<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>17953</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/09/2018 15:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/09/2018 15:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ต่อทะเบียนรถยนต์ไม่ต้องรอนาน ขนส่งฯเปิดจองคิวผ่านมือถือ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขนส่งฯเจ๋งเปิดตัวระบบจองคิวออนไลน์ จบทุกอย่างบนมือถือ ไม่ต้องรอคิวนาน &amp;nbsp;พร้อมให้บริการระบบดังกล่าวได้แล้ววันนี้ที่กรมการขนส่งทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.ย.61-นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.)เปิดเผยภายในพิธีเปิดตัวระบบDLT SMART QUEUE ว่า ขบ.ได้ยกระดับงานบริการผ่านโครงการ&amp;ldquo;Queueless : คิวที่ไม่มีคิว&amp;rdquo; ว่าประชาชนสามารถจองคิวออนไลน์บนโทรศัพท์มือถือได้เลยโดยสามารถตรวจสอบความความหนาแน่นของคิวและเลือกวันที่ตนเองสะดวกได้ ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของชีวิตผู้คนยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีนะบบคำนวณระยะเวลาการรอคิวรวมถึงระบบแจ้งเตือนเมื่อใกล้ถึงคิวอีกด้วย โดยจะเตือนก่อนถึง 5 คิว&amp;nbsp;
นอกจากนี้จะเพิ่มตู้กดคิวอัตโนมัติในกรมการขนส่งต่างๆพร้อมโค้ดบนบัตรคิวเพื่อให้ประชาชนสแกนดูระยะเวลารอคิวได้ ครอบคลุมทุกบริการของขบ.ทั้งบริการด้านทะเบียนรถ บริการด้านภาษีรถประจำปี บริการด้านใบอนุญาตขับรถ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประชาชนสามารถใช้บริการระบบดังกล่าวได้แล้ววันนี้ที่กรมการขนส่งทั่วประเทศ สำหรับขั้นตอนการจองคิวนั้นจะมีการรักษาสิทธิ์ให้กับผู้ที่กดบัตรหน้าเคาน์เตอร์ด้วย ดังนั้นจึงต้องตัดสิทธิ์ผู้ที่มาไม่ทันคิวที่จองไว้เพื่อความเท่าเทียม&amp;rdquo; นายสนิทกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนิทกล่าวต่อว่าการพัฒนาแอพพลิเคชั่น &amp;ldquo;DLT SMART QUEUE&amp;rdquo; เป็นการต่อยอดการพัฒนารูปแบบแนวคิดการให้บริการภาครัฐ ตามหลักการอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอน ลดระยะเวลา ลดค่าใช้จ่ายในการติดต่อขอรับบริการ ซึ่งจะเป็นเสมือนบัตรคิวอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถกดรับคิวได้ทุกที่ผ่านทางสมาร์ทโฟน โดยหลักการทำงานของแอพพลิเคชั่น จะแสดงสำนักงานขนส่งที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงและสามารถจองคิวได้ในรัศมีไม่เกิน 20 กิโลเมตร ส่วนสำนักงานขนส่งที่อยู่นอกรัศมี 20 กิโลเมตร จะไม่สามารถกดรับคิวได้ เพื่อป้องกันปัญหาการกดรับคิวล่วงหน้านานเกินไป เมื่อได้รับคิวผ่านแอพพลิเคชั่นแล้วจะมีระบบ Alert Alarm แจ้งเตือนเมื่อใกล้ถึงคิวก่อนล่วงหน้า 5 คิว เพื่อให้สามารถคำนวณเวลาในการเดินทางได้อย่างแม่นยำ โดยทราบลำดับคิวและระยะเวลาที่ต้องรอ นอกจากนี้ยังพัฒนาระบบจัดการคิวจากตู้กดบัตรคิวอัตโนมัติที่ตั้งในสำนักงานขนส่งทุกแห่งทั่วไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนิทกล่าวต่อว่าที่ผ่านมาขบ.ได้นำระบบเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดระยะเวลาการรอคิวของประชาชนเพิ่มความสะดวกสบลยให้สามารถจองคิวล่วงหน้าในวันที่มีความพร้อม เริ่มจากระบบ e-booking ที่เปิดใช้ตั้งแต่เดือนมี.ค.ที่ผ่านมาและโครงการในวันนี้ สำหรับบริการที่ได้เสียงตอบรับอย่างดีและประชาชนชื่นชอบนั้นคือการต่อภาษียานพาหนะส่วนบุคคล ซึ่งปัจจุบันมีมากถึง 11 ช่องทาง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ในอนาคตขบ.จะพัฒนารูปแบบการออกใบขับขี่ให้เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดตั้งแต่ขั้นตอนการทดสอบร่างกาย การสอบข้อเขียนและสอบปฏิบัติซึ่งจะเป็นการยกระดับมาตรฐานบริการประชาชนอีกด้วย นอกจากนี้ประชาชนยังสามารถเข้าสู่ระบบการให้บริการออนไลน์ต่างๆ ของกรมการขนส่งทางบกได้โดยตรง เช่น จองคิวอบรมภาคทฤษฎีเพื่อการขอรับใบอนุญาตขับรถผ่านเว็บไซต์ DLTe-Booking (URL: http://ebooking.dlt.go.th/ebooking/)ชำระภาษีรถประจำปีล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ https://eservice.dlt.go.th/, ดาวน์โหลดแบบฟอร์มคำขอผ่านแอพพลิเคชั่น DLT eForm iFound&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17953</URL_LINK>
