<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109437</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2021 12:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2021 12:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> สนข. เปิดพื้นที่รถพระราชทานตรวจคัดกรองโควิดเชิงรุก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ค.2564 รายงานข่าวจากสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) แจ้งว่าได้จัดเตรียมพื้นที่รองรับพี่น้องประชาชนที่เข้ารับการตรวจคัดกรองเชื้อไวรัส COVID-19 เชิงรุก จำนวน 1,000 คน โดยได้รับพระราชทานรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัยเพื่อตรวจคัดกรอง COVID-19 เชิงรุก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม สนข. ได้รับความร่วมมือจากสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข,สำนักอนามัย,กรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตราชเทวี, กรมทางหลวง และกรมเจ้าท่าในการจัดหาเต๊นท์ป้องกันแดดและฝน รวมทั้ง จัดเตรียมระบบไฟฟ้า ตลอดจนเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และจิตอาสาพระราชทาน ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สนข. ได้จัดเตรียมอาหาร จำนวน 100 ชุด สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และจัดเตรียมน้ำดื่ม จำนวน 1,500 ขวด สำหรับบริการประชาชนที่เดินทางมาตรวจคัดกรองหาเชื้อ COVID-19 ซึ่ง สนข. ทราบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงห่วงใยและช่วยเหลือพสกนิกรชาวไทยที่ได้รับความเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ในทุกพื้นที่ ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109437</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุดคัดกรองโควิด, สนข.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210712/image_big_60ebd84c88ef6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101732</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2021 15:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2021 15:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.” ยังเดินหน้า มาช้าแต่มาแน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การประชุมคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางบก ครั้งที่ 1/2564 ผ่านไป แนวทาง &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; ยิ่งชัดเจนขึ้น ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะทำงานฯ ในการพิจารณาเพื่อปรับแผนแนวทางการปฏิรูประบบรถโดยสารประจำทางในเขตกรุงเทพมหานคร และจังหวัดที่มีเส้นทางต่อเนื่อง ให้มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรม รวมถึงหาข้อยุติต่อการตั้งข้อสังเกตจากหน่วยงานต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คณะทำงานฯ ชุดดังกล่าว ได้รับการเปิดเผยจาก นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก่อนหน้านี้ว่ามี นายชัยวัฒน์&amp;nbsp; ทองคำคูณ อดีตปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน และนายจิรุฒม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เป็นเลขานุการคณะทำงาน โดยมีสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ร่วมพิจารณา ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน แต่เดิมคาดว่าจะได้ข้อยุติในเดือนพฤษภาคมนี้&amp;nbsp; ทั้งนี้รวมไปถึงการหาข้อสรุปในบางประเด็นจากการตั้งข้อสังเกตหรือข้อกังวลของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับ &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; ด้วย ต่อจากนั้นจะดำเนินการจัดทำแผนลงทุนดังกล่าวเพื่อเสนอต่อสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาและเสนอคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ก่อนหน้านี้ได้มีการเปิดเผย &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; ซึ่งมีการปรับแผนจากการซื้อรถเมล์ใหม่ เปลี่ยนเป็นการจัดเช่ารถโดยสารปรับอากาศพลังงานไฟฟ้าแทน และให้บริการวิ่งในเส้นทางเดินรถที่มีการปรับเปลี่ยนเส้นทางตามที่กรมการขนส่งทางบกแบ่งใหม่ เป็นของ ขสมก. 108 เส้นทาง และของเอกชนอีก 54 เส้นทาง รวมระยะเวลา 7 ปี ซึ่งจะเป็นการจ่ายค่าจ้างตามกิโลเมตรที่วิ่งให้บริการจริง ในอัตราที่ ขสมก. กำหนด และยังมีการกำหนดอัตราค่าโดยสารเป็นอัตราเดียว (Single Price) ในอัตรา 30 บาท/คน/วัน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน โดยยังคงมีทางเลือกสำหรับค่าโดยสารแบบเที่ยวเดียวไว้ให้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ &amp;quot;สภาพัฒน์&amp;quot; ก็เคยย้ำว่า &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; นั้น ขณะนี้ไม่ได้ติดอยู่ที่สภาพัฒน์ และกระทรวงคมนาคมไม่จำเป็นต้องนำแผนฟื้นฟูฯ มาให้สภาพัฒน์พิจารณาก่อนเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่สิ่งที่กระทรวงคมนาคมต้องเสนอให้สภาพัฒน์พิจารณา คือ แผนการลงทุนในการจัดหารถโดยสารประจำทางใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในแผนฟื้นฟูฯ ถือเป็นกระบวนการปกติของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจหากต้องจัดซื้อจัดจ้างต้องส่งมาให้สภาพัฒน์พิจารณาด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบัน นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า ตามที่กรมการขนส่งทางบก ได้ออกประกาศ เรื่อง &amp;ldquo;การปฏิบัติตามมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19)&amp;rdquo; เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2564 โดยขอความร่วมมือผู้ประกอบการขนส่ง พิจารณาปรับลดจำนวนเที่ยวการเดินรถ ในการให้บริการขนส่งผู้โดยสารระหว่างจังหวัดในเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดเท่าที่สามารถจะทำได้ โดยให้พิจารณาจัดการเดินรถตามความจำเป็น ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ รวมทั้ง ปรับลดการให้บริการ ในช่วงเวลา 23.00 &amp;ndash; 04.00 น. ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2564 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังได้ปรับลดจำนวนเที่ยววิ่งรถโดยสารทุกประเภท ในช่วงเวลาการให้บริการปกติ ทั้งรถโดยสารธรรมดา และรถโดยสารปรับอากาศ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2564 เป็นต้นไป เพื่อให้สอดคล้องกับประกาศฯ และสอดคล้องกับจำนวนผู้ใช้บริการในปัจจุบันที่มีจำนวนลดลง เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเป็นการทำงานอยู่ที่บ้าน (Work From Home) และสถานศึกษาหลายแห่ง ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนเป็นแบบออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ขสมก. ปรับลดจำนวนเที่ยววิ่ง เฉพาะเส้นทางที่มีผู้ใช้บริการลดลง ส่วนเส้นทางที่มีจำนวนผู้ใช้บริการเท่าเดิม จะไม่มีการปรับลดจำนวนเที่ยววิ่งแต่อย่างใด นอกจากนี้ ขสมก. ยังได้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด - 19 อย่างเคร่งครัด เพื่อลดผลกระทบและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนผู้ใช้บริการรถโดยสารของ ขสมก.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นาทีนี้จึงต้องบอกว่าถ้า &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; มาเร็วกว่านี้สักหน่อย ประชาชนจะได้ใช้รถเมล์ใหม่ระบบพลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แถมยังลดการวิ่งในเส้นทางที่ซ้ำซ้อน ไม่ต้องรอรถนาน จากจำนวนรถน้อยและสภาพเก่าทรุดโทรม และยังมีรถควันดำเป็นมลพิษด้วย ตอนนี้จึงได้แต่รอว่า &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; จะผ่านฉลุย เดินหน้ารับ &amp;ldquo;ชีวิตวิถีใหม่&amp;rdquo; ให้เร็วที่สุด ไม่ค้างเติ่งถูกดองไว้ที่สภาพัฒน์ นานๆ&amp;nbsp; สามารถสรุปส่งเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เร็วเท่าไหร่ก็เริ่มได้เร็วเท่านั้น ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็ยังคงยืนยันหนักแน่นว่าถึงมาช้าแต่มาแน่ และนี่ถือเป็นอีกหนทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนคนกรุงเทพฯ ได้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมที่สุดอย่างหนึ่ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101732</URL_LINK>
