<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120063</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2021 12:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2021 12:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุทิน-สาธิต&#039;สลับกันดูแลกรมในสธ. หลังครบ2ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ต.ค. 64 - ที่กระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการมอบนโยบายกระทรวงสาธารณสุข ปีงบประมาณ 2565 ว่า ยังทำงานอยู่อีกพักใหญ่ นโยบายต้องดำรงอย่างชัดเจน ตนและรัฐมนตรีช่วย ไม่ได้มาทำนโยบายเพื่อตนเอง เมื่อเข้ามากระทรวงสาธารณสุข คำว่าตัวเองถูกตัดออกอัตโนมัติ เพราะเห็นการปฏิบัติหน้าที่ของแต่ละท่าน ตนยอมรับว่าเวลาลงพื้นที่หรือทำงานกับท่าน มีวิกฤตการณ์ต่างๆ ได้เห็นความทุ่มเทต่าง จึงรู้สึกว่าต้องเป็นส่วนหนึ่ง จะอยู่แยกไม่ได้ เห็นต่างไม่ได้ ยกเว้นสิ่งนั้นจะเกิดความเสียหายแก่พี่น้องประชาชน ดังนั้นขอให้มั่นใจว่า ทางฝ่ายการเมือง ตนและรัฐมนตรีช่วยพร้อมสนันบสนุนภารกิจของเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุทิน​ กล่าวว่า มีหลายเรื่องเกิดขึ้นในคณะรัฐมนตรี (ครม.)​ ทุกท่านในที่นี้ไม่ได้อยู่ใน ครม. ไม่ได้รับทราบว่า เวลาเราทั้งสองคน ต้องผลักดัน ต้องต่อสู้ สร้างความเข้าใจ เพื่อให้เกิดการสนับสนุน ให้การขับเคลื่อนงานเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ไม่ได้ง่าย ข้อมูลต่างๆ จึงต้องแชร์ ต้องสร้างความเข้าใจทุกภาคส่วนอย่างชัดเจน อันนี้คือ นโยบายภาพรวม นโยบายปลีกย่อยยังมีตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น วันนี้ถือเป็นวันเริ่มภารกิจใหม่ สถานการณ์ทุกด้านจะเป็นไปในทิศทางดีขึ้น ความสนับสนุนยังมีอยู่ ความมั่นคงด้านเสถียรภาพของรัฐบาล ฝ่ายนิติบัญญัติยังมั่นคงอยู่ ขออย่ากังวล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า ขณะนี้มีการปรับเปลี่ยนงานในกำกับดูแลบ้าง เพื่อให้มีประสบการณ์ทุกๆ กรม ไม่มีเหตุผลอื่น แต่เพราะ 2 ปีแรกเราดูกรมนี้ อีก 2 ปีหลังดูกรมหนึ่ง ดังนั้น ไม่ว่ารัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีช่วย ก็ต้องดูแลงานซึมซับงานในกำกับกระทรวงสาธารณสุขอย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรี​ช่วยว่าการ​กระทรวง​สาธารณสุข​ กล่าวว่า 2 ปีที่ผ่านมา ส่วนตัวมีความสุข และพร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐมนตรีในการปฏิบัติหน้าที่ แม้จะมีอุปสรรคบ้าง อย่างไรก็ตาม สำหรับภารกิจที่ได้รับมอบหมายเพิ่มเติมจากรัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​สาธารณสุข​คือ การดูแลงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพ การสนับสนุนระบบบริการสุขภาพ การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก วิทยาศาสตร์การแพทย์ รวมถึงการกำกับดูแลด้านอาหารและยา ถือเป็นความไว้วางใจที่รองนายกรัฐมนตรี ได้ปรับเปลี่ยนกรม หน่วยงานที่ดูแลในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีเพิ่มเติม และสลับการดูแล เป็นการเพิ่มประสบการณ์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120063</URL_LINK>
