<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114377</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2021 15:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2021 15:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>BAFS-OR ผนึกกำลังจัดตั้ง GAA ลุย ให้บริการระบบน้ำมันสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุ เพื่อประกอบการระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ผ่านระบบการประชุมทางไกล ระหว่าง กระทรวงการคลังโดย สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และบริษัท โกลเบิลแอโร่แอสโซซิเอทส์ จํากัด (GAA) กิจการร่วมค้าของบริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BAFS) และ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR)&amp;nbsp; เปิดเผยว่า&amp;nbsp; ปัจจุบันทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งสำคัญของมนุษยชาติจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและวิถีการดำรงชีวิตและการทำงาน รัฐบาลจำเป็นต้องรักษาสมดุลของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับระบบบริหารจัดการทางด้านสาธารณสุข และการผลักดันให้ภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรม ยังคงดำเนินการต่อไปได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกนั้น&amp;nbsp; เป็นโครงการร่วมลงทุนที่สำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของ EEC เพื่อรองรับการขนส่งทางอากาศทั้งการขนส่งผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า และระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานภายในสนามบินก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินงานของสนามบิน จำเป็นต้องมีการคัดเลือกเอกชนให้เข้ามาเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งรวมถึงระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน&amp;nbsp; และในวันนี้ สกพอ. ได้ดำเนินการคัดเลือกผู้ประกอบการระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานจนประสบความสำเร็จ จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง และถือเป็นอีกก้าวหนึ่งในการพัฒนา EEC เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางด้านการค้าและการลงทุนให้แก่นักลงทุน และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในพื้นที่ EEC มากขึ้น อันจะนำไปสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดย สกพอ. ร่วมกับกองทัพเรือ ได้คัดเลือกเอกชนเพื่อเข้าร่วมพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ซึ่งในส่วนของงานบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานได้ดำเนินการคัดเลือกผู้ประกอบการด้วยความเป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ จนประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง โดยได้คัดเลือก &amp;ldquo;กิจการร่วมค้าบาฟส์และโออาร์&amp;rdquo; เป็นผู้เช่าที่ดินราชพัสดุเพื่อประกอบการระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน มีความเชี่ยวชาญ และมีมาตรฐานการดำเนินงานในระดับสากล &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประกอบเกียรติ นินนาท กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือบาฟส์ (BAFS) เปิดเผยว่า BAFS เป็นผู้นำในด้านการให้บริการระบบเติมน้ำมันอากาศยานแบบครบวงจรของประเทศ ที่ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทน้ำมันและสายการบินจากทั่วโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานและส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรมการบินของประเทศ การจัดตั้งบริษัท โกลเบิลแอโร่แอสโซซิเอทส์ จำกัด หรือ GAA ร่วมกับ OR ในครั้งนี้ จะเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก และเป็นก้าวสำคัญในการรองรับการเติบโตของโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ ECC และประเทศไทยต่อไปในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ (OR) เปิดเผยว่า OR ในฐานะที่เป็นหนึ่งใน Flagship ของกลุ่ม ปตท. และเป็นผู้นำด้านพลังงาน OR ให้บริการเชื้อเพลิงอากาศยานที่มีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานสากลด้วยผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย สามารถตอบสนองได้ทุกความต้องการของลูกค้าในอุตสาหกรรมการบิน การร่วมมือกับ BAFS ในการจัดตั้งกิจการร่วมค้า คือ บริษัท โกลเบิลแอโร่แอสโซซิเอทส์ จำกัด หรือ GAA ถือเป็นการเสริมศักยภาพในการแข่งขัน และเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการเติมน้ำมันอากาศยานภายในสนามบินอู่ตะเภา สอดคล้องกับเป้าหมายในการยกระดับสนามบินอู่ตะเภาเป็นสนามบินนานานชาติเชิงพาณิชย์หลักแห่งที่ 3 เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หม่อมหลวงณัฐสิทธิ์ ดิศกุล ประธานกรรมการ บริษัท โกลเบิลแอโร่แอสโซซิเอทส์ จํากัด (GAA) กล่าวว่า GAA พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสังคม ด้วยความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจด้านการบริหารจัดการและการให้บริการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานและธุรกิจด้านพลังงาน มามากกว่า 30 ปี โดย BAFS และ OR จะสนับสนุนให้ GAA มีศักยภาพ ด้วยความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้การบริหารจัดการและการให้บริการณสนามบินอู่ตะเภามีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการค้าน้ำมันเสรีแบบ Open Access ดูแลระบบท่อส่งน้ำมันใต้ลานจอด และในทุกกระบวนการตามขั้นตอนและมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;GAA จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2564 ด้วยมีทุนจดทะเบียน 600 ล้านบาท โดย BAFS ถือหุ้น 55% และ OR ถือหุ้น 45% สำหรับโครงการเช่าที่ดินราชพัสดุดังกล่าวมีมูลค่าการลงทุนเริ่มแรกประมาณ 2,300 ล้านบาท ซึ่ง GAA จะจัดเตรียมความพร้อมในด้านระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน ส่งเสริมศักยภาพสนามบินอู่ตะเภาที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 60 ล้านคนต่อปี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114377</URL_LINK>
                <HASHTAG>BAFS, EEC, GAA, OR, กระทรวงการคลัง, กระทรวงพลังงาน, กองทัพเรือ, กิจการร่วมค้าบาฟส์และโออาร์”, นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์, นายคณิศ แสงสุพรรณ, นายประกอบเกียรติ นินนาท, นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์, บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), บริษัท โกลเบิลแอโร่แอสโซซิเอทส์ จํากัด, บาฟส์, พิธีลงนามสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุ, ระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน, สกพอ., สนามบินอู่ตะเภา, สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก, หม่อมหลวงณัฐสิทธิ์ ดิศกุล, เมืองการบินภาคตะวันออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210824/image_big_6124b14995f76.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111605</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2021 09:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2021 09:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทางหลวงลุยสร้างมอเตอร์เวย์เชื่อมสนามบินอู่ตะเภา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
30 ก.ค. 2564 รายงานข่าวจากกรมทางหลวง (ทล.) แจ้งว่าเมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา กรมฯได้จัดการประชุมใหญ่ครั้งที่ 1 งานสำรวจและออกแบบรายละเอียดและจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หมายเลข 7 ส่วนต่อขยายเชื่อมต่อสนามบินอู่ตะเภา เพื่อนำเสนอข้อมูลโครงการ ความเป็นมาของโครงการ วัตถุประสงค์ของการศึกษา ขอบเขตการศึกษา และแนวคิดเบื้องต้นในการพัฒนาโครงการ ให้กลุ่มเป้าหมายได้รับทราบ พร้อมรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มกระบวนการเปิดประกวดราคาหาผู้รับจ้างภายในกลางปี 2565 ควบคู่กับการเวนคืนที่ดิน ซึ่งบางส่วนเป็นของทหาร โดยจะต้องไปดำเนินการขอใช้พื้นที่ และอีกส่วนจะเป็นพื้นที่โล่ง ทำการเกษตร ซึ่งจะต้องมีการเวนคืนในเขตทางเพิ่ม 40 เมตร จากนั้นจะเริ่มการก่อสร้าง ใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ปี แล้วเสร็จในปี 2567 และเปิดให้บริการในปี 2568 เพื่อให้เป็นไปตามแผนเปิดท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111605</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทางหลวง (ทล.), สนามบินอู่ตะเภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210611/image_big_60c2f5514a7b2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79883</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2020 18:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2020 18:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยเตรียมจัดงานนิทรรศการการบิน&quot;Thailand International Air Show &quot;ใหญ่ที่สุดในSEA </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุตสาหกรรมอวกาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB (สสปน.) ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยประมูลสิทธิ์จัดงานแสดงสินค้านานาชาติจากต่างประเทศ ในช่วงวิฤตโควิด-19 และวางกลยุทธ์ขับเคลื่อนงานแสดงสินค้านานาชาติ ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม ต่างๆอาทิ อุตสาหกรรมอวกาศและการบิน อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรอัตโนมัติ ฯลฯ &amp;nbsp;และเป็นการประชาสัมพันธ์ ความพร้อมของประเทศไทยภายใต้แผนแม่บทอุตสาหกรรม &amp;ldquo;ไทยแลนด์ล็อก-อินอีเวนท์&amp;rdquo; (Thailand LOG-IN Events)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ ให้ข้อมูลว่า &amp;nbsp;แม้ว่าเรายังต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 แต่เราก็ต้องวางแผนในอนาคต โดยใช้ไมซ์เป็นเครื่องมือ ซึ่งเป้าหมายหลักของแผนแม่บทของทีเส็บ แบ่งเป็น 2 ด้าน ได้แก่ ด้ารการส่งเสริมงานแสดงสินค้านานาชาติทุกรูปแบบที่ช่วยผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมอวกาศและการบิน รวมไปถึงอุตสาหกรรมก้าวหน้าของประเทศและในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และด้านการผลักดันให้เกิดงานแสดงสินค้านานาชาติกลุ่มดังกล่าวในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC เพื่อเร่งพัฒนาการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ผอ.ทีเส็บ กล่าวต่อว่า ทีเส็บ พร้อมที่จะสนับสนุนทางด้านการเงิน การอำนวยความสะดวก และการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของภาคเอกชน สร้างความมั่นใจแก่ธุรกิจและนักลงทุนทั่วโลกให้เลือกเดินทางมาประกอบธุรกิจ ผ่านแพลตฟอร์มงานแสดงสินค้านานาชาติภายใต้แผนแม่บทนี้ สู่การค้าการลงทุนในพื้นที่ EEC โดยมีเมืองพัทยาเป็นศูนย์กลางต่อไปในอนาคต ที่จะการจัดงาน Thailand International Air Show ซึ่งจะเป็นงานจัดแสดงสินค้าของกลุ่มอุตสาหกรรมอวกาศและการบินที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทย ในฐานะผู้นำการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยอุตสาหกรรมแสดงสินค้านานาชาติของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และปูทางพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์แบบก้าวกระโดดขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยสู่สถานะประเทศรายได้สูงทัดเทียมกับนานาประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายจิรุตม์ กล่าวอีกว่า งานไทยแลนด์ล็อก-อินอีเวนท์ จะอยู่ในแผนการดำเนินงานต่อเนื่อง 3 ปี เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมล็อก-อิน และอุตสาหกรรมเป้าหมายด้วยงานแสดงสินค้านานาชาติ ที่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน สร้างการค้าต่อยอดการลงทุนส่งเสริมธุรกิจ ตั้งแต่ขนาดย่อมจนถึงขนาดใหญ่ เปิดโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้และทักษะในแต่ละอุตสาหกรรม เหนี่ยวนำนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้าสู่ประเทศไทย เพื่อไม่ให้เกิดการกระจุกตัวเพียงศูนย์กลาง แต่ขยายงานลงสู่พื้นที่พันธมิตรหลัก อย่างสำนักงาน อีอีซี ในฐานะจุดหมายปลายทางใหม่ &amp;nbsp; สำหรับนักลงทุนทั่วโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;และเมืองพัทยาในฐานะไมซ์ซิตี้แห่งแรกของประเทศไทย ไม่ต่ำกว่า 15 งาน เสริมสร้างความเข้มแข็งให้อุตสาหกรรมงานแสดงสินค้านานาชาติรองรับการจัด Thailand International Air Show เต็มรูปแบบในปี 2568 ณ พื้นที่ Aerotropolis ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา&amp;quot;ผอ.ทีเส็บกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่่อีอีซี ศูนย์กลางอุตสาหกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายรัตนชัย สุทธิเดชานัย ที่ปรึกษาเมืองพัทยาด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม กล่าวว่า เมืองพัทยามีนักเดินทางกลุ่มไมซ์เดินทางสูงสุดเป็นอันดับ 3 ของประเทศ และมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งประสบการณ์การรองรับการจัดงานประชุมงานแสดงสินค้านานาชาติและเมกะอีเวนท์มากมาย ทำให้พัทยาเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญที่พร้อมรองรับงานไมซ์ได้อย่างครบวงจร ซึ่งแม้ว่าในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านจะได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไปหมด และได้ฟื้นขึ้นมาจากคนไทยไปเที่ยว ทำให้เราต้องวางแผนดำเนินเรื่องส่งเสริมการท่องเที่ยวที่สู่ชุมชนให้มากขึ้น รวมไปถึงผู้ประกอบการร้านค้า โรงแรมต่างๆ ที่พร้อมรองรับการจัดการประชุม สัมมนา และพร้อมเข้าสู่การเป็นเมือง EEC ในอนาคตด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้าน ดร.