                <HASHTAG>DLT SMART QUEUE, กรมการขนส่งทางบก, จองคิวออนไลน์, สนิท พรหมวงษ์, แอพฯจองคิว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180919/image_big_5ba20ac0d6942.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17710</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย่าเอาผู้โดยสารเป็นตัวประกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พอเห็นข่าวกลุ่มแท็กซี่แวน ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ออกมาเรียกร้องขอปรับค่าเซอร์ชาร์จ หรือค่าบริการจอดรอรับผู้โดยสารที่สนามบิน เพิ่มขึ้นจาก 50 บาท เป็น 100 บาท เท่านั้นยังไม่พอ ยังยื่นข้อเสนอขอลดโทษกรณีไม่กดมิเตอร์บริการผู้โดยสาร รวมถึงขู่ยุติการให้บริการสำหรับผู้โดยสารที่ต้องใช้บริการแท็กซี่เหล่านี้คงจะอเนจอนาถใจไม่น้อย ที่ได้เห็นข้อเสนอที่ดูเหมือนว่าบ้านเมืองไม่มีขื่อไม่มีแป ออกมาป่าวประกาศว่าจะหยุดให้บริการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข่าวที่มีการนำเสนอออกมานี้ไม่ได้สร้างความนิยมชมชอบ หรือความน่าสงสารแม้แต่น้อย กลับกลายเป็นว่าตามสื่อโซเชียลต่างๆ กลับมีการด่าทออย่างรุนแรงถึงการออกมาบอกว่าจะมีการหยุดให้บริการหากไม่ได้รับการพิจารณาให้มีการปรับขึ้นค่าเซอร์ชาร์จ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องนี้ร้อนถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่างก็พากันหาแนวทางวิธีการเตรียมรับมือหากมีการหยุดวิ่งให้บริการ ซึ่งผู้ที่เดือดร้อนคือประชาชนนั้นเอง เอาเข้าจริงจากข้อมูลก็พบว่ากลุ่มที่มีการออกมาเรียกร้องนี้ไม่ใช่แท็กซี่ทั้งหมดที่ให้บริการในสนามบิน แต่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของแท็กซี่ที่ให้บริการเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวว่า ขณะนี้กรมขนส่งทางบกอยู่ระหว่างการพิจารณาโครงสร้างค่าโดยสารสาธารณะ ในส่วนการลดโทษนั้นไม่สามารถทำได้ เพราะการบังคับใช้กฎหมายต้องเท่าเทียมกันทั้งหมด แต่ยืนยันหากบริการรถแท็กซี่ในพื้นที่สนามบินมีรถไม่เพียงพอ ทอท.สามารถประสานมาที่กรมการขนส่งทางบกที่มีรถแท็กซี่ในระบบกว่า 70,000 คัน สามารถจัดรถเข้าไปให้บริการได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ผู้ขับรถแท็กซี่รายหนึ่งมองว่าการขอปรับขึ้นค่าเซอร์ชาร์จเป็นการเอาเปรียบผู้โดยสาร เนื่องจากรถแท็กซี่สุวรรณภูมิส่วนใหญ่เป็นการวิ่งบริการระยะไกล ได้กำไรค่าวิ่งอยู่แล้ว แตกต่างจากการวิ่งบริการภายในตัวเมืองที่มักเป็นช่วงสั้นๆ และต้องเจอกับรถติด รวมถึงมองว่ายังไม่ควรปรับขึ้นค่าเซอร์ชาร์จ เพราะจะยิ่งทำให้ผู้ขับขี่สูญเสียรายได้ เนื่องจากปัจจุบันผู้โดยสารใช้บริการน้อยลงมากจากปัญหาเศรษฐกิจ เพราะหากขึ้นค่าบริการดังกล่าวจะทำให้จะยิ่งทำให้แท็กซี่มีรายได้น้อยลงแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับนโยบายที่จะมีการปรับขึ้นค่ากดมิเตอร์เริ่มต้นหรือใช้แนวทางเพิ่มค่ารถติด จากเดิมนาทีละ 2 บาท เป็นนาทีละ 3 บาทนั้น เชื่อว่าจะทำให้ผู้ขับขี่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะปัจจุบันผู้ประกอบการมีรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายเฉลี่ยวันละ 300 บาท หากปรับราคาแล้วมีรายได้เฉลี่ยวันละ 400-500 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ผู้บริหารของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ก็ได้เรียกประชุมเร่งด่วน ร่วมกับตัวแทนกลุ่มแท็กซี่ที่ให้บริการในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วยตัวแทนจากกรมการขนส่งทางบก ทหาร ตำรวจสภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตำรวจท่องเที่ยว เพื่อชี้แจงถึงการปรับเพิ่มค่าเซอร์ชาร์จ ขณะนี้กรมการขนส่งทางบกได้ทำหนังสือเป็นการเร่งด่วนถึง รมว.กระทรวงคมนาคม และอธิบดีกรมการขนส่ง ตามขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นก็จะรอผลพิจารณาอีกที&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนข้อเรียกร้องเรื่องของการกำหนดโทษที่ไม่เป็นธรรมนั้น ก็ได้ข้อสรุปว่าจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการของกลุ่มแท็กซี่เข้าร่วมรับฟังการพิจารณาตัดสินลงโทษของแท็กซี่รายนั้นๆ แต่ไม่ได้เป็นการร่วมพิจารณาแต่อย่างใด และหากเห็นว่าการพิจารณาในครั้งนั้นของคณะกรรมการไม่เป็นธรรมก็สามารถทำหนังสือร้องเรียนเข้ามาได้ โดยหลังจากนี้จะมีการประชุมคณะกรรมการเพื่อปรับกฎระเบียบกันใหม่ เพื่อให้เป็นธรรมมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ตัวแทนของแท็กซี่ชี้แจงว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้เป็นการยื่นข้อเรียกร้อง แต่เป็นการติดตามทวงถามเรื่องขอปรับอัตราค่าโดยสารส่วนที่เหลือ 5% ตามที่รัฐบาลโดย รมว.