<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>64277</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2020 12:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2020 12:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกรุงเทพฯ คนในเมืองหลวงไร้เงาครั้งแรกของปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 เม.ย.63 - เฟซบุ๊ก สถาบันวิจัยดาราศาสตร์ Fan Page&amp;nbsp;รายงานว่า วันอาทิตย์ที่&amp;nbsp;26 เมษายน 2563 ดวงอาทิตย์จะตั้งฉากกรุงเทพมหานคร เวลา 12.16 น. ซึ่งหากอยู่กลางแจ้งในช่วงเวลานี้จะทำให้ไม่มีเงา และอาจไม่ใช่วันที่ร้อนที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับพื้นโลก เงาจะตกอยู่ใต้วัตถุพอดี ไม่มีเงาทอดออกมา จึงทำให้พื้นโลกได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามอุณหภูมิจะสูงที่สุดหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ปริมาณฝน เมฆ อิทธิพลจากมรสุม ความร้อนสะสมในบรรยากาศ ฯลฯ ก็อาจส่งผลต่ออุณหภูมิได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปรากฎการณ์ดวงอาทิตย์ตั้งฉาก จะเกิดขึ้นปีละ 2 ครั้ง โดยดวงอาทิตย์จะโคจรพาดผ่านแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ทำให้แต่ละจังหวัดของประเทศไทยเห็นดวงอาทิตย์ผ่านเหนือศีรษะไม่พร้อมกัน นับเป็นอีกหนึ่งปรากฎการณ์ที่น่าติดตามในทุกๆปี
&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64277</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพมหานคร, ดวงอาทิตย์ตั้งฉาก, สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200426/image_big_5ea514734ff3f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24742</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/12/2018 11:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/12/2018 11:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นาซาเผยดาวเสาร์จะไร้&#039;วงแหวน&#039;ที่กำลังหายไปอย่างช้าๆคาดว่าใช้เวลา300ล้านปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพ:www.nasa.gov&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ธ.ค.61- เพจสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page เผยแพร่ข้อมูลดาราศาสตร์ ระบุว่า วงแหวนของดาวเสาร์กำลังหายไป !!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นาซาเผย &amp;ldquo;วงแหวนดาวเสาร์&amp;rdquo; กำลังหายไปอย่างช้า ๆ คาดว่าอีก 300 ล้านปี ดาวเสาร์จะไร้ซึ่งวงแหวน !&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งานวิจัยครั้งนี้นำทีมโดย James O&amp;#39;Donoghue นักวิจัยจากศูนย์การบินอวกาศก็อดดาร์ด ของนาซา วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากกล้องโทรทรรศน์เค็ก (Keck Telescope) เป็นกล้องคุณภาพสูงที่ติดตั้งอยู่บริเวณจุดสูงสุดของเมานาคี รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 เมตร พบว่ามวลสารของวงแหวนกำลังตกลงสู่ชั้นบรรยากาศของดาวเสาร์ ในอัตรา 432 - 2870 กิโลกรัมต่อวินาที จึงคาดการณ์ว่าอีกประมาณ 300 ล้านปี วงแหวนของดาวเสาร์จะหายไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#เกิดอะไรขึ้นกับวงแหวนของดาวเสาร์ ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วงแหวนดาวเสาร์ประกอบด้วยน้ำแข็งเป็นส่วนใหญ่ มีหลายขนาด โคจรอยู่รอบดาวเสาร์ที่ระยะห่างตั้งแต่ 60,000 ถึง 480,000 กิโลเมตร เมื่อพลาสมาในอวกาศและรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ปะทะเข้ากับน้ำแข็งในวงแหวน โมเลกุลน้ำจะแตกตัวเป็นอนุภาคมีประจุ สนามแม่เหล็กของดาวเสาร์จะทำให้อนุภาคเหล่านี้หลุดออกจากวงแหวนและพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของดาวเสาร์ตามเส้นสนามแม่เหล็ก ชั้นบรรยากาศบริเวณนั้นจึงเปล่งแสงในช่วงคลื่นอินฟราเรดออกมา มีลักษณะคล้าย &amp;ldquo;ฝนที่ตกลงมาจากวงแหวนของดาว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการศึกษาครั้งนี้คำนวณได้ว่า #วงแหวนดาวเสาร์ ก่อตัวขึ้นมาประมาณ 100 ล้านปีที่แล้ว เป็นหนึ่งในหลักฐานที่บ่งชี้ว่า วงแหวนของดาวเสาร์ไม่ได้ก่อตัวขึ้นพร้อมกับดาวเสาร์ (ดาวเสาร์มีอายุประมาณ 3,000 ล้านปี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ทีมวิจัยยังพบแหล่งกำเนิดรังสีอินฟราเรดอื่นที่ไม่ได้เกิดจากน้ำแข็งของวงแหวน คือ อนุภาคมีประจุที่พ่นออกมาจากน้ำพุบนดวงจันทร์เอนเซลาดัส (Enceladus) แล้วถูกสนามแม่เหล็กดาวเสาร์ดึงดูดเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของตัวดาวเช่นเดียวกับฝนจากวงแหวน แต่ตกลงสู่ชั้นบรรยากาศในตำแหน่งที่แตกต่างกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งานวิจัยชิ้นนี้วิเคราะห์ข้อมูลที่บันทึกไว้เมื่อ 7 ปีที่แล้ว และเมื่อนำข้อมูลที่ได้จากยานอวกาศแคสสินีมาวิเคราะห์เพิ่มเติมก็พบว่าวงแหวนของดาวเสาร์อาจจะมีอายุไม่ถึง 100 ล้านปี นับเป็นความโชคดีของมนุษย์ในยุคนี้ที่ยังได้เห็นความสวยงามของดาวเสาร์ ดาวเคราะห์ที่ได้ชื่อว่าเป็น #ราชาแห่งวงแหวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรียบเรียง : ธนกร อังค์วัฒนะ - เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ สดร.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ้างอิง :
[1] https://www.nasa.gov/press-release/goddard/2018/ring-rain
[2] https://www.sciencedirect.com/&amp;hellip;/arti&amp;hellip;/pii/S0019103518302999&amp;hellip;
[3] https://nssdc.gsfc.nasa.gov/plan&amp;hellip;/factsheet/satringfact.html&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24742</URL_LINK>
                <HASHTAG>300 ล้านปี, นาซ่า, วงแหวนดาวเสาร์กำลังหายไป, สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181221/image_big_5c1c693f235fb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19601</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2018 20:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2018 20:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯเสด็จฯทอดพระเนตรนิทรรศการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ต.ค.61-สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทอดพระเนตรนิทรรศการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ในโอกาสเสด็จเปิดนิทรรศการ &amp;ldquo;CAS Innovation EXPO (Bangkok) 2018&amp;rdquo; งานแสดงผลงานความร่วมมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย-จีน ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ โดยมี ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สดร. เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ พร้อมถวายรายงานโครงการติดตั้งกล้องโทรทรรศน์ควบคุมระยะไกลเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสฉลองพระชนมมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 ในความร่วมมือระหว่าง สดร. กับ หอดูดาวยูนนาน ติดตั้งกล้องโทรทรรศน์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.7 เมตร ณ หอดูดาวเกาเหมยกู่ เมืองลี่เจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กล้องโทรทรรศน์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.7 เมตร ของสดร. ที่ติดตั้ง ณ หอดูดาวเกาเหมยกู่ มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นหนึ่งในเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์ควบคุมระยะไกลอัตโนมัติ ซึ่ง สดร. ดำเนินการติดตั้งกล้องโทรทรรศน์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.4-0.7 เมตร ณ สถานที่ที่มีสภาพท้องฟ้าเอื้ออำนวย มีทัศนวิสัยทางดาราศาสตร์ดีเยี่ยม ได้แก่ หอดูดาวเซียรารีโมท รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา หอดูดาวเกาเหมยกู่ มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน และหอดูดาวสปริงบรูค ประเทศออสเตรเลีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ สดร. ยังออกแบบและพัฒนาระบบควบคุมกล้องโทรทรรศน์ระยะไกลอัตโนมัติ โดยนำเทคโนโลยีด้านวิศกรรมแมคคาทรอนิกส์และหุ่นยนต์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ ดาราศาสตร์และทัศนศาสตร์มาประยุกต์ร่วมกัน สามารถควบคุมการทำงานระยะไกลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้จากทั่วโลกและมีระบบคัดเลือกวัตถุท้องฟ้าที่ต้องการสังเกตการณ์ในช่วงเวลานั้นได้เอง (Remote and Robotic control mode) เพื่อให้บริการนักวิจัยทั้งในและต่างประเทศที่ต้องการใช้งานกล้องโทรทรรศน์ในเครือข่ายดังกล่าว สำหรับศึกษาวิจัยทางดาราศาสตร์ ติดตามการเปลี่ยนแปลงของวัตถุท้องฟ้าได้ตลอดเวลาทั้งซีกฟ้าเหนือและซีกฟ้าใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้สนใจ เข้าชมนิทรรศการดังกล่าวได้ในงาน CAS Innovation Expo 2018 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-14 ตุลาคม 2561 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19601</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์, สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page, สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, “CAS Innovation EXPO (Bangkok) 2018”</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181010/image_big_5bbe0028bb489.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17372</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2018 10:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2018 10:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตาการประชุม IAU กฎของฮับเบิล อาจถูกเปลี่ยนชื่อ!?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ย.61-สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page รายงานว่า &amp;nbsp;กฎของฮับเบิล อาจถูกเปลี่ยนชื่อ!?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มนักดาราศาสตร์จากทั่วโลกเข้าร่วมประชุมเพื่อพิจารณาเปลี่ยนชื่อกฎที่สำคัญทางดาราศาสตร์ ในงานประชุมสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล (International Astronomical Union: IAU) ครั้งที่ 30 ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ระหว่างวันที่ 20-31 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา เมื่อมีผู้เสนอมติให้พิจารณาแก้ไขชื่อ กฎฮับเบิล (Hubble&amp;rsquo;s law) เป็น กฎฮับเบิล-เลอแม็ทร์ (Hubble-Lemaitre&amp;rsquo;s law)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การประชุมเพื่อลงมติดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อให้เกียรติแก่ผลงานของ ฌอร์ฌ เลอแม็ทร์ (Georges Lemaitre) นักดาราศาสตร์ชาวเบลเยียม หนึ่งในบุคคลที่อธิบายการขยายตัวของเอกภพในช่วงเวลาเดียวกับ เอ็ดวิน ฮับเบิล (Edwin Hubble) โดยวิธีการลงมติ จะมีการโหวตแบบไม่เป็นทางการก่อนที่จะลงคะแนนแบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นทางการอีกครั้งในภายหลัง โดยวิธีการลงมติในลักษณะนี้จะเป็นลักษณะเดียวกันกับกรณีมติถอดดาวพลูโตออกจากสถานภาพดาวเคราะห์ ในปี พ.ศ. 2549&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กฎของฮับเบิล คือ กฎที่อธิบายอัตราการขยายตัวของเอกภพ ถูกตั้งชื่อตามนักวิทยาศาสตร์ เอ็ดวิน ฮับเบิล ที่อธิบายและตีพิมพ์งานวิจัยจากข้อมูลที่ศึกษาและรวบรวมได้ในปี พ.ศ. 2472 แต่ก็มีหลักฐานที่พบงานวิจัยในลักษณะเดียวกันก่อนหน้าฮับเบิล ในปี พ.ศ. 2470 โดย ฌอร์ฌ เลอแม็ทร์ ที่กล่าวถึงอัตราการขยายตัวของเอกภพในภาษาฝรั่งเศสและตีพิมพ์ในวารสารเบลเยียม ซึ่งเป็นวารสารที่ยังไม่เป็นที่สนใจในวงกว้างในช่วงเวลานั้น โดยทั้งคู่ยังใช้ข้อมูลในงานวิจัยจากแหล่งข้อมูลเดียวกันอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ทำไมถึงเป็นกฎฮับเบิล ไม่ใช่ กฏเลอแม็ทร์?