<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>48890</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/10/2019 09:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/10/2019 09:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ศักดิ์สยาม”ลุยดันสนามบินเชียงใหม่แห่งที่2 รับการเติบโตท่องเที่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ต.ค.-นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเปิดเผยภายหลังลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามการคมนาคมในพื้นที่ ในส่วนของท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) ได้ฟังปัญหาและความต้องการของ ทชม. ที่ต้องการให้กระทรวงคมนาคมผลักดันโครงการสำคัญ เนื่องจาก ทชม. เป็นท่าอากาศยานสำคัญต้อนรับนักท่องเที่ยว และประสบปัญหาความแออัดของผู้โดยสาร มีความสามารถรองรับผู้โดยสาร 8 ล้านคนต่อปี แต่ในปี 2562 มีผู้โดยสาร 11.33 ล้านคน

อย่างไรก็ตามกระทรวงคมนาคมพร้อมสานต่อนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล ขับเคลื่อนการพัฒนาท่าอากาศยานเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมืองและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งมีปริมาณผู้โดยสารหนาแน่น รวมทั้งการพัฒนาท่าอากาศยานในต่างจังหวัดเพื่อบรรเทาความแออัดของท่าอากาศยานทั้ง 2 แห่ง

ทั้งนี้ การดำเนินโครงการพัฒนา ทชม. เป็นโครงการขนาดใหญ่ ต้องให้ความสำคัญในการสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ วางแผนการก่อสร้างไม่ให้กระทบกับประชาชน ส่วนการก่อสร้าง ทชม. แห่งที่ 2 ในอนาคต ต้องวางแผนการเวนคืนที่ดิน และขอความร่วมมือกับทางจังหวัดช่วยขับเคลื่อนการพัฒนา ทชม. ขณะที่การบรรเทาความแออัด ทชม. ระยะเร่งด่วน (ปี 2561 - 2563) ให้เร่งดำเนินการควบคู่กับการขับเคลื่อนโครงการพัฒนา ทชม. ระยะที่ 1 การก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ และใช้อาคารผู้โดยสารเดิมเป็นอาคารผู้โดยสารในประเทศเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตามขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับแก้รายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่คาดว่ากระบวนการต่าง ๆ จะแล้วเสร็จในอีก 1 ปีข้างหน้า และจะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติต่อไป จากนั้น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) จะดำเนินการออกแบบและก่อสร้างประมาณ 3 ปี

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ฝากให้ท่าอากาศยานเพิ่มร้านอาหารที่เป็นทางเลือกให้แก่ผู้โดยสาร สามารถใช้บริการได้ในราคาไม่สูงมากนัก รวมทั้งในช่วงวันที่ 1 - 5 พฤศจิกายนนี้ จะมีการประชุมสุดยอดอาเซียน อยากให้จังหวัดเชียงใหม่ และ ทชม. เตรียมมาตรการความปลอดภัย การตรวจพื้นที่ภายในท่าอากาศยาน การตรวจผู้โดยสาร ไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

&amp;ldquo;ได้ติดตามการแก้ไขปัญหาความแออัดของ ทชม. ในชั่วโมงเร่งด่วน และมาตรการแก้ไขปัญหาการปล่อยโคมลอยส่งผลกระทบต่อการเดินอากาศ พร้อมให้กำลังการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และฝากให้พี่น้องชาวเชียงใหม่ร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนา ทชม. เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่คาดการณ์ว่าในปีหน้าประเทศไทยจะมีผู้โดยสารด้วยเครื่องบินถึง 150 ล้านคน และเป็นผู้โดยสารภายในประเทศถึง 30 ล้านคน&amp;rdquo;นายศักดิ์สยามกล่าว

สำหรับการพัฒนา ทชม. มีดังนี้
1. งานบรรเทาความแออัด (ปี 2561 - 2563) โดยอยู่ระหว่างก่อสร้างอาคารจอดรถยนต์สัมปทาน ด้านทิศใต้ รองรับรถยนต์ได้ 1,300 คัน ก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ ด้านทิศเหนือ ให้ผู้โดยสารพักคอยระหว่างรอขึ้นเครื่องบิน สามารถจอดรถยนต์ได้ 400 คัน

2. โครงการพัฒนา ทชม. ระยะที่ 1 (ปี 2561 - 2565) รองรับผู้โดยสารเป็น 16.5 ล้านคนต่อปี และโโครงการพัฒนา ทชม. ระยะที่ 2 (ปี 2564 - 2568) รองรับผู้โดยสารเป็น 20 ล้านคนต่อปี โดยก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารระหว่างประเทศ ขยายทางวิ่งให้รองรับได้ 34 เที่ยวบินต่อชั่วโมง ขยายและปรับปรุงหลุมจอดเพิ่ม 19 หลุมจอด ติดตั้งสะพานเทียบเพิ่มอีก 6 ชุด ก่อสร้างอาคารบำรุงรักษาอากาศยาน ปรับปรุงถนนภายในท่าอากาศยาน เพิ่มช่องจราจรเข้า - ออก และสร้างทางต่างระดับแยกระหว่างทางเข้า - ออก

