<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>30411</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2019 09:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/03/2019 09:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>9ปี&quot;ปิดทองฯ&quot;จากแนวพระราชดำริ สู่วิถีพัฒนาจุลภาค-ตอบโจทย์ชนบท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับจากปี2553 สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ที่เดิมมีชื่อเดิม ว่ามูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้ก้าวเข้ามาแก้ปัญหาความยากจนของประชาชนในพื้นที่ต่างๆ โดยน้อมนำหลักแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง และวิธีการตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร&amp;nbsp; มาใช้ดำเนินงาน จนมาถึงปี 2562 สถาบันวันนี้&amp;quot; ปิดทองหลังพระ&amp;quot; ได้เดินทางในการดำเนินงานมาครบ 9ปี แล้ว จึงถือว่าเป็นจังหวะสำคัญ ที่จะสรุปการทำงานที่ผ่านมา ก่อนจะก้าวไปสู่การดำเนินงานในปีที่ 10&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ แถลงผลงาน9ปีของปิดทอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในโอกาสนี้ ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้แถลงผลการดำเนินของสถาบันฯ โดยกล่าวว่า ผลงาน9ปี ถือว่าน่าพอใจระดับหนึ่ง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาแหล่งน้ำและการส่งเสริมอาชีพราษฎร ถือว่าทำได้ดีพอสมควร โดยปิดทองได้ใช้เงินลวทุน ดำเนินการพื้นที่ต้นแบบในจังหวัดน่านเป็นแห่งแรก ในปัจจุบันพื้นที่ต้นแบบได้ขยายไปยังทุกภาค ได้แก่ อุดรธานี ขอนแก่น กาฬสินธุ์ อุทัยธานี เพชรบุรี และสามจังหวัดชายแดนใต้&amp;nbsp; &amp;nbsp;ใช้เงินทุนไป 961.6 ล้านบาท ทำให้เกิดรายได้ทางตรง 2,308 ล้านบาท คิดเป็น 2.4 เท่าของเงินลงทุน และเท่ากับเฉลี่ยครัวเรือนละ 508,818 บาท&amp;nbsp; ด้านแหล่งน้ำ&amp;nbsp; มีประชาชนได้รับน้ำ 79,022 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่ 275,107 ไร่ด้านอาชีพ&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีประชาชนเข้าร่วมโครงการพัฒนาอาชีพ 4,536 ครัวเรือน&amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือเฉลี่ยแล้วใช้เงินลงทุนพัฒนาพื้นที่ 3,000 บาท/ไร่แต่ได้ผลตอบแทนกลับมา79,022 บาท ต่อครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทุกจังหวัดใช่ว่าจะสำเร็จ แยกตามรายจังหวัด เช่น น่านลงทุน254.8ล้านบาท แต่มีรายได้กลับ1,505.69 หรือเท่ากับ5.9เท่าของเงินที่ลงทุนไป&amp;nbsp; หรือที่อุดรธานี ลงทุน 56.75ล้าน แต่มีรายได้กลับมา 442.62 ล้านบาท หรือเท่ากับ6เท่าของเงินลงทุน แต่สำหรับกาฬสินธุ์ ลงทุนไป447 ล้านบาท แต่มีรายได้กลับมาแค่ 145.6 ล้านบาท เพราะมีปัญหาเรื่องดินที่เป็นดินทรายไม่สามารถอุ้มเก็บน้ำได้&amp;nbsp; ต้องใช้เวลาฟื้นฟูไม่ต่ำกว่า5ปี รวมทั้งเพชรบุรีด้วยที่ลงทุนไป 19ล้าน แต่มีรายได้กลับมา 9.38ล้าน ส่วน 3จังหวัดภาคใต้ มีผลที่ดีพอสมควร มีรายได้34.98ล้าน แต่เราลงทุนไป 30ล้าน &amp;quot; ม.ร.ว.ดิศนัดดากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ปิดทองยังให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืนในการพัฒนา โดยมีการส่งเสริมให้ประชาชนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มให้เกิดความเข้มแข็ง ซึ่งในปัจจุบันทุกพื้นที่เกิดกองทุน วิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์รวม 70 กลุ่ม มีเงินทุนหมุนเวียน ทรัพย์สินรวมมูลค่า 15.78 ล้านบาท&amp;nbsp; ผลจากการส่งเสริมความรู้ ทำให้เกิดอาชีพทางการเกษตรใหม่ๆ และประชาชนจำนวนมากสามารถต่อยอด พัฒนาการทำเกษตร ไปเป็นพืชและสัตว์เศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงได้ เช่น ทุเรียนคุณภาพและแพะพันธุ์พระราชทานในสามจังหวัดชายแดนใต้ ผักปลอดภัยในจังหวัดกาฬสินธุ์ การแปรรูปผลผลิต ภายใต้ตราสินค้า &amp;ldquo;ภูธารา&amp;rdquo; ที่จังหวัดอุดรธานี เป็นต้น ขณะที่มีพื้นที่พัฒนาไปสู่การท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรมแล้ว เช่น เพชรบุรีและอุทัยธานี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เป็นที่น่ายินดี ที่ผลการศึกษาการรับรู้และความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ต้นแบบ 5 จังหวัด โดยคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&amp;nbsp; ระบุว่าค่าเฉลี่ยความพึงพอใจต่อผลที่เกิดขึ้นในระดับสูงมากทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และการทำงานของปิดทองหลังพระฯ ประกอบด้วย จังหวัดน่าน (2.24) อุดรธานี (2.53) เพชรบุรี (2.39) กาฬสินธุ์&amp;nbsp; (2.62) และอุทัยธานี (2.39)&amp;nbsp; จากคะแนนเต็ม 3&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าวอีกว่า อีกจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้การทำงานของปิดทอง ฯได้ผลมากกว่าช่วงต้นๆก็คือ การร่วมมือทำงานใกล้ชิดกับส่วนราชการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำและผลผลิต แต่ปีที่ผ่านมาเกิดกระแสการร่วมงานกับเอกชนที่ชัดเจน มีภาคธุรกิจแสดงความสนใจเข้ามาร่วมกับปิดทองหลังพระฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับว่าสอดคล้องกับแนวพระราโชบาย สืบสาน รักษา ต่อยอด เป็นอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการดำเนินงานในช่วงปี 2561 นั้น พบว่าครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2561 การดำเนินการของปิดทองที่ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายทั้งสถาบัน การศึกษา ภาครัฐและภาคเอกชน ทำให้ประชาชนในพื้นที่ต้นแบบปิดทองหลังพระฯ ทั้ง 7 พื้นที่ 9 จังหวัด มีรายได้เพิ่มขึ้นรวม 113.7 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในอนาคต ก้าวสู่ปีที่ 10 นอกจากการเพิ่มเติมความเข้มแข็งให้แก่พื้นที่ต้นแบบต่างๆ นี้แล้ว เรายังจะเพิ่มบทบาทในการนำแนวพระราชดำริไปพัฒนาชีวิตประชาชนในพื้นที่ซึ่งมีปัญหาความมั่นคง เช่นในสามจังหวัดชายแดนใต้ที่มีความรุนแรงและจังหวัดชายแดนเหนือที่เป็นแหล่งผ่านยาเสพติดเข้าสู่ประเทศ นอกจากนี้กำลังพิจารณาแผนการจัดตั้งศูนย์จัดการและส่งเสริมองค์ความรู้การพัฒนาตามแนวพระราชดำริอีกด้วย&amp;quot;ประธานสถาบันพัฒนาและส่งเสริมกิจกรรมปิดทองฯกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.เวทีเสวนา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งานแถลงผลงานปิดทองฯ ยังได้เชิญ ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พร้อมด้วย ดร.ปรเมธี วิมลศิริ ปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) GISTDA&amp;nbsp; มาร่วมพูดคุยถึงทิศทางการพัฒนาในแง่มุมต่างๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;nbsp; ที่ยอมรับว่าหลักการเศรษฐกิจพอเพียง เหมาะกับการบริหารเศรษฐกิจประเทศ และแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่กำลังกัดเซาะระบบเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยดร.วิรไท ผู้ว่าการแบงก์ชาติกล่าวถึงหลักการบริหารเศรษฐกิจของแบงก์ชาติ ขณะนี้ว่า ได้นำแนวทาง หลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ร.