<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118234</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2021 16:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2021 16:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>5 วิจัยวัคซีนโควิด ในไทย เล็งขอ อย.ข้ามไปผลิตเข็ม 3 เข็ม 4  เหตุคนไทยฉีดครบ 2เข็มเกิน 70% สิ้นปีนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 &amp;nbsp;ก.ย.64- &amp;nbsp;สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดเสวนา THAILAND COVID-19 VACCINE FORUM 2021 เพื่อสถานการณ์ความก้าวหน้าการพัฒนาวัคซีนไทยสู้โควิด โดยมี &amp;ldquo;ตัวแทนทีมประเทศไทย&amp;rdquo; 5 แพลตฟอร์ม ที่ทำการวิจัยวัคซีนป้องกันโควิดในประเทศไทยมาอัพเดทความคืบหน้าสถานการณ์การพัฒนาวัคซีน ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ. เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ศูนย์วิจัยวัคซีน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงความคืบหน้าการวิจัยวัคซีน Chulacov19 ว่า ขณะนี้ได้เริ่มเข้าสู่การทดลองในคนระยะที่ 2 โดยการทดสอบอาสาสมัคร และได้เตรียมโรงงานผลิตวัคซีนในไทยไปพร้อมๆกัน ซึ่งโรงงานไทยที่เป็นพันธมิตรคือ Bionet Asia รวมถึง เพื่อไม่ประมาท เราก็จะทำวัคซีน ChulaCov รุ่น 2 ถ้ารุ่น 1 ไม่สามารถป้องกันโควิดข้ามสายพันธุ์ได้ &amp;nbsp;โดยวัคซีนที่วิจัย สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันสูง และสามารถป้องกันโรคยับยั้งเชื้อไม่ให้เข้ากระแสเลือด ป่วยหรือล้มตายได้ จากการทดลองในหนูพันธุ์พิเศษ (hACE2 Trangenic Mice) คือหนูที่ใส่โปรตีนที่ทำให้ไวรัสเข้าเซลล์ สามารถป้องกันโรคไม่ให้เจ็บป่วยได้ 100 % แม้ใช้โดสต่ำเพียงแค่ 1 ไมโครกรัม รวมถึงลดปริมาณเชื้อที่เข้าไปในจมูกและปอด ได้ถึง 10 ล้านเท่า อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลทดลองในลิงเมื่อภูมิขึ้นสูง ก็จะลดลงตั้งแต่ 6-8 เดือนขึ้นไป สำหรับคำถามที่ว่าสามารถป้องกันข้ามสายพันธุ์ได้หรือไม่ &amp;nbsp;จากการตรวจสอบเลือดในหนู และลิงที่ฉีดวัคซีน พบว่าสามารถป้องกันสายพันธุ์เดลต้า(อินเดีย)ได้ดีมาก รวมถึงสามารถป้องกันทุกสายพันธุ์ได้ จากผลวิจัยพบว่า เดลต้าภูมิอยู่ 977 อัลฟ่า (อังกฤษ) 964 และเบต้า (แอฟริกาใต้) 343 ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่สูงจนเป็นที่น่าพอใจ ขณะนี้ในเฟส 2 ในมนุษย์ฉีดในอายุ 18-59 เข็มที่ 2 เสร็จเรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทั้งนี้จากผลการทดลองฉีดวัคซีนรายบุคคลจำนวน 10 ราย ที่มีการให้วัคซีนตั้งแต่ 10-50 โมโครกรัม จะเห็นว่าในคนที่ได้รับวัคซีนในโดสสูง 50 ไมโครกรัมหลังเข็ม2 ตัวเลขภูมิคุ้มกันขึ้นสูงมาก ไม่ว่าจะเป็น RBD 94% &amp;nbsp;BAU มากถึง 2,500 และใน Neutralizing ก็ได้มากถึง &amp;nbsp;4,500 ซึ่งสามารถยับยั้งเชื้อไม่ให้เข้าเซลล์ได้ แต่หากฉีดในโดสต่ำใช้เวลากว่า 1 เดือนกว่าที่ภูมิคุ้มกันจะขึ้นได้สูง &amp;nbsp;&amp;quot;ศ.นพ.เกียรติกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่วนผลข้างเคียงตั้งแต่เฟส 1 ทั้ง 2 เฟส และในเฟสที่ 2 จากอาสาสมัครประมาณ 200 คน ยังไม่เจอผลข้างเคียงที่รุนแรง แต่ไม่แนะนำให้ออกกำลังกายหนักในช่วง 1 สัปดาห์แรกหลังฉีด เพราะข้อมูลล่าสุดเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว CDC สหรัฐอเมริกา รายงานล่าสุดพบว่าวัคซีนชนิด mRNA ผู้ที่มีอาการแพ้ อาทิ ลมพิษขึ้น หายใจไม่ออก ความดันตกอยู่ประมาณ 5 ใน 1 ล้านคน และอาการกล้ามเนื้ออักเสบ ส่วนใหญ่จะเจอได้ในคนหนุ่มอายุต่ำกว่า 30 ปี ประมาณ 10-30 ใน &amp;nbsp;1 ล้านคน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าขณะนี้คนไทยได้รับวัคซีนไปจำนวนมาก และคาดว่ากว่า 70% &amp;nbsp;ได้รับวัคซีนสองเข็มแล้ว ในสิ้นปีนี้ และกว่าวัคซีนจะผลิตได้กลางปี 2565 &amp;nbsp;แล้ววัคซีนที่ไทยพัฒนาขึ้นจะมีการนำไปใช้อย่างไร ศ.นพ.เกียรติ &amp;nbsp;กล่าวว่า นับว่าเป็นความท้าทายของไทยในการทำวัคซีน ซึ่งตามหลังต่างประเทศประมาณเกือบปี และจากที่มีการคาดการณ์ไว้ว่าคนไทยจะได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม ภายในสิ้นปีกว่า 70% และเมืองใหญ่ๆกว่า 80% &amp;nbsp;ซึ่งการจะหาอาสาสมัครมาทดลองวัคซีน จึงค่อนข้างยาก ดังนั้นในการขึ้นทะเบียนกับทาง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)ในปี 2565 วัคซีนที่ไทยผลิตเองก็อาจจะเป็นเข็มที่ 3 หรือ เข็มที่4 ไปแล้ว &amp;nbsp; จึงได้มีการหารือกับทาง อย. เพิ่มเติมว่าหากมีการทดลองความปลอดภัยถึงในระยะที่ 2 อยากจะขอเริ่มทำระยะ 1 &amp;nbsp;ของเข็มบูสเตอร์เลย เพื่อหาขนาดโดสที่เหมาะสม คู่ขนานไปด้วย &amp;nbsp;เพราะว่าข้อมูลวัคซีนหลายตัวเมื่อต้องฉีดเข็มที่ 3 โดยเฉพาะ mRNA &amp;nbsp;ฉีดเพียงครึ่งโดสก็ได้ผลเพียงพอ เทียบกับวัคซีนChulacov19 หากให้ในโดสต่ำที่ 10-25 &amp;nbsp;ไมโครกรัม ในคนที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อนเมื่อฉีดเข็มที่ 2 จะใช้เวลาประมาณ 1 เดือนภูมิคุ้มกันจะขึ้นสูงมาก จึงเป็นอีกการพัฒนาที่สำคัญในเข็มบูสเตอร์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านภญ.สุธีรา เตชคุณวุฒิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด กล่าวว่า เริ่มมีการทดสอบในมนุษย์กลุ่มแรกจำนวน 4 คนเมื่อวันที่ 27 ก.ย. ที่ผ่านมา พบว่าวัคซีนของบริษัทใบยา มีความปลอด สำหรับวันพรุ่งนี้ (30 ก.ย.)จะฉีดอีก 2 คนที่เหลือในกลุ่มโดสแรก นอกจากนี้ทีมวิจัยของเรายังได้พัฒนาวัคซีนโควิดรุ่นที่ 2 โดยมีการปรับเปลี่ยนสูตรให้สามารถกระตุ้นภูมิได้ดีขึ้น &amp;nbsp;ขณะนี้ได้ทำการทดสอบในสัตว์ทดลอง และเตรียมจะผลิตเพื่อทดสอบในมนุษย์ในเฟสที่ 1 คาดว่าผลการทดสอบในอาสาสมัครอายุ 18-65 ปี จะเป็นผลที่ทำให้เราตัดสินใจว่าจะเอาวัคซีนรุ่นที่ 2 มาทดสอบต่อไปหรือไม่ คาดว่าไตรมาสที่ 3 ในปีหน้า น่าจะเป็นอีกวัคซีนหนึ่งที่น่าจะนำไปใช้กับประชาชนได้ ส่วนโรงงานผลิตของทางใบยาเราสามารถผลิตได้ถึง 1.5 ล้านโดสต่อเดือน ซึ่งจะเป็นโรงงานผลิต first plant-produced protein แห่งแรกในเอเชีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนันต์ จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์ และการจัดการ ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า &amp;nbsp;จากการทดสอบวัคซีนแบบพ่นในหนู พบว่ามีคุณสมบัติในการป้องกันโรคในปอดได้ค่อนข้างดี โดยการพ่นที่จมูก 2 เข็ม มีปริมาณแอนติบอดี้ ต่อไวรัสค่อนข้างสูงกว่าการฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อ 2 เข็ม &amp;nbsp;ซึ่งสอดคล้องกับการดลองในหนูขาว พบว่าการพ่นเข้าจมูก 2 เข็ม สร้างแอนติบอดี้อีกชนิดหนึ่งคือ IGA ซึ่งอยู่บริเวณเยื่อเมือกสูงเช่นเดียวกับบริเวณในปอดของหนู ซึ่งสามารถป้องกันไวรัสได้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามทีมไบโอเทคมีความเชี่ยวชาญในการทำไวรัสไข้หวัดใหญ่มาก่อน โดยในช่วงการระบาดโควิด-19 ในช่วงเริ่มต้น นอกจากแอนติโนไวรัสแล้ว ทีมวิจัยมีความคิดว่าถ้าเราสามารถปรับแต่งไวรัสไข้หวัดใหญ่ ให้สามารถแสดงออกของโปรตีน โควิด-19 ได้พร้อมกัน จะแสดงว่าตัวไวรัลเวกเตอร์ &amp;nbsp;สามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นวัคซีนที่สามารถป้องกันทั้ง 2 โรคในเวลาเดียวกัน โดยหนูที่ได้รับการวัคซีนแบบพ่นจมูก 2 เข็ม มีภูมิคุ้มกันต่อไข้หวัดใหญ่ ขณะนี้อยู่ในช่วงของการทดลองว่าภูมิคุ้มกันโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ &amp;nbsp;เมื่อนำไปสู้กับเชื้แโควิด-19 ตัวจริง ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่เราสามารถไปต่อได้ โดยร่วมมือกับองค์การเภสัชกรรมในการทดสอบในระดับ GMP ส่วนการทดสอบในระดับมนุษย์ &amp;nbsp;เพื่อดูประสิทธิภาพและความปลอดภัยเราร่วมมือกับราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ซึ่งจะเป็นทีมที่จะช่วยหาอาสาสมัครการศึกษาวิจัยทางคลินิกระยะที่1/2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภญ. พรทิพย์ วิรัชวงศ์ หัวหน้าโครงการวัคซีนโควิด-19 องค์การเภสัชกรรม กล่าว เราพัฒนาวัคซีนโควิด-19 (HXP- GPOVac) ซึ่งมี2 จุดหลักคือ สามารถผลิตได้ในไข่ไก่ฟัก ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำหรับผลิตไข้หวัดใหญ่ และเป็นเชื้อไวรัสที่ไม่ก่อให้เกิดโรค โดยมีการปรับแต่งพันธุกรรมเพื่อให้สามารถสร้างโปรตีนส่วนหนามของโควิด-19ขึ้นที่ผิว เพื่อให้มีความเสถียรสูง ซึ่งเมื่อเทียบกับโปรตีนที่พบในไวรัสโควิดตามธรรมชาติแล้ว ตัวนี้จะมีความเสถียรสูง จึงเชื้อว่าจะสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าโปรตีนหนามทั่วไปที่อยู่โควิด-19 ที่มีการนำมาใช้เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภญ. พรทิพย์ &amp;nbsp;กล่าวอีกว่า เมื่อวัคซีนต้นแบบของเราได้ทดสอบในสัตว์ทดลองแล้ว เราก็ได้รับอนุญาตจากอย.