<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>34611</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2019 10:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2019 10:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เตรียมตัวรับมือฝุ่น PM 2.5 ฤดูกาลหน้า  ต้องแก้ที่แหล่งกำเนิดตั้งแต่วันนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้วิกฤติปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือจะดีขึ้น แต่บางพื้นที่ยังมีค่าฝุ่นอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ เช่นเดียวกับพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล แม้ว่าเวลานี้จะปลอดภัยจากฝุ่นแล้ว แต่ก็ใช่ว่าปัญหาฝุ่นจิ๋วอันตรายจะหมดไปจากประเทศไทยไม่กลับมาอีก&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในการเสวนา &amp;ldquo;ผนึกกำลังฝ่าวิกฤติฝุ่นพิษ PM 2.5 อยู่กับฝุ่นอย่างไร&amp;hellip;ให้ชีวิตรอดปลอดภัย&amp;rdquo; ที่จัดขึ้นโดยวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) โดยคณะกรรมการสาขาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; วสท.มีความเห็นว่า ประเทศไทยอาจจะต้องเผชิญปัญหาวิกฤติ PM 2.5 อีกครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม. สาเหตุหลักๆ มาจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ และการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นในแทบจะทุกพื้นที่ นอกจากนี้ยังได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาฝุ่นจากแหล่งกำเนิดหลายด้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; สนธิ คชวัฒน์ จากชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า ปัญหาฝุ่น PM 2.5 มีมานานหลายปี แต่เพิ่งจะเกิดการตื่นตัวตรวจคุณภาพอากาศกันจริงจังในปีนี้ จาก 50 สถานีทั่วประเทศ ซึ่ง 24 สถานีอยู่ใน กทม. ได้พบค่าฝุ่น PM 2.5 สูงจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ นอกจากนี้ ในภาคเหนือตอนบน 9 จังหวัด มีฝุ่น PM 2.5 สูงกว่าใน กทม.ค่อนข้างมาก ซึ่งแหล่งกำเนิดของฝุ่นมาจากหลายปัจจัย ใน กทม.หลักๆ มาจากการก่อสร้าง ทั้งก่อสร้างตึกอาคารสูง การสร้างอุโมงค์ 8 แห่ง และก็สร้างทางรถไฟฟ้าอีกประมาณ 4-5 สาย และมาจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งสะสมมานาน ยิ่งมีการก่อสร้างมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้การจราจรติดขัด แล้วการที่จราจรติดขัดก็ทำให้เกิดการเผาไหม้เครื่องยนต์นานขึ้นไปอีก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตอนที่เป็นปัญหาหนักๆ ใน กทม.ช่วงที่ผ่านมา เป็นช่วงที่เกิดความกดอากาศจากประเทศจีนลงมาสู่ไทย ก็เลยทำให้สภาพอากาศบ้านเราปิด ดังนั้น ฝุ่นที่เกิดจากแหล่งกำเนิดดังกล่าวจึงเกิดการสะสมมากขึ้นและนิ่ง ไม่ลอยไปไหนจนมองเห็นชัด เป็นระยะเวลาหลายวันก่อนที่จะหายไป แต่ก็ไปปรากฏที่ภาคเหนือด้วยเหตุผลคล้ายกัน แต่ภาคเหนือมีปัจจัยเรื่องของการเผาพื้นที่ของเกษตรกร เนื่องจากช่วงวิกฤติเป็นช่วงที่เกษตรกรต้องเผาพื้นที่เตรียมปลูกพืชในฤดูถัดไป ด้วยวิธีการเผาตอซังฟาง ข้าวโพด เพื่อเอาเห็ดเผาะ หญ้าหวาน นอกจากนี้ก็มีสาเหตุมาจากการลักลอบเผาป่า และการรับควันพิษจากประเทศเพื่อนบ้านด้วย โดยเฉพาะที่รัฐชาน เมียนมา ก็มีไร่ข้าวโพดประมาณล้านไร่ มีการเผาเช่นเตรียมพื้นที่เช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน ศ.ดร.ธเรศ ศรีสถิตย์ สมาคมวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวเสริมว่า ปัญหาฝุ่นควันพิษในภาคเหนือ จากการเผาตอซังเกษตรและพื้นที่โล่ง เนื่องจากในฤดูร้อนจะเกิดการทับถมของใบไม้และกิ่งไม้จำนวนมาก จึงกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีและยากต่อการควบคุม เปรียบเทียบพื้นที่ไฟป่า 9 จังหวัดภาคเหนือ ในช่วงระหว่าง 1 ต.ค.&amp;ndash;27 มี.