&amp;nbsp; 9ที่มีหลัก3ประการ คือ การมีเหตุมีผล การพอประมาณ และการสร้างภูมิคุ้มมาเป็นหลักในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจ&amp;nbsp; โดยที่ไม่ใช่การประยุกต์&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ มีความเปราะบาง ปัญหาที่สำคัญก็คือ ปัญหาหนี้ครัวเรือน ที่เพิ่มสูงขึ้นรวดเร็วและมีจำนวนมาก&amp;nbsp; ปกติคนที่ก่อร่างสร้างตัวสมัยก่อนทำงานไปหนี้จะลดลงไปเรื่อย เป็นความยั่งยืนในบั้นปลายชีวิต แต่ตอนนี้ คนที่อายุมากแล้ว แต่หนี้กลับไม่ลด&amp;nbsp; หนี้เหล่านี้ ไม่ใช่หนี้สินทรัพย์ หรือเป็นหนี้เพือการลงทุนก่อร้างสร้างตัว แต่เป็นหนี้ที่เกิดจากการอุปโภค บริโภค ทั้งการท่องเที่ยว การซื้อของ ออกรถใหม่ ซื้อมอเตอร์ไซค์ใหม่ โทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ ด้วยเหตุนี้ สัดส่วนหนี้ครัวเรือนจึงเพิ่มเริ่มรวดเร็ว และ60% เป็นหนี้การอุปโภคบริโภค ในจำนวนนี้ 20% เป็นหนี้เสีย ปัญหาหนี้ดังกล่าวเห็นได้ชัดในภาคเกษตร คนอายุ40-50ปี ยังมีหนี้สูง&amp;nbsp; กู้ไปเรื่อยๆเพื่อนำเงินกู้ใหม่มาชำระหนี้เก่า&amp;nbsp; กู้เเพื่อเอาเงินใหม่ไปจ่ายดอกเบี้่ย ซึ่งป็นการกู้ต่อเนื่อง หนี้เหล่านี้เห็นได้จากยอดสินเชื่ออุปโภค บริโภ ปัญหาดังกล่าวจะกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศในระยะยาว ที่ไม่มีทางออก ถ้าเราไม่ทำอะไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ด้านการแก้ปัญหาหนี้ตรัวเรือน ดร.วิรไท กล่าวว่า ทั้งหลักการมีเหตุผล หลักการพอเพียง และภูมิคุ้มกัน ขอในหลวงร.9&amp;nbsp; สามารถนำมาใช้ได้หมด&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งตามหลักการทรงงานของพระองค์ท่าน ไม่มีทางลัด การแก้ปัญหาต้องแก้ด้วยกลไกเชิงสร้างระบบ เช่น ความไม่มั่นคงการออม หนี้ครัวเรือน ที่เป็นปัญหาระดับประเทศ เศรษฐกิจดี แต่คนไม่จับจ่าย เนื่องจาก มีภาระหนี้สินที่ต้องไปชำระ หรือคนที่ตอนทำงานใหม่ๆเงินเดือนอาจไม่เยอะ แต่พอทำไปนานๆเงินเดือนเยอะขึ้น กลับไม่มีเงินออม และมีภาระหนี้&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนี้ครัวเรือนจำนวนมากจึงยังหาทางออกไมได้&amp;nbsp; ซึ่งการแก้ปัญหาโดยใช้นโยบายมหภาค ทั้งการพักชำระหนี้ ลดดอกเบี้ย หรือยืดระเวลาเวลาหนี้ ก็แก้ปัญหา เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมพวกที่เป็นหนี้ไม่ได้&amp;nbsp; ดังนั้น วิธีการแก้ต้องแก้ด้วยวิธีระดับจุลภาค ไม่ใช่มหภาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะภาคเกษตรผู้ว่าฯแบงก์ชาติ บอกว่า มีความซับซ้อนมาก การแก้ปัญหาแบบมหภาค อาจช่วยบรรเทาปัญหาได้ แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด ทำให้เราต้องหันมาดูบริบทของปัญหาที่แท้จริง ซึ่งเศรษฐกิจไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ต้องมาดูที่ข้อต่อต่างๆในระบบ ภาคเกษตรของเรา มีปัญหาเรื่องรายได้ไม่ดีมาตลอด พบว่าผลผลิตคตอบแทนต่อพื้นที่ของไทยยังอยู่ในอันดับท้ายๆในอาเซียน&amp;nbsp; อยู่เหนือเพียงพม่าเท่านั้น ซึ่งเป็นโจทย์ที่ใช้หลักบริหารมหภาคมาแก้ไม่ได้ แต่ ต้องเข้าไปดูรายละเอียด เช่น เรามีต้นทุนค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง มากกว่าประเทศอื่นหรือไม่&amp;nbsp; อาจต้องแนะนำให้เกษตกรหันไปทำเกษตรเชิงปราณีตแทน นาแปลงใหญ่&amp;nbsp; ในพื้นที่เล็กกว่าเดิม แต่สามารถลดต้นทุนแต่ให้ผลตอบแทนต่อพื้นที่มากกว่าเดิม จะเป็นการดีกว่าหรือไม่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ไม่มีนโยบายมหภาคใดที่จะแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรได้เบ็ดเสร็จ หรือใช้นโยบายแบบท็อปดาวน์ จากบนลงล่างมาแก้ โดยไม่ดูปัญหาประชาชน ไม่มีนโยบายการเงินหรือหลักเศรษฐศาสตร์ใด&amp;nbsp; ที่แก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรได้โดยลำพัง ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน โดยเริ่มจากประชาชน เกษตรกร ภาครัฐ&amp;nbsp; แล้วเอาปัญหาเกษตรกรเป็นตัวตั้ง ซึ่งผมถือว่านโยบายปิดทองเดินมาถูกทางแล้ว การทำงานของปิดทอง ที่ทำตามแนวพระราชดำริ ถือว่าได้มีผลเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนชนบท ให้รู้จักการมีเหตุผล รู้จักความพอเพียง และสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือน&amp;nbsp; และจะเป็นกันชนไม่ให้เราได้รับผลกระทบจากความผันผวนของโลกภายนอกได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเบร็ทซืท ปัญหาอเมริกากับจีน หรือตอนนี้ก็คือ อินเดีย กับ ปากีสถาน ซึ่งโลกต่อไปจะมีปัญหาแบบนี้เยอะขึ้น ถ้าเราไม่มีภูมิคุ้มกัน เราก็จะได้รับผลกระทบ อีกทั้ง ต่อไปคนวัยทำงานของเราจะลดลง ดังนั้น คนที่ทำอยู่จะต้องเก่งขึ้น และทำให้ได้ผลผลิตที่สูงขึ้น&amp;nbsp; การทำเกษตรแบบไมโคร หรือจุลภาคน่าจะเป็นคำตอบ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านดร.ปรเมธี ปลัด พม.นำเสนอปัญหาของตนในวัยเกษียณว่า ขณะนี้ ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัว แต่ผู้สูงอายุเหล่านี้กลับไม่มีเงินออม หรือมีเงินออมในระดับต่ำ&amp;nbsp; และแบงก์ชาติยังบอกว่าเรามีหนี้ครัวเรือนมาก ผู้สูงอายุที่เกษียณแล้ว แทนที่ไม่มีหนี้ กลับมีหนี้ เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง นอกจากนี้ ถ้าดูจากนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ ล้วนให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืนน้อย ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มเงินในกระเป๋าของประชาชน แล้วอย่างนี้ จะสร้างความยั่งยืนได้อย่างไร ซึ่งการสร้างความยั่งยืน เป็นสิ่งที่หลักเศรษฐกิจพอเพียง ให้ความสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วน ดร.อานนท์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา มีการใช้นโยบายระดับมหภาค ที่ค่อนข้างแข็งตัว ซึ่งอยากเห็นนโยบายมหภาค มาสู่ช่องทางการทำแบบจุลภาคได้ และมีความเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่แก้ปัญหา เรื่องนี้ ต้องมีการพูดคุยระดับนโยบาย&amp;nbsp; การแก้ต้องใช้ 2ทางคือ จากบนลงล่างและจากล่างขึ้นบน อย่างเรื่องปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 จะแก้ระดับนโยบายไม่ได้ ต้องแก้ที่ชุมชนด้วย ส่วนการทำงานของปิดทองที่วัดผลจากรายได้ของจังหวัดหรือชุมชน เป็นการวัดผลเขิงเศรษฐกิจรายได้ แต่จริงๆในการทำงาน ยังมีความผันผวนของสิ่งแวดล้อมแทรกอยู่ ซึ่งควรมีการวัดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และทางGISTDA สามารถเข้าไปช่วย โดยใช้ดาวเทียม เป็นเครื่องมือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากซ้ายไปขวา -ดร.วิรไท สันติประภพ,ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล,ดร.ปรเมธี วิมลศิริ ปลัดกระทรวงพม.และดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ผอ.GISTDA&amp;nbsp; มาร่วมเสวนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นิทรรศการ แสดงผลสำเร็จการดำเนินงานของปิดทองในรอบ 9ปี (รหัสภาพ IMG0028 ) ที่แยกมาน่าจะเพราะไฟล์ใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30411</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรเมธี  วิมลศิริ, ผู้ว่าแบงก์ชาติ, ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล, วิรไท สันติประภพ, สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานตามแนวพระราชดำริ, อานนท์ สนิทวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190304/image_big_5c7c86ca76e14.