<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120221</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2021 18:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 18:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘21 ปี  พอช.’  (4) ‘กองทุนสวัสดิการชุมชน’ ร่วมมือภาคีเครือข่าย สร้างตาข่ายสังคมรองรับคนทุกข์-วิกฤติโควิด-น้ำท่วม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองแก&amp;nbsp; จ.สุรินทร์&amp;nbsp; ร่วมดูแลประชาชนในช่วงโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชน จ.สิงห์บุรี&amp;nbsp; ช่วยประชาชนในช่วงน้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ในยามที่เกิดความทุกข์ยากลำบากในสังคม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; น้ำท่วม&amp;nbsp; น้ำแล้ง&amp;nbsp; พายุพัดถล่มบ้านเรือน&amp;nbsp; ไฟไหม้ชุมชนแออัด&amp;nbsp; ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน&amp;nbsp; โดยเฉพาะคนยากจน คนเฒ่าคนแก่ คนป่วย&amp;nbsp; เด็กเล็ก &amp;nbsp;เรามักจะเห็นภาพหน่วยงานต่างๆ ทั้งของรัฐและเอกชนที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือประชาชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กรมประชา สงเคราะห์ (ปัจจุบันคือกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สภากาชาดไทย&amp;nbsp; องค์กรปกครองท้องถิ่น&amp;nbsp; และมูลนิธิต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ขณะเดียวกัน&amp;nbsp; ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; ภาคประชาชนที่รวมตัวกันเป็นกลุ่ม&amp;nbsp; กองทุน&amp;nbsp; และเครือข่ายต่างๆ เช่น&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; ได้เข้ามามีบทบาทในการดูแลช่วยเหลือประชาชน&amp;nbsp; ทั้งในภาวะปกติและในยามวิกฤติ&amp;nbsp; ดังเช่นสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 &amp;nbsp;และในยามเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วมในขณะนี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ถือเป็นการสร้างตาข่ายความปลอดภัยทางสังคมรองรับผู้ทุกข์ยากที่ประชาชนคนเดินดินจัดตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลกันเอง &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐและมูลนิธิต่างๆ เหมือนดังแต่ก่อน !!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;lsquo;ออมวันละ 1 บาท&amp;rsquo; สร้างสวัสดิการภาคประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;แต่ไหนแต่ไรมาแล้วที่ประชาชน&amp;nbsp; คนทั่วไป&amp;nbsp; เกษตรกร&amp;nbsp; ชาวไร่&amp;nbsp; ชาวนา&amp;nbsp; ชาวประมง&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ไม่มีระบบสวัสดิการสังคมรองรับในยามเจ็บไข้ได้ป่วย&amp;nbsp; ยามชรา&amp;nbsp; เหมือนกับข้าราชการหรือพนักงานบริษัทเอกชนทั่วไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ดังนั้นกลุ่ม&amp;nbsp; องค์กรชาวบ้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กลุ่มออมทรัพย์&amp;nbsp; สัจจะสะสมทรัพย์&amp;nbsp; เครดิตยูเนี่ยน&amp;nbsp; กลุ่มเกษตรกร&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อนำเงินกองทุนที่สมาชิกสะสมมาให้กู้ยืมนำไปประกอบอาชีพ&amp;nbsp; แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนในครอบครัว&amp;nbsp; (โดยเสียดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย)&amp;nbsp; เมื่อกลุ่มมีผลกำไรก็จะนำมาปันผลและช่วยเหลือสมาชิกในยามเจ็บป่วย&amp;nbsp; ช่วยทุนการศึกษาบุตรหลาน หรือในยามเดือดร้อนจำเป็นต่างๆ &amp;nbsp;ถือเป็นสวัสดิการภาคประชาชนที่ประชาชนดูแลกันเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ตัวอย่างที่ถือเป็นต้นแบบของการริเริ่มจัดสวัสดิการช่วยเหลือกันเอง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; &amp;lsquo;กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์แบบพัฒนาครบวงจรชีวิต&amp;rsquo; ของ &amp;lsquo;ครูชบ&amp;nbsp; ยอดแก้ว&amp;rsquo; (ปัจจุบันเสียชีวิต) ครูประชาบาลในอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา&amp;nbsp; ที่เริ่มจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ในโรงเรียนวัดน้ำขาวตั้งแต่ปี 2522 เพื่อให้ครูและนักเรียนมีความประหยัด&amp;nbsp; อดออม&amp;nbsp; มีสัจจะ&amp;nbsp; โดยนำเงินออมมาช่วยเหลือกัน&amp;nbsp; หลังจากนั้นจึงขยายไปสู่หมู่บ้านต่างๆ ในตำบล&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยมีแนวคิดคือ &amp;ldquo;ให้ชาวบ้านลดรายจ่ายเพียงวันละ 1 บาท&amp;nbsp; แล้วนำเงิน 1 บาทมาสะสมร่วมกัน &amp;nbsp;เพื่อให้คนเดือดร้อนกู้ยืม&amp;nbsp; หรือนำไปประกอบอาชีพ โดยคิดดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย&amp;nbsp; เมื่อกลุ่มมีรายได้จากดอกเบี้ยจะนำมาปันผลให้สมาชิก&amp;nbsp; และช่วยเหลือสวัสดิการสมาชิกตั้งแต่เกิดจนถึงตาย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ครูชบ&amp;nbsp; ยอดแก้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จากแนวคิด &amp;lsquo;กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์แบบพัฒนาครบวงจรชีวิต&amp;rsquo; ของครูชบ&amp;nbsp; ยอดแก้ว&amp;nbsp; จึงมีองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ผู้นำชุมชน&amp;nbsp; พระสงฆ์นักพัฒนา&amp;nbsp; ฯลฯ จากทั่วประเทศได้มาศึกษาเรียนรู้และนำไปขยายผล&amp;nbsp; รวมทั้งครูชบยังได้เดินสายไปบรรยายเพื่อส่งเสริมการจัดตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ขึ้นมาทั่วประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีหลักการคือ สมาชิกจะต้องสะสมเงินเข้ากลุ่มตามที่กำหนด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เดือนละ 1 ครั้ง&amp;nbsp; อย่างน้อย 100 บาท&amp;nbsp; เมื่อสมาชิกมีความจำเป็นก็สามารถกู้ยืมเงินไปใช้จ่ายได้ตามข้อตกลงของกลุ่ม&amp;nbsp; โดยเสียดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย (ไม่เกิน 1 บาทต่อเดือน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ขณะเดียวกัน&amp;nbsp; แนวคิด &amp;ldquo;สะสมเงินเพียงวันละ 1 บาทเพื่อนำเงินมาช่วยเหลือกัน&amp;rdquo; นั้น&amp;nbsp; ได้ถูกต่อยอดจากชุมชนหลายแห่ง&amp;nbsp; จนพัฒนามาเป็น &amp;lsquo;กองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;rsquo; โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;&amp;nbsp; สนับสนุนให้มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนขึ้นมาอย่างเป็นทางการในปี 2548 &amp;nbsp;เป็นกองทุนสวัสดิการชุมชนในระดับตำบล&amp;nbsp; หรือเทศบาล&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 99 &amp;nbsp;กองทุนทั่วประเทศ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 16 ปี&amp;nbsp; (ตุลาคม 2564) พอช.ได้สนับสนุนการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศแล้ว &amp;nbsp;รวม 6,069 กองทุน&amp;nbsp; จำนวนสมาชิกรวมกันประมาณ &amp;nbsp;5,740,000 คน &amp;nbsp;เงินกองทุนรวมกันกว่า&amp;nbsp; 18,000 ล้านบาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;หรือเฉลี่ยกองทุนแต่ละแห่งจะมีเงินกองทุนแห่งละ 3 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; (บางกองทุนมีเงินมากกว่า 10 ล้านบาท)&amp;nbsp; เงินกองทุนเหล่านี้ได้นำไปช่วยเหลือสมาชิกตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวันตาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลทับมา อ.เมือง&amp;nbsp; จ.ระยอง&amp;nbsp; เยี่ยมคนชรา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; เพื่อคนในชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนส่วนใหญ่เป็นการริเริ่มจัดตั้งโดยผู้นำในตำบล (บางแห่งริเริ่มโดยผู้บริหารองค์กรปกครองท้องถิ่น เช่น อบต. เทศบาล)&amp;nbsp; ชักชวนแกนนำหมู่บ้าน&amp;nbsp; กลุ่ม&amp;nbsp; องค์กรต่างๆ มาประชุมร่วมกัน&amp;nbsp; เพื่อชี้แจงเป้าหมาย&amp;nbsp; วัตถุประสงค์การจัดตั้งกองทุน&amp;nbsp; คัดเลือกตัวแทนเข้ามาเป็นคณะกรรมการกองทุน&amp;nbsp; ร่วมกันกำหนดระเบียบกองทุน คุณสมบัติของสมาชิก&amp;nbsp; การสมทบเงิน&amp;nbsp; สวัสดิการที่จะช่วยเหลือสมาชิก&amp;nbsp; ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กองทุนสวัสดิการชุมชนส่วนใหญ่จะให้สมาชิกสมทบเงินเข้ากองทุนเป็นรายเดือนหรือรายปีตามความสะดวก&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เดือนละ 30 บาท&amp;nbsp; หรือปีละ 365 บาท&amp;nbsp; เมื่อเป็นสมาชิกแล้วอย่างน้อย 6 เดือนจึงจะได้รับสวัสดิการช่วยเหลือพื้นฐานตั้งแต่เกิดจนตาย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เช่น&amp;nbsp; คลอดบุตรช่วยเหลือ 500 บาท&amp;nbsp; นอนโรงพยาบาลช่วยเหลือคืนละ 100 บาท&amp;nbsp; ปีหนึ่งไม่เกิน 10 คืน&amp;nbsp; ช่วยสมาชิกที่เสียชีวิต&amp;nbsp; 3,000-20,000 บาท (ตามอายุการเป็นสมาชิก)&amp;nbsp; ช่วยภัยพิบัติไม่เกิน 2,000 บาท&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยสมาชิกจะต้องนำหลักฐานเช่น&amp;nbsp; ใบรับรองแพทย์ บิลค่ายา&amp;nbsp; ใบมรณบัตร&amp;nbsp; มาขอเบิกแก่คณะกรรมการ&amp;nbsp; แม้จำนวนเงินที่ช่วยเหลือจะไม่มากนัก&amp;nbsp; แต่ก็เป็นการช่วยเหลือที่ทันท่วงที&amp;nbsp; ไม่มีระเบียบขั้นตอนมากมาย&amp;nbsp; ไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ขณะเดียวกัน&amp;nbsp; รัฐบาลได้สนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; โดยการสมทบเงินเข้ากองทุนในอัตรา 1 ต่อ 1 เช่น&amp;nbsp; สมาชิกสมทบเงิน 365 บาท/คน/ปี&amp;nbsp; รัฐบาลก็จะสมทบเท่ากัน&amp;nbsp; รวมทั้งองค์กรปกครองท้องถิ่นก็สามารถสมทบเงินเข้ากองทุนได้&amp;nbsp; เพื่อให้กองทุนเติบโต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้บางกองทุนอาจจัดสวัสดิการให้สมาชิกได้หลากหลายตามความเหมาะสม&amp;nbsp; เช่น กองทุนสวัสดิการชุมชน เทศบาลตำบลอุโมงค์&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.ลำพูน จัดตั้งขึ้นในปี 2550 ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 7,000 คน&amp;nbsp; มีสวัสดิการถึง 24 ประเภท เช่น&amp;nbsp; ค่ารถไปโรงพยาบาล &amp;nbsp;สวัสดิการเมื่อบวช&amp;nbsp; เกณฑ์ทหาร&amp;nbsp; แต่งงาน&amp;nbsp; ขึ้นบ้านใหม่&amp;nbsp; จบการศึกษา&amp;nbsp; ช่วยเหลือผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ส่งเสริมกลุ่มอาชีพ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ที่ผ่านมา เทศบาลตำบลอุโมงค์ได้จัดสรรงบประมาณสมทบเงินเข้ากองทุนสวัสดิการประมาณปีละ 1 ล้านบาท&amp;nbsp; และล่าสุดในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; เทศบาลฯ ได้มอบเงินสมทบให้กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลอุโมงค์จำนวน 1 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลอุโมงค์รับมอบเงินสมทบ 1 ล้านบาทจากผู้บริหารเทศบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างกองทุนสวัสดิการชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศที่ร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่นให้ความช่วยเหลือสมาชิกกองทุนฯ และประชาชนทั่วไปในช่วงสถานการณ์โควิด-19 และน้ำท่วมในขณะนี้ด้วย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองแก&amp;nbsp; อ.ท่าตูม&amp;nbsp; จ.สุรินทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองแก จ.สุรินทร์&amp;nbsp; ต้นแบบการจัดการกองทุนที่ดี-ช่วยประชาชนช่วงโควิด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พัชรี บุญมี ประธาน &amp;lsquo;กองทุนคุณธรรมสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองแก&amp;rsquo; อ.ท่าตูม&amp;nbsp; จ.สุรินทร์ เล่าว่า &amp;nbsp;ก่อนการจัดตั้งกองทุนฯ &amp;nbsp;ชาวบ้านไม่มีความเชื่อมั่นว่าจะจัดตั้งกองทุนฯ ขึ้นมาได้ &amp;nbsp;เนื่องจากเห็นตัวอย่างกองทุนอื่นๆ ในตำบลที่ล้มเหลว &amp;nbsp;เพราะกรรมการไม่ซื่อสัตย์ &amp;nbsp;หน่วยงานราชการจึงไม่กล้าเข้ามาส่งเสริม &amp;nbsp;ตนในฐานะอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จึงเข้าไปชี้แจงสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านในตำบล ใช้เวลานานเกือบ &amp;nbsp;2 ปีจึงจัดตั้ง &amp;lsquo;กองทุนคุณธรรมสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองแก&amp;rsquo; ขึ้นมาได้&amp;nbsp; ในเดือนพฤษภาคม 2550&amp;nbsp; มีสมาชิกเริ่มต้น 192 คน &amp;nbsp;มาจาก อสม. 19 หมู่บ้าน (หมู่บ้านละ 10 คน) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยให้สมาชิกสมทบเงินเข้ากองทุนฯ เป็นรายเดือนหรือรายปีตามสะดวก คือ เดือนละ 30-31 บาท (ตามจำนวนวันในแต่ละเดือน) รายปีๆ ละ 365 บาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;นำเงินกองทุนมาช่วยเหลือสวัสดิการให้สมาชิก 15 ด้าน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;คลอดบุตร 500 บาท &amp;nbsp;แม่นอนโรงพยาบาล &amp;nbsp;คืนละ 300 บาท สมาชิกเจ็บป่วยนอนโรงพยาบาล &amp;nbsp;คืนละ 100 &amp;nbsp;บาท&amp;nbsp; ปีหนึ่งไม่เกิน 10 คืน เสียชีวิตช่วยตั้งแต่ 2,500-15,000 บาท &amp;nbsp;(เป็นสมาชิกตั้งแต่ 6 เดือน-11 ปี) ทุนการศึกษาเด็ก &amp;nbsp;ช่วยงานศพ-งานบวชปลอดเหล้า ฯลฯ เบิกจ่ายสวัสดิการทุกวันที่ 5 ของเดือน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จากจำนวนสมาชิกเริ่มแรก 192 คนในปี 2550 &amp;nbsp;ด้วยการทำงานของคณะกรรมการทั้ง 19 หมู่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็น&amp;nbsp;อสม.ที่เข้าถึงและใกล้ชิดกับชาวบ้านอยู่แล้ว &amp;nbsp;เพราะ อสม.จะให้การดูแลสุขภาพเบื้องต้นแก่ชาวบ้าน &amp;nbsp;ประกอบกับคณะกรรม การมีความซื่อสัตย์ &amp;nbsp;ทำงานด้วยความเสียสละ &amp;nbsp;จึงทำให้ชาวบ้านในตำบลให้ความเชื่อถือ &amp;nbsp;สมัครเข้ามาเป็นสมาชิกอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;จนมีสมาชิกกว่า 5,000 คน&amp;nbsp;มีเงินกองทุนสะสมกว่า 24 ล้านบาท&amp;nbsp; (จากการสมทบของสมาชิก 16.7 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; รัฐบาลสมทบผ่าน พอช. 4.2 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; เทศบาลสมทบ 2.6 ล้านบาทเศษ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ปัจจุบัน (ตุลาคม 2564) มีสมาชิกจำนวน 4,329&amp;nbsp; คน &amp;nbsp;มีเงินกองทุน 14.1 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ผ่านมาช่วยเหลือสมาชิกไปแล้ว 7,014&amp;nbsp; คน/ครั้ง&amp;nbsp; รวมเงินช่วยเหลือ 10 ล้านบาทเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;กองทุนฯ ของเรามีระบบการบริหารจัดการที่ดี &amp;nbsp;มีความโปร่งใส &amp;nbsp;มีคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ รวมทั้งหมด 34 คน &amp;nbsp;มาจากกรรมการในระดับหมู่บ้านและตำบล &amp;nbsp;กรรมการจะไม่ถือเงินสดไว้ในมือ &amp;nbsp;เพื่อป้องกันปัญหา นอกจากนี้เรายังมีระบบตรวจสอบที่ดี &amp;nbsp;มีการตรวจสอบภายในอย่างสม่ำเสมอ &amp;nbsp;และเชิญหน่วยงานในท้องถิ่น เช่น เทศบาลมาเป็นกรรมการร่วมตรวจสอบ &amp;nbsp;โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลร่วมวางระบบเอกสาร &amp;nbsp;ระบบบัญชี &amp;nbsp;มีบัญชีรายรับ-จ่ายต่างๆ &amp;nbsp;สมาชิกสามารถ ตรวจสอบข้อมูลการเงินได้ &amp;nbsp;รวมทั้งเรายังให้กรรมการไปเคาะประตูบ้านเพื่อแจ้งข่าวสารให้แก่สมาชิก ทำให้กองทุนฯ ได้รับความเชื่อถือทั้งจากสมาชิกและหน่วยงานภายนอก&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ประธานกองทุนฯ กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จากผลงานการบริหารกองทุนดังกล่าว กองทุนคุณธรรมสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองแกจึงได้รับรางวัลด้าน &amp;lsquo;การบริหารจัดการกองทุนที่ดีและมีธรรมาภิบาล&amp;rsquo; จากการจัดประกวดกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศ&amp;nbsp;รางวัล  &amp;lsquo;ผู้สรรค์สร้างความมั่นคงของมนุษย์&amp;rsquo; ปี 2563 ตามแนวคิดของ ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยการจัดประกวดของสถาบันป๋วย อึ๊งภากรณ์ พอช.&amp;nbsp; และภาคีเครือข่าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ส่วนการช่วยเหลือสมาชิกและประชาชนทั่วไปในช่วงสถานการณ์โควิดนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; พัชรี&amp;nbsp; ประธานกองทุนฯ บอกว่า&amp;nbsp; เนื่องจากคณะกรรมการกองทุนฯ ส่วนใหญ่เป็น อสม.อยู่แล้ว&amp;nbsp; เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิดรอบแรกในปี 2563&amp;nbsp;&amp;nbsp; คณะกรรม การกองทุนฯ จึงมีความตื่นตัวในการเฝ้าระวังการแพร่ระบาด&amp;nbsp; มีการจัดทำหน้ากากผ้าอนามัยกว่า 10,000 ชิ้นแจกประชาชนทั้งตำบล&amp;nbsp; ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกหรือประชาชนทั่วไป&amp;nbsp; เพราะโควิดมันไม่เลือกหน้า&amp;nbsp; และให้ความรู้เพื่อป้องกันโรคด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;พอโควิดปีนี้&amp;nbsp; กองทุนฯ ก็ยังทำงานอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp; โดยเราร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ร่วมกับเทศบาลตำบลเมืองแก&amp;nbsp; จัดตั้งศูนย์คัดกรองโควิดในหมู่บ้าน&amp;nbsp; จัดตั้งศูนย์กักกันผู้ที่มาจากพื้นที่เสี่ยง&amp;nbsp; ร่วมกับ รพ.สต.เมืองแกและโรงพยาบาลท่าตูมฉีดวัคซีนให้ประชาชน&amp;nbsp; ใช้งบประมาณจาก สปสช.