ค. ในพื้นที่ภาคเหนือ ปีงบประมาณ 2562 จำนวน 49,565 ไร่ และ 2561 จำนวน 28,118 ไร่ จนรัฐบาลมีคำสั่งคลี่คลายปัญหาอย่างเร่งด่วน เพื่อลดฝุ่นควันและจุดความร้อน Hot Spot สถิติประเทศไทยมีการปลูกข้าวโพดกว่า 7 ล้านไร่ เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้วิธีเผาเพื่อเตรียมเพาะปลูกใหม่ ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับเกษตรกร หากเราไปบอกให้เขาหยุด เขาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะนี่คือวิถีดั้งเดิมของเขา ทำมานานแล้ว แต่เมื่อเกิดปัญหาฝุ่นแล้วก็เป็นสิ่งที่ทำให้ต้องทบทวนถึงสิ่งที่กำลังทำอยู่ว่าเป็นผลดีหรือไม่ เพราะการเผาเพื่อเตรียมดินเป็นวิธีที่ทำให้สร้างมลพิษแล้วยังทำให้ดินเสียหายอีก ถึงเวลาที่เกษตรกรไทยต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ มาใส่ใจและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น โดยใช้วิธีไถกลบเป็นปุ๋ยแทนการเผาทำลาย หรือแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น นำซังข้าวโพดมาผลิตเป็นถ่านอัดแท่ง นำมาแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์ และนำเปลือกข้าวโพดมาหมักใช้เป็นอาหารสัตว์ เป็นต้น หรือในการฟื้นฟูคุณภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมระยะยาว ยกตัวอย่างประเทศจีนในระยะเวลา 5 ปี เขาเร่งโครงการปลูกป่าครอบคลุมพื้นที่รวม 70,000 ตร.กม. ด้วยความร่วมมือจากภาครัฐ เอกชน และประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; ศ.ดร.ธเรศ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้อยากจะพูดถึงในส่วนของปัญหาก่อสร้างด้วย ว่าปูนคือตัวหลักของฝุ่นมากเหมือนกัน จะเห็นว่าทุกพื้นที่ก่อสร้าง เมื่อน้ำปูนแห้งจะมีเศษปูนเต็มพื้นที่ คนงานจำเป็นต้องกวาดออก ยิ่งถ้าหากตัวอาคารก่อสร้างนั้นสูง ยิ่งเป็นหอกระจายฝุ่น ที่สำคัญคือฝุ่นสามารถเดินทางได้ในระยะไกล ไม่ใช่แค่ในพื้นที่ใกล้ๆ แล้วการนำตาข่ายสีเขียวมาคลุมปิดสิ่งก่อสร้าง เป็นวิธีที่ไม่ได้ผล เพราะรูตาข่ายค่อนข้างใหญ่ ในต่างประเทศบริเวณก่อสร้างเขาใช้สิ่งปิดคลุมมิดชิดมากกว่า จนไม่สามารถมองเห็นได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot; PM 2.5 จะเกิดอีก หากสภาพอากาศถูกกด เพราะมันมีช่วงวนของมัน บวกกับการสะสมฝุ่นจากแหล่งต้นเหตุต่างๆ จึงเป็นประเด็นที่ต้องมาขบคิดทางออกต่อไป&amp;quot; ศ.ดร.ธเรศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ในส่วนของการเผาไหม้เครื่องยนต์ รศ.วงศ์พันธ์ ลิมปเสนีย์ วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และกรรมการสาขาวิศวกรรมยานยนต์ วสท. กล่าวว่า สถานการณ์ฝุ่นดีขึ้น แต่สวนทางกับจำนวนรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นทุกปี ที่ประเทศไทยมียอดจดทะเบียนรถยนต์สะสมประมาณ 20 ล้านคัน ในจำนวนนี้ 10.3 ล้านคันจดทะเบียนในกรุงเทพฯ และเป็นรถเครื่องยนต์ดีเซล 2.6 ล้านคัน ซึ่งใช้มาตรฐานไอเสียยูโร 1, 2, 3, 4 อันเป็นตัวการสำคัญเกิดควันพิษ ฉะนั้น จึงต้องเร่งผลักดันให้มีการใช้มาตรฐานยูโร&amp;nbsp; 5, 6 ต่อไปให้เร็วที่สุด เพราะหากใช้เทคโนโลยีที่ดีขึ้นเป็นยูโร 5 ก็จะช่วยลดปริมาณฝุ่นควันจากท่อไอเสียได้ประมาณ 80-90% ทางกระทรวงอุตสาหกรรมควรเร่งรัดความร่วมมือกับ 12 ค่ายรถยนต์ให้เป็นจริงโดยเร็ว เช่น ยกระดับการผลิตรถยนต์มาตรฐานยูโร 5 ภายในปี 2564 และวางแผนเตรียมยกระดับเป็นมาตรฐานยูโร 6 ภายในปี 2565&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้เรียกร้องการผลิตน้ำมันระดับยูโร 5 ด้วย เพราะทั้งรถเก่าและรถที่ขายในปัจจุบัน หากใช้น้ำมันระดับยูโร 5 ก็จะสามารถลดมลพิษได้ทันที รวมถึงการยกระดับใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 ในรถยนต์ดีเซล จะทำให้การจุดระเบิดของเครื่องยนต์ง่ายขึ้น การเผาไหม้ดีขึ้น เครื่องสตาร์ทติดง่าย และการหล่อลื่นที่ดีกว่า ซึ่งช่วยลดการปล่อยควันดำสาเหตุของฝุ่น อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการเตรียมความพร้อมทุกด้าน ทั้งผู้ผลิตรถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และบริการน้ำมันยูโร 5 อย่างทั่วถึง และรัฐบาลต้องเข้มงวดในการตรวจสภาพรถยนต์เก่า เช่น รถ ขสมก.