<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>98676</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/04/2021 16:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/04/2021 16:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> หอการค้าลุยช่วยกทม.เตรียมหาพื้นที่ห้าง-ร.พ.เอกชนเปิดรับฉีดวัคซีนให้ประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 เมษายน 2564 นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยภายหลังการเข้าพบ พล.ต.อ.อัศวิน &amp;nbsp;ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมหารือรับมือการแพร่ระบาดที่กำลังเกิดขึ้นมาในช่วงสงกรานต์นี้ ที่มีการคาดการณ์ว่าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจประมาณ 5 พันล้านบาท หากมีการ Lockdown โดยทางกรุงเทพมหานครและหอการค้าไทยได้มีการวางแผน และเล็งเห็นความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ ควบคู่ไปกับสถานการณ์เศรษฐกิจ โดยจะควบคุมการเปิดปิดเป็นรายประเภทธุรกิจและพื้นที่เท่าที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดให้จำกัด ทั้งนี้ ภาคเอกชนจะสื่อสารให้ประชาชนปฏิบัติตัวตามมาตรการของภาครัฐอย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น ยังมีการหารือเรื่องการวางแผนรองรับการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งภายในสิ้นปีนี้คาดว่า กทม.จะได้รับโควตาวัคซีนประมาณ 10 ล้านโดส อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการฉีดวัคซีนของ กทม.ในขณะนี้ อยู่ที่ประมาณวันละ 5 พัน ถึง 1 หมื่นคนต่อวันเท่านั้น โดยใช้โรงพยาบาลในสังกัด กทม. 11 แห่ง และโรงพยาบาลในสังกัดอื่น 31 แห่ง ประกอบด้วย รพ.มหาวิทยาลัย รพ.ทหาร รพ.ตำรวจ รพ.สังกัดกระทรวงสาธารณสุข และ รพ.เอกชน รวมทั้งสิ้น 42 แห่ง ซึ่งหากมีวัคซีนเข้ามาปริมาณ 1.5-2 ล้านโดสต่อเดือน หลังจากช่วงเดือนมิถุนายนแล้ว เพื่อที่จะให้ฉีดได้ครบจำนวนจะต้องมีแผนการฉีดวัคซีนให้ได้ 3-5 หมื่นคนต่อวัน ดังนั้นเพื่อเพิ่มปริมาณการฉีดต่อวันให้ได้ครบ หอการค้าไทยจะร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าวให้เกิดความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หอการค้าไทยได้ประสานความร่วมมือไปยังห้างสรรพสินค้าและโรงพยาบาลเอกชน ในการจัดเตรียมพื้นที่รองรับ รวมไปถึงสถานที่พักคอยทั้งก่อนฉีด และสังเกตอาการหลังฉีด ตลอดจนน้ำดื่ม เตียง ระบบการขนส่งวัคซีน รถพยาบาลในกรณีฉุกเฉิน และบุคลากรอาสาสมัครในการฉีด ทั้งนี้ จะมีการกระจายพื้นที่ดังกล่าวเพื่อให้ครอบคลุมประชากรในกรุงเทพฯ ให้สามารถเดินทางอย่างสะดวก โดยแผนทั้งหมดนี้ หอการค้าไทยและภาคเอกชนจะร่วมมือกันทำงานอย่างใกล้ชิดกับ กทม. เพื่อให้แผนการดำเนินงานนี้แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน และ กทม.จะเริ่มฉีดให้กับประชาชนได้ในเดือนมิถุนายน&amp;rdquo; นายสนั่น กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากการหารือร่วมกันดังกล่าว เชื่อว่าหากการฉีดวัคซีนใน กทม.เป็นไปตามแผนที่วางไว้ จะสามารถครอบคลุมประชากรในกรุงเทพฯ ได้ประมาณ 70% ภายในปีนี้ ซึ่งจะเป็นภูมิคุ้มกันในการแพร่ระบาดของเชื้อโควิดได้ และจะใช้โมเดลการกระจายวัคซีนนี้ เป็นต้นแบบให้กับการดำเนินงานในต่างจังหวัด โดยให้หอการค้าจังหวัดเป็นศูนย์กลางในการประสานงานต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98676</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม, ฉีดวัคซีนโควิด, สนั่น อังอุบลกุล, หอการค้าไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210407/image_big_606d7f264914e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97668</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2021 15:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2021 15:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปธ.หอการค้าฯคนใหม่ตั้งเป้าหมายฟื้นศก.ใน 99 วัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 มี.ค. 2564 นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยคนใหม่ เปิดเผยนโยบายของคณะกรรมการหอการค้าไทยชุดใหม่ ที่เน้นเรื่อง &amp;quot;Connect the Dots&amp;quot; โดยชูหอการค้าให้เป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อมุ่งยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมมองว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว แต่ก็ยังมีปัญหาอีกมากรออยู่ ดังนั้น จึงตั้งเป้าหมายการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายใน 99 วันแรก เพื่อเร่งสร้างความเชื่อมั่น แก้ปัญหาระยะสั้น ทั้งการจ้างงานและปัญหาผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs ขณะเดียวกันก็ปูรากฐานไปสู่การฟื้นตัวอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่จะเดินเกมการฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว ภายใต้ทรัพยากรที่มีจำกัดนั้น ประเทศไทยต้องมีการจัดลำดับความสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งเราได้จัดประเด็นเร่งด่วนและสำคัญสำหรับดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรมภายใน 99 วันแรกของการทำงาน คือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. เร่งฉีดวัคซีนให้ประชาชน เพื่อเตรียมความพร้อมในการเปิดประเทศ โดยภาคเอกชนพร้อมจับมือกันช่วยภาครัฐในเรื่องการฉีดวัคซีนให้ได้ตามเป้าหมาย เพื่อป็นการกระตุ้นให้ระบบเศรษฐกิจกลับมาเดินได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการฉีดวัคซีนให้ประชาชน และการเจรจากับประเทศต่างๆ รวมถึงการทำใบรับรองการฉีดวัคซีน เป็นสิ่งที่จำเป็นในการเปิดประเทศ โดยภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนรัฐบาลตามความเชี่ยวชาญของภาคเอกชน เช่น การหาวัคซีน การนำเข้าวัคซีน การวางแผนร่วมกันในการสำรวจความต้องการที่จะฉีดวัคซีนให้กับสมาชิกเพื่อแบ่งเบาภาระของรัฐ และพร้อมที่จะสนับสนุนการกระจายวัคซีนให้ทั่วถึง ทั้งการขนส่ง การหาสถานที่ในการฉีด ตู้เย็นการจัดเก็บวัคซีน การช่วยประชาสัมพันธ์ จัดหาบุคคลกรให้เพียงพอ รวมถึงบริษัทที่มีความพร้อมก็มีการเสนอแนวทาง Buy 1 Give 1 ซึ่งเป็นการที่ฉีดวัคซีนให้พนักงานตัวเอง 1 Dose แล้วพร้อมที่จะช่วยสนับสนุนให้ฉีดแก่ประชาชน อีก 1 Dose เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ด้วย Digital Transformation เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เนื่องจากการช่วยให้ธุรกิจ SMEs ลดต้นทุน และสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น ถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของหอการค้าไทยในช่วง 99 วันแรก ดังนั้น หอการค้าไทยจึงให้การสนับสนุนโครงการใหม่ เพื่อเสริมสภาพคล่องและช่องทางการค้าขายให้กับ SMEs โดยโครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างกลุ่มธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่กับธนาคารพาณิชย์ ซึ่งธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่จะทำหน้าที่ช่วยคัดกรองและให้ข้อมูลลูกค้า SMEs ที่เป็นผู้เช่าพื้นที่ รวมถึงเป็นซัพพลายเออร์กับธนาคารพาณิชย์ เพื่อช่วยให้การพิจารณาเครดิตเป็นไปอย่างรวดเร็ว และเพิ่มการเข้าถึงสภาพคล่องให้กับ SMEs เหล่านั้นที่มีหลายแสนรายทั่วประเทศ บนความคาดหวังว่าจะช่วยให้กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบหนักจากการระบาดของไวรัสโควิดเหล่านี้ สามารถก้าวผ่านสถานการณ์ที่ซับซ้อนไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. แก้ไขกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจได้สะดวก (Ease of Doing Business)ทั้งนี้ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs สามารถดำเนินธุรกิจได้สะดวก จากการที่หอการค้าไทยได้มีส่วนร่วมในการเป็นคณะกรรมการปฏิรูปเศรษฐกิจร่วมกับรัฐบาลนั้น เช่น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และกระทรวงต่างๆ โดยได้มีการจัดลำดับทั้งโครงการและกฎหมายที่จะแก้ไขเร่งด่วนแล้ว เพื่อให้ประเทศไทยได้มีการปรับโครงสร้างเพื่อการเติบโตในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนั่น มั่นใจว่า ประเทศไทยจะสามารถบรรลุเป้าหมายทั้ง 3 ข้อได้ภายใน 99 วัน โดยหอการค้าไทยจะนำแนวทางการทำงานแบบ Connect the dots เชื่อมคนที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน ทำงานแบบวัดผลได้เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย โดยสร้างความเชื่อมั่น ร่วมกันสร้างสรรค์ และช่วยกันผลักดันให้ภารกิจที่วางไว้สามารถสำเร็จได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทั้งนี้ เพื่อสะท้อนความเห็นที่หลากหลาย เพื่อนำมาต่อยอดการพัฒนาประเทศได้อย่างรอบด้านมากขึ้น หอการค้าไทย จะมีการเปิดรับฟังความเห็นให้กว้างมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ โดยจะเปิดรายการ Clubhouse ของคนการค้า ในวันอังคารที่ 30 มี.ค.นี้ เวลา 20.00 โดยจะมาร่วมหารือในหัวข้อ รวมพลคนรุ่นใหม่ ร่วมหอการค้าไทย พลิกฟื้นเศรษฐกิจ&amp;quot; นายสนั่นกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปรัชญา สมะลาภา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า เป้าหมายของกฎหมายที่หอการค้าไทยเสนอให้ปรับปรุงภายใน 99 วัน คือ การปรับปรุงหลักเกณฑ์ของคนเข้าเมือง โดยเฉพาะแรงงานต่างชาติที่มีฝีมือ การทบทวนการลดหรือเลิกขอใบอนุญาต และการเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ประกอบการที่มีความซ้ำซ้อนในหลายใบอนุญาต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงปรับปรุงและพัฒนากฎหมายในลักษณะของกลุ่มธุรกิจ เช่น การท่องเที่ยว หรือ MICE โดยหอการค้าไทยจะเชื่อมโยงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งรัฐและเอกชนทำงานเป็นทีม เพื่อเชื่อมให้ประเทศไทยพร้อมจะก้าวไปสู่อนาคตได้ ภายใต้เศรษฐกิจโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97668</URL_LINK>
                <HASHTAG>สนั่น อังอุบลกุล, หอการค้าไทยคนใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210329/image_big_60619470d70cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82520</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอกชนประเมิน ตัด&#039;GSP&#039;ไม่แรง ยอด&#039;หนี้&#039;ปท.พุ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อนุสรณ์&amp;rdquo; หนุนไทยทำถูกต้องเมินตลาดหมูเนื้อแดงให้สหรัฐ แม้ถูกตัดจีเอสพี &amp;ldquo;เอกชน&amp;rdquo; เชื่อกระทบไม่มาก &amp;ldquo;จตุพร&amp;rdquo; ถล่มมะกันไม่ใช่มิตรแท้ &amp;ldquo;คลัง&amp;rdquo; เปิดตัวเลขหนี้สะสม ผงะ! ใกล้แตะ 50% จีดีพี
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 พ.ย. นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย และอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ชี้แจงถึงกรณีประเทศสหรัฐอเมริกาตัดสิทธิพิเศษทางการค้า (จีเอสพี) กับสินค้าไทย 231 รายการ จากกรณีที่ไทยไม่เปิดตลาดเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงว่า ไทยทำถูกต้อง เพราะได้ไม่คุ้มเสีย โดยเฉพาะประเด็นสุขภาพอนามัยของชาวไทย ซึ่งการที่ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ตัดสิทธิ์ไทยน่าจะตัดสินใจบนพื้นฐานผลประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าความสมเหตุสมผลทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อรักษาฐานคะแนนจากกลุ่มเกษตรกรสหรัฐ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์กล่าวอีกว่า สินค้าไทย 231 รายการที่ถูกตัดสิทธิ์ ล่าสุด และมีผลตั้งแต่เดือน ธ.ค. มีเพียง 147 รายการเท่านั้นที่ผู้ส่งออกไทยใช้สิทธิ์ สินค้ากลุ่มนี้มีมูลค่านำเข้าเฉลี่ยประมาณ 600-700 ล้านดอลลาร์ต่อปี เมื่อเสียภาษีเพิ่ม 4-5% คิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 20-30 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 640-960 ล้านบาท แต่จะกระทบบริษัทส่งออกขนาดกลางขนาดเล็กที่อาศัยตลาดสหรัฐเป็นหลัก จะกระทบมากพอสมควร ฉะนั้นต้องเร่งหาตลาดใหม่ทดแทน ซึ่งสินค้าส่งออกที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่ อุปกรณ์ชิ้นส่วนยานยนต์และส่วนประกอบ กระปุกเกียร์ ผลิตภัณฑ์ยางหลากหลายประเภท กรอบแว่นตา เคมีภัณฑ์ อะลูมิเนียมแผ่นบาง เป็นต้น&amp;nbsp;
ด้านนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า จากที่ประเมินแล้วการตัดจีเอสพีครั้งนี้ จะเกิดผลกระทบต่อภาคเอกชนไทย 600-700 ล้านบาท โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่จะเป็นชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมอาหาร สินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางชนิด และไม่ถือว่าเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจ เพราะคงเป็นเพียงผลกระทบระยะสั้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จริงๆ เคยประเมินไปแล้วว่าหลังจากที่มีการตัดสิทธิ์ครั้งแรกแล้วก็อาจมีอีกครั้งหนึ่งตามมา ซึ่งผลกระทบระยะยาวอาจไม่รุนแรง แต่ภาคเอกชนต้องเตรียมรับมือ รวมถึงต้องหาตลาดใหม่ๆ เพื่อรองรับสินค้า&amp;rdquo; นายสุพันธุ์กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสนั่น อังอุบลกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การตัดสิทธิ์จีเอสพีคาดว่าจะกระทบต่อการส่งออกไม่มาก หากเทียบกับผลกระทบจากค่าบาทแข็งค่า ซึ่งจะเป็นการบั่นทอนขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยมากกว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในเรื่องนี้ว่า เคยอธิบายแล้วว่ามหาอำนาจคบยาก สหรัฐก็เป็นประเทศหนึ่งที่คบยาก เรามักอธิบายถึงสหรัฐคือโลกประชาธิปไตย โลกเสรี หากมีการยึดอำนาจในไทยจะถูกคว่ำบาตร และไม่มีการยอมรับ แต่สุดท้ายทันทีที่ไปซื้ออาวุธของสหรัฐเขาก็เปิดทำเนียบขาวต้อนรับ แปลความง่ายๆว่าอุดมคติของมหาอำนาจอย่างสหรัฐคือผลประโยชน์ของอเมริกาไม่ได้เป็นผลประโยชน์ของประเทศอื่นเช่นไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การตัดสิทธิ์จีเอสพีนั้นต้องการทำลายทางเศรษฐกิจของไทยที่อยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก หากสหรัฐเป็นมิตรประเทศจริง ทั้งๆที่รู้ว่าในวิกฤติโควิด-19 ไทยได้รับผลกระทบสูงสุดประเทศหนึ่ง