<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105704</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2021 19:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2021 19:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กติ๊ก&#039; ยันให้ข้อมูล &#039;ปปช.&#039; หมดแล้ว ไม่รู้ขั้นตอนจะให้ทำอะไรบ้าง ลั่นพร้อมชี้แจง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
8 มิ.ย.64 - พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา สมาชิกวุฒิสภา ชี้แจงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติ 9 ต่อ 0 แจ้งข้อกล่าวหา&amp;nbsp;เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ข้อหาจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเท็จและเอกสารประกอบ หรือปกปิดข้อเท็จจริงอันควรแจ้งให้ทราบในส่วนของการปกปิดมิได้แจ้งถือครองบ้าน จ.พิษณุโลก รวมถึงปกปิดบัญชีเงินฝากของนางผ่องพรรณ จันทร์โอชา ภริยา ว่าทุกอย่างตนชี้แจงไปหมดแล้ว ก็แล้วแต่เขา ตนยังไม่ทราบว่าเขาจะให้ทำอะไรบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ส่วนมติที่ออกมาเป็นเอกฉันท์ ก็แล้วแต่เขาจะมีมติอย่างไร ผมไม่ทราบว่าเขามีเหตุผลอย่างไร ก็แล้วแต่ หากข่าวออกมาอย่างนี้ ผมก็จะชี้แจงต่อไป และปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม&amp;rdquo; พล.อ.ปรีชา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าขั้นตอนจากนี้จะเป็นอย่างไร พล.อ.ปรีชา กล่าวว่า ตนตอบไม่ได้เพราะไม่ใช่&amp;nbsp;ป.ป.ช. ตนทำตามขั้นตอน และได้ชี้แจงไปหมดแล้ว ตั้งแต่เมื่อเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก็แล้วแต่เขาว่าจะว่าทำอย่างไร ตนก็พร้อมทำตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม นายนิวัติไชย​ เกษมมงคล​ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษก​ ป.ป.ช.​ เปิดเผยว่า ข่าวที่ออกไปว่าป.ป.ช.ชี้มูลความผิดพล.อ.ปรีชาแล้วนั้น ยืนยันว่าไม่จริง​ ยังไม่ได้มีการชี้มูล เป็นขั้นตอนการแจ้งข้อกล่าวหาเท่านั้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105704</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัญชีทรัพย์สิน, ปปช., พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา, สนช., สมาชิกวุฒิสภา, แจงบัญชีทรัพย์สิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210608/image_big_60bf5e595a05d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77370</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2020 12:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2020 12:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วิษณุ&#039;ขีดเส้น1สัปดาห์7หน่วยงานแจงคืบหน้าคดีบอส ยันไร้ชื่อส.ส.มีเอี่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.ย. 63 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าผลสอบคดี นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) กำลังพิจารณาในช่วง 10 วันที่ผ่านมา ว่า เราเพิ่งแจ้งไปเมื่อวันที่ 9-10 ก.ย. แต่เขายังไม่ได้รายงานมา โดยให้เวลา 7 วัน ในการรายงานกลับมาในเบื้องต้น แต่เวลาแค่ 7 วัน แค่อ่านสำนวน อ่านพยาน อ่านหลักฐาน ก็คงไม่ทัน อย่างน้อยให้บอกกลับมาว่ากำลังทำอะไรอยู่ ซึ่งได้แจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 7 แห่ง ทั้งสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สภาทนายความ ให้แจ้งความคืบหน้ากลับมาเพื่อรายงานนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; ส่วนจะแถลงต่อสาธารณะหรือไม่ทาง ป.ป.