ที่มีอายุ 10-20 ปี หรือรถที่เก่ามากๆ ควันดำ ไม่ควรนำมาวิ่งบนเส้นหลัก โดยใช้มาตรการตรวจสอบการปล่อยไอเสียอย่างจริงจัง และเก็บภาษีรายปีเพิ่มขึ้นเพื่อจูงใจให้ผู้ใช้รถเปลี่ยนซื้อรถคันใหม่แทนการเสียค่าบำรุงรักษาที่สูงเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่นเดียวกับนายสนธิ คชวัฒน์ เสนอว่า รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งควรกำหนดนโยบายด้านมลพิษอากาศ และจะต้องมีมาตรการรองรับอย่างเข้มแข็ง ได้แก่ 1.มาตรการด้านรถยนต์ การปรับเปลี่ยนมาตรฐานน้ำมันและเครื่องยนต์เป็นยูโร 5 และ 6 ควรทำภายใน 4 ปี แล้วก็ผลักดันให้รถขนส่งสาธารณะและรถยนต์พ่วงบรรทุกขนาดใหญ่ใช้ NGV หรือเป็นเครื่องยนต์ไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์ยูโร 5 ในเขต กทม. เมื่อรถไฟฟ้าครบ Loop ต้องจำกัดปริมาณรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซิน เช่น ต้องมีที่จอดรถเท่านั้นถึงจะจดทะเบียนได้ รวมถึงส่งเสริมและจูงใจการลงทุนการผลิตรถเครื่องยนต์ไฟฟ้าจากภาคเอกชน และห้ามรถเครื่องยนต์ดีเซลอายุเกิน 10 ปีวิ่งในเขตกรุงเทพฯ และปริมลฑล กำหนดให้รถเครื่องยนต์ดีเซลติดตั้ง Diesel Particulate Filter หรือ DPF เป็นอุปกรณ์กรองเขม่าไอเสียในเครื่องยนต์ดีเซล ไม่ให้ปล่อยออกไปสู่อากาศได้ ต่างประเทศนิยมติดตั้งไปแล้ว แล้วก็ควบคุมการจราจรไม่ให้ใช้รถยนต์ เช่น ลดราคาค่ารถไฟฟ้าและรถโดยสาร ห้ามจอดรถริมถนน จำกัดที่จอดรถในเมือง กำหนดเลนจักรยาน&amp;nbsp; จำกัดปริมาณมอเตอร์ไซค์ส่วนบุคคล ปิดลานจอดรถตามหน่วยงานรัฐ และเข้มงวดการจอดรถยนต์ริมถนน 2.มาตรการด้านโรงงานอุตสาหกรรมและกิจกรรมใช้ฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิง ได้แก่ การกำหนดค่ามาตรฐานการปล่อยฝุ่นที่ปลายปล่องใหม่ โดยกำหนดเป็นค่า Loading ซึ่งก็คือความเข้มข้นกับอัตราการปล่อย เพิ่มประเภทโรงงานเพื่อให้ติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบอัตโนมัติที่ปลายปล่อง รวมถึงเก็บภาษีการปล่อยมลพิษทางอากาศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.มาตรการลดการเผาในที่โล่ง ได้แก่ กำหนดช่วงเวลาห้ามเผาขยะ ชีวมวล วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร หรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรให้ชัดเจน และกำหนดมาตรการจูงใจเพิ่มเติม รัฐควรสร้างเตาเผาที่มีระบบควบคุมมลพิษทางอากาศในแต่ละพื้นที่เพื่อประชาชนใช้ร่วมกันโดยมีหน่วยราชการดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งยังต้องส่งเสริมวิธีการที่เป็นมิตรกับ สวล.แก่เกษตรกร เช่น การไถกลบวัสดุทางการเกษตร การทำปุ๋ยหมัก การทำก๊าซชีวมวล เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ในเรื่องการเผา ต้องทำความเข้าใจและเข้าถึงประชาชนรากหญ้าที่ทำการเผาทุกพื้นที่ โดยต้องทราบถึงปัญหาของเขาอย่างแท้จริง และถ้าไม่เผาจะร่วมมือกับรัฐอย่างไร รัฐจะช่วยเหลืออะไร ซึ่งต้องอาศัยกลไกของอำเภอ ตำบลและหมู่บ้าน ในระดับกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ขับเคลื่อนดูแลพื้นที่ตนเอง รวมทั้งใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดด้วย โดยมีตัวชี้วัดคือจำนวน hotspot ต้องลดลง และต้องหารือ และจัดการกับทุนใหญ่ไม่ให้รับซื้อข้าวโพดและพืชไร่ที่มาจากพื้นที่ที่ทำการเผาทั้งในและนอกประเทศ รวมทั้งตรวจสอบ หากพบว่าผู้ประกอบการคนไหนสนับสนุนและอยู่เบื้องหลังการเผาต้องแอนตี้สินค้าและดำเนินคดี แล้วถ้าทำตรงนี้กับประชาชนได้ ไทยก็ต้องอาศัยกลไกในการเป็นประธานอาเซียนนำเรื่องการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนเป็นวาระสำคัญในการพิจารณาของอาเซียน ตลอดจนรัฐบาลไทยต้องจัดให้การแก้ไขปัญหาหมอกควันเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องจัดการปัญหานี้ให้ได้ &amp;rdquo; นายสนธิแนะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนต่อมา 4.