<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105922</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2021 14:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2021 14:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> พาณิชย์เกาะติดข้อมูลเศรษฐกิจใหม่ ผุด 2 ดัชนีโฟกัสภาคบริการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มิ.ย. 2564 นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค. ได้ดำเนินการจัดทำเครื่องชี้วัดใหม่ ๆ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานที่เจาะจงมากยิ่งขึ้น โดยได้เริ่มจัดทำดัชนีใหม่ 2 ดัชนี คือ ดัชนีราคาผู้บริโภคกลุ่มค่าบริการ (Consumer Price Index Service : CPI Service) ซึ่งสามารถสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของค่าบริการได้เฉพาะเจาะจงกว่าดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป และจะเป็นเครื่องชี้วัดที่ทำให้ผู้บริโภคเห็นความเคลื่อนไหวของค่าบริการได้ชัดเจนมากขึ้น สามารถใช้ประกอบการตัดสินใจในการใช้จ่ายและวางแผนดำเนินชีวิต และยังเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในการกำหนดมาตรการและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับภาคบริการของภาครัฐและภาคเอกชนได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนอีกดัชนี ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการภาคบริการ (Business Confidence Index Service : BCI Service) เป็นดัชนีใหม่ที่ สนค. ได้บูรณาการร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่จะทำให้ทราบถึงทิศทาง แนวโน้ม และการเปลี่ยนแปลงของผลการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคที่ภาคธุรกิจบริการกำลังเผชิญอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สนค. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าดัชนีเหล่านี้จะเป็นดัชนีทางเลือกที่สามารถตอบสนองความต้องการใหม่ ๆ ของผู้ใช้งานดียิ่งขึ้น และยังสามารถเป็นข้อมูลให้ภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำข้อมูลไปใช้ในการกำหนดนโยบาย และมาตรการในการดูแลค่าบริการ และผู้ประกอบการภาคบริการได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งทั้ง 2 ดัชนีนี้ มีกำหนดเผยแพร่ข้อมูลเป็นรายไตรมาส โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการภาคบริการ ได้เผยแพร่แล้วในไตรมาสที่ 1 ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคกลุ่มค่าบริการ จะเผยแพร่ไตรมาส 2 ปีนี้&amp;rdquo;นายภูสิตกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับดัชนีราคาผู้บริโภคกลุ่มค่าบริการ เป็นดัชนีราคาที่คัดเลือกรายการค่าบริการจากตะกร้าดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ปีฐาน 2562 ซึ่งมีการปรับปรุงโครงสร้างใหม่ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยมีทั้งสิ้นจำนวน 87 รายการ คิดเป็นร้อยละ 20.23 จาก 430 รายการสินค้าและบริการในตะกร้าดัชนีราคาผู้บริโภคชุดทั่วไป มีการจัดหมวดหมู่ตามโครงสร้างรหัสมาตรฐานอุตสาหกรรมไทย (Thailand Standard Industrial Classification : TSIC) จำแนกเป็น 14 หมวด โดยหมวดที่มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายสูงสุด 5 อันดับแรก คือ หมวดกิจกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายสูงที่สุด ที่ร้อยละ 54.93 ตามด้วยหมวดข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร ร้อยละ 15.88 หมวดการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า ร้อยละ 6.94 หมวดกิจกรรมการบริหารและบริการสนับสนุน ร้อยละ 6.55 และหมวดการศึกษา ร้อยละ 4.22 ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการภาคบริการ เป็นเครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจที่แสดงถึงความคิดเห็นของผู้ประกอบการภาคบริการที่มีต่อธุรกิจของตนเอง ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งจะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่สำคัญเป็นประจำทุกปี อาทิ ข้อมูลเกี่ยวกับยอดขาย รายรับ และสินค้าคงเหลือ รวมทั้งสอบถามความคิดเห็นต่อการดำเนินธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ สนค. ได้มีการพัฒนาและปรับปรุงดัชนีตัวชี้วัดเดิมมาแล้ว โดยในปี 2563 ได้ปรับปีฐานดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) จากปีฐาน 2558 เป็นปีฐาน 2562 ซึ่งเป็นปีที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำรวจสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนทั่วประเทศ และปรับปีฐานดัชนีราคาผู้ผลิต และดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน จากปีฐาน 2553 เป็นปีฐาน 2558 ตามตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต (Input-Output Table) ล่าสุด ที่จัดทำโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งปกติแล้วทั้ง 3 ดัชนีนี้ จะมีการปรับปีฐานทุก 4-5 ปี โดยการปรับปรุงรายละเอียดที่สำคัญในมิติต่าง ๆ ได้แก่ เชิงโครงสร้าง ความครอบคลุม และวิธีการจัดทำ อีกทั้งยังคำนึงถึงการเชื่อมโยงและบูรณาการกับเครื่องชี้วัดเศรษฐกิจของหน่วยงานอื่น เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องชี้วัดเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่ และมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ดัชนีราคาผู้บริโภค และดัชนีราคาผู้ผลิต ได้มีการจัดทำและเผยแพร่ข้อมูลเป็นรายเดือน โดยได้กำหนดปีฐานใหม่และได้เริ่มเผยแพร่แล้วตั้งแต่เดือน ก.พ.2564 ที่ผ่านมา สำหรับดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน มีการจัดทำและเผยแพร่ข้อมูลเป็นรายไตรมาส มีกำหนดเผยแพร่ข้อมูลที่มีปีฐานใหม่ตั้งแต่ต้นไตรมาสที่ 2 ของปี 2564 นี้ เป็นต้นไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105922</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการภาคบริการ, ดัชนีราคาผู้บริโภคกลุ่มค่าบริการ, ดัชนีใหม่, นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์, สนค.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210528/image_big_60b05e6980749.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97288</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2021 18:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2021 18:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งออกเดือนก.พ.64 วูบ2.59%พาณิชย์มองบวก มี.ค.ฟื้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 มี.ค. 2564 นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การส่งออกเดือนก.พ.2564 มีมูลค่า 20,219 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 2.59% เป็นการกลับมาหดตัวอีกครั้ง หลังจากเพิ่งขยายตัวเป็นบวกได้ 2 เดือนติดต่อกันก่อนหน้านี้ แต่ก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าพอใจและเป็นสัญญาณดี เพราะมูลค่าเกิน 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 20,211.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.99% โดยเกินดุลการค้า 7.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ยอดส่งออกรวม 2 เดือนปี 2564 (ม.ค.-ก.พ.) มีมูลค่า 39,925.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 1.16% นำเข้ามูลค่า 40,120.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 6.77% ขาดดุลการค้า 195.2 ล้านเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจัยที่ทำให้การส่งออกในเดือนก.พ.2564 ลดลง มาจากการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ลดลง 4% โดยหดตัวอีกครั้งในรอบ 3 เดือน แต่ก็ไม่น่าห่วง เพราะยอดส่งออกที่ลดลงมาจากแรงฉุดของการส่งออกทองคำที่ลดลงถึง 93% ขณะที่สินค้าอื่นที่ลดลง เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ ลด 7.2% สิ่งทอ ลด 12.5% อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์และไดโอด ลด 6.6% ส่วนเฟอร์นิเจอและชิ้นส่วน เพิ่ม 20.2% สินค้าเกี่ยวเนื่องน้ำมัน เพิ่ม 14.8% คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่ม 12.7% เครื่องใช้ไฟฟ้า เพิ่ม 12.3% แผงวงจรไฟฟ้า เพิ่ม 9.5% รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่ม 3.6% ผลิตภัณฑ์ยาง เพิ่ม 24.8%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร เพิ่ม 7% ขยายตัว 3 เดือนต่อเนื่อง โดยสินค้าที่ขยายตัวเพิ่ม เช่น ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เพิ่ม 46.6% ผัก ผลไม้สดแช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป เพิ่ม 42.9% ยางพารา เพิ่ม 22.9% อาหารสัตว์เลี้ยง เพิ่ม 20.7% สิ่งปรุงรสอาหาร เพิ่ม 3.4% แต่น้ำตาลทราย ลด 35.5% อาหารทะเลแช่แข็งกระป๋องและแปรรูป ลด 10.9% ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป ลด 7.6% ข้าว ลด 4.9%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางด้านตลาดส่งออก มีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน โดยตลาดหลัก เพิ่ม 10.1% จากการเพิ่มขึ้นของญี่ปุ่น 6.5% สหรัฐฯ เพิ่ม 19.7% และสหภาพยุโรป 15 ประเทศ เพิ่ม 0.2% ตลาดศักยภาพสูง ลด 5.2% เช่น อาเซียนเดิม 5 ประเทศ ลด 17.3% CLMV ลด 4.2% ฮ่องกง ลด 36.7% ไต้หวัน ลด 2.5% แต่จีน เพิ่ม 15.7% อินเดีย เพิ่ม 8.9% เกาหลีใต้ เพิ่ม 10.9% ตลาดศักยภาพระดับรอง เพิ่ม 7.3% เช่น ทวีปออสเตรเลีย เพิ่ม 18.3% ทวีปแอฟริกา เพิ่ม 16.3% ลาตินอเมริกา เพิ่ม 14% แคนาดา เพิ่ม 0.8% แต่ตะวันออกกลาง ลด 9.9% สหภาพยุโรป 12 ประเทศ ลด 2.2% และตลาดอื่นๆ ลด 87.5% เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ลด 93%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภูสิตกล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกในเดือนมี.ค.2564 คาดว่าจะยังดีขึ้นต่อเนื่อง แต่ฐานปีก่อนเดือนมี.ค.2563 อยู่ในระดับสูงถึง 22,330.4 ล้านเหรียญสหรัฐ เพราะตอนนั้นมีการส่งออกทองคำและอากาศยาน ทำให้ไตรมาสแรกปีนี้ตัวเลขน่าจะยังติดลบ แต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป จะเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นตัวของการส่งออก โดยทั้งปี ยังมั่นใจว่าจะทำได้ไม่ต่ำกว่า 4%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการส่งออก มาจากการกระจายวัคซีนโควิด-19 ที่มีประสิทธิภาพในหลายภูมิภาค ทำให้ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของคู่ค้าสูงขึ้น สหรัฐฯ กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเม็ดเงิน 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จะช่วยหนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นแตะระดับ 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลบวกต่อสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง และค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยดีขึ้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97288</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.พ., นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์, สนค., ส่งออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210325/image_big_605c791a67bb7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79545</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2020 15:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2020 15:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เงินเฟ้อก.ย.63 ติดลบ 0.70% ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 พาณิชย์ย้ำยังไม่ฝืด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ต.ค 2563 น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (เงินเฟ้อ) เดือนก.ย.2563 เท่ากับ 102.18 ลดลง 0.11% เมื่อเทียบกับเดือนส.ค.2563 ที่ผ่านมา และลดลง 0.70% เมื่อเทียบกับเดือนก.ย.2562 เป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 ติดต่อกันของปีนี้ นับตั้งแต่มี.ค.2563 เป็นต้นมา ส่วนเงินเฟ้อ 9 เดือนของปี 2563 (ม.ค.-ก.ย.) ลดลง 0.99% ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน ที่หักสินค้าอาหารสดและพลังงานออก ดัชนีอยู่ที่ 102.96 เพิ่มขึ้น 0.04% เมื่อเทียบเดือนส.ค.2563 และเพิ่มขึ้น 0.25% เมื่อเทียบกับเดือนก.ย.2562 เฉลี่ย 9 เดือน เพิ่มขึ้น 0.32%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เงินเฟ้อของไทย ได้กลับมาติดลบครั้งแรกในเดือนมี.ค.2563 โดยลดลง 0.54% จากนั้นเดือนเม.ย.-ส.ค.2563 ก็ติดลบมาโดยตลอด คือ ลดลง 2.99% , 3.44% , 1.57% , 0.98% และ 0.50% ตามลำดับ ซึ่งตามทฤษฎี เงินเฟ้อติดลบติดต่อกัน 3 เดือน จะถือเป็นภาวะเงินฝืด แต่เป็นการฝืดทางเทคนิค ไม่ใช่ฝืดจริง เพราะสินค้ายังมีการเคลื่อนไหวปกติ และหลายรายการเพิ่มขึ้น แต่ตัวที่ฉุดให้เงินเฟ้อลดลง คือ ราคาน้ำมัน ที่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อลดลง 0.70% มาจากราคาสินค้าในกลุ่มพลังงานที่ลดลงมาก โดยเฉพาะราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ แม้ราคาสินค้าในกลุ่มอาหารสดจะปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่สามารถดึงให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะราคาเนื้อสัตว์ อย่างเนื้อหมู และผักสดสูงขึ้นตามความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ส่วนสินค้าอื่นๆ เคลื่อนไหวปกติ โดยเงินเฟ้อที่ลดลง ยังอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ สอดคล้องกับเศรษฐกิจ และเครื่องชี้วัดด้านอุปสงค์ อุปทาน ซึ่งมีทิศทางดีขึ้น ทั้งดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม และการใช้กำลังการผลิตที่ดีขึ้น รวมถึงรายได้เกษตรกรที่เพิ่มขึ้นตามราคาสินค้าเกษตรที่สูงขึ้น และการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้นตามการใช้จ่ายในประเทศ เป็นต้น&amp;rdquo;น.