การท่องเที่ยวพังพินาศ มีเพียงการค้าบางชนิดเท่านั้นที่ยังคงอยู่ แต่ยากลำบาก ดังนั้นหากสหรัฐเป็นมิตรประเทศจริงๆ จะไม่ทำเช่นนี้กับประเทศไทยที่กำลังเผชิญอยู่กับความยากลำบาก&amp;rdquo; นายจตุพรกล่าว และว่า สหรัฐไม่ใช่มิตรแท้ของไทย แต่เป็นมิตรที่แสวงหาประโยชน์กับไทย ไม่ว่าไทยอยู่ในสภาพอย่างไรก็พร้อมซ้ำเติม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน เว็บไซต์สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลังได้เผยแพร่รายงานหนี้สาธารณะ ล่าสุด ณ วันที่ 30 ก.ย. ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ 2563 พบว่า มีหนี้สาธารณะจำนวน 7.84 ล้านล้านบาท คิดเป็น 49.35% ของจีดีพี โดยเมื่อเทียบกับข้อมูล ณ วันที่ 31 ส.ค.2563 หนี้สาธารณะอยู่ที่ 7.66 ล้านล้านบาท คิดเป็น 47.90% ของจีดีพี หนี้เพิ่มขึ้น 1.8 แสนล้านบาท ซึ่งสัดส่วนหนี้ที่เพิ่มมาเป็น 49.35% นั้น มาจากจำนวนหนี้ที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันมูลค่าของจีดีพีก็ลดลง โดยในเดือน ก.ย.2563 มูลค่าจีดีพีอยู่ที่ 15.9 ล้านล้านบาท ขณะที่เดือน ส.ค.2563 มูลค่าจีดีพีอยู่ที่ 16 ล้านล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับหนี้สาธารณะล่าสุดเป็นหนี้รัฐบาล 6.73 ล้านล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจ 7.95 แสนล้านบาท หนี้สถาบันการเงินที่รัฐบาลไม่ค้ำประกัน 3.09 แสนล้านบาท และหนี้ของหน่วยงานรัฐ 7,821 ล้านบาท ซึ่งหนี้ที่รัฐบาลก่อเพิ่มในปีงบประมาณ 2563 ได้แก่ การกู้เพื่อชดเชยขาดดุลงบประมาณ 4.91 แสนล้านบาท การกู้เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ 3.55 แสนล้านบาท และเงินกู้ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินฉุกเฉิน 1 ล้านล้านบาท อีก 3.35 แสนล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แผนการก่อหนี้สาธารณะใหม่ในปีงบประมาณ 2564 มีจำนวน 1.46 ล้านบาท เป็นรัฐบาลก่อหนี้ 1.34 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นการกู้เพื่อชดเชยขาดดุล 6.23 แสนล้านบาท กู้ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉิน จำนวน 5.5 แสนล้านบาท กู้บริหารสภาพคล่อง 9.9 หมื่นล้านบาท และกู้ลงทุนโครงการ 7.41 หมื่นล้านบาท ขณะที่ที่เหลือเป็นการก่อหนี้ของรัฐวิสาหกิจ 1.17 แสนล้านบาท และการก่อหนี้ของหน่วยงานอื่นอีก 1,808 ล้านบาท&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82520</URL_LINK>
                <HASHTAG>จตุพร พรหมพันธุ์, สนั่น อังอุบลกุล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201101/image_big_5f9ecc758e4a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78590</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2020 12:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2020 12:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คณะทูตานุทูต-กงสุลฯ ทั่วโลก ชวนเที่ยว&#039;สมุยวิถีใหม่&#039; ตอกย้ำเมืองไทยปลอดภัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กระตุ้นเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอเกาะสมุยและสร้างความเชื่อมั่นเที่ยวเมืองไทยปลอดภัย&amp;nbsp;&amp;nbsp;สมาคมคณะกงสุลกิตติมศักดิ์ (ประเทศไทย) จัดงานครบรอบ 9 ปี กระชับความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของกงสุลกิตติมศักดิ์ในประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและช่วยเหลือสนับสนุนซึ่งกันและกัน ภายในงานได้รับเกียรติจากเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ รวมทั้งกงสุลฯ บินไปงานร่วมอย่างอบอุ่น ณ โรงแรม W เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี&amp;nbsp; นำทีมโดย สนั่น อังอุบลกุล กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์สาธารณรัฐมัลดีฟส์ ในฐานะประธานสมาคมคณะกงสุลกิตติมศักดิ์ (ประเทศไทย) และมาดามแป้ง - นวลพรรณ ล่ำซำ กงสุลฯ ลิทัวเนีย และในฐานะโฆษกสมาคมฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สนั่น อังอุบลกุล กล่าวถึงวาระครบรอบ 9 ปีของสมาคมฯ ว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมา ได้สร้างผลกระทบขยายวงกว้างออกไปยังทั่วโลก โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย การที่คณะทูตานุทูต และคณะกงสุลกิตติมศักดิ์ ได้เดินทางมาที่เกาะสมุยนั้น เป็นโอกาสที่ดีที่สมาชิกทุกท่านจะได้ทำกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์ร่วมกันตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว สมาคมฯ ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญในการช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว และเป็นอีกหนึ่งกำลังที่จะช่วยเหลือในการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวของเกาะสมุยในประเทศไทย อีกทั้งยังช่วยคืนความเชื่อมั่นให้แก่การท่องเที่ยวในประเทศไทยได้กลับมาสู่บรรยากาศที่พร้อมจะกลับมาคึกคักได้อีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การกระชับความสัมพันธ์และโปรโมทท่องเที่ยวเกาะสมุยครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากคณะทูตานุทูตจากประเทศออสเตรีย อังกฤษ คาซัคสถาน สหรัฐเม็กซิโก นาอูรู นิวซีแลนด์ รัสเซีย สิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ ติมอร์-เลสเต อุซเบกิสถาน มัลดีฟส์ พร้อมด้วยคณะกงสุลกิตติมศักดิ์ประจำประเทศต่างๆ อาทิ สมบัติ เลาหพงศ์ชนะ กงสุลฯ สาธารณรัฐบัลแกเรีย, ปณิธิ วสุรัตน์ กงสุลฯ สาธารณรัฐไซปรัส, ดร.วีระชัย เตชะวิจิตร์ กงสุลใหญ่ฯ เอสโตเนีย,&amp;nbsp;วิกร ศรีวิกรม์ กงสุลฯ จอร์เจีย, ปริม จิตจรุงพร กงสุลฯ คีร์กีซ, ณพ ณรงค์เดช กงสุลฯ สหรัฐเม็กซิโก, จักร จามิกรณ์ กงสุลฯ สาธารณรัฐ นิการากัว, อัสวานี บาจาชจ์ กงสุลฯ สหพันธรัฐรัสเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทางสมาคมคณะกงสุลฯ&amp;nbsp;ได้ร่วมกิจกรรมการปล่อยปูม้าคืนสู่ทะเลไทย และมอบเงินจำนวน 100,000 บาท เพื่อสนับสนุนการทำบ่ออนุบาลเต่าทะเลเกาะสมุย และการอนุรักษ์ ฟื้นฟู บริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ให้กับ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ประธานคณะทำงานสัตว์ทะเลหายากและกรรมการปฏิรูปประเทศ ซึ่งมาให้ความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์เต่าทะเล ณ ชายหาดสุดเงียบสงบ โรงแรม W เกาะสมุย ซึ่งหลังโควิดมีแม่เต่าทะเลกลับมาวางไข่ที่เกาะสวยแห่งนี้อีกครั้ง สะท้อนทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ฟื้นมา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากนั้นคณะทูตานุทูตได้ทำกิจกรรมเวิร์คช็อปที่บ้านมะพร้าว (Coconut Museum) ชมวิถีชีวิตของคนในชุมชน&amp;nbsp; ดื่มน้ำมะพร้าวที่อร่อยหอมสดชื่น&amp;nbsp;&amp;nbsp;ทดลองทำขนมโค ขนมพื้นบ้านของชาวสมุยกันอย่างสนุกสนาน แวะช้อปผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าว ทั้งน้ำมันมะพร้าว ขนม ของฝาก ถือเป็นการสนับสนุนคนท้องถิ่นให้มีรายได้มากขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เรียกว่า