มาตรการด้านผังเมืองและพื้นที่สีเขียว อยากให้มีการควบคุมการขยายตัวของอาคารสูงตามแนวรถไฟฟ้าและถนนที่ตัดขึ้นใหม่ให้มีระยะห่างช่องทางของลมพัดผ่าน มีการเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพิ่มต้นไม้ในเมืองทั้ง แนวเส้นทางจราจรและสวนสาธารณะให้ได้อย่างน้อย 9.0 ตารางเมตรต่อคน เป้าหมายคือ 15.0 ตารางเมตรต่อคน ส่วนริมเส้นทางจราจรที่เปิดใหม่ให้นำสายไฟและสายอื่นๆ ลงใต้ดิน และปลูกต้นไม้แทน 5.มาตรการด้านบริหารจัดการ ได้แก่ การจัดทำกลยุทธ์ วิธีการต่างๆ ในการรองรับเพื่อตอบโต้กรณีฉุกเฉินทางมลพิษทางอากาศให้ชัดเจน มีศูนย์บัญชาการตอบโต้โดยให้ผู้ว่าฯ จังหวัดเป็นผู้นำ และหน่วยงานต่างๆ ร่วมสนับสนุน แล้วก็ให้ภาคประชาชนและนักวิชาการเข้าไปมีส่วนร่วมสนับสนุนการดำเนินการทั้งทางตรงและทางอ้อม สร้างความรู้ความเข้าใจต่อประชาชน ทำงานอย่างโปร่งใส ใส่ใจต่อสุขภาพของประชาชนเป็นหลักและต้องบอกความจริงเป็นระยะ มีเป้าหมายทุกมาตรการนำไปสู่การลดค่ามาตรฐานฝุ่น 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่กำหนดไว้ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ให้เป็น 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ภายในระยะเวลา 3 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สุดท้าย วงเสวนายังฝากถึงประชาชนอีกด้วยว่า หากประสบปัญหาฝุ่น ให้ตรวจสอบสภาพอากาศในบ้าน และดูแลความสะอาด และเมื่อออกนอกบ้านก็ควรลดการขับขี่ยานพาหนะส่วนตัวเพื่อไม่เพิ่มปัญหาฝุ่นและควันพิษอีก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34611</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวไทยโพสต์, ปัญหาหมอกควันภาคเหนือ, ฝุ่นPM2.5, มลพิษอากาศกรุงเทพ, วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.), ศ.ดร.ธเรศ ศรีสถิตย์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านมลพิษสิ่งแวดล้อม, สนธิ คชวัฒน์, เผาไร่ข้าวโพด, ไฟป่า9จังหว้ดภาคเหนือ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190428/image_big_5cc51a3a9b211.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33604</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/04/2019 13:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/04/2019 13:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการ ถอดบทเรียนไฟไหม้เซ็นทรัลเวิลด์  ชี้ห้างใหญ่ต้องเข้มงวดดูดตะกอนบ่อบำบัดน้ำเสีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 เมษายน 2562 &amp;nbsp;นายสนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อม ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว Sonthi Kotchawat กล่าวถึงกรณีที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยระบุว่า เรื่องนี้ถือเป็น ...บทเรียนจากการเกิดเพลิงไหม้ที่ระบบบำบัดน้ำเสียของโครงการขนาดใหญ่ ขึ้นอยู่กับการจัดการที่ดีและปฎิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดของเจ้าของโครงการและความเข้มงวดกับการตรวจสอบของหน่วยราชการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;..กรณีที่เกิดเพลิงไหม้ที่ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งทราบสาเหตุว่ามาจากที่บ่อบำบัดน้ำเสียที่ตั้งอยู่ชั้นใต้ดิน มีข้อสังเกตถึงสาเหตุของการเกิดปัญหาและการจัดการดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ระบบบำบัดน้ำเสียตั้งอยู่อาคารชั้นใต้ดินที่มีลักษณะค่อนข้างแคบโดยมีการระบายอากาศออกด้วยพัดลมดูดอากาศระบายไปที่ปล่องสู่บรรยากาศที่ชั้นบนของอาคาร การบำบัดน้ำเสียใช้ระบบตะกอนเร่ง(SBR) มีบ่อรวบรมน้ำเสีย บ่อเติมอากาศและบ่อตกตะกอน สามารถคาดการณ์ของการเกิดเพลิงไหม้จากบ่อน้ำเสียดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.1.