<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103899</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/05/2021 16:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/05/2021 16:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร.วังทองหลางนำจนท.ตรวจเชื้อโควิดกลุ่มปาร์ตี้ชายล้วน57นักเที่ยวฉี่ม่วง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 พ.ค.64-ที่ สน.วังทองหลาง เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เข้าตรวจคัดกรองเชื้อโควิด-19 กลุ่มนักเที่ยว 57 ราย ที่ถูกตำรวจจับกุม หลังตรวจค้นร้านฟารอส 2 ซาวน่า ซอยรามคำแหง 21 แยก 2 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ เมื่อคืนนี้ แล้วมีการมั่วสุมเสพยาเสพติด ซึ่งพบผลปัสสาวะนักเที่ยวเป็นสีม่วงกว่า 37 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.ท.ไกรสิทธิ์ พิพัฒศุภมงคล รองผกก.สส.สน.วังทองหลาง กล่าวว่า จากการสอบถามนายจิณนะ กฤษฎิ์จินดา 63 ปี เจ้าของซาวน่า เจ้าตัวยังคงให้การปฏิเสธ อ้างว่าทำสถานบริการเท่านั้น และไม่ขอให้การในเรื่องอื่น ๆ ทั้งยังไม่ยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด ซึ่งนอกจากจะแจ้งข้อหาตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ร.บ.ควบคุมโรคติดต่อ และประกาศกรุงเทพมหานคร จะต้องแจ้งข้อหาขัดคำสั่งเจ้าพนักงานเพิ่มเติม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103899</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉี่ม่วง, ตรวจโควิด, ตำรวจ, สน.วังทองหลาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210523/image_big_60aa16e0ca594.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79099</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2020 15:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2020 15:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;โบว์&#039; พาตัวแทนนร.บดินทรเดชา แจ้งความครูตีเด็กเหตุร่วมชุมนุม &#039;บอดินไม่อินเผด็จการ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย.63 - ที่สน.วังทองหลาง น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือโบว์ แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง พาตัวแทนนักเรียนโรงเรียนบดินทรเดชา สิงห์ สิงหเสนี มาแจ้งความกับ พ.ต.ท.เชาวฤทธิ์ เงินฉลาด รอง ผกก.(สอบสวน) สน.วังทองหลาง และ ร.ต.อ.วิทยา ทองแดง รอง สว.(สอบสวน)สน.วังทองหลาง ให้ดำเนินคดีครูที่ตีนักเรียน และต่อว่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย รวมทั้งจะตัดคะแนนความประพฤติเนื่องจากการไปร่วมกิจกรรมชุมนุมกลุ่มบอดินไม่อินเผด็จการ เมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่า ตามที่ได้มีคลิปเสียง และมีภาพการตีนักเรียน รร.บดินทร์ฯ ปรากฎในสื่อออนไลน์ โดยระบุว่าสาเหตุมาจากนักเรียนไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มบอดินไม่อินเผด็จการ และจะนำตัวเด็กรายนี้เข้าห้องปกครองเพื่อตัดคะแนนความประพฤติ พร้อมให้ขอขมาครูจากการอัดคลิปเสียงมาเผยแพร่ ซึ่งประธานนักเรียนไปคุยกับผู้บริหารแล้วไม่เอาผิดนักเรียน แต่การกระทำของครูรายนี้ ถือเป็นเรื่องที่ผิดระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ปี 2548 เรื่องการลงโทษนักเรียนจึงมาแจ้งความดำเนินคดีครูรายนี้ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่า&amp;nbsp;ขอให้โรงเรียนดำเนินการทางวินัยกับครูเพื่อเป็นบรรทัดฐานสังคมว่า เมื่อมีผู้ใหญ่ที่ละเมิดเด็ก จะเป็นเรื่องจริงเท็จอย่างไร ก็ขอเป็นหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงพนักงานสอบสวนที่จะตรวจสอบว่าเข้าข่ายการกระทำผิดหรือไม่ เพื่อเป็นการปกป้องนักเรียน แม้จะเป็นภารโรงพบความผิดก็เดินขึ้นโรงพักมาแจ้งความได้เลย เพราะการทำโทษนักเรียนยังมีวิธีอื่น เช่น ทำทัณฑ์บน หักคะแนนความประพฤติ ให้ทำกิจกรรมปรับเปลี่ยน คนไม่ใช่ควาย ไม่จำเป็นต้องตีเพราะนักเรียนเขารู้ความแล้ว