                <HASHTAG>Single Price, กรมการขนส่งทางบก, กระทรวงคมนาคม, ขนส่งทางบก, ขสมก., นายจิรุฒม์ วิศาลจิตร, นายชัยวัฒน์  ทองคำคูณ, นายดนุชา พิชยนันท์, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ, นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล, รถโดยสารประจำทาง, สนข., สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สศช., สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร, องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ, แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210504/image_big_609106928a838.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95837</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/03/2021 13:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/03/2021 13:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนข. จ่อชง ครม.ไฟเขียวแผนแม่บทพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน ภายใน พ.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12มี.ค.64-นายปัญญา ชูพานิช ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีขนส่งมวลชน (TOD) ว่า ในขณะนี้ สนข.ได้ศึกษา TOD เสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยอยู่ระหว่างการเตรียมเอกสารรายละเอียดโครงการฯ รวมถึงจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์โครงการฯ เพื่อประกอบในการเสนอไปยังกระทรวงคมนาคมภายใน เม.ย. 2564 ก่อนเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบในหลักการภายใน พ.ค. 2564 ทั้งนี้ ให้สอดรับกับการเปิดให้บริการโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต และช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน อย่างเต็มรูปแบบในช่วง พ.ย. 2564

นอกจากนี้ สนข. ยังอยู่ระหว่างการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) TOD เพื่อกำหนดอำนาจหน้าที่ของผู้ที่จะดำเนินการ และภาพรวมของโครงการก่อนส่งต่อ ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ไปยังหน่วยงานที่จะเข้ามารับผิดชอบตามที่ ครม. มีมติมอบหมาย ขณะที่ ในส่วนของพื้นที่ที่จะนำมาพัฒนา TOD นั้น จะเป็นหน้าที่ของแต่ละท้องถิ่นที่มีความประสงค์จะดำเนินการ จะเป็นผู้กำหนดผังเมืองต่อไป ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์กับเจ้าของพื้นที่ และประชาชนมากที่สุด

นายปัญญา กล่าวต่ออีกว่า รูปแบบของการพัฒนาพื้นที่ TOD จะดำเนินการตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ เช่น สถานีรถไฟขอนแก่น ซึ่งเป็น 1 ใน 3 จากผลการศึกษาของ สนข. ที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นเมืองต้นแบบ เกิดจากความต้องการของเทศบาลเมืองขอนแก่น ที่ต้องการการพัฒนาพื้นที่บริเวณดังกล่าว เป็นต้น โดยเจ้าของพื้นที่ จะเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการ ซึ่ง สนข. จะเป็นผู้กำหนดหลักการ และกฎหมายรองรับ การจัดทำแผนรายละเอียดต่างๆ รวมถึงมีผู้ที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่นั้นๆ

&amp;ldquo;ตามที่หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า การเดินหน้า TOD ทำเพื่อประโยชน์ของภาคเอกชน ผมยืนยันว่า ไม่ได้ทำเพื่อบริษัทเอกชน แต่เราทำเพื่อประชาชนที่อยู่ในพื้นที่การพัฒนานั้นๆ เพราะการจะพัฒนาพื้นที่ TOD มาจากความต้องการของคนในพื้นที่ ในส่วนว่าจะเห็นการพัฒนาพื้นที่ TOD ได้เมื่อไหร่นั้น จะต้อง พ.ร.บ. TOD มีผลบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรมก่อน&amp;rdquo; นายปัญญา กล่าว

รายงานข่าวจาก สนข. ระบุว่า จากผลการศึกษาโครงการ TOD ของ สนข. ได้คัดเลือก 3 สถานี ที่มีศักยภาพในการพัฒนาสร้างเมืองต้นแบบ TOD เพื่อต่อยอดผลการศึกษาให้เป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว กรอบวงเงินรวมประมาณ 64,000 ล้านบาท ได้แก่
1.สถานีรถไฟขอนแก่น เป็น TOD ศูนย์ภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีแนวคิดในการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีให้เป็นศูนย์กลางเมืองขอนแก่นแห่งใหม่ ที่มีการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างผสมผสานมีการเชื่อมโยงกันระหว่างพื้นที่ชุมชนเดิมและชุมชนใหม่ เพิ่มพื้นที่สำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เชื่อมกับสถานีรถไฟความเร็วสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.สถานีรถไฟอยุธยา เป็น TOD ศูนย์กลางเมืองภาคกลาง ตัวแทนกลุ่มแนวเส้นทางรถไฟสายเหนือ โดยมีแนวคิดในการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีให้สอดคล้องกลมกลืนกัน ระหว่างความเป็นเมืองเก่ากับความทันสมัย เน้นการเชื่อมต่อพื้นที่สถานีความเร็วสูงที่จะเป็นศูนย์กลางเมืองใหม่เข้ากับพื้นที่ชุมชนเมืองเดิมด้วยสะพานทางเดินข้ามแม่น้ำ ท่าเรือข้ามฟาก และระบบขนส่งมวลชนรอง (Feeder) เพิ่มพื้นที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ที่เชื่อมต่อกับสถานีรถไฟความเร็วสูงอย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อมพื้นที่สาธารณะภายในเมืองด้วยโครงข่ายพื้นที่สีเขียว ทางจักรยาน ทางเท้า และทางยกระดับ รักษาสมดุลของการอนุรักษ์และพัฒนา