บ่อเติมอากาศมีออกซิเจนน้อยและบ่อตกตะกอนมีตะกอนสะสมอยู่นานเกินไปไม่มีการดูดไปกำจัดจึงทำให้เกิดปฎิกริยาAnoxic (อากาศมีน้อย) และ Anaerobic (ไม่มีอากาศ)ทำให้ เกิดก๊าซไวไฟต่างๆ เช่นก๊าซแอมโมเนีย ก๊าซมีเทนและก๊าซไข่เน่าจำนวนมากขังอยู่ในตะกอนชั้นล่าง เมื่อมีความร้อนมากขึ้นเนื่องจากอุณหภูมิในบรรยากาศที่ร้อนจัดในช่วงนี้ และความร้อนจากใต้ดินจนทำให้มีความร้อนในตะกอนมีอุณหภูมิสูงเกิน 55องศาจะยิ่งเร่งให้ก๊าซไวไฟดังกล่าวลอยขึ้นมาสะสมจนความเข้มข้นสูงขึ้นในบริเวณปากบ่อตกตะกอนและบรรยากาศใกล้เคียง ประกอบกับระบบระบายอากาศ เช่นพัดลม (Blower) ขัดข้องหรือมีประสิทธิภาพต่ำทำให้การระบายก๊าซไวไฟดังกล่าวออกไม่ดีนัก จนทำให้มีก๊าซมีเทนสะสมสูงถึง50,000ส่วนในล้านส่วนของอากาศหรือมีค่าLELเกินร้อยละ5 ซึ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ต่ำสุดที่จะทำให้เกิดการระบิดหรือติดไฟได้เมื่อมีความร้อนและออกซิเจนเพียงพอ ดังนั้นหากมีประกายไฟเกิดขึ้น เช่นไฟฟ้าลัดวงจร เกิดประกายไฟจากปั๊มสูบน้ำ เป็นต้น ก็ทำให้เป็นสาเหตุของเกิดการระเบิดและเกิดเพลิงไหม้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.2.การจัดการเพื่อป้องกันการระเบิดจากก๊าซมีเทนคือ ต้องมีระบบระบายก๊าซมีเทนออกจากระบบบบำบัดน้ำเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันโครงการทั่วไปจะถูกกำหนดให้ระบายไปกำจัดที่บ่อดินขนาดไม่เกิน10ตารางเมตร, ต้องทำการขุดลอกหรือดูดตะกอนออกสม่ำเสมอตามที่ออกแบบไว้, อุปกรณ์ต่างๆในพื้นที่สำหรับบำบัดน้ำเสียจะต้องเป็นอุปกรณ์ที่ป้องกันการเกิดประกายไฟ (fire proof),ต้องมีการตรวจสอบระบบระบายอากาศให้สามารถทำงานได้ตลอดเวลาและกำหนดให้มีก๊าซออกซิเจนในพื้นที่ดังกล่าวต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ19.5 ,ต้องติดตั้งอุปกรณ์เตือนภัย เช่นตรวจจับความร้อน ตรวจจับควัน ตรวจจับไอระเหยของสารติดไฟ เป็นต้น,ที่สำคัญต้องจัดให้มีบุคคลากรควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียทำหน้าที่ดูแลอยู่ประจำและต้องปฎิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.โครงการได้ดำเนินการตามกฎกระทรวงตามมาตรา 80แห่งพรบ.ส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535หรือไม่ กล่าวคือ ตามกฎหมายได้กำหนดให้แหล่งกำเนิดมลพิษ เช่นโรงแรม ห้างสรรพสินค้าที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ต้องจดบันทึกรายละเอียด สถิติ ข้อมูลการทำงานของระบบบำบัดน้ำเสีย ลงในแบบ ทส.1 เป็นประจำทุกวัน เก็บไว้ ณ สถานที่ตั้งของแหล่งกำเนิดมลพิษนั้นเป็นระยะเวลา 2 ปี นับรวมทั้งต้องจัดทำรายงานสรุปผลการทำงานของระบบบำบัดน้ำเสียในแต่ละเดือนลงในแบบ ทส.2 และเสนอรายงานดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป..กรุงเทพมหานครต้องไปตรวจสอบอย่างเคร่งครัดว่าดำเนินการหรือไม่มีผลคุณภาพน้ำที่ปล่อยออกเกินค่ามาตรฐานหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33604</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถอดบทเรียนไฟไหม้, นักวิชาการสิ่งแวดล้อม, สนธิ คชวัฒน์, เซ็นทรัลเวิลด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190410/image_big_5cadd88fadbc1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27636</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กป้อม&#039;สั่งส่องตปท.แก้ฝุ่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot; สั่งกองทัพ-ตร.ศึกษาวิธีต่างประเทศแก้ฝุ่นพิษ ลุยติดเครื่องพ่นน้ำบนอาคารสูง นักวิชาการแนะลอกจีนสเปรย์น้ำตึกสูง 100 เมตรได้ผล คพ.แจงธาตุมะเร็งที่มากับฝุ่น เร่งทำบัญชีระบาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 26 มกราคม พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงการแก้ปัญหาฝุ่นละอองในอากาศว่า กองทัพยังคงให้การสนับสนุนรัฐบาลในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อลดมลภาวะจากฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่วิกฤติของกรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่กลางเดือน ม.