<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91005</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังกางแผนกู้เงินมีเยอะ ครป.บี้‘เจ้าสัว’ช่วยคนจน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;คลัง&amp;quot; กางแผนกู้สู้โควิด-19 แจงอนุมัติกรอบวงเงินกู้แล้ว 7 แสนล้านบาท กู้แล้ว 3.9 แสนล้าน ยันเงินยังเต็มกระเป๋าไม่ต้องกู้เพิ่ม สิ้นปีพร้อมลุยออกบอนด์ออมทรัพย์รุ่น &amp;quot;เราชนะ&amp;quot; 6 หมื่นล้านบาท &amp;quot;สภาองค์การลูกจ้างฯ&amp;quot; บี้นายกฯ ช่วยผู้ประกันตนตาม ม.33 บางส่วนที่รายได้ไม่เกิน 3 แสนต่อปี ประธาน ครป.เสนอกระจายงบประมาณจากโครงการต่างๆ มาเยียวยา เจรจาเจ้าสัวลดราคาสินค้า เก็บภาษีโควิดเพิ่มจากคนรวยมาช่วยคนจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 25 มกราคม นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการกู้เงินตาม พ.ร.ก.โควิด วงเงิน 1 ล้านล้านบาท ว่าล่าสุดมีการอนุมัติกรอบวงเงินกู้แล้ว 7 แสนล้านบาท และมีการกู้เงินแล้ว 3.9 แสนล้านบาท คิดเป็น&amp;nbsp; 39% ของเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท โดยในส่วนของเงินกู้เพื่อใช้ในโครงการด้านสาธารณสุขจำนวน 4.5 หมื่นล้านบาทนั้น อนุมัติแล้ว 1.96 หมื่นล้านบาท และมีการเบิกจ่ายแล้ว&amp;nbsp; 1.56 พันล้านบาท ส่วนวงเงินเพื่อการเยียวยา 5.6 แสนล้านบาท อนุมัติแล้ว 5.58 แสนล้านบาท และมีการเบิกจ่ายแล้ว 3.22 แสนล้านบาท ขณะที่วงเงินเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ 3.9 แสนล้านบาท อนุมัติแล้ว 1.33 แสนล้านบาท และมีการเบิกจ่ายแล้ว 4.8 หมื่นล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ หากการกู้เงินของรัฐบาลยังเป็นไปตามแผนในกรอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ที่หากกู้เต็มวงเงินจะทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ที่ระดับ 56% ของจีดีพี ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลัง โดยในช่วง ม.ค.-ก.พ.64 สบน.มีแผนที่จะกู้เงิน 2.1 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการเราชนะตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) แบ่งเป็นการออกตั๋วสัญญาใช้เงินระยะสั้น (PN), พันธบัตรรัฐบาลระยะยาว, พันธบัตรออมทรัพย์ และเงินกู้จากธนาคารพัฒนาเอเชีย&amp;nbsp; (เอดีบี) &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่ 56% ภายในปีงบประมาณ 2564 เป็นการคำนวณจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะปรับตัวลดลงประมาณ 1% จากคาดการณ์เดิมที่ประเมินว่าจีดีพีปีนี้จะขยายตัวเป็นบวก ซึ่งเป็นการรวมผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่แล้ว อย่างไรก็ดี เบื้องต้น สบน.ยังไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องกู้เงินเพิ่มเติม เพราะวงเงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินเดิมยังเหลืออยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของแผนการบริหารหนี้ปีงบประมาณ 2564 มีกรอบวงเงิน 2.34 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ กระทรวงการคลังจะเริ่มจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์พิเศษ รุ่น &amp;quot;เราชนะ&amp;quot; วงเงินรวม 6 หมื่นล้านบาท โดยในวันที่ 1-19 ก.พ. 64&amp;nbsp; จะจำหน่ายผ่านวอลเลต สบม. บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง&amp;nbsp; วงเงินจำหน่าย 5 พันล้านบาท รุ่นอายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได (Step-up) เฉลี่ย 2% ต่อปี โดยเริ่มลงทุนได้ตั้งแต่ 100 บาท จนถึง 5 ล้านบาท ซึ่งในทุกขั้นตอนผู้ลงทุนไม่จำเป็นต้องไปธนาคาร ผู้ลงทุนสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเป๋าตังเพื่อลงทะเบียนและเตรียมโอนเงินเข้าวอลเลต สบม.ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในวันที่ 5-19 ก.พ.64 จะจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์รุ่นพิเศษ &amp;quot;เราชนะ&amp;quot; วงเงิน 5.5 หมื่นล้านบาท ให้แก่ประชาชนทั่วไปและนิติบุคคลที่ไม่แสวงหากำไรผ่านธนาคารตัวแทนจำหน่าย 4 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ แบบไม่จำกัดวงเงินซื้อ โดยเชื่อว่าพันธบัตรออมทรัพย์จะจำหน่ายได้หมดตามวงเงินที่ตั้งไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์รัฐบาล นายมนัส โกศล&amp;nbsp; ประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา&amp;nbsp; นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เพื่อขอให้ปรับหลักเกณฑ์การเยียวยาโครงการ &amp;quot;เราชนะ&amp;quot; ให้ครอบคลุมแรงงานในระบบประกันสังคม มาตรา 33 และลูกจ้างภาครัฐ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายมนัสกล่าวว่า จากกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.)