนหนึ่งที่ยังรักนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคใต้ ที่เชื่อว่ามีประชาชนเยอะมากที่ยังรักนายกฯ คิดว่าถ้าในอนาคตได้มีการชี้แจงทำความเข้าใจ หรือได้ทราบในวิถีทางต่างๆ มีประชาชนที่รักนายกฯ เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามย้ำว่า พลังประชารัฐยังเสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์เป็นผู้ชิงตำแหน่งนายกฯ เพียงชื่อเดียวใช่หรือไม่ นายอนุชากล่าวว่า ใช่ๆ เพราะยังไม่มีสัญญาณอะไรเป็นอย่างอื่น เมื่อถามว่ามีบางฝ่ายมองว่านายพีระพันธุ์อาจมาเป็นนายกฯ สำรอง นายอนุชากล่าวว่า &amp;ldquo;ไม่มี ไม่เคยได้ยิน นิดเดียวก็ยังไม่เคยได้ยิน บอกหน่อยว่าไปได้ยินกันมาจากไหน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ จ.ตราดในกิจกรรมรับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชน โดยกล่าวถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ประกาศว่าจะยึด 9 ที่นั่งในภาคตะวันออกว่า ก็เป็นเรื่องของพรรค ปชป. แต่ก้าวไกลเราทำงานการเมืองเพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ ส่วนของกติกาเลือกตั้งที่มี 2 ใบ พรรคไม่กลัว เราพร้อมปรับตัว ยังมีเวลา และจะต่อสู้ในทุกมิติ ทุกกติกาแน่นอน&amp;nbsp;
วันเดียวกัน นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค พปชร. กล่าวถึงร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายลูก ทั้งตัวพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และพรรคการเมือง​ว่า​ ร่างเสร็จแล้ว รอนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค พปชร. ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรครัฐบาล (วิปรัฐบาล) หารือกับวิป 3 ฝ่ายก่อน เนื่องจากต้องเสนอรัฐสภาพิจารณา
ผู้สื่อข่าวถามว่า​จะแก้ประเด็นใดบ้าง​ นายไพบูลย์กล่าวว่า​ มีเรื่องบัตรเลือกตั้ง​ 2 บัตร​ จะแก้ไปตามรัฐธรรมนูญ​ โดยร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยพรรค ปชป.ในมาตรา 91 วิธีคำนวณ ส.ส.บัญชี​รายชื่อก็ใช้​ถ้อยคำมาจากรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมปี 2554 สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดย ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน จะนำ​ ส.ส. 100 คนมาหารจากคะแนนรวมทั้งประเทศ​ ซึ่งจะได้คะแนนที่ ส.ส.พึงมีต่อ 1 คน​ สมมุติ​หารคะแนนที่ประชาชน​มาออกเสียง 32 ล้านใบ ก็จะนำมาหาร 100 จะเท่ากับ​ 320,000 คะแนน​ ​และนำคะแนนนี้ไปหารคะแนนที่แต่ละพรรคการเมืองได้​ &amp;nbsp; ถ้าหารแล้วได้คะแนนออกมา จะดูให้ได้จำนวนเต็มคือ​ 1% ขึ้นไป​ ​พรรคใดที่ได้ตั้งแต่ ​320,000 คะแนนขึ้น​ไปจะได้ ส.ส.ตามจำนวนเต็มก่อน​ ส่วนเศษยังไม่พูดถึง​ เมื่อแบ่งช่วงแรกไปแล้ว พรรคการเมืองต่างๆ ได้รับการจัดสรร ส.ส.พึงมีไปแล้วเหลือ ส.ส.ที่อาจจะไม่ครบ 100 อย่างแบ่งไปแล้วได้​ ​97 คน ถือว่าเหลือ ส.ส. 3 คน​ จะมาดูว่าพรรคการเมืองที่ได้คะแนนเต็มหรือได้ 1 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป​ มีพรรคการเมืองใดได้เศษมากที่สุด​พรรคการเมืองนั้นก็จะได้ ส.ส.เพิ่มอีกคน​&amp;nbsp;
&amp;quot;นี่เป็นแนวของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ปี ​2554​ ซึ่งในร่างของพรรค พปชร.ก็ร่างมาในแนวนี้​ ดังนั้นจะไม่มี ส.ส.ที่พรรคได้คะแนนไม่ถึง 320,000​ คน​ การได้ ส.ส.​ต้องได้คะแนนเต็ม และพรรคที่ได้คะแนนเต็มเท่านั้น​ถึงจะได้เศษ​ จะไม่มี ส.ส.พรรคปัดเศษ​ เพราะต้องได้คะแนนเต็มก่อนเศษที่เหลือถึงค่อยมาแบ่งกัน&amp;rdquo;
