<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114807</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2021 09:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2021 09:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เทพไท&#039; เสนอ ศบค.ปลดล็อกสนามบินดอนเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ส.ค.64 -&amp;nbsp;นายเทพไท เสนพงศ์ อดีตส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟสบุคถึงกรณีการล็อกดาวน์สนามบินของ ศบค. ว่า จากการที่ ศบค.ประกาศล็อกดาวน์สนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ ห้ามไม่ให้มีการเดินทางโดยเครื่องบิน จากพื้นที่ควบคุมสีแดงเข้ม ไปยังสนามบินในภูมิภาคต่างๆ แต่กลับมีการเปิดใช้สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา ระยอง ให้มีการเดินทางด้วยเครื่องบินไปยังสนามบินของจังหวัดต่างๆได้ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสเดินทางกลับนครศรีธรรมราช โดยการใช้บริการของสายการบินนกแอร์ จากสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา ไปยังสนามบินนครศรีธรรมราช และเดินทางกลับจากสนามบินนครศรีธรรมราช มาที่สนามบินนานาชาติอู่ตะเภาโดยมีผู้โดยสารร่วมเดินทาง เที่ยวบินละประมาณ 60 คน ตนได้สอบถามข้อมูลจากผู้โดยสาร จากเจ้าหน้าที่ของสายการบิน &amp;nbsp;พบว่าผู้โดยสารส่วนใหญ่ 99% เป็นคนที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯทั้งสิ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเทพไท กล่าวอีกว่า ดังนั้นเป้าหมายของ ศบค.ที่ต้องการล็อกดาวน์สนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อไม่ให้คนกรุงเทพเดินทางไป สู่พื้นที่ต่างจังหวัด ไม่สามารถเป็นจริงได้ในทางปฏิบัติ กลับยิ่งเป็นการเพิ่มภาระให้กับประชาชนในการเดินทางด้วยซ้ำไป เพราะการเดินทางไปขึ้นเครื่องบิน ที่สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา ระยอง ต้องใช้ระยะเวลาเดินทางประมาณเกือบ 3 ชั่วโมง รวมเวลาไปกลับเวลาประมาณ 6 ชั่วโมง ทำให้สิ้นเปลืองเวลาการเดินทาง ค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง ของประชาชนอีกด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ คำถามที่มีต่อ ศบค.ก็คือ ทำไม ศบค.ไม่เปิดให้มีการใช้สนามบินดอนเมือง หรือสนามบินสุวรรณภูมิ ให้มีสายการบินต่างๆ บินไปสู่สนามบินในต่างจังหวัดเสียเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขอเรียกร้องมายัง ศบค.ได้ทบทวนมาตรการล็อกดาวน์การใช้สนามบินเสียใหม่ และควรจะเปิดให้มีการใช้บริการสนามบินดอนเมืองได้ตามปกติ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ที่มีภารกิจจำเป็น จะต้องเดินทางในช่วงที่มีการประกาศล็อกดาวน์ ของ ศบค.โดยเร็วที่สุด&amp;quot; นายเทพไท กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114807</URL_LINK>
                <HASHTAG>ล็อกดาวน์, สนามบินดอนเมือง, เทพไท เสนพงศ์, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210329/image_big_606140c1160ad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107273</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2021 21:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2021 20:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.ไฟเขียว ‘คิงเพาเวอร์’สัมปทานดิวตี้ฟรีสนามบินดอนเมือง10ปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มิ.ย. 2564 นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกมติ ครม.เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2516 จากเดิมที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้ บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน)เป็นผู้ดำเนินกิจการร้านค้าปลอดภาษี(ดิวตี้ ฟรี) ที่ท่าอากาศยานดอนเมืองเพื่อให้การคัดเลือก ผู้ประกอบกิจการการจำหน่ายสินค้าปลอดภาษี ที่ท่าอากาศยานดอนเมืองสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องเหมาะสมและไม่ก่อให้เกิดความคาดเคลื่อนระหว่างภาครัฐและประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กระทรวงคมนาคมได้รายงานว่า ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้มีข้อเสนอแนะเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2561 ว่าให้กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือ ทอท.ได้พิจารณาทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 ก.พ.16 เรื่องร้านค้าปลอดภาษี หากไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันแล้วให้ยื่นเรื่องเสนอมาเพื่อให้ยกเลิกมติ ครม.ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ทอท. ได้แจ้งว่าก่อนหน้านี้ได้มีการประกาศเชิญชวนคัดเลือกผู้ประกอบการในการจำหน่ายสินค้าปลอดภาษีที่ท่าอากาศยานดอนเมืองเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม -8 พฤศจิกายน 2562 เพื่อหาผู้ประกอบการรายใหม่ต่อจากกลุ่มคิงเพาเวอร์ ที่ได้สิ้นสุดสัญญาลงในวันที่ 30 กันยายน 2565 ซึ่งพบว่ามีเอกชนสนใจมาซื้อเอกสาร 2 ราย แต่มีผู้มายื่นข้อเสนอเพียงรายเดียว คือ&amp;nbsp;บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด&amp;nbsp;ที่ประชุมจึงได้มีมติอนุมัติการคัดเลือกเรียบร้อยแล้วโดยให้ให้สิทธิประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง โดยให้บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด เป็นผู้ได้รับสิทธิประกอบกิจการ เป็นระยะเวลา&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;6&amp;nbsp;เดือน ตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ต.ค.2565-31&amp;nbsp;มี.ค.2576&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ทาง ทอท.ได้ระบุว่าสำหรับมติ ครม.เดิม เมื่อวันที่ 6 ก.พ.16 ที่อนุมัติให้บริษัทการบินไทยเป็นผู้ดำเนินกิจการร้านค้าปลอดภาษีอากร ท่าอากาศยานดอนเมืองโดยไม่ต้องเปิดประมูลเป็นการทั่วไปมีความไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว เนื่องจากปัจจุบันบริษัทการบินไทย ได้ย้ายเที่ยวบินไปทำการบินที่สนามบินสุวรรณภูมิและผลจากการเป็นรัฐวิสาหกิจเมื่อวันที่ 31 พ.ค.2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท คิงเพาเวอร์ฯ ได้เสนอค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำรายปี (Minimum Guarantee)&amp;nbsp;ปีแรก เป็นจำนวนเงินกว่า&amp;nbsp;1.5&amp;nbsp;พันล้านบาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ซึ่งสูงกว่าประมาณการรายได้ที่ ทอท.คาดการณ์ว่าจะได้รับในปีสุดท้าย และสูงกว่าราคาที่ ทอท. คาดหวังไว้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107273</URL_LINK>
                <HASHTAG>คิงเพาเวอร์, สนามบินดอนเมือง, สัมปทานดิวตี้ฟรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210622/image_big_60d1e236b4102.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99339</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/04/2021 08:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/04/2021 08:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ผวาหนัก!หลังสนามบินดอนเมืองปล่อยให้ผู้ป่วยโควิดโดยสารเครื่องบินมาลงที่สนามบินนครศรีฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(แฟ้มภาพ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 เม.