<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116593</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2021 19:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2021 19:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้เชี่ยวชาญ เผยรักษาโควิดหาย แต่ปอดได้รับผลกระทบ อาจพบพังผืดในปอด มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ย.64 - สมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย ร่วมกับกรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค สถาบันบำราศนราดูร สถาบันโรคทรวงอก และสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดเสวนาเรื่อง &amp;ldquo;การฟื้นฟูการทำงานของปอดและระบบหายใจแก่ผู้ป่วย Post-Covid-19&amp;rdquo; เพื่อเป็นองค์ความรู้สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโควิด19 ขณะนี้เรียกได้ว่าเป็น Vuca world ที่มีความซับซ้อน และการเปลี่ยนแปลงที่เร็ว ถ้าหากจะตามให้ทันโรคต้องอาศัยความเร็ว ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และการปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นตัวบุคคลที่ต้องมีการใส่หน้ากากอนามัยในชีวิตประจำวัน หรือในทางการรักษาทั้งในโรงพยาบาล ตัวอย่างในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีการปรับมาทำ ARI Clinic เพื่อคัดกรองโรค หอผู้ป่วยรวม(cohort ward) &amp;nbsp;ที่สามารถรับคนไข้ได้ 10-20 คน และมีช่วงที่ห้องไอซียูไม่เพียงพอ ก็ทำห้องไอซียูโมดูลาร์&amp;nbsp;
ส่วนการรักษานอกโรงพยาบาลตั้งแต่ในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. ที่มีผู้ติดเชื้อมากขึ้นจนจำนวนเตียงไม่เพียงพอรองรับก็มีการทำ HI/CI และคาดว่าจะมีการทำแฟคตอรี่ ไอโซเลชั่น โฮเทล ไอซูเลชั่น เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามเมื่อรักษาโควิดหายแล้ว จากการรายงานต่างประเทศหรือในไทยเองพบว่า &amp;nbsp;ผู้หายป่วยโควิดยังมีอาการคงค้างอยู่ ซึ่งทางกรมการแพทย์ก็ได้ทำแบบสอบถามเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพของคนที่เคยป่วยโควิด19 ในภาพรวมทุกอาการไม่ใช่เพียงแค่ปอดเท่านั้น เพื่อรวบรวมข้อมูล ในการประเมินปัญหาและหาแนวทางการรักษาดูแลต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในส่วนสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด19 ภาพรวมของประเทศที่มีจำนวนลดลงแล้ว ก็ยังคงเฝ้าระวัง จากการลองคาดการณ์ว่าสถานการณ์แย่ที่สุด หากคนไข้มียอดกลับมาติดเชื้อเป็น 30,000 คน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ อาจจะเพิ่มขึ้นถึง 5,500 คน โดยจะใช้การตั้งรับแบบเชิงรุก ทั้งแนวทางการรักษา ยาต้านไวรัสต่างๆ เพราะผู้ติดเชื้ออาจจะกลับขึ้นมาสูงขึ้นอีกได้ &amp;rdquo; นพ.สมศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.ดร.พญ.