ค. โดยได้ประสานกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมแก้ปัญหาเร่งด่วนในเขตพื้นที่ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น การสนับสนุนกำลังพลและรถบรรทุกน้ำ ทำความสะอาดถนน การจัดอากาศยานบินโปรยละอองน้ำระยะสูงตามห้วงเวลา ควบคู่กับการสนับสนุนทำฝนเทียม เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.คงชีพกล่าวว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้กำชับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หามาตรการเร่งระบายการจราจรในชั่วโมงเร่งด่วน และแก้ปัญหาการชะลอตัวของรถในเส้นทางหลักให้เป็นผลอย่างจริงจัง เพื่อช่วยลดมลภาวะจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงบนท้องถนน พร้อมทั้งสั่งการให้ทุกเหล่าทัพศึกษาการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจากต่างประเทศ พัฒนาปรับใช้กับทรัพยากรของกองทัพที่มีอยู่ เพื่อกำหนดแนวทางแก้ปัญหา โดยประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้กองทัพอยู่ระหว่างการพัฒนาเครื่องพ่นละอองน้ำติดตั้งบนอาคาร และการพิจารณานำอากาศยานไร้คนขับมาใช้ประโยชน์ ซึ่งอยู่ระหว่างการทดสอบประสิทธิภาพ โดยคาดว่าจะสามารถทยอยติดตั้งบนอาคารสูงของภาคเอกชนและปฏิบัติงานได้ในเร็ววันนี้ เพื่อร่วมกันลดมลภาวะจากฝุ่นละอองดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 เวลา 15.00 น. ว่า จากสภาพอุตุนิยมวิทยาที่ในช่วงบ่ายในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ลมพัดแรง ยังคงไม่มีฝนตก ทำให้เจือจางฝุ่นละอองได้บางส่วน โดยบริเวณพื้นที่ริมถนน มีค่าเกินมาตรฐาน (50 มคก./ลบ.ม.) 3 สถานี ส่วนพื้นที่ทั่วไป มีค่าเกินมาตรฐาน (50 มคก./ลบ.ม.) อยู่ 3 สถานี คาดการณ์ในวันที่ 28 ม.ค. จากการพยากรณ์สภาพอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา อากาศลอยตัวได้ดี แต่ลมพัดอ่อนลง ประกอบกับเป็นการทำงานวันแรกของสัปดาห์ที่มักมีการจราจรหนาแน่น ส่งผลทำให้ปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 มีโอกาสสูงขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คพ.ได้ประสานงานกรุงเทพมหานคร (กทม.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง กทม. กองบังคับการจราจร &amp;nbsp;ขนส่ง กองทัพ กรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงคมนาคม และผู้ว่าราชการจังหวัดปริมณฑล ทั้ง 5 จังหวัด ดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา PM 2.5 อย่างต่อเนื่อง ดังนี้ กทม.ล้างถนนทุกวันทุกสาย และได้มีการฉีดพ่นละอองน้ำที่เขตบางรักและเขตสาทร ทั้งนี้ ยังคงขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล และพื้นที่ใกล้เคียง งดการเผาในที่โล่งทุกประเภทอย่างเด็ดขาด และงดการใช้รถยนต์ที่มีควันดำอย่างเด็ดขาด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากกรณีที่นายศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาป้องกันและจัดการภัยพิบัติ สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลวิจัยที่เกี่ยวกับโลหะหนักในฝุ่นละออง PM 2.5 ที่วัดได้ในชั้นบรรยากาศทั่ว กทม. &amp;nbsp;มีประเด็นผลวิจัยเป็นเวลา 1 ปี พบธาตุทางเคมีที่เป็นโลหะหนัก ก่อมะเร็งปะปนอยู่ในอากาศระดับต้องเฝ้าระวังอยู่ถึง 3 ชนิด คือ สารหนู, ซีลีเนียม และแคดเมียม โดยเกิดจากการเผาไหม้ของอุตสาหกรรมและยานพาหนะ และคณะวิจัยฯ ได้เก็บค่าระดับความเข้มข้นของโลหะหนักในฝุ่น PM 2.5 จากสถานีตรวจวัดฝุ่นละอองที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นระยะเวลา 2 ปี พบธาตุโลหะหนักเพิ่มอีก 2 ชนิดคือ ทังสเตนและแคดเมียม ธาตุ 2 ชนิดนี้พบในส่วนผสมของโลหะดิสก์เบรกยานยนต์ ซึ่งปริมาณโลหะหนักที่ปนเปื้อนในอากาศขณะนี้ทั้งหมดมีฤทธิ์ก่อมะเร็งในร่างกายได้ หากสะสมไว้ปริมาณมากนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ชี้แจงว่า