ย.64 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่าประชาชนวิพากวิจารณ์กรณีผู้ป่วยซึ่งเป็นผู้โดยสารเดินทางเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2564 เพศหญิง จำนวน 1 ราย เดินทางกับสายการบินไทยไลอ้อนแอร์ เที่ยวบินที่ SL 792 เส้นทาง ท่าอากาศยานดอนเมือง - ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช โดยเครื่องบินออกจากดอนเมือง เวลา 17.10 น. และเดินทางถึงท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช เวลา 18.35 น. โดยผู้โดยสารท่านดังกล่าวได้โทรศัพท์ไปแจ้ง #โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช ด้วยตนเอง ว่าตนเป็นผู้ติดเชื้อโควิด -19 ให้ทางโรงพยาบาลมารับเพื่อเข้ารับการรักษาตัวตามกระบวนการของสาธารณสุข&amp;nbsp; โดยจากไทม์ลน์ของผู้ป่วยรายนี้เข้ารับการตีรวจโควิดในวันที่9 เม.ย.และทราบผลว่าติดโควิดในวันที่ 10 เม.ย. และเดินทางมายังสนามบินดอนเมืองและโดยสารเครื่องบินมาลงที่สนามบินนครศรีธรรมราชในเวลา 17.30 น.วันที่ 11 เม.ย. 2564&amp;nbsp; ทางสนามบินดอนเมืองไร้มาตรฐานในการตรวจสอบจึงปล่อยให้ผู้ป่วยขึ้นเครื่องโดยสารได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ซึ่งในวันเดียวกันนี้นายถาวร แสงอำไพ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช ได้รายงานให้นายอภิรัฐ ไชยวงศ์น้อย อธิบดีกรมท่าอากาศยาน ว่ากรณีพบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด &amp;ndash; 19 โดยทางท่าอากาศยานได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช ว่ามีผู้ป่วยซึ่งเป็นผู้โดยสารเดินทางเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2564 เพศหญิง จำนวน 1 ราย เดินทางกับสายการบินไทยไลอ้อนแอร์ เที่ยวบินที่ SL 792 เส้นทาง ท่าอากาศยานดอนเมือง - ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช โดยเครื่องบินออกจากดอนเมือง เวลา 17.10 น. และเดินทางถึงท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช เวลา 18.35 น. โดยผู้โดยสารท่านดังกล่าวได้โทรศัพท์ไปแจ้ง #โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช ด้วยตนเอง ว่าตนเป็นผู้ติดเชื้อโควิด -19 ให้ทางโรงพยาบาลมารับเพื่อเข้ารับการรักษาตัวตามกระบวนการของสาธารณสุข?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ในส่วนของท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช เมื่อได้รับการประสานจากโรงพยาบาลมหาราช ก็ได้ดำเนินการประสานกับสายการบินเพื่อดำเนินการตรวจสอบรายชื่อของผู้โดยสารตามขั้นตอน และในเวลาต่อมาทางโรงพยาบาลได้จัดรถมารับผู้โดยสารท่านดังกล่าว ณ ท่าอากาศยาน โดยท่าอากาศยานนครศรีธรรมราชได้เร่งดำเนินการตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดพบว่าผู้โดยสารท่านดังกล่าวได้ผ่านการตรวจคัดกรองตามข้อปฏิบัติตามขั้นตอนของกระทรวงสาธารณสุขโดยการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย และสวมหน้ากากอนามัยตลอด ตามประกาศของท่าอากาศยาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สำหรับในส่วนของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานของท่าอากาศยานจะต้องไปรายงานตัวต่อศูนย์ควบคุมโรคติดต่อของจังหวัด (ศคร.) เพื่อเข้าขบวนการสอบสวนโรคแจ้งอาการต่างๆ หากพบอาการผิดสังเกตต้องกักกันตัว 14 วัน หากไม่มีอาการใดๆ แพทย์จะออกใบรับรองให้ว่าผ่านการตรวจเรียบร้อยแล้ว สำหรับพื้นที่ภายในอาคารที่พักผู้โดยสาร ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช ได้ดำเนินการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อและเช็ดทำความสะอาดในทุกพื้นที่เสียงต่อการติดเชื้อตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายอภิรัฐ ไชยวงศ์น้อย อธิบดีกรมท่าอากาศยาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ท่าอากาศยานที่อยู่ในความดูแลของกรมท่าอากาศยานทุกแห่งได้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด -19 โดย ปฏิบัติตามแนวทาง D-M-H-T-T ของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด และยังคงตั้งจุดลงทะเบียนสแกนคิวอาร์โค้ด &amp;ldquo;ไทยชนะ&amp;rdquo; เพื่อเก็บข้อมูลการเข้าออกของผู้โดยสาร ตามนโยบายกระทรวงคมนาคม การคัดกรองผู้โดยสารทั้งเที่ยวบินขาเข้าและขาออก และเน้นย้ำให้ทุกคนที่เข้ามาใช้บริการท่าอากาศยานจะต้องสวมหน้ากากอนามัยและผ่านการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย และต้องปฏิบัติตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการรักษาความสะอาด ท่าอากาศยานทุกแห่งได้ดำเนินการพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสารก่อนจุดรับกระเป๋าทุกเที่ยวบิน พร้อมตั้งจุดบริการเจล แอลกอฮอร์ล้างมือตามจุดต่าง ๆ และทำความสะอาดโดยใช้ แอลกอฮอร์และน้ำยาฆ่าเชื้อ ในบริเวณพื้นอาคาร ห้องน้ำ รถเข็น เก้าอี้ที่พักผู้โดยสาร ราวบันได ลิฟต์โดยสาร และอุปกรณ์สำหรับให้บริการ และอุปกรณ์ของเจ้าหน้าที่ตามจุดต่าง ๆ ทุกชั่วโมงหรือหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจทุกเที่ยวบิน รวมถึงทำการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อภายในอาคารที่พักผู้โดยสาร ทุกสัปดาห์ ตามมาตรการป้องกันการแพร่เชื้อโควิด -19 ของกระทรวงสาธารณะสุขอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผู้โดยสารที่เดินทางผ่านท่าอากาศยานมั่นใจปลอดภัยจากการติดเชื้อโควิด -19.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99339</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายถาวร แสงอำไพ, นายอภิรัฐ ไชยวงศ์น้อย, ผู้ป่วยโควิด-19, สนามบินดอนเมือง, สนามบินนครศรีธรรมราช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210413/image_big_6074ec78747ae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57513</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/02/2020 11:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/02/2020 11:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุวรรณภูมิ-ดอนเมืองยกระดับคัดกรองผู้โดยสารญี่ปุ่น-สิงคโปร์เทียบเท่าจีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18ก.พ.63-นาวาอากาศโทสุธีรวัฒน์ สุวรรณวัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ยอมรับว่าขณะนี้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิยกระดับการคัดกรองผู้โดยสารที่เดินทางมาจากประเทศญี่ปุ่นและสิงคโปร์เข้มมากขึ้น หลังจาก 2 ประเทศมีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการยกระดับการคัดกรองฯ อยู่ระดับเทียบเท่าผู้โดยสารที่เดินทางจากประเทศจีน

อย่างไรก็ตามซึ่งจะมีการจัดแยกเครื่องบินเพื่อเป็นจุดจอดอากาศยานมาถึง โดยจะใช้อาคารเทียบเครื่องบิน FEC เช่นเดียวกับผู้โดยสารเดินทางมาจากประเทศจีน รวมทั้งการเดินทางมาถึงจะมีจุดคัดกรองตรวจเช็คอุณหภูมิ 2 ขั้นตอน คือ บริเวณทางเข้า หรือ Gate ของอาคารเทียบเครื่องบินและจุดผ่านตรวจคนเข้าเมือง หากพบผู้โดยสารมีแนวโน้มติดเชื้อจะคัดแยกส่งตัวให้แก่โรงพยาบาลบำราศนราดูร

เรืออากาศโทสัมพันธ์ ขุทรานนท์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานดอนเมือง เปิดเผยว่า มีการยกระดับตรวจเข้มของผู้โดยสารที่เดินทางมาถึงจากประเทศต้นทางที่มีการระบาดของโควิด-19 เช่นเดียวกัน ซึ่งที่ผ่านมาท่าอากาศยานดอนเมืองมีการแยกอาคารเทียบเครื่องบินรองรับเที่ยวบินจากประเทศจีนและกัมพูชาให้มาเทียบเครื่องบินที่อาคารหมายเลข 6 มีลักษณะพื้นที่แยกออกไปเป็นสัดส่วนง่ายต่อการคัดกรองผู้โดยสารและหลังจากสถานการณ์การะบาดของโรคเพิ่มขึ้นหลายประเทศ ขณะนี้จะมีการเพิ่มเที่ยวบินที่เดินทางมาจากฮ่องกง สิงคโปร์และญี่ปุ่นมาเทียบเครื่องบินที่อาคารเทียบเครื่องบินหมายเลข 6 เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าอาคารเทียบเครื่องบินหมายเลข 6 จะรองรับเที่ยวบินได้ประมาณ 50 เที่ยวบินต่อวัน ดังนั้น หากมีเที่ยวบินมาใช้อาคารหมายเลข 6 มากขึ้นกว่าวันละ 50 เที่ยวบิน ดอนเมืองอาจจำเป็นต้องปรับแผน โดยการใช้มาตรการประสานความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขเพิ่มเจ้าหน้าที่และเทอร์โมสแกน เพื่อตรวจคัดกรองผู้โดยสารที่เดินทางมาถึงตรงหน้า Gate ของอาคารเทียบเครื่องบินทุกอาคาร อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ยอมรับว่าจะดำเนินการได้ต้องมีความพร้อมได้รับเครื่องเทอร์โมสแกนและเจ้าหน้าที่เพิ่ม