กระทรวงคมนาคมเคยประกาศปรับอัตราค่าโดยสารรถรับจ้างสาธารณะ (แท็กซี่มิเตอร์) ในอัตรา 13% เมื่อปี 57 โดยแบ่งปรับเป็น 2 ระยะ คือ ระยะแรกปรับ 8% ซึ่งได้ดำเนินการปรับขึ้นเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นจึงจะปรับอีก 5% ซึ่งระยะเวลาผ่านมาราว 4 ปีแล้วยังไม่มีการปรับ และที่มีกระแสข่าวว่ากลุ่มแท็กซี่จะหยุดให้บริการหากไม่ขึ้นค่าเซอร์ชาร์จนั้น ขอยืนยันว่าจะไม่มีการหยุดวิ่งแต่อย่างใด เพราะเราต้องให้บริการแก่ผู้โดยสารและภาพลักษณ์ของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งหมดทั้งมวลนี้ เมื่อหันหน้ามาคุยกันต่างก็ได้รับรู้รับฟังในปัญหาของแต่ละฝ่าย ไม่ใช่ว่าเอะอะจะปิดถนน จะหยุดให้บริการบ้าง เมื่อต่างฝ่ายต่างมีเหตุผล ที่สุดแล้วปัญหาต่างๆ ก็จะคลี่คลายไปได้ ก็เหมือนกับกรณีดังกล่าว เมื่อหันหน้าเข้าหากัน ก็ย่อมมีทางออก ไม่ใช่ว่าผู้ใช้บริการจะต้องเป็นผู้รับภาระตลอดไป ต้องตระหนักไว้ด้วยว่าหากไม่มีผู้ใช้บริการแล้วคุณจะมีรายได้มาจากไหน ทั้งหมดนี้แท็กซี่ดีๆ ก็มีเยอะ ที่ไม่ดีก็แฝงตัวอยู่ด้วย ดังนั้นหันหน้าเข้าหากัน พูดคุยกันจะดีกว่า.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;กัลยา ยืนยง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17710</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, กัลยา ยืนยง, ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, สนิท พรหมวงษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16454</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งเด้งสนองประยุทธ์ ทบทวนโทษไม่พกใบขับขี่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขนส่งเด้งรับลูกนายกฯ ทบทวนโทษไม่พกใบขับขี่ ปรับหนัก-เบาตามขนาดรถ เปิดฟังความคิดเห็นทุกฝ่าย พร้อมหารือหน่วยงานปฏิบัติ คาดเสนอร่างใหม่ก่อนเลือกตั้ง 62
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ &amp;nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่เห็นด้วย และสั่งให้ทบทวนการเพิ่มอัตราโทษกรณีไม่พกใบอนุญาตขับรถ ตามร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบกฉบับใหม่ ซึ่งกำหนดโทษสูงสุด จำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท ว่าให้กรมการขนส่งทางบกไปพิจารณาทบทวนการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว โดยอาจจำเป็นต้องแบ่งระดับความรุนแรงของมาตรการลงโทษตามประเภทของรถ เช่น รถขนาดเล็กอาจมีบทลงโทษที่รุนแรงน้อยกว่ารถขนาดใหญ่ เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กล่าวว่า ขณะนี้ยังเป็นร่างกฎหมาย ยังไม่เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หลังจากนี้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะส่งร่างกฎหมายดังกล่าวกลับมาที่กระทรวงคมนาคม ขณะเดียวกัน ขบ.อยู่ระหว่างรวบรวมความคิดเห็นจากประชาชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำนักโพล และสื่อมวลชนต่างๆ เพื่อรวบรวมความเห็น ทบทวน และพิจารณาเพื่อเสนอร่างดังกล่าวต่อไป ซึ่งการทบทวนต้องดูข้อกฎหมาย ตามที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เสนอ โดยเน้นเรื่องความปลอดภัย ทั้งถนน รถ และคนขับรถ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การปรับลดโทษไม่พกใบขับขี่หรือไม่นั้น ต้องนำความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่ท้วงติงและเสนอแนะเกี่ยวกับไม่มีใบขับขี่ ใบขับขี่หมดอายุ และการแสดงใบขับขี่ ที่มองว่าโทษสูงเกินไปหรือไม่ การบังคับใช้จะมีปัญหากับเจ้าพนักงานที่บังคับใช้มาพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่ร่วมออกบทบัญญัติก่อน โดยร่างกฎหมายฉบับนี้มีทั้งหมดกว่า 360 มาตรา ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้รับฟังความคิดเห็นจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้ และบทบัญญัติมาจากการเสนอ ส่วนใหญ่มองว่าสิ่งเหล่านี้มีความเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ ภาครัฐจึงมาทบทวนและพิจารณาหาจุดที่มีความเหมาะสมและความลงตัวในการบังคับใช้ แต่ยืนยันว่าความปลอดภัยเป็นข้อห่วงใยและให้ความสำคัญ&amp;quot; อธิบดี ขบ.ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกมล บูรณพงศ์ รองอธิบดี ขบ. กล่าวว่า การทบทวนใหม่จะปรับลดโทษหรือไม่นั้น ต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่บังคับใช้กฎหมาย เช่น ตำรวจ ที่ดูแล พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 โดยจะนำมาเทียบเคียงบทลงโทษที่เกี่ยวข้องนำมาประกอบ และพิจารณาโทษตามข้อหาและระดับของการกระทำความผิด ไม่ควรต่างกันมาก หรือต้องดูลักษณะการกระทำความผิดหรือวิธีการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับร่างกฎหมายฉบับใหม่นี้เทียบจากกฎหมายเดิม เพราะกฎหมายปัจจุบัน พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 บทลงโทษการขับรถไม่มีใบขับขี่ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท ซึ่งเป็นโทษสูงอยู่แล้ว และร่างนี้มีความเกี่ยวกับยานพาหนะขนาดเล็กตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ตอนนี้เปิดรับฟังความคิดเห็นทุกช่องทาง ถึงวันที่ 11 ก.ย.61 มาประกอบการพิจารณาและหารือร่วมด้วยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายต้องใช้ระยะเวลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ จะไม่ขยายการรับฟังความคิดเห็น เพราะตอนนี้สามารถประเมินได้แล้วว่าความคิดเห็นจะเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง คาดว่าจะได้ข้อสรุปเสนอกระทรวง เสนอ ครม. และ สนช. ก่อนจะมีการเลือกตั้งในปี 62 แต่จะใช้ระยะเวลาดำเนินเท่าไหร่นั้น ไม่สามารถตอบได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16454</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมล บูรณพงศ์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, สนิท พรหมวงษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180829/image_big_5b86ad98a343d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15991</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2018 09:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2018 09:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;สนิท&quot;ปฏิเสธข่าวลาออก ลั่นพร้อมรับตำแหน่งรองปลัดฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สนิท&amp;quot;ออกโรงสยบข่าวลือลาออก พร้อมรับตำแหน่งใหม่ยันแนบแน่นไร้รอยร้าวพร้อมลุยงานคมนาคม กางแผนเร่งปฏิรูปรถเมล์-ปรับค่าโดยสาร ด้าน&amp;quot;อาคม&amp;quot;แจงโยกย้ายถือเป็นการสับเปลี่ยนการทำงาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก(ขบ.)เปิดเผยว่าขณะนี้ยังไม่มีความคิดที่จะยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งและพร้อมที่จะรับตำแหน่งใหม่ ยืนยันว่าตอนนี้ยังมีความสุขกับการทำงานในฐานะข้าราชการกระทรวงคมนาคม ส่วนตัวพอใจมากกับการรับภารกิจครั้งใหม่ โดยตนมองว่าตำแหน่งที่ผู้ใหญ่พิจารณามาทุกตำแหน่งมีความเหมาะสมแล้ว การย้ายตำแหน่งไม่ได้ลดบทบาทหน้าที่ลงแต่อย่างใด เพราะสุดท้ายข้าราชการทุกคนต้องทำงานเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศชาติ ตอนนี้ยังคงมีความสุขกับการทำงานให้กระทรวงคมนาคม ยืนยันว่าจะยังไม่ลาเกษียณก่อนกำหนด(Early Retire) แม้อายุงานเหลือแค่ 1 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนิท กล่าวต่อว่าหลังจากรับตำแหน่งรองปลัดแล้วตนจะผลักดันภารกิจตามนโยบายของคมนาคมที่ต้องรีบดำเนินการให้สำเร็จ เริ่มจากการปฏิรูปรถเมล์ 269 เส้นทาง การยกระดับงานบริการระบบขนส่งสาธารณะตลอดจนเรื่องปรับโครงสร้างค่าโดยสาร ทั้งนี้ตนมั่นใจว่าอธิบดี ขบ.คนใหม่ นายพีระพล ถาวรสุภเจริญนั้นสามารถขับเคลื่อนภารกิจต่อได้อย่างแน่นอนเพราะเป็นคนขยันมุ่งมั่นในการทำงานพร้อมรับมือกับภารกิจของขบ.ที่เกี่ยวข้องกับทุกข์สุขของพี่น้องได้แน่นอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนิทกล่าวอีกว่าผลงานชิ้นโบว์แดงในช่วงระหว่างที่ตนดำรงตำแหน่งอธิบดีขบ.นั้นต้องยกเครดิตให้ข้าราชการขบ.