ในการศึกษาวิจัยในคลินิกลำดับถัดมา โดยอยู่ในช่วงการศึกษาวิจัยทางคลินิกระยะที่ 2 ซึ่งมีอาสาสมัคร 250 คน อยู่ช่วงการให้วัคซีนในเข็มที่ 2 คาดว่าทราบผลในช่วงปลายปี 2564 โดยอภ. ได้พัฒนาแพลตฟอร์ม สำหรับการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ มาใช้พัฒนาวัคซีนโควิด19 จะเห็นว่าขั้นตอนการผลิตมีความคล้ายคลึงกันมาก และผ่านการควบคุมคุณภาพในขั้นตอนต่างๆเสร็จสิ้นแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในส่วนการทดสอบในสัตว์วัคซีนในอาสาสมัครครบ 2 โดส พบว่าภูมิคุ้มกันจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปริมาณ 10 ไมโครกรัมจะให้ผลดีที่สุด &amp;nbsp;สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันค่อนข้างสูง โดยในอาสาสมัคร 30 กว่าคน ที่ได้รับวัคซีนทุกขนาดผลแอนติบอดี้ต่อโปรตีนเพิ่มสูงถึง 4 เท่า &amp;nbsp;นอกจากนั้นผลภูมิต้านทานไวรัสสายพันธุ์ต่างๆ จะสูงขึ้นเมื่อเจอกับสายพันธุ์อู่ฮั่น หลังจากนั้นภูมิคุ้มกันค่อยๆลงมาเมื่อเจอสายพันธุ์อื่นๆ ต่ำสุดคือสายพันธุ์เบต้า&amp;rdquo; ภญ. พรทิพย์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิฑูรย์ วงศ์หาญกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จำกัด กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นทั้งผู้วิจัย พัฒนา และผลิตวัคซีนครบวงจร ซึ่งนอกจากจะร่วมกับจุฬาฯ ในการผลิตวัคซีน ทางบริษัทก็ยังได้พัฒนาวัคซีน Covigen ซึ่งเป็น DNA vaccines Covid19 โดยในปี 2563 ได้พัฒนา Covigen ที่ป็นวัคซีนแบบดีเอ็นเอ โดยใช้เวลาเพียง 90 วัน ต่อมาในต้นปี 2564 ได้เริ่มทดลองเฟส1 ในมนุษย์ที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งได้ผลค่อนข้างดี แต่ก็มีปัญหาซึ่งทางออสเตรเลียแม้ว่าจะมีผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม ก็ยังมีการติดเชื้ออยู่ จึงได้มีการขอวัคซีน Covigen เพื่อฉีดเป็นเข็มที่ 3 &amp;nbsp;ซึ่งทางบริษัทก็กำลังพิจารณาว่าอาจจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือก พร้อมกับกาพัฒนาวัคซีน &amp;nbsp;เวอร์ชั่น 2 ที่สามารถเก็บในอุณหภูมิ -20 องศา หรือ 2-8 &amp;nbsp;องศาได้ดี สำหรับความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีน Covigen &amp;nbsp;ได้มีการเตรียมผลการศึกษาในความเป็นพิษ &amp;nbsp;เรียบร้อยแล้วอยู่ในขั้นตอนส่งอย. พิจารณา หากไม่ติดขัดก็จะทดลองเฟส1 ได้ประมาณต้นปี 2565 และคิดว่าหากไทยเป็นได้ทั้งผู้ผลิตต้นน้ำปลายน้ำไม่ว่าจะสถานการณ์ก็สามารถรับมือได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ทรงพล ดีจงกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้การพัฒนาวัคซีนถือว่าเป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ เพราะในอดีตวัคซีนบางตัวใช้เวลาพัฒนานานมาก หากเปรียบเทียบการพัฒนาวัคซีนโควิด19 ที่ใช้เวลาสั้นกว่ามาก ไม่ถึง 1 ปี จะเห็นได้ว่ามีวัคซีนโควิด19 เกิดขึ้นหลายตัวในโลก เนื่องจากมีความรู้ที่สะสมมาจากไวรัสซาร์ส และไวรัสเมอร์ส &amp;nbsp;และสามารถถอดรหัสพันธุกรรมของไวรัสโควิดได้รวดเร็ว ทำให้ออกแบบวัคซีนได้เร็วขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับสยามไปโอไซเอนซ์ ที่ทางแอสตร้าเซนเนก้า ได้มาเป็นคู่ค้าในการถ่ายทอดเทคโนโลยีในกลุ่มวัคซีนไวรัลเวกเตอร์ เพื่อผลิตในประเทศไทย โดยใช้เทคโนโลยีของวัคซีน &amp;nbsp;Oxford-AstraZeneca ซึ่งเป็นการนำไวรัสอ่อนๆ(Adenovirus) เป็นตัวนำส่ง DNA เพื่อให้ร่างกายสร้าง Spike Protein ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นภูมิ &amp;nbsp;เป็นเทคโนโลยีที่มีมานานแล้ว แต่หากไม่มีโควิด19 เทคโนโลยีนี้จะถูกนำไปใช้ในการนำส่งพันธุกรรมในร่างกายมนุษย์ที่ไม่สามารถผลิตโปรตีนบางตัวได้ ซึ่งเทคโนโลยีไวรัลเวกเตอร์ จะใช้กระบวนการ Recombinant Technology คือการตัดต่อพันธุกรรมเข้าไปในเซลล์ และใช้ Mammalian Cells เป็นเซลล์ผู้ผลิต โดยมีกำลังการผลิตหลังจาก Bioreactor ขนาด 2,000 ลิตร จำนวน 2 สายการผลิต ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกันในการผลิตยาชีววัตถุสำหรับรักษาโรค เช่น ยาโมโนโคนอล แอนติบอดี้ ที่ใช้รักษาโควิด19 และสยามไบโอไซเอนซ์ เป็นบริษัทเดียวในประเทศไทยที่สามารถผลิตชีววัตถุนี้ได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ และมีการส่งออกตั้งแต่ปี 2561 นอกจากนี้ยังสามารถผลิตวัตถุดิบยาชีววัตถุและวัตถุดิบสารชีวภัณฑ์ เช่น ชุดตรวจโควิด19 เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ทรงพล กล่าอีกว่า สำหรับกระบวนผลิตวัคซีนที่เรามียังสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ต่อไปได้ ในการวิจัยพัฒนา &amp;nbsp;ผลิต และถ่ายทอดเทคโนโลยี ทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นการสร้าง Value Chain และ Supply Chain แบบใหม่ แบ่งเป็น 4 ประเด็นหลัก คือ 1.คนทั่วไปให้ความสำคัญ ติดตาม และค้นคว้าหาข้อมูลเทคโนโลยี 2.มีความร่วมมือระหว่างกันแบบไร้พรมแดน 3.การถ่ายทอดเทคโนโลยีไม่จำเป็นต้อง on-site อีกต่อไป 4.กระจายโรงงานผลิตทั่วโลก โดยเจ้าของผลิตภัณฑ์ไม่ต้องสร้างโรงงานเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สุดท้ายวัคซีนที่ไทยผลิตเองนั้นจะได้ผลิตให้ใช้อย่างเร็วประมาณกลางปี 2565 ดังนั้นการวิจัยพัฒนาเข็มบูสเตอร์ก็จะเป็นการตอบโจทย์ทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศด้วย&amp;rdquo; ดร.ทรงพล ทิ้งท้าย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118234</URL_LINK>
                <HASHTAG>(HXP- GPOVac, CU COV19, บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์, วัคซีนโควิดแบบพ่นจมูก สวทช., วัคซีนใบยา, ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม, สถาบันวัคซีนแห่งชาติ, อภ., ไบโอเน็ท เอเชีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210929/image_big_61542a20823b0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110695</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2021 12:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2021 12:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กเพื่อไทย&#039; เจอหลักฐานสำคัญมัดรัฐบาลล้มเหลวจัดหาวัคซีน จี้รับสารภาพขอโทษปชช.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ค.64 -&amp;nbsp;&amp;nbsp;นายอนุสรณ์&amp;nbsp;เอี่ยมสะอาด&amp;nbsp;รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายแพทย์นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ออกมาขอโทษประชาชนที่จัดหาวัคซีนล่าช้า ทำไทยตกขบวนโคแวกซ์ ว่า ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยืนยันในสภาว่า ตัดสินใจถูกต้อง ที่ไม่เข้าร่วมโคแวกซ์ เพราะไทยไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับวัคซีนฟรี เป็นประเทศที่อยู่ในฐานะปานกลาง ถ้าเข้าร่วมต้องใช้เงินจำนวนมากและเลือกวัคซีนไม่ได้ แต่การออกมาขอโทษของผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติและบอกว่าจะขอเข้าร่วมโคแวกซ์ เป็นใบเสร็จและหลักฐานชิ้นสำคัญมัดรัฐบาลว่า ล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ไม่สามารถจัดหาวัคซีนมาฉีดให้ประชาชนอย่างเพียงพอ จนคนติดเชื้อวอดวาย ยอดคนตายพุ่งกระฉูด การไม่เข้าร่วมโคแวกซ์ นอกจากจะไม่ใช่การตัดสินใจที่ถูกต้องอย่างที่พล.อ.ประยุทธ์ พูด ยังเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดเสียหายรุนแรง ทำประเทศชาติและประชาชนเข้าสู่วิกฤตอย่างไม่น่าให้อภัย จึงขอถาม 3 คำถามดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ในเมื่อทุกประเทศในอาเซียนเข้าร่วมโคแวกซ์ ทำไมประเทศไทยถึงไม่เข้าร่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.การบอกว่าไทยเป็นประเทศฐานะปานกลาง เข้าร่วมโคแวกซ์ไม่ได้ ทำไมสิงคโปร์ ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงกว่าไทย ถึงเข้าร่วมได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.