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19394</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2018 20:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2018 20:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>3 หมู่บ้านจังหวัดปัตตานี สร้างความเข้มแข็งตามศาสตร์พระราชา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากที่สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานตามแนวพระราชดำริ ได้ขยายพื้นที่การดำเนินงานพัฒนาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาตั้งแต่ปี 2559 โดยเริ่มเข้าไปทำโครงการพัฒนาสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน 7 หมู่บ้าน แบ่งเป็น ปัตตานี 3 หมู่บ้าน ยะลา และนราธิวาส จังหวัดละ 2 หมู่บ้าน ที่จะเป็นพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ล่าสุดปิดทองหลังพระฯ ได้ลงพื้นที่ดูความคืบหน้าการดำเนินงานในพื้นที่ จ.ปัตตานี ทั้ง 3 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านละโพะ ต.ป่าไร อ.แม่ลาน, บ้านสุเหร่า ต.ท่าน้ำ อ.ปะนาเระ และบ้านแป้น ต.แป้น อ.สายบุรี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทัณทวัต พุทธวงค์ หัวหน้างานพื้นที่ต้นแบบจังหวัดชายแดนใต้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทัณทวัต พุทธวงค์ หัวหน้างานพื้นที่ต้นแบบจังหวัดชายแดนใต้ กล่าวว่า ด้วยสภาพพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ การทำงานหรือการพัฒนาด้านต่างๆ ค่อนข้างเป็นไปได้ยาก จึงจำเป็นต้องใช้คนในท้องถิ่นมาเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครพัฒนาหมู่บ้าน (อสพ.) ไปเรียนรู้กับคนในพื้นที่ต้นแบบของปิดทองฯ ที่ประสบความสำเร็จแล้วกระจายอยู่ทั่วประเทศเพื่อกลับมาพัฒนาชุมชนตนเอง โดยดำเนินการร่วมกันกับภาครัฐ ท้องถิ่น และหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ เริ่มตั้งแต่ทำการสำรวจข้อมูลของชุมชน ข้อมูลทางด้านภูมิสังคม เศรษฐกิจ และกายภาพต่างๆ และดำเนินการตามศาสตร์พระราชาตั้งแต่ระดับครัวเรือน ด้วยการสร้างการมีอาชีพตั้งแต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ การส่งเสริมอาชีพทั้งภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร โดยใช้หลักพึ่งพาตนเองขั้นอยู่รอด ครัวเรือนพึ่งพาตนเองได้ จัดการที่ดินทำกินของตนเอง หากทำการเกษตรก็ให้มีพืชผลพอกินตลอดปี แล้วก็ระดับชุมชน เน้นการรวมกลุ่มอาชีพ โดยอาศัยหลักพึ่งพากันเองในชุมชนและระดับพื้นที่ ภูมิภาค เน้นพัฒนาวิสาหกิจชุมชน โดยอาศัยหลักพึ่งพาซึ่งกันและกัน กับภายนอก โดยเฉพาะระบบตลาดในแบบขั้นยั่งยืน ส่วนกรอบงานพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ มีทั้งการพัฒนาเชิงพื้นที่ตามแผนชุมชน แล้วก็พัฒนาเพื่อการเรียนรู้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทัณทวัตกล่าวต่อว่า ส่วนพื้นที่ต้นแบบปัตตานีทั้ง 3 หมู่บ้าน พบว่า ด้านเศรษฐกิจ สังคม แต่ละครัวเรือนยังมีการซื้อกินเป็นหลัก สังเกตจากการที่มีรถขายผัก ขายของ เข้าไปในแต่ละหมู่บ้าน ค่อนข้างขายดิบขายดี หากนำมาคำนวณปริมาณการซื้อกินขั้นต่ำอย่างน้อยก็ครัวเรือนละ 20 บาทต่อวัน ส่วนด้านกายภาพบางพื้นที่ไม่สามารถทำประโยชน์อะไรได้เลย ทุกปีจะเกิดน้ำท่วม แล้วดินก็ไม่มีคุณภาพ ไม่มีสารอาหารสำหรับปลูกพืช บางปีน้ำประปาก็ไม่มีใช้ หลังจากปิดทองฯ เข้าไปจึงได้เริ่มจากขั้นพื้นฐานคือ การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานน้ำ เพื่อให้คนในชุมชนมีน้ำใช้ทั้งเพื่อการเกษตร อุปโภค บริโภคในครัวเรือน แล้วก็มีการบริหารจัดการในพื้นที่การทำเกษตร ปศุสัตว์ ทั้งเกษตรแปลงรวม และขยายไปสู่การทำแปลงเกษตรรอบบ้าน