ทุกคนที่ตั้งใจทำงานมีส่วนร่วมให้ผลงานประสบความสำเร็จโดยตลอด โดยโครงการสำคัญที่ผ่านมาได้แก่ การจัดระเบียบรถโดยสารสาธารณะและรถแท็กซี่ โครงการปรับเปลี่ยนรถตู้เป็นมินิบัส การยกระดับการทำใบขับขี่ 4.0 (E-license) โครงการลงทุนอัพเกรดสถานีขนส่งผู้โดยสารทั่วประเทศเป็น Smart Terminal ตลอดจนแก้กฎหมายบังคับติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัยเป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตอนนี้ยังมีความสุขอยู่ แต่ในชีวิตข้าราชการทุกคนต้องถึงเวลาเกษียณหรือมีแผนอยู่แล้ว ขึ้นอยู่ว่าจะช้าหรือเร็ว&amp;quot; นายสนิทกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจาก ครม.สัญจรชุมพรมีมติแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการระดับสูงสังกัดกระทรวงคมนาคม โดยเฉพาะ 2 กรมใหญ่ ประกอบด้วย กรมทางหลวงได้โยกย้ายให้นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวงไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงคมนาคม พร้อมกับมีการแต่งตั้งนายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทางหลวงแทน ขณะที่กรมการขนส่งทางบกมีการโยกย้ายให้นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีมาเป็นรองปลัดกระทรวงเช่นเดียวกัน พร้อมแต่งตั้งนายพีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาค มาเป็นอธิบดีกรมการขนส่งทางบกแทน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจาก ครม.มีมติดังกล่าวมีกระแสข่าวระบุว่าทั้งนายธานินทร์ และนายสนิท เตรียมยื่นหนังสือลาออก โดยนายธานินทร์ ระบุปัญหาด้านสุขภาพ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวภายหลังได้เรียกว่าที่รองปลัดใหม่ทั้ง 2 คนเข้าพบธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวงไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงคมนาคม และนายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีมาเป็นรองปลัดกระทรวงเช่นเดียวกัน เพื่อสยบข่าวลือดังกล่าว ภายหลังจากนายสนิท เข้าหารือกับรัฐมนตรีคมนาคมได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าไม่มีแนวคิดลาออกจากราชการ &amp;nbsp;เนื่องจากการเป็นข้าราชการสามารถทำหน้าที่ตำแหน่งไหนก็ได้ โดยพร้อมทำหน้าที่ที่เหลืออายุราชการอีก 1 ปีอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งใดก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การโยกย้ายถือเป็นการสับเปลี่ยนการทำงาน และขณะนี้ยังไม่มีการยื่นใบลาออก รวมทั้งการเรียกนายสนิท ว่าที่รองปลัดคมนาคมคนใหม่มาพบ ก็เป็นการมอบหมายงาน ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า สำหรับข่าวการลาออกของข้าราชการระดับสูง จากการสอบถามบุคคลใกล้ชิดของผู้ที่ถูกโยกย้ายทั้ง 2 คน ยืนยันเป็นความจริง อย่างไรก็ตามยืนยันว่าการลาออกถือเป็นสิทธิ์ที่ทุกคนสามารถดำเนินการได้ เพียงแต่ต้องดำเนินการตามระเบียบ โดยการยื่นลาออกล่วงหน้า 30 วัน ก่อนที่จะมีผล และการโยกย้ายที่เกิดขึ้นเป็นการสับเปลี่ยนการทำงาน รวมทั้งหากมีการลาออกจากตำแหน่งจริง เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของกระทรวงคมนาคม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15991</URL_LINK>
                <HASHTAG>รับตำแหน่งรองปลัด, สนิท พรหมวงษ์, อธิบดีกรมการขนส่งทางบก(ขบ.), โยกย้ายข้าราชการกระทรวงคมนาคม, ไม่ลาออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180408/image_big_5ac9b073306b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15970</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โหดไปมั้ย?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ช่วงนี้ พ.ร.บ.จราจรกำลังมาแรง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้นตอข่าวคือ นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ระบุว่า กรมการขนส่งทางบกอยู่ระหว่างบูรณาการกฎหมาย ๒ ฉบับ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คือบูรณาการพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.๒๕๒๒ และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก &amp;nbsp;พ.ศ.๒๕๒๒ เข้าด้วยกันเพื่อให้เป็นกฎหมายเดียว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุผลคือ เพื่อให้ง่ายต่อการกำกับดูแล รวมทั้งเร่งปรับปรุงรายละเอียดของกฎหมาย ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับพฤติกรรมขับขี่ของผู้ใช้รถใช้ถนนให้มากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานะของกฎหมายร่วมร่างฉบับที่ว่า ผ่านความเห็นชอบของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเรียบร้อยแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะนี้ร่างอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สรุปคือยังไม่มีการบังคับใช้ใดๆ นะครับ ฉะนั้นอย่าเพิ่งแตกตื่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอาล่ะ...