<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112309</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2021 15:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2021 15:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศธ.เผยพื้นที่รร.ในสังกัด สพฐ.ทำเป็น รพ.สนาม-สถานที่กักตัว-สถานที่พักคอย แล้ว 846 โรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5ส.ค.65- นายสนิท แย้มเกษร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ในการประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ผ่านระบบห้องประชุมออนไลน์ ZOOM &amp;nbsp;ได้หยิบยกข้อราชการและโครงการต่างๆ ที่ สพฐ. อยู่ระหว่างการดำเนินการมารายงานให้ที่ประชุมได้ทราบ โดยเฉพาะโครงการที่เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล และรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ อาทิ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 การดำเนินงานโรงเรียนปลอดขยะ การจัดการเรียนการสอนรูปแบบ Active Learning การเผยแพร่บทความวิจัยของครูและบุคลากรทางการศึกษาในรูปแบบ e-Journal และร่างกรอบแนวทางการประเมินส่วนราชการตามมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการของส่วนราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ประชุมยังได้พูดคุยถึงเรื่องสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด -19 ซึ่งพบว่าขณะนี้มีครู และบุคลากรทางการศึกษาติดเชื้อเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัด สพฐ.ปฏิบัติตามมาตรการที่คณะกรรมการควบคุมโรคจังหวัดกำหนดอย่างเคร่งครัด เรื่องนี้จะไม่ใช่การกำชับ แต่ถือเป็นการสั่งการ ทั้งนี้เพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พร้อมทั้งให้เตรียมการดูแลช่วยเหลือบุคลากรที่ติดเชื้อด้วย ขณะเดียวกันจะมีการเร่งรัดเพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับการฉีดวัคซีนให้ครบทั้งประเทศด้วย&amp;rdquo;รองเลขาฯ กพฐ. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนิท กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังได้มีการรายงานข้อมูลการอนุญาตให้ใช้อาคารสถานที่ของสถานศึกษาสังกัด สพฐ. เพื่อทำเป็นโรงพยาบาลสนามและสถานที่กักตัวหรือสถานที่พักคอย รวมถึงหน่วยบริการด้านสาธารณสุข ล่าสุดพบว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 846 โรงเรียน แบ่งเป็น โรงพยาบาลสนาม 81 โรง โรงพยาบาลสนามสำรอง 17 โรง โรงพยาบาลสนามและสถานที่กักตัว 42 โรง สถานที่กักตัว 460 โรง สถานที่พักคอย 334 โรง สถานที่แวะเข้าห้องน้ำ 11 โรง หน่วยคัดกรอง (Swab) 1 โรง และ 2 ค่ายลูกเสือ ซึ่งสามารถรองรับผู้ป่วยได้ถึง 20,981 เตียง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112309</URL_LINK>
                <HASHTAG>รพ.สนาม, ศูนย์พักคอย, สถานศึกษาสังกัด สพฐ., สนิท แย้มเกษร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200623/image_big_5ef1db4ba7d84.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98681</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/04/2021 17:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/04/2021 17:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สพฐ. กำชับข้าราชการห้าม ไปผับ บาร์ แม้อยู่นอกเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7เม.ย.64-นายสนิท แย้มเกสร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ในการประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้หารือถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โควิด-19 ที่มีการแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ โดยให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาทุกแห่งทั่วประเทศปฏิบัติการตามมาตรการของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) อย่างเข้มงวดสูงสุด หากมีความจำเป็นต้องเดินทางไปยังพื้นที่ต่างจังหวัดให้ปฏิบัติการตามมาตรการของ ศบค.