<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>75259</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เด็กส้ม&#039;ผิดคิว!คุกคามม็อบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หงายเงิบ! ชายชุดดำบุกล้มเวทีปราศรัยของคณะประชาชนปลดแอก ผู้รักประชาธิปไตยด่ารัฐบาล-ตำรวจกันขรมในโซเชียลฯ ข่มขู่คุกคาม สุดท้ายความแตก คนกันเองทั้งนั้น &amp;nbsp; อดีตผู้สมัคร ส.ส.ส้มหวานขอโทษทีมงาน นึกว่าจะปราศรัยโจมตีสถาบันฯ ตัดสินใจไขก๊อกหวังตัดตอนฉาวไม่ถึงคณะก้าวหน้า &amp;nbsp;ซูเปอร์โพลเผยคนไทยส่วนใหญ่ปกป้องสถาบันฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 17.00 น. วันศุกร์ที่ผ่านมา ที่หน้าสำนักงานสภาองค์กรลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย ตั้งอยู่ตลาดสดปู่เจ้า ถนนสุขุมวิท ต.สำโรงเหนือ อ.เมืองฯ จ.สมุทรปราการ ซึ่งกลุ่มสมัชชาแรงงานแห่งชาติได้ตั้งเวทีปราศรัยสนับสนุนคณะประชาชนปลดแอก ภายใต้ชื่อ &amp;quot;สองมือที่ทำงานหนักจะปักหลักต้านเผด็จการ&amp;quot; เพื่อเรียกร้องสนับสนุนกลุ่มรักประชาธิปไตย พร้อมยื่น 3 ข้อเรียกร้อง ประกอบด้วย หยุดคุกคามประชาชน แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน 2 จุดยืนคือ ไม่เอารัฐประหาร จัดการเลือกตั้งใหม่ และ 1 ความฝันคือ สร้างรัฐสวัสดิการที่แท้จริง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีแกนนำจากสมัชชาแรงงาน นักเรียน นักศึกษา ผลัดกันขึ้นบนเวทีปราศรัย โจมตีการบริหารด้านแรงงานของรัฐบาล โดยอ้างว่าเปิดช่องโหว่ทางกฎหมายให้นายจ้างและนายทุนเข้ามากดขี่เอารัดเอาเปรียบแรงงาน จนทำให้แรงงานไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ พร้อมกันนี้ยังได้ประกาศจุดยืนสนับสนุนประชาธิปไตย และตั้งโต๊ะให้ผู้ร่วมชุมนุมลงชื่อเพื่อสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญรวมตัวกันที่แสดงสัญลักษณ์ชูสามนิ้ว พร้อมประกาศ 3 ข้อเรียกร้อง และ 1 ความฝันให้กับรัฐบาล และร่วมกันเปล่งเสียง เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระหว่างที่นางสาวจุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ ประธานสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) ยืนปราศรัยบนเวทีนั้น ได้มีชายชุดดำจำนวน 3 คนขึ้นไปบนเวทีปราศรัย ทำให้กลุ่มผู้ชุมชุมไม่พอใจได้ลุกฮือเข้าขับไล่ชายชุดดำทั้งสามลงจากเวทีและไล่ออกนอกพื้นที่ &amp;nbsp;พร้อมส่งเสียงตะโกนขับไล่ให้ออกจากพื้นที่ชุมนุม ทำให้ชายทั้ง 3 คนเดินออกจากพื้นที่ไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการชุมนุมดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในเวลา 20.00 น. โดยเหตุการณ์ทั่วไปเป็นไปด้วยความเรียบร้อยท่ามกลางการรักษาความสงบจากเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สำโรงเหนือ ที่กระจายกำลังอยู่ทั่วบริเวณที่จัดการชุมนุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาผู้สนับสนุนกลุ่มประชาชนปลดแอกได้นำเหตุการณ์ดังกล่าวไปโจมตีรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจในโซเชียลฯ เช่น นางสาวพรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความบนทวิตเตอร์ว่า &amp;quot;ตำรวจนอกเครื่องแบบบุกขึ้นเวทีชุมนุมใหญ่สมัชชาแรงงานแห่งชาติ จะจับตัวอั๋ว จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ ประธาน สนท. ขณะกำลังปราศรัยเรื่องงบส่วนราชการในพระองค์ แต่ฝ่ายแรงงานขึ้นไปปกป้องอั๋ว และมวลชนกดดันไล่ตำรวจออกจากเวทีไปได้&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม สุดท้ายความจริงปรากฏ ซึ่งแตกต่างไปจากที่กลุ่มต่อต้านรัฐบาลนำไปขยายความในโลกโซเชียลอย่างสิ้นเชิง &amp;nbsp;โดยนายธวัชชวิน โกพัฒน์ตา อดีตผู้สมัคร ส.ส. อดีตผู้สมัคร ส.ส. เขต 6 สมุทรปราการ พรรคอนาคตใหม่ (ถูกยุบ) ปัจจุบันสังกัดพรรคก้าวไกล ออกแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊ก ชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดโดยมีเนื้อหาระบุว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์ &amp;quot;อะไรเกิดขึ้นที่ม็อบแรงงานปฏิวัติ&amp;quot; ไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ดังนี้ครับ ช่วงเช้าผู้กำกับ สน.สำโรงเหนือโทร.มาหาผมเรื่องการชุมนุมของแรงงานว่าจะเป็นไปในทิศทางไหน อย่างไรบ้าง สรุปว่าจัดบนพื้นที่เอกชนจัดได้ และมีการปราศรัยได้ แต่ท่านขอเรื่องเดียวคือการไม่พูดถึงสถาบันฯ ผมรับปาก แต่ขอให้ตำรวจอยู่นอกการชุมนุม แต่ท่านผู้กำกับกลัวเรื่องมือที่สามจะมาชูป้ายเกี่ยวกับสถาบันฯ หรือมีการพูดถึงสถาบันฯ พอดีมีการ์ดอาสาขอเข้ามาช่วยงาน ผมจึงตกลงกับผู้กำกับว่าจะให้ทีมงานชุดนี้ช่วยอยู่ในงานดูแลความเรียบร้อยเรื่องป้ายที่หมิ่นสถาบันฯ หรือใครที่พูดถึงสถาบันฯ ก็จะขอร้องให้หยุดพูด
ไขก๊อกตัดตอนก้าวไกล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ความเข้าใจผิดเกิดขึ้นในช่วงที่น้องจุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ ประธาน สนท. พูดถึงงบประมาณในส่วนของสถาบันฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดได้ แต่ชุดการ์ดอาสาเข้าใจผิดคิดว่าพูดถึงก้าวล่วงสถาบันฯ จึงขึ้นไปบนเวทีเพื่อให้น้องหยุดพูดถึงประเด็นนี้ โดยไม่ประสานงานกับคนคุมเวทีด้านข้างล่าง ภาพถึงหลุดไปแบบนั้น และเป็นการเหมือนตำรวจหรือทหารขึ้นไปคุกคามน้อง ซึ่งไม่เป็นความจริงเป็นการเข้าใจผิดและประสานงานที่ผิดพลาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากเหตุการณ์ครั้งนี้ผมขอรับผิดไว้แต่เพียงผู้เดียว และขออภัยในความผิดพลาดไปยังผู้กำกับ สน.สำโรงเหนือ ที่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ซึ่งท่านดีมาก อำนวยความสะดวกในการชุมนุมอย่างดี ขออภัยน้องๆ การ์ดที่อาสาเข้ามาช่วยงาน แม้ว่าเราจะไม่รู้จักหรือสนิทกันมากมายเป็นการส่วนตัว และไม่ได้ค่าจ้างใดๆ เลยในการมาช่วยงานนี้ สุดท้ายขออภัยน้องจุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ ประธาน สนท. ที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ขออภัยทุกท่านอย่างสูงมา ณ ที่นี้ครับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา นายธวัชชวินได้ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์@Thawatchawin