3. การสร้าง ทชม. แห่งที่ 2 (ปี 2578 - 2581) ซึ่งจะวางแผนดำเนินการควบคู่กับโครงการพัฒนาฯ ระยะที่ 1 และ 2 โดยอยู่ระหว่างการเลือกพื้นที่ก่อสร้างที่เหมาะสม ทั้งนี้ ต้องผ่านการรับฟังความเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ให้แนวทางไว้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48890</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ, สนามบินเชียงใหม่แห่งที่2</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190217/image_big_5c68d2142122a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13552</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/07/2018 09:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/07/2018 09:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทอท.จ่อชง ครม.เคาะไฟเขียวสนามบินเชียงใหม่-ภูเก็ตแห่งที่2 วงเงิน 1.25แสนล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทอท.จ่อชงครม.เคาะไฟเขียวสนามบินแห่งที่2พร้อมแจงแผนลงทุน 1.25 แสนล้านบาท เล็งโยกไฟลท์ภายในประเทศไปสนามบินใหม่ทั้งหมด ส่วนสนามบินเดิมรับไฟลท์อินเตอร์ &amp;ndash; ไม่หวั่นจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 1.4 หมื่นไร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)หรือ ทอท.เปิดเผยว่าความคืบหน้าแผนลงทุนสนามบินแห่งที่ 2 ในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดภูเก็ตเพื่อแก้ปัญหาสนามบินแออัดตามนโยบายของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีนั้นขณะนี้ด้านเอกสารแผนลงทุนและรายละเอียดการพัฒนานั้นขณะนีได้เสนอไปยังกระทรวงคมนาคมแล้ว คาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาและขอความเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่นาน คาดว่าน่าจะเสนอเพื่อขอความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้ภายปลายในปีนี้ เพื่อนำผลการศึกษามาถอดแบบราคาและร่างเอกสารเงื่อนไขการประกวดราคา(ทีโออาร์)และเปิดประมูลโครงการต่อไปในปี 2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับวงเงินการลงทุนก่อสร้างโดยไม่รวมค่าซื้อที่ดินนั้นแบ่งเป็น สนามบินเชียงใหม่แห่งที่ 2 วงเงิน 5 หมื่นล้านบาทบริเวณ อ.บ้านธิ พื้นที่ 7 พันไร่ ขณะที่สนามบินภูเก็ตแห่งที่ 2 วงเงิน 7.5 หมื่นล้านบาทนั้นจะอยู่ในจังหวัดพังงา พื้นที่ 7 พันไร่เช่นกัน โดยการออกแบบรายละเอียดสนามบินแต่ละโครงการนั้นเบื้องต้นจะมีการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ 1 หลัง อาคารจอดรถรวมถึงอาคารสำนักงานรวมถึงการสร้างรันเวย์เพื่อรองรับเครื่องบินขนาดกลางเพื่อให้สอดคล้องกับประเภทเครื่องบินภายในประเทศที่มีลำตัวไม่กว้างมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ทอท.ตั้งเป้าว่าสนามบินใหม่ทั้ง 2 แห่งนี้จะเปิดขึ้นมาเพื่อรองรับเที่ยวบินภายในประเทศ (Domestic Flight) เพียงเท่านั้นในช่วงเบื้องต้น เพื่อแก้ไขปัญหาความแออัดภายในสนามบินเชียงใหม่และภูเก็ตในปัจจุบันที่มีปริมาณผู้โดยสารสูงเกินกว่าขีดความสามารถการรองรับ (Over Capacity) อีกทั้งสนามบินเดิมทั้งสองแห่งยังมีพื้นที่น้อยมากเพียงไม่กี่ร้อยไร่ต่อแห่ง ทำให้สนามบินเดิมจะเปิดทำการบินเพียงแค่เที่ยวบินระหว่างประเทศ (International Flight) ดังนั้นจึงยังจะไม่มีการลงทุนติดตั้งเครื่องสแกนร่างกายและเครื่องตรวจสอบวัตถุอันตรายตามมาตรฐานของยุโรปและเอฟเอเอในช่วงแรก ทว่าจะเตรียมพื้นที่ในอาคารเผื่อไว้ในอนาคตหากดีมานต์เที่ยวบินต่างชาติในสนามบินหลักทั้งสองแห่งสูงเกินรับไหว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิตินัย กล่าวว่าสำหรับจุดพื้นที่ชัดเจนในการก่อสร้างสนามบินนั้นขณะนี้ยังไม่สามารถบอกได้เพราะกลัวจะกระทบกับราคาของที่ดิน อย่างไรก็ตามเรื่องอุปสรรคการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนวนกว่า 1.4 หมื่นไร่ส่วนใหญ่ปัญหาจะอยู่ที่การจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินของสนามบินเชียงใหม่แห่งที่ 2 เนื่องจากผู้ถือโฉนดที่ดินมีจำนวนหลายรายทำให้ต้องใช้เวลาในการเจรจาพอสมควร ขณะที่สนามบินภูเก็ต 2 นั้นสามารถดำเนินการได้รวดเร็วกว่าเพราะมีผู้ถือโฉนดที่ดินเพียงไม่กี่ราย อย่างไรก็ตามรูปแบบในการได้มาซึ่งที่ดินนั้นจะมีอยู่ 2 แบบ คือการเวนคืนและการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน ทั้งนี้หากตกลงเรื่องราคากันได้ก็จะใช้รูปแบบการจัดกรรมสิทธิ์หรือซื้อที่ดินต่อ แต่ถ้าหากมีปัญหาเจรจายืดเยื้อเรื่องที่ดินจนทำให้โครงการส่อแววสะดุดนั้น ทอท.คงต้องพิจารณาใช้รูปแบบการเวนคืนที่ดินตามราคาท้องตลาด ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะทำให้ผู้ซื้อทีดิ่นเกร็งราคาต้องขาดทุนก็เป็นได้แค่นี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13552</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม., ทอท., นิตินัย ศิริสมรรถการ, สนามบินภูเก็ตแห่งที่2, สนามบินเชียงใหม่แห่งที่2</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180605/image_big_5b1685d3f05d0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