ผลิตเพื่อบริโภค ลดรายจ่ายในครัวเรือน ขยายไปสู่การรวมกลุ่มการผลิตเพื่อจำหน่ายสร้างรายได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่นี่ส่วนใหญ่รายได้มาจากการกรีดยาง พอยางราคาตก ก็ไม่มีรายได้อื่นเสริม แต่พอโครงการเข้ามาก็ช่วยในเรื่องการสร้างรายได้เล็กๆ ในครัวเรือน อาจจะไม่ได้มากมาย แต่สามารถทำให้ชาวบ้านอยู่ได้ จากที่ปลูกผักไม่เป็น ก็ปลูกเป็น อาจจะไม่ได้ทำในพื้นที่มากมายเท่ากับหน่วยงานอื่นๆ ที่เขาทำมาก่อน แต่ก็จะค่อยๆ ขยายพื้นที่&amp;rdquo; นายทัณทวัตกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับพื้นที่ต้นแบบหมู่บ้านละโพะ ตั้งอยู่ที่ ต.ป่าไร อ.แม่ลาน เป็นพื้นที่ราบลุ่มสลับภูเขา เหมาะแก่การเพาะปลูก มีพื้นที่เพื่อการเกษตรประมาณ 500 ไร่ พื้นที่ดินอุดมสมบูรณ์ และมีน้ำอุดมสมบูรณ์ แต่ฤดูฝนจะประสบกับปัญหาน้ำท่วม ทำให้พื้นที่ทางการเกษตรเสียหาย อีกทั้งยังปล่อยให้ที่นาร้าง บางปีไม่มีน้ำเพียงพอสำหรับใช้ในการเกษตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พงพันธ์ เขียวจันทร์ อสพ.ปิดทองฯ อ.แม่ลาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพงพันธ์ เขียวจันทร์ อสพ.ปิดทองฯ ในเขตพื้นที่ อ.แม่ลาน กล่าวว่า ในการพัฒนาหมู่บ้านละโพะขั้นพื้นฐานได้แก้ปัญหาด้านน้ำ โดยร่วมกันซ่อมแซมคูไส้ไก่เพื่อการเกษตร และกระตุ้นเกษตรกรในพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์จากโครงการซ่อมแซมคูไส้ไก่ พื้นที่ 127 ไร่ ให้แก้ปัญหาพื้นที่นาร้าง วางแนวทางลดต้นทุนเพิ่มผลผลิตปรับปรุงบำรุงดินโดยนำองค์ความรู้การทำนาแบบโยนกล้าที่ประสบความสำเร็จแล้วจาก จ.เชียงราย มาปรับใช้ในพื้นที่ ซึ่งมีพื้นที่ 20 ไร่ ของเกษตรกร 9 ราย เป็นแปลงต้นแบบ แล้วก็ทำเรื่องการเกษตร โดยเฉพาะที่โดดเด่นสุดคือการเพาะเห็ดฟางที่ได้จากคำแนะนำของปราชญ์ชาวบ้าน ใช้เวลาเพียงแค่ 15 วันก็ได้ผลผลิตแล้ว โดยได้มีการแนะนำให้ชาวบ้านเพาะเห็ดฟางบนดินด้วยทะลายปาล์ม วัสดุที่มีจำนวนมากในภาคใต้ วิธีการแค่นำทะลายปาล์มมาหมักแล้วเตรียมดิน แล้วเอาไปวางบนแปลงที่เตรียมไว้ มีการโรยผักตบชวา ปุ๋ยอินทรีย์ต่างๆ ลงไปในแปลง แล้วขึ้นโครงคล้ายหลังคาเล็กๆ คลุมด้วยถุงดำบนแปลงเพื่อไม่ให้โดนแสง ซึ่งมีชาวบ้านเข้าร่วมประมาณ 10 คน ล่าสุดกำลังมีการขยายไปอีก 8 ราย แล้วทางโรงเรียนในพื้นที่ก็มีการนำไปสอนเด็กๆ แล้วเด็กๆ ก็นำไปต่อยอดที่บ้าน ตอนนี้ปิดทองฯ ได้มีการติดต่อกับพ่อค้าคนกลาง แต่ทางพ่อค้าต้องการวันละ 100 กิโลกรัม ตอนนี้ยังผลิตให้พ่อค้าที่ตลาดไม่ได้ ก็ต้องมีการขยายต่อไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพาะเห็ดฟางด้วยทะลายปาล์มบนแปลงเล็กๆ

&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; พื้นที่นาหลายแห่งในหมู่บ้านกลายเป็นพื้นที่รกร้าง เนื่องจากเหลือแต่คนแก่ชราที่อยู่บ้าน เลยไม่สามารถจะลงแรงทำนาได้ ซึ่งการเพาะเห็ดนี่แหละ น่าจะเอื้อกับสภาพภูมิอากาศฝนแปด แดดสี่ ของภาคใต้ หรือพูดง่ายๆ คือ ถ้าปลูกยางอย่างเดียว ฝนตกแปดเดือนแล้วอีกสี่เดือนที่ไม่มีฝนก็น่าจะมีผลผลิตอื่นๆ ทำเกษตรผสมผสาน มีพืชผักสวนครัวให้เก็บไว้กินเองในครัวเรือน เหลือก็ขาย เกษตรกรจะได้รับผลประโยชน์เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะเห็ดฟางจะออกผลผลิตเร็ว ทำให้ชาวบ้านที่นี่เริ่มสนใจเห็ดฟางมากขึ้น บางรายที่เริ่มเพาะเห็ดฟางลงทุนเพียงแค่นิดเดียวสัก 300 บาท ไม่รวมกับทะลายปาล์ม เพราะทางเราเป็นคนจัดการให้ แต่ผลผลิตได้ตั้ง 2,500 บาทก็มี ถือว่าคุ้มค่า&amp;rdquo; นายพงพันธ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เกษตรกรเจ้าของแปลงเห็ดฟางในสวนยางพารา ที่บ้านละโพะ&amp;nbsp;