ในแต่ละพื้นที่อย่างเข้มงวดเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำให้ข้าราชการ และ บุคลากรของ สพฐ.ทุกคนต้องปฏิบัติตัวตามมาตรการของ ศบค. เช่น การเว้นระยะห่าง การสวมหน้ากากอนามัย และ การล้างมือ และ ไม่ให้ข้าราชการและบุคคลากรของสพฐ.ไปยังสถานที่ที่มีความเสี่ยง เช่น ผับบาร์ เป็นต้น แม้ว่าสถานที่เหล่านี้บางแห่งจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่จังหวัดควบคุมสูงสุดก็ตาม อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ทาง ศบค.จะมีการประชุมหารือถึงมาตรการต่างๆเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด หากมีแนวทางใดออกมา สพฐ.พร้อมที่จะให้หน่วยงานในสังกัดปฏิบัติตามอย่างเต็มที่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขณะนี้โรงเรียนต่างๆ อยู่ในช่วงปิดภาคเรียนเรียบร้อยแล้ว แต่ ทาง สพฐ.ก็ได้กำชับให้ทางโรงเรียนได้ติดตามและปฏิบัติตามมาตรการของ ศบค.อย่างเต็มที่ รวมถึงเราได้เน้นย้ำให้ข้าราชการ บุคลากรของ สพฐ.ต้องปฏิบัติตามมาตรการของ ศบค.อย่างเข้มข้น รวมถึงไม่ให้เดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง เพราะว่า หากเดินทางไปยังสถานที่เหล่านี้หากมีการระบาดขึ้นมา ต้องกักตัวเป็นเวลา 14 วันจะส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานได้ &amp;rdquo;รองเลขาฯ กพฐ.กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98681</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฐ., #โควิด-19, ผับ-บาร์, สนิท แย้มเกษร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210407/image_big_606d8b8fd95d8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82067</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/10/2020 17:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/10/2020 17:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สพฐ. ยืนหนึ่งองค์กรหลักในศธ. ผลประเมินคุณธรรมและโปร่งใสปี 63 ได้ระดับ A </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28ต.ค.63-นายสนิท แย้มเกษร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาฯ กพฐ.) กล่าวภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ที่ประชุมได้รับทราบเรื่องการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสของสพฐ. หรือ (Integrity and Transparency Assessment Online: ITA Online) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 โดยในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ โดยสพฐ.ได้ประเมินระดับ A มีคะแนน 93.40 เป็นอันดับ 1 ในองค์กรหลักของ ศธ. &amp;nbsp;ซึ่งถือเป็นความตั้งใจและความร่วมมือของผู้บริหารและข้าราชการทุกคนในสังกัดที่ช่วยกันทำงาน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในด้านต่างๆ อย่างเต็มที่ &amp;nbsp;นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้ย้ำเรื่องการแก้ไขปัญหาการจัดขยะ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นนโยบายของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้ลดการใช้ขยะที่เป็นมลพิษทำลายสิ่งแวดล้อม โดยในส่วนของ สพฐ.นั้นเราทำได้ดีอย่างต่อเนื่อง จนขณะนี้ลดปริมาณขยะไปได้อย่างมาก แต่ยังมีเรื่องของการใช้วัสดุโฟมที่ยังมีอยู่ในหน่วยงาน ดังนั้นได้กำชับให้ทุกหน่วยงาน รวมถึงโรงเรียนได้มีมาตรการคัดแยกขยะ และลดปริมาณขยะต่างๆ ลงให้ได้แบบ 100%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ส่วนประเด็นที่โรงเรียนในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากท่อแก๊สระเบิดในพื้นที่ต.เปร็ง อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการนั้น ที่ประชุมได้รับรายงาน ว่า เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษา 1 แห่ง และโรงเรียนประถมศึกษา 1 แห่ง ซึ่งได้มีการตั้งคณะทำงานดูแลแล้วโรงเรียนและนักเรียนแล้ว โดยจากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบนักเรียนได้รับผลกระทบหรือบาดเจ็บแต่อย่างใด ส่วนอาคารภายในโรงเรียนนั้นวิศวกรมาตรวจสอบแล้วไม่พบสภาพอาคารชำรุด มีเพียงรังสีความร้อนที่ทำลายระบบสายไฟในอาคารเรียนเท่านั้น &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ สพฐ.