3.สถานีรถไฟพัทยา เป็น TOD ศูนย์ภูมิภาคตะวันออกและพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีแนวคิดในการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีรถไฟพัทยาให้เป็นศูนย์กลางความเจริญแห่งใหม่ของพัทยา โดยเชื่อมโยงพื้นที่กับชายทะเลพัทยา ซึ่งเป็นศูนย์กลางความเจริญเดิม เพิ่มพื้นที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ที่เชื่อมกับสถานีรถไฟความเร็วสูง ทั้งนี้ ล่าสุดได้ปรับขนาดของ TOD ลง เพื่อให้เข้ากับสภาพมรดกท้องถิ่น

นอกจากนี้ จากการศึกษา ยังพบว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ที่มีศักยภาพ ในการพัฒนาเป็น TOD จำนวน 177 สถานี ตามแนวเส้นทางรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูง (ไม่นับรวมในเขตกรุงเทพฯ ที่มีความหนาแน่นแตกต่างจากสถานีของภูมิภาค) โดยแบ่งการพัฒนาได้เป็น 5 ประเภท ตามศักยภาพของพื้นที่และบทบาทของสถานี ได้แก่ 1.สถานีศูนย์ภูมิภาค 6 แห่ง 2.สถานีศูนย์กลางเมือง 49 แห่ง 3.สถานีศูนย์เมืองใหม่ 20 แห่ง 4.สถานีศูนย์ชุมชน 84 แห่ง และ 5.สถานีศูนย์แบบพิเศษ 18 แห่ง โดยมี 4 ประเภทย่อย ได้แก่ เมืองชายแดน 8 แห่ง เมืองการบิน 2 แห่ง เมืองท่องเที่ยว 6 แห่ง และเมืองการศึกษา 2 แห่ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95837</URL_LINK>
                <HASHTAG>สนข.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210312/image_big_604b0851a2384.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74056</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2020 08:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2020 08:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนข.ลุยพัฒนาพื้นที่รอบสถานีรถไฟอยุธยา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ส.ค. 2563 นายเริงศักดิ์ ทองสม ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบการขนส่งและจราจร สนข. เปิดเผยภายหลังงานสัมมนาเพื่อเผยแพร่ข้อมูลโครงการและการมีส่วนร่วมของประชาชน และการสัมมนาเพื่อลงทุน สรุปผลในพื้นที่เมืองต้นแบบ : จ.พระนครศรีอยุธยา โครงการศึกษาพัฒนาเมืองกับระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง &amp;ldquo;TOD คมนาคม สร้างเมือง เมืองสร้างสุข สุขสร้างได้&amp;rdquo;ว่า จ.พระนครศรีอยุธยาเป็นอีกพื้นที่ที่มีศักยภาพและความพร้อมพัฒนาเป็น เมืองมรดกล้ำค่า แหล่งอุตสาหกรรมชั้นนำ อู่ข้าวอู่น้ำของประเทศ สอดคล้องกับนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนการพัฒนาทั้งในระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับจังหวัด


อย่างไรก็ตามส่งผลให้ จ.พระนครศรีอยุธยาเป็น 1 ใน 3 เมืองที่ได้รับคัดเลือกเป็นเมืองต้นแบบการพัฒนา TOD และสถานีรถไฟอยุธยาได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทน TOD ประเภทศูนย์กลางเมือง (Urban Center: UC) จากกลุ่มแนวเส้นทางรถไฟสายเหนือ ด้วยความสำคัญของสถานีรถไฟความเร็วสูงและพื้นที่ในรัศมี 500 เมตรโดยรอบสถานีเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทส่งเสริมการพัฒนาเมือง

ทั้งนี้แนวคิดพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีรถไฟอยุธยา ส่งเสริมเชื่อมต่อระหว่างสถานีรถไฟความเร็วสูง เพื่อพัฒนาพื้นที่เมืองท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมระดับโลก ใช้ประโยชน์ที่ดินผสมผสานและสร้างสรรค์กิจกรรมภายในเมืองที่เป็นเอกลักษณ์
เชื่อมโยงระหว่างพื้นที่เกาะเมือง และฝั่งสถานีรถไฟด้วยสะพานทางเดินข้ามแม่น้ำ ท่าเรือข้ามฟาก และระบบขนส่งมวลชนรอง (Feeder) เชื่อมพื้นที่สาธารณะภายในเมืองด้วยโครงข่ายพื้นที่สีเขียว ทางจักรยาน ทางเท้า และทางยกระดับ วางแผนและบริหารจัดการด้วยความยืดหยุ่นและรองรับการพัฒนาในอนาคต


สำหรับแนวคิดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์พื้นที่รอบสถานีรถไฟอยุธยา แบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะเร่งด่วน (ปี64-65) ระยะสั้น (66-70) ระยะกลาง (71-75) และระยะยาว (76-80) โดยพัฒนาพื้นที่ TOD เป็น 5 โซน ประกอบด้วย โซนที่ 1 ย่านสถานีรถไฟทางคู่และสถานีรถไฟความเร็วสูง พื้นที่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของสถานีรถไฟทางคู่และสถานีรถไฟความเร็วสูง รวมถึงส่วนของอาคารสถานี อาคารสำนักงาน และที่พักของเจ้าหน้าที่

โซนที่ 2 ย่านพาณิชยกรรมรองรับการค้าและบริการขนาดใหญ่ริมถนนโรจนะ พื้นที่พัฒนาแบบผสมผสานพาณิชยกรรม รองรับการค้าและบริการขนาดใหญ่ริมถนนโรจนะ โดยมีอาคารสูงได้ไม่เกิน 30 เมตร เช่น ศูนย์การค้าหรือศูนย์ค้าปลีก อาคารสำนักงาน โรงแรม ศูนย์การประชุมสัมมนา และคอนโดมิเนียม

โซนที่ 3 ย่านผสมผสานพาณิชยกรรมรองรับศูนย์กลางการค้าและบริการท่องเที่ยว พื้นที่พัฒนาแบบผสมผสานพาณิชยกรรม รองรับศูนย์กลางการค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้สถานี เช่น ศูนย์การค้า ร้านค้าริมถนน อาคารสำนักงาน โรงแรม และอพาร์ทเมนท์ให้เช่า เพื่อบริการนักท่องเที่ยวและผู้เดินทางมาติดต่อธุรกิจ

โซนที่ 4 ย่านผสมผสานพาณิชยกรรมและที่อยู่อาศัย พื้นที่พัฒนาแบบผสมผสานพาณิชยกรรม และที่อยู่อาศัย เช่น คอนโดมิเนียมระดับกลาง คอนโดมิเนียมคุณภาพสูง และศูนย์การค้าหรือศูนย์ค้าปลีก เพื่อรองรับการเจริญเติบโตของชุมชนโดยรอบสถานี และ โซนที่ 5 ย่านที่พักอาศัยชั้นดี พื้นที่พัฒนาที่อยู่อาศัยชั้นดีเพื่อตอบสนองผู้อยู่อาศัย หรือนักท่องเที่ยวที่ต้องการพักผ่อนอยู่อาศัยในอยุธยาระยะยาว

ทั้งนี้หากไม่มีพัฒนา TOD ทำให้เกิดปัญหาการขยายตัวของเมืองอย่างกระจัดกระจาย เนื่องจากขาดการวางแผนพัฒนาเมืองที่ดี ใช้ประโยชน์พื้นที่ไม่เต็มประสิทธิภาพ เช่น ปล่อยทิ้งพื้นที่ที่มีศักยภาพเป็นพื้นที่ตาบอด หรือพัฒนาพื้นที่รอบศูนย์คมนาคมขนส่งเบาบางกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้เมืองขาดความกระชับ
ขาดการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งที่เชื่อมโยงกับพื้นที่โดยรอบ และโครงข่ายรองรับการขยายตัวของเมืองในอนาคต สภาพจราจรหนาแน่นและใช้ยานพาหนะส่วนบุคคลมากกว่าระบบขนส่งสาธารณะ ขาดระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการเพื่อรองรับการขยายตัวของเมือง ขาดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเดินทางที่ไม่ใช้เครื่องยนต์ ทั้งทางเท้า ทางจักรยาน และพื้นที่สีเขียวรวมทั้งเกิดปัญหามลภาวะในเมืองและคุณภาพชีวิตของคนเมืองลดลง

อย่างไรก็ตาม หากพัฒนาพื้นที่ตามหลักการ TODทำให้ใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเต็มศักยภาพ มีประสิทธิภาพ และหลากหลาย มีระบบโครงข่ายคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงพื้นที่ชุมชนเดิมและชุมชนใหม่ มีโครงข่ายพื้นที่สีเขียว ทางเท้า และทางจักรยานเชื่อมโยงพื้นที่สาธารณะ และเดินทางภายในเมือง
เปิดโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่โดยรอบสถานี TOD อยุธยา ได้แก่ การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ที่พักอาศัยระยะยาว อย่างไรก็ตาม สนข. จะจัดเปิดเวทีสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชนในเมืองต้นแบบ จ.ชลบุรี วันที่ 14 ส.ค.63&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74056</URL_LINK>
                <HASHTAG>@พระนครศรีอยุธยา, สถานีรถไฟ, สนข.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200811/image_big_5f31f98f8eb03.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46914</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2019 09:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2019 09:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนข.รถไฟฟ้าสายสีเทา-น้ำตาลแก้รถติดเมืองหลวง พร้อมพ่วงคุมความเร็วรถ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย.2562 นายชยธรรม์ พรหมศร รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่าความคืบหน้าการศึกษาแผนแม่บทพัฒนารถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ระยะที่ 2 (M-MAP 2) ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อเฟ้นหาเส้นทางรถไฟฟ้าสายใหม่นำไปสู่การลงทุนในรัฐบาลชุดนี้ เบื้องต้นพบว่าโครงการที่น่าลงทุนเพื่อแก้รถติดและมีความสมเหตุสมผลด้านปริมาณผู้โดยสาร ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสาย สีเทาเฟสแรกช่วงรามอินทรา-พระราม 9 และโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาลช่วงแคราย-บึงกุ่ม วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท นั้นจะเป็นฟีดเดอร์เชื่อมต่อเส้นทางรถไฟฟ้าสายอื่นทั้งสายสีน้ำตาลสายสีเหลืองและสายสีเขียว อย่างไรก็ตามสำหรับสายสีเทานั้น กทม. จะเป็นผู้ผลักดันการลงทุน ขณะที่สายสีน้ำตาลนั้นกระทรวงคมนาคมจะเป็นผู้ผลักดัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเส้นทางที่บีทีเอสสนใจลงทุนโดยที่พร้อมจะร่วมประมูลปีหน้า คือรถไฟฟ้าช่วงบางนา-สุวรรณภูมิ นั้นคงยังไม่มีการผลักดันพัฒนาเพราะยังไม่มีความคุ้มค่าด้านปริมาณผู้โดยสาร ถือว่าเป็นเส้นทางที่จะเป็นประโยชน์ในอนาคตแต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ดังนั้นตอนนี้กระทรวงคมนาคมจะโฟกัสไปที่การพัฒนารถไฟฟ้าเฟสแรกให้ครบ 10 เส้นทางก่อนเริ่มกระบวนการผลักดันเส้นทางใหม่ต่อไป ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบฟีดเดอร์รถไฟฟ้าให้ประชาชนเข้าถึงรถไฟฟ้าสายใหม่ได้อย่างสะดวกทั้งทางรถเมล์และทางการขนส่งทางน้ำ ต้องเชื่อมได้ทั้งระบบ อย่างไรก็ตามขณะนี้เฟสแรกยังเหลืออีกสองเส้นทางที่ครม.อนุมัติแล้วต้องเร่งผลักดันก่อสร้างคือ รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ และรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกช่วงศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชยธรรม์ กล่าวอีกว่า การประชุมคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) จะมีขึ้นในเดือนต.ค.นี้ ซึ่ง สนข.เตรียมเสนอแผนแก้รถติดกรุงเทพมหานครและแก้รถติดตามแนวที่มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าอาทิ ถนนรัชดาภิเษก ซึ่งมีจุดตัดและแยกมากถึง 28 แห่งปัจจุบันทำไปได้เพียง 18 แห่ง และยังเหลืออยู่10 แห่งที่ต้องเร่งพัฒนาทั้งแบบสะพานข้ามแยกและอุโมงค์ข้ามแยกส่วนเส้นทางรถติดตามแนวก่อสร้างรถไฟฟ้านั้น อาทิ รถไฟฟ้าสายสีเหลือง รถไฟฟ้าสายสีส้ม และรถไฟฟ้าสายสีชมพู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคมระบุว่าสำหรับแผนที่จะเสนอคจร.นั้นได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล และนโยบายจำกัดเวลารถบรรทุกนั้นยืนยันว่าจะบังคับใช้มาตรการควบคุมเวลาขนส่งให้อยู่แค่ 4 ชั่วโมงต่อวันหรือตั้งแต่00.00 น.-04.00 น. เพียงเท่านั้นในเขตเมืองกรุงเทพชั้นใน ควบคู่ไปกับการให้พิจารณาว่าจะลดขนาดของรถบรรทุกจาก 10 ล้อ เป็นรถบรรทุก 6 ล้อได้หรือไม่ เพื่อแก้ปัญหารถติดในเมืองชั้นในได้เพราะสามารถลดปริมาณรถบรรทุกที่มีอยู่ถึง 50,000 คันในช่วงกลางวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังเตรียมเสนอคจร.เรื่องนโยบายแก้กฎกระทรวงคมนาคมเพื่อขยายอัตราจำกัดความเร็วบนถนน 4 ช่องจราจรทั่วประเทศ เป็นห้ามเกิน 120 กม./ชม. โดยกำหนดให้ 2 ช่องจราจรด้านซ้ายใช้ความเร็ว 40-80 กม./ชม. และอีก 2 ช่องด้านขวาความเร็ว 80-120 กม./ชม. ควบคู่ไปกับการเข้มงวดกล้องจับความเร็วเพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46914</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชยธรรม์ พรหมศร, สนข., แผนแม่บทพัฒนารถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ระยะที่ 2</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190617/image_big_5d073747c9488.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35502</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2019 14:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2019 14:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนข.เปิดรับฟังความคิดเห็นแผนแม่บทพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกด้านขนส่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สนข.เปิดรับฟังความคิดเห็น แผนแม่บทพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกคมนาคมขนส่ง เน้นทุกคนเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้เสมอภาค หวังตอบสนองต่อความต้องการของผู้รับบริการให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาคุณภาพชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 พ.