ท. จะเป็นผู้พิจารณา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า ความชัดเจนว่าในคดีดังกล่าวมีข้าราชการระดับสูง หรือนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ในรายงานการสอบชุดที่นายวิชา มหาคุณ เป็นประธาน พบว่าพฤติกรรมบางคนชัดเจน บางคนอาจยังไม่ชัดเจน คณะกรรมการก็มองอยู่ว่ามีความเกี่ยวข้องหรือไม่ ขณะที่บางคนชัดเจนแต่จะผิดหรือไม่ผิดแต่ละหน่วยงานก็ไปพิจารณาตามกฎหมายของเขา เช่น อัยการก็ใช้กฎหมายของอัยการ ดีเอสไอก็แจ้งไปแล้ว ซึ่งเขาขอเอกสารบางอย่างเพิ่มเติม เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจเพราะการอ่านเอกสารแค่ 30-40 หน้า คงไม่ทำให้เข้าใจ และในเมื่อเขาต้องเป็นพนักงานสอบสวนก็ต้องการข้อมูลที่มากกว่านั้น เพื่อที่จะไปสอบใหม่ จึงมอบหมายให้ ป.ป.ท. ไปประสานในเรื่องดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงข้อกังวลว่าคดีดังกล่าวจะสามารถเอาผิดนักการเมืองและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลนี้ได้หรือไม่นั้น รองนายกฯ กล่าวว่า บุคคลที่เกี่ยวข้องรู้อยู่แล้วว่ามี 8 ประเภท มีทั้งนักการเมืองและไม่ใช่นักการเมือง เป็นผู้ที่อยู่ในวิชาชีพเป็นข้าราชการประจำ แต่ขณะนี้ไม่ปรากฏรายชื่อนักการเมืองที่เป็น ส.ส. ในเวลานี้อยู่เลย แต่ถ้าเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ชุดที่แล้ว และครบวาระพ้นหน้าที่ไปแล้ว คณะกรรมาธิการบางคนที่พ้นวาระไปแล้ว แม้บางคนจะมานั่งอยู่ในวุฒิสภาขณะนี้ ก็ถือว่าเป็นคนละสภากัน ส่วนในแง่ของการสอบสวนจะย้อนหลังได้หรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ เพราะเวลานี้เจ้าหน้าที่กำลังทำงานประสานกันอยู่ และทางสภาจะรับเรื่องไว้ได้หรือไม่ เพราะการทำหน้าที่จบแล้ว ทั้งนี้เมื่อตั้งเข้ามาใหม่ก็เข้ามาตามรัฐธรรมนูญคนละฉบับและเป็นคนละสภา ก็อาจจะเป็นปัญหาบ้างแต่ถึงอย่างไรก็อยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช. ที่จะสามารถสอบได้ทั้งหมด ที่จะเป็นปัญหาบ้างจะเป็นในการสอบในเชิงจริยธรรม เพราะถ้าสอบในกรณีนี้ได้ก็คงสอบ ส.ส. ย้อนหลังไปได้ 3-5 สมัย แต่ทางสภาคงไม่สมัครใจที่จะทำ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77370</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขีดเส้น7วัน, คดีบอส, ป.ป.ท., วิษณุ เครืองาม, สนช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200505/image_big_5eb0d3f87b7c2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72997</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2020 09:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2020 09:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;น้องบิ๊กป้อม&#039;ออกโรงแจง&#039;บอส&#039;ร้องกมธ.สนช. เหตุอัยการไม่ฟังข้อเท็จจริง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ก.ค. 63 - พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา และอดีตประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และกิจการตำรวจ&amp;nbsp; สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เปิดเผยว่า จากการแถลงข่าวของนายธานี อ่อนละเอียด สมาชิกวุฒิสภา และอดีตเลขานุการกรรมาธิการ การกฎหมายฯ ชี้แจงเกี่ยวกับขึ้นตอนการทำงานของคณะกรรมาธิการในการพิจารณาศึกษา การร้องขอความเป็นธรรม ของนายวรยุทธ อยู่วิทยา นั้น ปรากฏว่ามีสื่อยังลงข้อเท็จจริงไม่ครบถ้วน อาจจะเกิดความผิดพลาดในข้อเท็จจริงได้ จึงขอชี้แจงเพิ่มเติม ว่า ผู้ร้องได้ร้องขอความเป็นธรรมไปยังอัยการสูงสุด ด้วยเหตุว่าอัยการไม่รับฟังข้อเท็จจริง โดยอัยการสูงสุดมีคำสั่งยุติการร้องขอความเป็นธรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นในวันที่ 4 พ.ค. 2559 ผู้ร้องได้มีหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อคณะกรรมาธิการฯ และวันที่ 16 ธ.ค. 2559 ที่ประชุมคณะกรรมาธิการได้ประชุมแล้วมีมติให้ส่งรายงานการพิจารณาศึกษาไปยังอัยการสูงสุด และอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ โดยในวันที่ 22 ธ.