นอกจากนี้ ขณะนี้ท่าอากาศยานดอนเมืองยอมรับว่าจะมีการนำมาตรการชะลอผู้โดยสารที่เดินทางมาถึง สำหรับมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงเมื่อเดินทางมาถึงท่าอากาศยานก็ชะลอเดินเข้าอาคารผู้โดยสาร เพื่อทำการคัดกรอง โดยให้ผู้โดยสารจากเที่ยวบินอื่นเดินทางไปก่อนอาจทำให้ผู้โดยสารไม่ได้รับความสะดวกบ้าง แต่เป็นมาตรการที่จำเป็นที่ต้องมาใช้อย่างเร่งด่วน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57513</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่, สนามบินดอนเมือง, สนามบินสุวรรณภูมิ, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190721/image_big_5d346ea22fada.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53834</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/01/2020 13:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/01/2020 13:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ สั่งแก้ปัญหาจราจรในสนามบินดอนเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 5 ม.ค. นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ติดตามปัญหาการจราจรคับคั่ง พร้อมสั่งการให้กระทรวงคมนาคม การท่าอากาศยาน ท่าอากาศยานดอนเมือง เร่งจัดระเบืยบการจราจร บริเวณชานชาลาผู้โดยสารขาออก เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มาใช้บริการสนามบินดอนเมือง และเพื่อเป็นการเร่งระบายการจราจรหน้าอาคารผู้โดยสารทั้งอาคาร 1 และอาคาร 2 ให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนฤมล กล่าวว่า ทั้งนี้ ท่าอากาศยานดอนเมือง ได้มีการจัดให้มีช่องทางเดินรถพิเศษขวาสุดจากอาคาร 1 ไปยังอาคาร 2 เพื่อให้รถที่จะไปอาคาร 2 เคลื่อนตัวรวดเร็วยิ่งขึ้น และจัดเจ้าหน้าที่จราจรทุกประตูทั้งอาคาร 1 และอาคาร 2 เร่งระบายรถที่ส่งเสร็จแล้ว รวมทั้งจัดเจ้าหน้าที่ช่วยยกกระเป๋าสัมภาระให้กับผู้โดยสารที่ต้องการความช่วยเหลือบริเวณชานชาลาอาคารผู้โดยสาร จากผลการดำเนินการทำให้การเร่งระบายรถจากชานชาลาอาคาร 1 ไปยังอาคาร 2 มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้อาคาร 1 มีปริมาณรถสะสมน้อย และเป็นระเบียบมากยิ่งขึ้น ขณะที่อาคาร 2 มีปริมาณรถสะสมน้อยลง เป็นระเบียบมากขึ้น เนื่องจากรถส่วนบุคคลและรถแท็กซี่ที่มาส่งผู้โดยสารใช้เวลาที่ชานชาลาน้อยลง ทำให้การจราจรหน้าชานชาลาชาออกมีความคล่องตัวมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวอีกว่า ขอให้มั่นใจว่านายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยความเดือดร้อนของประชาชนในทุกด้าน และติดตามการทำงานของทุกหน่วยงานที่ได้สั่งการลงไปอย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับให้รายงานความคืบหน้าการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง ทุกระยะ เพื่อการแก้ปัญหาอย่างบูรณาการและยั่งยืน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53834</URL_LINK>
                <HASHTAG>นฤมล ภิญโญสินวัฒน์, สนามบินดอนเมือง, โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190721/image_big_5d346ea22fada.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45690</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2019 21:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2019 21:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สพฉ.แจงเป็นมาตรฐานสากล รถพยาบาลฉุกเฉินเข้าสนามบินดอนเมือง - สถานีรถไฟใต้ดินไม่ได้  เตรียมหารือหาจัดพื้นที่รับผู้ป่วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