&amp;ldquo;กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญจะมาในแนวนี้คือ​ แก้ไข​ ​4 เรื่อง​ 1.จำนวน ส.ส.เขต 350 คนให้เป็น 400 คน​ ส.ส.บัญชีรายชื่อจาก 150 คนเป็น 100 คน 2.การแก้ไขให้ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ 3.แก้ไขวิธีการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ 4.ในการเลือกตั้ง ส.ส.เขตกับบัญชีรายชื่อจะแก้ไขให้ใช้เบอร์เดียวกันทั้งหมด ซึ่งจะเหมือนกับปี 2554 ที่ใช้เบอร์เดียวทั้งประเทศ​ ทั้งนี้ การแก้ไขนั้นเตรียมไว้หมดแล้ว​ พร้อมที่จะยื่นให้กับประธานรัฐสภา​ แต่ต้องรอรัฐธรรมนูญโปรดเกล้าฯ ก่อน​ เมื่อโปรดเกล้าฯ แล้วไม่เกิน 2-3 วันก็จะยื่น&amp;rdquo; นายไพบูลย์กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119346</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิด้าโพล, ยุบสภาโดยเร็ว, สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211010/image_big_616232c708734.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114979</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประจานล็อกดาวน์เหลว! โพลชี้ปชช.อยากได้วัคซีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; เผยมาตรการล็อกดาวน์ไม่ประสบความสำเร็จ เหตุไม่เข้มงวด ชาวบ้านไม่ให้ความร่วมมือ ยังอยากให้มีต่อ แต่ต้องคุมเข้มจริงจัง หวั่นเลิกล็อกทำโควิดระบาดเพิ่ม &amp;ldquo;สวนดุสิตโพล&amp;rdquo; ชี้ ปชช.ต้องการวัคซีนคุณภาพและฉีดได้ครบ 100% &amp;ldquo;ซูเปอร์โพล&amp;rdquo; สะท้อนส่วนใหญ่อยากให้รัฐเปิดเอกชนนำเข้า-กระจายวัคซีน &amp;ldquo;โฆษกรัฐบาล&amp;rdquo; ขานรับทุกความเห็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง มาตรการล็อกดาวน์ควรไปต่อหรือไม่ ระหว่างวันที่ 23-26 ส.ค.2564 ถึงความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 35.67 ระบุไม่ประสบความสำเร็จเลย เพราะการล็อกดาวน์ไม่มีความเข้มงวด มีการล็อกดาวน์แค่บางพื้นที่ ขณะที่บางส่วนระบุว่า ยังคงดำเนินชีวิตอย่างปกติ ทำให้มีการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น รองลงมาร้อยละ 28.81 ระบุไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เพราะประชาชนบางส่วนไม่ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามที่รัฐกำหนด และบางคนก็ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน, ร้อยละ 26.83 ระบุค่อนข้างประสบความสำเร็จ เพราะประชาชนมีการปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัด งดการรวมตัว ทำให้ลดการแพร่ระบาดลงได้, ร้อยละ 6.17 ระบุประสบความสำเร็จมาก เพราะมีการจำกัดการเดินทางทำให้ลดการแพร่ระบาดของเชื้อลงได้&amp;nbsp;
ส่วนความคิดเห็นของประชาชนต่อการดำเนินการมาตรการล็อกดาวน์เพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 26.14 ระบุควรดำเนินการต่อ แต่ให้มีมาตรการเข้มข้นขึ้น เพราะมาตรการต่างๆ ต้องจริงจัง และบทลงโทษที่รุนแรงสำหรับคนที่ฝ่าฝืน เพื่อให้ประชาชนจะได้หยุดการเดินทาง ลดการเดินทางข้ามจังหวัด ลดการรวมตัวมากยิ่งขึ้น และควรดำเนินการต่อ แต่ให้ผ่อนคลายมาตรการลง เพราะบางพื้นที่ยอดผู้ติดเชื้อลดลงแล้ว และประชาชนบางส่วนก็ได้รับวัคซีนแล้วในสัดส่วนที่เท่ากัน รองลงมาร้อยละ 24.16 ระบุไม่ควรดำเนินการต่อ เพราะถึงแม้จะมีมาตรการล็อกดาวน์ยังไงก็ยังมีจำนวนยอดผู้ติดเชื้อเยอะอยู่ดี รัฐบาลควรจัดหาวัคซีนที่มีคุณภาพมาฉีดให้แก่ประชาชน&amp;nbsp;
ถามถึงความกังวลจะเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 มากขึ้น หากมีการยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ หรือมีการผ่อนคลายมาตรการลง ส่วนใหญ่ร้อยละ 33.38 ระบุค่อนข้างกังวล รองลงมาร้อยละ 31.33 ระบุกังวลมาก, ร้อยละ 18.45 ระบุไม่กังวลเลย, ร้อยละ 16.54 ระบุไม่ค่อยกังวล&amp;nbsp;