เพียงพูดตักเตือนก็น่าจะได้ นักเรียนก็มีความรู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่า กรณีนี้ ตนมาแจ้งความในฐานะพลเมืองที่จะออกมาปกป้องเด็ก เพราะเรื่องนี้ ตนก็ไม่ได้ไปติดต่อกับเด็กที่ถูกทำโทษโดยตรง แต่ได้ข้อมูลจาก นักเรียนชั้น ม.6 ว่า นักเรียน ม.1 ที่ถูกทำโทษ ยังมีความหวาดกลัว ทั้งเรื่องคะแนนสอบ การกลั่นแกล้ง แสดงถึงเรื่องอำนาจนิยมภายในโรงเรียน หากครูทำผิดแล้วมีหลักฐาน การดำเนินการทางกฎหมายเท่านั้นที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในสังคม ที่ผ่านมา ยังมีเด็กถูกกร้อนผมและถูกทำโทษด้วยการลุกนั่งจนเสียชีวิต ตนหวังว่ากระทรวงศึกษาธิการควรมีเป้าหมายในการสร้างวัฒนธรรมใหม่ ควรจะมีสารวัตรครู คอยสอดส่องการละเมิดต่างๆ ดังที่เคยมีสารวัตรนักเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวแทนนักเรียน กล่าวว่า ครูรายนี้เป็นครูวิชาสอนสังคมศึกษา ชั้น ม.1 ซึ่งคลิปที่ปรากฎเป็นเหตุการณ์เมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา ครูรายนี้ได้ตีนักเรียนชั้น ม.1 ที่เป็นข่าวไป 5-6 คน ไม่ทราบว่าสาเหตุจากเรื่องใดที่ต้องมาเข้าแถวถูกทำโทษ แต่ปกติครูรายนี้จะตีเพื่อเป็นการลงโทษเป็นประจำ ตนก็เคยถูกทำโทษตอนยังเรียนชั้น ม.1 เพราะทำผิดจริง แต่รอบนี้ชัดเจนว่าเป็นการตีเพื่อระบายอารมณ์ โดยเจาะจงใช้ไม้บรรทัดซิลิโคนหรือไม้ฟุตเหล็กเพื่อตีให้เจ็บ อีกทั้งครูรายนี้ยังเหยียดสีผิว เพศ และรูปร่าง ซึ่งผู้ปกครองเคยมาร้องเรียนกับโรงเรียนไปแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าการลงโทษของครูยังมีอีกหลายวิธีมากมายที่ไม่ใช่การตีเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.ท.เชาวฤทธิ์ กล่าวว่า เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้รับเรื่องไว้ตรวจสอบ หลังจากนี้จะเชิญนักเรียนที่ถูกตี รวมถึงครู รร.บดินทร์ มาสอบถามรายละเอียดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป เนื่องจาก น.ส.ณัฐฏา ไม่ได้เป็นผู้เสียหายโดยตรง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79099</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครูตีนักเรียน, น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา, สน.วังทองหลาง, โรงเรียนบดินทรเดชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200930/image_big_5f743e1aa2a84.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77509</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2020 13:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2020 13:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อัยการฟ้องแล้ว &#039;ผู้กองบอย&#039; ทำปืนลั่นใส่หัวเมียดับ ผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา เจ้าตัวสู้คดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ย.63 - ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 9 ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ร.ต.อ.ทรงกลด บุญส่ง หรือผู้กองบอย อายุ 29 ปี รอง สว.สส.สน.วังทองหลาง เป็นจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยอัยการโจทก์ระบุฟ้องความผิดจำเลยสรุปว่า&amp;nbsp;เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.2563 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยได้มีเจตนาฆ่าผู้อื่นโดยบังอาจใช้อาวุธปืนพกสั้น ขนาด .45 &amp;nbsp;หมายเลขทะเบียน กท. 54289016 ซึ่งเป็นอาวุธปืนของจำเลยตามกฎหมาย จ่อกดไปที่ศีรษะของ น.ส.พิมชฎาพร ภูแย้มใสย์ หนือน้องนิ่ม อายุ 30 ปี ภรรยาซึ่งไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน เพื่อข่มขู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่าหากกระสุนปืนลั่นออกมาจะทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายได้ จึงเป็นเหตุให้มือของผู้ตายไปถูกอาวุธปืนดังกล่าวและทำให้อาวุธปืนดังลั่นออกมา 1 นัด เป็นเหตุให้กระสุนปืนถูกที่ศีรษะของ น.ส.