คำแนะนำของแอสตร้าเซเนก้า ที่แนะนำว่า นอกจากจะซื้อวัคซีนจากแอสตร้าเซเนก้าแล้ว ควรเข้าร่วมโคแวกซ์ ทำไมจึงเพิกเฉย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติออกมาขอโทษประชาชน เป็นการออกมาขอโทษเอง หรือมีใครในรัฐบาลแอบหลบข้างหลังข้าราชการ แล้วดันให้ออกมาขอโทษแทนในความผิดพลาดล้มเหลวของนายกรัฐมนตรีรวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเบี่ยงเบนประเด็น และกลบความผิดพลาดล้มเหลวของตัวเองหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลตัดสินใจเชิงนโยบายผิดพลาดครั้งใหญ่ จนเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ทำผิดต้องกล้ายอมรับผิด ขอโทษประชาชนอย่างจริงใจ ไม่ใช่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และต้องสารภาพกับประชาชนว่ายังมีอะไรโกหกหรือปิดบังประชาชนหรือไม่&amp;rdquo;นายอนุสรณ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110695</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรรคเพื่อไทย, สถาบันวัคซีนแห่งชาติ, อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด, โคแวกซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210719/image_big_60f5175de46c3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110667</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2021 09:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2021 09:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รองโฆษก พท. จวกรัฐบาลโยนผอ.สถาบันวัคซีนฯเป็นแพะรับบาปจัดหาวัคซีนล่าช้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ค.64 - นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายแพทย์นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ออกมาขอโทษประชาชนที่จัดหาวัคซีนล่าช้าว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือหลักฐานของความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการแก้ไขวิกฤตการระบาดของโควิด19 ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นตัวตั้ง และให้บทผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนเป็นแพะรับบาปออกรับหน้าแทน หวังปัดความรับผิดชอบออกจากรัฐบาลที่ไร้ประสิทธิภาพ และลดแรงต้านของสังคมเท่านั้น วันนี้พลเอกประยุทธ์, นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, ที่ปรึกษา และบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ต้องหยุดลอยตัวเหนือปัญหา ต้องออกมารับผิดชอบกับชีวิตและความสูญเสียของพี่น้องประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชนินทร์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ของส.ส. ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.และ ส.ก. พรรคเพื่อไทยตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ได้พบเห็นความยากลำบากอย่างแสนสาหัสของพี่น้องประชาชน พรรคเพื่อไทยใช้ความพยายามในการทุ่มเทสรรพกำลังในการลงพื้นที่ช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ จนมีว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. ติดเชื้อโควิดจากการลงพื้นที่ ในขณะที่คนในรัฐบาลยังสุขสบาย ไม่แยแสความทุกข์ของประชาชน จึงอยากขอให้คนของรัฐบาลที่อ้างว่าตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ ลงพื้นที่สัมผัสกับความจริงบ้าง ให้เห็นกับตาว่าประชาชนอยู่กันอย่างไร ทุกข์กันแค่ไหน และต้องเสียชีวิตเพราะใคร จะได้เห็นโลกแห่งความจริงว่าสิ่งที่ประชาชนสะท้อนความเห็นไม่ใช่การใส่ร้ายกลั่นแกล้ง แต่คือความจริงทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การบริหารของพลเอกประยุทธ์ บังคับให้คนเจ๊ง บีบให้คนตาย ไม่เหลือทางให้รอด วันนี้ท่านควรถอยออกไป ไม่ใช่ดันทุรังบอกจะสู้จนกว่าจะชนะ ท่านสู้อยู่กับอะไร เหตุใดประชาชนถึงอดอยากล้มตายจากการต่อสู้ของท่านได้มากมายขนาดนี้ &amp;quot; นายชนินทร์กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110667</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัดหาวัคซีน, ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ, พรรคเพื่อไทย, สถาบันวัคซีนแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210502/image_big_608e0479284fa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102946</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2021 20:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผนึกพลังจัดทำ“คู่มือวัคซีนสู้โควิดฉบับประชาชน”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สสส. สธ. IHPP สช. WHO UNICEF&amp;nbsp; สถาบันวัคซีนแห่งชาติหลอมรวมผลักดัน &amp;ldquo;คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับประชาชน&amp;rdquo; เป็นแนวปฏิบัติ ก่อนฉีดวัคซีน 7 มิ.ย.นี้ คนไทยควรอ่านเพื่อเข้าใจข้อมูลถูกต้อง แนะเตรียมตัวให้พร้อม ทั้งก่อน-หลังฉีด ลดกังวล คลายทุกปม เข้าใจอาการไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นได้ ผู้ป่วยเสี่ยง 7 กลุ่มโรค พึงระวังไขทุกปัญหามีคำตอบแนวปฏิบัติ ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ( สสส.) กล่าวว่า สสส.ได้จัดทำ &amp;ldquo;คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับประชาชน&amp;rdquo; เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องวัคซีนด้วยข้อมูลที่ถูกต้องทางการแพทย์&amp;nbsp; และมีความรู้ที่เพียงพอในการตัดสินที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีน โดยคู่มือฉบับนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง สสส.&amp;nbsp; กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) องค์การอนามัยโลก&amp;nbsp; (WHO) องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูนิเซฟ (UNICEF) สถาบันวัคซีนแห่งชาติ รวบรวมแหล่งข้อมูลที่ครบทุกเรื่องเกี่ยวกับวัคซีนที่ประชาชนควรได้อ่านก่อนเข้ารับการฉีดวัคซีน เพื่อให้รู้และเข้าใจวิธีปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง ทั้งก่อนและหลังฉีดวัคซีน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตามแผนการฉีดวัคซีนของประเทศไทย จะเริ่มฉีดวัคซีนระยะที่ 2 ในกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป (ผู้ที่เกิดก่อนปี&amp;nbsp; 2504) และผู้ป่วย 7 กลุ่มโรค ประกอบด้วย 1.โรคทางเดินหายใจเรื้อรังรุนแรง 2.โรคหัวใจและหลอดเลือด 3.โรคหลอดเลือดสมอง 4.โรคไตเรื้อรัง 5.โรคมะเร็งทุกชนิด 6.โรคเบาหวาน และ 7.โรคอ้วน โดยเริ่มฉีดวัคซีนในวันที่ 7 มิ.ย. - 31 ก.ค. 2564 ส่วนการฉีดวัคซีนระยะที่ 3 เริ่มฉีดเดือน ส.ค. 2564 ให้กับประชาชนทั่วไปช่วงอายุตั้งแต่ 18-59 ปี การฉีดวัคซีนจะช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อโควิด-19 และสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (herd immunity) ให้กับสังคมไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ที่ผ่านมามีคำถามเกี่ยวกับวัคซีนเกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างมาก ทั้งในเชิงวิชาการ วัคซีนทำงานอย่างไร เชิงทางการแพทย์ วัคซีนกับการจัดการโรคระบาด รับวัคซีนแล้วยังมีโอกาสติดเชื้อ หรือแพร่เชื้ออีกหรือไม่ ก่อน&amp;nbsp; ระหว่าง หลัง การรับวัคซีนโควิดควรทำตัวอย่างไร เมื่อเกิดอาการไม่พึงประสงค์จัดการอย่างไร ป่วยเป็นโรคอะไรบ้างที่รับวัคซีนได้ หรือกลุ่มไหนที่รับวัคซีนไม่ได้ และลงทะเบียนรับวัคซีนได้ที่ไหน คำถามเหล่านี้จะมีคำตอบในคู่มือวัคซีนสู้โควิดฯ ที่เข้าใจง่าย คลายข้อสงสัย และความวิตกกังวล ซึ่ง สสส.จัดทำในรูปแบบรูปเล่ม และแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้คนในสังคมไทยได้เข้าถึงมากที่สุด และสามารถดาวน์โหลดได้แล้วในรูปแบบดิจิทัล ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป&amp;rdquo; ดร.สุปรีดา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ก่อนรับวัคซีนควรศึกษาข้อมูล เมื่อฉีดวัคซีนแล้วยังต้องเว้นระยะห่าง ฉีดวัคซีนแล้วยังต้องล้างมือให้บ่อย ฉีดวัคซีนเป็นการสร้างภูมิให้ร่างกาย ฉีดวัคซีนแล้วยังต้องสวมหน้ากากเพื่อเป็นการป้องกันด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวว่า การเตรียมความพร้อม ก่อน ระหว่าง&amp;nbsp; และหลังการฉีดวัคซีน มีข้อควรปฏิบัติดังนี้ 1.ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนและขั้นตอนการรับบริการให้เข้าใจ 2.สำรวจตนเองหากมีไข้สูงในวันนัดหมายฉีดวัคซีนควรแจ้งขอเลื่อนการฉีดออกไปก่อน 3.เมื่อถึงวันนัดหมาย ควรไปถึงสถานที่ฉีดก่อนเวลาอย่างน้อย 30 นาที 4.ตรวจสอบข้อมูลยืนยันตัวบุคคลลงทะเบียนผ่านไลน์ &amp;ldquo;หมอพร้อม&amp;rdquo; ในโทรศัพท์มือถือให้เรียบร้อย 5.ให้ข้อมูลสุขภาพอย่างละเอียดและถูกต้อง เช่น ประวัติการแพ้ยา วัคซีน อาหาร สารก่อภูมิแพ้ต่างๆ 6.หลังได้รับวัคซีนควรเฝ้าระวังอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ อย่างน้อย 30 นาที 7.เมื่อได้รับวัคซีนเข็มแรกควรเตรียมตัวสำหรับการนัดหมายฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 และ&amp;nbsp; 8.ทุกคนต้องสวมหน้ากาก รักษาระยะห่าง และล้างมือทั้งก่อน ระหว่าง หลังการฉีดวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นพ.นคร เปรมศรี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.นคร กล่าวต่อว่า สำหรับอาการไม่พึงประสงค์ เกิดขึ้นได้กับการฉีดวัคซีนทุกชนิด ถือเป็นปฏิกิริยาของร่างกายที่เป็นสัญญาณแสดงว่า ร่างกายกำลังถูกกระตุ้นให้วัคซีนสร้างภูมิคุ้มกัน คือ 1.อาการไม่พึงประสงค์ทั่วไป&amp;nbsp; ได้แก่ ปวด บวม มีไข้ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ส่วนใหญ่หายได้เองใน 24-28 ชั่วโมง บรรเทาได้ด้วยการกินยาลดไข้ แก้ปวด พักผ่อน ดื่มน้ำ และ 2.อาการไม่พึงประสงค์ที่ควรพบแพทย์ เป็นปฏิกิริยาของร่างกายที่ตอบสนองวัคซีนมากเกินไป มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากอาจเกิดกับผู้ที่มีประวัติแพ้วัคซีน มักเกิดภายใน 30 นาทีหลังการฉีด&amp;nbsp; อาการที่พบ ได้แก่ ไข้สูง กินยาก็ไม่ลด หน้ามืดเป็นลม&amp;nbsp; ความดันเลือดต่ำ แน่นหน้าอก หายใจขัด รักษาให้หายได้ ถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม วัคซีนที่ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนแล้ว ถือว่าผ่านการพิสูจน์ว่ามีประโยชน์มากกว่าโทษ และไม่ก่อผลข้างเคียงรุนแรง&amp;nbsp; หรือพบในอัตราที่ต่ำมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ สามารถสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อรับคู่มือวัคซีนสู้โควิดฯ ฉบับอิเล็กทรอนิกส์ หรือดาวน์โหลดได้ที่&amp;nbsp; http://ssss.network/2uq08 และติดตามข้อมูลเพิ่มได้ที่ www.thaihealth.or.th/ไทยรู้สู้โควิด. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;คนไทยควรอ่านก่อนฉีดวัคซีนโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ช่วงที่ผ่านมามีคำถามมากมายเกี่ยวกับวัคซีนเกิดขึ้นในสังคมไทย &amp;ldquo;คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับประชาชน&amp;rdquo; ได้รวบรวมข้อมูลที่ครบทุกเรื่องเกี่ยวกับวัคซีนที่ประชาชนควรได้อ่านก่อนเข้ารับการฉีด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รู้จักวัคซีนโควิด วัคซีนทำงานอย่างไร วัคซีนต่างชนิดมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยต่างกันหรือไม่ ฉีดวัคซีนแล้วยังมีโอกาสติดเชื้อและแพร่เชื้อหรือไม่ การรับรองประสิทธิภาพคุณภาพและความปลอดภัยของวัคซีน&amp;nbsp; ใครควรได้รับวัคซีน ใครไม่สามารถรับวัคซีนได้ อาการไม่พึงประสงค์หลังการฉีดวัคซีน การให้บริการวัคซีน ข้อปฏิบัติก่อนการรับและหลังการรับวัคซีน คลายความสงสัยเรื่องวัคซีน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจ แพร่เชื้อได้ทั้งทางตรงทางอ้อม&amp;nbsp; จากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ ผ่านสารคัดหลั่ง เช่น&amp;nbsp; น้ำมูก น้ำตา น้ำลาย หรือผ่านละอองฝอยขนาดใหญ่ จากทางเดินหายใจที่เกิดจากการไอ จาม การพูดคุย โดยเข้าสู่ร่างกายได้ทางเยื่อบุต่างๆ เช่น ตา จมูก ปาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้ติดเชื้อพบได้ในทุกเพศทุกวัย ผู้ได้รับเชื้อส่วนใหญ่มีอาการได้ตั้งแต่ ไม่มีอาการ อาการเล็กน้อยไม่รุนแรง จนถึงอาการรุนแรง มีภาวะแทรกซ้อนและเสียชีวิต อาการที่พบบ่อยคือ มีไข้ ไอแห้งๆ จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส ผื่น&amp;nbsp; ท้องเสีย ตาแดง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อร่างกายได้รับเชื้อ เราอาจติดเชื้อหรือไม่ติดเชื้อก็ได้ ขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ชนิดของเชื้อ (สายพันธุ์)&amp;nbsp; ปริมาณเชื้อ และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เมื่อมีการติดเชื้อเกิดขึ้น เราอาจติดเชื้อโดยไม่มีอาการ มีอาการน้อย หรือมีอาการรุนแรงจนเสียชีวิตก็ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้อาจแบ่งความเสี่ยงต่อโรคโควิด-19 ได้เป็น 2&amp;nbsp; กลุ่ม คือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1.กลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อ คือประชาชนที่มีโอกาสสัมผัสเชื้อได้มาก เช่น บุคคลที่เดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง&amp;nbsp; บุคลากรทางการแพทย์ บุคลากรด่านหน้าในการควบคุมโรค บุคคลที่มีอาชีพที่มีโอกาสสัมผัสคนจำนวนมากหรืออยู่ในพื้นที่แออัด&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;2.กลุ่มที่มักมีอาการรุนแรงเมื่อได้รับเชื้อโควิด-19&amp;nbsp; ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคอ้วน โรคมะเร็ง โรคปอดเรื้อรัง ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำอื่นๆ เหล่านี้มักมีอาการรุนแรงและมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าประชากรกลุ่มอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วัคซีนโควิด-19 เป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่ง ในการขับเคลื่อนพาสังคมไทยออกจากวิกฤติโควิด-19 โดยวัคซีนคือสารชีววัตถุที่สามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคโดยทำงานเสมือนเป็น &amp;ldquo;คู่ซ้อม&amp;rdquo; ให้ร่างกายได้ฝึกฝนกลไกการป้องกันโรคตามธรรมชาติ ให้ร่างกายได้รู้จักและมีความพร้อมในการต่อสู้กับเชื้อโรคจริง โดยที่วัคซีนทุกชนิดไม่สามารถก่อโรคได้ ซึ่งวัคซีนอาจผลิตมาจาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1.เชื้อโรคที่ถูกทำให้อ่อนฤทธิ์ หรือเชื้อโรคที่ตายแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.บางส่วนของเชื้อโรคหรือโปรตีนสังเคราะห์ ที่มีลักษณะคล้ายกับบางส่วนของเชื้อโรค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;3.สารพันธุกรรมบางส่วนของเชื้อโรค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4.การตัดต่อพันธุกรรมของเชื้อก่อโรคเข้าไปในไวรัสชนิดอื่น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกเหนือจากสารชีววัตถุที่กระตุ้นภูมิคุ้มกันแล้ว ในวัคซีนยังมีสารประกอบอื่นเพื่อเพิ่มความคงตัว หรือเพิ่มประสิทธิภาพของวัคซีน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วัคซีนโควิด-19 ส่วนใหญ่ต้องฉีด 2 ครั้ง เพื่อกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้เพียงพอและอยู่นาน โดยเว้นระยะระหว่างเข็มแตกต่างกัน ซึ่งมักเป็นระยะเวลาตั้งแต่ 2&amp;nbsp; สัปดาห์ ถึง 3 เดือน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องฉีดวัคซีน 2 เข็ม ในระยะเวลาห่างที่เหมาะสม จึงจะมั่นใจได้ว่าร่างกายมีภูมิคุ้มกันเพียงพอต่อการป้องกันโรคได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แม้ว่าวัคซีนจะถูกฉีดเป็นรายคน แต่ก็มีประโยชน์ปกป้องคนใกล้ชิดที่มีความเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรงได้อีกด้วย ในภาพรวม วัคซีนจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการปัญหาโควิด-19 ทั้งช่วยลดความสูญเสียจากการเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิต ลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และในอนาคตอันใกล้มีความเป็นไปได้ที่จะมีข้อมูลมากที่จะแสดงให้เห็นว่า การฉีดวัคซีนโควิด-19 จะช่วยลดการติดเชื้อและแพร่กระจายโรคในสังคมได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับวัคซีนที่นำมาใช้ในประเทศไทย เป็นวัคซีนที่มีข้อมูลความปลอดภัยที่ดี อาการไม่พึงประสงค์ส่วนใหญ่เป็นอาการเฉพาะที่และหายได้เอง ปัจจุบันยังไม่มีรายงานอาการไม่พึงประสงค์รุนแรงในอัตราที่สูงกว่าวัคซีนชนิดอื่นที่ใช้อยู่ทั่วไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตามหลักการควบคุมโรค วัคซีนที่สามารถป้องกันความสูญเสียทางสุขภาพ จากการติดเชื้อตั้งแต่ลดโอกาสติดเชื้อ การเจ็บป่วย การเสียชีวิตของผู้ได้รับวัคซีน และลดโอกาสการแพร่กระจายเชื้อจากผู้ได้รับวัคซีนไปยังบุคคลอื่น อย่างไรก็ตามผู้ได้รับวัคซีนยังมีโอกาสรับเชื้อ มีโอกาสป่วย และมีโอกาสแพร่เชื้อไปยังคนอื่นๆ ได้ ขณะที่ยังมีคนอีกส่วนหนึ่งในสังคมที่ยังไม่สามารถรับวัคซีนได้ ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นที่ทุกคนไม่ว่าจะได้รับวัคซีนแล้วหรือไม่ จะยังต้องคงมาตรการป้องกันโรคโควิค-19 ต่อไป ทั้งการสวมหน้ากาก รักษาระยะห่างและหมั่นล้างมือ ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเดินหายใจอื่นๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่&amp;nbsp; วัณโรค ฯลฯ ได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คนไทยทุกคนมีสิทธิ์ได้รับบริการวัคซีนโควิด-19 ตามความสมัครใจ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยมี 8 ขั้นตอนในการดูแลความปลอดภัยผู้เข้ารับบริการฉีดวัคซีนดังต่อไปนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ลงทะเบียนรับบริการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.