อรพรรณ โพชนุกูล นายกสมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า คนไข้ที่ได้รับเชื้อโควิด19 ซึ่งจะมีปัญหากับปอดนั้นไม่ใช่เพียงแค่ช่วงเวลาที่ป่วยเท่านั้น แต่หลังจากหายแล้วก็อาจจะมีผลระยะยาวเพราะเชื้อไวรัสยังคงอยู่ จากข้อมูลการศึกษาในแถบยุโรป พบในคนที่ติดเชื้อโควิด19 ต้องนอนโรงพยาบาลประมาณ 50-60% และข้อมูลจากของไทยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน &amp;nbsp;คนติดเชื้อโควิดเกือบ 1.4ล้านคน &amp;nbsp;ในจำนวนนี้กว่า 30% ที่มีอาการปอดอักเสบ โดยกลุ่มที่มีปัญหาเรื่องปอดมาก คือ กลุ่มผู้สูงอายุ เพราะปอดจะเสื่อมลงตามวัย กลุ่มคนที่มีโรคเรื้อรัง ส่งผลให้สมรรถภาพปอดแย่ลง &amp;nbsp;และกว่าปอดจะหายต้องใช้เวลาถึง 36 เดือน และนานมากขึ้นในกลุ่มคนไข้ที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องเข้าใจในการดูแลและฟื้นฟูปอด ดังนั้นการจัดทำโครงการนี้ขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงสื่อให้ความรู้ทั้งสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ในการฝึกสมรรถภาพปอดของตนเองไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยโควิด19 หรือผู้ที่ไม่ป่วย รวมไปถึงแพทย์ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านรศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ &amp;nbsp;อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า โควิดเป็นไวรัส RNA ที่มีโครงสร้างพันธุกรรมในการกลายพันธุ์ได้ค่อนข้างสูง และง่าย รวมไปถึงการระบาดข้ามสิ่งมีชีวิต ความเร็วในการกลายพันธุ์เฉลี่ยใน 1 เดือน อาจจะกลายพันธุ์ 1 ตำแหน่งของพันธุกรรม และจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ดังนั้น เมื่อเชื้อไวรัสข้าสู่ร่างกาย และระบาดในพื้นที่ใดนานๆ ก็จะเกิดการกลายพันธุ์ขึ้นได้ เพราะเมื่อเข้าสู่ร่างกายเชื้อไวรัสก็จะสร้างตัวใหม่ขึ้นมา หรือมีการแปรเปลี่ยนของรหัสพันธุกรรม ทำให้เกิดสายพันธุ์แปลกๆขึ้น อย่างในปี 2563 ไทยพบแต่พบการติดเชื้อเฉพาะสายพันธุ์อู่ฮั่น จนในปี 2564 ก็เริ่มมีการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ที่พบในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็น อัลฟ่า เบตา แกรมมา และเดลตาที่ระบาดหนักในปัจจุบัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.เจษฎา กล่าวต่อว่า ดังนั้นการกลายพันธุ์ที่มีผลกระทบกับมนุษย์ ทางองค์การอนามัยโลก(WHO) จะพิจารณา 3 ข้อ คือ 1.การระบาดเร็วขึ้นหรือไม่ &amp;nbsp;2.มีความรุนแรงของโรค 3.การดื้อต่อวัคซีน ซึ่งหากจะให้ประเมินโควิดจะอยู่กับเราไปนานแค่ไหน ก็ต้องดูจากการประเมินของ WHO ที่ได้แบ่งลำดับชั้นของโควิด ได้แก่ ชั้นสายพันธุ์ที่มีความน่ากังวล ชั้นสายพันธุ์ที่มีความน่าสนใจ และชั้นสายพันธุ์ที่น่าจับตา ซึ่งสายพันธุ์อัลฟ่า เบตา แกรมมา เดลตา ก็ยังคงอยู่ในชั้นของความน่ากังวล เพราะมีการแพร่กระจายเร็ว ส่วนสายพันธุ์ที่อยู่ในความสนใจของคนไทยอย่าง สายพันธุ์มิว ที่พบว่ามีการระบาดเพิ่มขึ้นในโคลัมเบีย ส่วนในประเทศอื่นๆที่พบจำนวนยังไม่มาก หรือสายพันธุ์เอปซิลอน ที่มีลักษณะเด่น คือ ดื้อวัคซีน ซึ่งทั้งสองสายพันธุ์นี้ยังไม่ระบาดเร็วเท่าเดลตา &amp;nbsp;ทางที่ดีก็คือเราต้องปรับตัวอยู่ร่วมกับโควิด และเตรียมรับมือกับสายพันธุ์ใหม่ๆที่จะเกิดขึ้น ซึ่งสุดท้ายแล้ววิธีการป้องกันคือ การดูแลตัวเองใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือ เว้นระยะห่าง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ รองผู้อำนวยการสถาบัน กลุ่มแผนปฏิบัติการชาติฯ สถาบันบำราศนราดูร กล่าวถึงเชื้อโควิด19 ที่ส่งผลกระทบต่อปอดว่า ตั้งแต่เริ่มรับเชื้อโควิดจะมีการฝังตัวอยู่ประมาณ 3-5 วัน และจะเริ่มมีอาการไข้ ครันเนื้อครันตัว ปวดเมื่อย ไอ &amp;nbsp;และหลังจากนั้นใน 