พิมชฎาพร ถึงแก่ความตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มีบาดแผลทางเข้ากระสุนปืนบริเวณขมับข้างซ้าย ห่างแนวกลางศีรษะ 8 เซนติเมตร ต่ำจากส่วนบนศีรษะ 7.5 เซนติเมตร แผลฉีกขาดขอบรุ่งริ่งหลายแฉกรูปดาว ขนาดพื้นที่ 6x4.2 เซนติเมตร พบคราบเขม่าดินปืน ติดภายในบาดแผลและเนื้อเยื่อรอบๆ ลักษณะยิงประชิดปากกระบอกปืนกดกับผิวหนัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระสุนปืนทะลุเข้ากะโหลกศีรษะขนาดรูทางเข้า 2.5x1.4 เซนติเมตร ทะลุผ่านสมอง และทะลุเข้าช่องอก ผ่านกระดูกสะบักข้างขวาเข้าไปฝังในกล้ามเนื้อ วิถีกระสุนจากซ้ายไปขวา บนลงล่าง หน้าไปหลัง มีบาดแผลฟกช้ำบริเวณหัวตาข้างซ้ายขนาด 3.2x0.8 เซนติเมตร พบรอยช้ำใต้หนังศีรษะ บริเวณด้านบน ขนาด 5x4.5 เซนติเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กะโหลกศีรษะบริเวณทางเข้าแตกร้าวตามรอยประสานถึงด้านข้างขวา กระสุนปืนทะลุสมองกลีบข้างซีกซ้าย ผ่านกะโหลกแอ่งกลางซีกซ้าย มีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นในทั้งสองข้าง กระสุนปืนทะลุผ่านกล้ามเนื้อลำคอด้านหลังกระดูกสันหลังเฉียงมาทางข้างขวา พบเลือดในช่องเยื่อหุ้มปอดด้านขวา 500 ซีซี. และกระสุนปืนทะลุกระดูกซี่โครงด้านขวาซี่ที่ 2 ถึง 4 ด้านหลังหัก และทะลุปอดขวากลีบบนและกลีบกลาง ทะลุสะบักข้างขวาเข้าไปฝังในกล้ามเนื้อใต้ผิวหนัง เป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาฆ่าของจำเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุเกิด ทาวน์เฮ้าส์ เลขที่ 128 แยก7 หมู่บ้านเสนาวิลล่า ถ.แฮปปี้แลนด์ แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร&amp;nbsp;ขอให้ลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณา และประทับรับฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำ อ.2325/2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นศาลได้สอบคำให้การ ร.ต.อ.ทรงกลด จำเลย ซึ่งได้รับการประกันตัววงเงินประกัน 5 แสนบาท ระหว่างฝากขัง โดยอ่านและ อธิบายคำฟ้องให้ฟังจนเข้าใจ แล้วสอบถาม ปรากฏว่า จำเลยแถลงให้การปฏิเสธ ขอต่อสู้คดี ศาลจึงนัดตรวจพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายวันที่ 19 ต.ค.นี้ เวลา 13.30 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผู้กองบอยขณะนี้ทาง บช.น.มีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนและอยู่ระหว่างตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77509</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, ผู้กองบอย, ร.ต.อ.ทรงกลด บุญส่ง, รองสารวัตร, สน.วังทองหลาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200621/image_big_5eef0581eff02.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69386</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2020 14:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2020 14:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร.ต.อ.สารภาพแล้วทะเลาะกับเมีย! นครบาลแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มิ.ย. 63 -&amp;nbsp; ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวถึงกรณีร.ต.อ.ทรงกลด บุญส่ง รอง สว.สส. สน.วังทองหลาง ตกเป็นผู้ต้องสงสัยใช้อาวุธปืนยิง น.ส.พิมชฎาพร ภูแย้มไสย์ อายุ 30 ปี ภรรยาจนเสียชีวิตภายในบ้านพักว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาจากปัญหาครอบครัว แม้คดีนี้จะไม่มีประจักษ์พยาน แต่จากการสอบปากคำพยานแวดล้อม และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสาเหตุการตายไม่ได้เกิดจากการฆ่าตัวตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ตนได้เรียกตัว ร.ต.อ.ทรงกลด มาสอบปากคำเบื้องต้น เขาก็ให้การภาคเสธ ยอมรับว่ามีการถืออาวุธปืนลงมาเคลียร์ปัญหากับภรรยา ซึ่งในวันนี้พนักงานสอบสวนจะได้มีการแจ้งข้อหา &amp;quot;ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา&amp;quot; แก่ ร.ต.อ.