&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางวรรณวิภา แซ่ภู่ เกษตรกรเจ้าของแปลงเห็ดฟางในสวนยางพาราที่บ้านละโพะ เล่าให้ฟังถึงที่มาการทำแปลงเห็ดว่า ตนมีสวนยางพาราบนพื้นที่กว่า 2 ไร่ มีต้นยางพาราประมาณกว่า 200 ต้น ขายน้ำยางในราคา 3 กิโลกรัมละ 100 บาท ซึ่งราคาถูกกว่าเมื่อก่อน แต่พอได้ฟังคำแนะนำของน้องๆ อสพ.ให้ลองปลูกพืชผักสวนครัว แล้วก็ปลูกเห็ดเสริมจากการทำสวนยาง จึงได้เริ่มต้นทำแปลงเห็ดจำนวน 10 แปลงในพื้นที่สวนยางไปเมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยลงทุนไป 3,000 บาท ได้ผลผลิตรอบแรก 60-70 กิโลกรัม เก็บไว้กินในครัวเรือนประมาณ 5 กิโลกรัม และที่เหลือก็นำไปขายให้กับครอบครัวอื่นๆ ทั้งลูกค้าที่รับซื้อน้ำยางจากสวนตนบ้าง รวมรายได้รอบแรกที่ผ่านมาก็ประมาณกว่า 4,000 บาท อนาคตก็มีแนวคิดอยากจะขยายเพิ่มอีก เพราะเห็ดใช้พื้นที่น้อย แต่ได้ผลคุ้มค่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนอีกหนึ่งพื้นที่หมู่บ้านต้นแบบในปัตตานีอย่างหมู่บ้านสุเหร่า ต.ท่าน้ำ อ.ปานาเระ นายกัสมัน แวกะจิ อสพ.ปิดทองฯ และหัวหน้าพื้นที่ เผยว่า การพัฒนาพื้นที่ต้นแบบของที่นี่ มีการทำระบบน้ำ โดยการปรับปรุงฝายปาโจ เพื่อสามารถกระจายน้ำให้แก่ประชาชน 5 หมู่บ้านที่อยู่ในพื้นที่ ต.ท่าน้ำ ส่วนด้านเกษตร ส่งเสริมให้มีโครงการเกษตรรอบบ้าน โครงการนี้มีเกษตรกรเข้าร่วมทั้งหมด 51 ราย 5 หมู่บ้าน จัดตั้งกองทุนทั้งหมด 2 กองทุน คือ กองทุนเมล็ดพันธุ์ สมาชิกกลุ่มสามารถยืมเมล็ดไปเพาะปลูกได้ จ่ายหลังการเก็บเกี่ยวและกองทุนปุ๋ย สมาชิกกลุ่มต้องจ่ายเงินซื้อปุ๋ยที่ขายในราคาถูกกว่าท้องตลาด ปัจจุบันสมาชิกกลุ่มเริ่มปลูกพืชแล้วบางส่วน เช่น ข้าวโพดหวาน ถั่วลิสง มันเทศ พริก อยู่ในระหว่างออกผลผลิต มะเขือ แตงกวา ผักบุ้ง แล้วก็มีการส่งเสริมเพาะเห็ดฟางด้วยทะลายปาล์มเหมือนกัน โดยมีสมาชิก 40 ราย และโรงเรียน 2 แห่ง อนาคตมีความคิดที่จะขยายพื้นที่น้ำ ทำแก้มลิง 2 แห่ง และทำฝายชะลอน้ำสำหรับเก็บน้ำใช้เฉพาะหน้าแล้ง เพราะน้ำไม่พอใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แพะพระราชทาน &amp;quot;พันธุ์แบล็คเบงกอล&amp;quot; ที่บ้านสุเหร่า&amp;nbsp;

&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมในด้านปศุสัตว์อีกด้วย เพราะมีเกษตรกร 12 รายที่มีอาชีพเลี้ยงแพะมาหลายปี และแพะก็เป็นที่ต้องการในตลาดภาคใต้ จำนวนแพะที่เลี้ยงไว้ในพื้นที่ของชาวบ้านสุเหร่า กลับมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของกลุ่มลูกค้า เพราะแต่ละวันจะมีลูกค้าจากจังหวัดอื่นในพื้นที่ชายแดนใต้มาหาซื้อแพะแทบจะทุกเดือน เพื่อนำไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาตอนเกิด แต่การเลี้ยงแพะ ชาวบ้านยังด้อยในเรื่องของการดูแลรักษา และการปรับปรุงคอก ทางปิดทองฯ จึงได้ให้เกษตรกร 5 ราย ไปศึกษาดูงานที่จังหวัดต่างๆ ที่มีการเลี้ยงแพะทั่วประเทศ แล้วเกษตรกร 5 รายยังได้รับมอบแพะพระราชทาน &amp;quot;พันธุ์แบล็คเบงกอล&amp;quot; จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผ่านมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2561 คนละ 5 ตัว จำนวนทั้งสิ้น 25 ตัว เป็นตัวเมีย 10 ตัว ตัวผู้ 15 ตัว ดังนั้น จึงได้ส่งเสริมให้ชาวบ้านร่วมกับปศุสัตว์อำเภอ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปิดทองฯ สนับสนุนการก่อสร้างคอกแพะและประสานศูนย์แพะแกะยะลา จัดทำรูปแบบการวัดการเจริญเติบโตของแพะ เชื่อมโยงกับสูตรอาหารที่ใช้เลี้ยง ติดตามผลและประสานงานเรื่องสุขอนามัยของคอกแพะเคลื่อนที่ สามารถอัพเดตได้ให้เหมาะสมเพียงพอกับความต้องการ การตรวจสุขภาพแพะ เป็นตารางการเลี้ยงแพะในแต่ละวัน เช่น การสังเกตอาการเกิดโรคแพะ การรักษาเบื้องต้น