งานนี้เต็มอิ่มครบทุกกิจกรรม&amp;nbsp;แถมปิดท้ายด้วยดินเนอร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟริมชายหาดสมุยของคณะทูตานุทูต และคณะกงสุลที่ Nikki Beach&amp;nbsp; พร้อมชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าสวยที่สุดอีกจุด&amp;nbsp;&amp;nbsp;เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่สร้างความประทับใจให้กับทุกคน&amp;nbsp; เป็นช่วงเวลาที่ได้แลกเปลี่ยนพูดคุยอย่างเป็นกันเอง กระชับความสัมพันธ์อันดีที่มีให้แนบแน่นยิ่งขึ้นตลอด 9 ปี สมาคมกงสุลฯ บินสู่สมุย กระตุ้นให้นักท่องเที่ยวร่วมสนับสนุนการเดินทางเที่ยวในไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องเผชิญผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78590</URL_LINK>
                <HASHTAG>NIKKI BEACH, คณะทูตานุทูต, ท่องเที่ยวสมุยวิถีไทย, มาดามแป้ง, สนั่น อังอุบลกุล, สมาคมกงสุลฯ, เกาะสมุย, โรงแรม W เกาะสมุย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200925/image_big_5f6d83dc4fbf1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38492</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทุกปัญหาย่อมมีทางแก้ไข  ชีวิตคิดบวก“สนั่น อังอุบลกุล”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(สนั่น อังอุบลกุล)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากบทบาทของการเป็นนักธุรกิจด้านผู้ผลิตทัปเปอร์แวร์รายใหญ่ของประเทศไทยแล้ว แต่ทว่าการออกกำลังกาย และการเลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ถือเป็นไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของ คุณสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) ที่ปัจจุบันเจ้าตัวบอกว่าแม้อายุ 72 ปีแล้ว แต่ก็ไม่ละเลยการดูแลสุขภาพ เพราะนั่นถือเป็นต้นทุนในการใช้ชีวิตและการทำงานได้อย่างมีพลังทั้งในมาดนักธุรกิจ และประธาน &amp;ldquo;มูลนิธิเอเอฟเอส ประเทศไทย&amp;rdquo; (มูลนิธิการศึกษาและวัฒนธรรมสัมพันธ์ไทย-นานาชาติ) ที่งานนี้คนรุ่นหนุ่มสาวสามารถนำไปแบบอย่างการใช้ชีวิตได้แบบไม่สงวนลิขสิทธิ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คุณสนั่น บอกว่า การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องทำ และต้องเป็นคนที่มีวินัยจึงจะทำได้ดี ถึงแม้ว่าตอนนี้ผมอายุ 72 ปีแล้ว ก็จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการแบ่งเวลาออกกำลังกาย ซึ่งผมทำเป็นกิจวัตรมานานหลายปี โดยทุกเช้านั้นจะต้องไปเดินออกกำลังวันละ 1 ชั่วโมง ตั้งแต่ 6 โมงจนถึง 7 โมงกว่า หรือบางครั้งก็จะเดินตีกอล์ฟคนเดียว จนมีเพื่อนทักว่าทำไมจึงเดินตีกอล์ฟคนเดียว ซึ่งนั่นถือเป็นการออกกำลังด้วยการเดินอย่างหนึ่งสำหรับผมครับ หลังจากเดินออกกำลังกายแล้วก็จะกินอาหารเช้าก่อน เริ่มด้วยผลไม้ก่อน ตามด้วยของที่เราชอบ เช่น หลังจากกินผลไม้แล้วก็จะตามด้วยขนมปัง 1 แผ่น ไข่ต้ม หลังจากนั้นก็เปลี่ยนไปเรื่อย เช่น โจ๊ก และเมนูจากปลา ไก่ หรือบางวันก็เป็นอาหาร เช้าสไตล์อเมริกันเบรกฟาสต์บ้าง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;แต่การเน้นอาหารและออกกำลังนั้นยังไม่พอ ซึ่งเรื่องที่สำคัญมากที่สุด คือต้องเป็นคนที่ไม่เครียด หมอบอกกับผมว่า ทำไมคุณสนั่นไม่เครียดเลย ยิ้มตลอดเวลา ซึ่งคำว่าไม่เครียดนั้นดีกว่ายาของหมออีก พูดง่ายๆ ว่าเราต้องคิดบวก และต้องคิดอยู่เสมอว่า ถ้ามีปัญหามันเป็นเรื่องปกติ สิ่งสำคัญทุกอย่างต้องมีทางออกอยู่แล้ว ดังนั้นเราไม่ควรกังวล เพราะยิ่งกังวลก็ยิ่งจะมีทุกข์ เมื่อเกิดความทุกข์ก็จะทำให้ไม่เกิดสติปัญญา ดังนั้นถ้าเรานิ่งแล้ว