ชั่งน้ำหนัก วัดความดันโลหิต &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;3.คัดกรอง ซักประวัติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;4.รอฉีดวัคซีน ซึ่งจะมีการให้ความรู้ความเข้าใจอีกครั้งก่อนรับวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;5.รับการฉีดวัคซีน โดยเป็นการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;6.พักรอสังเกตอาการ 30 นาที ซึ่งจะมีการจัดห้องปฐมพยาบาล โดยมีบุคลากรทางการแพทย์ และอุปกรณ์ช่วยชีวิตพร้อมดูแล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;7.ตรวจสอบอาการก่อนกลับบ้าน รับคำแนะนำและเอกสารให้ความรู้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 8.ติดตามข้อมูลและทำการสื่อสารผ่านไลน์ &amp;ldquo;หมอพร้อม&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;สานพลังคลายทุกข์&amp;ldquo;@linefamilyเพื่อนครอบครัว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พม.-สสส.สานพลังวิถีชีวิตใหม่คลายทุกข์ พัฒนาแพลตฟอร์มสื่อสาร &amp;ldquo;@linefamilyเพื่อนครอบครัว&amp;rdquo; ให้คำปรึกษาปัญหาครอบครัวแบบลับเฉพาะตลอด 24 ชั่วโมง&amp;nbsp; เผยช่วงโควิด-19 ประชาชนแห่ปรึกษากฎหมายครอบครัว พบปมปัญหาความรุนแรงในบ้านมากที่สุด ชวนแอดไลน์และบอกต่อเพื่อเป็นตัวช่วยทุกครอบครัวฝ่าวิกฤติโควิด-19 ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;จินตนา จันทร์บำรุง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จินตนา จันทร์บำรุง อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ปรากฏการณ์วิกฤติโควิด-19 ที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อปัญหาครอบครัวหลายรูปแบบ กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และนักวิชาการด้านครอบครัว พัฒนาแพลตฟอร์ม @linefamily และ www.เพื่อนครอบครัว http://xn--43c.com/ เพื่อช่วยแก้ปัญหาครอบครัวที่เป็นความลับเฉพาะบุคคล โดย@linefamilyเพื่อนครอบครัว คือช่องทางการสื่อสารรูปแบบใหม่ ที่จะแยกหมวดหมู่ในการสนทนาหรือรับคำปรึกษาแบบพิเศษได้แบบตัวต่อตัว ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนได้ โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาภายใน 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จินตนากล่าวต่อว่า แพลตฟอร์มนี้มีการแบ่งบทสนทนาเป็นหมวดหมู่ เพื่อสะดวกในการให้คำปรึกษา เช่น ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว การสร้างความสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว การเลี้ยงลูกหรือการเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวในภาวะวิกฤติ การให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายครอบครัว และให้คำปรึกษาด้านสิทธิและสวัสดิการครอบครัว เช่น เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด การคุกคามทางเพศ การถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศและอื่นๆ โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญจากสหวิชาชีพมาให้คำปรึกษา ได้แก่ นักกฎหมาย นักสังคมสงเคราะห์ สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทยพร้อมให้คำแนะนำ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อข้อมูลกับหน่วยงานหลัก&amp;nbsp; ทั้งกรมสุขภาพจิต กรมอนามัย และศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 คอยให้ความรู้หรือคลายข้อสงสัยที่ต้องการค้นหาได้อย่างสะดวก โดยแพลตฟอร์มนี้เปิดตัวตั้งแต่วันที่ 14 เมษายนที่ผ่านมา ตรงกับวันแห่งครอบครัว และสอดคล้องกับสถานการณ์โควิด-19 พบว่ามีประชาชนร้อยละ 36 สอบถามเรื่องกฎหมายครอบครัว รองลงมาร้อยละ 27 ปรึกษาปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เรื่องสวัสดิการสำหรับแม่เลี้ยงเดี่ยว และสัมพันธภาพในครอบครัว ทั้งนี้ @linefamily&amp;nbsp; และ www.เพื่อนครอบครัว http://xn--43c.com/ จะช่วยสร้างความอบอุ่น ช่วยให้ครอบครัวเข้มแข็งได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ณัฐยา บุญภักดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส. กล่าวว่า ครอบครัวเป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างคนที่มีสุขภาวะ ซึ่งจะต้องเริ่มตั้งแต่เด็กๆ โดยเน้นเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพผ่านการสนับสนุนและทำงานเชิงรุก สสส.ทำงานร่วมกับกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ในการสร้างความอบอุ่นในครอบครัว ทำให้ครอบครัวเข้มแข็ง โดยในปีนี้ สสส.ได้สนับสนุนการพัฒนาและสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับครอบครัว นำไปสื่อสารให้เข้าใจง่ายในรูปแบบดิจิทัล ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ @linefamily และ www.เพื่อนครอบครัว http://xn--43c.com/ ที่ช่วยให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น&amp;nbsp; เพราะสถานการณ์โควิด-19 ทำให้บางครอบครัวต้องเผชิญกับความเครียด กดดัน จากการว่างงาน การมีรายได้น้อยลง&amp;nbsp; รวมถึงการกักตัวอยู่บ้านเป็นเวลานาน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จุดเด่นของ Line เพื่อนครอบครัว คือ 1.ข้อมูลเชื่อถือได้ มีเมนูเข้าสู่เว็บไซต์ที่เป็นแหล่งเรียนรู้ สามารถเข้ามาดูเมื่อไหร่ก็ได้ 2.มีระบบเก็บข้อมูลที่คำนึงถึงสิทธิส่วนบุคคลที่เป็นความลับ เช่น การให้คำปรึกษาจะส่งรหัส OTP ยืนยันตัวตนมาที่มือถือเพื่อให้ใช้เข้าระบบแบบส่วนตัว และ 3.การเชื่อมบริการกับกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว&amp;nbsp; กรมอนามัยและกรมสุขภาพจิต โดยจะมีทีมผู้เชี่ยวชาญจาก&amp;nbsp; 3 หน่วยงานตอบคำถามและให้ข้อแนะนำ และส่งต่อเข้ารับความช่วยเหลือ ผู้สนใจสามารถรับคำปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่สนใจได้ เพียงแค่ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์หรือไลน์เพื่อนครอบครัว ยืนยันว่าทุกถ้อยคำจะถูกเก็บเป็นความลับเฉพาะบุคคล เพื่อช่วยให้เกิดความมั่นใจ เป็นส่วนตัว และกล้าเปิดใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ณัฐยากล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา สสส.ส่งเสริมความเข้มแข็งในครอบครัวผ่าน 3 กลยุทธ์ คือ ทำพื้นที่ต้นแบบ/พื้นที่สาธิต&amp;nbsp; เพื่อให้ชุมชนเรียนรู้ว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถลดปัญหาในครอบครัวได้ด้วยพลังของชุมชนเอง รวมถึงชักชวนผู้ประกอบการ-สถานประกอบการมาเป็นเครือข่ายสถานประกอบการที่เป็นมิตรกับครอบครัว (family-friendly&amp;nbsp; workplace) จากนั้นจะถอดบทเรียนเพื่อขับเคลื่อนเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ขยายผลสู่ทุกครอบครัวในสังคมไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;สิ่งสำคัญเบื้องต้นที่ทำให้ครอบครัวอบอุ่นเข้มแข็งอยู่ที่การสื่อสาร เพราะการพูดคุยและเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน&amp;nbsp; จะทำให้คนในบ้านเข้าใจกันมากขึ้น ลดความตึงเครียดจากสถานการณ์โควิด-19 เริ่มต้นจากการจัดการอารมณ์ของตนเอง ให้ใจเย็นลง เพิ่มการรับฟัง ให้อภัยกันเพราะเป็นช่วงที่ทุกคนรู้สึกกดดันไม่ต่างกัน แต่เข้าใจว่าบางทีก็ต้องการตัวช่วย สสส.หวังว่าช่องทางการสื่อสารใหม่ๆ ที่ร่วมพัฒนากับกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวจะสามารถเป็นแหล่งช่วยเหลืออีกทางหนึ่งของครอบครัว อยากให้ลองใช้และช่วยกันบอกต่อ&amp;rdquo; ณัฐยากล่าว.&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102946</URL_LINK>