ปริมาณฝุ่น รวมทั้งองค์ประกอบของฝุ่นจะมีความแตกต่างกันตามฤดูกาลและกิจกรรมในบริเวณใกล้เคียง การวิเคราะห์องค์ประกอบของฝุ่นสามารถใช้เพื่อศึกษาแหล่งกำเนิดของฝุ่นได้ เช่น โปแตสเซียม เป็นองค์ประกอบจากแหล่งกำเนิดการเผาไม้ สังกะสี เป็นองค์ประกอบจากแหล่งกำเนิดการเผามูลฝอย อะลูมิเนียม เหล็ก แมงกานีส แคลเซียม เป็นองค์ประกอบของฝุ่นในเมืองหรือฝุ่นฟุ้งกระจายจากถนน และสารหนู แคดเมียม เป็นองค์ประกอบของฝุ่นจากอุตสาหกรรม เป็นต้น อย่างไรก็ตาม บุคคลมีความแตกต่างกันอย่างมากในหลายประการ เช่น ความแข็งแรงของร่างกาย โรคประจำตัว อุปนิสัย เป็นต้น การพิจารณาผลกระทบจากปริมาณฝุ่นและองค์ประกอบทางเคมีของฝุ่นที่บุคคลได้รับ ในประเด็นนี้ต้องพิจารณาประเด็นต่างๆ อย่างรอบคอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประลองกล่าวว่า ปัจจุบันหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ได้มีการกำหนดค่ามาตรฐานสำหรับองค์ประกอบทางเคมีของฝุ่นบางชนิดเป็นค่ามาตรฐานแล้ว เช่น กำหนดค่ามาตรฐานของตะกั่วซึ่งเป็นองค์ประกอบของฝุ่นมาตั้งแต่ปี 2538 (ค่ามาตรฐานตะกั่วในบรรยากาศ เฉลี่ย 1 เดือน ไม่เกิน 1.5 มคก.ต่อ ลบ.ม.) นอกจากนี้ คพ.มีโครงการความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น ด้านการจัดการคุณภาพอากาศ ซึ่งเป็นหนึ่งในการดำเนินงานตามกรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทยและกระทรวงสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศญี่ปุ่น &amp;nbsp;ซึ่งกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ การจัดทำบัญชีการระบายฝุ่นละอองขนาดเล็ก การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีและแหล่งกำเนิดฝุ่นละออง และการพัฒนานโยบายมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองสำหรับประเทศไทย โดยมีระยะเวลาดำเนินการอย่างน้อย 2 ปี (2561-2563) &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนายสนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์เฟซบุ๊กถึงการแก้ฝุ่นพิษในประเทศจีนว่า มหาวิทยาลัยในประเทศจีนได้ทำวิจัยเพื่อต่อสู้กับปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอนในช่วงฤดูหนาว โดยสังเกตว่าในช่วงที่ฝนตกหนักมากจะทำให้ PM 2.5 ลดลงจาก 220 มคก./ลบ.ม. เหลือเพียง 30มคก./ลบ.ม. จึงมีแนวคิดติดตั้งหัวกระจายน้ำเป็นฝอยบนหลังคาตึกสูงหรือติดตั้งบนเสาสูงเหมือนเสาส่งสัญญาณ CCTV (Skyscraper sprinkler system)โดยต้องสเปรย์น้ำเป็นฝอยให้มีขนาดอนุภาคของน้ำ 0.1-3.0 ไมครอน ไปในบรรยากาศให้มีความสูงอย่างน้อย 100 เมตร หรือความสูงตึก 25-30 ชั้น เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 นาที-2 ชั่วโมงในช่วงเช้าและเย็น เพื่อจับกับฝุ่น 2.5 ไมครอน ซึ่งจะสามารถลดปริมาณฝุ่นในบรรยากาศจาก 100 มคก./ลบ.ม. เหลือ 35 มคก./ลบ.ม. ได้ในบางช่วงในบริเวณนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยรัฐบาลจีนขอความร่วมมือให้ตึกสูงที่ตั้งอยู่ในเมืองทุกแห่งติดตั้ง Skyscraper sprinkler system ที่ได้ออกแบบมาดังกล่าวและช่วยพ่นละอองฝอยของน้ำไปในบรรยากาศในวันที่มี PM 2.5 สูงเกินมาตรฐานที่กำหนด นอกจากนี้จีนได้ผลิตปืนใหญ่ฉีดน้ำขนาดใหญ่เพื่อใช้พ่นน้ำเป็นละอองฝอยขึ้นไปในอากาศได้สูงถึง 2,000 ฟุต เพื่อช่วยลด PM 2.5 ในวันที่อากาศปิดและมีค่าฝุ่นสูง ทั้งนี้ กรุงเทพฯ และเมืองต่างๆ ของไทยในเวลานี้ โดยเฉพาะที่มหาชัย แม่กลอง กำลังประสบปัญหา PM 2.5 อยู่ในระดับเป็นอันตรายต่อสุขภาพมาก ซึ่งหน่วยราชการลองพิจารณาเอาแนวคิดของจีนมาจัดการอย่างน้อยเขาก็ทำมาแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ถนนพระราม 2 นายสมคิด จันทมฤก ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร นำทีมเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฉีดพ่นละอองน้ำในพื้นที่ติดถนนพระราม 2 และล้างถนนสายหลักและสายรองเพื่อลดฝุ่นบนถนนไม่ให้ฟุ้งกระจาย ทั้งนี้ ค่าฝุ่นละออง PM 2.5 ได้ลดลงมาอยู่ที่ระดับสีส้ม อยู่ที่ 64 มคก.