ค.62-นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนาเพื่อรับฟังความเห็นและประชาสัมพันธ์ โครงการศึกษาจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกด้านคมนาคมขนส่งสำหรับคนทุกคน ครั้งที่ 2ซึ่งจัดโดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.) และมอบรางวัลการแข่งขันประกวดแบบสิ่งอำนวยความสะดวกระบบขนส่งสาธารณะเพื่อคนทุกคนในงานมีการจัดแสดงผลงานการประกวดแบบสิ่งอำนวยความสะดวกระบบขนส่งสาธารณะเพื่อคนทุกคน ภายใต้แนวคิด We make the best for all&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคม กล่าวว่า การจัดสัมมนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอร่างแผนแม่บทการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกด้านคมนาคมขนส่งสำหรับคนทุกคน และรับทราบข้อเสนอแนะการปรับปรุงร่างแผนแม่บทฯให้มีความสมบูรณ์และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้รับบริการให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยมีเป้าหมายให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้รับทราบความเป็นมาของโครงการ ความก้าวหน้าในการดำเนินโครงการ และร่างแผนแม่บทการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกด้านคมนาคมขนส่งสำหรับคนทุกคน และเกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับร่างแผนแม่บทฯ นำไปสู่การปรับปรุงเพิ่มเติมแผนแม่บทฯ ให้มีความเหมาะสมและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับร่างแผนแม่บทสิ่งอำนวยความสะดวกด้านคมนาคมขนส่งสำหรับคนทุกคน มีวิสัยทัศน์สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของไทยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) โดยมีเป้าประสงค์ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนรองรับการขยายตัวและการเปลี่ยนแปลงของสังคม และขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สำหรับร่างแผนแม่บทสิ่งอำนวยความสะดวกด้านคมนาคมขนส่งสำหรับคนทุกคน จัดทำขึ้นภายใต้วิสัยทัศน์ที่ว่า &amp;ldquo;พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้อย่างเสมอภาค (Inclusive Transport)&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในแผนยุทธศาสตร์ของแผนแม่บท 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 พัฒนานโยบายและกฎหมายด้านคมนาคมขนส่งสำหรับคนทุกคน ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบการบริการด้านคมนาคมขนส่งสำหรับคนทุกคน ยุทธศาสตร์ที่ 3 &amp;nbsp;พัฒนาบุคลากรและองค์กรด้านคมนาคมขนส่งสำหรับคนทุกคน และยุทธศาสตร์ที่ 4 พัฒนา ส่งเสริม และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมของสิ่งอำนวยความสะดวกด้านคมนาคมขนส่งสำหรับคนทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกิจกรรมการประกวดแบบสิ่งอำนวยความสะดวกระบบขนส่งสาธารณะเพื่อคนทุกคน ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในการประชาสัมพันธ์โครงการฯ รวมทั้งเป็นการสร้างเครือข่าย และส่งเสริมการมีส่วนร่วม นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างสรรค์ เสนอแนะแนวทางการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกบริเวณอาคารและสถานที่โดยรอบ ตลอดจนยังเป็นการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งสาธารณะเพื่อคนพิการและคนทุกคน ผ่านกลุ่มผู้เข้าประกวดและประชาชนทั่วไปที่สนใจ ซึ่งได้มีการตัดสินผลงานไปเมื่อวันพุธที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35502</URL_LINK>
                <HASHTAG>คมนาคม, สนข., อาคม เติมพิทยาไพสิฐ, แผนแม่บทพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกคมนาคมขนส่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190510/image_big_5cd52b45f2152.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32510</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2019 13:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2019 13:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนข. เปิดรับฟังความคิดเห็นแผนพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชนส่งเสริมระบบราง ครั้งที่2</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สนข.เปิดรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 2 ระดมความเห็นจากภาครัฐเอกชนและประชาชน เดินหหน้าโครงการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชนส่งเสริมระบบราง และพัฒนาศักยภาพเมืองในภาคเหนือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29 มี.