ค.59 กรรมาธิการได้ส่งรายงานการพิจารณาศึกษาสอบสวนข้อเท็จจริง เรื่องร้องเรียนของนายวรยุทธ อยู่วิทยา ไปยังอัยการสูงสุด และอธิบดีอัยการ สำนักงาน คดีอาญากรุงเทพใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นกรรมาธิการก็ไม่ทราบการดำเนินการของพนักงานอัยการ จนวันที่ 15 ก.พ. 2561 อธิบดีอัยการ สำนักงานอัยการกรุงเทพใต้ มีหนังสือแจ้งมายังกรรมาธิการ ว่าอัยการสูงสุดได้พิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยุติเรื่องร้องขอความเป็นธรรม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72997</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีบอส, น้องชายบิีกป้อม, พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ, สนช., อัยการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200731/image_big_5f2383b19559d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72986</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2020 07:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2020 07:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นิพิฏฐ์&#039;จับพิรุธ5ประเด็น! แย้ง&#039;ธานี&#039;แก้ต่างคดีบอส </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ก.ค. 63 - นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ *ข้อโต้แย้งต่อสนช.&amp;quot; ว่า &amp;quot;ผมฟังนายธานี อ่อนละเอียด อดีต สนช. แถลงข่าวที่รัฐสภา เมื่อ 29 ก.ค. 2563 โดยใช้เวลาแถลงข่าวถึง 55.18 นาที กรณีนายวรวุทธ อยู่วิทยา ร้องขอความเป็นธรรมต่อ สนช. และนำไปสู่การสั่งไม่ฟ้องของอัยการ ผมมีข้อโต้แย้งต่อคำแถลงของอดีตสนช. ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ที่ท่านอ้างว่า พยานที่พนักงานสอบสวนได้สอบไว้ คือ ดร.สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ ให้การว่า รถของนายวรวุทธ อยู่วิทยา ขับรถด้วยความเร็ว 177กม./ชม. แต่ผู้ต้องหาโต้แย้งว่าตนเองขับไม่เกิน 80 กม./ชม.เมื่อมีข้อโต้แย้ง สนช.จึงต้องนำพยานที่เป็นกลางมาให้ความเห็น
ผมขอโต้แย้งว่า 1.พยานที่ สนช.นำมา ไม่น่าจะถือว่าเป็นพยานที่เป็นคนกลาง เพราะ&amp;quot;คนกลาง&amp;quot;ต้องได้รับความยินยอมจากทั้ง 2 ฝ่าย แต่กรณีนี้น่าจะเป็นกรณีที่ผู้ต้องหาประสงค์อ้างคำให้การของพยานปากนี้ สนช.จึงส่งคำให้การของพยานปากนี้ไปให้อัยการ พยานปากนี้จึงถือว่าเป็นพยานของฝ่ายผู้ต้องหา ไม่ใช่พยานที่เป็นคนกลางอย่างที่ท่านอ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.หากสนช.หรือ อัยการ เห็นว่าความเร็วของเฟอร์รารี่ อยู่ที่ 76 กม./ชม. แทนที่จะเป็น 177กม./ชม.ก็ควรให้ดร.สธน ได้มีโอกาสชี้แจง หรือ โต้แย้ง เพราะดร.สธน ผมถือว่าเป็นพยานที่&amp;quot;เป็นกลาง&amp;quot; กล่าวคือ มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีแต่เป็นพยานที่พนักงานสอบสวนเชิญมาให้ความเห็น แต่แปลกที่ ตอนแรกพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการเชื่อพยานปากนี้ แต่ต่อมากลับไม่เชื่อพยานปากนี้ขึ้นมาเฉยๆ โดยมิได้ให้เหตุผลว่า เหตุใดจึงกลับใจไม่เชื่อพยานปากนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ท่านอดีต สนช.แถลงว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ (พ.ต.ต.ธนสิทธิ) ที่เคยให้การไว้ว่า นายวรวุทธ อยู่วิทยา ขับรถ 177 กม./ชม. หลังจากนั้น 4 ปี มาให้การใหม่โดยทำรายงานต่อหน้าผู้บังคับบัญชาว่า ได้คำนวณใหม่แล้ว ได้ความเร็วเพียง 79.23 กม./ชม. น่าสงสัยว่า การแก้ไขคำให้การทำไมจึงทำต่อหน้าผู้บังคับบัญชา ปกติ ผู้เชี่ยวชาญจะทำความเห็นโดยอิสระ แต่กรณีนี้ เมื่อจะกลับคำให้การเดิม ได้ทำต่อหน้าผู้บังคับบัญชา ในความเห็นผม ถือว่าน่าสงสัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.พ.ต.ต.