เพื่อให้ชาวบ้านแจ้งมาที่ อสพ. ใช้แก้ไขปัญหาให้ได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจะส่งผลให้แพะสมบูรณ์ได้ราคาดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของเกษตรกรนางสุนีย์ ชุมนพรัตน์ ประธานวิสาหกิจชุมชนแพะบ้านท่าน้ำ กล่าวว่า เดิมทีชาวบ้านในพื้นที่เลี้ยงแพะกันมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว จึงได้รวบรวมเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ รวมกลุ่มตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน ต.ท่าน้ำ ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 12 คน มีแพะทั้งหมดกว่า 100 ตัว รวมแพะพระราชทานแล้ว ทุกคนเลี้ยงแพะเป็นวิถีชีวิตประจำวัน แพะทุกตัวอยู่ในคอก สมบูรณ์ ปลอดโรค และเลี้ยงถูกต้องตามหลักศาสนา ไม่ปล่อยให้แพะออกไปหากินข้างนอก เพราะถ้าเลี้ยงปล่อยไปกินอาหารของชาวบ้าน จะไม่สามารถนำแพะไปทำพิธีกรรมต่างๆ ได้ การที่ปิดทองฯ เข้ามา เป็นเหมือนได้ขยายการเลี้ยงแพะเพื่อต่อยอดและสร้างความมั่นคงด้านอาชีพ ตนมองว่าตลาดแพะยังไปได้อีกไกล เมื่อก่อนไม่มีใครรู้ว่าอาหารชนิดใดที่มีโปรตีนกับแพะ แต่พอมีการร่วมมือกับนักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญหลายๆ ฝ่ายก็รู้เรื่องวิชาการมากขึ้น อย่างเช่นผักกระฉูด ที่หน้าตาคล้ายกับผักกระเฉดในพื้นที่ ต.ท่าน้ำมีจำนวนมาก แต่ไม่เคยรู้ว่าเป็นพืชที่มีโปรตีนสูง ถ้านำมาให้แพะกิน จะอุดมสมบูรณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ถ้าถามว่าเลี้ยงแพะแล้วดีอย่างไร ก็ต้องบอกว่าไม่ใช่แค่ทางการค้าขาย สร้างรายได้ ถ้าเขาซื้อไปเลี้ยงก็เหมือนได้ขยายแพะออกไปในกลุ่มต่างๆ มากขึ้น ถ้าซื้อไปเลี้ยงอายุ 4 เดือน ราคาตัวละ 2,000 บาท ทั้งนี้ก็ขึ้นกับน้ำหนัก บางตัวอาจจะ 2,000-7,000 บาทก็มี&amp;rdquo; นางสุนีย์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่บ้านแป้น ตำบลแป้น อำเภอสายบุรี ที่เคยประสบปัญหาไม่มีน้ำประปาใช้ และสภาพของดินไม่อุดมสมบูรณ์ หัวหน้างานพื้นที่ต้นแบบจังหวัดชายแดนใต้ เผยว่า ปิดทองฯ ได้มีการจัดการด้านน้ำโดยการก่อสร้างฝายหิน มีการบริหารจัดการกลุ่มผู้ใช้น้ำ ติดมิเตอร์น้ำเพื่อเก็บเงินเป็นกองทุน ชาวบ้านมีแผนที่จะดำเนินการต่อเนื่องด้วยการสร้างฝายอนุรักษ์ในพื้นที่ต้นน้ำ การทำฝายเกษตร ด้านล่างของฝายมีแผนจัดทำโครงการน้ำดื่มในหมู่บ้านเพื่อลดรายจ่าย มีการส่งตัวอย่างน้ำไปตรวจ และขอแบบแปลนโรงน้ำดื่มจากปัตตานี เพื่อ อบต.แป้น ดำเนินการออกแบบ ด้านการเกษตร โครงการเกษตรลดรายจ่ายหลังบ้านควบคู่กับจัดตั้งกองทุนทำปุ๋ยหมักลดต้นทุนต่อยอดโครงการ 9101 ในเรื่องการเกษตร และกองทุนเมล็ดพันธุ์ดำเนินงานต่อเนื่องเป็นเรื่องของการส่งเสริมพืชประจำถิ่น อาทิ ข้าวพันธุ์เล็บนก โดยโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสายบุรี เสนอมีความต้องการรับซื้อข้าวเล็บนก เดือนละ 300 กิโลกรัม โครงการส่งเสริมการจัดการสวนมะพร้าวเพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิตและนวัตกรรมการผลิตวัสดุปลูกพืชจากเปลือกมะพร้าว ต้นมะพร้าวร่วมโครงการ 565 ต้น 30 ไร่ สมาชิก 9 ราย ก่อนเข้าร่วมโครงการมีผลผลิต 22,600 ลูกต่อปี และตั้งเป้าหมายผลผลิตเมื่อเข้าร่วมโครงการ 33,900 ลูกต่อปี.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19394</URL_LINK>
                <HASHTAG>3 จังหวัดชายแดนภาคใต้, ศาสตร์พระราชา, สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานตามแนวพระราชดำริ, หมู่บ้านต้นแบบในปัตตานี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181008/image_big_5bbb554b5d6b5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