แจกเจลล้างมือและหน้ากากอนามัยในตำบล&amp;nbsp; และใช้งบของกองทุนฯ แจกอาหารแห้ง&amp;nbsp; น้ำดื่มที่จุดพักคอยและกักกันในตำบล&amp;nbsp; รวม 18&amp;nbsp; จุด&amp;nbsp; ใช้งบ 13,200 บาท&amp;rdquo; &amp;nbsp;ประธานกองทุนคุณธรรมสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองแกบอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พัชรี&amp;nbsp; ประธานกองทุนฯ&amp;nbsp; (ซ้าย) มอบสิ่งของช่วยเหลือประชาชนในช่วงโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; นอกจากตัวอย่างที่กองทุนฯ ตำบลเมืองแก&amp;nbsp; จ.สุรินทร์แล้ว&amp;nbsp; ยังมีกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลต่างๆ ทั่วประเทศให้ความช่วยเหลือประชาชนในช่วงสถานการณ์โควิด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลประสงค์ &amp;nbsp;อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี&amp;nbsp; บูรณาการความร่วมกับสมาคมเครือข่ายสวัสดิการชุมชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี &amp;nbsp;ร่วมกันมอบสิ่งของ &amp;nbsp;อาหาร เครื่องดื่ม &amp;nbsp;ให้กับศูนย์พักคอยในชุมชนวัดเขากอม &amp;nbsp;อ.ท่าชนะ&amp;nbsp; โดยศูนย์พักคอยแห่งนี้เปิดดำเนินการเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา&amp;nbsp; รองรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิดได้&amp;nbsp; 40 เตียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สานพลังเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทยในขณะนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ&amp;nbsp; ภาคอีสาน&amp;nbsp; และภาคกลาง&amp;nbsp; เครือข่ายองค์กรชุมชนในภาคต่างๆ ที่รวมตัวกันในนามของกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัด&amp;nbsp; เครือข่ายภัยพิบัติภาคเหนือ&amp;nbsp; เครือข่ายภัยพิบัติภาคอีสาน&amp;nbsp; ได้ร่วมกับ พอช.&amp;nbsp; และภาคีเครือข่ายต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.)&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เข้าไปให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม&amp;nbsp; โดยมอบอาหารสด-แห้ง&amp;nbsp; เครื่องใช้ที่จำเป็น&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่น&amp;nbsp; จังหวัดเชียงใหม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;วันที่ 8 ตุลาคม &amp;nbsp;ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ &amp;nbsp;เครือข่ายที่อยู่อาศัยเมืองเชียงใหม่ เครือข่ายองค์กรชุมชนอำเภอดอยเต่า &amp;nbsp;สภาองค์กรชุมชนตำบลดอยเต่า &amp;nbsp;องค์การบริหารส่วนตำบลดอยเต่า &amp;nbsp;พร้อมด้วยหน่วยงานภาคีพัฒนา &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;กรมการปกครองอำเภอดอยเต่า &amp;nbsp;พอช.ภาคเหนือ &amp;nbsp;นิคมสร้างตนเองดอยเต่า&amp;nbsp; พร้อมทีม One Home พมจ.เชียงใหม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ร่วมกันมอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม&amp;nbsp; จำนวน 4 หมู่บ้าน &amp;nbsp;รวม 200 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ จ.สุโขทัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จังหวัดสุโขทัย &amp;nbsp;9 ตุลาคม &amp;nbsp;&amp;nbsp;เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนจังหวัดสุโขทัย &amp;nbsp;รวมพลคนจิตสาธารณะ ร่วมกันบรรจุถุงยังชีพช่วยเหลือพี่น้องที่ประสบภัย &amp;nbsp;จำนวน 1,000 ชุด &amp;nbsp;ณ &amp;nbsp;ศูนย์ประสานงานองค์กรชุมชนลูกพ่อขุนราม &amp;nbsp;จังหวัดสุโขทัย &amp;nbsp;ช่วงบ่ายลงมอบถุงยังชีพในพื้นที่&amp;nbsp; อ.ศรีสำโรง&amp;nbsp; &amp;nbsp;อ.คีรีมาศ&amp;nbsp; และ อ.กงไกรลาศ &amp;nbsp;จำนวน 777 ชุด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือข่ายประชาชนจังหวัดพิจิตรช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จังหวัดขอนแก่น&amp;nbsp;  วันที่ 9 ตุลาคม &amp;nbsp;เครือข่ายภัยพิบัติภาคอีสาน &amp;nbsp;ร่วมกับ พอช. ส่งมอบความห่วงใยจากใจช่วยพี่น้องผู้เดือดร้อนจากภัยน้ำท่วม &amp;nbsp;ต.พระบุ &amp;nbsp;อ.พระยืน &amp;nbsp;จ.ขอนแก่น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จังหวัดพระนครศรีอยุธยา&amp;nbsp; ระหว่างวันที่​ 2-3​ ตุลาคม&amp;nbsp; คณะยุทธศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นจังหวัดพระนครศรี อยุธยาร่วมกับสำนักงานภาคกลางและตะวันตก พอช. &amp;nbsp;&amp;nbsp;จัดทำถุงยังชีพจำนวน 600 ชุด &amp;nbsp;ใช้งบประมาณ 120,000 บาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัยในพื้นที่ 30 ตำบล&amp;nbsp; 8 อำเภอ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในระยะเร่งด่วน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนจะช่วยเหลือในช่วงต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะประสานงานขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดชัยนาท&amp;nbsp; และ พอช.ช่วยเหลือชาวบ้านที่ จ.ชัยนาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ขบวนองค์กรชุมชนในจังหวัดชัยนาท&amp;nbsp; สิงห์บุรี&amp;nbsp; ลพบุรี&amp;nbsp; และอ่างทอง&amp;nbsp; ร่วมกับ พอช. และ พมจ. กำนัน&amp;nbsp; ผู้ใหญ่บ้าน&amp;nbsp; ร่วมกันลงพื้นที่เพื่อมอบอาหารและสิ่งของจำเป็นให้แก่ชาวบ้านที่ประสบภัยเพื่อช่วยเหลือเฉพาะหน้า&amp;nbsp; หลังจากนั้นจะสำรวจข้อมูลเพื่อให้ความช่วยเหลือภายหลังน้ำลด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การซ่อมแซมที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างของการรวมกลุ่มชาวบ้าน&amp;nbsp; องค์กรภาคประชาชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่รวมพลังให้ความช่วยเหลือกัน ถือเป็นการสร้างตาข่ายความปลอดภัยทางสังคม&amp;nbsp; เพื่อไม่ให้ผู้เดือดร้อน&amp;nbsp; ผู้ทุกข์ยาก&amp;nbsp; ต้องร่วงหล่นกระแทกพื้นโดยไม่มีอะไรมารองรับ !!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120221</URL_LINK>
                <HASHTAG>21 ปี  พอช., กองทุนสวัสดิการชุมชน, ครูชบ  ยอดแก้ว, ผู้ประสบภัยน้ำท่วม, พอช., พัชรี บุญมี, ภาคีเครือข่าย, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ, สร้างตาข่ายสังคมรองรับคนทุกข์, สะสมเงินเพียงวันละ 1 บาทเพื่อนำเงินมาช่วยเหลือกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211019/image_big_616ea39f59d50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119323</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2021 17:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2021 17:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘21 ปี พอช.’ พลิกโฉมชุมชนริมคลองลาดพร้าว-เปรมประชากรจากชุมชนแออัดสู่บ้านสวยริมคลองราคาหลักแสน-วิวหลักล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพชุมชนริมคลองลาดพร้าวก่อนการพัฒนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุมชนหลัง ว.ค.จันทรเกษมก่อสร้างเสร็จแล้วทั้งชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เมื่อก่อนชุมชนที่พวกเราอยู่มีสภาพเป็นชุมชนแออัด&amp;nbsp; ปลูกบ้านกันแบบตามมีตามเกิด&amp;nbsp; ทางเดินก็แคบ ส่วนใหญ่จะหันหลังบ้านลงคลอง&amp;nbsp; ส้วมก็ลงคลอง&amp;nbsp; บางหลังปลูกมานานไม้ก็ผุ&amp;nbsp; เสาก็ทรุด บ้านเกือบจะจมลงคลอง&amp;nbsp; เมื่อก่อนเด็กนักเรียนในชุมชนไม่กล้าชวนเพื่อนที่โรงเรียนมาเล่นที่บ้าน เพราะอายเพื่อน... &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พอจะทำโครงการบ้านริมคลอง&amp;nbsp; เราก็ช่วยกันออกแบบบ้าน&amp;nbsp; เอาหน้าบ้านลงคลอง&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีทางเดินเลียบคลอง&amp;nbsp; ช่วยกันดูแลคลองให้สะอาด&amp;nbsp; ทำเป็นตลาดน้ำหรือแหล่งท่องเที่ยวริมคลอง&amp;nbsp; ชาวบ้านก็สามารถค้าขายได้&amp;nbsp; ตอนนี้พอสร้างบ้านเสร็จแล้ว&amp;nbsp; ชุมชนก็ดูสะอาด&amp;nbsp; สวยงาม&amp;nbsp; เด็ก ๆ ก็ไม่อายเพื่อน&amp;rdquo;&amp;nbsp; ประภัสสร&amp;nbsp; ชูทอง &amp;nbsp;ผู้นำชุมชนหลัง ว.ค.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จันทรเกษม&amp;nbsp; เขตจตุจักร&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; บอกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ชุมชนหลัง ว.ค.จันทรเกษม (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม)&amp;nbsp; คือตัวอย่างหนึ่งของการพัฒนาที่อยู่อาศัยในชุมชนริมคลองลาดพร้าว&amp;nbsp; จากเดิมเป็นชุมชนแออัด&amp;nbsp; บ้านเรือนส่วนใหญ่มีสภาพทรุดโทรม&amp;nbsp; ชาวบ้านปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ในที่ดินราชพัสดุริมคลอง&amp;nbsp; ซึ่งกรมธนารักษ์ดูแลอยู่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ชาวบ้านบางส่วนที่มาอยู่ทีหลัง&amp;nbsp; หรือมีครอบครัวขยาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อที่ดินบนฝั่งคลองไม่มีที่ว่าง&amp;nbsp; จึงปลูกสร้างบ้านเรือนรุกล้ำลงในคลอง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้ลำคลองแคบลง&amp;nbsp; น้ำในคลองไหลไม่สะดวก&amp;nbsp;&amp;nbsp; บางช่วงคลองลาดพร้าวมีความกว้างไม่ถึง 10 เมตร&amp;nbsp; จากความกว้างปกติประมาณ 25-38 เมตร&amp;nbsp; ประกอบกับมีขยะ&amp;nbsp; ตะกอนดินทับถมอยู่ในคลอง&amp;nbsp; ทำให้การระบายน้ำในคลองไม่มีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;คลอง-เขื่อน-คน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ข้อมูลจากสำนักการระบายน้ำ กทม. ระบุว่า&amp;nbsp; ในพื้นที่กรุงเทพฯ&amp;nbsp; มีคลอง&amp;nbsp; คู ลำกระโดง&amp;nbsp; รวมกัน&amp;nbsp; 1,980&amp;nbsp; สาย&amp;nbsp; ความยาวรวมประมาณ&amp;nbsp; 2,700 &amp;nbsp;กิโลเมตร&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในจำนวนนี้ถูกรุกล้ำ 1,161 &amp;nbsp;สาย&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำประมาณ 23,500&amp;nbsp; หลัง !! &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หลังน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ ปี 2554&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐบาลมีแผนงานการแก้ไขสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลำคลองในกรุงเทพฯ&amp;nbsp;เนื่องจากเป็นอุปสรรคในการระบายน้ำลงสู่คลอง&amp;nbsp; โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน&amp;nbsp; น้ำจากท่อระบายน้ำทิ้งส่วนใหญ่จะไหลและถูกสูบลงคลอง&amp;nbsp; แต่การระบายน้ำไม่มีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; เพราะมีสิ่งปลูกสร้างกีดขวางทางเดินน้ำในลำคลอง&amp;nbsp; มีขยะและดินโคลนทับถมอยู่ในคลอง&amp;nbsp; โดยจะมีการรื้อย้ายบ้านเรือนที่รุกล้ำลำคลอง&amp;nbsp;เพื่อก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำในคลอง&amp;nbsp; และขุดลอกคลองให้ลึกและกว้างกว่าเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แต่กว่าจะดำเนินการได้ก็ล่วงเข้าไปในสมัยของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)&amp;nbsp; เริ่มดำเนินการในคลองลาดพร้าวเป็นคลองแรกในปี 2559&amp;nbsp; โดยรัฐบาล คสช. มอบหมายให้กรุงเทพมหานครรับผิดชอบการสร้างเขื่อนระบายน้ำ และให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; จัดทำแผนงานพัฒนาที่อยู่อาศัยรองรับชาวชุมชนริมคลองที่ต้องรื้อย้ายออกจากแนวคลองและแนวเขื่อน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;คลองลาดพร้าว (ช่วงบางบัว-&amp;nbsp; ม.ราชภัฏพระนคร&amp;nbsp; เขตบางเขน)&amp;nbsp; ก่อนการปรับปรุง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คลองลาดพร้าว : มีความยาวประมาณ 22 กิโลเมตร&amp;nbsp; เชื่อมกับคลองแสนแสบบริเวณอุโมงค์ระบายน้ำพระราม 9 &amp;nbsp;เขตวังทองหลาง&amp;nbsp; ผ่านวัดลาดพร้าว&amp;nbsp;&amp;nbsp; วัดบางบัว&amp;nbsp; ตลาดสะพานใหม่&amp;nbsp; จนถึงประตูระบายน้ำคลองสองสายใต้&amp;nbsp; เขตสายไหม&amp;nbsp; ตลอดคลองลาดพร้าวสองฝั่งมีชุมชนตั้งอยู่เรียงราย&amp;nbsp; บางชุมชนอยู่อาศัยต่อเนื่องมานานไม่ต่ำกว่า 70-80 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เขื่อนคอนกรีตระบายน้ำในคลองลาดพร้าว : มีความยาวทั้งสองฝั่งประมาณ&amp;nbsp; 45 กิโลเมตร โดยกรุงเทพมหานครว่าจ้างบริษัทเอกชนก่อสร้าง&amp;nbsp; วงเงินก่อสร้างจำนวน&amp;nbsp; 1,645&amp;nbsp; ล้านบาท&amp;nbsp; จากริมคลองลาดพร้าว&amp;nbsp; บริเวณคลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา&amp;nbsp; เขตวังทองหลาง&amp;nbsp; ไปยังประตูระบายน้ำคลองสองสายใต้&amp;nbsp;&amp;nbsp; เขตสายไหม&amp;nbsp;&amp;nbsp; เริ่มต้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำคอนกรีต&amp;nbsp; จะต้องรื้อย้ายบ้านเรือนที่รุกล้ำลำคลอง&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อตอกเสาเข็มและพนังกั้นตลิ่งทั้งสองฝั่งคลอง&amp;nbsp; มีความกว้างสองฝั่งประมาณ 38 เมตร&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตลอดแนวสันเขื่อนจะมีรั้วเหล็กกันตก&amp;nbsp; และทางเดินเลียบคลองความกว้างประมาณ 3 เมตร&amp;nbsp; สามารถขี่รถมอเตอร์ไซค์หรือจักรยานเลียบคลองได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้จะมีการขุดลอกคลองให้ลึกประมาณ 3 &amp;nbsp;เมตร&amp;nbsp; เพื่อให้น้ำในคลองไหลสะดวก&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงฤดูฝน&amp;nbsp;&amp;nbsp; คลองลาดพร้าวจะช่วยระบายน้ำลงสู่อุโมงค์เขื่อนใต้คลองบางซื่อและอุโมงค์เขื่อนพระราม 9 เพื่อระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา&amp;nbsp; ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;เมื่อตอกเสาเข็มแล้ว&amp;nbsp; จะนำแผ่นคอนกรีตมาวางเรียงเป็นพนังกั้นตลิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คนริมคลองลาดพร้าว :&amp;nbsp; สองฝั่งคลองลาดพร้าวในอดีตเป็นทุ่งนา&amp;nbsp; คนที่มาอยู่อาศัยรุ่นแรกๆ ไม่ต่ำกว่า 70-80 ปี&amp;nbsp; มีทั้งคนเช่าที่ทำนา&amp;nbsp; รับจ้างทำนา&amp;nbsp; ปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ริมคลอง&amp;nbsp; ใช้คลองเป็นเส้นทางสัญจร&amp;nbsp; เมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้น&amp;nbsp; ที่ดินแพงขึ้น&amp;nbsp; เจ้าของจึงขายที่นา&amp;nbsp; ทุ่งนาริมคลองจึงกลายเป็นที่ดินจัดสรร&amp;nbsp; หมู่บ้านจัดสรร&amp;nbsp; ตึกแถว&amp;nbsp; ตลาด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ย่านลาดพร้าว&amp;nbsp; โชคชัย 4&amp;nbsp;&amp;nbsp; วังหิน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ภายหลังจึงมีคนจากต่างถิ่น&amp;nbsp; ต่างจังหวัดเข้ามาอยู่อาศัยเพื่อทำมาหากินในเมืองกรุง&amp;nbsp; ชุมชนริมคลองจึงหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันมีชุมชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ริมคลองลาดพร้าวตลอดสองฝั่งคลอง&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 50&amp;nbsp; ชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวม 7,069 &amp;nbsp;ครัวเรือน&amp;nbsp; ประชากรประมาณ 20,000 คน&amp;nbsp; อยู่ในพื้นที่ 8 เขต&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; วังทองหลาง&amp;nbsp; ห้วยขวาง&amp;nbsp; ลาดพร้าว&amp;nbsp; จตุจักร&amp;nbsp; หลักสี่&amp;nbsp; บางเขน&amp;nbsp; ดอนเมือง&amp;nbsp; สายไหม&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ปลูกสร้างบ้านบนที่ดินริมคลองซึ่งเป็นที่ดินราชพัสดุ&amp;nbsp; กรมธนารักษ์ดูแล&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สภาพบ้านเรือนก่อนการปรับปรุงส่วนใหญ่มีสภาพทรุดโทรมและแออัด&amp;nbsp; เพราะพื้นที่ริมคลองมีความคับแคบ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวบ้านปลูกสร้างบ้านเรือนตามความยาวของแนวคลอง&amp;nbsp; ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้าง&amp;nbsp; เป็นแรงงาน &amp;nbsp;แม่บ้าน &amp;nbsp;รปภ. &amp;nbsp;พนักงานบริษัทเอกชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐวิสาหกิจ&amp;nbsp; ข้าราชการ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ค้าขายเล็กๆ &amp;nbsp;น้อยๆ&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง &amp;nbsp;&amp;nbsp;ขับแท็กซี่&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;บ้านใหม่&amp;nbsp; ชีวิตใหม่ริมคลองลาดพร้าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในเดือนมีนาคม 2559&amp;nbsp; คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณจำนวน 4,061 ล้านบาท&amp;nbsp;ให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; หรือ พอช.