                <HASHTAG>สธ., สาธิต ปิตุเตชะ, อนุทิน ชาญวีรกูล, แลกดูแลกรม.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211018/image_big_616cfeb466e82.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119316</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2021 16:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2021 16:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.ชี้เปิดเมืองทำกิจการได้ปลอดภัยทุกฝ่ายต้องเข้ม4มาตรการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ต.ค.64-นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(ปบัดสธ.) กล่าวถึงสถานการณ์โควิด-19ว่า วันนี้มีผู้ป่วยโควิด หายกลับบ้านได้ 9,981 ราย หายป่วยสะสม 1,554,887 ราย ติดเชื้อรายใหม่ 10,817 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 110,880 ราย และเสียชีวิต 84 ราย ภาพรวมในขณะนี้แนวโน้มทรงตัว บางพื้นที่พบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนจากการรวมกลุ่มทำกิจกรรม อาทิ งานสังสรรค์ งานศพ รวมถึงยังพบการติดเชื้อในโรงงาน สถานประกอบการ แคมป์ก่อสร้าง สถานที่ดูแลกลุ่มเปราะบาง และกลุ่มแรงงานต่างด้าว ขณะที่บางพื้นที่สถานการณ์เริ่มดีขึ้น พบผู้ติดเชื้อประปรายและสามารถควบคุมได้ รัฐบาลจึงมีแนวทางที่จะเปิดกิจการ กิจกรรม และเปิดพื้นที่รับนักท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้ในชุมชนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า การดำเนินกิจการ กิจกรรมต่างๆ และการเปิดเมืองให้ปลอดภัยและยั่งยืนทุกคน ทุกฝ่าย ต้องตระหนักและเคร่งครัดใน 4 มาตรการสำคัญคือ 1.การฉีดวัคซีนให้ได้ตามเป้าหมายและครอบคลุม ซึ่งขณะนี้ได้จัดหาวัคซีนไว้เพียงพอที่จะให้กับประชาชนตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไป 2.การป้องกันตนเองขั้นสูงสุด (Universal Prevention) โดยคิดไว้เสมอว่าทุกคนอาจเป็นผู้ติดเชื้อแฝง และป้องกันตนเองอย่างเข้มงวดกับทุกคน 3.การใช้ชุดตรวจ ATK คัดกรอง เพื่อให้ผลเร็ว เข้าสู่ระบบรักษารวดเร็ว ลดการแพร่เชื้อ และ 4.การดำเนินการตามแนวทาง COVID Free Setting ซึ่งองค์กร สถานประกอบการต่างๆ ต้องปฏิบัติอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ซึ่งหากดำเนินการได้ครบถ้วนทั้ง 4 มาตรการ มั่นใจว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์โควิด 19 ได้ และประชาชนจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติแบบวิถีใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากการนำร่องเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวใน 4 จังหวัด ได้แก่ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า) พังงา (เขาหลัก เกาะยาว) กระบี่ (เกาะพีพี เกาะไหง ไร่เลย์ คลองม่วง ทับแขก) ภายใต้มาตรการด้านสาธารณสุขที่กำหนด ถือว่าประสบผลสำเร็จอย่างดี สามารถเป็นต้นแบบให้กับพื้นที่อื่นๆ ที่อยู่ในแผนจะเปิดเพิ่ม โดยต้องจัดตั้งศูนย์บัญชาการเพื่อติดตามเฝ้าระวังและควบคุมโรค เข้มงวดการปฏิบัติตามมาตรการ COVID Free Setting และมาตรการ Bubble and Seal ผู้ที่เดินทางเข้ามาในประเทศ ต้องฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มตามเกณฑ์ และมีผลการตรวจ RT-PCR ไม่พบเชื้อ ภายใน 72 ชม. จะลดวันกักตัวเหลือ 7 วัน แต่หากไม่ได้ฉีดวัคซีน จะลดวันกักตัวจาก 14 วัน เหลือ 10 วัน ระหว่างอยู่ในพื้นที่ท่องเที่ยว จะต้องตรวจ RT-PCR /ATK ตามกำหนด ส่วนประชาชนในพื้นที่ต้องได้รับวัคซีนอย่างน้อย 80%&amp;rdquo; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119316</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต, สธ., เปิดเมือง, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211010/image_big_6162ac4ddffb5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117983</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2021 13:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2021 13:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุทิน&#039;แจงไฟเซอร์สหรัฐบริจาคล้านโดสไม่ล่าช้า รอเอกสารจากต้นทาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ย. 64 - นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ กรณีสหรัฐอเมริกาจะบริจาควัคซีนไฟเซอร์ 1 ล้านโดสให้ประเทศไทย ว่า สถานทูตสหรัฐอเมริกาได้ออกแถลงการณ์ว่าอยู่ในขั้นตอนการจัดเตรียมเอกสาร รวมถึงแถลงการณ์จากเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน ระบุอย่างชัดเจนว่ายังไม่ได้รับบริจาค ซึ่งวัคซีนไฟเซอร์ที่รัฐบาลไทยจะได้รับจากสหรัฐอเมริกามีทั้งหมด&amp;nbsp; 2.5 ล้านโดส มาถึงแล้ว 1.5 ล้านโดส ส่วนอีก 1 ล้านโดส เป็นเจตจำนงที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาจะมอบให้ซึ่งยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ขอยืนยันว่าวัคซีนที่ได้รับบริจาคถือเป็นการเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุทิน กล่าวว่า วัคซีนบริจาคเราจะได้รับเมื่อทางสหรัฐอเมริกามีความพร้อม ซึ่งเป็นสิทธิของประเทศต้นทางที่จะบริจาค ไม่สามารถไปทวงได้ ยืนยันว่าหากส่งเอกสารมาเราไม่มีทางล่าช้าแน่นอน เช่นที่ผ่านมารัฐบาลญี่ปุ่นได้บริจาควัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 4 แสนกว่าโดสให้ไทย ใช้เวลาติดต่อไม่เกิน 2 สัปดาห์ วัคซีนล็อตดังกล่าวได้ถึงประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ วัคซีนล็อตที่ได้รับการบริจาคจะต้องมีการละเว้นการเรียกร้องสิทธิ์ต่างๆ เช่น อาการไม่พึงประสงค์จากการฉีดวัคซีน ซึ่งเป็นตามหลักสากล.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117983</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอนุทิน ชาญวีรกูล, บริจาค, วัคซีน, สธ., สหรัฐอเมริกา, ไฟเซอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210809/image_big_6110e14b86128.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117975</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2021 12:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2021 12:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สช.จับมือเอกชนพัฒนาระบบข้อมูลผู้ป่วยโควิด เก็บตกกลุ่มไร้เลขบัตรปชช.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ย. 64 - สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ว่าด้วยการทำงานร่วมกันในการบูรณาการเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการส่งต่อข้อมูลผู้ป่วยในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ขึ้นเมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2564 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบข้อมูลของผู้ป่วยโควิด-19 ระบบการติดตามเฝ้าระวังและควบคุมโรค รวมถึงการส่งต่อผู้ติดเชื้อ เพื่อเข้าสู่การดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พบว่าการระบาดในชุมชน โดยเฉพาะชุมชนแออัดและชุมชนของแรงงานข้ามชาติ มีข้อจำกัดในหลายๆ ด้าน ที่ทำให้การควบคุมโรคทำได้ลำบากและไม่ทันสถานการณ์ ดังนั้นการมีระบบข้อมูลที่ดีเพื่อใช้ในการติดตามและเฝ้าระวังย่อมช่วยได้มาก ซึ่งไม่เพียงแต่การติดตามและเฝ้าระวังโรค หากแต่ยังเชื่อมต่อไปยังการส่งต่อผู้ป่วยเพื่อการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงทีด้วย สำหรับการลงนามร่วมมือกันครั้งนี้ เพื่อให้เกิดการบูรณาการเรื่องระบบข้อมูลของผู้ป่วยโควิด-19 ให้เป็นไปตามนโยบายธรรมาภิบาลของภาครัฐ และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญที่การติดตามเฝ้าระวัง ควบคุมโรค และส่งต่อผู้ติดเชื้อเพื่อการดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร. ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ (สวข.) กล่าวว่า ข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 ในชุมชน โดยภาครัฐต้องให้บริการข้อมูลหลัก เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนที่จะนำไปสู่การสร้างความร่วมมือกับภาคประชาสังคม ที่สำคัญคือต้องมีการเชื่อมโยงการทำงานกับสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และระบบ Co-link รวมถึงบูรณาการข้อมูลกับกรมควบคุมโรค กรมอนามัย กรมการแพทย์ ซึ่งจะช่วยให้ชุมชนบริหารจัดการโควิด-19 ได้ง่ายขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนันต์ กนกศิลป์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้เราเห็นช่องว่างในการดูแลสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะในชุมชน และภาคส่วนที่อยู่นอกระบบบริการของภาครัฐ จึงมีความจำเป็นต้องจัดทำระบบข้อมูลเพื่อเชื่อมโยงชุมชน กลุ่มเปราะบาง กลุ่มต่างด้าว คนไร้สิทธิ ฯลฯ เพราะการเชื่อมโยงจะช่วยให้เกิดการแบ่งปันและสนับสนุนข้อมูลระหว่างกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ปรีดา แต้อารักษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ในฐานะประธานกรรมการพัฒนาระบบข้อมูลสนับสนุนการควบคุมโรคโดยชุมชน เพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบข้อมูลฯ เมื่อวันที่ 24 ก.ย. ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบเรื่องการพัฒนาระบบการพิสูจน์ตัวตนในกลุ่มบุคคลที่ไม่มีเลขประจำตัว 13 หลัก และกลุ่มเปราะบาง หรือกลุ่มผู้ตกหล่นในชุมชน โดยใช้แนวทางการดำเนินการด้านทะเบียนของระบบข้อมูลสนับสนุนการควบคุมโรคโดยชุมชน ที่เครือข่ายไทยแคร์ได้ดำเนินการด้วยรูปแบบปัจจุบัน ไปก่อนจนกว่าจะมีการประกาศแนวทางมาตรฐานจากศูนย์เทคโนโลยีและการสื่อสาร ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขณะนี้มีข้อสรุปเรื่องการออกเลขรหัสใหม่ ร่วมกับการใช้ภาพถ่ายใบหน้าแล้ว ซึ่งเป็นไปตามมติของคณะทำงานบริหารจัดการระบบข้อมูลการยืนยันตัวตนคนต่างด้าวและคนไร้สิทธิ์ เพื่อการควบคุมโรคระบาดและการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล เหลือเพียงขั้นตอนการทำช่องทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าใช้งาน และการแจ้งอย่างเป็นทางการของกระทรวงสารณสุข ในเร็วๆ นี้&amp;rdquo; นพ.ปรีดา ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท ผู้อำนวยการสำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาภาครัฐ ภาคประชาชน ต่างมีการรวบรวมข้อมูล สิ่งที่คณะทำงานได้ร่วมกันคือพยายามผลักดัน ให้เกิดการเชื่อมประสาน เพื่อสร้างเป็นองค์ความรู้ที่จะทำให้ชุมชนสามารถจะจัดการตัวเองได้ โดยชุมชนจะสามารถที่จะรู้สถานะของชุมชน รู้ข้อมูลคนในชุมชน และสามารถปกป้องกลุ่มเปราะบาง คนชายขอบ ให้ได้รับการดูแลที่ดี โดยความร่วมมือครั้งนี้จะยึดหลักการสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ 1. ปกป้องสิทธิ์ของประชาชนทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง คนชายขอบ ที่จะทำให้พวกเขาได้รับการดูแลที่ควรจะได้ 2. การเสริมพลัง ทั้งในระดับบุคคล&amp;nbsp; และเสริมพลังชุมชน ในการจัดการตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปรเมศวร์ มินศิริ กรรมการผู้จัดการบริษัทบัณฑิตเซ็นเตอร์ จำกัด กล่าวว่า ขอบเขตความร่วมมือกันครั้งนี้ สช.