คเณศ วังส์ไพจิตร ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC กล่าวว่า เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกได้ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ป็นจุดศูนย์กลางที่น่าลงทุนให้ความสนใจ และเป็นหนึ่งในแผนที่อยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ 20 ปี จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นเขตส่งเสริมรองรับกิจการพิเศษ เช่น ด้านโครงสร้างพื้นฐาน และโลจิสติกส์ ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและกิจการอุตสาหกรรมอย่างน้อย 10 อุตสาหกรรม และต้องการให้เกิดเป็นเมืองท่าและเมืองธุรกิจ ที่สำคัญของประเทศไทย โดยเข้าเชื่อมโยงเป็นส่วนขยายของกรุงเทพฯ และปริมณฑลไปทางตะวันออก สามารถเชื่อมโยงกันได้สะดวกทั้ง ทางน้ำ (เรือและท่าเรือ) ทางบก (ทางด่วน รถไฟ และ รถไฟความเร็วสูง) และทางอากาศ (สนามบิน) &amp;nbsp;เป้าหมายปัจจุบันมีการพัฒนาสู่เฟสที่ 3 คือมุ่งเน้นอุตสาหกรรม กลุ่มเป้าหมายในด้านเทคโนโลยีองค์ความรู้ และทรัพยากรมนุษย์ ผลักดันให้เกิดการลงทุนในพื้นที่ประตูสู่พื้นที่การลงทุนในเอเชีย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในส่วนความคืบหน้าด้านโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ได้แก่ สนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินอู่ตะเภา โดยจะมี สถานีรถไฟ 5 สถานี ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ศรีราชา พัทยา อู่ตะเภา &amp;nbsp;การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก (Aerotropolis) ดังนั้นหากรวม 3 สนามบินที่กล่าวมาจะสามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 100 ล้านคน/ปี ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 และท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 ที่จะมีกำหนดจะแล้วเสร็จพร้อมรองรับกิจการอย่างเต็มศักยภาพภายในปี 2569 &amp;nbsp;ในส่วนของผลกระทบจากสถานการณ์ โควิด-19 ที่อาจจะยืดเยื้อไปถึงช่วงปลายปี 2563 หรือครึ่งปีแรกของปี 2564 จะไม่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการสนามบินอู่ตะเภาที่จะคาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2568 &amp;nbsp;นอกจากนี้การพัฒนาพื้นที่อีอีซีในระยะยาวให้เป็นมหานครการบินภาคตะวันออก ที่ต้องการให้เกิดเป็นเมืองท่าและเมืองธุรกิจสำคัญของประเทศไทย จะยังคงเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของ ประเทศที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตแบบก้าวกระโดด&amp;rdquo; &amp;nbsp;ผู้ช่วยเลขาธิการ &amp;nbsp;กล่าว &amp;nbsp;

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79883</URL_LINK>
                <HASHTAG>Thailand International Air Show, จิรุตถ์ อิศรางกูร, ทีเส็บ, สนามบินอู่ตะเภา, “ไทยแลนด์ล็อก-อินอีเวนท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201008/image_big_5f7efa55a2aed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78152</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2020 17:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2020 17:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คณิศ&#039;ปลื้มสนามบินอู่ตะเภาคืบคาดสร้างรันเวย์ที่2ภายในปี64</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย. 2563 นายคณิศ&amp;nbsp;แสงสุพรรณ เลขาธิการการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)เปิดเผยภายหลังงานสัมมนา &amp;rdquo;สนามบินอู่ตะเภา มุ่งสู่ความเป็นสนามบินนานานชาติแห่งที่3 ของกรุงเทพฯ&amp;rdquo;ว่า การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกในปัจจุบันผ่านเข้าสู่ระยะที่ 3 แล้ว ที่เป็นการลงมือจริง หลังจากได้นักลงทุนในระยะที่ 2 กำลังจะตอกเสาเข็มเพื่อพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ในขั้นตอนทบทวนรูปแบบแผนหลักในการพัฒนา และได้ทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ)ของรันเวย์ที่ 2 เป็นที่เรียบร้อย โดยในสัปดาห์นี้จะส่งให้ตรวจสอบได้ ส่วนอื่นๆก็กำลังวางแผนในเกิดความสมบูรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ คือ เมือง 2 เมือง หนึ่งคือกรุงเทพ และอีกที่คือมหานครการบินภาคตะวันออกที่จะเป็นเมืองคู่แฝดกับกรุงเทพ ที่มีจุดขนส่งทางถนน ทางเรือ ทางอากาศ เพราะกรุงเทพฯเมืองเดียวไม่เพียงพอต่อการขยายตัวอีกแล้ว โดยพื้นที่ 30 กิโลเมตรรอบสนามบินอู่ตะเภาจะเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นสนามบินอู่ตะเภาจะเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของ อีอีซี ผ่านแนวคิด &amp;quot;The Middle Aeroropolis of future Cities&amp;quot; ที่จะมีเมืองพัทยา ระยอง อยู่รายล้อมให้เป็นเมืองแห่งอนาคตอย่างแท้จริง&amp;rdquo;นายคณิต กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการลงทุนโครงการศูนย์ซ่อมอากาศยาน (MRO) บนพื้นที่ 200ไร่ ของ บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) หลังแอร์บัสตัดสินใจไม่ร่วมลงทุนด้วยแล้ว เนื่องจากได้รับผลกระทบโควิด-19 โดยอีอีซีจะต้องกลับมาพิจารณาโครงการใหม่ มี 2 แนวทางเลือก คือ 1.จะให้การบินไทยดำเนินการลงทุนเอง แต่ต้องรอดูแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทก่อน และ 2.การบินไทยร่วมทุนกับบริษัทอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธุรกิจการบินจะได้รับผลกระทบจากโควิด การก่อสร้าง​ MRO ยังต้องมีเพื่อสนับสนุน การพัฒนาอยู่ตะเภา แต่อาจต้องลดขนาการก่อสร้าMRO ลงในช่วงแรก เพื่อให้ทันกับการเปิดสนามบินอู่ตะเภา และค่อยขยับให้ใหญ่ขึ้นในระยะต่อไป ซึ่งได้มีการหารือกับสายการบินที่มีศักยภาพและสนใจจะทำธุรกิจซ่อมบำรุงอากาศยาน อาทิ แอร์เอเชีย บางกอกแอร์เวย์ &amp;ldquo;นายคณิศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายโชคชัย ปัญญายงค์ ผู้เชียวชาญพิเศษด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (สกพอ.) กล่าวว่า สำหรับการก่อสร้างรันเวย์ ที่กองทัพเรือ จะออกร่างทีโออาร์เพื่อคัดเลือกเอกชน ซึ่งคาดว่าจะออกภายใน 2 เดือน โดยจะดำเนินการคู่ขนานไปกับการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยคาดว่าน่าจะเซ็นลงนามและเริ่มก่อสร้างภายใน กลางปี 64 สำหรับมูลค่าที่จะก่อสร้างรันเวย์ และแท็กซี่เวย์ อยู่ที่ประมาณ 1หมื่นกว่าล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายอนวัช ลีละวัฒน์วัฒนา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส สายการเงินและบัญชี บมจ.การบินกรุงเทพ (BA) กล่าวว่ากลุ่มบีบีเอส ได้ว่าจ้างสนามบินนาริตะ (Narita International Airport) เพื่อเข้ามาบริหารสนามบินอู่ตะเภา โดยจุดแข็งของนาริตะอยู่ที่การเป็นผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาสนามบินที่มีพื้นฐานใกล้เคียงกับสนามบินอู่ตะเภา เพราะปัจจุบันสนามบินนาริตะตั้งอยู่บนพื้นที่ใกล้ชิดสนามบินอื่นที่อยู่ในบริเวณที่ไม่ห่างกันมาก ซึ่งคล้ายกับสนามบินอู่ตะเภาและสนามบินสุวรรณภูมิที่อยู่ใกล้กัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลเรือเอก ช่อฉัตร กระเทศ รองผู้บัญชาการทหารเรือ กล่าวว่าการดำเนินการพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภา ให้เป็นสนามบินนานาชาติเชิงพาณิชย์หลักแห่งที่ 3 ของกรุงเทพ นับเป็นจุดสำคัญในการเชื่อมโยงการคมนาคมขนส่ง 3 รูปแบบ กล่าวคือ ทางรางด้วยรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ทางถนน และทางเรือ โดยมีการพัฒนาครอบคลุมบนพื้นที่กว่า 6,500 ไร่ของกองทัพเรือ และ กว่า 30 ปีที่ผ่านมากองทัพเรือเป็นผู้ดูแลสนามบินอู่ตะเภาเพื่อการใช้งานทางทหารในภารกิจด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศเป็นสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามแต่ปัจจุบันได้มีการยกระดับขีดความสามารถของสนามบินนี้ให้เป็นท่าอากาศยานนานาชาติเชิงพาณิชย์ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ส่วนการดำเนินการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุน ได้ยึดหลักการของความยุติธรรมและโปร่งใส จนได้กลุ่มกิจการร่วมค้าบีบีเอส ประกอบด้วย บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด และบริษัทซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ซึ่งเสนอเงินประกันผลตอบแทนค่าเช่าและส่วนแบ่งรายได้คิดเป็นมูลค่าปัจจุบัน ให้ภาครัฐ 3.05 แสนล้านบาทเป็นเอกชนผู้ได้รับการคัดเลือก ในส่วนโครงการก่อสร้างที่กองทัพเรือรับผิดชอบในปีงบประมาณ 2564 ที่สำคัญคือ การก่อสร้างทางวิ่งที่ 2 และการปรับพื้นที่ของโครงการ เพื่อส่งมอบให้เอกชนร่วมลงทุนดำเนินการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายอินทรีย์ เกิดมณี ปลัดจังหวัดระยอง กล่าวว่าสภาพของปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่มีการหยุดชะงัก หรือมีการชะลอตัวในระดับต่ำ จากวิกฤตการการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นทั่วโลกในขณะนี้ ส่งผลผลกระทบต่อภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว ตลอดจนการค้า การลงทุน และการส่งออก &amp;nbsp;มองว่าโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี ที่มีโครงสร้างพื้นฐานเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงเป็นโครงการที่เป็นความหวังของประเทศที่จะนำไปสู่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนในต่างประเทศได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก นับเป็นอีกโครงการหนึ่งที่ทางจังหวัดพร้อมให้ความสนับสนุน และประสานงานกับทุกหน่วยงานของจังหวัดเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น สามารถพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) ในระดับภูมิภาค ซึ่งจะนำความเจริญก้าวหน้ามาสู่จังหวัดระยองและประเทศชาติโดยรวม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78152</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณิต แสงสุพรรณ, สนามบินนานานชาติแห่งที่3, สนามบินอู่ตะเภา, เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180218/image_big_5a8910070014f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75325</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2020 19:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2020 19:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไก่อู&#039;ตรวจความพร้อมอู่ตะเภาต้อนรับบิ๊กตู่พร้อมเยี่ยมชมศูนย์ฉุกเฉินโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ส.ค.63- &amp;nbsp;สำนักนายกรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และกรมประชาสัมพันธ์ นำโดย พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ พร้อมคณะได้เดินทางมายัง อาคารที่พักผู้โดยสาร แห่งที่ 2 การท่าอากาศยานอู่ตะเภา ต.พลา อ.บ้านฉาง จ.ระยอง โดยมี พลเรือโท กฤชพล เรียงเล็กจำนงค์ ผู้อำนวยการ ท่าอากาศยานอู่ตะเภา พร้อมด้วย นาวาเอก อคเรศ ยิ้มมาก และคณะทำงาน ให้การต้อนรับ พร้อมนำคณะตรวจความพร้อมของสถานที่ เพื่อต้อนรับ ฯพณฯ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ที่ร่วมเดินทางมาในวันที่ 24 ส.ค.63 เวลา 12.45 น. ตามกำหนดการเดินทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ การเดินทางของคณะ นายกรัฐมนตรี โดยเครื่องบินลำเลียง SUKHOI SUPER JET &amp;nbsp;100 ออกจากท่าอากาศยานที่ 2 กองบิน 6 (บน.6) กองทัพอากาศ ในเวลา 11.45 น. มาถึงการท่าอากาศยานอู่ตะเภา เวลา 12.45 น. โดย นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะจะเข้าตรวจชมความพร้อมของ ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (EOC) กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และจุดคัดกรองผู้โดยสารทั้งขาเข้า-ออก เพื่อสร้างมั่นใจให้กับผู้มาใช้บริการ ถึงมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่มีมาตรฐานสากล และมีประสิทธิภาพสูง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75325</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมประชาสัมพันธ์, สนามบินอู่ตะเภา, สรรเสริญ แก้วกำเนิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200823/image_big_5f4261374313a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69803</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/06/2020 16:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/06/2020 16:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> สกพอ.-BGRIMเซ็นเช่าที่ราชพัสดุฯ ผุดโรงไฟฟ้าไฮบริดป้อน &#039;อู่ตะเภาและเมืองการบิน&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มิ.ย.2563 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน พิธีลงนามสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุเพื่อประกอบกิจการผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็น ในโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) &amp;lsquo;BGRIM&amp;rsquo; ซึ่งผู้ร่วมลงนามประกอบด้วย นายคณิศ แสงสุพรรณ &amp;nbsp;เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก นายฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ และนางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp;โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ณ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ได้มีการลงนามสัญญาร่วมลงทุนไปเมื่อวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา ถือเป็นหนึ่งในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลักของ อีอีซี เพื่อยกระดับสนามบินอู่ตะเภาเป็น &amp;ldquo;สนามบินนานาชาติเชิงพาณิชย์หลักแห่งที่ 3 ของกรุงเทพ&amp;rdquo; เชื่อมสนามบินดอนเมือง และสุวรรณภูมิ ด้วยรถไฟความเร็วสูง ทำให้ 3 สนามบิน สามารถรองรับผู้โดยสารรวมกันได้มากถึง 200 ล้านคนต่อปี เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และ Logistics &amp;amp; Aviation รวมทั้งเป็น &amp;ldquo;มหานครการบินภาคตะวันออก&amp;rdquo; ที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการบินและประตูเศรษฐกิจสู่เอเชีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็น เป็นการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นที่โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก พร้อมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในพื้นที่สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถรองรับการขยายตัวของผู้โดยสาร ธุรกิจการขนส่งสินค้า ธุรกิจอุตสาหกรรมการบิน ศูนย์กลางธุรกิจ E &amp;ndash; Commerce และศูนย์เทคโนโลยีด้านอากาศยานกองทัพเรือในฐานะหน่วยงานเจ้าของโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกร่วมกับ สกพอ. ได้คัดเลือก บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้เช่าที่ราชพัสดุ พื้นที่ 100 ไร่ เพื่อดำเนินการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านสาธารณูปโภค โครงการงานระบบไฟฟ้าและน้ำเย็น เพื่อรองรับการพัฒนาพื้นที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภา โดยจะผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสาน (Hybrid Power Plant) ระหว่างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม (Co-Generation Power Plant) โดยใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติกับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (PV Solar Farm) ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดตามแนวคิดหลักของ อีอีซี มีขนาดกำลังผลิตไฟฟ้ารวม 95 เมกะวัตต์ พร้อมด้วยระบบกักเก็บพลังงานอัจฉริยะ (Energy Storage System-ESS) ขนาด 50 เมกะวัตต์ชั่วโมง และพร้อมจะจัดหาแหล่งพลังงานไฟฟ้าเพิ่มเติมเมื่อสนามบินมีการพัฒนาสูงสุดและมีความต้องการพลังงานไฟฟ้ามากกว่า 95 เมกะวัตต์ และเสริมความมั่นคงด้วยการสำรองไฟฟ้า &amp;nbsp;100 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ความร้อนที่เกิดจากการผลิตไฟฟ้าได้นำมาเปลี่ยนเป็นระบบน้ำเย็นสำหรับระบบปรับอากาศสนามบิน ทำให้มีการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ระบบผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสาน (Hybrid Power Plant) สามารถเลือกใช้แหล่งพลังงานที่คุ้มค่าหรือมีราคาประหยัดเหมาะสม เพื่อพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าให้มีเสถียรภาพต่อเนื่อง มีพลังงานสำรอง ลดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าที่จำเป็นต้องปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้โดยสารที่ใช้บริการภายในสนามบินอู่ตะเภาอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บี.กริม กล่าวว่า บริษัทฯ มีความยินดีอย่างยิ่ง ในการลงนามสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุเพื่อประกอบกิจการผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็นในโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกที่ถือเป็นโครงการสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลักของ อีอีซี โดยสนามบินอู่ตะเภาจะเป็นสนามบินนานาชาติเชิงพาณิชย์หลักแห่งใหม่แห่งอนาคตที่จะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างสูงและเป็นเกียรติอย่างแท้จริงของบริษัทฯในฐานะที่ บี.กริม เป็นบริษัทเอกชนไทย
ผู้มีส่วนร่วมในการริเริ่มการดำเนินการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคต่างๆที่สำคัญให้กับประเทศไทย มาตลอดระยะเวลา 142 ปีแห่งการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่ บี.กริม ได้รับเกียรติและความไว้วางใจในการพิจารณาคัดเลือกโดยกองทัพเรือ และ สกพอ. ให้เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็นสำหรับสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกในครั้งนี้ บริษัทฯ ซึ่งถือเป็นผู้เชี่ยวชาญในการก่อสร้าง พัฒนา และบริหารโรงไฟฟ้าที่ประสบความสำเร็จให้กับพื้นที่อุตสาหกรรมชั้นนำในเขตจังหวัดพื้นที่พัฒนาของ อีอีซี มาตลอด ตั้งแต่เริ่มการพัฒนาโรงไฟฟ้าเอกชนครั้งแรกในปี 2538 นั้น &amp;nbsp;BGRIM จึงมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ว่า บริษัทฯ จะสามารถใช้ความพร้อมและประสบการณ์อันเต็มเปี่ยมเพื่อพัฒนาโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ให้กับสนามบินอู่ตะเภาและพื้นที่พัฒนาเมืองการบินภาคตะวันออกได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งจะเป็นการรองรับความต้องการในการใช้กระแสไฟฟ้าที่มีคุณภาพที่เพิ่มขึ้นต่อไปภายในเขตพื้นที่พัฒนาพิเศษแห่งนี้