ทรงกลด ตามพยานหลักฐานที่มีในเบื้องต้นก่อน ส่วนพยานหลักฐานอื่นๆ อยู่ระหว่างรวบรวม แม้ก่อนหน้านี้ ร.ต.อ.ทรงกลดจะให้การว่าภรรยาฆ่าตัวตาย ก็เป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหาจะให้การอย่างไรก็ได้ แต่ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ และผลการชันสูตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนหน้าที่การงานของเขา เมื่อถูกแจ้งข้อหาก็ต้องตกเป็นผู้ต้องหา และดำเนินการทางวินัย สำหรับการให้ออกจากราชการต้องให้ต้นสังกัดพิจารณาขึ้นมา เพราะมีหลักเกณฑ์การพิจารณาอยู่ว่า จะไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน หรือจะทำให้การสอบสวนล่าช้าหรือไม่ ถ้าต้นสังกัดยืนยันมาแบบนั้น ก็ต้องให้ออกจากราชการ&amp;nbsp; อย่างไรก็ตามยืนยันว่าดำเนินการไปตามพยานหลักฐาน หากไม่มีหลักฐานชัดเจนคงไม่แจ้งข้อกล่าวหา.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69386</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, ทะเลาะ, พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา, ร.ต.อ., สน.วังทองหลาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200622/image_big_5ef062056972f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66860</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2020 12:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2020 12:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ตั๊น จิตภัสร์&#039;แจ้งจับมือโพสต์ใส่ร้ายนำรื้อป้ายสตช. ยันไม่มียอมความแน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ค. 63 - ที่ สน.วังทองหลาง น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมนายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะทนายความ เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.ไพสาร ใจซื่อ ร้อยเวรสอบสวน เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีหมิ่นประมาทบุคคลที่ใส่ร้ายด้วยข้อความอันเป็นเท็จกล่าหานำผู้ชุมนุมกลุ่มกปปส.บุกไปรื้อป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังเข้าแจ้งความ น.ส.จิตภัสร์ เผยว่า วันนี้ตนมารักษาสิทธิ์ที่ถูกใส่ร้าย บิดเบือนข้อมูล มาตลอดระยะเวลาเกือบ 6 ปีแล้ว อยากจะให้พอได้แล้วตอนนี้ประเทศชาติกำลังฝ่าวิกฤตเรื่องโควิด-19 ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ฉันอยากทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนราษฎรอย่างเต็มที่ ดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ให้ดีที่สุด อยากจะทำหน้าที่ตรงนั้นมากกว่า ยืนยันว่าภาพที่มีการแชร์กันนั้นตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และวันที่เกิดเหตุตนไม่ได้อยู่ในพื้นที่นั้นด้วย ทั้งหมดเป็นกระบวนการที่ทำให้สังคมแตกแยกจึงอยากเรียกร้องให้หยุดการกระทำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายราเมศ กล่าวว่า การดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นการรักษาสิทธิ์ เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา น.ส.จิตภัสร์ ถูกใส่ร้ายโจมตีอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะภาพผู้หญิงที่เหยียบป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งความเป็นจริงแล้วไม่ใช่น.ส.จิตภัสร์ และข้อความเหล่านี้ก็กลับมาวนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถ้าไม่ดำเนินคดีกับบุคคลที่โพสต์ให้เป็นเยี่ยงอย่างแล้ว แน่นอนว่ามจะต้องกลับมาใส่ร้ายป้ายสีอยู่เป็นประจำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ น.ส.