<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115918</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2021 16:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2021 16:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>MEA ร่วม สจล. สร้าง High Flow 40 เครื่อง บริจาค รพ. โครงการ &quot;ให้เพื่อต่อลมหายใจ&quot; สู้ภัย COVID-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ (7 กันยายน 2564) นายพงศ์ศักดิ์ ธรรมบวร รองผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง หรือ MEA พร้อมด้วย นายบรรณสาร จันทร์สมศักดิ์ ผู้จัดการมูลนิธิโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ในพระสังฆราชูปถัมภ์ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รัชนี&amp;nbsp; กุลยานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ในฐานะผู้แทนทั้งสองหน่วยงาน ร่วมจัดทำเครื่องจ่ายออกซิเจน High Flow พร้อมระบบมอนิเตอร์ทางไกล จำนวน 40 เครื่อง โดย MEA สนับสนุนเป็นเงินจำนวน 2,200,000 บาท เพื่อสนับสนุนในโครงการ &amp;quot;ให้เพื่อต่อลมหายใจ&amp;quot; ณ การไฟฟ้านครหลวงเขตสามเสน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองผู้ว่าการ MEA กล่าวว่า MEA ในฐานะหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงในระดับปานกลาง ไปจนถึงระดับวิกฤต ซึ่งการจัดทำเครื่อง High Flow พร้อมระบบมอนิเตอร์ทางไกลในครั้งนี้จะช่วยให้การรักษา ตลอดจนการติดตามอาการของผู้ป่วยสามารถทำได้อย่างใกล้ชิด และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยจะดำเนินการมอบให้กับสถานพยาบาลต่าง ๆ เช่น โรงพยาบาลการไฟฟ้านครหลวง โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า โรงพยาบาลบุษราคัม และโรงพยาบาลสมุทรปราการ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ที่ผ่านมา MEA ซึ่งเป็นหน่วยงานดูแลระบบไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ ได้ระดมกำลังให้การสนับสนุนการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าเร่งด่วนเพื่อรองรับการใช้ไฟฟ้าจากจำนวนผู้ป่วยของโรงพยาบาลสนามที่แจ้งความประสงค์ โดยที่ผ่านมา ได้ดำเนินการปรับปรุงระบบไฟฟ้าในด้านต่าง ๆ เช่น การพาดสายไฟฟ้า การติดตั้งชุดหม้อแปลงไฟฟ้า ตู้แผงเมนสวิตช์แรงต่ำ พร้อมเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้า ซึ่ง MEA ได้ปรับระบบไฟฟ้าเพื่อให้เพียงพอต่อการใช้ไฟฟ้าของอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในโรงพยาบาลสนาม ทั้งในด้านระบบแสงสว่าง ระบบปรับอากาศ ระบบปั๊มน้ำและอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่าง ๆ และยังได้วางแผนเตรียมการรองรับการจ่ายไฟฟ้าที่อาจมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ซึ่งที่ผ่านมา ได้ดำเนินการกับโรงพยาบาลสนามต่าง ๆ เช่น โรงพยาบาลสนามศูนย์กีฬาบางกอกอารีนา (เอราวัณ 2) โรงพยาบาลบุษราคัม โรงพยาบาลสนามพลังแผ่นดิน รพ.สนามสมุทรปราการรวมใจ 5 (WHA) โรงพยาบาลสนามราชพิพัฒน์ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Facebook : https://www.facebook.com/497340003626475/posts/4982330578460706/&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Website : https://mea.or.th/content/detail/87/6083&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Twitter : https://twitter.com/mea_news/status/1435167631204442115?s=21&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Gnews : https://gnews.apps.go.th/news?news=91587&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Line OA : https://timeline.line.me/post/_dQn9zGwXj83CxqzRN98kNgtqOGsCdIGLMSbrTR8/1163100533401063427&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Instagram : https://www.instagram.com/p/CTg8rw-nIIN/?utm_medium=copy_&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115918</URL_LINK>
                <HASHTAG>covid19, MEA, MEA Smart Project, MEACSR, MEAช่วยcovid19, การไฟฟ้านครหลวง, ช่วยเหลือสังคม, นายบรรณสาร จันทร์สมศักดิ์, นายพงศ์ศักดิ์ ธรรมบวร, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รัชนี  กุลยานนท์, พลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร, มูลนิธิโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ในพระสังฆราชูปถัมภ์, ระบบมอนิเตอร์ทางไกล, สจล., สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, สนับสนุนการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าเร่งด่วน, เครื่องจ่ายออกซิเจน High Flow, โรงพยาบาลการไฟฟ้านครหลวง, ให้เพื่อต่อลมหายใจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210907/image_big_6137356fea8f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81151</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2020 18:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2020 18:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไอศกรีมเพื่อสุขภาพ&#039; จากข้าวกล้องงอก-กล้วยเล็บมือนาง-สับปะรด ฝีมือนักศึกษา สจล.ชุมพร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจัดการเรียนการสอนของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) วิทยาเขตชุมพร ซึ่งยึดหลักที่ว่า &amp;ldquo;เรียนที่ สจล.ได้วิชาการ จบได้วิชาชีพ&amp;rdquo;&amp;nbsp;นักศึกษาจะได้ทั้งความรู้ทางด้านวิชาการและมีวิชาชีพติดตัวไปประกอบกิจการของตนเอง หลังจากจบการศึกษาออกไป
&amp;nbsp;
อาจารย์และนักศึกษา สาขาวิชาสัตวศาสตร์ ภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) วิทยาเขตชุมพร&amp;nbsp;คิดค้นการผลิตไอศกรีมเพื่อสุขภาพเกรดพรีเมี่ยม รสชาติเยี่ยม ด้วยการนำเอาวัตถุดิบที่เป็นอัตลักษณ์เฉพาะของท้องถิ่น มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาเป็นส่วนผสม จนได้รับความนิยมจากผู้บริโภค มียอดสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก ไอศกรีมเพื่อสุขภาพสีสันชวนรับประทาน มีด้วยกัน 3 รสชาติ ได้แก่ ไอศกรีมกล้วยเล็บมือนาง&amp;nbsp;ไอศกรีมข้าวกล้องงอก และไอศกรีมสับปะรดสวี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมพร นพเกื้อ อาจารย์สาขาวิชาสัตวศาสตร์ ภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร สจล.วิทยาเขตชุมพร บอกว่าไอศกรีมดังกล่าว เกิดขึ้นจากแนวความคิดการนำเอาวัตถุดิบที่เป็นอัตลักลักษณ์เฉพาะของท้องถิ่นมาเป็นส่วนผสมในไอศกรีมนมสดเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ และสุขภาพให้กับผู้บริโภค โดยมีความแตกต่างจากไอศกรีมทั่วไป ทุกขั้นตอนการผลิตผ่านกระบวนการวิจัยและทดสอบเป็นอย่างดี จนทำให้ได้ส่วนผสมที่ลงตัว รสชาติอร่อย ถูกหลักอนามัย มีประโยชน์ เพื่อสุขภาพแก่ผู้บริโภค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจารย์สมพร กล่าวว่าสำหรับไอศกรีมข้าวกล้องงอกนั้น ได้นำเอาข้าวไร่พันธุ์ดอกขามซึ่งเป็นข้าวสายพันธุ์ท้องถิ่นที่ปลูกกันมากในพื้นที่อำเภอท่าแซะ นำมาทำเป็นข้าวกล้องงอกใช้เป็นส่วนผสมหลัก ส่วนไอศกรีมสับปะรดได้นำเอาสับปะรดสวี ซึ่งเป็นสับปะรดเฉพาะถิ่นของอำเภอสวี และไอศกรีมกล้วยเล็บมือนาง เป็นกล้วยเฉพาะถิ่นของ จ.