มาดูสาระสำคัญของกฎหมายที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.๒๕๒๒ ตามกฎหมายใหม่ ที่กรมฯ นำเสนอได้มีการแก้ไขปรับเพิ่มโทษสำคัญๆ ใน ๓ มาตรา ประกอบด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;๑.มาตรา ๖๔ ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต ตามกฎหมายเดิมลงโทษจำคุกไม่เกิน ๑ เดือน ปรับสูงสุดไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท แต่กฎหมายใหม่เสนอให้ปรับเพิ่มโทษเป็น จำคุกไม่เกิน ๓ เดือน ปรับสูงสุดไม่เกิน &amp;nbsp;๕๐,๐๐๐ บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;๒.มาตรา ๖๕ ขับรถในระหว่างใบอนุญาตสิ้นอายุ ถูกพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาต หรือถูกยึดใบอนุญาต ตามกฎหมายเดิมลงโทษปรับไม่เกิน ๒,๐๐๐ บาท แต่กฎหมายใหม่เสนอให้เพิ่มโทษจำคุกเข้ามาด้วย คือ จำคุกไม่เกิน ๓ เดือน ส่วนโทษปรับเพิ่มขึ้นเป็นสูงสุดไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;๓.มาตรา ๖๖ ขับรถโดยไม่แสดงใบอนุญาต ตามกฎหมายเดิมปรับไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท แต่ตามกฎหมายใหม่ เสนอให้ปรับสูงสุดไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รุนแรงไปหรือไม่?&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามหลักปรัชญาอาชญาวิทยา การกำหนดโทษให้เกิดประโยชน์สูงสุดจะต้องกำหนดโทษให้เหมาะสมกับความผิดและตัวผู้กระทำความผิด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาจราจรติดขัดเพียงอย่างเดียว ยังมีปัญหาที่เกี่ยวเนื่องอีกมากเช่น...&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อุบัติเหตุ...ปัจจุบัน ประเทศไทยครองแชมป์ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนมากที่สุดในโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจรีดไถ แม้จะไม่มีสถิติเป็นทางการ แต่ไทยจะน่าเป็นประเทศต้นๆ ที่มีการตั้งด่านตรวจรถทำผิดกฎหมาย ในถนนทุกประเภท มากที่สุดเป็นลำดับต้นๆ ของโลก และนั่นนำไปสู่ปัญหาการรีดไถบนท้องถนนมากที่สุดเป็นลำดับต้นๆ ของโลกเช่นกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แล้วจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร?&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การรื้อกฎหมาย เพิ่มโทษ ปฏิรูปตำรวจ ฯลฯ พูดกันไปไม่จบสิ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่...ลืมอะไรไปหรือเปล่า กฎหมายเดิมมีบังคับใช้อยู่ บทลงโทษก็มีอาจน้อยไปบ้างเพราะยุคสมัยเปลี่ยน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แล้วปัญหาที่แท้จริงคืออะไร?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ใช้รถใช้ถนนไม่เคารพกฎหมาย ตำรวจไม่บังคับใช้กฎหมาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่ไม่ใช่หรือ คือต้นเหตุของปัญหา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15970</URL_LINK>
                <HASHTAG>สนิท พรหมวงษ์, อ่านเอาเรื่อง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b69ad52eea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15964</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อายุ18ปีถึงได้ขี่บิ๊กไบค์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขนส่งฯ รับลูก ครม. เตรียมบังคับใช้ใบอนุญาตขับขี่รถบิ๊กไบค์ ภายในปี 62 หวังควบคุมความปลอดภัยการใช้รถใช้ถนน แจงผู้ขี่บิ๊กไบค์ต้องเข้าอบรมทฤษฎี-ปฏิบัติเพิ่ม กำหนดกำลังเครื่องยนต์เกิน 400 ซีซีขึ้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 22 ส.