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ย้อนกลับไปในช่วงเดือนมกราคม ปี พ.ศ. 2473 มีการประชุมของราชสมาคมดาราศาสตร์ ณ ประเทศอังกฤษ ซึ่งมีการยกประเด็นเกี่ยวกับการขยายตัวของเอกภพที่ยังขาดทฤษฎีที่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าว เมื่อฌอร์ฌทราบข่าว จึงได้เสนองานวิจัยของตัวเองที่ตีพิมพ์ไปก่อนหน้านี้และเร่งทำการแปลเนื้อหาจากภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาอังกฤษ แต่โชคไม่ดีที่ระหว่างการแปลข้อมูล ฌอร์ฌได้ตัดย่อหน้าส่วนที่ตัวเขาได้กล่าวถึงการประมาณค่าอัตราการขยายตัวของเอกภพออกจากงานวิจัยในฉบับภาษาอังกฤษด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะเดียวกัน ฮับเบิล และนักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันอีกคนชื่อ มิลตัน ฮูมาสัน (Milton Humason) ก็ได้ตีพิมพ์งานวิจัยในลักษณะเดียวกันในวารสารฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ที่อ้างอิงวัตถุที่ศึกษาจำนวนมากขึ้นกว่าครั้งก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้คนที่ไม่คุ้นเคยงานวิจัยของฌอร์ฌที่เคยถูกตีพิมพ์ก่อนหน้านี้เข้าใจว่า ฮับเบิลคือบุคคลแรกที่ตรวจพบการขยายตัวของเอกภพ และดูเหมือนว่าฌอร์ฌก็ไม่ได้สนใจจะโต้แย้งว่างานวิจัยของใครได้รับการตีพิมพ์ก่อน ทำให้ชื่อของ ฮับเบิล ถูกใช้เป็นชื่อของกฎที่อธิบายอัตราการขยายตัวของเอกภพจนถึงปัจจุบัน และเป็นเหตุผลที่สหพันธ์ดาราศาสตร์สากล ยกประเด็นดังกล่าวเพื่อเปลี่ยนชื่อและเป็นเกียรติแก่ ฌอร์ฌ เลอแม็ทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สหพันธ์ดาราศาสตร์สากล หรือไอเอยู จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2462 หนึ่งในหน้าที่ที่รับผิดชอบ คือ การกำหนดชื่อและนิยามต่างๆทางดาราศาสตร์ ซึ่งปัจจุบัน ไอเอยู มีสมาชิกจำนวน 12,000 คน จาก 101 ประเทศทั่วโลก หน่วยงานระดับชาติกว่า 79 หน่วยงาน เช่น สถาบันวิทยาศาสตร์ หรือ สมาคมดาราศาสตร์ระดับประเทศ ซึ่งการประชุมที่จัดโดยสหพันธ์ดาราศาสตร์สากลเพื่อพิจารณาหรือตกลงหลักการบางอย่าง จะไม่เกี่ยวข้องกับข้อบัญญัติหรือกฎหมายใดๆ แต่การตัดสินที่เกิดขึ้นจะถูกรับรองโดยความเห็นส่วนใหญ่ของผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและนักดาราศาสตร์ของสถาบันวิทยาศาสตร์จากทั่วทุกมุมโลก
อย่างไรก็ดี การพิจารณาเปลี่ยนชื่อกฎฮับเบิล ยังมีข้อกังวลอื่นที่น่าสนใจ เช่น เนื้อหาวิชาดาราศาสตร์ทั่วโลกจะปรับเปลี่ยนตามผลการพิจารณาหรือไม่ รวมไปถึง ยังมีกฎ สมการ และค่าคงที่ต่างๆทางวิทยาศาสตร์ ที่ไม่ได้อ้างถึงบุคคลที่ค้นพบอย่างถูกต้อง หากตัองมีการพิจารณาทั้งหมดใหม่อีกครั้งเหมือนกรณีของกฎฮับเบิล จะต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม ในกรณีของกฎฮับเบิลครั้งนี้ จะมีการปรับเปลี่ยนหรือไม่อย่างไร จะต้องรอผลการพิจารณาและประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ้างอิง : https://phys.org/&amp;hellip;/2018-08-game-changing-resolutionwhose-la&amp;hellip;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรียบเรียง :นายเจษฎา กีรติภารัตน์ เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17372</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎของฮับเบิล, งานประชุมสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล, สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page, อาจถูกเปลี่ยนชื่อ, เวียนนา-ออสเตรีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180912/image_big_5b9882a9c121e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16076</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2018 14:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2018 14:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลองวัดดู!&#039;พระอาทิตย์ทรงกลด&#039;มือใครมือมัน ยังไงก็เท่ากัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ส.ค.61- เพจสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page โพสต์ภาพพระอาทิตย์ทรงกลด เหนือฟ้าเมืองเชียงใหม่&amp;nbsp;