ให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษาไม่เพียงกรณีท่อแก๊สระเบิดเท่านั้น แต่จะกำชับให้โรงเรียนทุกแห่งต้องตรวจดูระบบไฟฟ้าและอาคารสถานที่ให้ปลอดภัย หากจุดไหนชำรุดให้รีบดำเนินการแก้ไข เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน&amp;rdquo;รองเลขาฯ กพฐ.กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82067</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฐ., การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส, สนิท แย้มเกษร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201028/image_big_5f992f1ce39b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74083</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2020 12:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2020 12:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สพฐ. ทดลองเปิดเรียนแบบ On-site เต็มรูปแบบทั่วประเทศ เริ่ม 13 ส.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11ส.ค.63-นายสนิท แย้มเกษร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้ลงนามคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ. เรื่อง การทดลองเปิดเรียนแบบ On-site ในสถานกาณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 เต็มรูปแบบทั่วประเทศ เพื่อแจ้งให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศรับทราบ ทั้งนี้การทดลองเปิดเรียนแบบ On-site ของสถานศึกษาเต็มรูปแบบ แต่นักเรียนจะต้องจดบันทึกการเดินทางไปสถานที่ต่างๆ หลังเลิกเรียน เพื่อเป็นมาตรการในการติดตามนักเรียนหากมีการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนิท กล่าวต่อว่า ในส่วนสถานศึกษาจะต้องปรับการจัดการเรียนการสอนโดยเน้นการจัดกิจกรรมนอกห้องเรียนเพื่อใช้ห้องเรียนให้น้อยที่สุด ซึ่งการทดลองครั้งนี้ได้รับอนุมัติจากนายกรัฐมนตรี และสามารถทดลองเปิดเรียนแบบ On-site เต็มรูปแบบทั่วประเทศได้ ตั้งแต่วันที่ &amp;nbsp;13 สิงหาคมเป็นตันไป ดังนั้น สพฐ.จึงขอให้ สพท.ทุกแห่งแจ้งให้สถานศึกษาในสังกัดที่จัดการเรียนการสอนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิดเต็มรูปแบบทุกรูปแบบ และให้ทดลองเปิดเรียนแบบ On Site ทั่วประเทศ ทั้งนี้ให้ปฏิบัติตมมาตรการที่กำหนดข้างต้นอย่างเคร่งครัด และดำเนินการตามมาตรการของสาธารณสุข &amp;nbsp;ส่วนมาตรการการเว้นระยะห่างทางสังคมให้โรงเรียนสามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในห้องเรียนได้ โดยหากสถานศึกษามีความจำเป็นต้องจัดกิจกรรมที่ทำให้เกิดการรวมตัวกัน เป็นจำนวนมาก เช่น การประชุม หรือการจัดกิจกรรมรื่นเริง หรือการละเล่นที่มีคนจำนวนมากในสถานศึกษาควรงดเว้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขณะนี้มีโรงเรียนหลายแห่งเริ่มไม่ปฏิบัติตามมาตรการคัดกรองของสธ.รวมถึงไม่เคร่งครัดให้เด็กสวมใส่หน้ากากอนามัยในโรงเรียน สพฐ.จะทำหนังสือกำชับเรื่องมาตรการคัดกรองด้านสุขภาพต่างๆให้โรงเรียนรับทราบแม้จะมีการปลดล็อคทุกอย่างเต็มรูปแบบแล้วก็ไม่ได้หมายความว่ามาตรการคัดกรองจะต้องไม่ปฏิบัติตาม&amp;rdquo;รองเลขาฯ กพฐ.กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74083</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฐ., #โควิด-19, สนิท แย้มเกษร, เปิดเรียนonsite เต็มรูปแบบ, เปิดโรงเรียนเต็มระบบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200811/image_big_5f322a11d7ffd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69497</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/06/2020 17:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/06/2020 17:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สพฐ. จับมือกรมสุขภาพจิต จัดทำแอพ “Hero” เป็นกลไกช่วยดูแลสุขภาพจิตเด็กช่วงเปิดเทอมยุคโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23มิ.