1 สัปดาห์ เชื้อจะเริ่มลงไปยังระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง คือ ปอด จึงทำให้เกิดอาการอักเสบ ซึ่งจะพบว่าผู้ป่วยจะมีอาการไอมากขึ้น จากนั้นช่วง 2-4 สัปดาห์ อาการเหนื่อย ไอก็จะเพิ่มขึ้นจากการที่ไวรัสไปกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในร่างกาย ทำให้หลั่งสารเคมีบางอย่างออกมา ซึ่งสารเคมีตัวนี้ต้องการที่จะต่อสู้กับเชื้อไวรัส แต่อาจจะเป็นผลเสียหากมีมากเกินไป หรืออยู่ในภาวะที่ไม่สมดุล จึงทำให้เกิดการอักเสบของปอดรุนแรงเพิ่มขึ้นอีก จึงทำให้คนไข้เริ่มมีอาการเหนื่อย แน่นหน้าอก หายใจติดขัด ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในผู้ป่วยประมาณ 3-5% อาจจะมีอาการปอดอักเสบรุนแรงมากจนกระทั่งระบบหายใจล้มเหลว ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ หรือใส่เครื่องฟอกเลือด &amp;nbsp;เพื่อลดภาวะของการอักเสบ อย่างการติดตามผลการรักษาผู้ป่วยโควิด 2 ราย ที่หายกลับบ้านแล้วในวันที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมา คนแรก เพศหญิงอายุ 59 ปี ป่วยตั้งแต่ช่วง 27 ก.ค. มีปอดอักเสบทั้งสองข้าง หลังจากรักษาหายและกลับบ้านไปกว่า 2-3 เดือน &amp;nbsp;แต่ยังต้องใช้เครื่องออกซิเจนอยู่ เมื่อมาติดตามผลการรักษาพบว่าปอดคนไข้มีพังผืดหรือมีเศษซากของเชื้อคงค้าง &amp;nbsp; แต่เชื้อโควิด19ตาย ไปหมดแล้ว อีกรายในเพศหญิง อายุ 72 ปี ที่ป่วยโควิดตั้งแต่ 24 มิ.ย. ซึ่งมีอาการปอดอักเสบรุนแรง จากการติดตามผลการรักษาก็ยังมีอาการเหนื่อยหอบ ทั้ง 2 ราย ปอดยังไม่กลับคืนสู่สภาพปกติ ทำให้เกิดผลกระทบระยะยาวในการหายใจไม่เต็มที่และเหนื่อยหอบ จำเป็นต้องมีการฟื้นฟูคุณภาพปอด&amp;rdquo; นพ.วีรวัฒน์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล นายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทยฯ กล่าวเสริมว่าว่า ผู้ป่วยโควิดที่ปอดอักเสบรุนแรง ส่วนใหญ่จะพบในกลุ่มผู้สูงอายุ พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง และในกลุ่มผู้ที่โรคหัวใจ โรคปอด โรคไตเรื้อรัง เป็นต้น จากข้อมูลประเทศไทยในการระบาดระลอกที่ 3 หรือระลอกที่ 4 ตั้งแต่เดือน มิ.ย. พบว่าคนไข้ที่เป็นปอดอักเสบต้องรับการรักษาในโรงพยาบาลประมาณ 30-50% ซึ่งใน 100 คน เฉลี่ย 10% จะต้องให้ออกซิเจน และอีก 3% ต้องใช้เครื่องไฮโฟลว์ หรือจนถึงขั้นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจในกลุ่มนี้มีอัตราการเสียชีวิตประมาณ 1% มีเพียง 2% ที่รักษาหาย ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่ปอดอาจจะได้รับผลกระทบหลังรักษาโควิดหาย ต้องใช้เวลาในการซ่อมแซม ซึ่งหลังจากออกจากโรงพยาบาลไป 3 เดือน ระยะปอดอักเสบจากเชื้อโควิดก็จะเริ่มหมด และจะถูกแทนที่ด้วยพังผืดถาวร เรียกว่า ระยะปอดเป็นผัดผืดจากโควิด ซึ่งขณะนี้ก็กำลังมีการติดตามผลของผู้ที่หายป่วยแล้วไม่พบเชื้อ หรือพบเพียงซากเชื้อ แต่ก็ยังคงมีอาการปอดอักเสบที่ลุกลาม ทั้งนี้ผู้ที่หายป่วยแล้วยังไม่ต้องตื่นตระหนกกับการเป็นพังผืดที่ปอดเ พราะในไทยยังไม่มีการพบ และคาดว่าอาจจะพบในจำนวนที่ไม่มาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นก.