จิตภัสร์เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าจะไปทำประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนมากกว่าที่จะมาดำเนินการในเรื่องเหล่านี้ ส่วนบุคคลที่กล่าวหาใส่ร้าย จะได้รับโทษฐานหมิ่นประมาทเพียงใดนั้นเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่จะดำเนินการสืบสวนสอบสวน เมื่อมีการแจ้งความแล้วเรามุ่งหมายจะให้ดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เบื้องต้นดำเนินคดีเพียงหนึ่งคน ส่วนผู้ที่ไปคอมเมนต์หรือแชร์ในเฟซบุ๊กก็เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะต้องดำเนินการสืบสาวราวเรื่องต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผู้หญิงที่ใช้เท้าเหยียบป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะมีการยื่นเรื่องต่อคณะกรรมาธิการตำรวจ เพื่อที่จะติดตามความคืบหน้าของคดีของบุคคลที่ใช้เท้าเหยียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และอยากให้ทางคณะกรรมาธิการตำรวจเข้ามาตรวจสอบคดีนี้ไปถึงไหนแล้ว ภาพก็บอกชัดอยู่แล้ว ว่าหญิงคนดังกล่าวไม่ใช่น.ส.จิตภัสร์ แต่กรณีที่มีการกล่าวหาว่านำบุคคลอื่นไปร่วมทำลายป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ไม่เป็นความจริง ในการเรียกร้องครั้งดังกล่าวนั้นไม่ได้เป็นการไปลดศักดิ์ศรีของพี่น้องตำรวจแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราไม่อยากดำเนินคดีกับใคร แต่เมื่อมีการกล่าวตักเตือนแล้ว ยังมีการวนเวียนมาใส่ร้ายป้ายสีอยู่ จึงต้องดำเนินคดีเพื่อให้เห็นว่าเราเอาจริง ยืนยันไม่มีการยอมความต้องดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ถ้ายังมีการกล่าวให้ร้ายป้ายสีอยู่ต่อไปทางทีมงานของคุณตั้น ติดตามข่าวสารอยู่ ก็จะดำเนินคดีอีก&amp;quot; นายราเมศ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ น.ส.จิตภัสร์ เข้ามารับตำแหน่งกรรมมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฏร ได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม เพราะขณะที่มีการชุมนุม กกปส. มีการกล่าวอ้างว่าหนึ่งในแกนนำคือ น.ส.จิตภัสร์ นำมวลชนโจมตีการทำงานของตำรวจที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และมีการแชร์ภาพหญิงเหยียบป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มีการตัดต่อโดยกล่าวหาว่าเป็น น.ส.จิตภัสร์ ต่อมาได้แชร์ภาพ น.ส.จิตภัสร์ ขณะเดินทางไปมอบ ตู้ปันสุข ที่ สน.โคกคราม และ สน.บางนา โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองบัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่คอยเปิดประตูรถและทำความเคารพ ภาพที่ปรากฏสร้างความไม่สบายใจให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจและสังคมภายนอกจนมีการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมโซเชียลกันส่งต่อกันเป็นจำนวนมาก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66860</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิตภัสร์ กฤดากร, น้องตั๊น, สน.วังทองหลาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200525/image_big_5ecb4ebf015e3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58910</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2020 07:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2020 07:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พบระเบิดปลอมซุกอาคารร้างย่านลาดพร้าว ตร.ขยายผลมือป่วนสร้างสถานการณ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 มี.ค.63 - เมื่อช่วงดึกวันที่ 4 มี.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.วังทองหลาง พร้อมด้วยหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดหรืออีโอดี ได้เข้าตรวจสอบวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิด ภายในอาคารพาณิชย์ร้าง ซอยลาดพร้าว 62 แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง พร้อมปิดกั้นพื้นที่โดยไม่ให้ประชาชน หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าใกล้บริเวณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงพบว่า วัตถุดังกล่าวเป็นระเบิดแสวงเครื่อง มีแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งเวลาโดยมีสายไฟทั้งสีเขียว สีเหลืองสีแดงและสีดำเชื่อมเข้ากับวัตถุระเบิด นอกจากนี้ยังพบแผนผังของกรุงเทพฯ สถานที่สำคัญสำคัญของเมืองหลวง มาร์คจุดสีเหลืองเป็นเป้าหมาย คล้ายคนร้ายเตรียมวางแผนในการก่อเหตุร้ายๆที่พร้อมกัน หรืออาจเป็นเพียงการสร้างสถานการณ์ เจ้าหน้าที่จึงได้เร่งตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวถึงกรณีพบระเบิดแสวงเครื่องภายในอาคารร้างว่า จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจเก็บกู้วัตถุระเบิด(EOD) พบว่าวัตถุต้องสงสัยดังกล่าวเป็นระเบิดปลอม โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการสืบสวนขยายผลผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิสูจน์ทราบเจ้าของวัตถุต้องสงสัยดังกล่าวและดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนและสื่อมวลชน โปรดรับฟังข้อมูลข่าวสารจากทางราชการเพื่อป้องกันความสับสนและสร้างความตื่นตระหนกแก่สังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58910</URL_LINK>
                <HASHTAG>วางระเบิดปลอม, สน.วังทองหลาง, สร้างสถานการณ์, หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด, อาคารร้าง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200305/image_big_5e604c40d9175.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14304</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2018 13:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2018 13:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทม.โว สถิติจับรถวิ่งบนทางเท้า 15 วัน ปรับไปแล้ว 5 แสนบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหมือนจะดี &amp;ldquo;สกลธี&amp;rdquo; เผย สถิติหลังโครงการจับจริงปรับจริง 15 วัน ยอดปรับทะลุ 500,000 บาท วังทองหลางแชมป์ จับกว่า 200 ราย เตรียมพิจารณาขยาย-ยกเลิกบางจุดที่ไม่มีการดำเนินการชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯกทม. เปิดเผยผลการดำเนินโครงการ &amp;ldquo;จับจริง ปรับจริง รถยนต์ รถจักรยานยนต์ จอดหรือขับขี่บนทางเท้า&amp;rdquo; ตั้งแต่วันที่ 9 &amp;ndash; 24 ก.ค. 2561 ใน 50 เขตของกรุงเทพมหานคร พบว่า มีการจับกุมผู้กระทำผิดทั้งสิ้น 2285 ราย โดยเป็นการว่ากล่าวตักเตือนผู้กระทำผิด 1,104 ราย เสียค่าปรับแล้ว 1,131 ราย เป็นจำนวนเงิน 553,200 บาท และอยู่ระหว่างการดำเนินคดี 50 ราย &amp;nbsp;แยกตามกลุ่มเขตพบว่า 1.กลุ่มกรุงเทพกลาง เขตวังทองหลาง มีการจับกุมผู้กระทำผิดมากที่สุด 219 ราย เสียค่าปรับ 209 ราย เป็นจำนวนเงิน 97,500 บาท 2.กลุ่มกรุงเทพใต้ เขตสวนหลวง มีการจับกุมผู้กระทำผิดมากที่สุด 182 ราย เสียค่าปรับ 139 ราย เป็นจำนวนเงิน 51,100 บาท 3.กลุ่มกรุงเทพเหนือ เขตลาดพร้าว มีการจับกุมผู้กระทำผิดมากที่สุด 67 ราย เสียค่าปรับ 58 ราย เป็นจำนวนเงิน 29,500 ล้านบาท 4.กลุ่มกรุงเทพตะวันออก เขตลาดกระบังมีการจับกุมผุ้กระทำผิดมากที่สุด จำนวน 165 ราย เสียค่าปรับ 104 ราย เป็นจำนวนเงิน 43,700 บาท &amp;nbsp;5.กลุ่มกรุงธนเหนือ เขตบางพลัด มีการจับกุมผู้กระทำผิดมากที่สุด จำนวน 32 ราย เสียค่าปรับ 2 ราย เป็นจำนวนเงิน 1000 บาท และ6.กลุ่มกรุงธนใต้ เขตหนองแขม พบผู้กระทำผิดมากที่สุด 198 ราย เสียค่าปรับ 64 ราย เป็นจำนวนเงิน 16900 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในวันที่ 5 ส.ค. ได้มีการเชิญหัวหน้าฝ่ายเทศกิจทั้ง 50 เขต ในการประชุมแนวดิ่งหัวหน้าฝ่ายเทศกิจ โดยมีประเด็นการพิจารณาและประเมินผลการดำเนินโครงการดังกล่าว รวมทั้งพิจารณาการขยายเพิ่มเส้นทางในการจัดเจ้าหน้าที่คอยสอดส่องผู้กระทำผิดเพิ่มเติม ขณะเดียวกันจะมีการพิจารณาแก้ไข และเปลี่ยนแปลงจุดที่มีอยู่เดิม เนื่องที่ผ่านมา มีบางพื้นที่ที่ไม่ได้รับรายงานการกระทำผิดเลย &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14304</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., จับปรับรถวิ่ง, รถวิ่งบนทางเท้า, สน.วังทองหลาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180510/image_big_5af412da5bd3a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