ส.พิมพ์ชนกกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อที่ลดลง 0.70% มาจากสินค้าหมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลดลง 1.94% จาการลดลงของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง 15.77% หมวดเคหสถานลด 0.19% หมวดบันเทิง การอ่าน การศึกษาลด 0.21% ขณะที่สินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ เพิ่ม 1.42% จากการเพิ่มขึ้นของเนื้อสัตว์ เป็ดไก่ และสัตว์น้ำ 3.38% ผักสด เพิ่ม 11.21% เครื่องประกอบอาหาร เพิ่ม 2.25% เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เพิ่ม 1.71% อาหารบริโภคในบ้าน เพิ่ม 0.51% อาหารบริโภคนอกบ้าน เพิ่ม 0.67%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพิจารณาสินค้าที่คำนวณเงินเฟ้อ 422 รายการ พบว่า เดือนก.ย.2563 ราคาสินค้าสูงขึ้นมีจำนวน 128 รายการ เมื่อเทียบกับเดือนส.ค.2563 และสูงขึ้น 224 รายการ เมื่อเทียบกับเดือนก.ย.2562 ส่วนใหญ่เป็นสินค้าในกลุ่มอาหารสด ขณะที่ราคาลดลงมี 111 รายการ เมื่อเทียบเดือนส.ค.2563 และลดลง 130 รายการเมื่อเทียบเดือนก.ย.2562 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มพลังงาน ส่วนราคาไม่เปลี่ยนแปลงมี 183 รายการ เมื่อเทียบเดือนส.ค.2563 และไม่เปลี่ยนแปลง 68 รายการ เมื่อเทียบเดือนก.ย.2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อไตรมาส 4 ปีนี้ คาดว่าจะยังคงติดลบ ประเมินไว้ที่ติดลบ 0.34% เพราะราคาพลังงานยังลดลง จากความต้องการใช้ทั่วโลกที่ลดลง เพราะหลายประเทศกลับมาล็อกดาวน์อีกครั้ง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบ 2 แต่คาดว่า อัตราติดลบจะน้อยกว่าไตรมาส 2 และ 3 เพราะความต้องการบริโภคในประเทศที่มีแนวโน้มสูงขึ้น จากมาตรการส่งเสริมการส่งออก มาตรการจ้างงาน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในรูปแบบต่างๆ ที่จะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน รวมถึงราคาอาหารสดบางชนิด เช่น เนื้อสัตว์ และผักสด ยังมีแนวโน้มสูงขึ้น ตามปริมาณผลผลิตและความต้องการของตลาด โดย สนค. ยังคงคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2563 ไว้ที่ลบ 1.5% ถึงลบ 0.7% มีค่ากลางอยู่ที่ลบ 1.1%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79545</URL_LINK>
                <HASHTAG>พิมพ์ชนก วอนขอพร, สนค., เงินเฟ้อ ก.ย.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201005/image_big_5f7ad459c43b9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53732</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/01/2020 09:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/01/2020 09:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชงพาณิชย์เคาะเป้าหมายส่งออกปี 63  เล็งโต 1-3 %</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ม.ค. 2563&amp;nbsp;น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) กระทรวงพาณิชย์ ที่มีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เป็นประธาน ในช่วงกลางเดือนม.ค.63 สนค.เตรียมเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาเป้าหมายมูลค่าการส่งออกปี 63 รวมถึงแนวทางที่จะส่งเสริมและผลักดันการส่งออกเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเตรียมเสนอให้พิจารณาเป้าหมาย 3 ระดับคือ มูลค่าส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้น 1%, 2% และ 3% เมื่อเทียบกับปี 62 แต่รัฐบาลต้องการผลักดันให้ได้ถึง 3% &amp;nbsp;เพื่อให้เศรษฐกิจไทยปี 63 ขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ไม่ต่ำกว่า 2.8%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;rdquo;เป้าหมายมูลค่าการส่งออกแต่ละระดับ คือ ตั้งแต่ 1-3% สนค.ได้เสนอแนวทางการผลักดันไว้ด้วย ว่า ถ้าต้องการจะขายตัวให้ได้ &amp;nbsp;1% หรือ 2% หรือ 3% จะต้องส่งเสริมและผลักดันอย่างไร โดยเฉพาะในตลาดเป้าหมาย 18 ประเทศทั่วโลก ที่รมว.พาณิชย์ตั้งเป้าหมายจะเดินทางไปเจรจาขายสินค้าด้วยตัวเอง จะเอาสินค้าอะไรไปขาย และในแต่ละเดือนต้องส่งออกให้ได้เท่าไร จึงจะบรรลุเป้าหมาย ซึ่งข้อมูลที่เตรียมนำเสนอนั้น สนค.ประเมินจากความต้องการซื้อของประเทศต่างๆ ทั่วโลก และจะเอาข้อมูลนี้เสนอให้รมว.พาณิชย์ใช้ประกอบการเดินทางไปขายสินค้าใน 18 ประเทศด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ก็จะต้องหารือกับผู้ส่งออกเพื่อประเมินสถานการณ์ในแต่ละตลาด จากนั้นจึงเอาข้อมูลทั้งหมดมาประชุมร่วมกับทูตพาณิชย์ เพื่อกำหนดเป็นเป้าหมายการส่งออกอย่างเป็นทางการต่อไป โดยเป้าหมายมูลค่าการส่งออก ที่สนค.