นภาพร แววทอง นักกายภาพบำบัดชำนาญการ กล่าวถึงการฟื้นฟูปอดว่า เมื่อหายป่วยจากโควิด19 ต้องฟื้นฟูทั้งร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นระบบหัวใจ หลอดเลือดและปอด รวมไปถึงระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ เพื่อให้ร่างกายสามารถกลับไปใช้งานได้ ซึ่งในคนไข้โควิดส่วนใหญ่จะมีอาการเหนื่อยน้อยลงหลังจากหายแล้ว แต่จะเป็นอาการล้ามากกว่า ดังนั้นเมื่อกลับไปฟื้นฟูตัวเองที่บ้านวิธีการแรกคือต้องเรียนรู้วิธีการหายใจเข้า-ออกอย่างช้าๆ เพื่อลดการหอบเหนื่อย หากหายใจลำบากต้องมีการปรับท่านอนโดยเอาหมอนหนุนศีรษะให้สูง เพื่อให้กล้ามเนื้อท้องทำงานได้ดี หรือการนั่งอาจจะนอนฟุบไปที่โต๊ะ หากยังไม่รู้สึกดีให้นั่งเอาศอกไว้ที่หน้าตักและโน้มตัวไปข้างหน้า หรือการยืนหลังพิงกำแพง ขาห่างกำแพง 2 ฟุต เพื่อให้กล้ามเนื้อหายใจบริเวณลำคอเกิดการผ่อนคลาย โดยทุกท่าต้องมีการควบคุมการหายใจเหมือนการนั่งสมาธิ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นก.นภาพร กล่าวอีกว่า องค์การอนามัยโลกยังได้ระบุระดับของการออกกำลังกาย 5 ขั้น คือ 1.เตรียมความพร้อม สำรวจอาการเหนื่อยของตนเอง 2.ทำกิจกรรมเบาๆ อาทิ เดิน หรือทำงานบ้าน &amp;nbsp;3.การใช้แรงระดับปานกลาว อาทิ วิ่งหรือว่ายน้ำ 4.การทำงานระดับปานกลาง เช่น การเต้น และ5.การกลับไปทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ปกติ &amp;nbsp;ส่วนการออกกำลังกายอาจจะเริ่มด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ การทรงตัวด้วยการจับขาที่งอไว้ด้านหลัง หากเดินไม่ไหวให้นั่งและยกขาสลับขึ้นลง หรือเหยียดขาพร้อมกับกระข้อเท่าขึ้นสลับไปมา การยกขวดย้ำสลับข้างเพื่อกล้ามเนื้อส่วนแขน โดยการออกกำลังกายผู้หายป่วยโควิดสามารถทำได้ง่ายๆ เพื่อฟื้นฟูร่างกายในเบื้องต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116593</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล, นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์, ผู้อำนวยการสถาบันบำราศนราดูร, พังผืดในปอด, สถาบันโรคทรวงอก, สมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย, สมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210913/image_big_613f42c3079de.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114774</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2021 20:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>3 อ. ห่างไกลโรคความดันโลหิตสูง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โรคความดันโลหิตสูง ได้ชื่อว่าเป็นเพชฌฆาตแห่งความเงียบ เนื่องจากส่วนใหญ่มักไม่มีอาการหรืออาการแสดงให้เห็น แต่มักตรวจพบโดยบังเอิญ ในกรณีที่มีความดันโลหิตสูงมากผู้ป่วยอาจจะมีอาการมึนบริเวณท้ายทอย วิงเวียนศีรษะหรือมีอาการแน่นหน้าอก คลื่นไส้ อาเจียน ผู้มีความดันโลหิตสูงเรื้อรังที่ไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติเป็นระยะเวลานานอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่ออวัยวะสำคัญ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว หลอดเลือดแดงแข็ง จอประสาทตาเสื่อม ไตเสื่อม โรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายอย่างยิ่ง&amp;nbsp; เสี่ยงต่อการเกิดอัมพาต โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ไตวายและโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบตัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หากมีภาวะความดันโลหิตสูงนานๆไม่ได้รับการรักษาอย่างสม่ำเสมอและถูกต้องเหมาะสม