&amp;nbsp; นำไปพัฒนาชุมชนริมคลองลาดพร้าวที่ต้องรื้อย้ายออกจากแนวก่อสร้างเขื่อนฯ เป็นคลองแรก โดยมีเป้าหมายใน&amp;nbsp; 50&amp;nbsp; ชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวม 7,069 &amp;nbsp;ครัวเรือน&amp;nbsp; &amp;nbsp;เริ่มก่อสร้างบ้านชุมชนแรกที่ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ&amp;nbsp; (ตรงข้ามตลาดสะพานใหม่)&amp;nbsp; เขตสายไหม&amp;nbsp; ในเดือนเมษายนปีเดียวกัน &amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp; 64&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นบ้านแถว 2 ชั้น&amp;nbsp; ก่อสร้างด้วยคอนกรีต &amp;nbsp;ขนาด 4 X 6 ตารางเมตร&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราคาก่อสร้างตั้งแต่ 187,000-367,000 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมดในปี 2560 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญก่อนการปรับปรุงปี 2559&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อวยชัย&amp;nbsp; สุขประเสริฐ &amp;nbsp;ประธานชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ก่อนการก่อสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อว่ารัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; จะมาสนับสนุนโครงการนี้อย่างจริงจัง&amp;nbsp; เพราะชาวบ้านได้บุกรุกที่ดินริมคลองปลูกสร้างบ้านกันมานานหลายสิบปี&amp;nbsp; จึงกลัวว่าจะถูกไล่ที่มากกว่า&amp;nbsp; แต่ใจจริงทุกคนก็อยากจะได้บ้านใหม่&amp;nbsp; และอยู่อาศัยอย่างถูกต้อง &amp;nbsp;เพราะสภาพบ้านส่วนใหญ่ผุพังทรุดโทรม&amp;nbsp; ลูกหลานจะได้มีที่อยู่อาศัยใหม่ที่มั่นคง&amp;nbsp; ไม่ต้องกลัวโดนไล่&amp;nbsp; เมื่อเจ้าหน้าที่ พอช.เข้ามาให้คำแนะนำการรวมกลุ่ม&amp;nbsp;การจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์&amp;nbsp; จึงร่วมกันออมทรัพย์เป็นทุน&amp;nbsp; ครอบครัวละ 500 -600&amp;nbsp; บาทต่อเดือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;วันลงเสาเอกสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; มีพลเอกประวิตร&amp;nbsp; วงษ์สุวรรณ&amp;nbsp; รองนายกฯ มาเป็นประธาน&amp;nbsp; คนที่ยังไม่เชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นจริงก็ต้องเชื่อ&amp;nbsp; ชุมชนที่อยู่ใกล้ๆ ยังไม่เข้าร่วม&amp;nbsp; ยังไม่เชื่อ&amp;nbsp; เมื่อเห็นชุมชนของเราสร้างบ้านเสร็จ&amp;nbsp; มีบ้านใหม่&amp;nbsp; ชุมชนใหม่สวยงาม&amp;nbsp; ก็เข้าร่วมโครงการ&amp;nbsp; ตอนนี้ชุมชนริมคลองในเขตสายไหมสร้างเสร็จเกือบทุกชุมชนแล้ว&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้นำชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญบอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เขาบอกด้วยว่า&amp;nbsp; ปัจจุบันชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ&amp;nbsp; แต่เดิมบ้านเรือนส่วนใหญ่จะทรุดโทรมเพราะสร้างกันมานาน&amp;nbsp; สะพานไม้ก็ผุพัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; เด็กๆ ไม่มีที่วิ่งเล่น&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขยะก็ทิ้งลงในคลอง&amp;nbsp; น้ำก็เน่าเหม็น&amp;nbsp;&amp;nbsp; พอเริ่มสร้างบ้านใหม่เป็นชุมชนนำร่อง&amp;nbsp;&amp;nbsp; หน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; ก็เข้ามาสนับสนุน&amp;nbsp; ช่วยสร้างสนามเด็กเล่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีเครื่องออกกำลังกาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีถังบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงคลอง&amp;nbsp; มีการคัดแยกขยะ&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วยกันปลูกต้นไม้ริมคลอง &amp;nbsp;ปลูกผักสวนครัว &amp;nbsp;ชุมชนก็ดูสวยงาม&amp;nbsp; ไม่เป็นชุมชนแออัดเหมือนแต่ก่อน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร&amp;nbsp;กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp;ได้เข้ามาส่งเสริมอาชีพชาวบ้าน&amp;nbsp;โดยจัดอบรมฝึกอาชีพทำอาหาร&amp;nbsp;ขนม&amp;nbsp;ทำสบู่&amp;nbsp;ยาหม่องสมุนไพร&amp;nbsp;สิ่งประดิษฐ์&amp;nbsp; ของชำร่วย&amp;nbsp;ฯลฯจัดตลาดนัดชุมชนเพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้เสริม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญหลังสร้างเสร็จปี 2560&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใช้หลักการ &amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo; &amp;nbsp;ให้ผู้เดือดร้อนรวมกลุ่มแก้ไขปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ธนัช&amp;nbsp; นฤพรพงศ์ &amp;nbsp;ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ พอช.&amp;nbsp;ในฐานะผู้ดูแลโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง&amp;nbsp; มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนให้การสนับสนุนด้านความรู้และความช่วยเหลือ เช่น พอช.&amp;nbsp; ส่งสถาปนิกเข้าไปให้คำแนะนำแก่ชุมชน เรื่องการออกแบบบ้าน ออกแบบผังชุมชน กรมส่งเสริมสหกรณ์เข้าไปให้ความรู้เรื่องการจัดตั้งสหกรณ์เคหสถาน &amp;nbsp;กรมธนารักษ์ให้ชุมชนเช่าที่ดินในอัตราผ่อนปรนระยะยาว&amp;nbsp; ครั้งละ 30 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp; เปลี่ยนจาก &amp;ldquo;ผู้บุกรุก&amp;rdquo;&amp;nbsp;เป็น&amp;nbsp;&amp;ldquo;ผู้อยู่อาศัยอย่างถูกต้อง&amp;rdquo;&amp;nbsp; และจะทำให้สภาพแวดล้อมและคุณภาพของชีวิตชาวชุมชนดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนรูปแบบในการดำเนินโครงการบ้านมั่นคงริมคลอง คือ 1. หากชุมชนใดสามารถอยู่ในที่ดินเดิมได้ (หลังจากสำรวจและวัดแนวเขตว่าพ้นจากแนวเขื่อนฯ แล้ว) จะต้องทำสัญญาเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ ระยะเวลาช่วงแรก 30 ปี อัตราค่าเช่าประมาณ 1.25 - 4 บาท/ตารางวา/เดือน &amp;nbsp;โดยทุกครอบครัวจะได้รับที่ดินเท่ากัน&amp;nbsp; ขนาดบ้านประมาณ 4x6 - 4x8 ตารางเมตร มีทั้งบ้านชั้นเดียวและ 2 ชั้น (บางชุมชนมี 3 ชั้น) ขึ้นอยู่กับความต้องการของชาวบ้านและความสามารถในการผ่อนชำระสินเชื่อ&amp;nbsp; (ประมาณ 1-3 พันบาทเศษ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดย พอช.จะสนับสนุน 1.สินเชื่อก่อสร้างบ้านไม่เกิน 330,000 บาท/ครัวเรือน (กรณีสร้างบ้านในชุมชนเดิม) ระยะเวลาผ่อน 20 ปี ดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาทต่อปี &amp;nbsp;และสนับสนุนงบประมาณสร้างสาธารณูปโภค-เงิน&amp;nbsp;อุดหนุน 147,000 บาท/ครัวเรือน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.หากชุมชนใดมีพื้นที่ไม่เพียงพอ  ชาวบ้านอาจจะรวมตัวกันไปหาที่ดินแปลงใหม่ที่อยู่ไม่ไกลจากชุมชนเดิม เพื่อความสะดวกในการประกอบอาชีพ การเดินทาง&amp;nbsp; เช่น ที่ดินของบริษัทในสังกัดกระทรวงการคลัง หรือที่ดินเอกชน โดย พอช.จะสนับสนุนสินเชื่อเพื่อซื้อที่ดินและสร้างบ้านครัวเรือนละไม่เกิน 360,000 บาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;การทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยริมคลองนี้ ไม่ใช่ พอช.ไปสร้างบ้านให้ชาวบ้าน แต่เป็นการใช้หลักการของ &amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo; ที่ พอช.ทำมาตั้งแต่ปี 2546 นั่นคือ ให้ชุมชนหรือผู้ที่เดือดร้อน รวมกลุ่มกันแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นการพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวใหม่ ไม่ใช่รูปแบบของการสงเคราะห์หรือหน่วยงานรัฐเข้าไปสร้างบ้านให้ชาวบ้านแบบให้เปล่า แต่ให้ชุมชนและชาวบ้านมีส่วนร่วมและเป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหา  โดยมี พอช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุน มีตัวแทนชาวบ้านเป็นคณะทำงาน มีกระบวนการทำงาน 11 ขั้นตอน&amp;rdquo;&amp;nbsp; ธนัชบอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:-8.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;11 ขั้นตอนสร้างบ้านมั่นคงริมคลอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1.สร้างความเข้าใจโครงการ โดยการชี้แจงสร้างความเข้าใจกับชาวชุมชน มีคณะกรรมการชุมชน เจ้าหน้าที่ พอช. เจ้าหน้าที่ชุดมวลชนสัมพันธ์ ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่สำนักงานเขต กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมธนารักษ์ สำนักการระบายน้ำ ฯลฯ ร่วมกันจัดประชุมชี้แจงเป็นกลุ่ม หรือใช้วิธีพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.ร่วมกันสำรวจข้อมูล รับรองข้อมูล พิจารณาสิทธิ์ เพื่อให้ได้ข้อมูลครัวเรือน ผู้อยู่อาศัย ขนาดพื้นที่ของชุมชน และความต้องการที่อยู่อาศัย เพื่อนำข้อมูลมาวางแผนการสร้างบ้านและออกแบบผังชุมชน หลังจากนั้นจะมีการพิจารณาสิทธิ์และรับรองสิทธิ์ เพื่อให้ชาวชุมชนช่วยกันยืนยันว่า เจ้าของบ้านหลังนี้มีตัวตนและอาศัยอยู่จริง เพื่อไม่ให้มีการสวมสิทธิ์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3.ตั้งกลุ่มออมทรัพย์ เพื่อให้ชาวชุมชนได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุนสำหรับก่อสร้างบ้าน บางชุมชนกำหนดเงินออมขั้นต่ำ 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน บางชุมชนอาจมากกว่า แล้วแต่ข้อตกลงของแต่ละชุมชน หากมีเงินออมมาก ยอดเงินที่จะขอกู้จาก พอช.ก็จะลดน้อยลง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ชาวชุมชนริมคลองย่านดอนเมืองร่วมประชุมเพื่อเตรียมทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4.จดทะเบียนเป็นสหกรณ์เคหสถาน เพื่อให้มีสถานะเป็นนิติบุคคล และบริหารโครงการ เช่น ทำสัญญาเช่าที่ดินกับกรมธนารักษ์ เสนอขอใช้สินเชื่อและงบสนับสนุนจาก พอช. &amp;nbsp;บริหารการก่อสร้างบ้าน ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 5.จัดการเรื่องที่ดิน โดยการแบ่งปันและเสียสละ คนที่เคยมีที่ดินและบ้านหลังใหญ่ จะต้องเสียสละให้คนที่รุกล้ำแนวคลองสามารถขึ้นมาอยู่บนฝั่งได้ โดยเฉลี่ยแปลงที่ดินที่จะสร้างบ้านให้มีขนาดเท่ากัน (ประมาณ 4X6 ตารางเมตรหรือมากกว่าตามขนาดของชุมชน) และ 1&amp;nbsp;ครอบครัวได้ 1 สิทธิ์ หรือตามข้อตกลงของชุมชน เช่น ครอบครัวที่มีผู้อยู่อาศัยเกิน 8 คน จะได้รับสิทธิ์ขยายเพิ่ม 1 สิทธิ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 6.ร่วมกันออกแบบบ้าน ออกแบบผังชุมชน นำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจชุมชนและครัวเรือนมาออกแบบผังชุมชนและออกแบบบ้าน โดยมีสถาปนิกและเจ้าหน้าที่ของ พอช.เป็นพี่เลี้ยง เพื่อให้ได้แบบบ้านและผังชุมชนที่ตรงกับความต้องการของชาวบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 7.เสนอโครงการและงบประมาณต่อ พอช. เมื่อผ่านกระบวนการและขั้นตอนต่างๆ ดังกล่าวแล้ว ชุมชนจะต้องยื่นโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยในนามสหกรณ์เคหสถานมายัง พอช.เพื่อพิจารณาอนุมัติโครงการและสินเชื่อ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 8.วางแผน ขออนุญาตก่อสร้าง และรื้อย้าย ชุมชนจะร่วมกับเจ้าหน้าที่ พอช. สถาปนิกและวิศวกร วางแผนการก่อสร้าง แผนการรื้อย้าย และจัดเตรียมเอกสารเพื่อขออนุญาตก่อสร้างจากกรมธนารักษ์และสำนักงานเขต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 9.ทำนิติกรรมสัญญา และเบิกจ่ายงบประมาณ เมื่อ พอช.อนุมัติโครงการแล้ว ชุมชนจะต้องส่งตัวแทนในนามของสหกรณ์เคหสถานที่จดทะเบียนเอาไว้ไปทำนิติกรรมสัญญาเพื่อเบิกจ่ายงบประมาณ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 10.กระบวนการก่อสร้างบ้าน เมื่อได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก พอช.แล้ว ชุมชนจะมีการคัดเลือกผู้รับเหมา มีการแบ่งหน้าที่กันทำงาน เช่น จัดทำบัญชี ตรวจสอบการเงิน และตรวจสอบการดำเนินการก่อสร้าง ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 11.พัฒนาคุณภาพชีวิต เมื่อก่อสร้างบ้านเสร็จแล้ว ชุมชนจะร่วมกับ พอช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆ เช่น เรื่องอาชีพ มีการวางแผนการจัดตลาดนัด ตลาดน้ำชุมชน เรือโดยสารในคลอง ส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ &amp;nbsp;พัฒนาสิ่งแวดล้อม เช่น ปลูกต้นไม้ ปลูกผักสวนครัว การคัดแยกขยะ การบำบัดน้ำเสียในครัวเรือนก่อนปล่อยลงคลอง จัดกิจกรรมเด็กและเยาวชน พัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ กลุ่มแม่บ้าน ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;บ้านสวยริมคลองราคาหลักแสน-วิวหลักล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าวก่อสร้างแล้วใน 35 ชุมชน&amp;nbsp; จำนวนบ้านที่ก่อสร้างเสร็จ 3,065&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; (มีผู้เข้าอยู่อาศัยหมดแล้ว)&amp;nbsp; กำลังก่อสร้าง 194 ครัวเรือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; พื้นที่พร้อมก่อสร้าง&amp;nbsp; 277 ครัวเรือน&amp;nbsp; ส่วนที่เหลือกำลังดำเนินการในระยะต่อไป&amp;nbsp; คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมด 7,069 ครัวเรือนภายใน 3 ปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับชาวชุมชนที่ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ ไม่มีรายได้&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ผ่านมามีหลายชุมชนที่ชาวบ้านร่วมกันลงขันครัวเรือนละ 1,000 บาท เพื่อสร้างบ้านกลางให้เป็นที่อยู่อาศัยของผู้ด้อยโอกาส เช่น ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ ชุมชน กสบ.หมู่ 5 เขตสายไหม ชุมชนหลัง ว.ค.จันทรเกษม เขตจตุจักร ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ชุมชนริมคลองลาดพร้าว (ช่วงคลองสองสายใต้&amp;nbsp; เขตสายไหม) ตรงข้ามกองทัพอากาศดอนเมือง&amp;nbsp; ราคาไม่เกิน 400,000 บาท&amp;nbsp; มีบรรยากาศริมคลองสวยงาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้รัฐบาลยังมีโครงการพัฒนาคลองเปรมประชากร ซึ่งมีปัญหาเช่นเดียวกับคลองลาดพร้าว โดยการรื้อย้ายชุมชนที่รุกล้ำลำคลอง-ก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่&amp;nbsp; ก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำ&amp;nbsp; อุโมงค์ระบายน้ำและบำบัดน้ำเสีย&amp;nbsp; ปรับทัศนียภาพชุมชนริมคลอง-พัฒนาคุณภาพชีวิตชาวชุมชน&amp;nbsp; ส่งเสริมอาชีพ&amp;nbsp; การท่องเที่ยวทางน้ำ&amp;nbsp; รวมทั้งเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมรถ-ราง (ไฟฟ้า)&amp;nbsp; -เรือ&amp;nbsp; เริ่มดำเนินการในปี 2562-2570&amp;nbsp; ขณะนี้การก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำดำเนินการไปแล้วบางช่วง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ พอช. มีแผนงานพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเปรมฯ ทั้งหมด 38 ชุมชน รวม 6,386 ครัวเรือนในพื้นที่เขตจตุจักร หลักสี่ &amp;nbsp; ดอนเมือง และใน จ.ปทุมธานี ซึ่งชุมชนเหล่านี้สามารถอยู่อาศัยในที่ดินเดิมได้ทั้งหมด &amp;nbsp; แต่จะต้องรื้อบ้านออกจากพื้นที่ริมคลองและแนวก่อสร้างเขื่อนฯ เพื่อปรับผังชุมชนแล้วก่อสร้างบ้านใหม่เพื่อให้ทุกครอบครัวอยู่ในชุมชนเดิมได้ โดย พอช.จะสนับสนุนชุมชนเช่นเดียวกับโครงการบ้านมั่นคงริมคลองลาดพร้าว&amp;nbsp; เริ่มดำเนินการชุมชนแรกในเดือนมกราคม 2563&amp;nbsp; โดยพลเอกประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา&amp;nbsp; นายกรัฐมนตรีมาเป็นประธานยกเสาเอกสร้างบ้านหลักแรก&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;พลเอกประยุทธ์เป็นประธานงานที่ชุมชนประชาร่วมใจ 2 เขตจตุจักร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ล่าสุดขณะนี้&amp;nbsp; (ตุลาคม 2564)&amp;nbsp; พอช.สนับสนุนการสร้างบ้านใหม่แล้ว&amp;nbsp; 4 ชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ก่อสร้างแล้วเสร็จ&amp;nbsp; 196 ครัวเรือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;บ้านที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 472 ครัวเรือน &amp;nbsp;&amp;nbsp; พื้นที่รื้อย้ายพร้อมก่อสร้างบ้าน 95 ครัวเรือน&amp;nbsp; ตามแผนงานการก่อสร้างจะแล้วเสร็จทั้ง&amp;nbsp; 6,386 ครัวเรือนภายใน 3 ปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้บ้านที่ก่อสร้างส่วนใหญ่เป็นบ้านแถว &amp;nbsp;มีทั้งบ้านชั้นเดียวและสองชั้น&amp;nbsp; เช่น บ้านแถวชั้นเดียว ขนาด 4 X 7 ตารางเมตร ราคา 290,000 บาท ผ่อนชำระเดือนละ 1,500 บาท บ้านแถวสองชั้น ขนาด 4 X 7 ตารางเมตร ราคา 450,000 บาท ผ่อนชำระเดือนละ 2,600 บาท บ้านแถวสองชั้น ขนาด 5 X 6 ตารางเมตร ราคา 450,000 บาท ผ่อนชำระเดือนละ 2,600 บาท ระยะเวลาผ่อนชำระ 20 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บ้านใหม่ริมคลองเปรมประชากรย่านจตุจักร&amp;nbsp; สวยงามร่มรื่น&amp;nbsp; ราคาไม่กี่แสน&amp;nbsp; แต่วิวหลักล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;รัฐบาลเดินหน้าพัฒนาคลองสนองพระราชดำริ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-7.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; สนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 &amp;nbsp;เร่งพัฒนา &amp;nbsp;ปรับภูมิทัศน์ &amp;nbsp;พลิกฟื้นชีวิตของประชาชนริมคลอ ง &amp;nbsp;รวมทั้งน้อมถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง &amp;nbsp;ที่ทรงให้ความสำคัญกับน้ำและการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-7.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; คลองลาดพร้าว &amp;nbsp;มีความยาวประมาณ 22 กิโลเมตร &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีชุมชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ริมคลองลาดพร้าวตลอดสองฝั่งคลอง  จำนวน 50 ชุมชน รวม 7,069 ครัวเรือน &amp;nbsp;ได้ก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตระบายน้ำในคลองลาดพร้าวความยาวทั้งสองฝั่งประมาณ 45 กิโลเมตร  และดำเนินโครงการ &amp;ldquo;บ้านมั่นคง&amp;rdquo; ริมคลองลาดพร้าว  เพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย &amp;nbsp;พัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าว &amp;nbsp; ซึ่งนอกจากการเปลี่ยนแปลงด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อมแล้ว  ยังมีการรื้อฟื้นการใช้ประโยชน์จากลำคลองเพื่อใช้เป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำขึ้นมาเหมือนในอดีตด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-7.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;คลองเปรมประชากร &amp;nbsp;รัฐบาลได้ริเริ่มแผนพัฒนาคลองเปรมประชากรความยาวกว่า 50 กิโลเมตรทั้งระบบ &amp;nbsp;ในระยะเวลา 9 ปี คือ&amp;nbsp; พ.ศ.2562-2570&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;โครงสร้างพื้นฐาน &amp;nbsp;ระยะเร่งด่วน &amp;nbsp;ปี 2562 &amp;ndash; 2565 จำนวน 4 โครงการ &amp;nbsp;วงเงิน 4,448 ล้านบาท &amp;nbsp;เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ &amp;nbsp;ป้องกันน้ำท่วม &amp;nbsp;และบำบัดน้ำเสียในคลองเปรมประชากรตั้งแต่กรุงเทพฯถึงพระนครศรีอยุธยา &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานต่างๆ ร่วมสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ริมคลอง &amp;nbsp;เช่น สร้างพื้นที่สีเขียว &amp;nbsp;ตลาดนัดริมคลอง &amp;nbsp;พัฒนาเส้นทางจักรยานเลียบคลอง &amp;nbsp;เชื่อมเส้นทางคมนาคมทั้งทางรถไฟและรถไฟฟ้า และพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนต่อไป&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวในตอนท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119323</URL_LINK>