เตรียมเสนอให้ที่ประชุมกรอ.พาณิชย์พิจารณานั้น ยังไม่ถือว่าเป็นเป้าหมายอย่างเป็นทางการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์ข้อมูลความต้องการซื้อสินค้าจากทั่วโลกในปี 63 พบว่า ยังมีความต้องการซื้อสินค้าอยู่มาก แต่บางสินค้า ไม่ได้นำเข้าจากไทย แต่นำเข้าจากคู่แข่งไทย เช่น ยางพาราและผลิตภัณฑ์ ส่วนใหญ่ประเทศผู้นำเข้าจะนำเข้าจากจีน และประเทศเพื่อนบ้านของไทย ดังนั้น จึงต้องหาทางผลักดันการส่งออกของไทยเข้าไปทดแทนให้ได้ ซึ่งการเดินทางไปเจรจาขายสินค้าด้วยตนเองของรมว.พาณิชย์ จะเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยผลักดันได้บ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสินค้าส่งออกดาวรุ่งของไทยในปี 63 จะมีทั้งผลิตภัณฑ์ยางพารา โดยตลาดที่มีศักยภาพนำเข้า ได้แก่ สหรัฐฯ จีน เวียดนาม เกาหลีใต้ เนเธอร์แลนด์ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา ซาอุดิอาระเบีย, เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ตลาดที่มีศักยภาพ เช่น ญี่ปุ่น เวียดนาม สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ &amp;nbsp;ฝรั่งเศส ฯลฯ, ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง ตลาดที่มีศักยภาพ เช่น จีน สหรัฐฯ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไต้หวัน ฯลฯ, เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว ตลาดศักยภาพ เช่น ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เมียนมา กัมพูชา มาเลเซีย ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีไก่แปรรูป ตาดศักยภาพ เช่น ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร จีน เกาหลีใต้ มาเลเซีย ฮ่องกง, เครื่องนุ่งห่ม ตลาดศักยภาพ เช่น สหรัฐฯ เบลเยี่ยม จีน สหราชอาณาจักร ฯลฯ, รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ ตลาดศักยภาพ เช่น สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น เบลเยี่ยม กัมพูชา ฯลฯ, เครื่องดื่ม ตลาดศักยภาพ เช่น กัมพูชา เมียนมา จีน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ฯลฯ, อาหารสัตว์เลี้ยง ตลาดศักยภาพ เช่น สหรัฐฯ มาเลเซีย ออสเตรเลีย อินเดีย ไต้หวัน ฯลฯ, เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน ตลาดศักยภาพ เช่น สหรัฐฯ จีน มาเลเซีย เวียดนาม ฯลฯ, เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร เครื่องครัว และของใช้ในบ้านเรือน ตลาดศักยภาพ เช่น สหรัฐฯ จีน เดนมาร์ก ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.พิมพ์ชนก กล่าวต่อถึงค่าเงินบาทแข็งค่าว่า จะมีผลกระทบต่อการส่งออกของไทยแน่นอน โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ซึ่งจะทำให้รายได้ของเกษตรกรลดลง และกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ ดังนั้น รัฐบาลควรหาทางช่วยเหลือภาคเกษตรกรด้วย เพื่อบรรเทาผลกระทบ แม้โครงการประกันรายได้ จะช่วยลดผลกระทบได้ระดับหนึ่ง เพราะทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการขายผลผลิตได้สูงขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53732</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, ปี 2563, พิมพ์ชนก วอนขอพร, สนค., เป้าหมายส่งออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190902/image_big_5d6cc513ab261.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21791</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/11/2018 09:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/11/2018 09:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ จับตาใกล้ชิดปริมาณเหล็กล้นโลกหวั่นทะลักเข้าไทยฉุดราคาร่วง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
พาณิชย์ จับตาใกล้ชิดปริมาณเหล็กล้นโลก โดยเฉพาะจากจีน ผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ ฉุดราคาร่วง หวั่นทะลักเข้าไทย-ดัมพ์ตลาด แต่ยันยังไม่พบไทยนำเข้ามากผิดปกติ และไม่พบทุ่มตลาด เชื่อปริมาณค่อยๆ ลดลง หลังจีนลดกำลังผลิต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ หลายหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ อย่าง กรมการค้าต่างประเทศ, สนค.