พร้อมคำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลองวัดระยะห่างเชิงมุมกันดูครับ #มือใครก็มือใคร #ยังไงก็เท่ากัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใช้นิ้วมือวัดระยะแบบในภาพ #เหยียดแขนให้สุด #กางออกให้สุด จากนิ้วโป้งถึงนิ้วก้อย มีระยะห่างเชิงมุม 22 องศา ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดวงอาทิตย์ทรงกลดจะเกิดเป็นวงหรือเรียกว่า ฮาโล (Halo) รอบดวงอาทิตย์ สามารถเกิดเป็นวงกลม หรือ วงรี ก็ได้และอาจเกิดไม่เต็มวงก็ได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอของการกระจายตัวของผลึกน้ำแข็งในบรรยากาศ
ดวงอาทิตย์ทรงกลดจะมีขนาดแตกต่างกันออกไป ส่วนมากวงกลมจะมีขนาดเชิงมุมเฉลี่ยประมาณ 44 องศา โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ดวงอาทิตย์ ปรากฏการณ์ดังกล่าวสามารถอธิบายได้ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์และไม่เกิดผลกระทบใด ๆ ต่อโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพจนี้ยังอธิบายว่า ปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ทรงกลด เกิดจากบรรยากาศของโลกในชั้นโทรโพสเฟียร์ ซึ่งเป็นบรรยากาศชั้นล่างสุดและเป็นที่อยู่ของกลุ่มเมฆจำนวนมาก มีอากาศเย็นจัดจนทำให้ละอองน้ำในอากาศแข็งตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งอนุภาคเล็กๆ จำนวนมหาศาลลอยอยู่บนท้องฟ้า เมื่อดวงอาทิตย์ส่องแสงทำมุมกับเกล็ดน้ำแข็งอย่างเหมาะสม จะเกิดการหักเหและการสะท้อนของแสง ทำให้เกิดเป็นแถบสีรุ้ง คล้ายการเกิดรุ้งกินน้ำหลังฝนตก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดวงอาทิตย์ทรงกลดจะเกิดเป็นวงหรือเรียกว่า ฮาโล (Halo) รอบดวงอาทิตย์ สามารถเกิดเป็นวงกลม หรือ วงรี ก็ได้และอาจเกิดไม่เต็มวงก็ได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอของการกระจายตัวของผลึกน้ำแข็งในบรรยากาศ และจะมีขนาดแตกต่างกันออกไป ส่วนมากจะมีขนาดเชิงมุมเฉลี่ยประมาณ 44 องศา โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ดวงอาทิตย์ ปรากฏการณ์ดังกล่าวสามารถอธิบายได้ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์และไม่เกิดผลกระทบใด ๆ ต่อโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;cr: สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page,Wara Wara&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16076</URL_LINK>
                <HASHTAG>HAlo, พระอาทิตย์ทรงกลด, สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page, ฮาโล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180824/image_big_5b7fad8b28fcd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13710</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2018 15:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2018 15:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชวนชม 3 ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์คืนวันอาสาฬหบูชา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.ค.61 -ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า ในคืนวันอาสาฬหบูชา วันที่ 27 กรกฎาคมนี้&amp;nbsp;จะเกิด 3 ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์น่าติดตามตลอดคืน 27 ถึงรุ่งเช้า 28 กรกฎาคม&amp;nbsp;โดยดาวอังคารอยู่ตรงข้ามดวงอาทิตย์ ก่อนโคจรเข้าใกล้โลกที่สุดในรอบ 15 ปี ทำให้สว่างมากและมีขนาดปรากฏใหญ่กว่าปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คืนเดียวกันยังเกิดจันทรุปราคาเต็มดวงครั้งที่ 2 ในรอบปี คราสเต็มดวงกินเวลา 1 ชั่วโมง 43 นาที นานที่สุดในศตวรรษที่ 21 และยังเป็นช่วงที่ดวงจันทร์ไกลโลกที่สุดในรอบปี&amp;nbsp;นับว่าเป็นคืนพิเศษ สามารถเห็น &amp;ldquo;ดาวอังคารสีแดง เคียงข้างดวงจันทร์สีแดง&amp;rdquo; ได้ในคืนดังกล่าว สดร.