                <HASHTAG>21 ปี พอช., กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, คลองลาดพร้าว, คลองเปรมประชากร, ชุมชนริมคลองลาดพร้าว, ชุมชนหลัง ว.ค.จันทรเกษม, ชุมชนแออัด, ธนัช  นฤพรพงศ์, นายธนกร วังบุญคงชนะ, บ้านมั่นคง, พอช., มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม, มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ, สสส., อวยชัย  สุขประเสริฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211010/image_big_6162bc61c8b3b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116918</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2021 14:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2021 14:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“สานพลังสังคม-ชุมชน” ฝ่าวิกฤตโควิด !! </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;ผู้สูงอายุจากชุมชนผู้มีรายได้น้อยในเขตเทศบาลนครขอนแก่นกับคูปอง &amp;lsquo;ปันกัน&amp;rsquo; ใช้ซื้ออาหารและของจำเป็นในช่วงโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นับแต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 &amp;nbsp;ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 เป็นต้นมา&amp;nbsp; ส่งผลทำให้มีการปิดโรงงาน&amp;nbsp; ห้างร้าน&amp;nbsp; มีคนตกงาน&amp;nbsp; ถูกเลิกจ้าง&amp;nbsp; หรือมีรายได้ลดน้อยลง&amp;nbsp; นำไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจในครอบครัว&amp;nbsp; โดยเฉพาะปัญหาเรื่องปากท้อง&amp;nbsp; เพราะความหิวไม่เคยปรานีใคร..!!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โครงการ &amp;lsquo;ครัวชุมชน&amp;rsquo; จึงผุดขึ้นมาหลายแห่งทั่วประเทศ&amp;nbsp; โดยเฉพาะในชุมชนผู้มีรายได้น้อย ซึ่งมีทั้งคนตกงาน&amp;nbsp; คนป่วย&amp;nbsp; คนพิการ&amp;nbsp; คนชรา&amp;nbsp; เด็กๆ ที่กินไม่อิ่มท้อง&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เพื่อทำอาหารแจกจ่ายกันกินในชุมชน&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นแกง&amp;nbsp; ผัด&amp;nbsp; ต้ม&amp;nbsp; ก๋วยเตี๋ยว&amp;nbsp; ขนมจีน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; หรือแล้วแต่กำลังทุน&amp;nbsp; วัตถุดิบที่มี&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ชุมชนเฟื่องฟ้าพัฒนา&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;ldquo;ปันกันอิ่ม&amp;nbsp; แบ่งกันกินยามยาก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผุสดี&amp;nbsp; ปั้นเลิศ&amp;nbsp; ผู้นำชุมชนเฟื่องฟ้าพัฒนา &amp;nbsp;เขตประเวศ&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ชาวชุมชนเฟื่องฟ้าฯ อาศัยอยู่ในที่ดินราชพัสดุและบางส่วนอยู่ในที่ดินสาธารณะ&amp;nbsp; มีทั้งหมด 67 ครอบครัว&amp;nbsp; ประมาณ 300 คน&amp;nbsp; เกือบทั้งหมดมีอาชีพรับจ้างทั่วไป หากินไปวันๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง&amp;nbsp; ค้าขายเล็กๆ น้อยๆ&amp;nbsp; มีรายได้วันละ 300-500 บาท&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ได้รับผลกระทบจากโควิดตั้งแต่ปีที่แล้ว&amp;nbsp; เพราะหลายครอบครัวมีคนตกงาน&amp;nbsp; มีรายได้น้อยลง &amp;nbsp;ไม่พอเลี้ยงดูครอบครัว&amp;nbsp; ชุมชนจึงหาทางช่วยเหลือกัน&amp;nbsp; โดยนำเอาพืชผักต่างๆ ที่ปลูกบนที่ดินว่างในชุมชน (ปลูกก่อนโควิด&amp;nbsp; เนื้อที่ประมาณ 100 ตารางวา) เช่น&amp;nbsp; บวบ&amp;nbsp; น้ำเต้า&amp;nbsp; คะน้า&amp;nbsp; ฟักทอง&amp;nbsp; ผักกาด&amp;nbsp; ผักเคล&amp;nbsp; ผักน้ำ&amp;nbsp; ข่า&amp;nbsp; ตะไคร้&amp;nbsp; กะเพรา&amp;nbsp; โหระพา&amp;nbsp; พริก&amp;nbsp; มะเขือ&amp;nbsp; มะนาว&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; มาแจกจ่ายไปทำกับข้าว&amp;nbsp; แต่ก็ไม่พอ&amp;nbsp; แจกจ่ายไม่ทั่วถึง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;พอดีช่วงนั้น&amp;nbsp; มีหลายหน่วยงานที่เข้ามาช่วยเหลือชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กระทรวง พม.&amp;nbsp; พอช. มีโครงการสนับสนุนให้ชุมชนที่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; ชุมชนแออัด&amp;nbsp; จัดทำครัวชุมชนเพื่อทำอาหารแจกจ่ายกันกิน&amp;nbsp; ชุมชนได้รับเงินสนับสนุน 1 แสนบาทจึงเอามาทำครัว&amp;nbsp; แต่แจกจ่ายไปชุมชนอื่นๆ ที่อยู่ใกล้กันอีก 10 ชุมชนด้วย&amp;nbsp; ทำอาทิตย์ละ 1 ครั้ง&amp;nbsp; เป็นกับข้าวต่างๆ&amp;nbsp; แต่ทำได้ 8 ครั้งก็หมดงบประมาณ&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผุสดีบอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;ครัวปันอิ่มที่ชุมชนเฟื่องฟ้าฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนสถานการณ์โควิดที่ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องมาถึงวันนี้&amp;nbsp; เธอบอกว่า&amp;nbsp; ทุกครอบครัวก็ยังลำบากอยู่&amp;nbsp; คนที่เคยขายของในตลาดก็ยังหายใจไม่ทั่วท้อง&amp;nbsp; เพราะหากมีแม่ค้าพ่อค้าคนใดติดโควิด&amp;nbsp; ตลาดจะต้องถูกปิด&amp;nbsp; ทำมาหากินไม่ได้อีก&amp;nbsp; มอเตอร์ไซค์รับจ้างก็ไม่มีคนนั่ง&amp;nbsp; แต่ยังมีหลายหน่วยงานเข้ามาสนับสนุนการทำครัวชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มูลนิธิพุทธิกา&amp;nbsp; และ พอช. (สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ) มอบงบประมาณสนับสนุนการทำครัวชุมชนในปีนี้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ชุมชนก็เอาผักสวนครัวที่ปลูกมาทำอาหาร&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ฟักต้มไก่&amp;nbsp; คะน้า-บวบ-เอามาผัด&amp;nbsp; ฟักทองเอามาแกงไก่-ผัดไข่&amp;nbsp; ชะอมชุบไข่ทอด&amp;nbsp; แกงส้ม&amp;nbsp; น้ำพริก&amp;nbsp; ผักลวก&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; หมุนเวียนกันไป&amp;nbsp; ทำให้คนในชุมชนมีอาหารกิน&amp;nbsp; เด็กๆ กินอิ่มก็ไม่งอแง&amp;nbsp; ยิ้มหัวได้ทั้งวัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;แต่ปีนี้เราจะทำให้ครัวชุมชนเดินไปได้ตลอด&amp;nbsp; เราจึงทำ &amp;lsquo;ครัวปันอิ่ม&amp;rsquo;&amp;nbsp; ขายกับข้าวราคาถูก&amp;nbsp; ถุงละ 20 บาท&amp;nbsp; ถุงนึงจะใหญ่กว่าร้านข้าวแกงทั่วไป&amp;nbsp; ข้าวให้ฟรีไม่อั้น&amp;nbsp; และแจกฟรีสำหรับคนแก่&amp;nbsp; คนป่วย&amp;nbsp; เด็กๆ&amp;nbsp; หรือครอบครัวไหนไม่มีเงินเราก็ให้ฟรีๆ ทั้งข้าวและกับ&amp;nbsp; เราช่วยกันทำขายอาทิตย์ละ 1 ครั้ง&amp;nbsp; มีกับข้าว 5-6 อย่าง&amp;nbsp; บางครอบครัวจะซื้อเอาไปใส่ตู้เย็นกินได้ทั้งอาทิตย์&amp;nbsp; คนนอกชุมชนรู้ข่าวก็มาซื้อ&amp;nbsp; ครั้งนึงจะขายได้ประมาณ 2-3 พันบาท&amp;nbsp; ขายได้เงินไม่มาก&amp;nbsp; เพราะเราไม่ได้กะจะเอากำไร&amp;nbsp; ถือว่าช่วยเหลือกัน&amp;nbsp; แบ่งปันกันกิน&amp;nbsp; ข้าวเปล่าเราก็ให้ฟรี&amp;nbsp; พอให้มีเงินมาหมุนเวียน&amp;nbsp; ถ้าทำแจกฟรีคงจะได้ไม่กี่ครั้ง&amp;nbsp; แต่ถ้าทำขายแบบนี้&amp;nbsp; เราจะช่วยกันได้ตลอดไป&amp;rdquo; &amp;nbsp;เธอบอกถึงอนาคตของครัวปันอิ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ใช่แต่จะเป็นเพียงผู้รับ&amp;nbsp; ชาวชุมชนเฟื่องฟ้าฯ ยังใช้ที่ว่างในชุมชนที่พอเหลืออยู่&amp;nbsp; ปลูกสมุนไพรเพื่อป้องกันและรักษาโควิด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ฟ้าทะลายโจร&amp;nbsp; กระชาย&amp;nbsp; ปลูกรวมแล้วกว่า 100 กระถาง&amp;nbsp; ขณะนี้ฟ้าทะลายโจรเก็บไปทำยาได้แล้ว&amp;nbsp; โดยชาวชุมชนจะช่วยกันเอามาตากแห้ง&amp;nbsp; แล้วส่งไปให้ &amp;lsquo;ชมรมคนปลูกฟ้าทะลายโจรทั้งแผ่นดิน&amp;rsquo; นำเอาไปบดบรรจุใส่แคปซูล&amp;nbsp; เพื่อส่งไปช่วยเหลือผู้ป่วยโควิดต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันมีชุมชนต่างๆ ที่จัดทำครัวปันอิ่มโดยการสนับสนุนของมูลนิธิพุทธิกาเช่นเดียวกับชุมชนเฟื่องฟ้าฯ แล้ว 13 ชุมชนในกรุงเทพฯ &amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp; 7,792 ครัวเรือน &amp;nbsp;กระจายความช่วยเหลือได้ 28,033 คน&amp;nbsp; บางชุมชนขายอาหารราคาอิ่มละ 9-10 บาท&amp;nbsp; หรือสูงสุดไม่เกิน&amp;nbsp; 20 บาท&amp;nbsp; เป็นการช่วยเหลือจุนเจือกันในยามยาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;คนขอนแก่นไม่ทิ้งกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จังหวัดขอนแก่น&amp;nbsp; เป็นหัวเมืองใหญ่ในภาคอีสาน&amp;nbsp; มีสถาบันการศึกษา&amp;nbsp; โรงพยาบาลขนาดใหญ่&amp;nbsp; มีย่านธุรกิจการค้าที่คึกคักเฟื่องฟูมาช้านาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกันก็มีชุมชนผู้มีรายได้น้อยกระจายอยู่รอบเมือง&amp;nbsp; มีคนทุกข์ยาก&amp;nbsp; ไม่มีรายได้เพียงพอที่จะเช่าบ้าน&amp;nbsp; ต้องยึดเอาพื้นที่สาธารณะเป็นที่พักพิง&amp;nbsp; (ปัจจุบันมีประมาณ 120 คน)&amp;nbsp; ซึ่งในช่วงสถานการณ์โควิดนี้&amp;nbsp; พวกเขาต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ป้านงเยาว์ &amp;nbsp;&amp;nbsp;กงภูเวศน์ &amp;nbsp;ประธานชุมชนเหล่านาดี 12&amp;nbsp; ตั้งอยู่ริมทางรถไฟในเขตเทศบาลนครขอนแก่น&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; ชุมชนเหล่านาดี 12 มีทั้งหมด 135 ครอบครัว&amp;nbsp; ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างรายวัน&amp;nbsp; เป็นลูกจ้างในตลาด&amp;nbsp; ค้าขายเล็กๆ น้อย ๆ&amp;nbsp; เมื่อได้รับผลกระทบจากโควิด&amp;nbsp; จึงคิดเรื่องทำอาหารขายให้คนในชุมชนเพื่อช่วยเหลือกัน&amp;nbsp; ขายในราคาถูก&amp;nbsp; จานละ 15 บาท&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ก๋วยเตี๋ยวไก่&amp;nbsp; ข้าวมันไก่&amp;nbsp; ข้าวไข่เจียว&amp;nbsp; และอาหารตามสั่ง&amp;nbsp; เริ่มทำตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เราขาย 15 บาท&amp;nbsp; แต่กินอิ่มเท่ากับคนอื่นขาย&amp;nbsp; 30 บาท&amp;nbsp; คนนอกชุมชนก็มากินได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนคนแก่&amp;nbsp; คนป่วย&amp;nbsp; เราก็ให้กินฟรี&amp;nbsp; คนที่รู้ข่าวก็มาสนับสนุน&amp;nbsp; เอาเงินมาช่วยให้ทำอาหารแจก&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนคนที่ตกงานในชุมชน&amp;nbsp; แม่บ้านที่ว่างงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราก็ให้มาช่วยกันทำครัว&amp;nbsp; หั่นผัก&amp;nbsp; ช่วยล้างจาน&amp;nbsp; พอให้มีรายได้วันละ 100-200 บาท&amp;nbsp; แล้วแต่ใครทำน้อย&amp;nbsp; ทำมาก&amp;nbsp; แต่ก็ช่วยให้มีรายได้&amp;nbsp; คนกินก็จะได้กินของถูก&amp;nbsp; ช่วยเหลือกันไป&amp;rdquo; &amp;nbsp;ป้านงเยาว์บอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากการจุดประกายของป้านงเยาว์&amp;nbsp; ทำให้มีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาสนับสนุนและต่อยอดไปช่วยเหลือกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; กลุ่มเปราะบางในชุมชนต่างๆ&amp;nbsp; รวมทั้งกลุ่มคนไร้บ้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; สสส.&amp;nbsp; พอช. เครือข่ายสลัมสี่ภาค&amp;nbsp; กลุ่มเพื่อนคนไร้บ้าน&amp;nbsp; กลุ่ม Hugtown เครือข่ายชุมชนเมืองขอนแก่น&amp;nbsp; เทศบาลนครขอนแก่น&amp;nbsp; พมจ.ขอนแก่น&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ส่วนรูปแบบการช่วยเหลือมีหลากหลาย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ชุมชนริมทางรถไฟนำพืชผักที่ปลูกมาแจกจ่าย&amp;nbsp;&amp;nbsp; เทศบาลนครขอนแก่นจัดตรวจคัดกรองเชื้อโควิดและฉีดวัคซีนให้กลุ่มคนไร้บ้าน ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

ผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ร่วมสนับสนุนคูปองปันกัน&amp;nbsp;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;lsquo;โครงการคูปองปันกัน&amp;rsquo;&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp;พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดขอนแก่น (พมจ.) และภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; ร่วมกันจัดทำโครงการนี้ขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางในภาวะวิกฤตจากการตกงาน&amp;nbsp; ขาดรายได้&amp;nbsp; กลุ่มเป้าหมายในเมืองขอนแก่นประมาณ&amp;nbsp; 300-500 คน&amp;nbsp; ให้มีเงินจับจ่ายซื้ออาหาร&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยจะจัดสรรคูปองอาทิตย์ละ 100 บาทให้แก่กลุ่มเปราะบาง&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อให้นำไปซื้ออาหารและสินค้าจำเป็น&amp;nbsp; และยังช่วยให้เศรษฐกิจชุมชนหมุนเวียนด้วย&amp;nbsp; โดยมีชุมชนเข้าร่วม 11 ชุมชน&amp;nbsp; ร้านอาหาร&amp;nbsp; ร้านค้าเข้าร่วมรับคูปอง&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 26 ร้าน&amp;nbsp; เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้มีการ &amp;lsquo;สร้างพื้นที่สะสมอาหาร&amp;rsquo; &amp;nbsp;ปลูกผัก&amp;nbsp; เลี้ยงไก่ไข่&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เพื่อนำมาทำอาหาร&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีการจ้างงานกลุ่มคนไร้บ้านให้ทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะ&amp;nbsp; เช็ดถูราวสะพานคนเดินข้าม&amp;nbsp; ให้ค่าตอบแทนวันละ 300 บาท&amp;nbsp; จ้างงานไปแล้วประมาณ 100 คนโดย พอช.สนับสนุนงบประมาณ 300,000 บาท&amp;nbsp; และ พมจ.ขอนแก่น&amp;nbsp; 360,000 บาทเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;ศูนย์พักคอยรองรับผู้ติดเชื้อในชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากการช่วยเหลือเรื่องปากท้องดังกล่าวแล้ว&amp;nbsp; ชุมชนเหล่านาดี 12 ยังร่วมกับเทศบาลนครขอนแก่น และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด&amp;nbsp; ขอใช้พื้นที่บริเวณสถานีรถไฟชั่วคราวที่อยู่ใกล้ชุมชนจัดทำศูนย์พักคอยในชุมชน (Community&amp;nbsp; Isolation) หรือ CI เพื่อรองรับผู้ติดเชื้อที่มีอาการไม่หนัก&amp;nbsp; เพื่อแบ่งเบาภาระของทางโรงพยาบาล&amp;nbsp; โดย CI แห่งนี้ใช้ห้องต่างๆ ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ของสถานีรถไฟ&amp;nbsp; ปรับปรุงเป็นห้องพักสำหรับผู้ติดเชื้อหรือกักตัวดูอาการ&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 7 ห้อง&amp;nbsp; รองรับได้ 14 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

ตู้ทำการภายในสถานีรถไฟชั่วคราวขอนแก่นนำมาปรับปรุงเป็น CI