หัวใจต้องทำงานหนักมากขึ้น กล้ามเนื้อของหัวใจจะหนาขึ้น หัวใจจะโตขึ้น อาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดห้องบนเต้นพริ้ว (Atrial Fibrillation) หรือเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้ ดังนั้นเราควรให้ความสำคัญกับการเกิดภาวะความดันโลหิตสูง การป้องกันและการรักษา เพื่อที่จะสามารถชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคความดันโลหิตสูง เป็นภาวะโรคที่ตรวจพบว่าค่าความดันโลหิตอยู่ในระดับที่สูงกว่าปกติ คือ มีค่าความดันตัวบน (systolic: ค่าความดันเลือดในขณะที่หลอดเลือดหัวใจบีบตัว) สูงกว่า 140 มิลลิเมตรปรอท และความดันตัวล่าง (diastolic : ค่าความดันเลือดในขณะที่หลอดเลือดหัวใจคลายตัว) สูงกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท ความดันโลหิตสูงมักจะพบร่วมกับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆของกลุ่มอาการผิดปกติทางเมตาบอลิซึม เช่น ไขมันในเลือดสูงหรือระดับน้ำตาลในเลือดสูง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น ขาดการออกกำลังกาย โรคอ้วน มีภาวะเครียดเรื้อรัง ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ รับประทานอาหารที่มีรสเค็มจัดเป็นประจำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อีกทั้ง โรคความดันโลหิตสูงอาจมีสาเหตุมาจากภาวะไตวาย เนื้องอกของต่อมหมวกไต โรคของต่อมไทรอยด์หรือต่อมพาราไทรอยด์ โรคทางเดินหายใจถูกอุดกลั้นขณะนอนหลับหรือการใช้ฮอร์โมนบางชนิด ในการรักษาผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงควรมีการประเมินความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และผลกระทบต่ออวัยวะต่างๆที่เป็นผลมาจากความดันโลหิตสูงเป็นระยะเวลานาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น กล้ามเนื้อหัวใจหนา ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ไตเสื่อมหรือมีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ และจอประสาทตาเสื่อมจากความดันโลหิตสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดังนั้นเพื่อป้องกันการเกิดโรคความดันโลหิตสูงเราควรดูแลตนเอง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เหมาะสม โดยการใส่ใจ 3 อ. คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1) อ.อาหาร กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพหรือ DASH Diet (Dietary Approaches to Stop Hypertension Diet) คือ ลดการบริโภคอาหารที่มีเกลือโซเดียม ไขมันอิ่มตัว ไขมันรวมและคอเรสเตอรอลลง และเพิ่มการรับประทานที่มีใยอาหาร โปรตีน แคลเซียม แร่ธาตุต่างๆอย่างโปแตสเซียมและแมกนีเซียม ได้แก่ ผัก ถั่ว ผลไม้ ธัญพืชที่ไม่ผ่านกระบวนการขัดสี (Whole Grains) ปลา ไขมันไม่อิ่มตัว และลดการบริโภคเนื้อแดง งดการรับประทานน้ำหวานและน้ำอัดลม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2) อ.ออกกำลังกาย ลดเวลานั่ง เพิ่มเวลายืน ยืดเวลาเดิน ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ให้หัวใจ ปอด ระบบหมุนเวียนโลหิตแข็งแรง ควบคุมน้ำหนักตัว และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 3-5 ครั้ง/สัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3) อ.อารมณ์ ทำอารมณ์ให้แจ่มใส ไม่เครียด นอกจากนี้ควรงดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ฉะนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หันมาใส่ใจสุขภาพ รู้จักออกกำลังกายให้เหมาะสม และรู้จักเสริม สร้างสุขภาพจิตที่ดีเป็นหนทางสู่การมีสุขภาพดี ย่อมช่วยให้ตัวเราห่างไกลจากโรคความดันโลหิตสูงได้เช่นกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114774</URL_LINK>
