<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>87177</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/12/2020 19:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/12/2020 19:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สถาบันมะเร็งขยับใหญ่ ปรับปรุงระบบพร้อมรับ&quot; โรคมะเร็งรักษาได้ทุกที่   1ม.ค.&quot;                   </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17ธ.ค.63-นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ เปิดเผยว่า นโยบายโรคมะเร็งไปรับบริการที่ไหนก็ได้ที่พร้อม สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 1 ม.ค. 2564 จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งเข้าถึงบริการได้ดีขึ้น สะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการที่ผู้ป่วยสามารถร่วมปรึกษากับแพทย์เจ้าของไข้เพื่อวางแผนร่วมกัน และเลือกโรงพยาบาลปลายทางที่จะถูกส่งต่อไปได้มากขึ้น &amp;nbsp;ซึ่งในระบบบริการรูปแบบเดิม เมื่อผู้ป่วยมะเร็งไปรักษาบางครั้งจะต้องถูกส่งต่อจากโรงพยาบาลหนึ่ง ไปยังอีกโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่า ซึ่งบางครั้งโรงพยาบาลปลายทางที่รับต่อก็อาจมีผู้ป่วยคับคั่ง แออัดเป็นคอขวด ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการได้ยาก แต่ด้วยนโยบายใหม่นี้ผู้ป่วยจะสามารถไปรักษาโรคมะเร็งได้ยังโรงพยาบาลทุกที่ที่มีความพร้อม ซึ่งจะช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพการรักษา และเพิ่มการเข้าถึงได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จากเดิมโรงพยาบาลหมายเลข 1 ต้องไปโรงพยาบาลหมายเลข 2 ปัจจุบันโรงพยาบาลหมายเลข 1 จะสามารถเลือกไปโรงพยาบาล A ก็ได้ โรงพยาบาล B ก็ได้ โดยเงื่อนไขว่าโรงพยาบาลเหล่านั้นต้องมีความพร้อม เมื่อเป็นแบบนี้คนไข้ก็จะมีทางเลือกที่ดีขึ้น เช่น โรงพยาบาลไหนที่มีคิวสั้น โรงพยาบาลไหนที่มีศักยภาพพร้อม เขาก็จะเข้าถึงบริการได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลทำให้ผลการรักษาของโรคดีขึ้นไปด้วย&amp;quot; นพ.จินดา กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.จินดา กล่าวว่า ประโยชน์อีกประการที่ผู้ป่วยจะได้รับ คือจากเดิมเมื่อผู้ป่วยถูกส่งตัวไปอีกโรงพยาบาล ก็จะต้องถือใบหนังสือส่งตัว หรือที่เรียกว่าใบ refer ซึ่งจะอธิบายประวัติรวมไปถึงสิทธิการรักษา แต่นโยบายใหม่นี้ผู้ป่วยจะสามารถไปรักษาได้โดยไม่ต้องมีใบดังกล่าว เพราะเอกสารข้อมูลผู้ป่วยจะถูกส่งต่อโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพียงถือบัตรประชาชนไปก็จะสามารถดึงข้อมูลจากระบบได้ นอกจากนี้หากผู้ป่วยมีสมาร์ทโฟนที่รองรับ ก็จะสามารถนำข้อมูลประวัติติดตัวไปเปิดที่ใดก็ได้ ทำให้ระบบการส่งตัวผู้ป่วยสะดวกและรวดเร็ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทั้งนี้ ในส่วนบทบาทของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ คือการเป็นโรงพยาบาลที่ให้การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง โดยเฉพาะโรคมะเร็งที่มีความยุ่งยากซับซ้อน ซึ่งนโยบายนี้จะเพิ่มโอกาสที่ผู้ป่วยถูกส่งเข้ามารักษาที่สถาบันฯ มากขึ้น ขณะที่ อีกบทบาทคือการเป็นศูนย์ศึกษาองค์ความรู้วิจัย สร้างนวัตกรรม ผลงานวิชาการ รวมไปถึงผลงานระบบบริการใหม่ๆ จึงได้เข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนระบบจัดการ โดยเฉพาะเรื่องการส่งต่อผู้ป่วยให้เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ &amp;quot;นพ.จินดากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับที่ผ่านมา สถาบันฯ ได้ประชุมร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โรงพยาบาลในพื้นที่เขตสุขภาพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญฝ่ายต่างๆ เพื่อวางแผนการจัดรูปแบบการส่งต่อ ที่จะต้องไม่ให้เกิดความสับสน ซ้ำซ้อน และมีประสิทธิภาพดีที่สุด ซึ่งทางสถาบันฯ ได้มีการนำเสนอเครื่องมือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่จะช่วยในการส่งต่อข้อมูลให้สะดวกขึ้น เพื่อทดแทนหนังสือส่งตัวเดิม เช่น โปรแกรม Thai cancer base plus ซึ่งผู้ป่วยจะสามารถไปรักษาที่ไหนก็ได้ในโรงพยาบาลที่มีโปรแกรมนี้ &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน สถาบันฯ ยังได้พัฒนาโปรแกรมที่เรียกว่า The one program ที่โรงพยาบาลจะสามารถช่วยกันลงข้อมูลเพื่อให้เห็นศักยภาพในการให้บริการ เช่น การทำ CT เอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าว่างอยู่หรือไม่ มีคิวว่างวันใด หรือการส่งฉายแสงรังสีรักษา เป็นต้น ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการได้ดีขึ้น เมื่อเห็นคิวที่ใดว่างก็จะสามารถแนะนำผู้ป่วยได้ว่าไปจุดใดที่จะเร็วกว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.จินดา กล่าวว่า นอกจากนี้สถาบันฯ ยังมีบทบาทสำคัญในการวางระบบกลไกของผู้ประสานงาน (coordinator) ซึ่งการมีผู้ประสานงานที่เข้าใจบริบท และใช้เครื่องมือต่างๆ ได้ จะทำให้การส่งต่อผู้ป่วยสะดวกยิ่งขึ้น โดยสถาบันฯ ได้ร่วมกับ สปสช. จัดอบรมหลักสูตรผู้ประสานงานขึ้น ซึ่งในเบื้องต้นมีการจัดไปแล้ว 3 รุ่น รวม 360 คน เพื่อกระจายไปในทั่วประเทศและทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานให้ระบบเดินหน้าไปได้ และจะพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ&amp;nbsp;
&amp;quot; ในส่วนของความพร้อมขณะนี้มีความชัดเจนเพิ่มมากขึ้น ทั้งในส่วนของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใกล้จะสำเร็จ และสามารถนำมาทดลองใช้เพื่อทดสอบระบบ หรือในส่วนของหลักสูตรอบรมผู้ประสานงาน ที่ภายหลังโปรแกรมสำเร็จก็จะมีการเปิดอบรมต่อทันที เพื่อเตรียมความพร้อมในวันที่ 1 ม.ค. 2564 และหลังจากนั้นก็จะมีการทบทวน และปรับปรุงพัฒนาไปเรื่อยๆ เพื่อทำให้ระบบสมบูรณ์มากที่สุด &amp;quot;นพ.จินดากล่าว.
----------------&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87177</URL_LINK>
                <HASHTAG>จินดา โรจนเมธีน, มะเร็งรักษาได้ทุกที่, สถาบันมะเร็งแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201217/image_big_5fdb4d28aac91.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80629</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2020 15:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2020 15:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดตัว&quot; หุ่นยนต์ Dinsow AI Nose &quot;ตรวจมะเร็งด้วยลมหายใจ  เครื่องแรกของโลก&quot; ฝีมือคนไทย &quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Dinsow AI Nose ตรวจมะเร็งด้วยลมหายใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ต.ค.63 -&amp;nbsp;&amp;nbsp;บริษัท ซีทีเอเชีย โรโบติกส์ จำกัด &amp;nbsp;เปิดตัว &amp;ldquo;หุ่นยนต์ Dinsow AI Nose นวัตกรรมเครื่องเป่าลมตรวจมะเร็ง ด้วยลมหายใจ&amp;rdquo; ฝีมือคนไทย เครื่องแรกของโลก โดยร่วมมือกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติ และโรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี &amp;nbsp;ภายใต้โครงการพัฒนาจมูกอิเล็กทรอนิกส์สําหรับตรวจจับสารอินทรีย์ระเหยง่ายจากลมหายใจเพื่อบ่งชี้ มะเร็ง เต้านมและมะเร็งปอด ภายในงาน อินเตอร์แคร์ เอเชีย 2020 งานแสดงสินค้าและนวัตกรรมเพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่สำหรับผู้สูงวัยครบวงจร ครั้งที่ 5 ที่ได้ดึงนวัตกรรมสุดล้ำและสินค้า บริการสำหรับผู้สูงวัยจัดแสดงกว่า 100 บูธ สร้างเครือข่ายวิชาการ และนวัตกรรมเพื่อผู้สูงวัยระดับนานาชาติ ผลักดันไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ และประเทศต้นแบบการดูแลผู้สูงอายุของอาเซียน โดยงานจะจัดตั้งแต่วันนี้ -17 ตุลาคม 2563 ณ ฮอลล์ 101 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเฉลิมพล ปุณโณทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท ซีทีเอเชีย โรโบติกส์ จำกัด ให้ข้อมูลว่า การพัฒนาหุ่นยนต์ Dinsow AI Nose เพื่อให้ตอบโจทย์และมีประโยชน์ต่อสังคมมากขึ้น โดยได้สนใจจมูก ทำให้ค้นพบวิทยาการด้าน อิเล็กทรอนิกส์ Nose ซึ่งสามารถนำกลิ่นมาตรวจโรคได้ โดยได้เลือกโรคมะเร็งเพราะจะมีกลิ่นที่เฉพาะ เพราะเกิดจากเน่าเสียของระบบภายในร่างกาย จึงได้เริ่มศึกษาและทำงานมากว่า 3 ปี ร่วมกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติ นักวิจัยและแพทย์ในการนำลมหายใจของผู้ป่วยมะเร็งปอดโรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานีประมาณ 100 เคส เพื่อหากลิ่นที่มีลักษณะที่แตกต่างจากคนปกติหรือไม่ ซึ่งระบบข้อมูลเอไอและตัวเซ็นเซอร์ VOC ที่ใช้วัดสามารถแยกกลิ่นของคนที่ป่วยมะเร็งและคนปกติได้ โดยวัดจากการผลการตรวจมะเร็งที่เป็นมาตรฐานสากล ตามสถาบันมะเร็งแห่งชาติที่มีความแม่นยำใน มะเร็งปอด 100% มะเร็งเต้านม 96% ตามหน่วยวัดค่าความเสี่ยง &amp;quot;เฉลิมพล&amp;quot; ที่เป็นหน่วยวัดที่ทางบริษัทตั้งเองและกำหนดค่าโรคมะเร็งไว้ที่ 100 เฉลิมพล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราได้มีการจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว ในส่วนของการรับรองจาก อย. นั้นยังเป็นเรื่องใหม่ ไม่มีข้อระเบียบหรือเกณฑ์กำหนด สำหรับการตรวจโรคที่มาจากกลิ่นลมหายใจ แต่ก็ได้สนับสนุนให้จัดทำได้ เพราะมีความปลอดเป็นเครื่องที่ตรวจภายนอก ไม่มีการนำใส่ในร่างกาย และให้บริการตรวจฟรี สำหรับมะเร็งเต้านมและมะเร็งปอด และหากมีโรงพยาบาล สนใจก็สามารถติดต่อเข้ามาได้ทันที นอกจากนี้ ยังสามารถพัฒนาตรวจโรคอื่นได้ อย่าง วัณโรค หรือโควิด-19 แต่ทั้ง 2 โรคเป็นโรคติดต่ออันตราย อาจจะต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ พร้อมเริ่มใช้งานจริงในวันที่ 1 มกราคม 2564 ที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติจำนวน 2 เครื่อง และโรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานีจำนวน 1เครื่อง และวางเป้าหมายที่จะกระจายไปทั่วโลก&amp;rdquo; เฉลิมพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เฉลิมพล สาธิตวิธีการตรวจความเสี่ยงหามะเร็ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.อิสระ เจียวิริยบุญญา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมะเร็งอุดร จ.อุดรธานี กล่าวเสริมว่า สำหรับวัยผู้ที่เสี่ยงมีความป่วยโรคมะเร็งนั้นต้องขึ้นอยู่กับว่าอวัยวะในร่างกายที่จะได้รับความเสี่ยง อย่างมะเร็งเต้านม ก็เริ่มเป็นตั้งแต่ในคนวัย 20 ปี และอุบัติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงก็ส่งผลให้มะเร็งอยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุมากขึ้นด้วย ดังนั้นจึงได้ร่วมพัฒนาเซ็นเซอร์สารอินทรีละเหยง่าย ( Volatike Organic Compound (VOC)) เพราะตัวสารระเหยสามารถที่จะตรวจได้ว่ามาจากการผิดปกติของเซลล์ใดในร่างกาย เช่น มะเร็งตับ มะเร็งปอด ที่จะผลิตสารระเหยบางตัวขึ้นในปริมาณที่น้อย ดังนั้นการพัฒนาเซ็นเซอร์จึงต้องมีการสร้างค่าการเรียนรู้ให้กับเอไอ เพื่อวินิจฉัยลมหายใจของผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นมะเร็ง &amp;nbsp;ที่สามารถแยกออกจากลมหายใจของคนปกติได้ โดยมีความแม่นยำในมะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ ได้เกิน 90% และคาดว่าจะมีการพัฒนาในมะเร็งอื่นๆต่อด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถุงที่มีกลิ่นลมหายใจถูกใส่เข้าไปในเครื่องตรวจเอไอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.