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อดิเรก&amp;nbsp; แสงใสแก้ว &amp;nbsp;นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย&amp;nbsp; ในฐานะจิตอาสาที่มีบทบาทสนับสนุนการจัดวางระบบ CI &amp;nbsp;บอกว่า&amp;nbsp; ศูนย์พักคอยในชุมชน&amp;nbsp; หรือ CI &amp;nbsp;มีความสำคัญในการดูแลผู้ป่วยที่ยังมีอาการไม่รุนแรงหรืออยู่ในสถานะสีเขียว&amp;nbsp; โดยผู้ป่วยจะต้องลงทะเบียนกับ สปสช.เพื่อรับยาและเวชภัณฑ์&amp;nbsp; &amp;nbsp;แพทย์และพยาบาลจะดูแลผู้ป่วยผ่านระบบ telemedicine หรือให้คำแนะนำการรักษาตัวผ่านโทรศัพท์&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;CI จึงเปรียบเสมือนกับโครงการแก้มลิงเพื่อพักคอยน้ำ&amp;nbsp; ไม่ให้น้ำท่วม&amp;nbsp; เพราะไม่งั้นจะมีผู้ป่วยสีเขียวที่ต้องเข้าไปรอการรักษาตัวในโรงพยาบาลหรือโรงพยาบาลสนามเป็นจำนวนมาก&amp;nbsp; และถ้ารักษาช้าหรือรู้ตัวว่าติดเชื้อช้าก็จะทำให้อาการรุนแรงมากขึ้น&amp;nbsp; เชื้อก็จะแพร่กระจายได้มากขึ้น&amp;rdquo; &amp;nbsp;อดิเรกเปรียบความสำคัญของ CI&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เขาบอกว่า&amp;nbsp; การจัดตั้ง CI ในชุมชนนั้น&amp;nbsp; ผู้นำชุมชนจะต้องชี้แจงสร้างความเข้าใจกับชาวชุมชน&amp;nbsp; และท้องถิ่น&amp;nbsp; เพราะบางคนอาจกลัวว่า CI จะเป็นแหล่งแพร่เชื้อ&amp;nbsp; ทำให้เกิดการต่อต้าน&amp;nbsp; ต้องมีการจัดวางระบบเพื่อความปลอดภัย&amp;nbsp; ได้มาตรฐาน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การวางเตียงควรเว้นระยะห่างกันประมาณ 2 เมตร&amp;nbsp; เพื่อป้องกันการไอ จาม&amp;nbsp; นำสารคัดหลั่งที่มีเชื้อมาแพร่กระจาย&amp;nbsp; พื้นห้องควรทำความสะอาดได้ง่าย&amp;nbsp; ไม่มีรอยแยกหรือแตกเพราะจะเป็นแหล่งสะสมเชื้อ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ต้องมีระบบระบายอากาศ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ระบบพักน้ำ&amp;nbsp; โดยเติมคลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อโรคก่อนระบายน้ำทิ้ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ห้องอาบน้ำ&amp;nbsp; ห้องสุขาควรแยกจากกัน&amp;nbsp; จำนวน 1 ห้องต่อผู้ป่วย 10 คน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เน้นการใช้วัสดุหรืออุปกรณ์ที่ชุมชนมีอยู่หรือสินค้ามือสองมาปรับปรุงเป็นอุปกรณ์ต่างๆ&amp;nbsp; เพื่อความประหยัด &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; การทำห้องความดันลบสำหรับแยกผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงออกจากผู้ป่วยสีเขียว&amp;nbsp; ซึ่งหากเป็นระบบแบบโรงพยาบาลอาจใช้งบประมาณนับล้านบาท&amp;nbsp; หากชุมชนทำเองอาจใช้เงินเพียง&amp;nbsp; 8,000 บาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ชุมชนรุ่งมณี&amp;nbsp; เขตวังทองหลาง ใช้ศูนย์เด็กเล็กที่ปิดชั่วคราวทำ CI&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา&amp;nbsp; สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยได้ร่วมกับ พอช. สนับสนุนการจัดตั้ง CI ในชุมชนต่างๆ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล&amp;nbsp; โดยขณะนี้จัดตั้งแล้วใน 8 ชุมชน &amp;nbsp;และกำลังทยอยจัดตั้งอีกหลายแห่ง &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; ชุมชนคลองลัดภาชี&amp;nbsp; เขตภาษีเจริญ&amp;nbsp; ชุมชนคลองลำนุ่น&amp;nbsp; เขตคันนายาว&amp;nbsp; ชุมชนรุ่งมณี&amp;nbsp; เขตวังทองหลาง&amp;nbsp; ชุมชนตึกแดง&amp;nbsp; เขตบางซื่อ ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งหมดเป็น CI ขนาดเล็กตามสภาพของชุมชน&amp;nbsp; ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ที่ทำการชุมชนหรือศูนย์เด็กเล็กมาปรับปรุง&amp;nbsp; รองรับผู้ติดเชื้อได้ประมาณ&amp;nbsp; 5-20 คน&amp;nbsp; แต่บางแห่งอาจรองรับได้มากกว่านี้ตามสภาพพื้นที่&amp;nbsp; โดย พอช.จะสนับสนุนงบประมาณแห่งละ 50,000-150,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ถือเป็นการสานพลังสังคมและชุมชนเพื่อฝ่าวิกฤตโควิดไปด้วยกัน !!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116918</URL_LINK>
                <HASHTAG>Community  Isolation, Telemedicine, กลุ่ม Hugtown, กลุ่มเพื่อนคนไร้บ้าน, คนขอนแก่นไม่ทิ้งกัน, ครัวชุมชน, ครัวปันอิ่ม, จังหวัดขอนแก่น, ชมรมคนปลูกฟ้าทะลายโจรทั้งแผ่นดิน, ชุมชนเฟื่องฟ้าพัฒนา, ชุมชนเหล่านาดี 12, ปันกันอิ่ม  แบ่งกันกินยามยาก, ป้านงเยาว์   กงภูเวศน์, ผุสดี  ปั้นเลิศ, พมจ., พมจ.ขอนแก่น, พอช., ฟ้าทะลายโจร, มูลนิธิพุทธิกา, ศูนย์พักคอยในชุมชน, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ, สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย, สร้างพื้นที่สะสมอาหาร, สสส., สานพลังสังคม-ชุมชน, อดิเรก  แสงใสแก้ว, เครือข่ายชุมชนเมืองขอนแก่น, เครือข่ายสลัมสี่ภาค, เทศบาลนครขอนแก่น, โครงการคูปองปันกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210916/image_big_6142f4a656b9c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112856</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 17:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 17:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชมรมแพทย์ชนบทตรวจโควิดชุมชนในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลวันสุดท้าย ขณะที่ พอช.หนุนชุมชนจัดตั้งครัวกลาง-เตรียมสมุนไพรสู้โควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จุดตรวจที่โรงเรียนชุมชนหมู่บ้านพัฒนา คลองเตย หนูน้อยกลัวสำลีแยงจมูก&amp;nbsp; ทีมแพทย์ต้องช่วยกันปล้ำ (ภาพจาก facebook&amp;nbsp; ชมรมแพทย์ชนบท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีมแพทย์เชียงรายตรวจโควิดถึงบ้านสำหรับผู้สูงอายุที่ออกมาจุดตรวจไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ /&amp;nbsp; ชมรมแพทย์ชนบทปิดปฏิบัติการตรวจโควิดเชิงรุกในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นวันสุดท้าย &amp;ldquo;ไม่เสร็จ&amp;nbsp; ไม่เลิก&amp;nbsp; ไม่หมด&amp;nbsp; ไม่กลับ&amp;nbsp; กู้ภัยโควิดกรุงเทพฯ&amp;rdquo;&amp;nbsp; โดยเปิดจุดตรวจวันนี้ 26 จุด&amp;nbsp; รองรับผู้ตรวจประมาณ 50,000 ราย&amp;nbsp; คาดพบผู้ติดเชื้อ 5,000 ราย&amp;nbsp; โดยจะแจกยาและให้การรักษาทันที &amp;nbsp;เพื่อลดภาวะเตียงล้น-บุคลากรรองรับไม่พอ&amp;nbsp; ขณะที่ พอช.เตรียมระดมความช่วยเหลือจากภาคเอกชน&amp;nbsp; ภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; หนุนชุมชนจัดตั้งครัวกลาง&amp;nbsp; จัดเตรียมยาสมุนไพรสู้ภัยโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตามที่ชมรมแพทย์ชนบทจากทั่วประเทศระดมกำลังประมาณ 400 คน&amp;nbsp; กว่า&amp;nbsp; 40 ทีม&amp;nbsp; เข้ามาตรวจโควิดเชิงรุกครั้งที่ 3 ในชุมชนแออัดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล&amp;nbsp; ระหว่างวันที่ 6-10 สิงหาคม&amp;nbsp; ตั้งเป้าเปิดจุดตรวจทั้งหมด 174 จุด&amp;nbsp; รองรับชุมชนได้ประมาณ 300 ชุมชน&amp;nbsp; ผู้เข้ารับการตรวจทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 250,000 คน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เปิดจุดตรวจที่ พอช.รองรับประชาชน 1,500 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยวันนี้ (10 สิงหาคม)&amp;nbsp; เป็นการตรวจวันสุดท้าย&amp;nbsp; facebook ชมรมแพทย์ชนบทโพสต์ข้อความว่า &amp;ldquo;ปิดแผนปฏิบัติการวันนี้ &amp;nbsp;วันสุดท้าย กู้ภัยโควิดกรุงเทพมหานคร &amp;nbsp;ปักหลัก 26 จุดตรวจ &amp;nbsp;กระจายทั่วกรุงเทพมหานคร &amp;nbsp;รวมปริมณฑล จังหวัดนครปฐมและสมุทรปราการอีก 2 จุดบริการ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เป้าหมายตรวจคัดกรอง 5 หมื่นราย &amp;nbsp;คาดหมายว่าจะพบผู้ติดเชื้อ 5 พันราย &amp;nbsp;เข้าสู่กระบวนการรักษาพยาบาล &amp;nbsp;แต่ละจุดตรวจวันนี้เปิดรับประชาชนในชุมชนโดยรอบ &amp;nbsp;รวมถึงประชาชนบริเวณใกล้เคียงที่ Walk-in เข้ามาขอตรวจ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เราจะตรวจให้กับทุกคน &amp;nbsp;เพราะเรามาเพื่อตรวจคัดแยกผู้ติดเชื้อ&amp;nbsp; ทุกทีมกำลังขนสัมภาระ &amp;nbsp;ล้อหมุนไปยังพื้นที่จุดหมาย &amp;nbsp;ตั้งแต่เวลา&amp;nbsp; 6.30 น.&amp;rdquo;&amp;nbsp; และ &amp;ldquo;เปิดยุทธการ&amp;nbsp; ทิ้งทวน&amp;nbsp; วันสุดท้าย&amp;nbsp; ไม่เสร็จ&amp;nbsp; ไม่เลิก&amp;nbsp; ไม่หมด&amp;nbsp; ไม่กลับ&amp;nbsp; กู้ภัยโควิดกรุงเทพฯ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประชาชนมาลงทะเบียนตรวจโควิดที่ พอช. ตั้งแต่เช้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยในวันนี้ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; ถนนนวมินทร์&amp;nbsp; เขตบางกะปิ&amp;nbsp; กรุงเทพฯ เป็นอีกแห่งหนึ่งที่ชมรมแพทย์ชนบทมาเปิดบริการจุดตรวจ&amp;nbsp; โดยทีมแพทย์จากสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) พิจิตรและนครสวรรค์ &amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp; 16 คนร่วมเป็นทีมตรวจ&amp;nbsp; มีอาสาสมัครจาก พอช. ประมาณ 30 คน&amp;nbsp; ร่วมสนับสนุนการตรวจของทีมแพทย์&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ลงทะเบียนผู้ตรวจ&amp;nbsp; จัดคิว&amp;nbsp; และอำนวยความสะดวกต่างๆ&amp;nbsp; โดยมีประชาชนทั่วไปเข้ารับการตรวจประมาณ 1,500 คน&amp;nbsp; &amp;nbsp;และ นพ.ยงยศ &amp;nbsp;ธรรมวุฒิ &amp;nbsp;รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบทได้มาเยี่ยมจุดตรวจที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ยงยศ &amp;nbsp;ธรรมวุฒิ &amp;nbsp;รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (ที่ 2 จากซ้าย) เยี่ยมจุดตรวจที่ พอช.&amp;nbsp; โดยมีผู้บริหาร พอช.ให้การต้อนรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปฏิบัติการ &amp;ldquo;ดับไฟที่ต้นทาง&amp;rdquo;&amp;nbsp; พบติดเชื้อแล้วร้อยละ 10.8 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เกรียงศักดิ์ &amp;nbsp;วัชรนุกูลเกียรติ &amp;nbsp;ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา&amp;nbsp; ซึ่งยกทีมจำนวน 36 คนมาตรวจโควิดเชิงรุกในกรุงเทพฯ&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ทีมแพทย์ทั้งหมดจะใช้ชุดตรวจ Rapid &amp;nbsp;Antigen Test &amp;nbsp;Kit &amp;nbsp;(ATK หรือชุดตรวจแบบเร็ว) สามารถรู้ผลตรวจแต่ละคนภายในเวลาไม่เกิน 30 นาที &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยคนที่มีผลเป็นลบ &amp;nbsp;แพทย์จะให้กลับบ้านได้เลย &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนผู้ที่มีผลบวกให้รอตรวจ RT-PCR อีกครั้ง&amp;nbsp; เพื่อยืนยันผลตรวจ&amp;nbsp; หากผลติดเชื้อแน่นอน&amp;nbsp; ทีมแพทย์จะนำรายชื่อเข้าสู่ระบบการรักษาแบบ Home Isolation ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และจ่ายยารักษาเบื้องต้นตามอาการที่พบก่อน&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยผู้ที่มีผลตรวจเป็นบวก จะได้รับยาฟ้าทะลายโจร &amp;nbsp;หรือฟาวิพิราเวียร์ตามอาการที่พบมากน้อยจากการวินิจฉัย &amp;nbsp;และเชื้อจากการสวอปเพื่อตรวจ RT- PCR ของทุกทีมจะถูกรวบรวมส่งไปตรวจที่แล็ปของ รพ.มหาราชนครราชสีมาวันละ 3&amp;nbsp; รอบ ซึ่งจะรู้ผลภายในวันเดียว &amp;nbsp;โดยผู้ติดเชื้อสามารถเข้าไปดูผลได้ผ่านทางโทรศัพท์มือถือในวันรุ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บางชุมชนที่มีความคับแคบ&amp;nbsp; ทีมแพทย์ต้องนั่งมอเตอร์ไซค์เข้าไปตรวจให้แก่ผู้สูงอายุหรือเจ็บป่วย &amp;nbsp;(ภาพจาก facebook&amp;nbsp; ชมรมแพทย์ชนบท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้จากการสรุปผลปฏิบัติการบุกกรุง 5&amp;nbsp; วัน&amp;nbsp; ระหว่างวันที่ 4-8&amp;nbsp; สิงหาคม 2564&amp;nbsp; ตรวจคัดกรองด้วย ATK ทั้งสิ้น&amp;nbsp; 96,087&amp;nbsp; ราย &amp;nbsp;พบผลบวก 10,357 ราย &amp;nbsp;&amp;nbsp;คิดเป็นร้อยละ&amp;nbsp; 10.8 &amp;nbsp;&amp;nbsp;ผู้ที่มีผลบวกเก็บตัวอย่างส่ง RT-pcr 9,790 ราย&amp;nbsp; คิดเป็นร้อยละ&amp;nbsp; 94.5&amp;nbsp; ผลตรวจ RT-pcr ยืนยันตรงกัน &amp;nbsp;มีผลบวกลวงเพียงร้อยละ&amp;nbsp; 0.55&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเมินระดับความรุนแรง &amp;nbsp;แดง &amp;nbsp;&amp;nbsp;ร้อยละ 2.5 &amp;nbsp;เหลือง &amp;nbsp;ร้อยละ &amp;nbsp;27.3&amp;nbsp; และ เขียว&amp;nbsp; ร้อยละ 70.2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทีมแพทย์ให้การรักษาโดยจ่ายยาฟาวิพิราเวียร์ &amp;nbsp;4,792 ราย (รวม 239, 600 เม็ด) คิดเป็นร้อยละ 46.3 ของผู้ที่ตรวจพบเชื้อให้ผลบวก &amp;nbsp;และให้การฉีดวัคซีนกลุ่มเสี่ยง &amp;nbsp;เข็มแรก &amp;nbsp;จำนวน 3,047 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปฏิบัติการบุกกรุงครั้งที่ 3 ของชมรมแพทย์ชนบทครั้งนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตั้งเป้าตรวจทั้งหมด 250,000 ราย&amp;nbsp; ประเมินว่าผลบวกจะอยู่ที่ประมาณ 10-15% &amp;nbsp;&amp;nbsp;ดังนั้นจะพบผู้ที่มีเชื้อโควิดที่จะเข้าสู่ระบบการดูแลรักษาจำนวน 25,000-32,500 คน ซึ่งจะสามารถตัดตอนการระบาดไปได้พอสมควร &amp;nbsp;และสามารถช่วยลดภาระเตียงล้นของโรงพยาบาลใน กทม.ลงได้ &amp;nbsp;เพราะทีมแพทย์จะพยายามจ่ายยาฟาร์วิพิราเวียร์ให้กับผู้ติดเชื้อตามเกณฑ์ที่ควรรับยาทุกคน &amp;nbsp;เพื่อลดโอกาสที่ผู้ติดเชื้อจะป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ นพ.เกรียงศักดิ์&amp;nbsp; ยังเปรียบเทียบว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;กรุงเทพฯ คือต้นเพลิงที่ไฟกำลังลุกลามไปถึงทุกจังหวัด&amp;nbsp; จึงต้องมาช่วยดับไฟโควิดที่กรุงเทพฯ&amp;nbsp; เพื่อปลุกเจ้าของพื้นที่ให้ลุกตื่นขึ้นมาจัดการดับไฟให้เร็วที่สุด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอช.หนุนชุมชนจัดตั้งครัวกลาง-เตรียมสมุนไพรสู้โควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 &amp;nbsp;ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล&amp;nbsp; โดยขณะนี้รัฐบาลได้ขยายพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (พื้นที่สีแดงเข้ม) จากเดิม 13 จังหวัด เพิ่มขึ้นเป็น 29 จังหวัด ขณะเดียวกันสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ พอช.ได้สนับสนุนให้ชุมชนต่างๆ จัดทำโครงการเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย พอช.ได้จัดทำโครงการ &amp;lsquo;การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชุมชนผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด&amp;rsquo; ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล งบประมาณเบื้องต้น 30 ล้านบาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะนี้ได้อนุมัติโครงการเพื่อสนับสนุนชุมชนแล้ว จำนวน &amp;nbsp;50&amp;nbsp; เครือข่ายเขต/เมือง &amp;nbsp;&amp;nbsp;รวม &amp;nbsp;416 &amp;nbsp;ชุมชน&amp;nbsp; ผู้รับผลประโยชน์&amp;nbsp; 83,574ครัวเรือน&amp;nbsp; &amp;nbsp;งบสนับสนุนรวม &amp;nbsp;18,650,000 บาท &amp;nbsp;แยกเป็น&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการระดับเครือข่ายเมือง/เขต &amp;nbsp;5 ล้านบาทโครงการระดับชุมชน 11.4 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp;ถุงยังชีพแจกจ่ายกลุ่มเปราะบางของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ &amp;nbsp;2 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และล่าสุดจากการประชุมผ่านระบบ Zoom ร่วมกันระหว่างผู้นำชุมชนต่างๆ กับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ พอช. เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; พบว่าสิ่งที่ชุมชนต้องการเร่งด่วนในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคมนี้&amp;nbsp; คือ 1.จัดตั้งครัวกลางหรือศูนย์อาหารชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อให้บริการทั้งแบบทำอาหารรายวัน &amp;nbsp;แจกจ่ายของแห้งกลับบ้าน &amp;nbsp;หรือตั้งคลังอาหารให้สมาชิกในชุมชนมาเบิกอาหารไปปรุงเอง&amp;nbsp; 2. จัดหายาสมุนไพรรักษาโควิดให้ชุมชนให้ได้อย่างน้อย 1,000 ชุด (ประมาณเบื้องต้นชุดละ 500 บาท/คน &amp;nbsp;สำหรับยา&amp;nbsp; 3&amp;nbsp; ตำรับ&amp;nbsp; กินยา&amp;nbsp; 5วัน) &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น้ำใจจากพี่น้องเครือข่ายชุมชนในต่างจังหวัด&amp;nbsp; ส่งสมุนไพรเพื่อใช้อบตัวหรือต้มสูดดมเพื่อช่วยให้ระบบหายใจดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3.จัดหายาสมุนไพรสำหรับรักษาเด็กที่ติดเชื้อ&amp;nbsp; (หมอสมุนไพรแนะนำยาเขียวหอม แคปซูลละ 4 บาท) 4.ประสานงานกับสำนักงานเขต&amp;nbsp; กทม.&amp;nbsp; และ สปสช. &amp;nbsp;เพื่อสนับสนุนการจัดทำ Home isolation และ Community isolation&amp;nbsp; 5.รณรงค์ให้มีการบริจาคยาและเงินช่วยเหลือการจัดการโควิดของชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; 6.จัดหาชุด ppe &amp;nbsp;เพื่อป้องกันการติดเชื้อให้ผู้นำชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดย พอช.จะมีบทบาทพอช. 1.การประสานหน่วยงาน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคเอกชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;บุคคล&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อระดมเงินและข้าวของช่วยเหลือครัวต่างๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.ประสานเครือข่ายชุมชนในพื้นที่ชนบทเพื่อซื้อข้าวสาร &amp;nbsp;&amp;nbsp;อาหาร&amp;nbsp; ผัก สมุนไพร&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; นำส่งครัวชุมชนต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;สช. ใช้ &amp;lsquo;นครปฐมโมเดล&amp;rsquo; ปลุกเครือข่ายสมัชชาสุขภาพรับมือโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากข้อเสนอจากผู้นำชุมชนต่างๆ ดังกล่าวแล้ว&amp;nbsp; สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้จัดประชุมเครือข่ายสมัชชาสุขภาพจังหวัด และสภาองค์กรชุมชนทั่วประเทศ&amp;nbsp; ผ่านระบบ Zoom เมื่อวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย มา&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ &amp;nbsp;เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.)  กล่าวว่า&amp;nbsp;สถานการณ์ในขณะนี้ถือว่าประเทศอยู่ระหว่างวิกฤต &amp;nbsp;โดยตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ได้ทะลุ 2 หมื่นคน &amp;nbsp;เสียชีวิตมากกว่าวันละ 200 ราย&amp;nbsp; และจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมกำลังเดินหน้าสู่ 1 ล้านคนในระยะเวลาอันใกล้ &amp;nbsp;ซึ่งคาดการณ์ว่าสถิติจะเพิ่มสูงขึ้นอีกในช่วงกลางเดือนสิงหาคม-กันยายนนี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ฉะนั้นทุกภาคส่วนจำเป็นต้องลุกขึ้นมาช่วยเหลือประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.