ธนสิทธิ ให้การว่า คำนวณความเร็วผิดเป็นเพราะวัดระยะที่เกิดเหตุผิดพลาด จึงไปวัดใหม่ ผมขอโต้แย้งว่า การวัดจุดเกิดเหตุ ภายหลังหลายปีจะเอาอะไรเป็นจุดหมาย เนื่องจากเศษวัสดุที่เกิดจากการชน รอยเลือด และรถที่ชนกันได้ถูกเคลื่อนย้ายไปหลายปีแล้ว แล้วจะไปวัดอะไรประการสำคัญ หากดูข่าวย้อนหลัง ตะเห็นว่า ได้มีการวัดที่เกิดเหตุไว้อย่างละเอียดในวันเกิดเหตุแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.รายนามคณะกรรมาธิการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม ของ สนช. มี ผบ.ตร.และอดีต ผบ.ตร.อีก 2 คน เป็นกรรมาธิการ และมีอดีตอัยการสูงสุดเป็นกรรมาธิการอยู่ด้วย กรรมาธิการนี้ มีความขัดแย้งมีส่วนได้เสียในหน้าที่ของตนเอง เมื่อ ผบ.ตร.เป็นกรรมาธิการอยู่ด้วย และมีมติให้ขอความเป็นธรรม ให้ผู้ต้องหาที่หน่วยงานของตนสั่งฟ้องจึงดูแปลก เมื่ออดีตอัยการสูงสุดอยู่ด้วย และ กมธ.มีมติให้ขอความความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด เรื่องจึงดูแปลก อัยการจึงกลับมติเดิมจากฟ้องเป็นไม่ฟ้อง รองผบ.ตร.ก็กลับมติเป็นไม่ทำความเห็นแย้ง คณะกรรมาธิการชุดนี้จึงถูกกล่าวหาว่า&amp;quot;ฟอกขาว&amp;quot; ให้ผู้ต้องหา เมื่อท่านมีส่วนได้เสีย ท่านจึงไม่ควรรับเรื่องนี้มาพิจารณาตั้งแต่แรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเขียนเรื่องนี้ เพราะต้องการความโปร่งใส ให้คนในประเทศนี้มีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมว่า วันใดวันหนึ่งหากเขาจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เขาสามารถมั่นใจได้ว่า ความจนไม่เป็นอุปสรรคในการไขว่คว้าหาความยุติธรรม&amp;quot;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72986</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระบวนการยุติธรรม, คดีบอส, ธานี อ่อนละเอียด, นิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ, สนช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200731/image_big_5f236a978e31d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72642</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2020 16:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2020 16:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตกมธ.กฏหมาย สนช.ดิ้นแล้ว หลังตกเป็นเป้าช่วย &#039;บอส อยู่วิทยา&#039; พ้นผิด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ค.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังที่มีการเปิดเผยว่าอัยการและเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สั่งฟ้องในคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา ทายาทกระทิงแดง ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เนื่องจากทนายความของนายวรยุทธได้ขอความเป็นธรรม ซึ่งเป็นการประวิงเวลา ไปยังคณะกรรมาธิการกฏหมาย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในชั้นนี้ทางกมธ.ชุดดังกล่าว ได้ทำเรื่องขอให้อัยการส่งกลับคดีให้ตำรวจทบทวน เพราะมีพยานใหม่ จนเป็นจุดเปลี่ยนในการไม่สั่งฟ้องคดีดังกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปยัง พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะอดีตปธ.กมธ.กฏหมาย สนช. เพื่อสอบถามว่ามีการขอประวิงเวลาคดีนี้มาที่คณะกมธ.จริงหรือไม่ พล.ร.อ.ศิษฐวัชร เปิดเผยสั้นๆว่า ไม่วันที่ 29 หรือ 30 ก.ค. จะให้นายธานี อ่อนละเอียด ส.ว. ในฐานะอดีตกมธ. เป็นผู้แถลงรายละเอียด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังได้ติดต่อไปยังอดีตกมธ.หลายคน ซึ่งส่วนใหญ่ตอบไปในทิศทางเดียวกันว่าไม่ขอให้รายละเอียด ขณะที่บางคน ระบุว่าติดราชการ บางคนไม่ปฏิเสธแต่ก็ไม่ยืนยันว่ามีการขอประวิงเวลาไปที่กมธ.กฏหมาย สนช.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72642</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ, วรยุทธ อยู่วิทยา, สนช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200727/image_big_5f1ea13793047.