13ก.ย.62-กรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์ภาพพร้อมเล่าเรื่องราวเพื่อร้องขอความเป็นธรรม กรณีที่คุณพ่อป่วยฉุกเฉิน แต่รถ 1669 ไม่สามารถเข้ามารับที่สนามบินดอนเมืองได้ เพราะสนามบินเป็นเขตต้องห้าม พอให้รถโรงพยาบาลในสนามบินไปส่ง ก็ส่งให้แค่รัศมี 8 กิโลเมตร สุดท้ายพ่อลำไส้ปริแตก &amp;nbsp;ทำให้เสียโอกาสการใช้สิทธิ UCEP ที่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ สามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทุกแห่งที่ใกล้ที่สุดได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ภายใน 72 ชั่วโมง ทำให้ทางครอบครัวไม่สามารถเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลได้ &amp;nbsp;ล่าสุด เรืออากาศเอกนายแพทย์อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ชี้แจงถึงเรื่องนี้ว่า &amp;nbsp;อยากให้พี่น้องประชาชนให้เข้าใจ การทำงานในพื้นที่พิเศษ &amp;nbsp;อย่างเช่น สนามบิน &amp;nbsp;รถไฟใต้ดิน &amp;nbsp;ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยของของสถานที่นั้นๆ ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากล ทำให้มีข้อจำกัดการเข้าการออก &amp;nbsp;สำหรับกรณีการเจ็บป่วยฉุกเฉิน ขอเรียนว่า ทางสนามบินเอง ก็มีทีมแพทย์ฉุกเฉินอยู่ตลอดเวลา อย่างในสนามบินดอนเมือง เข้าใจว่าอยู่ในรูปแบบของคลินิก &amp;nbsp;ที่ทำการรักษาในเบื้องต้น แต่ในส่วนของเรื่องการผ่าตัดอาจไม่มีขีดความสามารถ จึงจำเป็นต้องส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลใกล้เคียง เช่น โรงพยาบาลภูมิพล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรณีของผู้ที่ร้องเรียนเข้ามานั้น เข้าใจว่า ผู้ร้องเรียนไม่ทราบเบอร์ฉุกเฉินของสนามบิน คงจำได้เฉพาะเบอร์โทร 1669 จึงโทรมาเบอร์นี้ ซึ่งถือเป็นเรื่องดี แต่พื้นที่พิเศษ โดยเฉพาะสนามบินมีข้อจำกัดเรื่องความปลอดภัยอยู่ ตรงนี้ ควรประสานไปยังทีมแพทย์ของสนามบินนั้นๆ เพื่อทำการรักษา หรือ ส่งต่อผู้ป่วยจะดีที่สุด อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ สพฉ.เองไม่ได้นิ่งนอนใจ ต่อไปจะมีการพูดคุยกับสนามบินต่างๆ รวมทั้งพื้นที่พิเศษอื่นๆ เช่น รถไฟฟ้าใต้ดิน การทางพิเศษว่าเราจะเชื่อมต่อกันอย่างไร หรืออาจจัดตั้ง หน่วยปฏิบัติการฉึกเฉินเชื่อมต่อกับระบบ 1669 อยู่ในทุกสนามบินเลย ตรงนี้เราก็จะมีการพูดคุยเพื่อพัฒนาต่อไป &amp;nbsp;&amp;ldquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวด้วยว่า กรณีที่ผู้ร้องเรียนระบุ &amp;nbsp;เสียโอกาสใช้สิทธิ UCEP ขอเรียนว่า จากการตรวจสอบในเบื้องต้น บิดาของผู้ร้องเรียนเป็นโรคเกี่ยวกับลำไส้ หากคัดแยกประเภท ก็จะเข้าการเจ็บป่วยแบบเร่งด่วน &amp;nbsp;ไม่ใช่การเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ ที่อาจทำให้เสียชีวิตในทันที ทั้งนี้สพฉ.จะทำการตรวจสอบอีกครั้ง ว่าเข้าเกณฑ์ หรือไม่ และยินดีเป็นหน่วยงานกลางในการทำความเข้าใจกับทุกฝ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยืนยันว่า ประชาชนคนไทยทุกคน มีสิทธิในการใช้ UCEP &amp;nbsp; เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติมีสิทธิทุกที่ โดยไม่มีเงื่อนไขในการเรียกเก็บค่า รักษาพยาบาล ภายใน 72 ชั่วโมง ที่ไม่ต้องจ่าย เพราะมี การคุ้มครองจากกองทุนต่างๆ อยู่แล้ว ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ถ้าโรงพยาบาลรัฐ ก็จะมีทุกกองทุนจ่ายอยู่แล้ว &amp;nbsp;แต่โรงพยาบาลเอกชน กองทุนจะจ่ายเฉพาะฉุกเฉินวิกฤติ &amp;nbsp;ถ้าไม่เข้าฉุกเฉินวิกฤติ ต้องสำรองจ่ายไปก่อน และขอเบิกกับกองทุนในภายหลังได้ กรณีจะเข้าเกณฑ์ หรือไม่เข้าเกณฑ์ทางโรงพยาบาลเอกชน จะส่งเรื่องมายังสพฉ. จากนั้นไม่เกิน 1 ชั่วโมง ก็จะรู้ทันทีว่าเข้าเกณฑ์ เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ หรือไม่อย่างไร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45690</URL_LINK>