ประทีป กล่าวต่อว่า หากพิจารณาสถานการณ์การระบาด&amp;nbsp; จะพบว่าเชื้อโควิด-19 ได้ขยายออกจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล &amp;nbsp;กระจายตัวจนใกล้เป็น &amp;ldquo;วิกฤตของระบบสาธารณสุขระดับพื้นที่&amp;rdquo; ทั่วประเทศไปแล้ว &amp;nbsp;และจากตัวเลขประชาชนที่ทยอยเดินทางออกจาก กทม. กลับไปรักษาตัวตามภูมิลำเนาที่เพิ่มขึ้นทุกวันตามนโยบายส่งกลับผู้ติดเชื้อเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระเตียงของโรงพยาบาลใน กทม. เชื่อว่าอีกไม่นานสถานการณ์การติดเชื้อของแต่ละจังหวัดจะไม่ต่างจาก กทม. ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สถานการณ์เช่นนี้ตอกย้ำว่า เป้าหมายและกลยุทธ์รับมือโควิด-19 ระลอก 4 จะอยู่ที่ตำบลและชุมชน &amp;nbsp;โดยมีการดูแลรักษาที่บ้าน หรือ Home Isolation&amp;nbsp;และศูนย์พักรักษาที่ชุมชน หรือ Community Isolation &amp;nbsp;ที่จัดการโดยประชาชนในพื้นที่ จะเป็นระบบบริการหลัก &amp;nbsp;และมีจังหวัด &amp;nbsp;อำเภอเป็นฐานอำนวยการ &amp;nbsp;สนับสนุน &amp;nbsp;และรับรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่มีอาการหนัก &amp;nbsp;รวมทั้งมีพระและวัดเป็นที่พึ่งด้านจิตใจของครอบครัวผู้เสียชีวิต&amp;rdquo; เลขาธิการ คสช. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;การประชุมผ่านระบบ Zoom ของ สช.&amp;nbsp; และภาคีเครือข่ายเมื่อวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.ประทีป กล่าวอีกว่า&amp;nbsp;มีตัวอย่างพลังภาคีเครือข่ายภาควิชาการ ภาคธุรกิจ ภาคสังคม และจิตอาสาของจังหวัดนครปฐม ได้เข้าไปทำงานร่วมกับหน่วยงานราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายใต้การสนับสนุนของผู้ว่าราชการจังหวัด และนายก อบจ. เกิดมาตรการของชาวนครปฐม &amp;nbsp;จนเป็นต้นแบบการจัดระบบการจัดการโควิด-19 ระดับจังหวัด &amp;nbsp;เกิดเป็น &amp;lsquo;นครปฐมโมเดล&amp;rsquo;&amp;nbsp;ที่มีรูปธรรมการจัดการ&amp;nbsp;กิจกรรม และนวัตกรรมทางสังคมระดับพื้นที่ที่หลากหลาย โดยล่าสุด 4จังหวัดภาคอีสาน คือ นครราชสีมา ชัยภูมิ &amp;nbsp;บุรีรัมย์ และสุรินทร์ หรือ นครชัยบุรินทร์&amp;rsquo; &amp;nbsp;และ 5 จังหวัดของ กขป. เขต 10 คือ อุบลราชธานี &amp;nbsp;ศรีสะเกษ &amp;nbsp;ยโสธร &amp;nbsp;มุกดาหาร &amp;nbsp;และอำนาจเจริญ ได้นำโมเดลดังกล่าวไปต่อยอดแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.สำเริง แหยงกระโทก &amp;nbsp;อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;และแกนนำสมัชชาสุขภาพเขตนครชัยบุรินทร์ กล่าวว่า &amp;nbsp;หากถอดบทเรียนเรื่องมาตรการของภาคประชาชนในการขับเคลื่อนงานระดับพื้นที่ จาก &amp;lsquo;นครปฐมโมเดล&amp;rsquo; จะพบว่ามีอยู่ 4 ประเด็นสำคัญที่แต่ละจังหวัดสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ &amp;nbsp;ได้แก่ 1.การตั้งศูนย์ประสานงานภาคประชาชนสู้ภัยโควิด-19 ประจำจังหวัด &amp;nbsp;ทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานและทำงานร่วมกับภาครัฐ ซึ่ง จ.นครราชสีมา ได้ดำเนินการแล้ว &amp;nbsp;2. การจัดตั้งกองทุนเพื่อระดมปัจจัยสนับสนุน ซึ่งมีตัวอย่างจาก &amp;lsquo;กองทุนลมหายใจ&amp;rsquo; ของ จ.นครปฐม &amp;nbsp;3. การบริหารสิ่งสนับสนุนทั้งทางการแพทย์และทางสังคมเข้าไปสู่ HI และ CI ในชุมชนพื้นที่ &amp;nbsp;และ 4.การสร้างและพัฒนาทักษะการจัดการ HI และ CI ของแกนนำ และอาสาสมัครในชุมชน ภายใต้การเป็นพี่เลี้ยงของระบบบริการสาธารณสุขในพื้นที่รับผิดชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;ใช้วัดเป็นสถานที่พักคอยผู้ป่วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายปฏิภาณ &amp;nbsp;จุมผา &amp;nbsp;รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ กล่าวเสริมว่า &amp;nbsp;นอกจากมาตรการของภาคประชาชนแล้ว &amp;nbsp;บทบาทของพระสงฆ์และวัดที่มีอยู่ทุกพื้นที่มีความสำคัญมากในการเป็น &amp;lsquo;ผู้นำชุมชน และสถานที่พักพิง&amp;rsquo; รับมือกับวิกฤตครั้งนี้ &amp;nbsp;ดังที่ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ &amp;nbsp;เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร ได้แสดงพระธรรมเทศนา ไว้เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; มีเนื้อตอนหนึ่งว่า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ในภาวะวิกฤตโควิด-19 ทุกภาคส่วนล้วนนำเอาความดีและความเชี่ยวชาญมารวมเป็นพลังสำคัญช่วยเหลือเกื้อกูลกัน &amp;nbsp;คณะสงฆ์ได้จัดตั้งโรงทานตามพระราชดำริของสมเด็จพระสังฆราชฯ สนับสนุนให้ใช้พื้นที่วัดเป็นศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อผู้ป่วยสีเขียว &amp;nbsp;คณะสงฆ์ทั่วสังฆมณฑล &amp;nbsp;ร่วมประสานหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดตั้งโรงพยาบาลสนามทั่วประเทศเพื่อรองรับและสงเคราะห์ผู้ประสบภัยโควิด-19&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รอง ผอ.พอช.สรุปในตอนท้ายว่า&amp;nbsp; ในสถานการณ์วิกฤตโควิด-19&amp;nbsp; มีหลายพื้นที่ที่วัดและพระสงฆ์มีบทบาทสำคัญ เช่น &amp;nbsp;1.การดูแลด้านสุขภาพกันเองของพระสงฆ์ และการร่วมดูแลชุมชน&amp;nbsp; 2.การสนับสนุนให้เกิดการจัดตั้ง CI ซึ่งเป็นได้ทั้ง CI ของพระด้วยกันเอง &amp;nbsp;หรือการใช้พื้นที่วัดเป็นฐานเพื่อจัดตั้ง CI ของชุมชน&amp;nbsp; 3. การระดมปัจจัยและสิ่งสนับสนุนในพื้นที่&amp;nbsp; 4. การช่วยเหลือญาติโยมในช่วงท้ายของชีวิต และการ &amp;ldquo;ปลุก-ปลอบ&amp;rdquo; เยียวยาจิตใจของครอบครัวผู้สูญเสีย และเป็น &amp;ldquo;เสาหลักทางจิตวิญญาณ&amp;rdquo; เพื่อให้ทุกคนก้าวผ่านความยากลำบากครั้งนี้ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ส่วนหนึ่งของทีมแพทย์ชนบทจากทั้งหมดประมาณ 400 คนที่มาบุกกรุงครั้งที่ 3 (ภาพจาก facebook&amp;nbsp; ชมรมแพทย์ชนบท)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112856</URL_LINK>
                <HASHTAG>ATK หรือชุดตรวจแบบเร็ว, Home Isolation, Rapid  Antigen Test  Kit, กระทรวงสาธารณสุข, กรุงเทพฯ-ปริมณฑล, จัดตั้งครัวกลาง, ชมรมแพทย์ชนบท, ดับไฟที่ต้นทาง, ตรวจโควิดชุมชน, ทีมแพทย์จากสาธารณสุขจังหวัด, นครปฐมโมเดล, นครสวรรค์, นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ, นพ.ยงยศ  ธรรมวุฒิ, นพ.สำเริง แหยงกระโทก, นพ.เกรียงศักดิ์  วัชรนุกูลเกียรติ, นายปฏิภาณ  จุมผา, บุคลากรรองรับไม่พอ, พอช., พิจิตร, ฟาวิพิราเวียร์, ยาฟ้าทะลายโจร, ลดภาวะเตียงล้น, วิกฤตของระบบสาธารณสุขระดับพื้นที่, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ, สมุนไพรสู้โควิด, สสจ., สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา, ไม่เสร็จ  ไม่เลิก  ไม่หมด  ไม่กลับ  กู้ภัยโควิดกรุงเทพฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210810/image_big_611252397a508.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111166</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2021 16:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2021 15:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘พอช.&#039; จับมือภาคีเครือข่าย  ‘ปฏิบัติการขบวนองค์กรชุมชนตื่นรู้สู้ภัยโควิด-19’ ผนึกพลังส่งอาสาสมัคร 200 คนหนุนชุมชนกรุงเทพฯ-ปริมณฑลสู้ภัยโรคร้าย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;ชาวชุมชนแออัดในกรุงเทพฯ ตรวจหาเชื้อโควิดโดยการสนับสนุนของชมรมแพทย์ชนบท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:1.3pt&quot;&gt;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ /&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; จับมือภาคีเครือข่าย &amp;nbsp;&amp;lsquo;ปฏิบัติการขบวนองค์กรชุมชนตื่นรู้สู้ภัยโควิด-19&amp;rsquo;&amp;nbsp;ผนึกพลังส่งอาสาสมัคร-ผู้นำชุมชน 11 ทีม&amp;nbsp; ประมาณ 200 คน&amp;nbsp; หนุนชุมชนกรุงเทพฯ-ปริมณฑลรวม 1,386&amp;nbsp; ชุมชนสู้ภัยโควิดช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายนนี้&amp;nbsp; ขณะที่เครือข่ายสลัม 4 ภาคประสานภาคีเครือข่ายใช้ระบบ Home&amp;nbsp; Isolation&amp;nbsp; ดูแลผู้ป่วยในชุมชนแก้ปัญหาเตียงขาดแคลน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:1.3pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล&amp;nbsp; กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; ได้จัดทำแผนงานเพื่อสนับสนุนให้ชุมชนต่างๆ ลุกขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อควบคุม&amp;nbsp; ป้องกันการแพร่เชื้อ&amp;nbsp; รวมทั้งจัดทำโครงการต่างๆ เพื่อลดผลกระทบต่อชาวบ้านและชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สนับสนุนงบประมาณจำนวน 30 ล้านบาทกระจายลงสู่ชุมชนต่างๆ&amp;nbsp; เริ่มดำเนินการในขณะนี้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:1.3pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ล่าสุด พอช. ได้จัดทำโครงการ &amp;lsquo;ปฏิบัติการขบวนองค์กรชุมชนตื่นรู้สู้ภัยโควิด-19&amp;nbsp; ในพื้นที่กรุงเทพฯ&amp;nbsp; และปริมณฑล&amp;rsquo; โดยจะส่งเจ้าหน้าที่ พอช.&amp;nbsp; ผู้นำชุมชน&amp;nbsp; อาสาสมัคร&amp;nbsp; ประมาณ 200 คน&amp;nbsp; และหน่วยงานภาคีเครือข่ายลงไปสนับสนุนการทำงานของชุมชนต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล&amp;nbsp; มีเป้าหมาย 1,386 ชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:1.3pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:1.3pt&quot;&gt;เปิดแผนปฏิบัติการ &amp;lsquo;ขบวนองค์กรชุมชนตื่นรู้สู้ภัยโควิด-19&amp;rsquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:1.3pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยวันนี้ &amp;nbsp;(26 กรกฎาคม) ระหว่างเวลา 09.00-12.30 น.&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ &amp;nbsp;ได้จัดประชุมผ่านระบบแอพพลิเคชั่นซูม&amp;nbsp; เพื่อปฐมนิเทศสร้างความเข้าใจ &amp;lsquo;ปฏิบัติการขบวนองค์กรชุมชนตื่นรู้สู้ภัยโควิด-19&amp;nbsp; ในพื้นที่กรุงเทพฯ&amp;nbsp; และปริมณฑล&amp;rsquo;&amp;nbsp; โดยมีผู้บริหาร - เจ้าหน้าที่ พอช. ผู้นำชุมชนต่างๆ และผู้แทนภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; เช่น สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสเข้าร่วมประชุมผ่านระบบซูมประมาณ 150 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:1.3pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:1.3pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:1.3pt&quot;&gt;นายสมชาติ ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผอ.พอช.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:1.3pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:1.3pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ กล่าวว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในขณะนี้เป็นไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง&amp;nbsp; โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล&amp;nbsp; ชุมชนจึงต้องเข้ามามีบทบาทในการป้องกันและแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; เพราะชุมชนจะมีข้อมูลและรู้ว่าใครเป็นใคร&amp;nbsp; ครอบครัวไหนติดเชื้อ&amp;nbsp; หรือต้องกักตัว&amp;nbsp; โดย พอช.จะมีบทบาทสนับสนุนชุมชนและเครือข่ายชุมชนในด้านต่างๆ&amp;nbsp; โดยมีเจ้าหน้าที่ พอช.&amp;nbsp; ผู้นำชุมชน&amp;nbsp; และอาสาสมัคร&amp;nbsp; เข้าไปช่วยเหลือพี่น้องชุมชน&amp;nbsp; โดยยึดเอาปัญหาของชุมชนเป็นหลัก&amp;nbsp; เพื่อเอาชนะโควิดให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:1.3pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; โดยรัฐมนตรี&amp;nbsp; จุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;nbsp; มีนโยบายให้หน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ &amp;nbsp;โดย พอช.จะร่วมกับพี่น้องชุมชน&amp;nbsp; ภาคี&amp;nbsp; เครือข่าย&amp;nbsp; องค์กรพัฒนา&amp;nbsp; และภาคเอกชน&amp;nbsp; ร่วมกันเป็นตาข่ายความร่วมมือ&amp;nbsp; เชื่อมโยง&amp;nbsp; ประสานความช่วยเหลือกัน&amp;nbsp; เพื่อหนุนเสริมพี่น้องชุมชนอย่างเต็มที่&amp;rdquo; &amp;nbsp;ผอ.พอช.กล่าวย้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:1.3pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:1.3pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:1.3pt&quot;&gt;เครือข่ายสลัม 4 ภาค&amp;nbsp; ชมรมแพทย์ชนบทตรวจเชื้อโควิดให้ชาวชุมชนที่ พอช.เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:1.3pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:1.3pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสยาม&amp;nbsp; นนท์คำจันทร์ &amp;nbsp;คณะทำงานโครงการ &amp;lsquo;ปฏิบัติการขบวนองค์กรชุมชนตื่นรู้สู้ภัยโควิด-19 ฯ&amp;rsquo;&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในขณะนี้&amp;nbsp; ระบบสาธารณสุขภายนอกไม่สามารถรองรับพี่น้องชาวชุมชนได้&amp;nbsp; ดังนั้นชุมชนจึงต้องลุกขึ้นมาจัดการและแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง&amp;nbsp; ด้วยการสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชน&amp;nbsp; ภาคีเครือข่ายต่างๆ และ พอช.&amp;nbsp; โดยชุมชนและชาวบ้านจะต้องเป็นแกนหลักและดูศักยภาพของตนเองว่ามีอะไรบ้าง&amp;nbsp; พอช.และเครือข่ายจะหนุนเสริมด้านไหน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:1.3pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ส่วนกลไกการขับเคลื่อนงาน&amp;nbsp; จะมีทีมวอร์รูม โดยมีผู้บริหาร พอช.ร่วมกันกำหนดทิศทางการทำงาน&amp;nbsp; ประสานงานนโยบาย&amp;nbsp; กำหนดเครื่องมือและทรัพยากรในการสนับสนุนชุมชน&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีทีมข้อมูลและรายงานผล&amp;nbsp; มีทีมปฏิบัติการจำนวน 11 ทีม&amp;nbsp; อาสาสมัคร&amp;nbsp; พอช.&amp;nbsp; และผู้นำชุมชน&amp;nbsp; ประมาณ 200 คน&amp;nbsp; ลงพื้นที่ปฏิบัติการในกรุงเทพฯ ทั้ง 50 เขต&amp;nbsp; และปริมณฑล&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; นนทบุรี&amp;nbsp; สมุทรปราการ&amp;nbsp; ปทุมธานี&amp;nbsp; นครปฐม&amp;nbsp; รวมทั้งคนไร้บ้านด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายสยามแจงกลไกการทำงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:1.3pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:1.3pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:1.3pt&quot;&gt;นายสยาม&amp;nbsp; นนท์คำจันทร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:1.3pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:1.3pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เขาบอกด้วยว่า&amp;nbsp; ขณะนี้ชุมชนที่มีความพร้อมสามารถวางแผนปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ พอช. และสามารถดำเนินการได้เลย&amp;nbsp; โดยยึดปัญหาและความต้องการของชุมชนเป็นหลัก&amp;nbsp;&amp;nbsp; เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-กันยายนนี้ &amp;nbsp;โดยมีพื้นที่เป้าหมายทั้งหมด 1,386 ชุมชน&amp;nbsp; แยกเป็น&amp;nbsp; ชุมชนแออัด&amp;nbsp; 641 ชุมชน&amp;nbsp; ชุมชนเมือง 459 ชุมชน&amp;nbsp; และชุมชนที่ไม่ได้จัดตั้งหรือจดทะเบียนเป็นชุมชน 286 ชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:1.3pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ทีมปฏิบัติการทั้ง 11 ทีมจะมีหน้าที่ต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; 1.สร้าง เชื่อมโยงเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชน&amp;nbsp; 2.จัดทำข้อมูล สถานการณ์ ความต้องการระดับชุมชน&amp;nbsp; 3.จัดทำแผนปฎิบัติการระดับชุมชน (ระยะสั้น-ยาว)&amp;nbsp; 4.ประสานการแก้ไขปัญหา/ประสานกรมต่างๆ ในกระทรวงพม. / ระบบ HOME ISOLATION&amp;nbsp; 5.ประสานภาคีพัฒนา และกรุงเทพมหานคร &amp;nbsp;&amp;nbsp;6.พัฒนาโครงการการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนชุมชนผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด&amp;nbsp; 7.ประเมินการต่อยอดงานพัฒนา พอช. (เช่น&amp;nbsp; จัดทำโครงการบ้านมั่นคงในชุมชนที่ไม่มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย) &amp;nbsp;&amp;nbsp;8.จัดทำรายงานประจำสัปดาห์ &amp;nbsp;&amp;nbsp;รอบเดือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;และ 3 เดือน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:1.3pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;ประสบการณ์จากเครือข่ายสลัม 4 ภาค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นางสาวนพพรรณ พรหมศรี เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย (มพศ.) กล่าวว่า&amp;nbsp; ในช่วงแรกชุมชนเครือข่ายสลัม 4 ภาคในกรุงเทพฯ&amp;nbsp; ได้เตรียมเรื่องสถานที่พักคอยในชุมชนเพื่อเตรียมส่งต่อผู้ป่วยไปรักษาต่อ&amp;nbsp; แต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดระลอกใหม่ที่รุนแรง&amp;nbsp; ทำให้ไม่สามารถส่งต่อผู้ป่วยได้&amp;nbsp; เนื่องจากโรงพยาบาลต่างๆ ไม่มีเตียงรองรับผู้ป่วยรายใหม่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;นางสาวนพพรรณ &amp;nbsp;พรหมศรี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:1.3pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เครือข่ายสลัม 4 ภาคจึงได้ชวนภาคีเครือข่ายต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สถาบันวิจัยและนวัตกรรมเอชไอวี (IHRI)&amp;nbsp; มูลนิธิเข้าถึงเอดส์&amp;nbsp; สปสช.