ย.63-นายสนิท แย้มเกษร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาฯ กพฐ.) ในฐานะที่ดูแลศูนย์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้รับมอบหมายจากนายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) ให้หารือกับกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อจัดทำแอพพลิเคชั่น &amp;ldquo;Hero&amp;rdquo; (Healt and Education Reintegrating Operation) ซึ่งแอพพลิเคชั่นดังกล่าวจะเป็นกลไกในการช่วยดูแลสุขภาพจิตเด็กนักเรียนในช่วงเปิดภาคเรียนภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 โดยในวันที่ 29 มิถุนายนนี้ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะมีพิธีลงนามความร่วมมือกับกรมสุขภาพจิต ซึ่งมีนายณัฐฏพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วยนายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมช.สธ.) ร่วมเป็นสักขีพยาน ทั้งนี้แอพพลิเคชั่นดังกล่าวมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับ สพฐ.เพื่อลดภาระครูในการกรอกข้อมูลและประมวลผลภาพรวมสุขภาพจิตเด็กที่สามารถประเมินและติดตามได้ทุกภาคเรียน โดยประวัติของนักเรียนจะถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัยในระบบคลาวด์ เพื่อให้ครูได้ส่งต่อถึงทีมจิตแพทย์ครอบคลุมทั้งประเทศ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;ldquo;สำหรับแอพพลิเคชั่น &amp;ldquo;Hero&amp;rdquo; จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยดูแลสุขภาพจิตนักเรียนได้ ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้นและทันต่อสถานการณ์ โดยการเข้าใช้งานจะเริ่มจากครูที่ปรึกษาหรือครูแนะแนว โดยใช้แอพพลิเคชั่นเพื่อสังเกต เฝ้าระวังและคัดกรองเด็กในชั้นเรียน รวมทั้งได้เรียนรู้เทคนิคการปรับพฤติกรรมและให้คำปรึกษาเบื้องต้นผ่านแอพพลิเคชั่นดังกล่าว ซึ่งหน้าที่สำคัญของแอพพลิเคชั่น คือ การเชื่อมโยงการดูแลสุขภาพจิตนักเรียนระหว่างครูและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ&amp;rdquo;รองเลขาฯ กพฐ.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69497</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฐ., กรมสุขภาพจิต, สนิท แย้มเกษร, แอพลิเคชั่นHero</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190321/image_big_5c9351f1b74b9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59995</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/03/2020 08:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/03/2020 08:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สพฐ.ซักซ้อมความเข้าใจรับนักเรียนปี63  ลดจำนวนนร.นั่งสอบต่อห้อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
17มี.ค.63- นายสนิท แย้มเกษร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ลงนามวันที่ 16มี.ค.2563 ในหนังสือแจ้งสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา/มัธยมศึกษาทุกเขต เพื่อซักซ้อมความเข้าใจเรื่องการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2563 และแนวปฏิบัติในการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยให้สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษากําชับ ติดตาม และแจ้งให้โรงเรียนปฏิบัติ ดังนี้
1. ดําเนินการรับนักเรียนทุกระดับ ให้เป็นไปตามประกาศและปฏิทินการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2563
2. การรับสมัคร ให้จัดสถานที่รับสมัครให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก มีมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาด เป็นไปตามที่กระทรวงสาธารณสุขกําหนด
3. การสอบคัดเลือก
3.1 การจัดห้องสอบ หากสถานที่เพียงพอ ควรลดจํานวนนักเรียน : ห้อง
3.2 ห้องสอบมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก
3.3 จัดบริการเจลล้างมือ หน้ากากอนามัย ให้เพียงพอ