อิสระ กล่าวต่อว่า หลักการทำงานผู้ที่ตรวจจะทำการเป่าลมเข้าไปในพลาสติกปกติ ที่สามารถกำจัดทิ้งได้เหมือนขยะทั่วไป เพราะไม่สารเคมีหรือพิษ ยกเว้นกรณีที่ต้องเก็บไว้นานจะมีการใช้พลาสติกลักษณะเฉพาะ และนำเข้าไปในเครื่องเอไอที่จะทำการวินิจฉัยประมาณ 10 นาที ประมวลผลผ่านระบบคลาวด์ จากนั้นผลจะแสดงผ่านแอพพลิเคชั่น Dinsow mini &amp;nbsp;โดยเป็นการตรวจคัดกรองเบื้องต้น &amp;nbsp;เพราะหลักจากการตรวจหากทราบว่าเป็นมะเร็งก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการทางการแพทย์ต่อไป แต่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการตรวจหามะเร็งหากสงสัย อย่าง มะเร็งเต้านม ค่าตรวจด้วยแมมโมแกรม จะอยู่ที่ประมาณ 2,000 บาท และสามารถตรวจได้เลยสำหรับผู้ที่สงสัยว่าเข้าค่ายเสี่ยงเป็นมะเร็ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถุงพลาสติกสำหรับใส่กลิ่นลมหายใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกิจกรรมภายในงานที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ โปรแกรมตรวจสุขภาพฟรี จากโรงพยาบาลสำโรงการแพทย์ และโรงพยาบาลซีจีเอช, การจัดแสดงสินค้ากลุ่ม Smart Life for Elderly People นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ เช่น น้อง Genie หุ่นยนต์จาก TA ROBOT กิจกรรมจาก OPPY Club คอร์สการใช้เทคโนโลยีเพื่อผู้สูงอายุ เช่นการใช้ YouTube โซเชียลมีเดีย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;


	
		
			เฉลิมพล(ซ้าย)-นพ.อิสระ(ขวา
		
	


&lt;p&gt;
ด้านนายศักดิ์ชัย ภัทรปรีชากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.ซี. เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ จำกัด เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ของไทยที่จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงถือได้ว่าผู้บริโภคกลุ่มผู้สูงอายุเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง และมีความต้องการครอบคลุมอยู่ในหลายธุรกิจ ซึ่งผู้ประกอบการต่างเริ่มให้ความสำคัญกับตลาดผู้สูงอายุมากขึ้นเพื่อรองรับความต้องการในระยะยาว ส่งผลให้ที่ผ่านมามูลค่าตลาดในกลุ่มผู้สูงอายุนั้นสูงถึง 107,000 ล้านบาทต่อปี ผู้จัดงานจึงได้จัดงานอินเตอร์แคร์ เอเชีย 2020 (InterCare Asia 2020) งานแสดงสินค้าและนวัตกรรมเพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่สำหรับผู้สูงวัยครบวงจร ครั้งที่ 5 ขึ้น โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-17 ตุลาคม 2563 ณ ฮอลล์ 101 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ภายในงานได้รวบรวมสินค้าบริการด้านผู้สูงอายุ ที่มีคุณภาพและได้รับการยอมรับในระดับสากล รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้จากหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน เพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายทางวิชาการ และเครือข่ายทางธุรกิจเพื่อ เพิ่มโอกาสใหม่ๆ ให้แก่ผู้ประกอบการ โดยตลอดระยะเวลาการจัดงานคาดว่าจะมีเงินสะพัดภายในงานและหลังจากงานทั้งสิ้น 500 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศักดิ์ชัย ภัทรปรีชากุล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ภายในงาน อินเตอร์แคร์ เอเชีย 2020&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ โปรแกรมตรวจสุขภาพฟรีจากโรงพยาบาลสำโรงการแพทย์และโรงพยาบาลซีจีเอช, การจัดแสดงสินค้ากลุ่ม Smart Life for Elderly People นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ เช่น การเปิดตัวหุ่นยนต์ Dinsow AI Nose นวัตกรรมคัดกรองมะเร็งด้วยลมหายใจรายแรกของโลกที่มีความแม่นยำ 93% ในการตรวจมะเร็งเต้านมและมะเร็งปอด ผลิตโดยฝีมือคนไทย จากบริษัท CT Asia Robotics และน้อง Genie หุ่นยนต์จาก TA ROBOT มาสาธิตการใช้งานที่อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สูงอายุ อุปกรณ์ Smart Home เพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกสบายภายในบ้านจาก Hafele ที่จำลองการออกแบบห้องน้ำเหมาะกับผู้สูงวัย มีการใช้เทคโนโลยีประตูห้องน้ำสำหรับผู้ใช้ Wheel Chair มือจับประตูยับยั้งแบคทีเรีย อุปกรณ์ช่วยพยุงหลายหลายรูปแบบ เฟอร์นิเจอร์ที่ตอบโจทย์ผู้สูงวัย สินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ จากธนาคารอาคารสงเคราะห์ และกิจกรรมจาก OPPY Club คอร์สการใช้เทคโนโลยีเพื่อผู้สูงอายุ เช่นการใช้ YouTube โซเชียลมีเดีย พร้อมทั้งได้นำสินค้าเพื่อผู้สูงอายุที่หลากหลายมาจัดแสดงด้วย เช่น อาหารนุ่มสูตรพิเศษจาก SOFT spoon เตียงสำหรับผู้ป่วยหรือมีปัญหาแผลกดทับ จาก APEX ไข่ขาวต้มพร้อมทานแบบแท่ง Eighty Eight เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บรรยากาศในงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80629</URL_LINK>