ได้มอบหมายให้บริษัท บัณฑิต เซ็นเตอร์ จำกัด ทำการประมวลผล ข้อมูลส่วนบุคคล หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบุคคล ซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคล ข้อมูลส่วนบุคคลด้านสุขภาพประเภทต่าง ๆ รวมถึงข้อมูลการตรวจรักษาของโควิด &amp;ndash; 19 บันทึก และรายงานการวิเคราะห์ รวมถึงผลการตรวจสอบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการดำเนินงานนี้ให้เป็นไปตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการลงนามในบันทึกข้อตกลงฯ ดังกล่าว เป็นความร่วมมือระหว่าง สช. สถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ&amp;nbsp; ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ศทส.) สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และบริษัท บัณฑิต เซ็นเตอร์ จำกัด เพื่อพัฒนาระบบข้อมูลของผู้ป่วยโควิด-19 เพื่อให้การติดตามเฝ้าระวัง ควบคุมโรค และส่งต่อผู้ติดเชื้อเพื่อการดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117975</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัตรปชช., สช., สธ., โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210927/image_big_61514d1d9fa5a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117886</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2021 13:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2021 13:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คิกออฟ 1 ต.ค.&#039;อนุทิน&#039;ปักธงปฎิรูปเขตสุขภาพ ทำงานเชิงรุกพื้นที่ดูแลปชช.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.ย.64- นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกำกับทิศทางนโยบายด้านเขตสุขภาพ ครั้งที่ 1/2564 ว่า กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการตามนโยบายการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข จึงกำหนดให้มีการปฏิรูปเขตสุขภาพ มีเป้าหมายดำเนินการ 4 ด้าน คือ 1.การจัดการภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข โรคระบาดระดับชาติ และโรคอุบัติใหม่ 2.การปฏิรูปเพื่อเพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพ การป้องกันและดูแลรักษาโรคไม่ติดต่อสำหรับประชาชนและผู้ป่วย 3.ระบบบริการสุขภาพของผู้สูงอายุ และ 4.ระบบหลักประกันสุขภาพและกองทุนที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนุทิน กล่าวว่า การปฏิรูปเน้นการบริหารจัดการแบบบูรณาการระหว่างส่วนกลางและท้องถิ่น โดยมีการตั้งคณะกรรมการกำกับทิศทางและนโยบายด้านเขตสุขภาพ คณะกรรมการอำนวยการเขตสุขภาพ และคณะกรรมการบริหารเขตสุขภาพ พร้อมส่งเสริมภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยอยู่ระหว่างการเสนอให้สำนักงานเขตสุขภาพเป็นหน่วยบริการ เพื่อให้มีงบประมาณดำเนินการ ทั้งงบประมาณจากกรมบัญชีกลาง งบบริการจากกองทุนหลักประกันสุขภาพ และเงินบำรุง เพื่อทำให้เกิดความคล่องตัว ตอบสนองต่อการให้บริการสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึง แก้ปัญหาสาธารณสุขในพื้นที่ซึ่งมีความแตกต่างกัน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเข้มแข็งให้รากฐานระบบสาธารณสุข&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุทิน กล่าวว่า ทั้งนี้ ได้กำหนดให้มีเขตสุขภาพนำร่อง 4 เขต ครอบคลุมทั่วทุกภาคประเทศไทย ได้แก่ ภาคเหนือ เขตสุขภาพที่ 1, ภาคกลาง เขตสุขภาพที่ 4 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขตสุขภาพที่ 9 และภาคใต้ เขตสุขภาพที่ 12 กำหนดระยะเวลาดำเนินการ 12 เดือน โดยตนเองจะเป็นประธานคิกออฟการปฏิรูปเขตสุขภาพ นำร่องแห่งแรกที่เขตสุขภาพที่ 9 ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117886</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปฎิรูปเขตสุขภาพ, สธ., อนุทิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210926/image_big_61500c66a1adc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117252</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2021 10:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2021 10:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.จ่อชงครม.ตบรางวัลผู้ปฏิบัติงานโควิด ขอ3.5หมื่นอัตราขรก.ตั้งใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ย. 64 - นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ที่ประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงสาธารณสุขเมื่อเร็วๆ นี้ เห็นชอบแนวทางสร้างขวัญและกำลังใจบุคลากรกระทรวงสาธารณสุข ที่ทุ่มเท อดทน และเสียสละ เพื่อดูแลรักษา ป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 อย่างเต็มที่มาเกือบ 2 ปี ได้แก่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.การขอเพิ่มอายุราชการเพิ่มทวีคูณสำหรับบุคลากรสาธารณสุขในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินต่อ ครม.อีกครั้ง เนื่องจากการเสนอเมื่อช่วง เม.ย. 2563 ครม.เห็นว่าไม่เป็นไปตามกฎหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.เงินเพิ่มพิเศษ 7 เดือนสำหรับบุคลากรกระทรวงสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในสถานการณ์โควิด 19 ในอัตรา 1,500 บาท และ 1,000 บาทต่อเดือน ได้กำชับให้เร่งรัดการเบิกจ่าย คาดว่าจะเบิกจ่ายแล้วเสร็จภายในปี 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.การพิจารณาเลื่อนเงินเดือนกรณีพิเศษนอกเหนือโควตาปกติร้อยละ 1 กรณีผู้ปฏิบัติงานในสถานการณ์โควิด-19 ได้เร่งรัดให้เบิกจ่ายให้ครบถ้วนเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.การจ้างงานเฉพาะกิจพนักงานราชการ ตามมติคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ (คพร.) เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2564 กรอบอัตรากำลัง 5 พันอัตรา ไม่เกิน 1 ปี เป็นนายแพทย์ 504 อัตรา พยาบาลวิชาชีพ 3,945 อัตรา และนักวิชาการสาธารณสุข 551 อัตรา ใช้งบประมาณ 4,335 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.เสนอขอรับจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ 35,387 อัตรา ด้วยวิธีคัดเลือกกรณีพิเศษ แบ่งเป็นสายงานภารกิจหลัก สายงานภารกิจสนับสนุนวิชาการ และสายงานภารกิจสนับสนุนงานบริการ โดยให้กรมต่างๆ ทบทวนเสนอจำนวนการคัดเลือกเพื่อจะได้นำเข้า อกพ.กระทรวงสาธารณสุขพิจารณาต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.ค่าตอบแทนฉีดวัคซีนนอกสถานบริการให้แก่บุคลากรกระทรวงสาธารณสุข&amp;nbsp; 4 เดือน ซึ่ง ครม.อนุมัติงบกลางแล้ว 1,877 ล้านบาท โดยแพทย์ ทันตแพทย์อัตรา 1,500 บาทต่อวัน พยาบาลและเจ้าหน้าที่อื่นๆ อัตรา 1,000 บาทต่อวัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ 7.การขอเพิ่มค่าตอบแทนนอกเวลาราชการ (โอที) 2 เท่า ซึ่งอยู่ระหว่างเสนอสำนักงบประมาณพิจารณา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117252</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุคลากร, สธ., อนุทิน ชาญวีรกูล, อัตราขรก.ใหม่, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210920/image_big_614804cb42f32.