                <HASHTAG>@linefamily, @linefamilyเพื่อนครอบครัว, herd immunity, IHPP, UNICEF, WHO, กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับประชาชน, จินตนา จันทร์บำรุง, ณัฐยา บุญภักดี, ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์, นพ.นคร เปรมศรี, พม., สช., สถาบันวัคซีนแห่งชาติ, สธ., สร้างภูมิคุ้มกันหมู่, สสส., สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ, สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210514/image_big_609e79d03baae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100944</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/04/2021 18:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/04/2021 18:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นพ.นคร&#039; แจงชัด 3 ประเด็นจัดซื้อวัคซีนไฟเซอร์ ส่งต่อในโซเชียลทำปชช.เข้าใจผิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 เม.ย.64 - ที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) แถลงสถานการณ์โควิด 19 โดย นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ชี้แจงข่าวลือเกี่ยวกับการเจรจาจองซื้อวัคซีนของบริษัทไฟเซอร์ กรณีดังกล่าวได้มีการส่งต่อในโซเชียลมีเดีย โดยที่ไม่ได้มีการสอบทานแหล่งข้อมูลอย่างดี จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดกับประชาชน โดยมี 3 ประเด็นซึ่งสถาบันฯได้สอบทานข้อมูลกับบริษัท ไฟเซอร์ ประเทศไทยแล้วพบว่าตรงกับข้อมูลของสถาบันฯ คือ 1. กรณีที่ระบุว่าไฟเซอร์เคยเสนอขายวัคซีนให้ไทย 13 ล้านโดสนั้นไม่เป็นความจริง ตัวเลข 13 ล้านโดสเป็นตัวเลขที่บริษัทไฟเซอร์ ประเทศไทย ใช้ในการนำเสนอบริษัทแม่เพื่อเตรียมหารือกับกระทรวงสาธารณสุข ไม่ใช่จำนวนที่เสนอขายให้กับประเทศไทย ทั้งนี้ตัวเลขดังกล่าว เกิดจากการประมาณการของบริษัท โดยอ้างอิงจำนวนจากแผนการจัดหาวัคซีน โควิด19 เดิมในปี 2563 ที่เคยตั้งไว้ว่าจะจัดซื้อวัคซีนแบบทวิภาคีคิดเป็น 10% ของจำนวนประชากรหรือประมาณ 6.5 ล้านคน ฉีดคนละ 2 โดส จึงรวมประมาณ 13 ล้านโดส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.นคร กล่าวว่า ประเด็นที่ 2&amp;nbsp;กรณีระบุว่าการซื้อวัคซีนจากไฟเซอร์ไม่ต้องใช้เงินซื้อมีวัคซีนให้ใช้ก่อนค่อยจ่ายทีหลังนั้น ขอแจงว่า ไม่เป็นความจริง ซึ่งการจัดซื้อวัคซีนของไฟเซอร์ต้องมีการจ่ายเงินจองตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญาและไม่มีข้อเสนอในการจัดส่งวัคซีนให้ใช้ก่อนแต่อย่างใด กรณีนี้ผู้ที่ได้รับการส่งต่อข้อมูลทางโซเชียลฯน่าจะตั้งข้อสงสัยแล้วว่าจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะมีบริษัทไหนให้ใช้วัคซีนก่อน โดยไม่ต้องเสียเงิน ท่ามกลางสถานการณ์การแย่งชิงวัคซีนทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ 3 กรณีระบุว่าไฟเซอร์เสนอขายวัคซีนให้กับรัฐบาลถึง 4 รอบ แต่ถูกปฏิเสธนั้น นพ.นคร ชี้แจงว่าไม่เป็นความจริง โดยที่ผ่านมาไฟเซอร์ได้เข้ามานำเสนอข้อมูลผลการวิจัยในระยะต่างๆ รวมถึงผลการใช้จริงในต่างประเทศให้แก่สถาบันวัคซีนแห่งชาติและกรมควบคุมโรคเป็นระยะ โดยยืนยันว่าไม่เคยมีการปฏิเสธการเข้าพบ ซึ่งเดิมวัคซีนของไฟเซอร์ต้องจัดเก็บในอุณหภูมิ -75 องศาเซลเซียสตลอดเวลา และเก็บในตู้เย็น 2-8 องศาฯได้เพียง 5 วัน อันนี้คือข้อจำกัดเดิม พอเรามีการข้อข้อมูลเพิ่มเติม จึงทราบว่ามีผลการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องการคงตัวของวัคซีน และความสามารถในการจัดเก็บที่สะดวกขึ้น ใช้อุณหภูมิในการจัดเก็บน้อยลงจากเดิม ที่ -20 องศา ซึ่งทำให้การจัดส่งวัคซีนในไทยสะดวกขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.นคร กล่าวเพิ่มเติมว่า การศึกษาเพิ่มเติมของบริษัทแสดงให้เห็นว่าการจัดเก็บและการขนส่งวัคซีนทำได้สะดวกขึ้นและมีข้อมูลสนับสนุนว่าวัคซีนสามารถใช้ได้ในเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปรวมทั้งเงื่อนไขที่บริษัทสามารถส่งวัคซีนให้ใช้ได้ภายในปี 2564 จึงมีการเจรจาต่อเนื่อง เพื่อจองซื้อวัคซีนจากไฟเซอร์ โดยมีเป้าหมายให้ครอบคลุมประชากรในกลุ่มอายุ 12 ปีขึ้นไป ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการขออนุมัติจากสำนักงานอาหารและยาสหรัฐอเมริกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การจองซื้อวัคซีนไฟเซอร์ของประเทศไทย เพื่อนำมาใช้ปิดช่องว่างฉีดให้กับเด็กกลุ่มอายุ 12 ปีขึ้นไปซึ่งเป็นกลุ่มนักเรียนที่มีแนวโน้มระบาดเป็นกลุ่ม เนื่องจากขณะนี้เป็นวัคซีนตัวเดียวที่มีผลการศึกษาในกลุ่มอายุดังกล่าว ขณะที่ตัวอื่นมีข้อจำกัดให้ใช้ในอายุ 18 ปีขึ้นไป จึงเป็นประโยชน์ต่อประเทศทำให้มีการจองซื้อ และหากได้จำนวนมากก็จะฉีดให้กลุ่มประชากรอื่นด้วย&amp;quot;นพ.นครกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100944</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.นคร เปรมศรี, วัคซีนโควิด, สถาบันวัคซีนแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210413/image_big_607552d11010e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99374</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/04/2021 15:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/04/2021 15:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผอ.สถาบันวัคซีนฯ ตีปากพวกวิจารณ์วัคซีน ย้ำซิโนแวคป้องกันอาการรุนแรงได้ 100%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 เม.ย.64 - นพ.นคร&amp;nbsp;เปรมศรี&amp;nbsp;ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ&amp;nbsp;เปิดเผยข้อมูลประสิทธิผลวัคซีนชิโคแวคต่อไวรัสโควิด-19&amp;nbsp;ในประเทศบราซิล&amp;nbsp;พบว่าสามารถป้องกันอาการติดเชื้อที่ไม่รุนแรงได้ 50.4%&amp;nbsp;อาการรุนแรงปานกลางได้&amp;nbsp;83.7%&amp;nbsp;และป้องกันอาการรุนแรงได้&amp;nbsp;100%&amp;nbsp;ซึ่งวัคซีนซิโนแวคเป็นวัคซีนตัวเดียวที่ได้รับการทดสอบในกลุ่มบุลากรทางการแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า&amp;nbsp;ซึ่งเป็นวัคซีนหลักของประเทศไทย&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;61&amp;nbsp;ล้านโดส&amp;nbsp;จะส่งมอบเดือนมิ.ย.มีข้อมูลตีพิมพ์เมื่อวันที่&amp;nbsp;10&amp;nbsp;เม.ย.ที่ผ่านมา&amp;nbsp;เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลว่ามีผลต่อไวรัสสายพันธุ์อังกฤษ&amp;nbsp;B.1.1.7&amp;nbsp;ป้องกันอาการป่วยได้&amp;nbsp;70%&amp;nbsp;ส่วนไวรัสอื่นๆที่ยังไม่มีการกลายพันธุ์นั้นการป้องกันอยู่ที่&amp;nbsp;85 %&amp;nbsp;ดังนั้นวัคซีนทั้ง&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ตัวมีผลในการป้องกันอาการป่วยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.นคร&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;ขอฝากว่าการพิจารณาเรื่องวัคซีนนั้น&amp;nbsp;ข้อสำคัญคือ&amp;nbsp;ไม่สามารถจะมาเปรียบเทียบเฉพาะตัวเลข&amp;nbsp;ประสิทธิผลของวัคซีน&amp;nbsp;เพียงลำพังเท่านั้น&amp;nbsp;ต้องใช้ข้อมูลอื่นประกอบด้วยเช่นผลการศึกษาระยะ&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ที่แสดงผลของวัคซีนนั้นทำในกลุ่มประชากรใด&amp;nbsp;หากเป็นกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อจำนวนมาก&amp;nbsp;พื้นที่มีการติดเชื้อมาก&amp;nbsp;เจอเชื้อได้บ่อยขณะที่วัคซีนบางตัวทำในกลุ่มประชากรในชุมชนทั่วไป&amp;nbsp;จะเอาตัวเลขเปอร์เซ็นมาเทียบกันไม่ได้ต้องเอาทุกอย่างมาประกอบกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผู้ที่ออกวิพากษ์วิจารณ์ประสิทธิผลของวัคซีนตัวนี้ ขอให้ใช้ข้อมูลความจริงทางด้านวิชาการตรงนี้ให้ครบถ้วน&amp;nbsp;และพิจารณาเปรียบเทียบหลายๆส่วนกับวัคซีนตัวอื่นที่มีการตีพิมพ์ผลงานของวัคซีนออกมาแล้ว&amp;nbsp;ดังนั้นจะเห็นความต่าง&amp;nbsp;ความเหมือน&amp;nbsp;หรือความใช้การได้ของวัคซีน&amp;nbsp;ดังนั้นเพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าวัคซีนซิโนแวคที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันนี้มีประสิทธิผลพอสมควรและมีประสิทธิผลมากในการป้องกันอาการรุนแรง&amp;nbsp;จึงขอให้ประชาชนมั่นใจ&amp;nbsp;และต้องฉีดให้ครอบคลุมอย่างมากและรวดเร็ว&amp;nbsp;เราติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;ไม่ใช้ความเชื่อหรืออคติแต่ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์&amp;nbsp;และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในประเทศ&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;ขององค์การอนามัยโลก&amp;rdquo;นพ.นครกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99374</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซิโนแวค, นพ.นคร เปรมศรี, วัคซีนโควิด, สถาบันวัคซีนแห่งชาติ, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210413/image_big_607552d11010e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90701</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผวาวัคซีนการเมือง สะพัด!แอสตร้าฯไม่สบายใจ/สถาบันแจงแค่คุยข้อกม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.วัคซีนดอดพบเลขาฯ นายกฯ ที่ทำเนียบฯ แจ้งเหตุ สธ.ยกเลิกแถลงมอบทะเบียนวัคซีนหลัง &amp;ldquo;ธนาธร&amp;rdquo; โยงเข้าการเมือง หวั่นกระทบการจัดซื้อ บ.แอสตร้าฯ อาจทบทวนการส่งมอบวัคซีนตามแผนเดิม ก่อนร่อนแถลงการณ์แจงแค่คุยเรื่องกฎหมาย &amp;ldquo;แรมโบ้&amp;rdquo; จวก &amp;ldquo;ธนาธร&amp;rdquo; อย่าเอาวัคซีนรักษาชีวิต ปชช.มาตีกินทางการเมือง &amp;ldquo;หมอพรทิพย์&amp;rdquo; จี้ เจ้าหน้าที่ใช้กฎหมายเด็ดขาดกับคนให้ร้ายพระมหากษัตริย์ &amp;ldquo;ส.ส.ก้าวไกล&amp;rdquo; รับลูก ท้าเปิดสัญญาพาไปดูโรงงานสยามไบโอไซเอนซ์ ซูเปอร์โพลจี้ทอนเคลียร์ข้อสงสัยปม &amp;quot;เรือยอชต์-แม่บุกรุกที่ดิน-เงินบริจาค&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล ในช่วงสายวันที่ 22 มกราคม นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เรียก นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ เพื่อสอบถามสาเหตุที่กระทรวงสาธารณสุขยกเลิกการแถลงข่าวเกี่ยวกับการรับมอบทะเบียนวัคซีนจากบริษัท แอสตร้า เซนเนก้า จำกัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวแจ้งว่า นพ.นครได้ปรารภกับคนใกล้ชิดว่า กรณีที่ต้องยกเลิกแถลงข่าวเป็นเพราะทางบริษัท แอสตร้า เซนเนก้าฯ มีความกังวล หลังนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า กดดันให้มีการเปิดสัญญาการจัดซื้อวัคซีนกับรัฐบาลไทย จนทำให้บริษัทดังกล่าวที่เป็นบริษัทมหาชนในประเทศอังกฤษเกิดความไม่สบายใจ เพราะไม่อยากพัวพันกับการเมือง จึงไม่อนุญาตให้ผู้แทนของบริษัทประจำประเทศไทยร่วมแถลงข่าว และหลังจากนี้บริษัทดังกล่าวอาจพิจารณาทบทวนท่าทีต่อการผลิตและการส่งมอบวัคซีนให้กับประเทศไทยตามแผนเดิม ซึ่งคาดการณ์ว่า นพ.นครจะนำเหตุผลดังกล่าวชี้แจงต่อนายดิสทัต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 19.35 น. สถาบันวัคซีนแห่งชาติออกแถลงการณ์ข้อเท็จจริงการเข้าพบเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตามที่มีข่าวของสื่อมวลชนกรณี นพ.นคร พร้อมด้วยเลขาธิการ อย. เข้าพบนายดิสทัต ที่ทำเนียบรัฐบาล เป็นการเข้าร่วมชี้แจงในเรื่องกระบวนการขึ้นทะเบียนวัคซีนโควิด-19 ในประเทศไทยว่า มีขั้นตอนของกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างไร และการควบคุม กำกับคุณภาพของวัคซีนที่จะมีผู้มาขอขึ้นทะเบียนไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นการแถลงข่าวใดๆ และไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองหรือความไม่พอใจของบริษัท แอสตร้า เซนเนก้าฯ แต่อย่างใด ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้สื่อมวลชนรักษาจรรยาบรรณและการเป็นนักสื่อสารที่ดีไม่ควรเสนอข่าวที่ไม่มีแหล่งข่าวที่อ้างอิงได้ รวมทั้งขอให้ลบข่าวเท็จจริงออกจากช่องทางสื่อสารทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การจัดซื้อวัคซีนโควิดและรัฐบาลแจ้งความ ม.112 เพื่อปิดปากว่า ไม่มั่นใจสิ่งที่นายธนาธรออกมาพูดนั้นเป็นการทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่ เพราะสวนทางกับพฤติกรรมที่ผ่านมาของนายธนาธร ที่ล้วนแต่ทำไปเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง และบางอย่างอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคม ยืนยันการจัดหาวัคซีนโควิดเป็นไปตามขั้นตอนของมติคณะรัฐมนตรี โปร่งใส 100% ส่วนการแจ้งความมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ทำในนามส่วนตัว ไม่ได้เป็นการสั่งการจากนายกฯ เพราะผมและคณะทนไม่ได้กับพฤติกรรมของนายธนาธร ที่มีการพูดจาบจ้วงสถาบัน พยายามดึงสถาบันมาเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง ถือเป็นการทำผิดกฎหมายมาตรา 112 อย่างชัดเจน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อย่าทำตัวเป็นลูกคุณหนูเอาแต่ใจตัวเอง เพราะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ต้องมีความคิดที่เป็นผู้ใหญ่ด้วย ไม่ใช่ทำอะไรไม่ได้ดั่งใจก็โทษคนอื่นโทษการเมือง ทำตัวเป็นคนเนรคุณแผ่นดินเกิดของตัวเอง ไม่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณก็ไม่สมควรอยู่ในประเทศนี้อีกต่อไป อย่าได้เอาวัคซีนที่รัฐบาลเอามารักษาชีวิตประชาชนมาโยงใยเล่นตีกินทางการเมืองและทำลายสถาบัน เพราะประชาชนคนไทยจะสาปแช่งให้วิบัติ มีอันเป็นไป ซึ่งไม่ผลเป็นดีต่อครอบครัวของนายธนาธรเอง แผ่นดินไทยสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ใครคิดร้ายต่อแผ่นดินและบ้านเมือง บาปกรรมมีจริง นรกมีจริง ไม่ต้องไปรอรับกรรมในชาติหน้า แต่จะได้รับผลกรรมตามทันในชาตินี้อย่างแน่นอน ไม่เชื่อรอดู&amp;rdquo; นายสุภรณ์กล่าว
จี้ใช้ กม.อย่างเด็ดขาด
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายธนาธรระบุว่ารัฐบาลกลั่นแกล้ง ตามบี้คดีน้องชายติดสินบนเจ้าหน้าที่สำนักทรัพย์สินฯ และเรือ ยอชต์ซื้อมือสอง ไม่ได้จดทะเบียนเอง อีกทั้งถูกวางเพลิงว่า ยืนยันว่ารัฐบาลไม่เคยกลั่นแกล้งใคร พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ของคนไทยทุกคน ไม่เลือกปฏิบัติ ทุกอย่างเท่าเทียม เสมอภาค คดีน้องชายนายธนาธรเป็นไปตามปกติ รัฐบาลไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย และคดีนี้มีความชัดเจน เพราะมีหลักฐาน ส่วนเรือยอชต์เลี่ยงภาษีจะเป็นการวางเพลิงหรือไม่นั้น รัฐบาลก็ไม่เกี่ยวข้อง แต่สังคมรับไม่ได้ที่มีการเลี่ยงภาษี หลายสิ่งหลายอย่างที่นายธนาธรกระทำเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่พอเรื่องแดงก็มักจะหาทางออกโดยการกล่าวหารัฐบาลกลั่นแกล้ง ขอให้กลับตัวกลับใจ ดูองคุลิมาลเป็นตัวอย่าง สังคมยังให้อภัย สำหรับการจัดหาวัคซีนนั้น นายธนาธรควรหยุดบิดเบือนได้แล้ว ประชาชนเข้าใจแล้ว โปร่งใสตรวจสอบได้ หัดคิดดีทำดีให้กับประเทศบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า เมื่อคืนฟังตรงจากการสัมภาษณ์ก็ได้เห็นการแถ การให้ร้ายแบบจงใจตั้งใจ และเมื่อมาดูสิ่งที่เกิดขึ้นตามภาพ ยืนยันได้ว่ากลุ่มการเมืองใหม่ตั้งใจทำอะไรให้แผ่นดินนี้ดูเหมือนในหัวจะมีความจงเกลียดจงชังพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีคุณูปการต่อแผ่นดินไทยมากมาย ความหลงผิดเช่นนี้ผลกรรมที่รับไม่ยากที่จะมองเห็น แต่สิ่งที่น่าอึดอัดใจก็คือผู้นำและเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่มีสัญญาณชัดเจน เรื่องแบบนี้มัวแต่ใช้ความกลัว (กลัวผิดตัวบทกฎหมาย) แทนที่จะใช้ความกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง ปล่อยให้พระองค์ถูกย่ำยีมาตลอด เรื่องนี้สำคัญยิ่ง ควรมีความเด็ดขาด คนกลุ่มนี้อ้างว่าตั้งใจอยากพัฒนาประเทศ แต่ตลอดเวลาไม่เคยเห็นการกระทำที่ให้กับแผ่นดิน มีแต่การบ่อนทำลายและการทำลาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม แกนนำกลุ่มไทยภักดี โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ขอสอนธนาธร ถ้าจำกันได้ ตั้งแต่เริ่มเป็นนักการเมือง เขาให้แสดงความโปร่งใส แต่ตนเองใช้ไบลด์ทรัสต์ เขาจะทำรถไฟความเร็วสูง แต่ตนเองจะทำไฮเปอร์ลูป เขาแจก 5,000 บาท แต่ตนเอง 3,500 บาทถ้วนหน้าโดยไม่สูจน์ความจน มาถึงเรื่องวัคซีนโควิด ก็พยายามสื่อสารว่ามีบางประเทศจัดหาได้ถึง 200-300 เปอร์เซ็นต์ของประชากร เพื่อมาเกทับประเทศไทย ก็รับรู้ว่ารู้ไม่จริงและบิดเบือน ด้วยหลักการฉีดวัคซีน ในเชิงวิชาการของโรคระบาด ไม่มีใครฉีด 100% ของประชากร เขาฉีดประมาณ 60-80% ของประชากร เพราะจะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ตามมา การที่บอกว่าบางประเทศจัดหา 200-300% ของประชากร จึงพูดแบบมั่วๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.