                <HASHTAG>3 อ., 3 อ. ห่างไกลโรค, Atrial Fibrillation, DASH Diet, Dietary Approaches to Stop Hypertension Diet, กรมการแพทย์, การใส่ใจ 3 อ., ความดันโลหิตสูง, นพ.เอนก กนกศิลป์, ภาวะแทรกซ้อน, สถาบันโรคทรวงอก, หัวใจต้องทำงานหนัก, อ.ออกกำลังกาย, อ.อารมณ์, อ.อาหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210827/image_big_6128e831d2d15.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114773</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2021 20:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>3 อ. ห่างไกลโรคความดันโลหิตสูง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โรคความดันโลหิตสูง ได้ชื่อว่าเป็นเพชฌฆาตแห่งความเงียบ เนื่องจากส่วนใหญ่มักไม่มีอาการหรืออาการแสดงให้เห็น แต่มักตรวจพบโดยบังเอิญ ในกรณีที่มีความดันโลหิตสูงมากผู้ป่วยอาจจะมีอาการมึนบริเวณท้ายทอย วิงเวียนศีรษะหรือมีอาการแน่นหน้าอก คลื่นไส้ อาเจียน ผู้มีความดันโลหิตสูงเรื้อรังที่ไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติเป็นระยะเวลานานอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่ออวัยวะสำคัญ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว หลอดเลือดแดงแข็ง จอประสาทตาเสื่อม ไตเสื่อม โรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายอย่างยิ่ง&amp;nbsp; เสี่ยงต่อการเกิดอัมพาต โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ไตวายและโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบตัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หากมีภาวะความดันโลหิตสูงนานๆไม่ได้รับการรักษาอย่างสม่ำเสมอและถูกต้องเหมาะสม หัวใจต้องทำงานหนักมากขึ้น กล้ามเนื้อของหัวใจจะหนาขึ้น หัวใจจะโตขึ้น อาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดห้องบนเต้นพริ้ว (Atrial Fibrillation) หรือเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้ ดังนั้นเราควรให้ความสำคัญกับการเกิดภาวะความดันโลหิตสูง การป้องกันและการรักษา เพื่อที่จะสามารถชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคความดันโลหิตสูง เป็นภาวะโรคที่ตรวจพบว่าค่าความดันโลหิตอยู่ในระดับที่สูงกว่าปกติ คือ มีค่าความดันตัวบน (systolic: ค่าความดันเลือดในขณะที่หลอดเลือดหัวใจบีบตัว) สูงกว่า 140 มิลลิเมตรปรอท และความดันตัวล่าง (diastolic : ค่าความดันเลือดในขณะที่หลอดเลือดหัวใจคลายตัว) สูงกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท ความดันโลหิตสูงมักจะพบร่วมกับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆของกลุ่มอาการผิดปกติทางเมตาบอลิซึม เช่น ไขมันในเลือดสูงหรือระดับน้ำตาลในเลือดสูง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น