เชิญชวนคนไทยชม 3 ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ ณ จุดสังเกตการณ์หลัก 4 แห่ง คือ เชียงใหม่ นครราชสีมา ฉะเชิงเทรา สงขลา พร้อมเครือข่าย 360 แห่งทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยคืนวันที่ 27 กรกฎาคมเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการสังเกตการณ์ดาวอังคาร ที่จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามดวงอาทิตย์&amp;nbsp;หลังจากนั้นจะโคจรเข้าใกล้โลกเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าใกล้โลกที่สุดในวันที่ 31 กรกฎาคม ที่ระยะห่าง 57.6 ล้านกิโลเมตร จากระยะห่างเฉลี่ยประมาณ 225 ล้านกิโลเมตร เป็นการโคจรใกล้โลกที่สุดในรอบ 15 ปี นับตั้งแต่ปี 2546 ดาวอังคารจะสว่างมากและมีขนาดปรากฏใหญ่กว่าปกติ สังเกตเห็นได้หลังดวงอาทิตย์ตกลับขอบฟ้า ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดทั้งคืนไปจนถึงรุ่งเช้าในวันถัดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ หลังเที่ยงคืน 27 กรกฎาคม ยังเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวง ครั้งที่ 2 ในรอบปี 2561 คราสเต็มดวงพาดผ่านทวีปยุโรป เอเชีย ออสเตรเลีย แอฟริกา บางส่วนของทวีปอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ มหาสมุทรแปซิฟิก มหาสมุทรแอตแลนติก มหาสมุทรอินเดีย และขั้วโลกใต้ สำหรับประเทศไทยสามารถสังเกตการณ์ได้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ สังเกตได้ด้วยตาเปล่า ตั้งแต่เวลา 00.14 &amp;ndash; 06:10 น. (ตามเวลาในประเทศไทย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเทศไทยสามารถเห็นคราสเต็มดวง ตั้งแต่เวลา 02.30 &amp;ndash; 04.13 น. นานถึง 1 ชั่วโมง 43 นาที นับเป็นจันทรุปราคาที่เต็มดวงยาวนานที่สุดในศตวรรษที่ 21 และยังเป็นจันทรุปราคาในช่วงที่ดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลกที่สุดในรอบปี ที่ระยะทาง 406,086 กิโลเมตร นับเป็นปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวงที่ดวงจันทร์สีแดงอิฐมีขนาดปรากฏเล็กกว่าปกติเล็กน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทาง สดร. จะจัดกิจกรรมสังเกตการณ์ดาวอังคารใกล้โลกและจันทรุปราคาเต็มดวง คืนวันที่ 27 ถึงวันที่ 28 กรกฎาคม 2561 ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่เวลา 18.00 &amp;ndash; 04.30 น. ณ จุดสังเกตการณ์หลัก เชียงใหม่ : อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม นครราชสีมา : หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา : หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา และ สงขลา : ลานชมวิวนางเงือก หาดสมิหลา และเครือข่ายดาราศาสตร์ 360 แห่งทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตรวจสอบรายละเอียดได้ทาง www.NARIT.or.th นอกจากนี้ คืนดังกล่าวยังมีวัตถุท้องฟ้ามากมายให้สังเกตการณ์ อาทิ ดาวศุกร์ในช่วงเวลาหัวค่ำปรากฏทางทิศตะวันตก ตามด้วยดาวพฤหัสบดีปรากฏทางทิศใต้ในมุมสูงบริเวณกลุ่มดาวคันชั่ง และดาวเสาร์ปรากฏทางทิศตะวันออกเฉียงใต้บริเวณกลุ่มดาวคนยิงธนู ตลอดจนจัดกิจกรรมทางดาราศาสตร์อื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น แนะนำการดูดาวเบื้องต้น เรียนรู้ท้องฟ้าและกลุ่มดาวต่าง ๆ รวมทั้งถ่ายทอดสดปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวง ตั้งแต่ 00.00 &amp;ndash; 04.30 น. อีกด้วย
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13710</URL_LINK>