วรงค์ระบุว่า ขณะนี้วัคซีนโควิดยังไม่มีการทดลองในเด็ก จึงยังไม่มีประเทศไหนในโลกนี้ฉีดในเด็ก แม้แต่ไฟเซอร์ เพิ่งจะเริ่มงานวิจัย ไม่นาน ที่จะทดลองฉีดในเด็กอายุ 12 ปี และวิจัยในเด็กอายุ 15-16 ปี ในปัจจุบันเขาจึงห้ามฉีดในเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี&amp;nbsp; ประเทศเรามีประชากรประมาณ 66 ล้านคน ถ้าตัดเด็กอายุ 16 ปีลงมา จะเหลือประมาณ 55 ล้านคน หลักการฉีดวัคซีนและให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ คิดที่ 60% เท่ากับว่าเราจะฉีด 33 ล้านคน ขณะนี้เราสั่งวัคซีนแล้วของแอสตร้า เซนเนก้า 26 ล้านโดส ของซิโนแวค 2 ล้านโดส ที่สำคัญการฉีดให้คนหลายสิบล้าน ต้องใช้เวลาหลายเดือน ดังนั้น ในทางวิชาการจึงไม่ใช่เลวร้ายอย่างที่นายธนาธรนำเสนอให้ประชาชนเข้าใจผิด แนะนำให้ออกมาเคลียร์ปมที่ประชาชนเคลือบแคลงสงสัย เช่น การบุกรุกป่าของมารดาของนายธนาธร ภาษีเรือยอชต์ การปลดพนักงาน แรงงานของบริษัท เงินบริจาคช่วยเหยื่อโควิดที่แจกไม่หมดนำไปใช้จ่ายอย่างอื่น น่าจะดูดีกว่า
ก้าวไกลท้าไปดูโรงงานไบไอไซฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา ส.ส.นครปฐม พรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีนายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข ตอบกระทู้ถามของนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เรื่องความหละหลวมของรัฐบาลที่ปล่อยให้เกิดการระบาดของเชื้อโควิด-19 และขอให้เปิดเผยสัญญาว่าจ้างผลิตวัคซีนระหว่างบริษัท แอสตร้า เซนเนก้าฯ กับบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ซึ่งตอนหนึ่งนายสาธิตระบุว่า วัคซีนไม่ใช่ความเป็นความตายของประชาชนนั้น จริงอยู่ว่าถ้าไม่ได้รับวัคซีน ประชาชนก็คงจะยังไม่ตายตอนนี้จากการติดเชื้อโควิด แต่พวกเขาจะอดตายเพราะความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารของรัฐบาลชุดนี้ วันนี้เมื่อเรายังไม่มีการฉีดวัคซีน ก็เหมือนยังอยู่ในความมืดมิดต่อไป เพราะผู้คนก็ยังไม่กล้าใช้ชีวิตตามปกติ เชื่อว่าการมีวัคซีนนั้นจะทำให้การดำเนินชีวิตของประชาชนกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทำให้ต่างชาติมั่นใจกลับมาท่องเที่ยวมาลงทุน ฟื้นฟูประเทศได้ ยิ่งมีวัคซีนช้าเท่าไหร่ ประเทศก็จะยิ่งบอบช้ำมากยิ่งขึ้นเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.สุทธวรรณกล่าวด้วยว่า การที่บอกปัดเรื่องการเปิดเผยสัญญาที่เกี่ยวกับการจัดหาวัคซีนทั้งหมด และให้ไปเปิดดูในเว็บไซต์สถาบันวัคซีนแห่งชาตินั้น ทำไมต้องไล่ประชาชนไปเปิดในเว็บไซต์ ซึ่งตนก็ได้ไปลองดูแล้วใช้เวลาอยู่นานพอสมควรก็ยังไม่เห็นสัญญาที่ท่านบอกนั้นเลย รัฐบาลก็ควรถือโอกาสนี้เปิดสัญญาให้ประชาชนเห็น รวมถึงเปิดเผยความพร้อมของสยามไบโอไซเอนซ์ โดยอาจจะเชิญสื่อมวลชน เชิญคนที่มีคำถามไปดูงานถึงโรงงานเลยจะยิ่งเป็นการช่วยทำให้ประชาชนมั่นใจยิ่งขึ้น ดิฉันและ ส.ส.พรรคก้าวไกล และรวมถึงคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ก็คงจะยินดีไปร่วมชมโรงงาน ชมความพร้อมของนวัตกรรมเทคโนโลยีของบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ฯ ด้วยกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ &amp;#39;เพนกวิน&amp;#39; พร้อม น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง สองแกนนำคณะราษฎร เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ทองศูนย์ อุ่นวงศ์ รอง ผบก.ปอท. เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกคดีมาตรา 112 จากกรณีโพสต์ข้อความทางสื่อออนไลน์ในลักษณะหมิ่นเหม่สถาบัน โดยนายพริษฐ์กล่าวว่า ไม่ทราบรายละเอียดว่าเหตุมาจากการโพสต์ในวันและเวลาใด มองว่าการแจ้งข้อกล่าวหามาตรา 112 เหมือนการกลั่นแกล้ง จึงอยากเรียกร้องขอให้ทบทวนเรื่องการใช้กฎหมายมาตรา 112 กับประชาชน เนื่องจากมีประมวลกฎหมายอาญามาตราอื่นที่สามารถเอาผิดกับประชาชนได้ ส่วนคดี 112 จนถึงขณะนี้ตนถูกแจ้งความรวมทั้งสิ้น 17 คดี ส่วนกรณีของ น.ส.ปนัสยานั้น ทราบว่ามาจากการแชร์ข้อความของตนจึงถูกหมายเรียกคดีเดียวกัน โดย น.ส.ปนัสยาถูกดำเนินคดีรวมทั้งสิ้น 9 คดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 11.00 น. นายอานนท์ นำภา ในฐานะทนายความ ได้พาเยาวชนหญิงชาว จ.ขอนแก่น อายุ 17 ปี มาเข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ปอท. ตามหมายเรียกคดี ม.112 ด้วยเช่นกัน โดยนายอานนท์กล่าวว่า กรณีของเยาวชนหญิงชาว จ.ขอนแก่นนั้น น่าจะมาจากการโพสต์เฟซบุ๊ก แต่ก็ไม่ทราบว่าเป็นโพสต์ข้อความใด และก็ไม่ทราบว่าเป็นการเรียกมาดำเนินข้อหาใดบ้าง จึงยังไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดได้ ส่วนคดีของตนถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ไปแล้วรวมทั้งสิ้น 8 คดี
โพลจี้ทอนเคลียร์ปมส่วนตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก นายเอกชัย หงส์กังวาน, นายบุญเกื้อหนุน เป้าทอง นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และนายสุรนาถ แป้นประเสริฐ หรือตัน ผู้ประสานงานเครือข่าย เยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง (Active Youth) สามผู้ต้องหาที่ถูกแจ้งข้อหาประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินีฯ ตาม ป.อาญา ม.110 กับข้อหามั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปฯ และกีดขวางการจราจรฯ กรณีชุมนุมใกล้ขบวนเสด็จพระราชินี เมื่อวันที่ 14 ต.ค.2563 เดินทางมาตามที่ตำรวจนัดส่งตัวพร้อมสำนวนคดีต่ออัยการ อย่างไรก็ตาม คดียังมีผู้ต้องหาเพิ่มเติมอีก 2 คนภายหลัง รวมเป็นทั้งหมด 5 คน&amp;nbsp; ทราบชื่อผู้ต้องหาอีก 2 ราย คือนายชนาธิป ชัยชะยางกูร และนายภาณุภัทร ไผ่เกาะ ภูมิลำเนา จ.นครราชสีมา ถูกแจ้ง 3 ข้อหาเช่นเดียวกัน ได้ขอเลื่อนนัดส่งตัวพร้อมสำนวน เนื่องจากไม่ได้รับหมายจากพนักงานสอบสวน และตัวอยู่ต่างจังหวัด จึงไม่สะดวกเดินทางมาในวันนี้ ดังนั้นนักงานอัยการจึงให้เลื่อนนัดส่งสำนวนคดีนี้ออกไปก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง พรรคตั้งใหม่ หัวใจประชาชน กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 1,278 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 19-21 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 98.6 เห็นด้วยว่า สังคมไทยจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข คนในชาติต้องออกมาปกป้องสถาบันหลักของชาติ ในขณะที่เพียงร้อยละ 1.4 เท่านั้นไม่เห็นด้วย ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 92.2 ระบุการเมืองที่กำลังคุกคามสถาบันหลักของชาติ กำลังซ้ำเติมวิกฤติชาติ ความทุกข์ยากและสร้างความแตกแยกของคนในชาติช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติโควิด ในขณะที่เพียงร้อยละ 7.8 ระบุไม่คุกคาม ไม่ซ้ำเติม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 96.6 แนะนำให้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ออกมาเคลียร์ปมที่ประชาชนเคลือบแคลงสงสัย เช่น การบุกรุกป่าของมารดาของนายธนาธร ภาษีเรือยอชต์ การปลดพนักงาน แรงงานของบริษัท เงินบริจาคช่วยเหยื่อโควิดที่แจกไม่หมดนำไปใช้จ่ายอย่างอื่น เป็นต้น ในขณะที่ร้อยละ 3.4 ไม่แนะนำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 91.4 สนับสนุนพรรคไทยภักดี ของนายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ที่ออกมาปกป้องรักษาสถาบันหลักของชาติ ในขณะที่ร้อยละ 8.6 ไม่สนับสนุน ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อถามถึงพรรคการเมืองตั้งใหม่ ที่ชื่นชอบในหัวใจประชาชน พบว่า อันดับแรกได้แก่พรรคไทยภักดี ร้อยละ 22.2 อันดับที่สอง ได้แก่พรรคกล้า ร้อยละ 19.2 และอันดับที่สามได้แก่ พรรคไทยสร้างไทย ร้อยละ 18.7 ตามลำดับ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90701</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, วัคซีนการเมือง, วัคซีนโควิด, สถาบันวัคซีนแห่งชาติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แอสตร้า เซนเนก้า, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210122/image_big_600adef184c84.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