                <HASHTAG>Dinsow AI Nose ตรวจมะเร็งด้วยลมหายใจ, นายเฉลิมพล ปุณโณทก, บริษัท ซีทีเอเชีย โรโบติกส์ จำกัด, สถาบันมะเร็งแห่งชาติ, อินเตอร์แคร์ เอเชีย 2020, โรงพยาบาลซีจีเอช, โรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี, โรงพยาบาลสำโรงการแพทย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201015/image_big_5f8805faad039.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70853</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/07/2020 15:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/07/2020 15:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สถาบันมะเร็ง เผยยังไม่มีผลยืนยันชัดเจน &quot;กระเทียมดำ&quot;ป้องกันมะเร็ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8ก.ค.63-ตามที่มีข่าวปรากฏตามสื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับประเด็น &amp;ldquo;กระเทียมดำป้องกันมะเร็ง&amp;rdquo; นั้น กรมการแพทย์ โดย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้ตรวจสอบข้อมูลวิชาการพบข้อเท็จจริง คือ ยังไม่มีหลักฐานงานวิจัยทางคลินิกที่ยืนยันแน่ชัดว่ากระเทียมดำสามารถป้องกันโรคมะเร็ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์&amp;nbsp;กล่าวว่า กระเทียมดำ (Black Garlic) หมายถึง กระเทียมสด (Allium sativum L.) ที่ผ่านกระบวนการหมักบ่ม (fermentation) เป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน ทำให้กระเทียมเปลี่ยนเป็นสีดำ มีเนื้อสัมผัส กลิ่นรส และสารสำคัญในกระเทียมเปลี่ยนแปลงไป จากการศึกษาพบว่ากระเทียมดำมีสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มฟลาโวนอยด์และโพลีฟีนอล ซึ่งอาจมีส่วนช่วยในการป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในระดับห้องปฏิบัติการหรือในสัตว์ทดลอง ซึ่งยังไม่มีรายงานผลทางคลินิกในด้านการป้องกันโรคหรือปริมาณรับประทานที่สามารถป้องกันมะเร็งได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ&amp;nbsp;กล่าวเสริมว่า ควรเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์กระเทียมดำที่ได้มาตรฐาน เพื่อป้องกันการได้รับสารปนเปื้อนอื่น ๆ และควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม เพราะหากรับประทานในปริมาณที่มากเกินไปอาจส่งผลข้างเคียงต่อสุขภาพได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็งที่อยู่ระหว่างการรักษา ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70853</URL_LINK>
                <HASHTAG>#รักษามะเร็ง, กระเทียมดำ, สถาบันมะเร็งแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200708/image_big_5f058477d0d51.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68425</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2020 17:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2020 17:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;มะเร็งตับ&quot;พบมากอันดับ 1 ของคนไทย เพศชายมากกว่าเพศหญิง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11มิ.