<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>39342</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2019 16:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2019 16:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เผยปี61พบเกษตรกร ใช้สารเคมีป่วย กว่า 6พันคน ทั้งเนื้อเน่า อาการเฉียบพลัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
24 มิ.ย.62- นพ.สุวรรณชัย &amp;nbsp;วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว และเป็นช่วงฤดูการเพาะปลูก ซึ่งเกษตรกร มักใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งใช้มากในช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคมของทุกปี &amp;nbsp;ข้อมูลจากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (HDC) กระทรวงสาธารณสุข พบว่าในปี 2561 มีรายงานผู้ป่วยจากพิษสารกำจัดศัตรูพืชทุกชนิดทั้งหมด 6,079 คน คิดเป็นอัตราป่วย 12.95 ต่อแสนประชากร นอกจากนี้ยังพบผู้ป่วยจากพิษสารกำจัดแมลง 2,956 คน คิดเป็น &amp;nbsp; อัตราป่วย 6.3 ต่อแสนประชากร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืช สามารถเกิดพิษได้ 2 แบบ คือ &amp;nbsp;แบบเฉียบพลัน อาการจะเกิดขึ้นทันที เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อเกร็ง กระตุก ท้องร่วง หายใจติดขัด ตาพร่า แสบตา และแบบเรื้อรัง เกิดจากการสัมผัสเป็นเวลานาน และเกิดพิษสะสมจนก่อให้เกิดโรคหรือปัญหาต่อสุขภาพ เช่น มะเร็ง เบาหวาน อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคผิวหนังต่างๆ การเป็นหมัน การพิการของทารกแรกเกิด การสูญเสียการได้ยิน และการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ. สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า ในส่วนโรคเนื้อเน่า นั้น ทางการแพทย์เรียกว่า เนคโครไทซิ่ง แฟสซิไอติส (Necrotizing fasciitis) จัดเป็นโรคติดเชื้อที่ผิวหนังและชั้นไขมันใต้ผิวหนังอย่างรุนแรง มีอัตราตายและพิการสูง พบในอาชีพเกษตรกรเป็นส่วนใหญ่ ต้องเดินลุยดงหญ้า นาข้าว เหยียบย่ำโคลนระหว่างทำนา ทำให้มีโอกาสเกิดบาดแผลเล็กๆ น้อยๆ และสัมผัสกับเชื้อโรคที่อยู่ในดิน หรือในน้ำได้ง่าย &amp;nbsp;ซึ่งกลุ่มที่มีความเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่มี &amp;nbsp; &amp;nbsp; ภูมิต้านทานต่ำหรือเป็นโรคเกี่ยวกับเส้นเลือด เช่น เบาหวาน ไตวาย มะเร็งที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วยเคมีบำบัด ผู้สูงอายุ คนอ้วน ผู้ที่กินยาสเตียรอยด์หรือยาชุด ผู้ที่ดื่มเหล้าเป็นประจำ เป็นต้น ต้องระวังอย่าให้มีบาดแผล &amp;nbsp; &amp;nbsp;หากมีบาดแผลก็จะต้องดูแลรักษาแผลให้สะอาด และหลีกเลี่ยงให้แผลโดนน้ำหรือดิน เพื่อไม่ให้แผลติดเชื้อลุกลามเป็นโรคเนื้อเน่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรณีหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืชไม่ได้ ขอให้เกษตรกรใช้อย่างปลอดภัย &amp;nbsp;โดยยึดหลักปฏิบัติ คือ &amp;ldquo;อ่าน ใส่ ถอด ทิ้ง&amp;rdquo; ได้แก่ &amp;nbsp;1.อ่าน คือ ก่อนใช้ ให้อ่านฉลากให้เข้าใจ &amp;nbsp;2.ใส่ คือ สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันตัวให้มิดชิดขณะฉีดพ่น &amp;nbsp;3.ถอด คือ หลังจากเสร็จงานแล้วให้ถอดเสื้อผ้าแยกซัก อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด และ 4.ทิ้ง คือ ทิ้งภาชนะบรรจุสารเคมีให้ถูกวิธี พร้อมทั้งสนับสนุนให้ประชาชนบริโภคผัก ผลไม้ ที่ไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และอบรมแนะนำการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัย รวมถึงสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันตนเองจากสารเคมี เช่น แว่นตาป้องกันสารเคมี หน้ากากป้องกันสารเคมี หมวกปีกกว้าง เสื้อแขนยาวกางเกงขายาว ถุงมือ และรองเท้าบูท เป็นต้น &amp;nbsp;ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39342</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สารเคมีเกษตร, กรมควบคุมโรค, นพ.สุวรรณชัย  วัฒนายิ่งเจริญชัย, สถิติเกษตรกรป่วยเพราะใช้สารเคมี, เกษตรกรไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190624/image_big_5d1097e2f2616.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