เมื่อถามถึงการยอมรับถ้ามีการยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์หรือมีการผ่อนคลายมาตรการลง แต่ทำให้มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพิ่มขึ้น พบส่วนใหญ่ร้อยละ 30.26 ระบุค่อนข้างยอมรับได้ รองลงมาร้อยละ 29.42 ระบุไม่ยอมรับเลย, ร้อยละ 25.30 ระบุยอมรับได้แน่นอน, ร้อยละ 14.18 ระบุไม่ค่อยยอมรับ&amp;nbsp;
สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ถึง 5 ความต้องการของประชาชนในยุคโควิด-19 อันดับ 1 ร้อยละ 84.12 วัคซีนที่มีประสิทธิภาพ/ประชาชนได้ฉีดวัคซีนครบ100% 2.ร้อยละ 50.47 สิทธิในการรักษาโควิด-19 อย่างเท่าเทียมเข้าถึงง่าย 3.ร้อยละ 43.24 ให้ความสำคัญกับบุคลากรทางการแพทย์/บุคลากรด่านหน้า 4.ร้อยละ 38.51 กระตุ้นเศรษฐกิจ/ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้า 5.ร้อยละ 34.12 การแจกยา อุปกรณ์ป้องกันชุดตรวจโควิด-19 ให้แก่ประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน 5 ความต้องการของประชาชนที่คิดว่าน่าจะสมหวัง 1.ร้อยละ 67.44 แจกจ่ายถุงยังชีพ อาหาร น้ำดื่ม 2.ร้อยละ 63.64 ช่วยเหลือค่าเล่าเรียน อุปกรณ์การเรียน 3.ร้อยละ 60.92 การให้ความรู้เกี่ยวกับโควิด-19 กับประชาชน 4.ร้อยละ 57.66 ให้ความสำคัญกับบุคลากรทางการแพทย์/บุคลากรด่านหน้า 5.ร้อยละ 48.23 ลดภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะค่าสาธารณูปโภค ค่าน้ำ ค่าไฟ ขณะที่ 5 ความต้องการของประชาชนที่คิดว่าน่าจะผิดหวัง 1.ร้อยละ 90.64 รัฐบาลจริงใจในการแก้ปัญหา ไม่เล่นเกมการเมือง ไม่ทุจริต 2.ร้อยละ 89.29 ผู้นำมีวิสัยทัศน์ รับฟังความคิดเห็นจากประชาชน 3.ร้อยละ 88.27 มีความเท่าเทียมในสังคมไม่เหลื่อมล้ำ 4.ร้อยละ 85.94 รัฐบาล ทีมงานที่มีประสิทธิภาพ 5.ร้อยละ 77.71 มีรัฐสวัสดิการที่ดีสำหรับประชาชนทุกกลุ่ม และ 5 ตัวช่วยที่ประชาชนอยากฝากความหวัง 1.ร้อยละ 68.39 ตนเอง 2.ร้อยละ 53.80 ประชาชนด้วยกันเอง 3.ร้อยละ 46.06 บุคลากรทางการแพทย์ 4.ร้อยละ 27.96 รัฐบาล 5.ร้อยละ 25.04 รมว.สาธารณสุข
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจภาคสนาม เรื่องแสงเริ่มสว่างจากปลายอุโมงค์โควิด พบส่วนใหญ่ร้อยละ 93.9 ต้องการให้รัฐบาลเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมจัดหานำเข้าและกระจายวัคซีน, ร้อยละ 93.1 เห็นด้วยต้องขับเคลื่อนเปิดประเทศพื้นที่นำร่องด้านเศรษฐกิจท่องเที่ยว และร้อยละ 91.2 เชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถนำเข้าวัคซีนป้องกันโควิดได้ปริมาณที่มากพอภายในปลายปีนี้ อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่ร้อยละ 66.9 ยังคงกังวลต่อการกลับมาแพร่ระบาดของสายพันธุ์ใหม่ จากการรวมกลุ่มที่ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม เช่น ม็อบ ชุมนุมการเมือง บ่อนพนัน แหล่งมั่วสุม ปาร์ตี้ยาเสพติด เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลรับฟังและพร้อมนำเสียงสะท้อนของประชาชนมาปรับปรุงนโยบาย มาตรการและการทำงาน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของประชาชนมากที่สุด ซึ่งรัฐบาลและทุกส่วนราชการทุ่มเททำงานเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดโควิด-19 &amp;nbsp;ทั้งสถานพยาบาล เตียงผู้ป่วย เวชภัณท์ ยา วัคซีน ควบคู่ไปกับการออกมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสำหรับกลุ่ม เฉพาะต่างๆ ทั้งผู้ประกอบการ SMEs เกษตรกร แรงงาน อาชีพอิสระ นักเรียนและประชาชนทั่วไป ช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์โควิด-19