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71131</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2020 14:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2020 14:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชักยุ่ง!ผู้ตรวจฯรับพิจารณาปมร้อนตัดสิทธิ &#039;จินตนันท์-พล.อ.นิพัทธ์&#039; เข้ารับสรรหาเป็นกสม. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p dir=&quot;ltr&quot; id=&quot;geom_inter_1594452028943_36_22&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;11 ก.ค.63 - นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน&amp;nbsp; เปิดเผยว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีมติรับพิจารณาเรื่องร้องเรียนของนางจินตนันท์ ชญาต์ร ศุภมิตร และพล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก&amp;nbsp; ที่ขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นคำร้องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 213 ประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46&amp;nbsp; กรณีคณะกรรมการสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พิจารณาลักษณะต้องห้ามและวินิจฉัยว่า ทั้ง 2 คน มีลักษณะต้องห้ามในการเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เนื่องจากเคยเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ&amp;nbsp; และถูกตัดสิทธิในการเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ&amp;nbsp; ในขณะที่คณะกรรมการสรรหากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กลับวินิจฉัยให้อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่มีลักษณะต้องห้ามและลงมติเลือกเป็นบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ได้ ซึ่งผู้ร้องเรียนเห็นว่า การกระทำของคณะกรรมการสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม&amp;nbsp; ขัดต่อหลักความเสมอภาค&amp;nbsp; ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนโดยตรง จึงเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 25 และมาตรา 27&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นายรักษเกชา&amp;nbsp; กล่าวว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่าเนื่องจากเป็นคำร้องเรียนที่ผู้ร้องเรียนระบุว่าตนได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย&amp;nbsp; ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงจากกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp; จึงรับเรื่องไว้พิจารณาก่อน&amp;nbsp; โดยเบื้องต้นได้สั่งให้สำนักกฎหมายและคดีเร่งตรวจสอบรวบรวมข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องทั้งหมดซึ่งมีมากอยู่พอสมควรเพื่อเสนอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาวินิจฉัยต่อไป&amp;nbsp; และเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน รอบคอบและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีหนังสือขอให้ประธานกรรมการสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาเรื่องร้องเรียนต่อไปอีกทางหนึ่งด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71131</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, นายรักษเกชา แฉ่ฉาย, ผู้ตรวจการแผ่นดิน, สนช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200711/image_big_5f09685992903.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69392</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2020 15:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2020 15:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลรธน.ตีตกคำร้อง &#039;ประชา ประสพดี&#039; ร้องเพิกถอนมติ ป.ป.ช.-สนช. ปมถอดถอนพ้นตำแหน่ง รมช.มหาดไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;22 มิ.