3.4 จัดบริการตรวจวัดไข้ หากพบนักเรียนที่มีไข้ ให้คณะกรรมการรับนักเรียนของโรงเรียนพิจารณาตามที่เห็นสมควร
3.5 ครูที่เดินทางกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยง หรืออยู่ระหว่างการแยกตัวเพื่อเฝ้าระวังอาการ (14 วัน) ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข หากมีหน้าที่เป็นผู้คุมสอบหรือมีหน้าที่อื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการรับสมัครการสอบ การรายงานตัว และการมอบตัว ขอให้เปลี่ยนตัวผู้อื่นมาทําหน้าที่แทน
4. การรายงานตัวและการมอบตัว ควรใช้สถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่แออัด กระจายจุดบริการให้เพิ่มขึ้น และปฏิบัติตามมาตรการการป้องกันฯ โดยเคร่งครัด
5. หากมีสถานการณ์จําเป็นที่ไม่สามารถดําเนินการสอบคัดเลือกได้ ตามที่คณะกรรมการรับนักเรียนพิจารณา ให้รายงานต่อศูนย์การรับนักเรียน สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หมายเลขโทรศัพท์ 0 2280 5530 หรือ 0 2288
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59995</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฐ., #โควิด-19, นโยบาบรับนักเรียนปี63, สนิท แย้มเกษร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200317/image_big_5e7023a03df50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40630</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2019 17:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2019 17:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสศ.จับมือ สพฐ.&quot;ช่วยกันลด&quot;จดหมายลาครู&quot;ป้องเด็กกลุ่มเสี่ยงไม่ให้่เลิกเรียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10ก.ค.62- ที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) - กสศ. ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แถลงข่าวปฏิบัติการระดมความร่วมมือลดจดหมายลาครู ช่วยเด็กกลุ่มเสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษา และเปิดมิติใหม่ของการช่วยเหลือสังคม ตอบโจทย์ CSR ภาคธุรกิจ ชี้เป้าช่วยเหลือถูกคน พร้อมรายงานผลรายคน มั่นใจช่วยเด็กได้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายสนิท แย้มเกษร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า สำหรับนโยบายการลงพื้นที่เยี่ยมบ้านนักเรียนของ สพฐ.และการคัดกรองนักเรียนยากจนพิเศษ ให้ได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไขของ กสศ. สพฐ. เพิ่มความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งเป้าลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเพื่อช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มยากจนที่สุดทันท่วงที หากประมวลปัญหาของนักเรียนยากจนพิเศษ ซึ่งควรได้รับการช่วยเหลือเร่งด่วนพบว่ามีทั้งเรื่องสภาพครัวเรือนที่มีภาระพึ่งพิง มีผู้พิการ เจ็บป่วยเรื้อรัง หรือพ่อแม่แยกทางกัน อาศัยอยู่กับปู่ย่าตายาย ญาติพี่น้อง บ้านที่อยู่อาศัยมีสภาพทรุดโทรมหนัก ถึงขั้นไม่ปลอดภัยต่อชีวิต ไม่คุ้มแดดคุ้มฝน ไม่มีห้องน้ำในบริเวณบ้าน สภาพแวดล้อมไม่ถูกสุขลักษณะ ไม่มีไฟฟ้าหรือน้ำประปาใช้ ไม่มีเงินค่าอาหาร และค่าเดินทางในการมาโรงเรียน ดังนั้น สพฐ.และกสศ. จะบูรณาการฐานข้อมูลศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียน สพฐ.กับระบบปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน หรือ CCT เพื่อดูแลนักเรียนรายบุคคลในทุกมิติ พร้อมส่งต่อความช่วยเหลือที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานต่างๆ ที่สำคัญจะช่วยลดภาระงานให้ครูในการบันทึกข้อมูลต่างๆ ด้วย โดยจะมีการประชุมเรื่องนี้ในวันที่ 23-24 กรกฎาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมต้องขอขอบคุณในความทุ่มเทของคุณครู และเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 225 เขต ที่ไม่นิ่งเฉยกับความทุกข์ยากของเด็กๆ แม้พื้นที่ห่างไกลยากลำบากก็ไม่มีตกหล่น จนนำมาสู่ความร่วมมือของหลายภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชนเพื่อช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจะไม่สำเร็จถ้าทำเพียงหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง เพราะเป็นปัญหาขนาดใหญ่และซับซ้อน โดยตลอดเดืนกรกฎาคมนี้ สพฐ.