ชุมพร ซึ่งวัตถุดิบทั้ง 3 ชนิด เป็นพืชมงคลผลผลิตที่มีรสชาติและความเป็นอัตลักษณ์ที่มีเฉพาะถิ่นของ จ.ชุมพรเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจารย์สมพร กล่าวว่าสำหรับข้าวไร่พันธุ์ดอกขาม ที่นำมาทำข้าวกล้องงอกจะมีจมูกข้าวติดอยู่ด้วย มีโปรตีนและธาตุเหล็กสูง โดยผลจากการทำวิจัยจะต้องแช่น้ำเป็นเวลานาน 4 ชั่วโมง และบ่มเก็บไว้อีกเป็นเวลา 20 ชั่วโมง จึงจะทำให้เมล็ดข้าวกล้องเริ่มงอก และมีสารกาบ้าสูงโดยสารกาบ้านี้จะช่วยบำรุงประสาท บำรุงสมอง เมื่อนำมาหุงให้สุกจะมีกลิ่นหอมแล้วใช้ปั่นผสมกับไอศกรีมนมสดตามสัดส่วนที่กำหนด จะทำให้มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ถือเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพที่เหมาะสมกับผู้บริโภคทุกเพศทุกวัยตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ ส่วนไอศกรีมกล้วยเล็บมือนาง ไอศกรีมสับปะรดสวี ก็ให้คุณค่าทางโภชนาการ มีวิตามินสูง รสชาติหอมหวาน เมื่อรับประทานจะทำให้ร่ายกายสดชื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลิตภัณฑ์ไอศกรีมข้าวกล้องงอก ไอศกรีมกล้วยเล็บมือนาง ไอศกรีมสับปะรด ทั้ง 3 ชนิด ได้ผลิตด้วยระดับเกรดพรีเมี่ยม เพราะคัดเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพสูงจากท้องถิ่น ผลิตขายส่งในราคากิโลกรัมละ 100 บาท ปัจจุบันได้รับความนิยมสูงจากผู้บริโภคจำนวนมากมีการสั่งซื้อสั่งจองกันทุกวัน โดยผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้อได้ขั้นต่ำตั้งแต่ 5 กิโลกรัม ได้ที่โทรศัพท์หมายเลข 089-4728539.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81151</URL_LINK>
                <HASHTAG>กล้วยเล็บมือนาง, ข้าวกล้องงอก, จังหวัดชุมพร, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, สับปะรดสวี, ไอศกรีมเพื่อสุขภาพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201008/image_big_5f7e90859b64e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68602</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นวัตกรรม-ชาตินิยมใหม่ ไทยต้องเล่นเกมยาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;จุดเปลี่ยนประเทศไทย หลังจบโควิด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ถึงเวลามองไกล-เล่นเกมยาว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทิศทางประเทศไทย หลังจากการป้องกันการแพร่เชื้อโควิด-19 ดีขึ้นตามลำดับ ส่งผลให้มีการคลายล็อกมากขึ้น ล่าสุดก็คือ การยกเลิกการเคอร์ฟิว ที่จะให้มีผลตั้งแต่ 15 มิ.ย.นี้เป็นต้นไป ถึงตอนนี้ สิ่งที่หลายคนเริ่มคิดกันก็คือ ประเทศไทยหลังพ้นวิกฤติโควิด เข็มทิศและยุทธศาสตร์ประเทศจะไปทางไหน-คนไทยจะนำสิ่งที่เกิดขึ้นไปถอดบทเรียนเพื่อนำไปพัฒนาประเทศในทางใด สิ่งเหล่านี้คนไทยทุกคนต้องร่วมกันขบคิด-ตั้งคำถาม และนำไปสู่การปฏิบัติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หนึ่งในนักคิด-นักวิชาการ-ผู้บริหารสถาบันการศึกษา ที่มีชื่อเสียง มีผลงานมากมาย ที่ทุกคนรู้จักกันดี ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง-นายกสภาวิศวกร ได้ให้ทัศนะที่น่าสนใจไม่น้อย หลังจากช่วงโควิด ทางสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) มีบทบาทอย่างมากกับการคิดค้น-พัฒนาวัตกรรมทางการแพทย์ เพื่อสู้กับโควิด จนประสบผลสำเร็จระดับหนึ่ง มีการนำผลงานเข้าไปโชว์กลางทำเนียบรัฐบาลมาแล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศ.ดร.สุชัชวีร์ มองอนาคตประเทศไทยหลังจากนี้ ในมุม New reality ความจริงใหม่ที่เราต้องเจอหลังโควิด-19 ว่าสิ่งที่เรียกกันว่า New normal ไม่มีใครพยากรณ์ได้ถูกหมดทุกคน เพราะคนแต่ละอาชีพ เช่น วิศวกร-แพทย์ ก็จะบอกไปคนละแบบ แต่สิ่งที่สรุปได้ก็คือ หลังจากนี้ ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิม เพราะฉะนั้น จะเกิดสภาวะที่ทุกอย่างจะเกิดอัตราเร่งมากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...1.จะเกิดอุตสาหกรรมที่ไม่เคยได้ยิน เช่น อุตสาหกรรม AI-Bio technology ที่ทำทั้งด้านชีวะทางการแพทย์และเอไอ จะเกิดการยกระดับข้อมูลที่มนุษย์โลกไม่เคยเห็น เพราะจากเหตุการณ์โควิด ทำให้มีการเก็บข้อมูลการซื้อ-พฤติกรรมของคนไว้เยอะ จึงทำให้ต่อไปจะเกิดเทคโนโลยีแบบ AI แบบก้าวกระโดดมากที่สุด อีกทั้งจะเกิดอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่น่าสนใจที่สุด เกิดยารักษาโรคที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เกิดเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม แบบมีอัตราเร่งมากที่สุดเห็นได้จากเช่น การใช้โปรแกรม zoom ก่อนโควิดคนใช้กันเล็กน้อย แต่พอมีโควิด มีการใช้มากขึ้นไม่รู้กี่พันเท่า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.ต่อจากนี้ไป โลกจะเหลือแค่ ขุนกับเบี้ย จะไม่มีคนกลาง เพราะคนที่เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น google-facebook-Zoom และระบบออนไลน์ต่างๆ ต่อไปจะกินรวบหมด ส่วนคนที่ไม่ได้เป็นเจ้าของแพลตฟอร์ม ก็จะเป็นเบี้ยของเขาต้องพึ่งกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ เช่น อยากจะขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มเหล่านี้ หากเจ้าของแพลตฟอร์มคิดเงิน 50 เปอร์เซ็นต์ของราคาซื้อขาย ก็ต้องยอมเพราะดีกว่านำเงินไปเปิดร้าน ก็ทำให้ห้างสรรพสินค้า ที่เคยมีรายได้จากการเช่าพื้นที่ แต่ต่อไปก็จะไม่ได้ ต่อไปนี้จึงจะเหลือแค่ ขุนกับเบี้ย ซึ่งน่ากลัวสุดๆ อันนี้คือ new normal ที่แท้จริง ซึ่งวันนี้บางประเทศอย่าง &amp;quot;จีน&amp;quot; กำลังพยายามดันตัวเองให้เป็น &amp;quot;ขุน&amp;quot; แต่ไทยเรายังไม่มีอะไร แล้วก็จะต้องตกเป็น &amp;quot;เบี้ย&amp;quot; ต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.ต่อจากนี้ พฤติกรรมในการมองอาชีพ จะแตกต่างกัน จากที่หนึ่งองค์กรต้องมีพนักงานบัญชี-พนักงานขาย-วิศวกร ต่อไปนี้ ทั้งคนทำบัญชี-เซลส์-วิศวกร จะเป็นคนคนเดียวกัน เพราะจากที่ผ่านมาที่มีการ work from home ทำให้เห็นแล้วว่า คนบางคนทำงานได้เยอะกว่าเดิม และทำให้เห็นว่า คนบางอาชีพอาจไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ในองค์กร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศ.ดร.สุชัชวีร์ ให้มุมมองต่อไปว่า ยุทธศาสตร์ประเทศไทยต่อจากนี้ ต้องเตรียมรับมือกับ Neo-nationalism ชาตินิยมใหม่ ที่จะเกิดขึ้นทั่วโลก รวมถึงต้องเตรียมรับมือกับการหยุดของ Globalization ในเรื่องการลงทุน เพราะต่อไปคนจะลงทุนในประเทศตัวเองมากขึ้น เพราะคนของประเทศตัวเองตกงาน แม้ต้นทุนจะแพงขึ้นเขาก็จะยอม อเมริกาก็อาจหยุดการลงทุนเช่นในจีน-ไทย เพื่อให้คนของตัวเองมีกิน ก็จะทำให้เงินลงทุนไม่เข้ามา นักท่องเที่ยวต่างประเทศ ก็จะหยุดการเดินทางเข้ามา Globalization ถูกตอกฝาโลงเลย จะมีการเกิดใหม่ของ localization ที่ไม่ว่าประเทศไหนจะต้องทุกอย่างให้จบด้วยตัวเองในประเทศตัวเอง อย่างรองเท้ากีฬาดังๆ เช่น ไนกี้ อาดิดาส ที่เคยผลิตในโรงงานที่จีน ต่อไปอาจจะยกฐานการผลิตกลับไปที่ประเทศของเจ้าของแบรนด์ เพราะคนในประเทศตัวเองตกงาน แม้ต้นทุนจะแพงขึ้นก็ต้องยอม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ประเทศเราก็ต้องพร้อมรับมือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ประเทศไทยต้องเล่นเกมยาว อย่าเล่นหมากรุกเกมสั้น ไม่ใช่เห็นอัตราติดโควิดในประเทศเหลือศูนย์ ก็ปรบมือกันแล้ว ทั้งที่มันแค่ยกแรก แต่งานนี้มันสู้กันเป็นร้อยยก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;พอผ่านยกแรกแล้วต้องคุยกันในฝ่ายต่างๆ เพื่อรับมือ เช่น การท่องเที่ยว พอเกิดโควิด นักท่องเที่ยวต่างประเทศไม่เข้ามา ตัวเลขติดลบเลย จากที่เคยได้ 12 เปอร์เซ็นต์ แต่ที่ญี่ปุ่นกลับไม่เกิดขึ้นแบบนี้ เพราะของเขาแค่ 6 เปอร์เซ็นต์ ต้องมาคุยกัน เช่น การเปลี่ยน portfolio ประเทศ จากเหตุการณ์ครั้งนี้ สรุปคือไทยต้องเล่นหมากรุกเกมยาว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ถามย้ำว่า ในวิกฤติโควิดก็มีโอกาสสำหรับประเทศไทย ศ.