สิ่งที่ตามมามันคือสติมาปัญญา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนเรื่องของการดูแลจิตใจนั้น จริงๆ แล้วผมมองทุกอย่างให้เป็นเรื่อง &amp;ldquo;สัจธรรม&amp;rdquo; หมายความว่าเราไม่ต้องคิดอะไรมาก เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นด้วยเหตุและผล และสิ่งที่เกิดขึ้นนับเป็นประสบการณ์ที่เราต้องเรียนรู้ ดังนั้นคนที่มีปัญหาเขาก็ต้องบอกกับตัวเองว่าเราต้องหาทางอออก และสิ่งที่ขึ้นทุกเรื่องไม่ว่าจะดีหรือร้าย ล้วนเป็นบทเรียนที่ดี ครั้งต่อไปเมื่อเจอปัญหา เราก็จะรับมือกับมันได้ดียิ่งขึ้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เกริ่นไปตอนต้นว่าแม้อายุเข้าสู่หลัก 7 แต่การดูแลสุขภาพสม่ำเสมอ นั่นจึงทำให้ คุณสนั่น ยังมีไฟในการทำงาน และทำให้เจ้าตัวลืมตัวเลขของอายุไปเลย ซึ่งทุกวันก็ยังคงทำงานอยู่เหมือนเดิม คือยังทำงานที่บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ฯ และก็มีออกงานสังคม นอกจากนี้ยังเป็นประธาน &amp;ldquo;มูลนิธิเอเอฟเอส ประเทศไทย&amp;rdquo; ที่เกี่ยวกับการคัดเลือกนักเรียนแลกเปลี่ยนในบ้านเราไปศึกษาต่อในต่างประเทศ และนำเด็กนักเรียนระดับไฮสคูลในต่างประเทศ ที่อายุระหว่าง 16-17 ปี มาเรียนรู้วัฒนธรรมที่บ้านเราเป็นเวลา 1 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากการทำงานแล้ว การดูแลครอบครัวในฐานะคุณพ่อลูก 4 และเป็นสามีของศรีภรรยาอย่าง คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ที่คุณสนั่นบอกว่าเป็นภรรยาที่ดี และเป็นคู่คิดที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน และในบรรดา 4 ทั้งคนนั้น ปัจจุบันมีลูกชายคนหนึ่งที่เข้าช่วยงานที่บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ฯ และมีลูกสาว 3 คน และคนหนึ่งจบแฟชั่นดีไซเนอร์ ก็มาช่วยออกแบบสินค้าให้ทัปเปอร์แวร์ และแบรนด์ &amp;ldquo;The Potter&amp;rdquo; ซึ่งเป็นแบรนด์ในเครือของศรีไทยฯ และลูกสาวอีกคนทำงานอยู่บริษัท เอสซีจี และลูกสาวอีกคนหนึ่งก็เรียนเกี่ยวกับเป็นวิศวกร และปัจจุบันกำลังฝึกงานอยู่ที่ประเทศแคนาดา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สำหรับลูกหลานนั้น ทั้งผมและคุณหญิงณัฐิกา มักจะไม่ค่อยมีเวลา ดังนั้นโอกาสสอนลูกแบบนั่งสอนก็ไม่มีไปโดยปริยาย ถึงขั้นวันเสาร์-วันอาทิตย์ ก็ยังไม่มีเวลาเป็นของตัวเองเลย แต่สิ่งที่ได้คือทุกโอกาสที่มี เราจะเอาลูกติดไปด้วย และลูกก็จะช่วยเช็กตารางให้เราด้วยว่า อาทิตย์นี้เราจะทำอะไรกันบ้าง เขาก็จะดูเวลาที่เป็นประโยชน์ โดยลูกก็จะดูว่าเขาไปกับเราได้ไหม ถ้าอันไหนไปได้เขาก็จะไปกับเรา ซึ่งตรงนี้เป็นการเรียนรู้จากการที่ลูกนั่งดูเราพูดในขณะที่เราทำงาน เมื่อโตขึ้นเขาก็จะซึมซับสิ่งที่ได้เห็นได้ฟัง หรือเป็นการเรียนรู้จริงจากประสบการณ์ตรงที่ได้มีโอกาสไปงานต่างๆ กับพ่อแม่ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าเขาโชคดีมาก และมีต้นทุนชีวิตที่ดี และสิ่งผมไม่เคยลืมอีกอย่างหนึ่งนั้น แม้ว่างานจะยุ่งขนาดไหน ก็หาวันว่างทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว 1 วัน ซึ่งก็จะเป็นวันอาทิตย์ โดยการอยู่กับครอบครัว ไปกินข้าว และมีเวลาสังสรรค์กันบ้าง และก็ไปดูหนังกัน เนื่องจากคุณหญิงณัฐิกาชอบดูหนัง เราก็ไปดูหนังด้วยกันครับ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38492</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, สนั่น อังอุบลกุล, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190613/image_big_5d024681dbd3a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