ย.63 - ศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่คำสั่งที่ 40/2563 กรณีนายประชา ประสพดี ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 เนื่องจากในระหว่างดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย มีผู้กล่าวหาต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ว่านายประชาใช้อำนาจรัฐมนตรีเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการดำเนินงานของคณะกรรมการองค์การตลาด โดยสั่งให้ชะลอการประชุมคณะกรรมการองค์การตลาดเพื่อช่วยเหลือ ผอ.องค์การตลาดที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริต จนทำให้ ป.ป.ช.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงและมีมติว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 2550 และเป็นความผิดอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 รวมทั้งมีการส่งเรื่องไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ดำเนินการถอดถอนนายประชาออกจากตำแหน่ง เป็นผลให้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 ว่ากรณีที่ ป.ป.ช.มีมติดังกล่าว และส่งเรื่องให้ สนช.ดำเนินการถอดถอนนายประชาออกจากตำแหน่งนั้น เป็นมติและการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ละเมิดสิทธิเสรีภาพหรือไม่ และกรณี สนช.พิจารณาวินิจฉัยและลงมติถอดถอนนายประชาออกจากตำแหน่ง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ละเมิดสิทธิเสรีภาพหรือไม่ เนื่องจากไม่มีการยื่นคำร้องขอให้ถอดถอนตามกระบวนการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 270,271,272,273,274&amp;nbsp;จึงเป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมายและไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยนายประชาได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญเพิกถอนมติของ ป.ป.ช. และสนช. โดยให้มีผลย้อนหลังให้ถือว่านายประชาไม่เคยถูกสนช.ถอดถอนออกจากตำแหน่ง&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;โดยศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า เมื่อรัฐธรรมนูญ 2550 สิ้นสุดลง มีประกาศคสช.ฉบับที่ 24/2557 ให้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp; (พ.ร.ป.)​ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2542 มีผลบังคับใช้ต่อไป และรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 มาตรา 6 วรรคสองบัญญัติให้ สนช.ทำหน้าที่วุฒิสภา ดังนั้นการที่ ป.ป.ช.มีมติดังกล่าว และเสนอเรื่องให้ สนช.ถอดถอนนายประชา&amp;nbsp; จึงเป็นการกระทำที่อาศัยอำนาจตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2542 มาตรา 66 มาตรา 56 ดังนั้น &amp;nbsp;ป.ป.ช. และ สนช. มีอำนาจดำเนินการตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายซึ่งใช้อยู่ในขณะนั้น จึงไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของนายประชาตามที่รัฐธรรมนูญคุ้มครอง ประกอบกับการจะใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อรัฐธรรมนูญตามมาตรา 213 นั้น ต้องเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นระหว่างรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับและต้องไม่เป็นกรณีที่ยุติแล้ว แต่กรณีที่นายประชาร้องเป็นการขอให้พิจารณาวินิจฉัยการกระทำที่มีข้อเท็จจริงซึ่งเกิดขึ้นและยุติแล้ว ก่อนรัฐธรรมนูญ 2560 ใช้บังคับ จึงไม่อาจยื่นคำร้องโดยอาศัยช่องทางตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ได้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69392</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปปช., ประชา ประสพดี, ศาลรัฐธรรมนูญ, สนช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191226/image_big_5e046466b03b9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