ย.63- การเสียชีวิตด้วยมะเร็งตับของตั้ว-ศรัณยู วงษ์กระจ่าง ดารานักแสดงรุ่นใหญ่ของคนไทยส่งผลต่อความรู้สึกของญาติมิตรและประชาชนรวมถึงผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ เผยว่า มะเร็งตับพบมากเป็นอันดับ 1 ของมะเร็งที่พบทั้งหมดในคนไทย แต่ละปีจะมีผู้เสียชีวิต 15,912 ราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ. สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมด &amp;nbsp; ปีละ 122,757 ราย มะเร็งตับและท่อน้ำดีถือเป็นมะเร็งที่พบเป็นอันดับ 1 ในเพศชาย และอันดับ 2 ในเพศหญิง จากข้อมูลทะเบียนมะเร็งประเทศไทย (ปี 2558) พบว่ามีผู้ป่วยมะเร็งตับรายใหม่ 20,671 ราย ในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิต 15,912 ราย ซึ่งมะเร็งตับที่พบมากในประเทศไทยมี 2 ชนิด คือ มะเร็งของเซลล์ตับและมะเร็งท่อน้ำดีตับโดยพบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ สาเหตุของมะเร็งตับเกิดจากการเป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบชนิดบี ส่วนสาเหตุของมะเร็งท่อน้ำดีเกิดจากพยาธิใบไม้ตับร่วมกับการรับประทานอาหารที่มีดินประสิว (ไนเตรท) และไนไตรท์ เช่น ปลาร้า ปลาจ่อม ปลาส้ม แหนม ฯลฯ นอกจากนี้ การดื่มสุราเป็นประจำ การรับสารพิษอะฟลาทอกซินที่เกิดจากเชื้อราบางชนิดที่พบในอาหารประเภทถั่ว ข้าวโพด พริกแห้ง รวมถึงไวรัสตับอักเสบชนิดซีก็เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็งตับได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเกี่ยวกับอาการของมะเร็งตับว่า ผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีอาการแสดงแตกต่างกัน ซึ่งโดยทั่วไปมักไม่มีอาการในระยะแรก อาการส่วนใหญ่ที่พบ คือ แน่นท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อเป็นประจำ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด ปวดหรือเสียดชายโครงขวา อาจคลำพบก้อนในช่องท้อง ตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องโต และมีอาการบวมบริเวณขาทั้ง 2 ข้าง เป็นต้น หากมีอาการเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย เช่น การตรวจเลือดดูความผิดปกติการทํางานของตับ การตรวจระดับอัลฟาฟีโตโปรตีน การอัลตราซาวด์เพื่อดูก้อนที่ตับ การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็ก เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ. สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า การรักษามะเร็งตับและท่อน้ำดีมีหลายวิธีซึ่งจําเป็นต้องประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย เนื่องจากมีปัจจัยที่ต้องคํานึงหลายประการ สำหรับการป้องกันโรคทำได้โดยการให้วัคซีนไวรัสตับอักเสบชนิดบีในเด็กแรกเกิดทุกคน ไม่รับประทานปลาน้ำจืดดิบ ปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินชีวิตและพฤติกรรมสุขภาพ รับประทานอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง เช่น อาหารที่อาจปนเปื้อนสารอะฟลาทอกซิน อาหารที่มีดินประสิว และอาหาร หมักดอง เป็นต้น หากสงสัยว่ามีความเสี่ยงต่อมะเร็งตับควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคตับเรื้อรังหรือมีประวัติเป็นโรคตับอักเสบ ควรรับการตรวจหามะเร็งอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้สามารถรักษาได้อย่างทันท่วงทีและลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งตับได้ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68425</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตั้ว-ศรัณยู วงศ์กระจ่าง, มะเร็งตับ, สถาบันมะเร็งแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200611/image_big_5ee2001d337be.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48265</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2019 19:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2019 19:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สถาบันมะเร็งแห่งชาติ จับมือโครงการวาโก้โบว์ชมพู  นำเทคโนโลยี AI ยกระดับตรวจแมมโมแกรมไปอีกขั้น เพิ่มโอกาสเข้าถึงการตรวจ   </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