&amp;ldquo;ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. เป็นต้นไป ศบค. กลับมาให้กิจการ/กิจกรรมเปิดดำเนินการได้เกือบเหมือนปกติ ภายใต้มาตรการการป้องกันโควิด-19 ถือเป็นแรงส่งทางเศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้&amp;rdquo; โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114979</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ฃิงโชค, นิด้าโพล, สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เผยมาตรการล็อกดาวน์ไม่ประสบความสำเร็จ, เหตุไม่เข้มงวด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180927/image_big_5bac48d094404.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114448</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2021 08:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2021 08:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาชน96%เห็นตรงกันไม่ควรปล่อยนักโทษทำผิดซ้ำซากคดีร้ายแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ส.ค.2564 - สำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับ ศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจ เรื่องมาตรการใหม่ในการป้องกันการกระทำผิดอุกฉกรรจ์ซ้ำซาก ซึ่งทำการสำรวจจากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมทั้งสิ้น จำนวน 2,002 หน่วยตัวอย่าง โดยเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากผลการสำรวจ เมื่อถามความคิดเห็นต่อการปล่อยตัวผู้ต้องขังที่กระทำความผิดซ้ำซากเป็นนิสัยในคดีร้ายแรงงอุกฉกรรจ์ สะเทือนขวัญออกจากเรือนจำก่อนครบกำหนด พบว่า 95.90% ระบุว่า ไม่ควรได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำก่อนครบกำหนด ในขณะที่ 4.10% ระบุว่า ควรได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำก่อนครบกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการกระทำผิดที่ผู้พ้นโทษสมควรถูกกำกับ ติดตาม สอดส่องในระยะเวลายาวนานมากขึ้น และเข้มข้นขึ้น พบว่า ส่วนใหญ่ 98% ระบุว่า ข่มขืนกระทำชำเราเด็ก รองลงมา 95.80% ระบุว่า ข่มขืนกระทำชำเราผู้ใหญ่ &amp;nbsp;95.20% ระบุว่า ฆ่าคนตายโดยเจตนา 93.60% ระบุว่า ค้ายาเสพติด 92.20% ระบุว่า ทำร้ายร่างกายจนสาหัสหรือถึงแก่ความตาย 91.40% ระบุว่า วางเพลิงเผาทรัพย์จนทำให้มีผู้เสียชีวิต และ 87.40% ระบุว่า เรียกค่าไถ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามความคิดเห็นต่อกฎหมาย/มาตรการใหม่ ๆ ในการป้องกันการกระทำผิดซ้ำของผู้กระทำผิดซ้ำซากเป็นนิสัยในคดีร้ายแรงอุกฉกรรจ์ สะเทือนขวัญ พบว่า ส่วนใหญ่ 50.95% ระบุว่า ให้มีมาตรการทางการแพทย์ เพื่อป้องกัน การกระทำผิดซ้ำ (รักษาฮอร์โมน เช่น ฉีดยาให้ฝ่อฯ บำบัดสุขภาพจิต กรณีโรคจิตต้องรับยาฯ) รองลงมา 46.45% ระบุว่า ให้มีมาตรการคุมประพฤติภายหลังพ้นโทษไม่เกิน 15 ปี 42.91% ระบุว่า ให้มีคำสั่งคุมขังภายหลังพ้นโทษ และคำสั่งคุมขังฉุกเฉิน ในกรณีมีความเสี่ยงที่จะทำผิดซ้ำ และ 33.07% ระบุว่า การแจ้งเตือนชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามถึงสิ่งที่ควรคำนึงถึงในการกำหนดวิธีการลงโทษผู้กระทำความผิดซ้ำซากเป็นนิสัยในคดีร้ายแรงอุกฉกรรจ์ สะเทือนขวัญ พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 47% ระบุว่า ความร้ายแรงของคดี รองลงมา 45.80% ระบุว่า ประวัติการกระทำความผิด 43.46% ระบุว่า สาเหตุแห่งการกระทำความผิด 39.96% ระบุว่า ลักษณะส่วนตัวของผู้กระทำความผิด 