ค.61 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า ตามที่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบปรับปรุงแก้ไขร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอและการออกใบอนุญาตขับรถ และการขอต่ออายุและการอนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ.2548 และผู้ที่ประสงค์จะขับรถจักรยานยนต์ที่มีกำลังสูง หรือบิ๊กไบค์ ต้องมีการผ่านการฝึกอบรมและทดสอบการขับรถด้วย พร้อมแยกใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ทั่วไปและรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์นั้น ในขณะนี้เรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการเตรียมประกาศกฎกระทรวงก่อนที่จะออกบทบัญญัติของกรมการขนส่งทางบก และมีผลบังคับใช้ภายในปี 2562 ทั้งนี้ สามารถเข้าไปดำเนินการได้ที่สำนักงานขนส่งทั่วประเทศ โดยยืนยันว่าจะไม่มีผลบังคับใช้ย้อนหลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการปรับปรุงแก้ไขร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าว ถือเป็นการควบคุมตัวรถในแต่ละขนาดกำลังของเครื่องยนต์ (ซีซี) รวมถึงเป็นการกำหนดวุฒิภาวะในการรับผิดชอบของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ เพื่อเป็นการตอบโจทย์ในการป้องกันอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์บนท้องถนน ทั้งนี้ ในส่วนของเกณฑ์ผู้ที่จะขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์นั้น รถจะต้องมีขนาดกำลังเครื่องยนต์เกิน 400 ซีซีขึ้นไป โดยจะต้องเข้ารับการฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ รวมถึงต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของกฎหมายจราจร และมีทักษะในการขี่รถบิ๊กไบค์ด้วย อย่างไรก็ตาม กรมการขนส่งทางบกได้รับความร่วมมือจากสมาคมบิ๊กไบค์ ในการกำหนดหลักเกณฑ์และใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราจะออกกฎกระทรวงแยกใบขับขี่รถจักรยานยนต์และใบขับขี่รถบิ๊กไบค์ เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมาย โดยเป็นการแบ่งโดยใช้เกณฑ์ขนาดซีซีของรถ ซึ่งผู้ที่มีใบขับขี่รถจักรยานยนต์เดิมแล้วมีรถบิ๊กไบค์ ต้องเข้ามาฝึกอบรมทั้งทฤษฎีและปฏิบัติเพิ่มเติม ก่อนที่จะได้รับใบขับขี่ใหม่และถือใบเดียวเท่านั้น ไม่ต้องมี 2 ใบ&amp;quot; นายสนิทกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายกมล บูรณพงศ์ รองอธิบดี ขบ. กล่าวว่า หลังจาก ครม.เห็นชอบในหลักการแล้วจะนำเสนอร่างดังกล่าวไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อพิจารณาร่าง คาดว่าจะใช้เวลา 3-4 เดือน โดยสาระสำคัญนั้นจะมีการจำแนก จยย.ที่มีกำลังสูงมีเครื่องยนต์ 400 ซีซีขึ้นไป หรือกำลังตั้งแต่ 35 กิโลวัตต์ขึ้นไป หรือบิ๊กไบค์นั้น ผู้ที่ขอรับต้องผ่านการอบรมและทดสอบจาก ขบ. ซึ่งเป็นเงื่อนไขกำหนดเพิ่มเติมขึ้นมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกมลกล่าวต่อว่า สำหรับสาเหตุที่แยกทำใบขับขี่กับรถ จยย.ทั่วไป เพราะเป็นข้อเรียกร้องจากสังคมเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากในต่างประเทศ การขอรับใบขับขี่บิ๊กไบค์จะแยกประเภทกับใบขับขี่รถ จยย.ทั่วไปเช่นกัน สำหรับข้อมูลจดทะเบียนบิ๊กไบค์ ณ วันที่ 31 ก.ค.61 มีจำนวน 166,868 คันทั่วประเทศ ซึ่งตัวกฎหมายใหม่จะแยกใบขับขี่บิ๊กไบค์กับใบขับขี่รถ จยย.ทั่วไปอย่างชัดเจน เพราะขณะนี้กฎหมายปัจจุบันใบขับขี่บิ๊กไบค์ยังอยู่กับใบขับขี่รถ จยย.ทั่วไป ยังไม่แยกให้เห็นชัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การอบรมนี้จะต่างจากการขอรับใบขับขี่ จยย.ทั่วไป ขบ.จัดเตรียมหลักสูตรที่จะรองรับไว้แล้ว ซึ่งผู้ขอรับต้องมีทักษะพอสมควร เพราะรถนี้มีสมรรถนะค่อนข้างสูง กำลังแรง และน้ำหนักค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นการใช้รถต้องอาศัยความชำนาญ เพราะไม่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย&amp;quot; นายกมลกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกมลกล่าวอีกว่า การอบรมหลักสูตรจะต่างด้วย เช่น เพิ่มชั่วโมงการอบรมมากขึ้น ปรับปรุงข้อสอบข้อเขียนเพิ่มจำนวนมากขึ้น เกี่ยวกับกฎหมายจราจร กฎหมายรถยนต์ กฎหมายขนส่ง การบำรุงรักษาเครื่องยนต์ และเครื่องหมายจราจร มีสัดส่วนในการนำมาสอบข้อเขียน ซึ่งปัจจุบันผู้มาขอรับใบขับขี่ต้องมีสอบข้อเขียน 50 ข้อ และต้องสอบผ่านได้ 45 ข้อ หรือ 90% ตอนนี้ข้อสอบปัจจุบันมีการใช้มา 2-3 ปีแล้ว ส่วนอายุต้องมีเกณฑ์ 18 ปีขึ้นไป เพราะมีเรื่องขนาดรถใหญ่กว่ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งต่างจากขอรับใบขับขี่รถ จยย. ที่อายุ 15 ปีสามารถมาทำใบขับขี่ได้ ที่มีเครื่องยนต์ 110 ซีซีขึ้นไป รวมทั้งการออกแบบใบขับขี่บิ๊กไบค์จะแตกต่างรถ จยย.