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115687</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2021 16:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2021 16:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.ผุดศูนย์สู้ภัยโควิดชุมชน นำร่องคุมระบาดรุนแรง4จังหวัดใต้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.ย.64 - นพ.สุเทพ เพชรมาก ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงประเด็นการฉีดวัคซีนโควิด -19 ในพื้นที่ เขตสุขภาพที่ 12 ซึ่ง ดูแลในเขตภาคใต้ตอนล่าง 7 จังหวัด ในจำนวนนี้เป็นจังหวัดควบคุมสูงสุดและเข้มงวดถึง 4 จังหวัด ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และ สงขลา ว่า &amp;nbsp;ต้องเร่งรัดการฉีดวัคซีน ในกลุ่มเสี่ยง 608 &amp;nbsp;ให้ได้ 70% ตามเป้าหมายที่วางไว้เพื่อลดการป่วยหนักและเสียชีวิตจากโรคโควิด- 19 และเพื่อให้การควบคุมโรค มีประสิทธิภาพมากที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สุเทพ กล่าวว่า โดยมีชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการติดตามกลุ่มเสี่ยงเข้ารับการฉีดวัคซีน หรือเรียกว่า ศูนย์สู้ภัยโควิด- 19 ชุมชน ซึ่งเป็นศูนย์รวมข้อมูลพื้นฐานในชุมชน มีบทบาทในการป้องกันควบคุมโรคโควิด- 19 แบบครบวงจร เฝ้าระวังบุคคลเสี่ยง พื้นที่เสี่ยง คัดกรองกลุ่มเสี่ยงในชุมชนด้วย ATK &amp;nbsp;โดยทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายตั้งแต่ระดับปฐมภูมิถึงตติยะภูมิ และใช้กลไก 3 หมอที่มีอยู่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นพ.สุเทพ กล่าวต่อว่า สำหรับการฉีดวัคซีนในเขตสุขภาพที่ 12 ได้เพิ่มการเข้าถึงวัคซีนโควิด- 19 ให้มากที่สุด ด้วยการนำวัคซีนไปฉีดให้กับประชาชนถึง รพ.สต. ส่วนผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงหรือผู้สูงอายุที่เดินทางลำบากจะมีบุคลากรการแพทย์ไปฉีดวัคซีนให้ถึงบ้าน มุ่งเป้าการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย 608 โดยกระตุ้นให้แต่ละอำเภอฉีดให้ได้ตามเป้าหมาย ด้วยการมอบรางวัล และประกาศเกียรติคุณ ที่ฉีดวัคซีนได้ 70% &amp;nbsp;เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและเป็นแรงผลักดันให้พื้นที่อื่นๆ เร่งรัดตามมา เมื่อแต่ละอำเภอสามารถดำเนินการสำเร็จจะทำให้ภาพรวมการฉีดวัคซีนของจังหวัด และเขตสุขภาพเกิดความครอบคลุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สุเทพ กล่าวว่า &amp;nbsp;ล่าสุดการฉีดวัคซีนในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นชัดเจน ข้อมูลถึงวันที่ 2 กันยายน 2564 เขตสุขภาพที่ 12 ได้ฉีดวัคซีนในกลุ่ม 608 ไปแล้ว 523,372 คน คิดเป็น 48.79% &amp;nbsp;ซึ่งผลดีการการฉีดวัคซีนได้ครอบคลุมคือ จะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ในพื้นที่ หรือหากมีประชาชนติดเชื้อโควิด -19 จะช่วยลดอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้ ทั้งนี้ มีอำเภอที่ได้รับรางวัลแล้วได้แก่ จ.สงขลา อ.นาหม่อม อ.นาทวี อ.เมืองสงขลา อ.ควนเนียง อ.หอยโข่ง &amp;nbsp;อ.หาดใหญ่ อ.สิงหนคร อ.บางกล่ำ / จ.ยะลา อ.เบตง อ.เมืองยะลา / จ.ปัตตานี อ.ไม้แก่น อ.เมืองปัตตานี อ.โคกโพธิ์ / จ.นราธิวาส อ.เมืองนราธิวาส อ.สุคิริน อ.สุไหงโก-ลก / จ.ตรัง อ.เมืองตรัง/ จ.พัทลุง อ.เมืองพัทลุง อ.ตะโหมด อ.เขาชัยสน อ.บางแก้ว / จ.สตูล อ.มะนัง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115687</URL_LINK>
                <HASHTAG>สธ., โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210905/image_big_613489bf35aa8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