27.12% ระบุว่า ความคิดเห็นของผู้เสียหาย และ 25.72% ระบุว่า โอกาสในการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114448</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงยุติธรรม, การกระทำผิดอุกฉกรรจ์ซ้ำซาก, นิด้าโพล, สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, สำนักงานกิจการยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210825/image_big_6125a10fc926d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108138</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2021 11:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2021 11:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลโพลวัยรุ่นพบส่วนใหญ่ใช้เวลาว่างเล่นโซเชียลฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มิ.ย.2564 - ศูนย์สำรวจความคิดเห็นทางสังคม สำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 1-11&amp;nbsp;
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับ ศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง &amp;ldquo;Gen Z มีอะไรจะบอกต่อสังคมไทย&amp;rdquo; &amp;nbsp;ทำการสำรวจในเดือนเมษายน พ.ศ. 2564 จากเด็กและเยาวชนที่มีอายุ 12-24 ปี กระจายทุกภูมิภาคทั่วประเสศ จำนวน 4,472 หน่วยตัวอย่าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากผลการสำรวจ เมื่อถามเด็กและเยาวชนถึงเรื่องที่ได้ทำในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่ 61.29% ได้ทำในเรื่องการดูแลสุขภาพ (อาหารการกิน การออกกำลังกาย การพักผ่อน) รองลงมา 59.79% การพัฒนาตนเอง &amp;nbsp;56.64% การทำกิจกรรมร่วมกันกับบุคคลในครอบครัว 37.16% การออมหรือการลงทุน 36.09% การทำกิจกรรมจิตอาสา เช่น การบำเพ็ญประโยชน์ กิจกรรมสาธารณะประโยชน์ 15.88% มีการสังสรรค์ที่มีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ 2.33% มีการทะเลาะ วิวาท ทำร้ายร่างกาย หรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการใช้เวลาว่าง พบว่า เด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ 78.67% เล่นสื่อโซเชียลมีเดีย รองลงมา 69.48% นอนพักผ่อน 69.12% ดูหนัง/ฟังเพลง/อ่านหนังสือ 52.15% พบปะเพื่อนฝูง 49.78% เล่นเกม เช่น เกมออนไลน์ &amp;nbsp;46.18% ออกกำลังกาย/เล่นกีฬา 28.40% ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม 25.81% ท่องเที่ยว/กิจกรรมสันทนาการ &amp;nbsp;14% เล่นดนตรี 11.23% ทำงานศิลปะ วาดภาพ ระบายสี/งานฝีมือ และ 0.51% ระบุอื่น ๆ เช่น ทำงานพิเศษ ขายของออนไลน์ ทำขนมและอาหาร ทำงานบ้าน ทำงานจิตอาสา ตกปลา และเลี้ยงสัตว์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม พบว่า เด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ 70.82% ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของสถานศึกษา รองลงมา 39.07% ร่วมกิจกรรมจิตอาสา/สาธารณประโยชน์ในชุมชน 37.90% ร่วมกิจกรรมสืบสานประเพณีวัฒนธรรมกับชุมชนท้องถิ่น 21.44% ร่วมกิจกรรมของสภาเด็กและเยาวชน 12.57% ร่วมกิจกรรมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต. หรือ เทศบาล) 6.40% ร่วมกิจกรรมของ To Be Number One 5.34% ร่วมกิจกรรมทางการเมือง และ 0.89% ระบุอื่น ๆ เช่น ร่วมกิจกรรมในโบสถ์คริสต์ในวันเสาร์-อาทิตย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงไอดอล (Idol) บุคคลต้นแบบที่ยึดถือและปฏิบัติตาม พบว่า เด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ 42.06% มีบุคคลในครอบครัวเป็นต้นแบบ (โดยระบุ 