17ต.ค.62-&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร.อ.นพ.สมชาย ธนะสิทธิชัย รองผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจด้านวิชาการและการแพทย์ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันโรคมะเร็งเต้านมยังคงเป็นโรคมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มผู้หญิงไทย โดยผู้หญิงที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ทุกช่วงอายุมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ได้ทุกคน จากข้อมูลล่าสุดของสถาบันมะเร็งแห่งชาติพบว่า มีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 13,000 รายต่อปี และมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้มากกว่า 4,000 รายต่อปี และยังมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ความท้าทายของสถาบันมะเร็งฯ คือ จะทำอย่างไรให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่อายุ 40 ปีขึ้นไปตระหนักถึงภัยร้ายนี้และเห็นความสำคัญของการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเป็นประจำทุกปี เพราะการตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยเพิ่มโอกาสรักษาโรคให้หายขาดได้ โดยผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะที่ 1 มีโอกาสหายจากโรคสูงถึงเกือบ 100%
&amp;nbsp;
จากการศึกษาทั่วโลกพบว่า การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรม สามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคดังกล่าวได้มากถึง 30% และยังช่วยเพิ่มโอกาสในการผ่าตัดแบบสงวนเต้านมในผู้หญิงในกรณีที่เป็นมะเร็ง เนื่องจากแมมโมแกรมสามารถตรวจพบรอยโรคขนาดเล็กมากตั้งแต่ระยะเริ่มแรกที่ร่างกายจะยังไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทว่าสำหรับประเทศไทยนั้น แม้แมมโมแกรมจะเป็นวิธีคัดกรองมะเร็งเต้านมที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในปัจจุบันแต่ก็มีค่าใช้จ่ายสูง ภาครัฐไม่สามารถอุดหนุนให้อยู่ในสิทธิ์เบิกจ่ายได้ รวมถึงยังมีปัญหาขาดแคลนแพทย์รังสีวินิจฉัยไม่เพียงพอต่อผู้รับบริการ ทางสถาบันฯ จึงได้ริเริ่ม โครงการวิจัยพัฒนาระบบคัดกรองมะเร็งเต้านม AI Mammogram เพื่อแก้ปัญหาข้างต้น ด้วยความร่วมมือจากบริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินภารกิจรณรงค์ต้านภัยโรคมะเร็งเต้านมรูปแบบต่างๆ ภายใต้ &amp;ldquo;โครงการวาโก้โบว์ชมพู สู้มะเร็งเต้านม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธรรมรัตน์ โชควัฒนา กรรมการบริหาร บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 19 ปีของการดำเนินโครงการ วาโก้ตระหนักดีถึงความร้ายแรงของปัญหานี้ และอยากเห็นผู้หญิงไทยปลอดภัยจากโรคมะเร็งเต้านม นอกเหนือการสร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชนแล้ว การผลิตและพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อต่อสู้กับโรคมะเร็งเต้านมก็เป็นอีกเรื่องที่วาโก้ให้ความสำคัญ ครั้งนี้จึงได้ร่วมสมทบทุน 1,200,000 บาท เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริง และเชื่อมั่นว่าหากโครงการวิจัยนี้ประสบผลสำเร็จ จะมีส่วนช่วยอย่างมากให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจแมมโมแกรมได้ง่ายขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.สมชาย อธิบายว่า หัวใจหลักของโครงการนี้เป็นการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เข้ามาเสริมประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องแมมโมแกรมให้ฉลาดและทำงานได้รวดเร็วมากขึ้น โดยสามารถคัดแยกระดับความเสี่ยงของรอยโรคที่ตรวจพบได้โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องอาศัยบุคลากรทางการแพทย์ในการอ่านประเมินผลการตรวจแมมโมแกรม ทำให้เกิดผลดี 2 ประการคือ ช่วยลดภาระการทำงานของแพทย์รังสีวินิจฉัยลง และยังช่วยลดต้นทุนในการตรวจอัลตร้าซาวนด์เต้านมที่ไม่จำเป็นของประชาชนลงได้มากที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากในปัจจุบัน การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมในไทยโดยทั่วไปจะใช้วิธีการตรวจแมมโมแกรมร่วมกับการเอกซเรย์เต้านมด้วยเครื่องอัลตร้าซาวนด์ เนื่องจากลักษณะเต้านมของผู้หญิงเอเชียมีความหนาแน่นมาก ไขมันน้อย ทำให้เห็นความผิดปกติของมะเร็งได้ยาก จึงต้องตรวจอัลตร้าซาวนด์เพิ่มเติม แตกต่างจากการตรวจคัดกรองในประเทศตะวันตก ซึ่งจะใช้การตรวจทั้งสองวิธีร่วมกันก็ต่อเมื่อต้องการวินิจฉัยความผิดปกติภายหลังการตรวจคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น ทำให้การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมของไทยมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น และจำเป็นต้องใช้แพทย์รังสีวินิจฉัยที่มีจำกัดในการทำอัลตร้าซาวนด์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48265</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธรรมรัตน์ โชควัฒนา, ร.อ.นพ.สมชาย ธนะสิทธิชัย, สถาบันมะเร็งแห่งชาติ, โครงการวาโก้โบว์ชมพู สู้มะเร็งเต้านม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191017/image_big_5da86036947f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>3632</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/02/2018 07:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/02/2018 06:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.ให้สถาบันมะเร็งตรวจสอบสมุนไพรหมอแสง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมอปิยะสกล ชี้ สมุนไพรหมอแสงอยู่ระหว่างตรวจสอบของสถาบันมะเร็ง โดยการเทียบประสิทธิภาพของมะเร็งแต่ละชนิด คาดรู้ผลเร็วๆนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจวิเคราะห์สมุนไพรสูตรของนายแสงชัย แหตระกูล ว่า เรื่อง อยู่ในการกระบวนการตรวจสอบของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ คาดว่าจะทราบผลเร็วๆ นี้ โดยจะเทียบประสิทธิภาพโดยการนำเอาสมุนไพรสูตรของนายแสงชัยไปทดสอบกับเซลล์มะเร็งหลายๆ ชนิด ซึ่งต้องใช้เวลา อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นการตรวจสอบของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ระบุเพียงว่าไม่มีสารอันตราย สารโลหะหนัก หรือ สเตียรอยด์ แต่ไม่ใช่เรื่องประสิทธิภาพของยา และไม่สามารถนำมาเป็นเหตุผลในการขึ้นทะเบียนยาแผนปัจจุบันได้ เพราะถ้าบอกว่าเป็นยาก็เป็นยาแผนโบราณ ซึ่งการขึ้นทะเบียนยาแผนโบราณ จะมีรายละเอียดแลขั้นตอนอยู่ทั้งนี้หากมีใครมาแจกสมุนไพรอีกในการดูแล ต้องดูว่าเป็นประโยชน์ต่อประชาชนไม่ได้ทำไปเพื่อการค้า และไม่ใช่การแฝงตามหลักความเชื่อ เราต้องให้ข้อมูลกับประชาชนด้วย นอกจากนี้คนไทยต้องมีวิจารณาญาณก่อนเชื่อก็จะไม่เกิดปัญหา ส่วนเรื่องการบังคับไม่ให้แจกนั้นอาจจะทำยาก เพราะไม่ได้ไปเรียกเก็บเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวถึงกรณีที่มีชาวบ้าน ต.เขานิเวศน์ จ.ระนอง ที่มีการต้มสมุนไพรแจกชาวบ้านวันละ 8 หม้อ โดยอ้างว่าได้นำสูตรมาจากคุณทวดที่จ.นครศรีธรรมราช ให้ภรรยาซึ่งป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดระยะสุดท้ายรับประทานแล้วอาการดีขึ้น ว่า เรื่องนี้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดระนองได้เข้าไปตรวจสอบ และขอให้หยุดการแจกจ่ายไปก่อนเพื่อให้มีการตรวจสอบการปนเปื้อนสารปนเปื้อนต่างๆ อาทิ สเตียรอยด์ เชื้อรา แบคทีเรียต่างๆ เป็นต้น อย่างไรก็ตามสมุนไพรไทยไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่การป่วยโดยเฉพาะโรคร้ายแรง การใช้สมุนไพรก็ต้องระมัดระวัง อยากให้ประชาชนตระหนักรู้ ไม่ไปเชื่ออะไรต่างๆ ที่มีคนบอกว่าดี หรือเขาเล่าว่า เป็นต้น แต่ควรพิจารณาการผ่านการพิสูจน์อย่างจริงจัง เรื่องความน่าเชื่อถือด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/3632</URL_LINK>
                <HASHTAG>มะเร็ง, สถาบันมะเร็งแห่งชาติ, สมุนไพร, หมอปิยะสกล, หมอแสง, แสงชัย แหตระกูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180207/image_big_5a7abfd4eccce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