ระบุว่า &amp;quot;เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน เป็นความรับผิดชอบของผมคนเดียว ไม่ได้เกี่ยวกับทางพรรค ผมขอรับผิดชอบเพิ่มเติมโดยการขอลาออกจากการเป็นรองหัวหน้าสาขาพรรคก้าวไกล สมุทรปราการ และยุติการลงสมัครการเมืองท้องถิ่นในนามคณะก้าวหน้า โดยให้มีผลในทันที จึงแจ้งมาเพื่อให้ทุกท่านทราบ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวุฒินันท์ บุญชู ส.ส.พรรคก้าวไกล เขต 4 สมุทรปราการ ชี้แจงว่า &amp;quot;สืบเนื่องจากกรณีการกระทำที่ไม่เหมาะสมของนายธวัชชวิน ในกิจกรรมของกลุ่มแรงงานปฏิวัติเมื่อวานนี้ ผม-วุฒินันท์ บุญชู ส.ส.พรรคก้าวไกล สมุทรปราการ เขต 4 ขอปลดนายธวัชชวิน อดีตผู้สมัคร ส.ส.ในสมุทรปราการ จากการเป็นผู้ชำนาญการประจำตัวผม นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมและพรรคก้าวไกลยืนยันว่า การเคารพและปกป้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นของประชาชนเป็นหลักการที่สำคัญยิ่ง ผมน้อมขอโทษต่อคุณจุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ และพี่น้องผู้ใช้แรงงานทุกคนจากเหตุการณ์เมื่อวานครับ&amp;quot; นายวุฒินันท์ระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ประเทศกูมี กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผ่าน &amp;ldquo;เสียงประชาชนในโลกโซเชียล&amp;rdquo; (Social Media Voice) ด้วยระบบ Net Super Poll จำนวน 35,273 ตัวอย่างในโลกโซเชียล และ &amp;ldquo;เสียงประชาชนในสังคมดั้งเดิม&amp;rdquo; (Traditional Voice) จำนวน 1,409 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 16-21 สิงหาคม ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94.9 ระบุประชาชนทุกคนคือผู้ที่ต้องออกมาปกป้อง เทิดทูนสถาบันหลักของชาติ รองลงมาคือร้อยละ 89.5 ระบุข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐทุกหน่วยงาน และร้อยละ 86.9 ระบุกองทัพ คือผู้ที่ต้องออกมาปกป้อง เทิดทูนสถาบันหลักของชาติ
โครงการพระราชดำริ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจคือ เมื่อถามถึงสิ่งที่ประเทศไทยมี พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.6 ระบุประเทศที่มีโครงการพระราชดำริสร้างประโยชน์สุขแก่ประชาชนทุกหมู่เหล่า เช่น ฟื้นฟูป่าชายเลน โครงการแก้มลิง โครงการชั่งหัวมัน และอื่นๆ เป็นพันโครงการ รองลงมาหรือร้อยละ 97.4 ระบุประเทศไทยมีศาสนาเป็นศูนย์รวมจิตใจ ความดี หลักธรรม คุณธรรมและความช่วยเหลือเกื้อกูล, ร้อยละ 96.8 ระบุประเทศไทยมีลูกหลาน ดูแลพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ด้วยความกตัญญู, ร้อยละ 96.2 ระบุประเทศไทยมีสอนให้ประชาชนรู้จักพึ่งพาตนเองด้วยเศรษฐกิจพอเพียง จนสหประชาชาติยกย่องเชิดชูสูงสุดไปทั่วโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 92.9 ระบุประเทศไทยเป็นประเทศที่มีคนในชาติช่วยแก้วิกฤติโควิดได้คำชมอันดับต้นๆ ของโลก, ร้อยละ 89.8 ระบุประเทศไทยมีปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง, ร้อยละ 87.1 