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 ทั้งพ่อและแม่ 33.17% อันดับ 2 แม่ &amp;nbsp;30.62% และอันดับ 3 พ่อ 19.88%) รองลงมา 19.43% มีครู/อาจารย์เป็นบุคคลต้นแบบ 15.47% มีญาติหรือคนรู้จักเป็นบุคคลต้นแบบ 11.27% มีบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นต้นแบบ (โดยระบุ 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 นักร้อง K-POP เช่น วง BTS, วง Blackpink, วง GOT 7 19.64% อันดับ 2 ดารานักแสดง เช่น หยิ่น อานันท์ หว่อง, ชมพู่ อารยา, ญาญ่า อุรัสยา 18.06% และอันดับ 3 เน็ตไอดอล เช่น พิมรี่พาย 9.13%) สำหรับ 9.17% มีเพื่อนเป็นบุคคลต้นแบบ และ 2.59% ไม่มีไอดอล (Idol) บุคคลต้นแบบที่ยึดถือและปฏิบัติตามเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามต่อว่าหากมีบุคคลต้นแบบอยากเลียนแบบในเรื่องใด พบว่า ส่วนใหญ่ 64.38% อยากเลียนแบบในเรื่องแนวคิด ทัศนคติ รองลงมา 60.73% ในเรื่องการใช้ชีวิต 31.24% ในเรื่องบุคลิกภาพ ท่าทาง 27.84% ในเรื่องการแต่งกาย และ 2.77% ระบุอื่น ๆ เช่น เรื่องความสามารถ ความขยัน ความอดทน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความฉลาด และอุปนิสัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับบุคคลที่จะเลือกปรึกษาเมื่อมีปัญหามากที่สุด 3 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 42.2% ระบุว่า พ่อแม่/ผู้ปกครอง อันดับ 2 31.03% ระบุว่า เพื่อน และอันดับ 3 19.57% ระบุว่า ครู/อาจารย์ &amp;nbsp;ส่วนทักษะที่อยากจะพัฒนามากที่สุด 3 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 37.12% อยากพัฒนาด้านภาษา อันดับ 2 22.78% อยากพัฒนาด้านเทคโนโลยี และอันดับ 3 17.04% อยากพัฒนาด้านอาชีพ ในด้านกิจกรรมที่อยากจะทำร่วมกับครอบครัวมากที่สุด 3 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 35.22% รับประทานอาหารร่วมกัน อันดับ 2 30.77% ไปท่องเที่ยว/ชอปปิงร่วมกัน และอันดับ 3 17.98% ดูหนัง ฟังเพลงร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงการถูกทำร้ายจิตใจด้วยวาจา (Bullying) ทั้งต่อหน้าหรือในสื่อออนไลน์ พบว่า ส่วนใหญ่ 62.92% ระบุว่า เคยถูกทำร้าย 37.08% ระบุว่า ไม่เคย โดยมีที่ระบุว่าเคยถูกทำร้ายมีวิธีการรับมือ ได้แก่ นิ่งเฉย 60.77% รองลงมา ตอบโต้ เช่น ตอบโต้ด้วยวาจา การใช้กำลัง ถ่ายคลิป 22.99% แจ้งครู/ผู้ปกครอง/เพื่อน 14.39 %และแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายแก่ผู้กระทำ 1.85%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเป้าหมายในชีวิตของเด็กและเยาวชน 3 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 38.29% ระบุว่า เรียนจบมีงานทำ อันดับ 2 18.74% ระบุว่า ประสบความสำเร็จและมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และอันดับ 3 15.78% ระบุว่า มีครอบครัวที่สมบูรณ์ และเมื่อถามต่อว่ามีความกังวลต่อสังคมไทยในเรื่องใดมากที่สุด 3 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 31.02% ระบุว่า ปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศ อันดับ 2 18.92% ระบุว่า ปัญหาโรคระบาด และอันดับ 3 16.08% ระบุว่า ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเรื่องที่เด็กและเยาวชนอยากให้คนไทยพัฒนามากที่สุด 3 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 24.46% ระบุว่า ความมีระเบียบวินัย/เคารพกฎหมาย อันดับ 2 21.73% ระบุว่า ความซื่อสัตย์สุจริต และอันดับ 3 15.77% ระบุว่า ความมีจิตสำนึกต่อสาธารณะ/การรับผิดชอบต่อสังคม