&amp;nbsp; สสส. ฯลฯ&amp;nbsp; มาพูดคุยกันเพื่อหาทางออก&amp;nbsp; โดยใช้ระบบ Home&amp;nbsp; Isolation (การแยกกักตัวที่บ้าน) เพราะอยู่ที่บ้านก็ยังมียา&amp;nbsp; มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์&amp;nbsp; มีอาหาร 3 มื้อ&amp;nbsp; และได้รับการดูแลจากทีมอาสาโควิดชุมชน&amp;nbsp; ซึ่งเป็นกลุ่มผู้นำหรือจิตอาสาในชุมชนที่ผ่านการอบรมแล้ว&amp;nbsp; รวมทั้งใช้พื้นที่ในชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ศูนย์หรือที่ทำการชุมชนมาจัดทำเป็น Community&amp;nbsp; Isolation เพื่อดูแลผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง (ระดับสีเขียวหรือเหลืองอ่อน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:1.3pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ระบบการดูแลที่บ้านหรือในชุมชนนี้&amp;nbsp; ถือเป็นระบบใหม่ที่จะเปลี่ยนวิธีคิด&amp;nbsp; จากเดิมที่คนป่วยจะต้องไปหาหมอที่โรงพยาบาล&amp;nbsp; จะทำให้คนในชุมชนดูแลกันเองได้&amp;nbsp; แต่จะต้องปรับวิธีคิดของผู้นำชุมชนและชาวบ้านด้วย&amp;nbsp; เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโรคโควิด&amp;nbsp; และระบบการดูแลรักษาผู้ป่วยว่าสามารถรักษาตัวในชุมชนได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะหากไม่เข้าใจก็จะเกิดความกลัวคนที่ติดเชื้อ&amp;nbsp; และไล่ให้ออกไปรักษานอกชุมชน&amp;rdquo;&amp;nbsp; นางสาวนพพรรณกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:1.3pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ระบบการดูแลรักษาแบบ Home&amp;nbsp; Isolation และ Community&amp;nbsp; Isolation เครือข่ายสลัม 4 ภาคร่วมกับภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; โดยสถาบันวิจัยและนวัตกรรมเอชไอวี  (Institute of HIV Research and Innovation = IHRI) จัดอบรมผู้นำชุมชนและอาสาสมัครเพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโรคโควิด-19&amp;nbsp; การแพร่เชื้อ&amp;nbsp; การค้นหาผู้มีความเสี่ยงสูง&amp;nbsp; การตรวจหาเชื้อ&amp;nbsp;&amp;nbsp; การแบ่งระดับสีผู้ป่วย&amp;nbsp; การดูแลผู้ป่วย&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากตรวจพบผู้มีความเสี่ยงสูง &amp;nbsp;จะแนะนำให้แยกตัวอยู่ในบ้าน &amp;nbsp;หรือแยกมาอยู่ในศูนย์พักในชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;พร้อมทั้งอธิบายการรักษาตัวที่บ้าน &amp;nbsp;และสอบประวัติ&amp;nbsp; นำข้อมูลกรอกเข้าแบบฟอร์ม &amp;nbsp;&amp;nbsp;ดูแลการใช้ชีวิตประจำวันของกลุ่มเสี่ยงที่ต้องแยกตัว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:1.3pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยทีม IHRI จะส่งยา&amp;nbsp; อุปกรณ์วัดอุณหภูมิ &amp;nbsp;วัดออกซิเจนไปให้&amp;nbsp; และผู้ดูแลจะต้องรายงานผลไปให้พยาบาลที่รับผิดชอบทุกวันเพื่อติดตามอาการ&amp;nbsp; หากป่วยไม่รุนแรง&amp;nbsp; ผู้ป่วยจะได้รับยาฟ้าทะลายโจรและยาพื้นฐานอื่นๆ&amp;nbsp; หากไม่หายภายใน 14 วัน&amp;nbsp; จะได้รับยาฟาร์วิพิราเวียร์ หรือเครื่องช่วยหายใจ&amp;nbsp; หากอาการไม่ดีขึ้นจะประสานการส่งต่อไปยังโรงพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:1.3pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันมี 23 ชุมชนในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดในเครือข่ายสลัม 4 ภาคที่เข้าร่วมโครงการนี้&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ชุมชนใหม่ไทรทอง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชุมชนเพชรคลองจั่น&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชุมชนทองกิตติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชุมชนหลวงวิจิตร&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชุมชนโรงหวาย&amp;nbsp; เครือข่ายคนไร้บ้าน&amp;nbsp; บ้านพูนสุข &amp;nbsp;จ.ปทุมธานี&amp;nbsp; บ้านเตื่อมฝัน &amp;nbsp;จ.เชียงใหม่&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยมีแพทย์และพยาบาลจากโรงพยาบาลปิยะเวทให้คำปรึกษาดูแล&amp;nbsp; และมีศูนย์บริการสาธารณสุขต่างๆ&amp;nbsp; ร่วมสนับสนุน&amp;nbsp; ส่วนงบ ประมาณด้านยา&amp;nbsp; อุปกรณ์ &amp;nbsp;และอาหาร&amp;nbsp; ได้รับการสนับสนุนจาก สปสช.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:1.3pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ประชาชนทั่วไปที่ติดเชื้อโควิด-19&amp;nbsp; และต้องการรักษาตัวที่บ้าน&amp;nbsp; สามารถลงทะเบียนโดยสแกน QR Code ได้ตามนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:1.3pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:1.3pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:1.3pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:1.3pt&quot;&gt;พอช.ใช้งบ 30 ล้านบาทหนุนสู้ภัยโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; นอกจากโครงการ &amp;lsquo;ปฏิบัติการขบวนองค์กรชุมชนตื่นรู้สู้ภัยโควิด-19&amp;nbsp; ในพื้นที่กรุงเทพฯ&amp;nbsp; และปริมณฑล&amp;rsquo; แล้ว&amp;nbsp; ก่อนหน้านี้ &amp;nbsp;พอช.ได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 30 ล้านบาทจัดทำ &amp;lsquo;โครงการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนชุมชนผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด&amp;rsquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มีเป้าหมายเพื่อให้เครือข่ายชุมชนในระดับเมือง (ในกรุงเทพฯ คือระดับเขต) และชุมชน&amp;nbsp; ได้จัดทำแผนงานการป้องกัน&amp;nbsp; ควบคุมการแพร่กระจายเชื้อโรค&amp;nbsp; การเตรียมทำสถานที่พักคอย&amp;nbsp; ลดผลกระทบด้านเศรฐกิจ&amp;nbsp; ส่งเสริมอาชีพ&amp;nbsp; รายได้&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยเครือข่ายชุมชนฯ และชุมชนได้เสนอโครงการมาที่ พอช.&amp;nbsp; และ พอช.ได้อนุมัติโครงการเพื่อสนับสนุนชุมชนดำเนินการไปแล้ว &amp;nbsp;ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;รวม 31 เมือง&amp;nbsp; 332 ชุมชน&amp;nbsp; กลุ่มเป้าหมายรวม 67,978 ครัวเรือน&amp;nbsp; (จากทั้งหมด 1,113 ชุมชน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดย พอช.ได้สนับสนุนงบประมาณให้ชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; แบ่งเป็น 1.เมืองใหญ่ (เกิน 20 ชุมชน) พื้นที่สีแดง&amp;nbsp; มีชาวชุมชนต้องกักตัวเกิน 81 คนขึ้นไป&amp;nbsp; สนับสนุนงบประมาณ 150,000 บาท&amp;nbsp; 2.พื้นที่สีแดงอ่อน กักตัวระหว่าง 31-80 คน&amp;nbsp; สนับสนุนงบฯ 100,000 บาท&amp;nbsp; 3.พื้นที่สีเหลือง&amp;nbsp; กักตัวไม่เกิน&amp;nbsp; 30 คน&amp;nbsp; สนับสนุนงบฯ 80,000 บาท&amp;nbsp; และสนับสนุนในระดับชุมชนไม่เกินชุมชนละ 50,000 บาท&amp;nbsp; (รวมงบที่ พอช.อนุมัติแล้วทั้งหมดประมาณ 12 ล้านบาท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุมชนหลังหมู่บ้านพระปิ่น 5 ขายอาหารราคาถูกให้ชาวชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยมีแผนงานรวมทั้งหมด 107 แผนงาน/กิจกรรม&amp;nbsp; แบ่งเป็น&amp;nbsp; 1.ศูนย์พักคอยเตรียมส่ง รพ. 22 %&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.อบรมอาชีพ 19 %&amp;nbsp; 3.จำหน่ายอาหาร&amp;nbsp; ข้าวสาร&amp;nbsp; สินค้าจำเป็น&amp;nbsp; ราคาทุน&amp;nbsp; 14 %&amp;nbsp; 4.แจกอาหาร&amp;nbsp; ข้าวสาร ให้ผู้กักตัว &amp;nbsp;กลุ่มเปราะบาง 13 %&amp;nbsp; 5.เชื่อมโยงเครือข่ายการทำงาน&amp;nbsp; (เช่น&amp;nbsp; สำนักงานเขต ศูนย์บริการสาธารณสุข&amp;nbsp; อบต.&amp;nbsp; รพ.สต. สปสช.) 13 % &amp;nbsp;6.ศูนย์ประชาสัมพันธ์&amp;nbsp; รับบริจาค&amp;nbsp; รวบรวมข้อมูล&amp;nbsp; ประสานงานการตรวจและลงทะเบียนฉีดวัคซีน หา รพ.&amp;nbsp; และ 7.ครัวกลาง 6 % &amp;nbsp;ทำอาหารแจกหรือขายราคาถูก&amp;nbsp; อิ่มละ 20 บาท&amp;nbsp; คนลำบากกินฟรี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อลดการออกไปนอกชุมชน&amp;nbsp; ลดโอกาสเสี่ยงที่จะรับหรือแพร่เชื้อ&amp;nbsp; ฯลฯ &amp;nbsp; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111166</URL_LINK>
                <HASHTAG>Community  Isolation, IHRI, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, การแยกกักตัวที่บ้าน, จุติ  ไกรฤกษ์, ทีมอาสาโควิดชุมชน, นางสาวนพพรรณ พรหมศรี, นายสมชาติ  ภาระสุวรรณ, นายสยาม  นนท์คำจันทร์, ปฏิบัติการขบวนองค์กรชุมชนตื่นรู้สู้ภัยโควิด-19, พม., พอช., ภาคีเครือข่าย, มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย (มพศ.), มูลนิธิเข้าถึงเอดส์, ระบบ Home  Isolation, ระบบการดูแลที่บ้าน, สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ, สถาบันวิจัยและนวัตกรรมเอชไอวี, สปสช., สสส., สู้ภัยโรคร้าย, อาสาสมัคร, เครือข่ายสลัม 4 ภาค, แก้ปัญหาเตียงขาดแคลน, โครงการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนชุมชนผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210726/image_big_60fe77cf36703.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48910</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/10/2019 21:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/10/2019 18:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พอช.ครบรอบ 19 ปี  “สานต่องานพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง”                                                                        </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ / พอช.จัดงานครบรอบ 19 ปี &amp;lsquo;สานต่องานพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง&amp;rsquo; เผยภารกิจสำคัญสนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศแล้ว&amp;nbsp; 1,231 โครงการ&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 112,610&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; ส่งเสริมกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; 6,001 กองทุน&amp;nbsp; ยอดเงินรวม 15,841 ล้านบาท&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; พร้อมก้าวเดินสู่ปีที่ 20 ชูคำขวัญ &amp;nbsp;&amp;ldquo;พลังองค์กรชุมชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน&amp;rdquo;&amp;nbsp; ขณะที่ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศร่วมประกาศเจตนารมณ์ &amp;nbsp;เป้าหมายชุมชนเข้มแข็งเต็มแผ่นดินภายในปี 2580 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; จัดตั้งเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2543 ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2543 &amp;nbsp;ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง&amp;nbsp; ต่อมาในเดือนตุลาคม 2545&amp;nbsp; ได้ย้ายมาสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และถือเอาวันที่ 26 ตุลาคมของทุกปีเป็นวันครบรอบการจัดตั้งสถาบันฯ&amp;nbsp; โดยในปีนี้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ดำเนินการมาได้ 19 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;วันนี้ (26 ตุลาคม) ระหว่างเวลา 07.00-13.00 น.มีการจัดกิจกรรมเนื่องในวาระครบรอบ 19 ปีการดำเนินงานของสถาบันฯ ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ เขตบางกะปิ&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีนายไมตรี&amp;nbsp; อินทุสุต&amp;nbsp; ประธานคณะกรรมการสถาบันฯ เป็นประธานในการจัดกิจกรรม&amp;nbsp; มีผู้บริหารสถาบันฯ เจ้าหน้าที่ ผู้แทนเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศเข้าร่วมงานประมาณ 300 คน&amp;nbsp; โดยในช่วงเช้ามีพิธีกรรมทางศาสนาอิสลามและพุทธ&amp;nbsp; หลังจากนั้นจึงเป็นการกล่าวปาฐกถา&amp;nbsp; โดย ดร.กอบศักดิ์&amp;nbsp; ภูตระกูล&amp;nbsp; รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายไมตรี&amp;nbsp;&amp;nbsp; อินทุสุต&amp;nbsp; ประธานคณะกรรมการสถาบันฯ กล่าวเปิดงานว่า &amp;nbsp;พอช.เป็นหน่วยงานส่งเสริมสนับสนุนพี่น้ององค์กรชุมชนทั่วประเทศ&amp;nbsp; เพื่อเคลื่อนขบวนนำธงไปปักให้ชุมชนเข้มแข็งเต็มพื้นที่ภายในปี 2579&amp;nbsp; ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ&amp;nbsp; และต่อไปจะต้องขับเคลื่อนงานอย่างเข้มข้น ซึ่งตนขอฝากข้อคิด&amp;nbsp; &amp;ldquo;มอง 3 มอง&amp;rdquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;มองแรก คือ&amp;nbsp; &amp;ldquo;มองเขาและมองเรา&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดูว่าเรามีความสามารถพอหรือไม่ ศักยภาพพอหรือไม่ บุคลิกภาพพอจะสัมพันธ์คนอื่นได้หรือไม่&amp;nbsp; มองจุดอ่อน&amp;nbsp; จุดแข็ง เพื่อทำงานร่วมกับคนอื่น&amp;nbsp; นำไปสู่ความ Win Win&amp;nbsp; ร่วมกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;มองที่สอง&amp;nbsp; คือ &amp;ldquo;มองการเปลี่ยนแปลงรอบทิศ&amp;rdquo;&amp;nbsp; พอช.ก้าวเข้าสู่ปีที่ 20 ไม่ได้ปูพรมแพงอย่างเรียบง่าย&amp;nbsp; เพราะโลกเราหมุนไปเรื่อย&amp;nbsp; เป้าหมายเปลี่ยนไปเรื่อยๆ&amp;nbsp; เป้าหมายคนเปลี่ยนไป&amp;nbsp; การรับภาระเรื่องบ้าน 1.5 ล้านหลัง&amp;nbsp; เพิ่มขึ้นหรือลดลงตามพื้นที่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และต้องคำนึงถึงเรื่องต่างๆ อย่างรอบทิศ&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;สภาวะความเป็นเมือง&amp;nbsp; ภัยพิบัติ น้ำท่วม บ้านพัง บ้านชำรุด ต้องผ่อนหนี้&amp;nbsp; พักชำระหนี้&amp;nbsp; กรณีภัยพิบัติ&amp;nbsp; มีทั้งภัยแล้งและอุทกภัย&amp;nbsp; ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในอนาคตและต้องมีการเตรียมการของชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี&amp;nbsp;&amp;nbsp; และสังคมสูงวัย&amp;nbsp; ปี 2564&amp;nbsp; ผู้สูงอายุจะมีจำนวนถึง 20 % ของจำนวนประชากรในประเทศไทย&amp;nbsp; แรงงานจะลดลง&amp;nbsp; คนสูงวัยจึงต้องทำงานต่อเนื่องตลอดชีวิต&amp;nbsp; มีคลังสมอง คลังปัญญา&amp;nbsp; การขับเคลื่อนเรื่องผู้สูงอายุซึ่งเป็นภาระของสภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมทั้งเรื่องสุขภาพ&amp;nbsp; ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บจะมีมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และมองที่สาม&amp;nbsp; คือ &amp;ldquo;หลุมพรางและกับดัก&amp;rdquo; ปัจจุบันมีช่องทางการสื่อสารที่รวดเร็วมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากเกิดภัยพิบัติการทำงานกับชาวบ้านต้องว่องไว&amp;nbsp; มีเงื่อนเวลา&amp;nbsp; มีงบประมาณ&amp;nbsp; จึงต้องเตรียมรับกับดักหลุมพรางและวางไว้ตั้งแต่แรกๆ&amp;nbsp; คนที่ก้าวไปในทศวรรษหน้าต้องก้าวไปอย่างชาญฉลาดทุกลมหายใจเข้าออก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.กอบศักดิ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภูตระกูล&amp;nbsp; รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง&amp;nbsp; กล่าวปาฐกถาหัวข้อ &amp;ldquo;การพัฒนาประเทศที่มีชุมชนเป็นแกนหลัก&amp;nbsp; และบทบาท พอช.ในการสนับสนุน&amp;rdquo;&amp;nbsp; มีเนื้อหาส่วนหนึ่งว่า &amp;nbsp;&amp;nbsp;การพัฒนาที่แท้จริงนั้น ตนได้ฟังจากพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2548&amp;nbsp; เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง&amp;nbsp; คือ ต้องทำให้พอเพียง&amp;nbsp; ถ้าไม่พอเพียงไปไม่ได้&amp;nbsp; แต่ถ้าพอเพียงสามารถนำพาประเทศไปได้ดี และการพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น&amp;nbsp; เพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดีก่อน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ผมคิดว่า 4.0 ต้องทำและทำคู่ขนาน &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;สร้างเศรษฐกิจของประเทศ&amp;nbsp; พร้อมกับดูแลพี่น้องประชาชนด้วย&amp;nbsp; ส่วนเรื่องความพอเพียง&amp;nbsp; เปรียบเหมือนเสาเข็มที่จะทำให้ฐานตึกเข้มแข็ง&amp;nbsp; นำมาสู่ภาพความสุขของทุกคน&amp;nbsp; ซึ่งทุกอย่างที่เราพูดมาสามารถทำได้หมดเลย&amp;nbsp; ต้องตั้งเป้าหมายจะทำให้เกิดการพัฒนาที่แท้จริง&amp;nbsp; ความสำเร็จที่พี่น้องเป็นพื้นฐาน&amp;nbsp; ชุมชนเป็นแกนหลัก&amp;nbsp; ยืนด้วยตัวเองให้ได้&amp;nbsp; โดยต้องเริ่มจากการคิดถูก&amp;nbsp; คือต้องพัฒนาจากข้างล่างขึ้นไป เพราะนี่คือหัวใจ&amp;nbsp; และเรื่องความเหลื่อมล้ำสามารถแก้ไขได้&amp;nbsp; ต้องเชื่อว่าเราทำเองได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่รอเงิน&amp;nbsp; ไม่รอคำสั่ง แต่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน&amp;nbsp; มีคำตอบคือชุมชนของตนเอง&amp;rdquo; ดร.กอบศักดิ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ดร.กอบศักดิ์ยกตัวอย่างว่า&amp;nbsp; สถาบันการเงินชุมชนตำบลหนองสาหร่าย&amp;nbsp; อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี&amp;nbsp;&amp;nbsp; หรือกรณีลุงอัมพร&amp;nbsp; ด้วงปาน&amp;nbsp; ครูชบ&amp;nbsp; ยอดแก้ว&amp;nbsp; ทำเรื่องธนาคารชุมชน&amp;nbsp; และกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ของพระสุบิน ปณีโต &amp;nbsp;จ.ตราด&amp;nbsp; ปัจจุบันมีเงินกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ประมาณ 1,000 ล้านบาท&amp;nbsp; โดยประชาชนนำเงินมาออมร่วมกันจนกลายเป็นเงินกองทุนสัจจะออมทรัพย์จำนวนมาก&amp;nbsp; เปรียบเหมือนเม็ดฝนเล็ก&amp;nbsp; รวมกันเป็นน้ำฝนได้&amp;nbsp; นี่คือหัวใจว่า&amp;nbsp; ไม่ต้องรอเงินจากธนาคาร&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทั้งหมดนำมาสู่แนวคิด&amp;nbsp; &amp;lsquo;การพัฒนาประเทศที่ชุมชนเป็นแกนหลัก&amp;nbsp; พอช.