ดร.สุชัชวีร์ ยืนยันกลับมาว่า มันมีอภิมหาโอกาสเลย เช่น โอกาสที่ทำให้เราเห็นว่าจุดแข็ง-จุดอ่อนของเราคืออะไร อย่างจุดแข็งที่เห็นก็คือ ถึงเวลาจริงๆ คนไทยเราช่วยกันหมด เช่นให้ใส่หน้ากากอนามัย ก็ใส่พร้อมกันหมด เรามีวินัย เราต้องนำสิ่งที่เกิดขึ้นไปต่อยอด เช่น เอาวินัยไปใช้ในการเรียน การทำงาน ถ้าทำได้แบบนี้ ประเทศไทยเปลี่ยน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;ส่วนจุดอ่อน portfolio เราล้มเหลว เราเอาไข่ไปใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียวเกินไป ประเทศอื่นไม่ได้เจ็บเท่าเรา เพราะเขาไม่ได้พึ่งพานักท่องเที่ยวมากเหมือนกับเรา หรือการที่เราเน้นการพึ่งพาการส่งออก แล้ววันนี้เป็นไง รวมกันแล้วทั้งท่องเที่ยว-ส่งออก portfolio พังเลย ประเทศไทย portfolio ต้องมาเน้นการลงทุนในด้านการพัฒนา Real Sector การผลิต เช่น เครื่องมือแพทย์ทำได้ มีคนมาติดต่อขอ เราก็ควรลงทุน ต้องเล่นเกมยาว ทำบางอย่างไปก่อน เช่นรากฟันเทียม เพื่อให้คนไทยได้ใช้ในราคาที่ถูกลง เมืองไทยผู้นำเราต้องเล่นเกมยาวแล้ว ไม่อย่างนั้น ประเทศไทยก็สู้เขาไม่ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ย้อนกลับไปคุยถึงเรื่อง การสร้างนวัตกรรมทางการแพทย์ ของ สจล.ในช่วงโควิด ซึ่ง ศ.ดร.สุชัชวีร์-อธิการบดี สจล. เล่าให้ฟังว่า กว่าจะคิดค้น-ต่อยอด ทำสิ่งต่างๆ ออกมาได้ ไม่ใช่ง่าย เพราะต้องเจอกับแรงกดดันที่มีทั้งการค่อนขอด-การบั่นทอนกำลังใจ แต่ตัวเองและคณะทีมงาน ก็ไม่ยอมถอย จนสุดท้าย ก็คิดค้นอุปกรณ์ทางการแพทย์บางอย่างออกมาใช้งานได้จริงในโรงพยาบาลหลายแห่งเวลานี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;..เริ่มต้นจากเมื่อช่วงเดือนมกราคมที่มีการแพร่ระบาดของโควิด ก็มีหมอผู้ใหญ่หลายคนโทรมาหาผมโดยตรง โดยหลายท่านบอกว่าถึงเวลาที่ สจล. ต้องช่วยประเทศไทย เพราะคาดว่าในอนาคต จะมีปัญหาการขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ทุกอย่าง โดยเฉพาะ เครื่องช่วยหายใจ เพราะไวรัสโควิด จะทำลายระบบหายใจ ต่อมาผมก็เรียกตัวแทนจากคณะแพทยศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรม&amp;ndash;คณะวิศวกรรมศาสตร์ และฝ่ายวิจัย สจล.จนเราเห็นว่าถึงเวลาแล้ว ที่ สจล.ต้องตั้ง ศูนย์รวมนวัตกรรมทางการแพทย์ KMITL GO FIGHT COVID-19 เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ โดยใช้เงินเบื้องต้นลงไป 1 ล้านบาท ถือเป็นศูนย์นวัตกรรมสู้โควิดแห่งแรกๆ ของประเทศ ตอนแรกเรายังไม่ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมบริจาค เพราะต้องการให้คนเห็นว่า เรามีสิ่งที่จับต้องได้จริง โดยอุปกรณ์การแพทย์อันแรกๆ เริ่มต้นทำก็คือ เครื่องช่วยหายใจ เพราะเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญมากสำหรับผู้ป่วยติดเชื้อโควิด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...เครื่องช่วยหายใจในประเทศไทย พบว่านำเข้าจากต่างประเทศ 100 เปอร์เซ็นต์ ราคาร่วมเครื่องละ 1 ล้านบาท ซึ่งครั้นหากเราจะไปทำขนาดใหญ่ ต้องใช้เวลา-เงินลงทุนมหาศาล ทำหนึ่งปีก็ไม่สำเร็จ ปรากฏว่าระหว่างนั้น มหาวิทยาลัยระดับโลกที่ผมจบมาคือ Massachusetts Institute of Technology หรือ MIT ริเริ่มโครงการนวัตกรรมทำเครื่องช่วยหายใจ ซึ่งพัฒนามาจากเครื่องช่วยหายใจแบบบีบมือ หรือ Ambu bag ที่ใช้ในรถและเตียงฉุกเฉิน โดยสิ่งที่เขาทำไม่ใช่ของใหม่ แต่เป็นโปรเจ็กต์ที่ MIT กับนักศึกษาของเขาทำมานานแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;... พอ สจล.เริ่มทำเครื่องช่วยหายใจดังกล่าวออกมาเวอร์ชั่นแรก ที่เหมือนกับของ MIT ทุกประการ ต่อมาผมก็ออก youtube ประกาศเพราะรู้แล้วว่าเราทำได้ ก็ขอให้ประชาชนทุกคนร่วมบริจาค คนไทยใจดีมาก คนจำนวนมากมาร่วมบริจาคตั้งแต่ 100 บาท จนปัจจุบันมีคนร่วมบริจาคมากกว่า 30,000-40,000 คน หลายคนโดยบริจาคเป็นเงินหลักล้านบาทโดยไม่ประสงค์ออกนาม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศ.ดร.สุชัชวีร์-อธิการบดี สจล. กล่าวต่อไปว่า ระหว่างที่เราทำ จนกลายเป็น talk of the town ที่เราออกมาสู้โควิด ก็มีเสียงแสดงความเป็นห่วงเป็นใยจากบางคนในสังคม ก็บอกว่าใช้ไม่ได้หรอก บางคนถึงกับบอกว่า ใช้แล้วอาจถึงตาย มีบางคนบอก สู้เครื่องละเป็นล้านบาทไม่ได้หรอก โดยที่พูดกันโดยไม่เคยมาถาม ไม่เคยมาดู ไม่เคยมาทดสอบเลย ก็กลายเป็นกระแสสังคมอีกมุมหนึ่ง ผมก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ซึ่งเวลาเดียวกันนั้น ไม่ใช่ทีมของ สจล.ทีมเดียวที่ทำ เพราะประเทศเรามีวิศวกรที่เก่งที่สุดในประเทศไทย บางคนจบ MIT เขาก็เริ่มทำเครื่องช่วยหายใจพร้อมกันกับเรา พวกเขามีจิตใจที่อยากจะช่วย รวมถึงเอกชนด้วย เขาว่ากันว่ามีเกือบสิบทีมที่เริ่มทำเครื่องช่วยหายใจพร้อมกับทีมของ สจล. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;หลายทีมมีศักยภาพสูงกว่าเราด้วยซ้ำ เขาเก่งเหลือเกิน มีความพร้อมในเบื้องต้นมากกว่า แต่หลังจากถูก comment อย่างรุนแรงโดยไม่เป็นธรรม ทุกทีม give up ยอมแพ้ ทั้งที่ศักยภาพ หากทำจนถึงวันนี้ เราจะได้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่หลากหลาย ทำได้จริง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...พระจอมเกล้าลาดกระบัง เราไม่ได้เก่งที่สุด เราเป็นคนเก่งคนหนึ่งในหลายๆ คน ที่อยากช่วยประเทศไทย เราอดทนอดกลั้น สู้ทำต่อ ภายใต้การสนับสนุนจากคนหลายหมื่นคน ที่เราต้องทำให้สำเร็จ จนสุดท้ายเครื่องช่วยหายใจเราทำถึง version 5 ที่มีกราฟทันสมัย จนตอนนี้บางแห่งเช่น โรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานคร ติดต่อขอนำไปใช้ อีกทั้งมีบางประเทศติดต่อขอนำไปใช้ เช่น ทูตมัลดีฟส์ประจำประเทศไทย มารับเครื่องช่วยหายใจด้วยตัวเองถึง สจล. โดยเราให้นำไปใช้เลยไม่ได้ขาย และยังได้จดหมายจากประเทศอย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม กัมพูชา ลาว หรือแม้แต่อัฟกานิสถาน ก็มาติดต่อขอความช่วยเหลือ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อธิการบดี สจล. กล่าวถึงการทำงานที่ผ่านมาของ สจล.ในการพัฒนานวัตกรรมอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่อไปว่านอกจากนี้ สจล.ยังทำ ตู้ความดันลบ ที่ว่าเวลาคนไข้ไปที่โรงพยาบาล มีโอกาสแพร่เชื้อสูง เราได้ทำตู้ความดันลบขนาดใหญ่เครื่องแรกในประเทศไทย ให้กับวชิรพยาบาล และยังทำ ตู้ความดันลบเครื่องที่ โดยคณะวิศวกรรมฯ ที่ปัจจุบันน่าจะส่งตู้ความดันลบไปยังโรงพยาบาลต่างๆ มากที่สุดในประเทศไทย เพราะส่งไปให้แล้วร่วม 300 แห่ง จากที่ขอมา 600 กว่าโรงพยาบาล โดยเราให้ฟรี รวมถึง ตู้ความดันบวก อย่างเกาหลีใต้ ที่เขาประสบความสำเร็จ ก็เพราะใช้ตู้ดังกล่าวไปตั้งตามจุดต่างๆ เช่น สนามกีฬา แล้วให้คนมาตรวจ ที่ตรวจกันได้เป็นหลักล้าน โดยตู้จะครอบบุคลากรทางการแพทย์ไว้ขณะตรวจ ทำให้ได้รับความปลอดภัย ซึ่งของเราที่ทำ ดีกว่าของเกาหลีใต้ เพราะหลายบริษัทสั่งซื้อมาจากเกาหลีเครื่องละ 300,000-500,000 บาท แต่ของเกาหลีไม่ได้ติดแอร์ แต่ของ สจล.