ระบุประเทศที่มีโครงการธนาคารต้นไม้ ประชาชนปลูกไม้มีค่าไว้ขายได้, ร้อยละ 86.1 ระบุประเทศไทยเป็นประเทศที่กองทัพช่วยแก้ภัยพิบัติประชาชน น้ำท่วม ดินถล่ม และอื่นๆ, ร้อยละ 78.5 ระบุประเทศที่มีรถไฟฟ้า เทคโนโลยี ทันสมัย และที่ต่ำสุดคือร้อยละ 60.3 ระบุประเทศที่คนทุกวัย รู้เท่าทัน ต่างชาติเข้ามาสร้างความปั่นป่วน ให้คนไทยแตกแยกกันเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 98.0 เห็นด้วยถึงเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าประเทศไทยมีดีกว่าหลายประเทศทั่วโลก ในขณะที่ เพียงร้อยละ 2.0 เท่านั้นที่ไม่เห็นด้วยถึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดลกล่าวด้วยว่า ผลการสำรวจ &amp;ldquo;เสียงประชาชนในโลกโซเชียล&amp;rdquo; (Social Media Voice) ผ่านระบบ Net Super Poll ในการศึกษาแนวโน้มการก่อตัวและการปั่นกระแสคนในโลกโซเชียลจากตัวอย่างการใช้ข้อความการเมืองจำนวน 35,273 ตัวอย่าง พบว่า ข้อความการเมืองที่ว่า &amp;ldquo;เยาวชนปลดแอก&amp;rdquo; ถูกปล่อยข้อความออกมาเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2563 วันปั่นยอดสูงสุดวันที่ 23 กรกฎาคม แต่แนวโน้มลดต่ำลงแล้ว ปัจจุบันยังคงใช้ทวิตเตอร์ร้อยละ 75.3% และอินสตาแกรม ร้อยละ 14.9
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจคือ ข้อความการเมืองที่ว่า ให้มันจบที่รุ่นเรา เริ่มปล่อยข้อความวันที่ 18 กรกฎาคม และจุดปั่นกระแสสูงสุดคือวันที่ 16 สิงหาคม และแนวโน้มลดต่ำลงเช่นกัน ปัจจุบันยังคงใช้ ทวิตเตอร์ร้อยละ 60.0 แต่ที่น่าพิจารณาคือ ใช้อินสตาแกรมเป็นช่องทางสำหรับข้อความให้มันจบที่รุ่นเรา สูงถึงร้อยละ 32.5
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ จะพบว่าอินสตาแกรมกำลังถูกใช้เป็นช่องทางในการสื่อสารข้อความการเมืองปลุกปั่นอารมณ์ของคนรุ่นใหม่ในโลกโซเชียลเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ขีดเส้นตายไล่เผด็จการ ร้อยละ 54.2 ในขณะที่ทวิตเตอร์ร้อยละ 41.9 และสำหรับข้อความประเทศกูมี ถูกใช้ขึ้นครั้งแรกในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมาคือ วันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา และเพิ่มยอดสูงสุดคือ 19 สิงหาคม โดยมี ทวิตเตอร์ร้อยละ 73.2, อินสตาแกรมร้อยละ 10.7 และวิดีโอร้อยละ 6.3 ตามลำดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวว่า ประเทศกูมีของดีกว่าหลายประเทศทั่วโลก ที่คนไทยไม่ควรยอมให้ต่างชาติและคนไทยบางคนมาสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายจนทำให้เกิดความเดือดร้อนต่อผู้อื่น ประชาชนจำนวนไม่น้อยกำลังก้าวไปถึงจุดที่ว่า เห็นงูเข้าบ้าน ก็จะเผาบ้าน เพื่อฆ่างูตัวนั้น แล้วผลที่ได้รับจะเป็นอย่างไร.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75259</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์, ดร.นพดล กรรณิกา, ธวัชชวิน โกพัฒน์ตา, วุฒินันท์ บุญชู, สน.สำโรงเหนือ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200822/image_big_5f4124c58e08b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