กำลังจับตาสถานการณ์เหล็กในตลาดโลก และการนำเข้าเหล็กของไทยอย่างใกล้ชิด เพราะล่าสุด พบว่า มีปริมาณเหล็กในตลาดโลกจำนวนมาก โดยเฉพาะจากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น จีน จนส่งผลให้เศษเหล็ก เหล็กแท่งยาว (Billet) และเหล็กแท่งแบน (Slab) ที่เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตของอุตสาหกรรมเหล็ก ในตลาดโลกมีราคาลดลงมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การที่สหรัฐฯใช้มาตรการขึ้นภาษีนำเข้าเหล็ก และอะลูมิเนียมจากทั่วโลก จะทำให้ผู้ผลิตเหล็กต้องหาแหล่งระบายสินค้า จึงเกรงว่า ทั้ง 2 สาเหตุ อาจทำให้มีการส่งออกเหล็กมาไทยมากขึ้น และอาจมีการทุ่มตลาดในไทย หรือการขายในราคาต่ำกว่าราคาขายในประเทศผู้ผลิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;rdquo;ขณะนี้ กระทรวงพาณิชย์ กำลังติดตามสถานการณ์ และหารือกับผู้ผลิตเหล็กของไทยอย่างใกล้ชิด แต่ยังไม่พบว่า มีการนำเข้ามามากจนผิดปกติ และยังไม่พบว่ามีการทุ่มตลาด หรือขายในราคาต่ำ จนทำให้ผู้ผลิตเหล็กภายในของไทยได้รับความเสียหาย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปริมาณเหล็กส่วนเกินของจีนที่มีอยู่มากในตลาดโลกนั้น คาดว่า จะลดลงในเร็วๆ นี้ เพราะจีนได้ทยอยลดกำลังการผลิตลงอย่างต่อเนื่อง เพราะเข้าสู่ฤดูหนาว ที่จะลดกำลังลงเป็นปกติอยู่แล้ว ประกอบกับ มาตรการเข้มงวดด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม จะทำให้อุตสาหกรรมเหล็กลดการผลิตลง เพราะเหล็กเป็นหนึ่งในหลายอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษอย่างมาก จึงเชื่อว่า เมื่อจีนลดกำลังการผลิตลงจนเข้าสู่ภาวะสมดุล ราคาในตลาดโลกจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวต่อว่า ราคาเหล็ก ทั้งเศษเหล็ก เหล็กแท่งยาว และเหล็กแท่งแบนที่ลดลงนั้น ส่งผลให้ราคาเหล็กในประเทศลดลงด้วย เห็นได้จาก ในเดือนต.ค.61 ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง อยู่ที่ 108.1 ลดลง 0.7% เมื่อเทียบกับเดือนก.ย.61 โดยสาเหตุที่ลดลง เพราะราคาหมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก (เหล็กเส้นกลมผิวเรียบ-ผิวข้ออ้อย, เหล็กฉาก, เหล็กรางน้ำ, ท่อสแตนเลส) ลดลงมากถึง 2.8% เป็นการลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;rdquo;ราคาเหล็กในประเทศลดลงตามต้นทุนเศษเหล็ก และสินแร่เหล็ก ที่ลดลงในตลาดเอเชีย อีกทั้งมีเหล็กราคาต่ำจากต่างประเทศเข้ามาแข่งขัน ส่งผลให้ราคาเหล็กในประเทศลดลง ซึ่งจะส่งผลดีต่อโครงการก่อสร้างของไทย โดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาล รวมถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ด้วย&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21791</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉุดราคาร่วง, ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า, พิมพ์ชนก วอนขอพร, สนค., หวั่นทะลักเข้าไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180801/image_big_5b61c89c4d89d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20503</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/10/2018 10:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/10/2018 10:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งออกก.ย.วูบครั้งแรกในรอบ 19 เดือน แจงปีก่อนฐานสูง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่งออกก.ย.วูบครั้งแรกในรอบ 19 เดือน ทำได้มูลค่า 20,699.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 5.20% เหตุฐานปีก่อนสูง จากการส่งออกทองคำ ยานยนต์พุ่ง เจอพิษสงครามการค้าและวิกฤตการเงินในประเทศเกิดใหม่ แต่ภาพรวม 9 เดือนยังโต 8.13% มั่นใจทั้งปีทำได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ที่ 8%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนค.) เปิดเผยว่า การส่งออกเดือนก.ย.2561 มีมูลค่า 20,699.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 5.20% เป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 19 เดือน นับจากเดือนก.พ.2560 ที่ติดลบ 2.87% แต่ภาพรวมการส่งออกรวมในช่วง 9 เดือนของปี 2561 (ม.ค.-ก.ย.) ยังส่งออกได้ดี มีมูลค่า 189,729.9 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.13% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 20,212.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.90% และรวมนำเข้า 9 เดือนมีมูลค่า 186,891.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 15.21% โดยเดือนก.ย.เกินดุลการค้า 487.2 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 9 เดือนเกินดุลการค้า 2,838.5 ล้านเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การส่งออกก.ย.2561 ที่ติดลบ 5.20% หากหักสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันและทองคำออก จะลดลงเพียง 1.9% หากหักสินค้าทองคำออก ส่งออกลดลง 0.8% และหากหักสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันออก ส่งออกลดลง 6.7%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวว่า การส่งออกไทยเดือนก.