ทั่วไป อยู่ระหว่างออกแบบให้แตกต่างจากปัจจุบัน ใบขับขี่จะเป็นแบบสมาร์ทการ์ด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ได้ประสานงานกับค่ายจำหน่ายรถต่างๆ ทั้งญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ที่จำหน่ายรถบิ๊กไบค์ด้วย เพราะการขี่รถบิ๊กไบค์ต้องมีทักษะในการขับขี่เพิ่มเติมจากการขับขี่รถ จยย.ทั่วไป เพราะสภาพรถมีขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก และมีสมรรถนะสูง สำหรับผู้ที่จะขอรับใบขับขี่บิ๊กไบค์จะต้องเข้ามาอบรมหลักสูตรเพิ่มเติม จากนั้นสามารถรับใบขับขี่ได้โดยไม่ต้องสอบภาคทฤษฎีและปฏิบัติเหมือนกระบวนการมาขอรับใบขับขี่ จยย.ใหม่ โดยใช้เอกสารประกอบการทำใบขับขี่ และจ่ายค่าธรรมเนียมในการออกบัตรเหมือนกับการขอรับใบขับขี่ จยย.ทั่วไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15964</URL_LINK>
                <HASHTAG>สนิท พรหมวงษ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เครื่องยนต์เกิน 400 ซีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180822/image_big_5b7d657eb7157.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13503</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2018 15:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2018 15:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งฯเข้มมาตรการความปลอดภัยช่วงวันหยุดยาว 27-30ก.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขนส่งฯเข้มมาตรการความปลอดภัยรองรับการเดินทางช่วงวันหยุดอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา 27-30 ก.ค.นี้ สั่งกำชับทุกจังหวัดตรวจสอบรถโดยสารสาธารณะและพนักงานขับรถ ย้ำความปลอดภัยสูงสุด แอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์ 100%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ค.61-นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก(ขบ.) เปิดเผยว่า เนื่องจากเดือนกรกฎาคม 2561 มีช่วงวันหยุดในโอกาสมหามงคล วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ต่อเนื่องวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ตั้งแต่วันที่ 27 &amp;ndash; 30 ก.ค. 61ซึ่งในช่วงดังกล่าวคาดว่าจะมีประชาชนใช้รถใช้ถนนเพื่อเดินทางไปร่วมงานมหามงคล หรือทำบุญตามประเพณี รวมถึงการท่องเที่ยวในเมืองหลักเมืองรองอย่างคึกคัก กรมฯได้เตรียมพร้อมรองรับการเดินทาง โดยกำชับไปยังสำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งดำเนินการตามมาตรการอำนวยความสะดวกและป้องกันเพื่อลดอุบัติเหตุจากการเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะทุกประเภท ทุกเส้นทาง อย่างเข้มข้นจริงจัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ประสานผู้ประกอบการขนส่งในจังหวัดจัดเตรียมรถโดยสารประจำทางที่มีความพร้อมผ่านการตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงเพื่อให้เพียงพอสำหรับความต้องการเดินทางของประชาชน ควบคุมดูแลอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยภายในสถานีขนส่งผู้โดยสารและบริเวณโดยรอบ รวมถึงบริหารจัดการการเดินรถภายในจังหวัดเพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้โดยสะดวกรวดเร็ว ต้องไม่มีผู้โดยสารตกค้างที่สถานีขนส่งผู้โดยสาร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนมาตรการด้านความปลอดภัยให้เข้มงวดสภาพความพร้อมของรถโดยสารและพนักงานขับรถ ต้องมีสภาพมั่นคงแข็งแรง มีอุปกรณ์ส่วนควบและอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยครบถ้วนถูกต้องและอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานตลอดเวลา เช่น การติดตั้ง GPS Tracking ความสมบูรณ์ของระบบเบรก สภาพยาง ล้อ เข็มขัดนิรภัย ประตูฉุกเฉินหรือทางออกฉุกเฉิน ถังดับเพลิง ค้อนทุบกระจก เข้มงวดตรวจสอบพนักงานขับรถตรวจสารเสพติดและระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจต้องเป็นศูนย์ 100% มีใบอนุญาตขับรถถูกต้องตรงตามประเภทรถ ลงบันทึกเวลาในสมุดผู้ประจำรถเพื่อตรวจสอบชั่วโมงการทำงาน เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13503</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการขนส่งทางบก, ดูแลความปลอดภัยบนท้องถนน, วันหยุดยาว, วันเข้าพรรษา, สนิท พรหมวงษ์, อาสาฬหบูชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180408/image_big_5ac9b073306b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