เราติดแอร์ให้เสร็จ โดยราคาของเราคือ 75,000 บาทเท่านั้น เพราะไม่คิดค่าประกอบ ไม่คิดค่ามันสมอง ส่วนตู้ความดันลบ หากไปซื้อต่างประเทศก็ไม่ต่ำกว่า 200,000-300,000 บาท แต่ของ สจล.เราราคาอยู่ที่ 65,000 บาท เพราะคนประกอบไม่คิดค่าประกอบ คนคิดริเริ่มทำไม่คิดค่ามันสมอง นอกจากนี้ก็ยังมีหุ่นยนต์ส่งของ ครื่องฉีดโอโซน อาหารเพื่อสุขภาพสำหรับผู้ใหญ่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จนเมื่อ 29 พ.ค. ทาง สจล.ได้นำนวัตกรรมต่างๆ ดังกล่าว ไปแสดงที่ทำเนียบรัฐบาล หลังจากเราได้ส่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ดังกล่าวให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้มากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย จนเกิดปรากฏการณ์ คนไทยทำ-คนไทยสนับสนุน-คนไทยใช้ โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ก็ถามผมว่า ใช้เงินจากที่ไหนมาทำ ผมก็บอกว่า คนไทยให้ครับ ท่านนายกฯ ก็บอกว่า คนไทยมีน้ำใจนะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - หลังจากนี้ทาง สจล.จะนำนวัตกรรมต่างๆ เหล่านี้ไปต่อยอดเพิ่มขึ้นจากนี้ อย่างไร?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมบอกกับทีมว่า เราจะไม่หยุด ต่อให้โควิดหยุด เพราะที่ผ่านมา ทุกคนรู้ไหมว่าเงินทองที่เราเก็บมาทั้งชีวิต แล้วนำมาดูแลคนในครอบครัว เวลาเจ็บป่วย ไปหาหมอ บิลค่ารักษา 10,000 บาท เป็นค่าหมอ 500 บาท ที่เหลือ 95,000 บาท ส่วนใหญ่แล้วเป็นค่าเครื่องมือแพทย์ที่นำเข้า 100 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่ต้องพูดถึงเครื่องเอกซเรย์ เครื่องฉายแสง เพราะขนาดแค่เข็มฉีดยา ยังต้องซื้อจากเบลเยียม-จีน&amp;nbsp; แล้ววันนี้ถามว่าถึงคุณมีเงิน เอาแค่หน้ากาก N95 จะไปขอซื้อจากสหรัฐ เขาก็ไม่ขายให้ เพราะอเมริกาก็ต้องใช้ในประเทศเขา แต่ประเทศไทย ปั่นทอหน้ากาก N95 เองไม่ได้ หรือหน้ากากที่ซีพีทำ กว่าจะทำได้ ก็ต้องรอเครื่องจักรนำเข้าจากจีน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;มันน่าเจ็บใจไหม เวลาคนไทย ริเริ่มจะทำ จะสู้ เรายังถูกดูถูก เรายังต่อสู้กับความไม่เชื่อ ทั้งที่เราต้องสู้กับโควิดด้วย มันร้องไห้ในหัวอก แล้วก็ต้องเสียใจกับอีกหลายทีม ซึ่งเขามีความสามารถมากกว่าของเราด้วย แต่ต้องล้มไป วันนี้เราจึงไม่ได้แค่สู้กับโควิดเท่านั้น แต่เราต่อสู้กับความไม่เชื่อในคนไทย คนไทยที่เป็นลูกหลานพวกท่าน แล้วใช้เงินภาษีส่งไปเรียนในมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก จนชนะฝรั่ง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - ปัญหาข้างต้น เป็นเพราะอะไร เพราะผลประโยชน์ หรือเพราะวัฒนธรรม การยอมรับ หรือปัจจัยอื่นๆ?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทุกอย่างที่ถามข้างต้น เพราะคิดว่า &amp;quot;ซื้อได้&amp;quot; เลยทันที มันง่าย จะเอาดีขนาดไหน ก็ซื้อได้ แต่กรณีนี้ต้องอยู่ในสภาวะปกติ หรือหากจะทำ คนก็จะบอกว่า ทำไปก็ดีไม่เท่า เผลอๆ จะแพงกว่าด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ..ยกตัวอย่างบางเรื่องให้ฟัง รากฟันเทียมที่อยู่ในปากผม ซี่ละเกือบแสน จากเยอรมนี ปากผมแทบแหก เพราะปากเยอรมนีเขาใหญ่กว่าคนไทย ตอนไปใส่รากฟันเทียมปากผมระบมไปเลย ทันตแพทย์ก็บอก อาจารย์ รอบหน้าหากทำจะใช้ของจากสวิตเซอร์แลนด์ ต่อมาก็ไปทำอีก เป็นของของสวิตเซอร์แลนด์ก็เกือบแสนเหมือนกัน ผมก็ถามหมอฟัน ขอดูรากฟันเทียมที่ใส่ในปากผม ผมก็ถามเขาว่า ทำไมไม่มีแบบที่คนไทยทำ หมอก็บอกว่า ทำออกมาแล้ว ก็ไม่ดี&amp;nbsp; ..ก็แล้วจะไปดียังไง เพิ่งเริ่มต้นทำแค่ประมาณพันชิ้น คนก็บ่นแล้ว ทั้งที่ความเป็นจริง ของทุกอย่างที่ทำออกมาตอนแรกพันชิ้น ยังไงก็สู้ของที่เขาทำกันมาเป็นล้านชิ้นไม่ได้อยู่แล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ..สิ่งสำคัญคือต้องมีการส่งเสริม เพราะไม่มีของที่ทำในประเทศใดๆ ทั้งสิ้น อย่างรถยนต์ของญี่ปุ่น รถโตโยต้าที่ผลิตออกมาจากโรงงานวันแรก ยังไงก็สู้รถ BMW-รถฟอร์ดของฝรั่งไม่ได้หรอก แล้วกว่าจะไปถึงคันที่ล้าน มันก็ต้องมีการพัฒนา อย่างฟันเทียมของแต่ละคน ต้องมีทุกคน ยังไงก็ต้องเป็นร้อยล้านซี่ พันล้านซี่ในอนาคต แล้วทำไมเราไม่ทำกันเสียตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่ทำไปแค่พันชิ้น ก็ไม่ส่งเสริมกันแล้ว ต้องหยุดไป เพราะตอนทำหนึ่งพันชิ้นแรก จะไปสู้รากฟันของเยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ได้ยังไง แต่ถ้าทนใช้ แล้วภาครัฐสนับสนุนคุณภาพก็ต้องพัฒนาไปที่จะต้องดีกว่าตอนผลิตแค่หลักพัน และเมื่อผลิตออกมามาก ราคาก็จะถูกลง พอไปถึงล้านชิ้น คนไทยก็ได้ใช้รากฟันเทียมราคาถูกทั้งประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ..เหล่านี้คือปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่สนับสนุน ไม่ส่งเสริม อย่างที่เกาหลีใต้ ที่เขาพัฒนาไปมากเพราะรัฐบาลเขาบังคับ อย่างในหน่วยงานราชการ แม้รถญี่ปุ่นจะคุณภาพดีกว่า แต่ภาครัฐเขามีนโยบายบังคับให้ใช้รถของเกาหลีใต้ แม้แต่รถประธานาธิบดี ก็ใช้รถเกาหลีใต้ เช่น ฮุนได โซนาต้า พอทำไปก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้มีรถอย่างรถตู้ Hyundai H-1 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ..คือหากไม่มีใครช่วย หน่วยราชการไม่ช่วย ไม่นำของที่เราผลิตกันไปใช้ แล้วจะให้ชาวบ้านเขาใช้ได้ยังไง มันก็ไม่เกิดการพัฒนาการผลิต นอกจากนี้ก็มีเรื่องของ ทัศนคติ คือมักชอบบอกกันว่า ของไทยสู้ไม่ได้ หากคนเกาหลีคิดแบบนี้ ป่านนี้ก็ไม่มีซัมซุง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ..วันนี้มันถึงเวลาที่เราจะตาสว่างกันได้หรือยัง สมัยก่อน มีเงินก็ซื้ออะไรได้ วันนี้มีเงินจะไปซื้อหน้ากาก N95 ได้ไหม ต่อไปโลกจะเข้าสู่ยุค Neo-nationalism หรือชาตินิยมใหม่ มันเกิดขึ้นแน่นอน คือจากที่ในอดีต เราผลิตสิ่งของอะไรมา แล้วบริโภคภายในประเทศ ส่วนที่เหลือนำไปขาย-แจกฟรี แต่ต่อไปจะต่างออกไปคือ ทำออกมาแล้วจะมีการคิดเผื่อไปว่า อาจจะเกิดแผ่นดินไหว โรคระบาด ก็จะทำออกมาเพิ่มเป็นสองเท่า อย่างเครื่องมือแพทย์ ก็จะมีการผลิตออกมามากเกินจำเป็นขึ้นมา เพื่อที่ Self-security ของพลเมืองที่เขาผลิตเครื่องมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...ประเทศไทย หมอเราเก่งที่สุดในโลก รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์อย่าง อสม. พยาบาล เภสัชกร ถามว่าทำงานมือเปล่าหรือไม่ ก็ไม่ใช่ อุปกรณ์ต่างๆ ก็พบว่านำเข้าจากต่างประเทศหมด ไม่ใช่บอกว่าประเทศไทยจะเป็น Hub ทางการแพทย์ แต่ก็ยังต้องไปซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์จากต่างประเทศทั้งหมด ยิ่งจะเป็น Hub ยิ่งจะต้องพึ่งพาต่างประเทศ การจะเป็น Hub ทางการแพทย์ได้ ต้องคิดทุกอย่างให้เบ็ดเสร็จ รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จะใช้ด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...