ย.2561 ที่กลับมาติดลบครั้งแรกในรอบ 19 เดือน มาจาก 3 สาเหตุสำคัญ คือ ฐานการส่งออกทองคำและรถยนต์ปีก่อนขยายตัวสูงมาก ทำให้ปีนี้ส่งออกลดลง โดยมูลค่าการส่งออกทองคำหายไป 967 ล้านเหรียญสหรัฐ และมูลค่าการส่งออกรถยนต์หายไป 187 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งทั้ง 2 สินค้ารวมกันทำให้มูลค่าส่งออกลดลง 5.3% ผลกระทบของสงครามการค้าสหรัฐฯ และจีน ทำให้มูลค่าการส่งออกไทยหายไปประมาณ 402 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือมูลค่าลดลง 1.8% และวิกฤติการเงินในตลาดเกิดใหม่ส่งผลกระทบต่อมูลค่าส่งออกสินค้าไทยหายไปประมาณ 200 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือมูลค่าลดลง 1% รวม 3 ปัจจัยดังกล่าว ทำให้มูลค่าการส่งออกไทยหายไป 1,756 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือลดลงไปประมาณ 8%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม หากแยกเฉพาะผลกระทบจากสงครามการค้าที่กระทบต่อการส่งออกของไทย พบว่า มูลค่าหายไป 402 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือลดลง 1.8% แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกผลกระทบทางตรง ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าส่งออกของไทยที่ถูกสหรัฐฯ ใช้มาตรการขึ้นภาษีสินค้า การส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวของไทยไปสหรัฐฯ เดือนก.ย.2561 มีมูลค่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 60.1% หรือมูลค่าหายไป 75 ล้านเหรียญสหรัฐ เช่น โซลาร์เซลส์ ลด 77.1% เครื่องซักผ้า ลด 87.4% เหล็ก ลด 60.4% อะลูมิเนียม เพิ่ม 65.5% กลุ่มสอง ผลกระทบทางอ้อมหรือกลุ่มสินค้าที่จีนถูกสหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษี และไทยเป็นซัปพลายเชนให้จีน ทำให้ส่งออกไปจีนลดลง โดยไทยส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวไปจีนประมาณ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 16.3% หรือมูลค่าหายไป 392 ล้านเหรียญสหรัฐ เช่น ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ ลด 24.1% เครื่องจักรและส่วนประกอบลด 35.6% เคมีภัณฑ์ ลด 11.1% และยานพาหนะและส่วนประกอบ ลด 37.4% และกลุ่มที่สาม ผลกระทบทางบวก เป็นสินค้าไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นทดแทนของจีน มีมูลค่า 1,813 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.7% หรือส่งออกได้เพิ่มขึ้น 65 ล้านเหรียญสหรัฐ เช่น คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เพิ่ม 12.9% เคมีภัณฑ์ เพิ่ม 26.4% ยานพาหนะและส่วนประกอบ เพิ่ม 9.6% และเครื่องจักรและส่วนประกอบเพิ่ม 12.6%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การส่งออกที่กลับมาขยายตัวติดลบ มีสาเหตุที่ตรวจสอบได้ และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกในภาพรวม โดยยังคงมั่นใจว่าการส่งออกทั้งปี 2561 จะเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ว่าจะขยายตัว 8% โดยในช่วง 3 เดือนที่เหลือ (ต.ค.-ธ.ค.) จะต้องได้ส่งออกให้ได้เดือนละ 21,000 ล้านเหรียญสหรัฐ&amp;quot;น.ส.พิมพ์ชนกกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ตัวเลขการส่งออกเดือนก.ย.2561 ไม่น่าประหลาดใจ เพราะมีหลายกลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า แต่กรมฯ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้พยายามหาโอกาสที่จะผลักดันการส่งออกให้ขยายตัวให้ได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มที่ไทยมีศักยภาพ เช่น กลุ่มอาหารและเกษตรแปรรูป ที่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่จะตกอยู่กับคนภายในประเทศ โดยมีแผนที่จะผลักดันสินค้าเกษตรนวัตกรรม อาหารแปรรูป ทั้งในตลาดสหรัฐฯ CLMV และตะวันออกกลาง โดยคาดว่าปี 2561 จะเติบโต 8% มูลค่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกลุ่มสินค้าได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า เช่น กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศ จะหาตลาดทดแทนเพราะการส่งออกไปสหรัฐฯ ไม่ดีเหมือนเดิม กลุ่มสินค้ายานยนต์และชิ้นส่วน แม้จะได้รับผลกระทบ แต่กรมฯ ยังมองว่าเป็นโอกาสในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้เข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ (S Curve) ซึ่งจะทำให้ในอนาคตไทยจะส่งออกได้เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรายละเอียดส่งออกเดือนก.