ค.62 &amp;nbsp;-นายไพรินทร์ ชูโชติถาวรรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม &amp;nbsp;กล่าวว่า &amp;nbsp;แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของไทย &amp;nbsp;(พ.ศ. 2558-2565) มุ่งพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งทุกโครงข่าย ทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และ ทางอากาศ ให้เชื่อมโยงกันเป็นหนึ่งเดียว (SeamlessMobility) เพื่อสร้างรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม เสริมสร้างความปลอดภัยในการเดินทางและขนส่ง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรางครั้งใหญ่ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแกนหลักในการเดินทางและขนส่งของประเทศ และทำให้เกิดสถานีขนส่งหรือจุดเปลี่ยนถ่ายการเดินทางที่มีศักยภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีขนส่งมวลชน (TOD) จึงเป็นหัวใจสำคัญ ในการชี้นำการพัฒนาเมือง ชุมชน และสภาพแวดล้อม ให้สอดคล้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ กระจายความเจริญไปยังภูมิภาคตามแนวสายทาง ตลอดจนเอื้อให้เกิดการพัฒนาพื้นที่พาณิชยกรรม แหล่งงาน แหล่งที่พักอาศัย และกิจกรรมการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเหมาะสม สร้างมูลค่าเพิ่มในการพัฒนาพื้นที่ ส่งเสริมการเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนและการเดินทางแบบไม่ใช้เครื่องยนต์ ลดการสิ้นเปลืองพลังงาน ส่งเสริมคุณภาพชีวิตกับประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ล่าสุดได้ ในงานสัมมนา&amp;ldquo;TODคมนาคมสร้างเมืองเมืองสร้างสุขสุขสร้างได้ครั้งที่ 2 ณโรงแรมเรือนแพรอยัลปาร์คจังหวัดพิษณุโลก &amp;nbsp;สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือสนข. ได้นำเสนอความก้าวหน้าของโครงการในภาคเหนือแนวคิดและแผนพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์โดยเฉพาะพื้นที่โดยรอบสถานีรถไฟความเร็วสูงรถไฟสายใหม่และรถไฟทางคู่ในพื้นที่ภาคเหนือพร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับปัญหาอุปสรรคข้อจำกัดในการพัฒนาขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองย่านหรือชุมประโยชน์ที่ท้องถิ่นจะได้รับและความท้าทายของการพัฒนาเมืองตามแนวคิดTODในภูมิภาคและในและท้องถิ่นภายในงานได้จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับโครงการอาทิแนวคิดการพัฒนาTODให้ประชาชนรู้จักว่าTODคืออะไรมีความหมายอย่างไรและประโยชน์ที่จะได้รับจากการพัฒนาTODเป็นต้น &amp;quot;นายไพรินทร์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายไพรินทร์ กล่าวว่ากระทรวงคมนาคมมีเป้าหมายในการพัฒนาเมืองโดยรอบแนวโครงข่ายเส้นทางรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่และจุดเปลี่ยนถ่ายการเดินทางที่มีศักยภาพของประเทศ เพื่อเป็นกรอบชี้นำการพัฒนาเมืองควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบคมนาคม มีระยะเวลาศึกษา 18 เดือน โดยภายหลังการสัมมนาครั้งนี้ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. จะดำเนินการจัดสัมมนาขึ้นอีก 3 ครั้ง ในอีก 3 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคตะวันออก ที่ จ.ชลบุรี,ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ จ.ขอนแก่น และภาคใต้ ที่ จ.สงขลา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นอกจากการสัมมนารับฟังความคิดเห็นทั้ง 4 ครั้งนี้ สนข.ยังได้จัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเมืองผ่านช่องทางต่างๆ เช่น การประชุมกลุ่มย่อย การเก็บข้อมูลภาคสนามในพื้นที่ และการสัมภาษณ์เชิงลึกต่อไป เพื่อรวบรวมข้อมูลมาประกอบผลการศึกษา การจัดทำแผนแม่บทในการพัฒนาเมืองโดยรอบสถานีรถไฟความเร็วสูง สถานีรถไฟทางคู่ ศูนย์คมนาคมขนส่งในพื้นที่ที่มีศักยภาพทั่วประเทศต่อไป ผู้ที่สนใจสอบถามข้อมูลหรือดูรายละเอียดโครงการเพิ่มเติมได้ที่ www.thailandtod.com&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32510</URL_LINK>
                <HASHTAG>คมนาคม, รถไฟความเร็วสูง, รถไฟทางคู่, ระบบราง, สถานีขนส่งมวลชน, สนข., สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190329/image_big_5c9dbe2704912.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