                <HASHTAG>จันทรุปราคา, ดวงจันทร์ไกลโลก, ดาวอังคารสีแดง, ดาวอังคารอยู่ตรงข้ามดวงอาทิตย์, ดาวอังคารใกล้โลก, ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์, สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180719/image_big_5b504e2644939.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12748</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2018 20:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2018 20:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เผยภาพ&#039;การกำเนิดดาวเคราะห์&#039; ครั้งแรกในประวัติศาสตร์กว่า 400  ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.ค.61- เพจ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page เผยภาพ &amp;ldquo;การกำเนิดดาวเคราะห์&amp;rdquo; ครั้งแรกในประวัติศาสตร์กว่า 400 ปี ของวงการดาราศาสตร์สมัยใหม่ ที่เต็มไปด้วยทฤษฎีน่าสนใจมากมาย ทั้งยังมีแบบจำลองซูเปอร์คอมพิวเตอร์นับไม่ถ้วน แต่นั่นยังไม่ทำให้เรามีความรู้มากพอเกี่ยวเกี่ยวกับวิวัฒนาการของดาวเคราะห์ว่า กลุ่มฝุ่นที่อยู่รอบดาวฤกษ์กลายเป็นดาวเคราะห์และระบบสุริยะได้อย่างไร ทั้งนี้ อุปสรรคสำคัญของการศึกษาการกำเนิดดาวเคราะห์ก็คือแสงจากดาวฤกษ์ศูนย์กลางที่บดบังดาวเคราะห์นั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด นักดาราศาสตร์สามารถบันทึกภาพดาวเคราะห์ในช่วงกำลังกำเนิดได้เป็นครั้งแรก โดยการผนึกกำลังระหว่างกล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่มาก หรือ VLT ณ หอสังเกตการณ์เซาน์เทิร์นยูโรเปียนในชิลี กับหอสังเกตการณ์เจมินีบนเกาะฮาวาย สหรัฐฯ ซึ่งใช้อุปกรณ์ที่เรียกโดยย่อว่า SPHERE ที่มีเครื่องมือช่วยบดบังแสงบางส่วนจากดาวฤกษ์ ทำให้สามารถเห็นภาพดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ได้ ดาวเคราะห์ที่เห็นชื่อว่า PDS 70b โคจรรอบดาวฤกษ์ศูนย์กลาง PDS 70&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามวิวัฒนาการของระบบดาวฤกษ์ เมื่อฝุ่นแก๊สขนาดมหึมารวมกันด้วยแรงดึงดูดระหว่างมวล จนเกิดเป็นกระจุกดาวขึ้น ซึ่งเป็นแหล่งรวมดาวฤกษ์หลายดวง ดาวฤกษ์แต่ละดวงก็มีกลุ่มฝุ่นที่รวมตัวกันในลักษณะแผ่นจานโดยรอบ เป็นไปได้ว่าพบดาวเคราะห์ดวงใหม่ในบริเวณนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วภาพการกำเนิดดาวเคราะห์ภาพแรกบอกอะไรเราบ้าง?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลจากการวิเคราะห์ บอกเราว่า ดาวเคราะห์ PDS 70b ห่างจากโลก 370 ปีแสง มีอายุประมาณ 5.4 ล้านปีเท่านั้น ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับโลกที่มีอายุ 4,500 ล้านปี อย่างไรก็ตาม ดาวเคราะห์ PDS 70b มีขนาดใหญ่กว่าดาวพฤหัสดีกว่า 2-3 เท่า อยู่ห่างจากดาวฤกษ์แม่ประมาณ 3,000 ล้านกิโลเมตร เทียบได้กับระยะห่างระหว่างดาวยูเรนัสกับดวงอาทิตย์ นอกจากนี้ อุณหภูมิของดาวเคราะห์ยังสูงกว่าดาวเคราะห์ทุกดวงในระบบสุริยะของเรา อาจสูงถึง 1,000 องศาเซลเซียส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้ ข้อมูลใหม่เหล่านี้อาจช่วยให้เราทราบว่าระบบสุริยะกำเนิดขึ้นเมื่อใด ใช้เวลานานแค่ไหน และอาจทำให้เราเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาก่อนการวิวัฒนาการของดาวเคราะห์ ทั้งหมดนี้จะมีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง รอติดตามไปกับพวกเรานะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพประกอบ Credit : A. M&amp;uuml;ller et al./ESO
อ้างอิง :&amp;nbsp;
[1] https://www.space.com/41051-newborn-exoplanet-first-confirm&amp;hellip;
เรียบเรียง : ศิวรุต พลอยแดง - เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ สดร.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12748</URL_LINK>
                <HASHTAG>PDS 70b, SPHERE, การกำเนิดดาวเคราะห์, ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 400 ปี, วงการดาราศาสตร์สมัยใหม่, สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180704/image_big_5b3ccabe5369a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