                <HASHTAG>1669, รถพยาบาลฉุกเฉิน, สถานีรถไฟฟ้่าใต้ดิน, สนามบินดอนเมือง, สพฉ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190913/image_big_5d7ba3c58df1a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44795</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2019 09:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2019 09:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมลุยแก้ปัญหาผู้โดยสารแออัดในสนามบินดอนเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ย. 2562 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังลงตรวจติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาความแออัดภายในอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานดอนเมือง ที่ได้ปรับปรุงตามแผนแก้ปัญหาความแออัดในอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานดอนเมือง ประกอบด้วย การบริหารระบบอาคารจอดรถ 7 ชั้น จุดตรวจผู้โดยสารขาเข้าและขาออก จุดให้บริการขอตรวจลงตราวีซ่าเพื่อเข้าประเทศ (VOA) และติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างอาคารจอดรถแห่งใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า การตรวจเยี่ยมท่าอากาศยานดอนเมือง เป็นการติดตามความคืบหน้าการแก้ปัญหาความแออัดในอาคารผู้โดยสารตามที่ได้มีข้อสั่งการไว้ โดยสั่งการให้ท่าอากาศยานดำเนินการใช้ระบบ CCTV เข้ามาช่วยเจ้าหน้าที่ในการระบายผู้โดยสารเข้าช่องตรวจ พร้อมทั้งให้อำนวยความสะดวกผู้โดยสารระหว่างรอคิว โดยที่ผู้บริหารสามารถเข้าตรวจสอบและสั่งการผ่านระบบดังกล่าวได้ทันที&amp;nbsp;
สำหรับอาคารจอดรถให้เร่งดำเนินการใช้ระบบอัตโนมัติในระยะเร่งด่วนใน 1 เดือน ก่อนที่จะเปลี่ยนผ่านอย่างเต็มระบบในปี 63 ส่วนการแก้ปัญหาในส่วนผู้โดยสารขาออกให้เพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ในการช่วยอำนวยความสะดวกผู้โดยสาร ทั้งนี้ เน้นย้ำให้การดำเนินการทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ และอยู่บนมาตรการความปลอดภัยสากล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามปัจจุบันท่าอากาศยานดอนเมืองมีจำนวนผู้โดยสาร 40 ล้านคนต่อปี แต่อาคารสนามบินมีขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารได้ 30 ล้านคนต่อปี ซึ่งจากการศึกษาปัญหาความแออัดพบว่าเกิดปัญหาคอขวดในส่วนของผู้โดยสารขาเข้าบริเวณจุดบริเวณตรวจสอบหนังสือเดินทาง และพื้นที่จัดทำแบบการขอตรวจลงตราวีซ่าเพื่อเข้าประเทศ (VOA) โดยได้มีการแก้ปัญหาระยะเร่งด่วนด้วยการเพิ่มพื้นที่ให้บริการ VOA พร้อมการให้บริการเชิงรุกเพื่ออำนวยความสะดวกผู้โดยสาร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้โดยสารขาออกได้มีการแก้ปัญหาระยะเร่งด่วนประกอบด้วย การเพิ่มเคาน์เตอร์เช็คอินในอาคารผู้โดยสาร 1 จำนวน 16 เคาน์เตอร์ จะทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการเช็คอิน15% มีกำหนดแล้วเสร็จในเดือน ก.ย.62 และการขยายพื้นที่ Bus Gate ระหว่างประเทศ นอกจากนี้การแก้ปัญหาระยะต่อไปท่าอากาศยานจะมีแผนการสร้างอาคารรองรับผู้โดยสารสำหรับกรุ๊ปทัวร์ เพิ่มพื้นที่รอตรวจหนังสือเดินทาง เพิ่มช่องตรวจผู้โดยสารระหว่างประเทศ 4 ช่อง รวมเป็น 12 ช่อง มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2563 และเพิ่มพื้นที่จัดทำแบบการขอ VOA เพิ่มช่องตรวจหนังสือเดินทางอีก 12 ช่องตรวจ รวมเป็น 51 ช่องตรวจ มีกำหนดแล้วเสร็จเดือน ก.ย. 63&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากการดำเนินการทั้งหมดจะสามารถทำให้ท่าอากาศยานดอนเมืองมีศักยภาพในการรองรับผู้โดยสารทั้งขาเข้าขาออกทั้ง 40 ล้านคนต่อปี เป็นไปด้วยความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44795</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ, สนามบินดอนเมือง, แออัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190721/image_big_5d346ea22fada.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