ย. 2561 พบว่า สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลดลง 0.6% โดยสินค้าที่ขยายตัวได้ดี คือ ข้าว เพิ่ม 20.5% ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เพิ่ม 21.7% เครื่องดื่ม เพิ่ม 5.4% ผัก ผลไม้สด แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป เพิ่ม 7.7% ส่วนสินค้าเกษตรที่ปรับตัวลดลง เช่น ยางพารา ลด 24.3% น้ำตาลทราย ลด10.6% เป็นต้น ขณะที่สินค้าอุตสาสหกรรมส่งออกลด 6.7% ลดลงครั้งแรกรอบ 19 เดือน เช่น ยานพาหนะ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ลด 6.3% เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ลด 4.1% เครื่องใช้ไฟฟ้าลด 0.8%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านตลาดส่งออกเดือนก.ย. พบว่า ตลาดหลัก เพิ่ม 1.7% เช่น ญี่ปุ่น เพิ่ม 0.2% สหรัฐฯ เพิ่ม 1.2% สหภาพยุโรป (15) เพิ่ม 3.9% ตลาดศักยภาพสูง ลด 1.2% โดยจีนลด 14.1% ฮ่องกง ลด 7.0% ไต้หวันลด 17.5% อาเซียน เพิ่ม 7.9% แบ่งเป็น อาเซียน (5) เพิ่ม 0.9% CLMV เพิ่ม 17.5% ตลาดศักยภาพรอง ลด 6.9% เช่น ทวีปออสเตรเลีย ลด 19.3% ตะวันออกกลาง ลด 0.5% ลาตินอเมริกา ลด 12% กลุ่มรัสเซียและซีไอเอส ลด 19.9% และตลาดอื่นๆ ลด 83.9%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20503</URL_LINK>
                <HASHTAG>การส่งออกเดือนก.ย.2561, ลดลงในรอบ 19 เดือน, สนค., สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180801/image_big_5b61c89c4d89d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14669</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2018 08:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2018 08:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตาสงครามการค้า เพิ่มโอกาสส่งออกอาหารทะเลแช่แข็ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พาณิชย์&amp;rdquo;เผยผลศึกษาสงครามการค้าสหรัฐฯ กับจีนในกลุ่มสินค้าอาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูป อาหารทะเลปรุงแต่ง พบหลังจีนขึ้นภาษี 25% สินค้าไทยมีโอกาสส่งออกไปจีนได้เพิ่มขึ้น ส่วนสินค้าสหรัฐฯ ที่ถูกขึ้นภาษี ไทยมีโอกาสนำเข้ามาใช้เป็นวัตถุดิบแปรรูปเพื่อส่งออก พร้อมจับตาสหรัฐฯ จ่อขึ้นภาษีสินค้ากลุ่มนี้ สินค้าจีนอาจทะลักมาไทยเพิ่ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
03 ส.ค. 61 น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยถึงผลการศึกษาผลกระทบของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน สำหรับกลุ่มสินค้าอาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูป รวมทั้งสินค้าอาหารทะเลปรุงแต่ง ที่จีนขึ้นภาษีกับสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐฯ ในอัตรา 25% จำนวน 222 รายการ ว่า การที่จีนขึ้นภาษี จะทำให้สินค้าสหรัฐฯ ในตลาดจีนมีราคาสูงขึ้น ส่งผลให้สินค้าอาหารทะเลจากไทยแข่งขันในตลาดจีนได้มากขึ้น&amp;nbsp; และมีโอกาสในการส่งออกเข้าสู่ตลาดจีนได้เพิ่มมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
โดยสินค้าที่มีศักยภาพซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยส่งออกไปตลาดโลกและจีนได้ดีอยู่แล้ว ได้แก่ กลุ่มสินค้าจำพวกกุ้งและปู โดยในปี 2560 ที่ผ่านมา จีนนำเข้าสินค้าจำพวกกุ้งและปูจากทั้งโลกมากกว่า 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ไทยส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ไปโลกเป็นมูลค่าสูงถึง 1,160 เหรียญสหรัฐ ผู้ส่งออกไทยจึงมีโอกาสทำตลาดในจีนได้อีก สำหรับสินค้าอาหารทะเลที่สหรัฐฯ ส่งออกไปจีนมาก และเมื่อจีนขึ้นภาษี อาจทำให้สินค้าจากสหรัฐฯ ส่งออกมาไทยเพิ่มขึ้น ซึ่ง สนค. เห็นว่าไทยมีศักยภาพ จึงน่าจะเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมไทยในการนำเข้าวัตถุดิบจากสหรัฐฯ มาแปรรูปเพื่อส่งอออก
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
อย่างไรก็ตามจากการที่สหรัฐฯ ประกาศขู่จะขึ้นภาษีสินค้าจากจีนเพิ่มเติม 6,031 รายการ ในอัตรา 10% ซึ่งมีรายการสินค้าอาหารทะเลรวมอยู่ 367 รายการ อาจพิจารณาเพิ่มอัตราภาษีเป็น 25% โดยมีกำหนดประชาพิจารณ์วันที่ 20-23 ส.ค.2561 นี้ โดย สนค. เห็นว่าหากสหรัฐฯ ขึ้นภาษีสินค้าอาหารทะเลจากจีน ก็อาจส่งผลให้อาหารทะเลจากจีนที่เคยส่งออกไปสหรัฐฯ ไหลเข้าไทยมากขึ้น ซึ่งจะมีการติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14669</URL_LINK>
                <HASHTAG>พิมพ์ชนก วอนขอพร, สงครามการค้าสหรัฐ-จีน, สนค.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180801/image_big_5b61c89c4d89d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