เมื่อถามถึงสิ่งที่เด็กและเยาวชนอยากเห็นในประเทศไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า 3 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 26.82% อยากให้เศรษฐกิจดีขึ้น อันดับ 2 19.11% ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชัน และอันดับ 3 15.26% อยากให้ประเทศเจริญก้าวหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยในอนาคต พบว่า ส่วนใหญ่ 35.70% ควรพัฒนาระบบการศึกษาให้มีความเท่าเทียมและทันสมัยมากยิ่งขึ้น รองลงมา 23.33% ควรส่งเสริมเรื่องสิทธิ หน้าที่ และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นให้แก่เด็กและเยาวชน 7.5%ควรส่งเสริมเรื่องความสามัคคีให้แก่เด็กและเยาวชน 6.39% ควรปลูกฝังเรื่องความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบและการรักษาประโยชน์ส่วนรวมให้แก่เด็กและเยาวชน และควรส่งเสริมทักษะการใช้ชีวิตในสังคมและทักษะการประกอบอาชีพที่จำเป็นให้แก่เด็กและเยาวชน ในสัดส่วนที่เท่ากัน และ 5.69% ควรส่งเสริมเรื่องความเท่าเทียมกันในสังคม
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108138</URL_LINK>
                <HASHTAG>Gen Z, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, นิด้า, ศูนย์สำรวจความคิดเห็นทางสังคม, ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล, สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210630/image_big_60dbf363b2e24.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106531</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/06/2021 08:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/06/2021 08:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.อานนท์&#039;แนะนำ&#039;เพจรวมพลคนจงรักภักดี&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 มิ.ย.2564 - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้โพสต์ข้อความสั้นๆ พร้อมแนบลิงค์เพจรวมพลคนจงรักภักดี ระบุว่า เพจนี้มีคนหลายคนช่วยกันเขียน เวียนกันอ่าน เผยแพร่เนื้อหาเทอดพระเกียรติและปกป้องสถาบัน โดยไม่ยุ่งการเมือง ยกเว้นจะมีนักการเมืองมาโจมตีสถาบันจำเป็นต้องตอบโต้ด้วยข้อมูลและข้อเท็จจริงให้ได้ตาสว่างกัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักเขียนของเรา ดร. ศุภณัฐ อภิญญาณ, ผศ. ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์, เทาชมพู, เบญญา นันทขว้าง, &amp;nbsp;เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสกี้, คำรณ ปราโมช ณ อยุธยา, เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค, หม่อมหลวงชัยนิมิตร นวรัตน์, รองศาสตราจารย์หริรักษ์ สูตะบุตร, พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์ และอาจารย์โต (ศาสตรา โตอ่อน รุ่งแสง)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106531</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิด้า, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์, รวมพลคนจงรักภักดี, สถาบัน, สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210530/image_big_60b387426ec65.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105732</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/06/2021 08:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2021 08:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.อานนท์&#039;เล็งช้อปปิ้งรองเท้า&#039;ดอยตุง-โอนิซึกะไทเกอร์&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มิ.ย.2564 - ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒน บริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้โพสต์เนื้อหาบนเฟซบุ๊ก ว่าไม่เคยคิดอยากจะมีรองเท้าผ้าใบราคาแพงเลยครับ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สารภาพตามตรงทุกวันนี้รับมรดกรองเท้าผ้าใบของรุ่นพี่ที่เขายกให้มาใส่ เพราะไซส์เท้าใหญ่พอๆ กัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเป็นคนหารองเท้าใส่ยากมาก เพราะเท้าใหญ่มาก เคยไปเที่ยวญี่ปุ่น ไป outlet หรือ department store ไม่สามารถหาซื้อรองเท้าใส่ได้เลย &amp;nbsp;ต้องไปอเมริกาหรือออสเตรเลีย จะหาซื้อรองเท้าใส่ได้สบายๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามอยากได้รองเท้าดอยตุง โอนิซึกะไทเกอร์ ไว้เป็นที่ระลึก แต่ไม่แน่ใจว่าจะมีไซส์ยักษ์สำหรับอานนท์หรือไม่ครับ ไม่ใช่อะไรหรอกครับ อยากเดินตามรอยพระยุคลบาทครับ &amp;nbsp;ไม่มีวันใดที่ไม่คิดถึงพระองค์ท่านครับ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105732</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์, นิด้า, รองเท้าดอยตุง โอนิซึกะไทเกอร์, สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210530/image_big_60b387426ec65.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104236</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/05/2021 13:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/05/2021 13:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดร.อานนท์ชำแหละ5เหตุผลแถลงการณ์3กีบจุฬาฯไม่น่าเชื่อถือ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 พ.ค.2564 - ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒน บริหารศาสตร์ (NIDA) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ผมคิดว่าการที่สโมสรนิสิตจุฬาฯออกมาแถลงขอโทษและแสดงความเสียใจที่เคยสนับสนุนการเคลื่อนไหวของ กปปส. เป็นการกระทำที่ขาดความชอบธรรมและไม่เป็นประชาธิปไตยเลยดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อแรก​ มีการ &amp;nbsp;lobby กันอย่างหนักในสโมสรนิสิตจุฬาฯ กว่าจะออกแถลงนี้ได้​ เรียกว่าเนติวิทย์ก็ต้องออกแรงจนหืดจับ​ วิธีการโหวตโดยวิ่งกล่อม​ lobby แบบนี้ความชอบธรรมมีน้อยและไม่เป็นประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อสอง​ &amp;nbsp;เนติวิทย์และสโมสรใช้สิทธิ์และเสรีภาพอันใดไปคิดแทนรุ่นพี่นิสิตเก่าจุฬาในยุคสมัยนั้น​&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อสาม​ &amp;nbsp;ไม่เคารพความเห็นต่างของรุ่นพี่ในยุคนั้น​ ขาดความเป็นประชาธิปไตย​ และไม่เป็นเสรีนิยม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อสี่ ทำไมไม่ทำประชามติถามนิสิตจุฬาที่ศึกษาในปีนั้นว่าอยากจะขอโทษและแสดงความเสียใจหรือไม่​ การมีส่วนร่วมและการเป็นตัวแทนของนิสิตเก่าอยู่ที่ไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อห้า อาวุโส​ ระเบียบ​ ประเพณี​ ส่วนหนึ่งของระบบ​ SOTUS อันเป็น​ common laws ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ที่ไหน​ ประชาธิปไตยจะกระทำสิ่งใดต้องไม่ขัดกับวัฒนธรรมอันดีงาม​ด้วยเช่นกัน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104236</URL_LINK>
                <HASHTAG>กปปส., ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์, สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, สโมสรนิสิตจุฬาฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210526/image_big_60adebc1f4024.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