ได้อย่างมั่นคงตามที่บริษัทฯ ได้รับเกียรติและความไว้วางใจจากกองทัพเรือ และ สกพอ. ในครั้งนี้ได้อย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการนี้ บริษัทฯ ยังได้รับความร่วมมืออย่างแน่นแฟ้นจากพันธมิตรชั้นนำระดับโลก นำโดย&amp;nbsp;China Energy Engineering Corporation หรือ Energy China ซึ่งเป็นบรรษัทรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานจากสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ให้การสนับสนุนเทคโนโลยีโรงไฟฟ้า Hybrid และ Korea Electric Power Corporation หรือ KEPCO บรรษัทรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานจากสาธารณรัฐเกาหลีให้การสนับสนุนเทคโนโลยีระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน - ESS และระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะ - EMS พร้อมทั้งมี Siemens จากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี สนับสนุนเทคโนโลยี Gas &amp;amp; Steam Turbine ทั้งหมดนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า BGRIM จะสามารถสร้างระบบการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าที่มั่นคง ทันสมัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีประสิทธิภาพสูงอันเป็นรากฐานต่อระบบสาธารณูปโภคหลักที่สำคัญยิ่งต่อการสนับสนุนให้โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกให้สามารถบรรลุความสำเร็จได้ตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บี.กริม เพาเวอร์ กล่าวว่า ปัจจุบัน บริษัทฯ ได้จัดเตรียมความพร้อมไว้แล้วทุกประการ เพื่อให้สามารถดำเนินงานตอบสนองต่อนโยบายการพัฒนาพื้นที่สนามบินอู่ตะเภาได้ทันที โดยโรงไฟฟ้าแบบไฮบริด (Hybrid) สำหรับโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบิน ภาคตะวันออกนี้ จะพร้อมเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) อย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2567 และถือเป็นโรงไฟฟ้าไฮบริดแบบผสมผสานเทคโนโลยีทั้ง 3 ระบบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ที่จะสามารถนำเทคโนโลยี ที่ทันสมัยที่สุด มีประสิทธิภาพด้านการผลิตไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพมากที่สุด ทั้งยังปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน โรงไฟฟ้าแห่งนี้ ถือเป็นระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่สำคัญ ที่จะสามารถสร้าง ความมั่นคงด้านพลังงานแห่งอนาคตให้กับสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ได้ตามนโยบายการพัฒนาประเทศของรัฐบาลได้อย่างเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69803</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(สกพอ.), บี.กริม เพาเวอร์, สนามบินอู่ตะเภา, เมืองการบิน, โรงไฟฟ้า, โรงไฟฟ้าแบบไฮบริด (Hybrid)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200626/image_big_5ef5c52accbb9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56319</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/02/2020 07:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/02/2020 07:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ยินดีต้อนรับกลับสู่มาตุภูมิ&#039;เผยภาพคนไทยกลับจากอู่ฮั่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;5 ก.พ.63-เพจArmy times Thailand เผยภาพพร้อมข้อความขณะคนไทยที่เดินทางกลับจากเมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน เดินทางถึงสนามบินอู่ตะเภา ระบุว่า &amp;quot;ยินดีต้อนรับกลับสู่มาตุภูมิครับ&amp;rdquo; ภาพที่ทุกคนอยากเห็น ภาพที่ทุกคนอยากให้เกิดขึ้น ยินดีต้อนรับกลับสู่มาตุภูมิครับ อดทนนะครับ อดทนอีก14 วันครับ ทุกคนต้องรอดครับ ส่งพลังใจไปให้พวกเขาทุกคนครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56319</URL_LINK>
                <HASHTAG>&#039;อู่ฮั่น&#039; กับ &#039;กลับช้า-กลับเร็ว&#039;, คนไทยในอู่ฮั่น, ทหารเรือ, สนามบินอู่ตะเภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200205/image_big_5e3a0d66679ca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