หนุนเสริม&amp;rsquo;&amp;nbsp; ต้องเชื่อว่าเราทำได้ ต้องเห็นทางออกว่า&amp;nbsp; ทางออกอยู่ตรงไหน&amp;nbsp; การพัฒนาที่มาจากข้างล่าง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมเห็นว่า &amp;nbsp;พี่น้องคือคำตอบ&amp;nbsp; ต้องใช้ชุมชนเป็นฐาน&amp;nbsp; ขับเคลื่อนไปข้างหน้าให้ได้ &amp;nbsp;ต้องสร้างการพัฒนาแบบใหม่ที่เข้มแข็งจากฐานราก&amp;rdquo; ดร.กอบศักดิ์กล่าว&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; กล่าวว่า สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ มีภารกิจหลักในการสนับสนุนชุมชนในด้านต่างๆ ทั่วประเทศ&amp;nbsp; เช่น การพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนที่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; การจัดสวัสดิการชุมชนเพื่อช่วยเหลือกัน&amp;nbsp; การส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและทุนชุมชน&amp;nbsp; การจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน ฯลฯ&amp;nbsp; โดยในช่วง 19 ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; ได้สนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนที่มีรายได้น้อยตามโครงการบ้านมั่นคง&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยดำเนินการไปแล้ว&amp;nbsp; รวม 1,231&amp;nbsp; โครงการ&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 112,610 ครัวเรือน&amp;nbsp; รวมเงินอุดหนุน&amp;nbsp; 6,311 ล้านบาท&amp;nbsp; สนับสนุนการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; ดำเนินการไปแล้ว6,001 กองทุน&amp;nbsp; จำนวนสมาชิกประมาณ 6 ล้านคน&amp;nbsp; เงินกองทุนรวมประมาณ&amp;nbsp; 15,841 &amp;nbsp;ล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายสมชาติ&amp;nbsp; ผอ.พอช. (ที่ 3 จากขวา) รับมอบของที่ระลึกจากผู้แทนชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนแผนงานที่สำคัญในช่วง 3 ปีข้างหน้า (พ.ศ.2563-2565) เช่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1. การพัฒนาโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง&amp;nbsp; มีเป้าหมายสนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง&amp;nbsp; มีระบบที่พัฒนาไปสู่การจัดการตนเอง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยการจัดทำแผนพัฒนาตำบล&amp;nbsp; รวม 3 ปี จำนวน&amp;nbsp; 6,000 ตำบลทั่วประเทศ&amp;nbsp; 2. การสนับสนุนให้ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยในเมืองและชนบทมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 3 ปี จำนวน&amp;nbsp; 211,482 ครัวเรือน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.การพัฒนาศักยภาพคนในขบวนองค์กรชุมชนและองค์กรชุมชน&amp;nbsp; มีเป้าหมายให้ผู้นำชุมชนมีศักยภาพ&amp;nbsp; องค์กรชุมชนสามารถบริหารจัดการตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพตามหลักธรรมาภิบาล&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มีผู้นำที่เข้าสู่กระบวนการพัฒนาและได้รับการพัฒนา&amp;nbsp; รวม 3 ปี&amp;nbsp; จำนวน 30,000 คน&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4.สภาองค์กรชุมชนตำบลสามารถดำเนินงานได้ตามภารกิจ &amp;nbsp;รวม 3 ปี จำนวน&amp;nbsp; 6,680 ตำบล&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.มีตำบลที่มีการจัดสวัสดิการพื้นฐานให้กับสมาชิกในชุมชน&amp;nbsp; รวม 3 ปี&amp;nbsp; จำนวน 6,700 ตำบล&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ในช่วงท้ายของการจัดกิจกรรม&amp;nbsp; ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนได้ร่วมกันกล่าวคำประกาศเจตนารมณ์ว่า &amp;ldquo;ในช่วง 19 ปีที่ผ่านมา &amp;nbsp;&amp;nbsp;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนและและขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศ ทั้งเมืองและชนบท ได้ร่วมกันขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนทัองถิ่นจัดการตนเองในทุกมิติ ทั้งเรื่องที่อยู่อาศัย การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจชุมชนและสวัสดิการชุมชน โดยมีสภาองค์กรชุมชนเป็นแกนกลาง &amp;nbsp;ตามปรัชญาความเชื่อที่ว่า &amp;ldquo;การสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งให้มีการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยจากฐานรากคือการพัฒนาที่ยั่งยืน&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ในปีที่ 20 ของ พอช. &amp;nbsp;ขบวนองค์กรชุมชนและ พอช. จะร่วมกันทบทวนผลการทำงานเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็งในทุกๆ ด้าน ทั้งระดับตำบล จังหวัด ประเทศ ร่วมกันวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลง ทางเศรษฐกิจ สังคมต่าง ๆ เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์และทิศทางการก้าวเดินของขบวนชุมชนในช่วงต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;รวมทั้งจะมีการบอกกล่าวกับสาธารณะถึงผลงานการเปลี่ยนแปลงประเทศของขบวนชุมชนในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา เพื่อสร้างความเชื่ิอมั่นให้กับสังคมว่า การเปลี่ยนแปลงสังคมจากฐานรากและการสร้างชุมชนเข้มแข็งจัดการตนเองนั้นเป็นไปได้ ดังที่ขบวนองค์กรทั่วประเทศได้ดำเนินการมาแล้ว มีตัวอย่างประจักษ์ชัดอยู่ทุกหนแห่ง คำขวัญของการจัดงาน 20 ปี พอช.และขบวนองค์กรชุมชนในปี 2563 คือ &amp;lsquo;20 ปี พอช. พลังองค์กรชุมชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน&amp;rsquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ขอเชิญชวนเพื่อนพ้องน้องพี่ ขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศและเพื่อนภาคีพัฒนา ประชาสังคม ร่วมกันขับเคลื่อนงานนี้ตลอดปี 2563 โดยทบทวนและสรุปบทเรียนการทำงานของตนเอง วิเคราะห์สถานการณ์ กำหนดยุทธศาสตร์ และจัดปรับขบวนองค์กรชุมชน &amp;nbsp;เพื่อทำงานไปสู่เป้าหมายชุมชนเข้มแข็งจัดการตนเองเต็มแผ่นดินในปี 2580&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48910</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอบศักดิ์  ภูตระกูล, ครบรอบ 19 ปี, พอช., สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ, ไมตรี  อินทุสุต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191026/image_big_5db4552aec96f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40000</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2019 16:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2019 16:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กระทรวง พม.เชิญร่วมงาน “ไทยแลนด์โซเชียลเอ็กซ์โป 2019” งานแสดงผลงานและนวัตกรรมทางสังคมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ 5-7  กรกฎาคมนี้ที่ศูนย์ประชุมเมืองทองธานี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พอช./ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ จัดงาน &amp;ldquo;ไทยแลนด์โซเชียลเอ็กซ์โป 2019&amp;rdquo; งานแสดงผลงานและนวัตกรรมทางสังคมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ&amp;nbsp; ระหว่างวันที่ 5-7 กรกฎาคมนี้&amp;nbsp; ที่ศูนย์ประชุมฯ เมืองทองธานี&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีเวทีวิชาการ&amp;nbsp; &amp;lsquo;โชว์ผลงาน-ช้อป-ชิม&amp;rsquo; กว่า 140 บูธ&amp;nbsp; ขณะที่ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;ชูแนวคิด &amp;lsquo;บ้านมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; สู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง&amp;rsquo;&amp;nbsp; พร้อมชวนเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชน&amp;nbsp; 5 ภาคที่มีความโดดเด่นด้านการพัฒนาชุมชนร่วมโชว์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และหน่วยงานในสังกัดร่วมกันจัดงาน &amp;ldquo;ไทยแลนด์โซเชียลเอ็กซ์โป 2019&amp;rdquo;&amp;nbsp; ระหว่างวันที่ 5 &amp;ndash; 7 กรกฎาคมนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีหน่วยงานในสังกัด&amp;nbsp; และภาคีเครือข่ายร่วมจัดแสดงนิทรรศการ&amp;nbsp; นวัตกรรมทางสังคมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ&amp;nbsp; เวทีเสวนาวิชาการ&amp;nbsp; รวมทั้งการออกบูธเพื่อแสดงผลงาน&amp;nbsp; ผลิตภัณฑ์&amp;nbsp; อาหาร&amp;nbsp; และสินค้าต่างๆ กว่า 140 บูธ&amp;nbsp; ขณะที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; ได้เชิญชวนเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนจาก 5 ภาคเข้าร่วมแสดงผลงานการพัฒนาชุมชนในครั้งนี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผอ.พอช.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:3.75pt; margin-right:0in; margin-bottom:3.75pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ กล่าวว่า&amp;nbsp; พอช.ทำงานกับประชาชนทั่วประเทศ&amp;nbsp; โดยเฉพาะประชาชนที่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สนับสนุนส่งเสริมให้ประชาชนที่มีความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยให้รวมกลุ่มกันแก้ไขปัญหาตามโครงการ &amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นได้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์&amp;nbsp; หรือสถาบันการเงินชุมชนเพื่อเป็นทุนของชุมชนเอง&amp;nbsp; ส่งเสริมการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; เพื่อนำเงินกองทุนมาช่วยเหลือกัน&amp;nbsp; รวมทั้งส่งเสริมด้านคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดี เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;การจัดงานไทยแลนด์โซเชียลเอ็กซ์โป ครั้งนี้&amp;nbsp; พอช.มีคอนเซ็ปท์ในการจัดงาน&amp;nbsp; คือ &amp;nbsp;&amp;lsquo;บ้านมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; สู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง&amp;rsquo;&amp;nbsp; เพราะนอกจาก พอช.จะสนับสนุนให้ชุมชนได้แก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของมนุษย์แล้ว&amp;nbsp; ยังส่งเสริมให้ชุมชนแก้ไขปัญหาและพัฒนาในด้านต่างๆ ด้วย&amp;nbsp; โดยได้ชวนพี่น้อง&amp;nbsp; เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนต่างๆ&amp;nbsp; ทั่วประเทศที่มีความโดดเด่นในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาชุมชนมาร่วมจัดแสดงนิทรรศการในครั้งนี้ด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผอ.พอช.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ชุมชนที่จะมาร่วมแสดงผลงานและนิทรรศการการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น&amp;nbsp; ประกอบด้วยตัวแทนจาก 5 ภาค&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ภาคเหนือ&amp;nbsp; ตำบลลำประดา&amp;nbsp; อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร&amp;nbsp; มีจุดเด่นด้านการใช้ธรรมนูญตำบลมาเป็นแนวทางในการพัฒนาและแก้ไขปัญหา,&amp;nbsp; ภาคอีสาน&amp;nbsp; ตำบลกุดหว้า&amp;nbsp; อ.กุฉินารายณ์&amp;nbsp; จ.กาฬสินธุ์&amp;nbsp; มีจุดเด่นด้านการใช้วัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นฐานการพัฒนา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ภาคกลางและตะวันตก&amp;nbsp; ตำบลหนองโรง&amp;nbsp; อ.พนมทวน&amp;nbsp; จ.กาญจนบุรี&amp;nbsp; มีจุดเด่นด้านการอนุรักษ์ป่าชุมชน&amp;nbsp; ส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน,&amp;nbsp; กรุงเทพฯ และตะวันออก&amp;nbsp; ตำบลหนองโรง&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.ปราจีนบุรี&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีจุดเด่นด้านสถาบันการเงินชุมชน&amp;nbsp; และการแก้ไขปัญหาแหล่งน้ำ&amp;nbsp; และภาคใต้&amp;nbsp; ตำบลเขาแก้ว&amp;nbsp; อ.ลานสกา&amp;nbsp; จ.นครศรีธรรมราช&amp;nbsp; มีจุดเด่นด้านการใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ตำบลเขาแก้ว&amp;nbsp; อ.ลานสกา&amp;nbsp; จ.นครศรีธรรมราช&amp;nbsp; 1 ใน 5 ตำบลต้นแบบที่จะมาร่วมในงานครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้ในงานครั้งนี้ยังมีการเสวนา&amp;nbsp; การแลกเปลี่ยนเรียนรู้งานพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; &amp;lsquo;บ้าน&amp;nbsp; รากฐานการพัฒนาชุมชนและความมั่นคงของมนุษย์ทุกมิติ&amp;rsquo;, &amp;lsquo;คืนความสุขให้คนคลอง&amp;nbsp; คืนสายคลองให้คนเมือง&amp;rsquo;, &amp;lsquo;Green&amp;nbsp; City&amp;rsquo; &amp;nbsp;พื้นที่สีเขียวสำหรับทุกคนในเมือง&amp;nbsp; รวมทั้งมีผู้แทนจากประเทศเพื่อนบ้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กัมพูชา&amp;nbsp; พม่า&amp;nbsp; ศรีลังกา&amp;nbsp; และบังคลาเทศ&amp;nbsp; มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาเมืองและที่อยู่อาศัยของประชาชนที่มีรายได้น้อยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:3.75pt; margin-right:0in; margin-bottom:3.75pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:3.75pt; margin-right:0in; margin-bottom:3.75pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;งาน &amp;lsquo;ไทยแลนด์โซเชียลเอ็กซ์โป&amp;rsquo; เป็นการจัดแสดงผลงานและนวัตกรรมการพัฒนาสังคมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย&amp;nbsp; จัดขึ้นครั้งแรกในปี 2561 &amp;nbsp;&amp;nbsp;ส่วนในปีนี้เป็นการจัดงานปีที่ 2&amp;nbsp; ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;ร่วมมือ&amp;nbsp; ร่วมใจ&amp;nbsp; สังคมไทยยั่งยืน&amp;rdquo;&amp;nbsp; แบ่งกิจกรรมออกเป็น 4 โซน&amp;nbsp; ประกอบด้วย 1.การเสวนาทางวิชาการเกี่ยวกับประชาชนกลุ่มเป้าหมายในทุกช่วงวัย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สมัชชาการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ, วาระแห่งชาติ Active Aging สูงวัยอย่างมีคุณค่า ชราอย่างมีความสุข, สื่อสารสร้างสรรค์ป้องกันปัญหาความรุนแรงต่อสตรีและเด็ก&amp;nbsp; และการยกระดับ CSR สู่พลังจิตสาธารณะ&amp;nbsp; ลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน&amp;nbsp; และการพัฒนาชุมชนที่ส่งเสริมและสนับสนุนโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:3.75pt; margin-right:0in; margin-bottom:3.75pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:3.75pt; margin-right:0in; margin-bottom:3.75pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;พลเอกประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา&amp;nbsp; นากยกฯ เป็นประธานพิธีเปิดงานไทยแลนด์ฯ ครั้งแรกปี 2561&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:3.75pt; margin-right:0in; margin-bottom:3.75pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:3.75pt; margin-right:0in; margin-bottom:3.75pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;2.บริการทางสังคม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; บริการตรวจวัดสายตา, ประมูลทรัพย์หลุดจำนำ, สาธิตการพัฒนาฝีมือแรงงานและการฝึกอาชีพ, ตัวอย่างแบบบ้านประหยัดพลังงาน, การทำบัตรประชาชน&amp;nbsp; และการให้บริการจัดหางาน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:3.75pt; margin-right:0in; margin-bottom:3.75pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;3.การแสดงและนวัตกรรมทางสังคม&amp;nbsp;&amp;nbsp; บริเวณ Pavilion กลาง&amp;nbsp; การแสดงผลงานการพัฒนาคนทุกช่วงวัย ได้แก่ ปฐมวัย วัยรุ่น วัยแรงงาน และวัยสูงอายุ, นวัตกรรมและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ, การแสดง Application งานด้านสังคม&amp;nbsp; และการแสดงดนตรีของคนพิกร Fight for Dream เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:3.75pt; margin-right:0in; margin-bottom:3.75pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;4.การออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าและร้านอาหาร&amp;nbsp; อาทิ&amp;nbsp; ผลิตภัณฑ์ ทอฝัน by พม. , ผลิตภัณฑ์ OTOP และ ร้านค้า ร้านอาหาร เครื่องดื่ม และเบเกอรี่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:3.75pt; margin-right:0in; margin-bottom:3.75pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:3.75pt; margin-right:0in; margin-bottom:3.75pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงานไทยแลนด์โซเชียลเอ็กซ์โปได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย &amp;nbsp;ระหว่างวันที่ 5-7 กรกฏาคมนี้&amp;nbsp; ตั้งแต่เวลา 9.00 &amp;ndash; 20.00 น.&amp;nbsp; ที่อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:3.75pt; margin-right:0in; margin-bottom:3.75pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40000</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวง พม., นวัตกรรมทางสังคม, นายสมชาติ  ภาระสุวรรณ, พอช., สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ, เมืองทองธานี, ไทยแลนด์โซเชียลเอ็กซ์โป 2019</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190702/image_big_5d1b1ceac0472.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