ลบ.ม. จากเดิมที่อยู่ในระดับสีแดง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27636</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประลอง ดำรงค์ไทย, พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, สนธิ คชวัฒน์, สมคิด จันทมฤก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190127/image_big_5c4db5aee6e31.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27607</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/01/2019 15:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/01/2019 15:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะลอกจีนแก้ฝุ่นพิษต้องพ่นน้ำตึกสูงอย่างน้อย100เมตร+ปืนใหญ่ฉีดน้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ม.ค.2562 - นายสนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย&amp;nbsp;
โพสต์เฟซบุ๊กถึงการแก้ฝุ่นพิษในประเทศจีนว่า เล่าให้ฟัง...City Scale Water spraying from skyscrapers would be artificial rain to clean air pollution for mitigating haze in China&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มหาวิทยาลัยในประเทศจีนได้ทำวิจัยเพื่อต่อสู้กับปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอนในช่วงฤดูหนาวหรือ winter smogโดยสังเกตว่าในช่วงที่ฝนตกหนักมากจะทำให้PM 2.5 ลดลงจาก 220 มคก./ลบ.ม.เหลือเพียง 30มคก./ลบ.ม.จึงมีแนวคิดติดตั้งหัวกระจายน้ำเป็นฝอยบนหลังคาตึกสูงหรือติดตั้งบนเสาสูงเหมือนเสาส่งสัญญาณCCTV (Skyscraper sprinkler system)โดยต้องสเปรย์น้ำเป็นฝอยไปในบรรยา กาศให้มีความสูงอย่างน้อย 100เมตรหรือความสูงตึก 25-30 ชั้น เพราะPM 2.5 ความเข้มข้นมากจะลอยอยู่ในบรรยากาศที่ความสูงระดับนี้และจะต้องพ่นละอองน้ำออกมาเป็นฝอยให้มีขนาดอนุภาคของน้ำ 0.1-3.0 ไมครอนไปในบรรยากาศอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 นาที - 2 ชั่วโมงในช่วงเช้าและเย็นเพื่อจับกับฝุ่น 2.5 ไมครอนซึ่งจะสามารถลดปริมาณฝุ่นในบรรยากาศจาก 100 มคก./ลบ.ม. เหลือ 35 มคก./ลบ.ม. ได้ในบางช่วงในบริเวณนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.รัฐบาลจีนจึงขอความร่วมมือให้ตึกสูงที่ตั้งอยู่ในเมืองทุกแห่งติดตั้ง Skyscraper sprinkler system ที่ได้ออกแบบมาดังกล่าวและช่วยพ่นละอองฝอยของน้าไปในบรรยากาศในวันที่มี PM 2.5 สูงเกินมาตรฐานที่กำหนด (Bad day)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.นอกจากนี้จีนได้ผลิต water cannon หรือปืนใหญ่ฉีดน้ำขนาดใหญ่เพื่อใช้พ่นน้ำเป็นละอองฝอยขึ้นไปในอากาศได้สูงถึง2000ฟุตโดยให้มีขนาดละอองน้ำ 0.1-3.0ไมครอนเพื่อช่วยลด PM 2.5ในวันที่อากาศปิดและมีค่าฝุ่นสูงด้วยประกอบกันด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.กรุงเทพและเมืองต่างๆของไทยในเวลานี้โดยเฉพาะที่มหาชัย แม่กลอง สมุทรสงครามกำลังประสบปัญหาPM 2.5 อยู่ในระดับเป็นอันตรายต่อสุขภาพมาก ราชการเองก็กำลังทำงานอย่างเข้มแข็งโดยราดน้ำลงบนถนนและใช้รถดับเพลิงฉีดน้ำขึ้นสู่อากาศ ซึ่งพอจะช่วยลดฝุ่นขนาดใหญ่ลงได้บ้าง แต่จะไม่มีผลในการลดPM 2.5 การฉีดน้ำมากเกินไปทำให้ถนนเปียก ลื่นอาจเกิดอุบัติเหตุได้ ที่สำคัญอาจทำให้การจราจรติดขัดทำให้ต้องเผาน้ำมันในถนนมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.หน่วยราชการลองพิจารณาเอาแนวคิดของจีนมาจัดการด้วยอย่างน้อยเขาก็ทำมาแล้วครับ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27607</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีน, ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย  โพสต์, ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ, ฝุ่นพิษ, สนธิ คชวัฒน์, เฟซบุ๊ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190127/image_big_5c4d68bfbdb79.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