อย่างหมอฟันในประเทศไทย ซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ด้านทันตกรรมมากที่สุดจากประเทศใดรู้ไหม คำตอบคือ ปากีสถาน ประเทศนี้เป็นประเทศที่ส่งออกอุปกรณ์ทางทันตกรรม มากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;วันนี้สิ่งที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ หากค่านิยมคนไทยยังไม่มีความเป็นชาตินิยม โดยนอกจากไม่เชื่อในความสามารถคนไทยด้วยกันแล้ว ไม่พอยังอัดกันเองอีก คนที่จะทำ ก็ต้องล้มหายตายจากไป&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ..เพราะของทุกอย่าง ทำวันแรกมันไม่ดีหรอก แถมยังแพงด้วย แต่ถามว่ามีชาติไหน ไม่มีวันแรก วันนั้นกันบ้าง มันก็เริ่มจากวันแรกทั้งนั้น หากคนไทยเราไม่เริ่มนับหนึ่งกัน มันก็ไม่มีสิทธิ์ เราต้องสร้างสิ่งแวดล้อมที่เป็นชาตินิยมกลายๆ&amp;nbsp; ลองดูประเทศต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จมีประเทศไหนบ้างที่ไม่มีความเป็นชาตินิยม อย่างญี่ปุ่น สุดๆ เกาหลีใต้ สุดๆ หรือจีน โครตสุดๆ อิสราเอล โครตๆๆๆ สุดๆ อเมริกา ก็สุดๆ รวมถึงอย่างอังกฤษ เยอรมนี ก็สุดๆ หรือแม้แต่เวียดนาม &amp;ldquo;เพราะฉะนั้นแล้ว ประเทศไทยควรสั่งสมความเป็นชาตินิยมที่อ่อนๆ ชาตินิยมเพื่อเป็น localization ชาตินิยมเพื่อให้เราเป็นที่พึ่งแห่งตนได้ เป็นชาตินิยมที่ทำให้ประเทศไทยประสบความสำเร็จแล้วเอื้อคนอื่น ซึ่งผมเชื่อว่าเราทำได้ เพราะอย่างเครื่องช่วยหายใจ ที่ผมถูกกระทืบ ถูกรังแก แต่ก็มีประชาชน เดินมาเอาเงินให้คนละร้อยบาท แล้วทำไมจะทำไม่ได้ แล้ววันนี้เกิดความภูมิใจที่เราเป็นที่แรกที่ทำเครื่องช่วยหายใจของไทยส่งออกไป ต่างประเทศมารับถึงที่นี่เลย&amp;rdquo; ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าวปิดท้ายถึงเรื่องการพัฒนานวัตกรรมกับความเป็น Neo-nationalism.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;หลายทีมมีศักยภาพสูงกว่าเรา เขาเก่งเหลือเกิน มีความพร้อมมากกว่า แต่หลังจากถูก comment อย่างรุนแรงโดยไม่เป็นธรรม ทุกทีม give up ยอมแพ้ ....มันน่าเจ็บใจไหม เวลาคนไทยริเริ่มจะทำ จะสู้ เรายังถูกดูถูก..ทั้งที่เราต้องสู้กับโควิดด้วย มันร้องไห้ในหัวอก &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68602</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200613/image_big_5ee4c9428c698.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32496</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2019 10:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2019 10:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักศึกษานำเสนอต้นแบบผลิตภัณฑ์จากสิ่งของเหลือใช้ให้กับผู้นำชุมชน ภายใต้โครงการนิสสัน &quot;แค่ใจก็เพียงพอ&quot; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;ผู้นำชุมชนจากปากน้ำปราณร่วมแนวคิดในการพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์จากสิ่งของเหลือใช้จากนักศึกษาจำนวน 70 คนจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังที่อย่างชื่นชม ภายใต้โครงการนิสสัน &amp;#39;แค่ใจก็เพียงพอ&amp;#39; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;โครงการ &amp;#39;แค่ใจก็เพียงพอ&amp;#39; เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2560 และมีการสานต่อโครงการปีที่สองในปีนี้ ซึ่งมีความแตกต่างไปจากปีแรก โดยได้ริเริ่มการนำคนรุ่นใหม่ คือ กลุ่มนักศึกษาด้านการออกแบบ โดยแบ่งออกเป็นหกกลุ่มย่อย เพื่อทำการออกแบบและสอนขั้นตอนการทำผลิตภัณฑ์จากของเหลือใช้ในท้องถิ่นให้แก่คนในชุมชน เพื่อนำไปจำหน่าย ภายใต้เป้าหมายของโครงการในด้าน การลดของเสีย การสร้างงาน และการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชน และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว นิสสัน จึงร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับอาจารย์ จารุพัชร อาชวะสมิต อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;สำหรับ ตัวอย่างของการสร้างสรรค์ต้นแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น โคมไฟประดับที่ทำจากอวนจับปลาเหลือทิ้ง กระเป๋าที่ถักจากกะลามะพร้าว เชือก และรองเท้าแตะที่ทำจากพลาสติกที่รีไซเคิลจากขวด อีกทั้งยังมีการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ เป็น เครื่องประดับ และอุปกรณ์ใช้งานอื่น ๆ อีกมากมาย ในส่วนของนักศึกษาได้ทำการออกแบบผลิตภัณฑ์โดยได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งของเหลือใช้ที่ได้พบและรวบรวมระหว่างการลงพื้นที่ปากน้ำปราณที่ผ่านมา รวมถึงการได้พบปะและพูดคุยกับสมาชิกของชุมชนระหว่างการลงพื้นที่ในกิจกรรมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;ปีเตอร์ แกลลี รองประธาน สายงานสื่อสารองค์กร นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย เปิดเผยว่าหลังจากนำเสนอต้นแบบผลิตภัณฑ์ นักศึกษาและผู้นำชุมชนได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์และเจาะลึกเพื่อเลือกว่าผลิตภัณฑ์ชิ้นไหนที่ควรพัฒนาต่อไป ผมตื่นเต้นมากที่จะได้เห็นผลิตภัณฑ์ที่เสร็จสมบูรณ์ สามารถเปลี่ยนของเหลือใช้ให้กลายเป็นสินค้าที่ขายได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;อาจารย์ จารุพัชร เปิดเผยว่า กิจกรรมนี้ นักศึกษามีโอกาสค้นคว้าเกี่ยวกับของเหลือใช้และกำหนดว่าจะออกแบบของเหล่านี้ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สวยงามและมีคุณค่า (upcycle) ได้อย่างไร นักศึกษามีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ที่พวกเขาได้เรียนรู้วิธีการออกแบบและผลิตสินค้าที่สามารถทำการตลาดได้ โดยชุมชนท้องถิ่นสามารถนำไปผลิตและจำหน่ายได้เอง สิ่งเหล่านี้เป็นทักษะการปฏิบัติที่สำคัญ เราหวังว่านักศึกษาจะนำไปใช้กับชีวิตการทำงานของพวกเขาในอนาคต มากไปกว่านั้นคือการช่วยพัฒนาชุมชนได้อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32496</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวยานยนต์, ทดลองขับ, ทดสอบรถ, นิสสัน, ปีเตอร์ แกลลี, ยานยนต์ไทยโพสต์, รีวิว, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, อาจารย์ จารุพัชร, แค่ใจก็เพียงพอ, ไทยโพสต์., ไทยโพสต์ยานยนต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190329/image_big_5c9d9785ce9a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24220</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/12/2018 15:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/12/2018 15:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิจัยไทยพัฒนาPOPอัลกอลิทีม ประมาณการณ์ค่าฝน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14ธ.ค.61-นักวิจัยไทย เจ๋ง พัฒนา &amp;ldquo;POP อัลกอริทึมประมาณค่าฝน&amp;rdquo; จากดาวเทียมครั้งแรกของไทย ทำนายแม่นยำ รวดเร็ว และครอบคลุมทั่วประเทศ เป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการน้ำและภัยธรรมชาติของไทย
&amp;nbsp;
ปัญหาความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันสภาพอากาศได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทำให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไป พายุและภัยธรรมชาติมีความรุนแรงมากขึ้น ข้อมูลฝนที่มีความแม่นยำและครอบคลุมทั้งประเทศเป็นข้อมูลที่สำคัญสำหรับการบริหารจัดการน้ำและภัยธรรมชาติของประเทศ จึงเป็นที่มาของการพัฒนาอัลกอริทึมประมาณค่าหยาดน้ำฟ้าครอบคลุมพื้นที่ประเทศไทยจากการสังเกตของดาวเทียมขึ้น ในโครงการพัฒนาระบบรับรู้ระยะไกลหยาดน้ำฟ้าจากดาวเทียม เพื่อผลิตแผนที่แสดงปริมาณฝนที่มีความถูกต้องแม่นยำสูงครอบคลุมประเทศไทย เพื่อใช้ในการเตือนภัยธรรมชาติและการบริหารจัดการน้ำ ภายใต้ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการรับรู้ระยะไกลและการพยากรณ์อากาศและภูมิอากาศ (RPWC) โดยความร่วมมือกันระหว่างสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.ชินวัชร์ สุรัสวดี อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโทรคมนาคม คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในฐานะหัวหน้าโครงการฯกล่าวว่า ข้อมูลปริมาณฝนที่มีความถูกต้องแม่นยำและครอบคลุมทั้งประเทศเป็นข้อมูลที่มีความสำคัญต่อการบริหารจัดการน้ำ และการบริหารจัดการภัยธรรมชาติ แต่ที่ผ่านมาการใช้ข้อมูลปริมาณฝนของไทยโดยมาก &amp;nbsp;มาจากข้อมูลมาตรวัดฝนและเรดาร์ แต่ทั้งประเทศ มีสถานีวัดฝนติดตั้งอยู่ไม่กี่จุด ทั้งที่ปริมาณฝนที่ตกในแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน เช่น กรุงเทพฯ บางพื้นที่ฝนตก บางพื้นที่ก็ไม่ตก และไม่สามารถบอกได้ว่าปริมาณฝนที่ตกจริงๆ มีเท่าไหร่ &amp;nbsp;ซึ่งหากต้องการรู้ข้อมูลน้ำที่ไหลลงลุ่มน้ำ &amp;nbsp;เพื่อบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำแห้ว ก็จำเป็นต้องรู้ปริมาณฝนทั้งลุ่มน้ำ &amp;nbsp; แต่ถ้ามีข้อมูลอยู่ไม่กี่จุดในลุ่มน้ำก็จะทำให้ไม่รู้ว่ามีปริมาณฝนจริงๆ เท่าไหร่ &amp;nbsp;ทำให้การจะบริหารจัดการน้ำไม่มีประสิทธิภาพ &amp;nbsp;และสะท้อนให้เห็นว่าการใช้ข้อมูลเพียงมาตรวัดฝนย่อมไม่เพียงพอ กับการบริหารจัดการน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot; การใช้ข้อมูลจากมาตรวัดฝน มีปัญหาตรงที่ &amp;nbsp;มาตรวัดฝนเปรียบเสมือนถังฝนที่ต้องรอให้ฝนตกลงมาเฉพาะในจุดที่ติดตั้ง &amp;nbsp; แต่ปริมาณฝนในแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน ตำแหน่งข้างเคียงฝนอาจตกไม่เท่ากัน ขณะที่ตำแหน่งของมาตรวัดฝนอยู่ห่างกัน จึงไม่อาจวัดหรือรู้ปริมาณฝนที่แม่นยำ หรือความแม่นยำน้อยลงจากอิทธิพลของลม หากเกิดลมพัด ฝนก็อาจไม่ตกลงในจุดที่มีมาตรวัด ก็อาจเกิดความผิดพลาดได้ อีกทั้งมาตรวัดฝนไม่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งประเทศ ส่วนเรดาร์ เป็นการวัดด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ทำปฏิกิริยากับน้ำและน้ำแข็งในเมฆ แต่อนุภาคของน้ำหรือน้ำแข็งที่ลอยอยู่ในบรรยากาศไม่จำเป็นต้องตกลงมาเป็นฝนหรือหิมะ อาจเจอลมพัด หรืออาจเปลี่ยนสถานะเกิดการระเหิดไปในบรรยากาศ จึงไม่แม่นยำพอ อาจเกิดความผิดพลาดในการประมาณค่าฝน อีกทั้งการติดตั้งเรดาร์ก็ยังไม่ครอบคลุมทั่วประเทศเช่นกัน สัญญาณจะถูกขวางด้วยภูเขาสูง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ชินวัชร์ กล่าวอีกว่า ข้อมูลฝนยัง เกี่ยวข้องกับเรื่องของภัยแล้ง &amp;nbsp; สามารถใช้เพื่อระบุพื้นที่แห้งแล้งได้ ตรงไหนที่ฝนทิ้งช่วง จะเป็นประโยชน์ในการวางแผนการทำฝนหลวง หรือการวางแผนระบบชลประทานของประเทศเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง หรือกรณีที่มีฝนตกนานต่อเนื่อง &amp;nbsp;ถ้าปริมาณฝนสะสมมาก ก็จะก่อให้เกิดภัยจากน้ำท่วม หรือดินถล่มได้ แต่ที่ผ่านมาข้อมูลปริมาณฝนที่ไทยใช้มาจากมาตรวัดฝนและเรดาร์ &amp;nbsp;มีข้อจำกัดและไม่ครอบคลุม ดังนั้น &amp;nbsp;การใช้ข้อมูลจากดาวเทียมจึงเป็นวิธีเดียวที่จะได้ข้อมูลฝนครอบคลุมพื้นที่ทั้งประเทศได้ในเวลาอันรวดเร็ว แม่นยำ และบ่อยครั้ง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารจัดการน้ำและการบริหารจัดการภัยธรรมชาติ &amp;nbsp;ซึ่งอัลกอริทึม POPที่พัฒนาขึ้นมา จะสามารถประมาณค่าปริมาณฝนได้ จากการสังเกตของดาวเทียมจำนวน 10 ดวง &amp;nbsp;และจากการศึกษาวิจัยตรวจสอบเปรียบเทียบ กับค่าที่วัดจริงจากมาตรวัดฝนที่กระจายตัวอยู่ตามที่ต่างๆของประเทศ พบว่าอัลกอริทึม POP มีความถูกต้องแม่นยำสูง ดังนั้น ข้อมูลฝนที่ได้จากงานวิจัยนี้ จึงทำให้ได้ข้อมูลปริมาณฝนทุกจุด ครอบคลุมทั้งประเทศ แม้กระทั่งในจุดที่ที่ไม่มีมาตรวัดฝนและเรดาร์ ก็สามารถรู้ปริมาณฝนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากเป็นครั้งแรกที่ไทยนำข้อมูลดาวเทียมมาใช้เพื่อให้ได้ข้อมูลปริมาณฝนครอบคลุมทั่วประเทศแล้ว การดำเนินงานของโครงการนี้ยังได้พัฒนาแอพชื่อ ThailandRain ใช้ได้ฟรีทั้งอุปกรณ์ Android และ iOS ซึ่งให้ข้อมูลฝนเกือบปัจจุบัน ฝนรายชั่วโมง ฝนรายวัน ฝนรายเดือน และฝนรายปี ครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อเผยแพร่แผนที่ข้อมูลฝนสู่สาธารณะและเพื่อให้มีการนำผลงานวิจัยนี้ไปใช้จริงในภารกิจของหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากข้อมูลฝนที่นำเสนอผ่านทางแอพ ThailandRain แล้ว ก่อนหน้านี้ ผศ.ดร.ชินวัชร์ &amp;nbsp;ยังเป็นผู้พัฒนาผลงานประดิษฐ์คิดค้นแอพ WMApp ใช้ได้ฟรีทั้ง Android และ iOS เป็นครั้งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ให้ผลการพยากรณ์อากาศอย่างละเอียด สามารถระบุตำแหน่งและเวลาที่ฝนจะตกได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
WMApp ให้ผลการพยากรณ์ ดังนี้ 1.อัตราการตกของฝน มีหน่วยเป็นมิลลิเมตรต่อชั่วโมง 2.ความเร็วและทิศทางลม 3.ปริมาณน้ำในอากาศ 4.อุณหภูมิในแต่ละพื้นที่ บริเวณไหนร้อน บริเวณไหนหนาว &amp;nbsp;5.ความชื้นสัมพัทธ์ในแต่ละพื้นที่ และ 6. พายุหมุนเขตร้อน &amp;nbsp;ขณะนี้ &amp;nbsp;WMApp มีผู้ใช้งานแล้วมากกว่า 150,000 คน &amp;nbsp;รวมทั้ง ยังได้ พัฒนาเพจเฟสบุ๊คชื่อ สจล. พยากรณ์อากาศประเทศไทย โดยนำเสนอผลการพยากรณ์อากาศจาก WMApp และข้อมูลฝนจาก ThailandRain เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลฝนและผลการพยากรณ์อากาศได้อย่างกว้างขวางและสะดวก ปัจจุบัน เพจนี้มีผู้ติดตามแล้วมากกว่า 240,000 คน มีคนถูกใจมากกว่า 234,000 คน และได้คะแนน 4.8 จากคะแนนเต็ม 5.0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24220</URL_LINK>
                <HASHTAG>ThailandRain, WMApp, ผศ.ดร.ชินวัชร์ สุรัสวดี, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, อัลกอลิที่มวัดค่าปริมาณน้ำฝน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181214/image_big_5c136477c39ad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15900</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.รับข้อเสนอ 34บิ๊กโปรเจ็กต์ ดันเศรษฐกิจได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ ลั่นประชุม ครม.นอกสถานที่ไม่ใช่การมาเพื่อแจกเงิน แต่ทำให้เกิดความเชื่อมโยงในกลุ่มจังหวัด รับข้อเสนอไปพิจารณา แต่ยังไม่อนุมัติ ขอดูแผนงาน-งบ-ลำดับเร่งด่วน พร้อมขันนอตความสะอาดสู่ไทยแลนด์ริเวียร่า ชี้สถิติการพัฒนาดีทุกด้าน อย่าให้ถอยหลังเพราะการเมือง โวมีคนหนุนจำนวนมากอยากให้อยู่นานๆ ครม.เห็นชอบบิ๊กโปรเจ็กต์ระเบียงเศรษฐกิจใต้ รับข้อเสนอเอกชน 34 โครงการ กว่า 2 แสนล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) วิทยาเขตชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ต.ชุมโค อ.ปะทิว จ.ชุมพร วันที่ 21 สิงหาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ว่า การประชุม ครม.