กำชับให้เขตพื้นที่การศึกษาดูแลสนับสนุนครูลงพื้นที่เยี่ยมบ้านให้ครบร้อยละ 100 เพื่อไม่ให้มีเด็กยากจนตกหล่นแม้แต่คนเดียว&amp;rdquo;รองเลขาฯ กพฐ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า ภายในเดือนกรกฎาคมนี้ ทาง กสศ.จะจัดสรรเงินอุดหนุนให้นักเรียนยากจนพิเศษกลุ่มเดิมที่ยืนยันการมีตัวตนในสถานศึกษาแล้ว ราว 320,000 คน เพื่อเป็นค่าครองชีพ ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ให้แก่นักเรียนและจัดสรรไปยังสถานศึกษาเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในกิจกรรมพัฒนาทักษะอาชีพของนักเรียน คนละ 1,000 บาทในภาคเรียนที่ 1 รวมแล้วกว่า 300 ล้านบาท ทั้งนี้ตลอดเดือนกรกฎาคม ครูจากสังกัด สพฐ. ตชด.และอปท.กว่า 400,000 คนยังคงเดินหน้าคัดกรองนักเรียนเข้าใหม่ได้แก่ชั้น ป.1 ป.4 และม.1 เพื่อรับการจัดสรรอีกครั้งในเดือน สิงหาคม อีกราว3 แสนคน เพื่อไม่ให้มีเด็กคนไหนตกหล่นจากการช่วยเหลือ ทั้งนี้ปีการศึกษา 2562 กสศ.จะช่วยสนับสนุนค่าเดินทางในการเยี่ยมบ้านเพื่อเติมให้กับโรงเรียนด้วย โดยในส่วนของอัตราการอุดหนุนในเทอมที่ 2 ทางคณะรัฐมนตรีอนุมัติปรับเพิ่มให้แล้วเป็นเทอมละ 1,500 บาท (หรือปีละ 3,000 บาท) ในงบประมาณปี 2563 แต่ยังอยู่ในขั้นตอนรอการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาของระบบการศึกษาโดยตรง แต่เนื่องจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจทำให้เด็กกลุ่มนี้ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษามากกว่าครอบครัวร่ำรวยถึง 4 เท่า ซึ่ง กสศ.มุ่งบรรเทาความเดือดร้อนขั้นต้นเพื่อบรรเทาอุปสรรคในการมีเรียน ล่าสุดจึงมีโครงการระดมความร่วมมือจากภาคธุรกิจเพื่อช่วยเด็กกลุ่มนี้เพิ่มเติมจากที่กสศ.จัดสรร โดยใช้ระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาหรือ iSEE เป็นเครื่องมือชี้เป้าตอบโจทย์ CSR ของภาคธุรกิจ โดยเบื้องต้นมี 2 แนวทาง คือ 1.ชี้เป้าโรงเรียนที่มีนักเรียนยากจนพิเศษมากที่สุดในรัศมีชุมชนโดยรอบกิจการของภาคเอกชน เพื่อร่วมบริจาคเติมความช่วยเหลือ 2. ชี้เป้านักเรียนยากจนพิเศษจาก 100 โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร (พื้นที่เกาะ พื้นที่สูง และพื้นที่ห่างไกล ชุมชน) ซึ่งการสนับสนุนสามารถเลือกได้เป็นค่าครองชีพ ค่าอาหาร ค่าเดินทาง กิจกรรมพัฒนาทักษะอาชีพ หรือสมทบทุนการศึกษา&amp;rdquo;ผู้จัดการ กสศ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายทวีศักดิ์ บรรลือสินธุ์ กรรมการและผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมองค์กรและรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท เอสโซ่(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เอสโซ่ใช้ระบบ ISEE ของ กสศ. ช่วยชี้เป้าโรงเรียนที่มีนักเรียนยากจนพิเศษมากที่สุดซึ่งอยู่บริเวณรอบสถานีบริการน้ำมันเอสโซ่สาขาวังมะนาว จ.เพชรบุรี ประมาณ 18 โรงเรียน ครอบคลุมนักเรียนทุนมากกว่า 300 ทุน และจะขยายต่อไปในพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อเป็นทุนการศึกษาและบรรเทาอุปสรรคในการมาเรียน การลดความเหลื่อมล้ำด้วยการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับกลุ่มเป้าหมายยากจนที่สุดให้สามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างเต็มศักยภาพ จะสามารถขจัดความยากจนข้ามชั่วคนได้ ถือเป็นเส้นทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นจุดยืนสำคัญของเอสโซ่
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40630</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กสศ., #สพฐ., นพ.สุภกร บัวสาย, สนิท แย้มเกษร, เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา, โครงการจดหมายลาครู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190710/image_big_5d25ba0596469.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