ขาดการออกกำลังกาย โรคอ้วน มีภาวะเครียดเรื้อรัง ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ รับประทานอาหารที่มีรสเค็มจัดเป็นประจำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อีกทั้ง โรคความดันโลหิตสูงอาจมีสาเหตุมาจากภาวะไตวาย เนื้องอกของต่อมหมวกไต โรคของต่อมไทรอยด์หรือต่อมพาราไทรอยด์ โรคทางเดินหายใจถูกอุดกลั้นขณะนอนหลับหรือการใช้ฮอร์โมนบางชนิด ในการรักษาผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงควรมีการประเมินความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และผลกระทบต่ออวัยวะต่างๆที่เป็นผลมาจากความดันโลหิตสูงเป็นระยะเวลานาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น กล้ามเนื้อหัวใจหนา ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ไตเสื่อมหรือมีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ และจอประสาทตาเสื่อมจากความดันโลหิตสูง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดังนั้นเพื่อป้องกันการเกิดโรคความดันโลหิตสูงเราควรดูแลตนเอง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เหมาะสม โดยการใส่ใจ 3 อ. คือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1) อ.อาหาร กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพหรือ DASH Diet (Dietary Approaches to Stop Hypertension Diet) คือ ลดการบริโภคอาหารที่มีเกลือโซเดียม ไขมันอิ่มตัว ไขมันรวมและคอเรสเตอรอลลง และเพิ่มการรับประทานที่มีใยอาหาร โปรตีน แคลเซียม แร่ธาตุต่างๆอย่างโปแตสเซียมและแมกนีเซียม ได้แก่ ผัก ถั่ว ผลไม้ ธัญพืชที่ไม่ผ่านกระบวนการขัดสี (Whole Grains) ปลา ไขมันไม่อิ่มตัว และลดการบริโภคเนื้อแดง งดการรับประทานน้ำหวานและน้ำอัดลม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2) อ.ออกกำลังกาย ลดเวลานั่ง เพิ่มเวลายืน ยืดเวลาเดิน ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ให้หัวใจ ปอด ระบบหมุนเวียนโลหิตแข็งแรง ควบคุมน้ำหนักตัว และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 3-5 ครั้ง/สัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3) อ.อารมณ์ ทำอารมณ์ให้แจ่มใส ไม่เครียด นอกจากนี้ควรงดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ฉะนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หันมาใส่ใจสุขภาพ รู้จักออกกำลังกายให้เหมาะสม และรู้จักเสริม สร้างสุขภาพจิตที่ดีเป็นหนทางสู่การมีสุขภาพดี ย่อมช่วยให้ตัวเราห่างไกลจากโรคความดันโลหิตสูงได้เช่นกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114773</URL_LINK>
                <HASHTAG>3 อ., 3 อ. ห่างไกลโรค, Atrial Fibrillation, DASH Diet, Dietary Approaches to Stop Hypertension Diet, กรมการแพทย์, กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ, ขาดการออกกำลังกาย, นพ.เอนก กนกศิลป์, น้ำตาลในเลือดสูง, ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต, ภาวะหัวใจล้มเหลว, สถาบันโรคทรวงอก, หัวใจเต้นผิดจังหวะ, อ.ออกกำลังกาย, อ.อารมณ์, อ.อาหาร, โรคความดันโลหิตสูง, โรคอ้วน, โรคไขมันในเลือดสูง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210827/image_big_6128e831d2d15.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