นอกสถานที่ไม่ใช่การมาเพื่อแจกเงิน แต่มาทำให้เกิดความเชื่อมโยงในกลุ่มจังหวัด โดยเฉพาะเรื่องที่มีการพูดถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ซึ่งมีความแตกต่างจากเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ได้รับทราบข่าวว่าหลายจังหวัดมีความประสงค์อยากเข้าร่วมใน SEC ทั้งที่เป็นเรื่องคนละประเด็น เนื่องจาก SEC เป็นเรื่องของการสร้างกิจกรรม เพื่อให้เกิดรายได้จากความเชื่อมโยงในจังหวัดที่สามารถเริ่มได้ก่อน เช่น เรื่องการท่องเที่ยว เรื่องโลจิสติกส์ สนามบิน ท่าเรือ เพื่อเพิ่มมูลค่าในภูมิภาคให้มากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังการประชุม พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ว่า การประชุม ครม.ครั้งนี้ไม่ได้อนุมัติอะไร เพียงแต่เป็นการรับฟังข้อเสนอแนะของภาคเอกชน สภาเกษตรกร ในเรื่องที่ต้องดำเนินการเกี่ยวกับศักยภาพของ 11 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่ 80 เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลมีแผนงานที่จะลงทุนและดำเนินการ และได้รับข้อเสนอส่วนที่เหลือเพื่อไปพิจารณา ตนบอกหลายครั้ง เวลามาไม่ใช่อนุมัติทุกเรื่อง ต้องไปดูงบประมาณ จัดลำดับความเร่งด่วน โดยเฉพาะ SEC ที่ต้องทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ ระบุว่า ที่มีการเสนอมา 5 ด้าน ได้แก่ เรื่องโลจิสติกส์ การท่องเที่ยว การยกระดับผลผลิตการเกษตร การพัฒนาการคุณภาพชีวิตและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถ้าถามมาว่าจะอนุมัติโครงการเมื่อไหร่ อย่างไร ยังตอบไม่ได้ ต้องไปดูแผนงานว่าอะไรที่มีอยู่แล้วบ้าง ถ้าไม่มีก็จะปรับแผนให้ ถ้ามาวันนี้อนุมัติทั้งหมดก็ประมาณกว่า 40,000 ล้านบาท จะหาเงินที่ไหนให้ได้ ต้องเข้าใจการบริหารงานของรัฐบาล ไม่ใช่ให้ทั้งหมด ต้องรับไว้ศึกษาไว้เริ่มต้น ไว้ปรับของเดิมเพื่อให้ตรงกับศักยภาพ หากย้อนหลังไปดู 10-20 ปีที่แล้ว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภาคใต้ทัดเทียมคนอื่นหรือไม่ หลายอย่างไม่ได้รับการพัฒนา 4 ปีที่ผ่านมาเราให้เรื่องโครงสร้างพื้นฐานลงไปเยอะ โดย SEC ก็เช่นกัน เริ่มต้นที่ จ.ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช และสร้างห่วงโซ่ไปจังหวัดอื่น ซึ่งการลงทุนเหล่านี้จะอยู่ในกฎกติกาที่มี BOIปกติ, BOI EEC และ BOI SEC&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รัฐบาลทำตามกรอบแผนงานทุกอย่าง ไม่ใช่ใครอยากเสนองบประมาณอะไรเข้ามาก็อนุมัติ จะต้องดูแลงบประมาณเหล่านี้ด้วย วันนี้รัฐบาลทำทั้งเรื่องการทำความเข้าใจในยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทแผนงานโครงการต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดการซ้ำซ้อนในการใช้งบประมาณ ทุกอย่างที่เสนอมาต้องมาเชื่อมเข้ากับแผนแม่บท มีแผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี ซึ่งเป็นแผนแม่บท 5 ปีแรก ดังนั้นทุกอย่างอยู่ในกรอบนี้หมด จะอนุมัติให้พร้อมกันไม่ได้&amp;quot; นายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ที่ประชุมได้เน้นย้ำการรักษาความสะอาด กำจัดขยะถุงพลาสติก ในเมื่อเราจะทำให้ฝั่งทะเลอ่าวไทยเป็นไทยแลนด์ริเวียร่า ก็จะต้องไปเน้นเรื่องของความสะอาด การจัดระเบียบต่างๆ ที่จะไม่สร้างผลกระทบความเดือดร้อนให้ประชาชนในพื้นที่ และได้ประโยชน์ ได้หารือถึงมาตรการดูแลพืชผลการเกษตรทั้ง 6 ชนิด ได้แก่ ข้าว ปาล์ม ยางพารา มันสำปะหลัง อ้อย และข้าวโพด ซึ่งจะต้องไปดูการบริหารจัดการที่มีอยู่เดิม วันนี้ก็ให้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อมูล หรือบิ๊กดาต้า ในการปลูกพืชทั้งหมดว่าปลูกในพื้นที่ถูกหรือผิดกฎหมายที่จะต้องหามาตรการแก้ไข มิเช่นนั้นวันหน้าเราจะมีปัญหามาตรการทางการค้าของต่างประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนโครงการประชารัฐและไทยนิยมขณะนี้มีความก้าวหน้าตามลำดับ โดยเฉพาะโครงการไทยนิยม ได้รับการตอบรับมากขึ้น ประชาชนเริ่มมีความเข้าใจมากขึ้นว่าเป็นการเริ่มต้นเป็นกระบวนการระเบิดจากข้างใน แล้วในส่วนของท้องถิ่น ในส่วนของงบประมาณส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคก็จะเติมไปทีหลัง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จากข้อมูลสมาคมหอการค้าหรือหลายประเทศ จะเห็นว่าสถิติเราดีขึ้น วันนี้เศรษฐกิจรายไตรมาสก็ดีขึ้น เรื่องทุจริตก็ดีขึ้น รายได้ประเทศก็ดีขึ้น ถือเป็นความก้าวหน้าของประเทศของเรา เราอย่าไปทำให้ถอยหลังด้วยการเมือง ข้อสำคัญวันหน้ารัฐบาลต่อไปจะทำอย่างไร ที่สอดคล้องและต่อเนื่อง ถ้าไปล้มกันใหม่ ทำกันใหม่ ก็เหมือนเดิม ประเทศไทยก็กลับที่เก่า&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 14.30 น. ที่ธนาคารปูชายหาดพระจอมเกล้า (สจล.) วิทยาเขตชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ พล.อ.ประยุทธ์ร่วมกิจกรรมปล่อยลูกปูม้าจำนวน 10 ล้านตัว คืนสู่ทะเล ร่วมกับชาวประมงกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล กลุ่มท่องเที่ยวทางทะเลและชุมชน โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวหยอกล้อกับเด็กๆ ในชุมชนว่า &amp;ldquo;กินปูกันหรือไม่ เบื่อปูกันหรือยัง กินกันบ่อยแล้วซิ แสดงว่าเบื่อปูกันแล้วใช่มั้ย&amp;rdquo; &amp;nbsp;ภายหลังปล่อยปู พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวอีกว่า &amp;ldquo;ผมก็เปรียบเหมือนพ่อปู ขอให้เดินตามพ่อปูต่อไป เพราะการเดินตามแม่ปูมันจะเลี้ยวไปเลี้ยวมานะ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวกับประชาชนที่มาต้อนรับประมาณ 300 คนว่า การเกษตรหลายอย่างราคาตก โดยเฉพาะยางพาราและปาล์มน้ำมัน จึงต้องคำนึงถึงการตลาด เพราะหากสินค้าเกษตรราคาตก แต่ขอเงินจากรัฐบาลเพิ่ม ประเทศจะล้มละลาย เหมือนกับในหลายประเทศ เหมือนกับประชานิยมที่ใช้เงินจำนวนมาก ประชาธิปไตยที่ทุกคนต้องการนั้น ไม่ใช่การบอกว่าจะให้ ไม่ใช่การเสนอว่าให้ถนนหรือสร้างสะพานให้ชาวบ้าน ต้องดูงบประมาณของประเทศ รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับทุกภาค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ส่วนการทุจริต จะต้องว่ากันตามกระบวนการ ไม่ใช่โจมตีทุกอย่าง จนเละไปหมด หากเจอคนไม่ดี ก็พร้อมปลดออก อย่างที่เคยปลดออกไปหลายคนแล้ว แต่ขอให้มีหลักฐาน ส่วนการเลือกตั้งในวันหน้าขออย่าให้เหมือนเดิมก็แล้วกัน ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะอยู่พรรคไหน แต่ก็มีคนสนับสนุนผมจำนวนมาก โดยสนับสนุนให้อยู่นานๆ แต่ที่สุดแล้วจะอยู่อย่างไรยังไม่ทราบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้ชูมือทำสัญลักษณ์ไอเลิฟยู โดยมีประชาชนปรบมือให้กำลังใจ และตะโกน &amp;ldquo;รักลุงตู่&amp;rdquo; ก่อนที่จะกล่าวขอบคุณ และขอให้ทุกคนคิดยาวๆ เพื่อบ้านเมือง ยืนยันว่าไม่มีผลประโยชน์ใดๆ แม้จะเข้ามาด้วยวิธีการพิเศษ แต่ก็มาแก้ปัญหาให้ทุกคน ที่ทำงาน 4 ปีนี้ ถือว่าทำได้มากกว่ารัฐบาลอื่นด้วยซ้ำ พร้อมขอให้ประชาชนสัญญาว่าจะไม่ทะเลาะกัน พร้อมขอให้ทุกคนอยู่อย่างปรองดอง สมานฉันท์ อย่าให้ใครชวนขึ้นรถเพื่อไปชุมนุมประท้วงเหมือนที่ผ่านมา ขออย่าให้เกิดคดีความขึ้นอีก เมื่อได้รับผลกระทบจากการชุมนุมแล้วจะได้รับเงินเยียวยาจากรัฐบาล 7.5 ล้าน เหมือนที่แล้วมาอีกแล้ว เพราะไม่มีอีกแล้ว ยังมีคดีกันอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบโครงการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือเอสอีซี โดยเน้นการพัฒนาด้านการเกษตรและการท่องเที่ยวเป็นหลัก ซึ่งในระยะแรกจะปักธงทำก่อนใน 4 จังหวัด คือ ชุมพร ระนอง นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบราง ท่าเรือ และสนามบิน หากผลักดันโครงการดังกล่าวออกมาได้สำเร็จไปพร้อมๆ โครงการพัฒนาการท่องเที่ยวในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวฝั่งทะเลตะวันตก หรือ ไทยแลนด์ริเวียร่า จะช่วยเปลี่ยนโฉมพื้นที่ภาคใต้ให้มีความสำคัญกับเศรษฐกิจประเทศมากขึ้น จะมีการเชื่อมระหว่างโครงการอีอีซีและเอสอีซีเข้าด้วยกัน โดยจะมีรถไฟทางคู่มาเชื่อมลงจากชุมพรถึงระนอง ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นเฟสแรกที่รัฐบาลต้องการทำให้เกิดขึ้นเร็ว โดยในพื้นที่จังหวัดระนองมีท่าเรือสำคัญที่ทำการเชื่อมโยงระหว่างอีอีซี ขนของมาลงที่นี่ได้ ส่วนชุมพรก็มีผลไม้ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราชก็มีภาคเกษตรที่เข้มแข็ง ทั้งปาล์มน้ำมันและยางพารา ต่อไปเมื่อเชื่อมโยงกันแล้ว พืชผักผลไม้จะขนออกไปสู่ทะเลฝั่งอันดามันได้ ส่วนสิทธิประโยชน์ต่างๆ ทางบีโอไอได้รับไปดูแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่ประชุม ครม.ยังเห็นชอบข้อเสนอภาคเอกชน ภายหลังจากนายกฯ ได้ประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย และกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ร่วมกับภาคเอกชนในพื้นที่ โดยมีโครงการรวม 34 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 2 แสนล้านบาท ครอบคลุม 5 ด้าน คือ ด้านโลจิสติกส์ การค้า การลงทุน ด้านท่องเที่ยว ด้านเกษตร ด้านพัฒนาคุณภาพชีวิต และด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งที่ประชุม ครม.ได้สั่งให้ทุกหน่วยงานรับข้อเสนอของภาคเอกชนไปผลักดันต่อไป&amp;quot; นายสมคิดกล่าว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15900</URL_LINK>
                <HASHTAG>สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180821/image_big_5b7c1cb8e955c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8484</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2018 11:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2018 11:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ป่วยเบาหวานได้เฮ &#039;สจล.&#039; เผยความสำเร็จ &#039;นวัตกรรมข้าวน้ำตาลต่ำ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 พ.ค.61 - ผศ.ดร.นภัสรพี เหลืองสกุล รองคณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า &amp;ldquo;ข้าว&amp;rdquo; นับเป็นหนึ่งในอาหารหลัก ที่อยู่ในทุกมื้ออาหารของคนไทย จัดเป็นอาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงาน เมื่อผ่านกระบวนการย่อยสลายของร่างกาย จะเปลี่ยนเป็นกลูโคส หรือน้ำตาล และถูกดูดซึมเพื่อนำไปใช้เผาผลาญเป็นพลังงานของร่างกาย แต่กระนั้น การบริโภคข้าวควบคู่กับอาหารอื่นๆ ที่มากเกินไป ก็สามารถเป็นปัจจัยสำคัญของการเป็นโรคเบาหวานได้ จากสาเหตุดังกล่าวจึงเป็นแนวคิดการพัฒนาข้าวน้ำตาลต่ำ ที่สามารถช่วยควบคุมปริมาณน้ำตาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นทางเลือกสำหรับประชาชนโดยไม่ต้องลดปริมาณการบริโภคแป้ง-น้ำตาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.นภัสรพี กล่าวเพิ่มว่า สจล. ได้ทำการวิจัยและค้นพบกรรมวิธีในการดัดแปรโครงสร้างเคมีของข้าวเจ้า จนออกมาเป็นข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low GI : Low Glycemic Index) โดยไม่ใช้สารเคมี ผ่านกระบวนการการควบคุมอุณหภูมิซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างทางเคมีของข้าว โดยนำข้าวเจ้าไปผ่านกระบวนการให้ความร้อนในอุณหภูมิที่เหมาะสมด้วยวิธีการนึ่ง แล้วทำให้เย็นลงอย่างรวดเร็วผ่านการแช่เย็น และนำมาอบแห้งอีกครั้ง ซึ่งจะทำให้โครงสร้างทางเคมีสามารถทนทานต่อน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ส่งผลให้ถูกย่อยสลายช้า ร่างกายเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลและดูดซึมได้ช้าลง และทำให้รู้สึกอิ่มนานมากยิ่งขึ้น โดยทีมผู้วิจัยสามารถลดค่าดัชนีน้ำตาลของข้าวดังกล่าวได้กว่า 25 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับข้าวเจ้าทั่วไป และเมื่อนำไปป่นให้เป็นแป้งข้าวเจ้า สามารถลดค่าดัชนีน้ำตาลได้ต่ำในระดับที่เทียบเท่ากับข้าวกล้อง และข้าวไรซ์เบอรี่ ที่เหล่าคนรักสุขภาพนิยมรับประทานกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โดยปกติ ข้าวที่เรารับประทานทั่วไป จะมีค่าดัชนีน้ำตาลอยู่ที่ 85 ขึ้นไป ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง แต่ล่าสุด ทีมวิจัย สามารถลดค่าดัชนีน้ำตาลของข้าวเจ้า ผ่านกรรมวิธีข้างต้น ลงมาอยู่ที่ระหว่าง 65-75 ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มดัชนีน้ำตาลระดับกลาง ขึ้นอยู่กับชนิดและสายพันธ์ของข้าวนั้นๆ ซึ่งสายพันธุ์ที่สามารถลดค่าดัชนีน้ำตาลลงมาได้สูงที่สุดได้แก่ ข้าวเสาไห้ และหากนำไปป่นเป็นแป้งข้าวเจ้าจะสามารถลดค่าดัชนีน้ำตาลลงมาอยู่ระหว่าง 50-55 ซึ่งจัดอยู่ในระดับต่ำ โดยผ่านกรรมวิธีที่ไม่ต้องใช้สารเคมี จึงทำให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีผลกระทบและสารตกค้างภายในร่างกายอย่างแน่นอน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี แม้ว่าในท้องตลาดจะมี ข้าวกล้อง-ข้าวไรซ์เบอรี่ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำอยู่แล้ว แต่ก็มีข้อจำกัดสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานโดยเฉพาะ ที่ไม่สามารถรับประทานข้าวชนิดดังกล่าวได้ เนื่องจากมีฟอสฟอรัสและแคลเซียมสูง เกินปริมาณที่เหมาะสมสำหรับผู่ป่วย ซึ่งส่งผลต่อระบบหน่วยไตที่ต้องทำงานหนักมากขึ้น อาจก่อให้เกิดนิ่วในไต และเสี่ยงต่อภาวะไตวาย อันเป็นโรคแทรกซ้อนอันดับต้นๆ ของผู้ป่วยโรคดังกล่าว นวัตกรรมข้าวเจ้าดัชนีน้ำตาลต่ำนี้ จึงตอบโจทย์การควบคุมปริมาณการบริโภคข้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยผู้รับการรักษายังสามารถคงพฤติกรรมการบริโภค &amp;ldquo;ข้าว&amp;rdquo; อาหารหลักหัวใจชาวไทย ที่ขาดไม่ได้ในทุกมื้อ โดยไม่ถูกจำกัดปริมาณ ซึ่งส่งผลดีต่อการรักษาทั้งด้านสภาพร่างกายและจิตใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบัน การวิจัยอยู่ระหว่างกระบวนการนำไปทดสอบและใช้รักษาจริง (Clinical Test) ในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยตั้งเป้าว่าจะสามารถเริ่มใช้ได้อย่างแพร่หลาย รวมถึงสามารถต่อยอดนวัตกรรมทางการเกษตรดังกล่าว ไปเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ อาทิ แป้งข้าวเจ้าสำหรับใช้ประกอบอาหารและทำขนมเพื่อสุขภาพ ที่สามารถลดปริมาณน้ำตาล หรือ ข้าวกึ่งสำเร็จรูปน้ำตาลต่ำพร้อมรับประทาน เพื่อเป็นตัวเลือกบริโภคสำหรับประชาชน และลดอัตราเสี่ยงการป่วยเป็นโรคเบาหวานในอนาคต&amp;rdquo; ผศ.ดร.นภัสรพี กล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8484</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้าวน้ำตาลต่ำ, นภัสรพี เหลืองสกุล, สจล., สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, เบาหวาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180504/image_big_5aebda8729677.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