&amp;nbsp; มีมติเห็นชอบผลการพิจารณาตามที่คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้เสนอโครงการที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลัง คือโครงการเราชนะ ที่มีวัตถุประสงค์ให้ความช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพแก่ประชาชน เนื่องจากสถานการณ์การระบาดระลอกใหม่ของเชื้อไวรัสโควิด-19&amp;nbsp; ซึ่งการพิจารณาคัดกรองผู้ได้รับสิทธิ์จะพิจารณาจากรายได้&amp;nbsp; การมีระบบคุ้มครองทางสังคม ซึ่งครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หาบเร่ แผงลอย รับจ้าง&amp;nbsp; เกษตรกร เป็นต้น แต่คณะกรรมการฯ พิจารณาคัดกรองตัดสิทธิ์ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงาน ลูกจ้าง เจ้าหน้าที่ หรือผู้ปฏิบัติงานอื่นใดในหน่วยงานรัฐที่ได้รับค่าตอบแทนจากหน่วยงานของรัฐโดยตรง ซึ่งบางส่วนมีรายได้ไม่เกิน 300,000 บาทต่อปี ดังนั้นสภาองค์การลูกจ้างฯ จึงขอให้นายกฯ ทบทวนพิจารณาคุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิ์ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐที่ว่า&amp;nbsp; &amp;quot;การช่วยเหลือที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม&amp;nbsp; คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ร่วมกับคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา&amp;#39;35 ได้ร่วมกันแจกอาหารแก่ผู้ยากไร้ ผู้ประสบภัยโควิด และผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดย รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ประธาน ครป.กล่าวว่า ในส่วนของนโยบายการแก้ไขปัญหาโควิดของรัฐบาลในขณะนี้นั้นยังมีข้อบกพร่องบางอย่างอยู่ โดยเฉพาะในส่วนของการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าว ซึ่งสถานประกอบกิจการขนาดเล็กขนาดกลางต่างก็ทยอยปิดกันตามการระบาดของโควิด แต่ว่ารัฐบาลก็ไม่ได้มีการประกาศล็อกดาวน์ เมื่อเขาปิดกิจการก็ทำให้แรงงานส่วนนี้ต้องว่างงานไป แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้รับการชดเชยจากรัฐบาล ถึงแม้ว่ารัฐบาลบอกว่ากำลังจะพิจารณา แต่ว่าดูแล้วก็ค่อนข้างจะล่าช้า&amp;nbsp; เพราะฉะนั้นรัฐบาลควรจะเร่งรัดจัดการปัญหาในส่วนนี้ เพื่อที่จะให้การกระจายเงินงบประมาณต่างๆ ได้ครอบคลุมกลุ่มแรงงานที่ว่างงานเหล่านี้ เพราะหากทำไม่ได้หรือล่าช้าไปก็จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น แล้วคนเหล่านี้ก็ต้องอยู่ในความทุกข์ยากลำบากในสถานการณ์วิกฤติมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.ดร.พิชายกล่าวว่า รัฐบาลควรจะลองทบทวนในช่วงของครึ่งปีงบประมาณว่าโครงการใดที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะโครงการที่กระจายไปยังหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ก็อาจจะดึงเงินส่วนนี้มาใช้ในการเยียวยาประชาชนจะดีกว่า&amp;nbsp; จะมีประสิทธิผลกว่าที่จะให้หน่วยงานราชการเอางบประมาณไปดำเนินโครงการที่ไม่จำเป็นต่างๆ มากกว่า&amp;nbsp; ควรจะไปพิจารณาทบทวนอีกครั้งหนึ่งแล้วก็จัดสรรงบประมาณใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อีกประเด็นที่จะฝากก็คือ รัฐบาลควรจะเจรจากับบรรดากลุ่มทุนขนาดยักษ์ขนาดใหญ่ในเรื่องของราคาสินค้าต่างๆ ให้บรรดากลุ่มทุนเหล่านี้ลดราคาสินค้าลงบ้าง เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเดือดร้อนอยู่ในปัจจุบัน หรืออาจจะใช้มาตรการทางภาษีพิเศษที่จะต้องมีการเก็บภาษีพิเศษ หรือจะเรียกว่าภาษีโควิดก็ได้ เพื่อใช้หลักการในการแบ่งปันกันระหว่างคนรวยกับคนจน ซึ่งรัฐบาลก็อาจจะไปเจรจากับกลุ่มภาคธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสมาคม หอการค้า สมาคมธนาคาร หรือสมาคมอุตสาหกรรมต่างๆ ก็น่าจะเป็นอีกมาตรการหนึ่งที่รัฐบาลจะต้องแสวงหาความร่วมมือ&amp;nbsp; ทั้งในแง่ของการร่วมมือให้ช่วยกันลดค่าครองชีพ ลดราคาสินค้า และในแง่ของการปรึกษาหารือกันในการที่จะเพิ่มมาตรการด้านภาษีต่างๆ&amp;quot; ประธาน ครป.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายเมธา มาสขาว เลขาธิการ ครป. กล่าวเรียกร้องให้รัฐบาลสร้างความโปร่งใสทุกโครงการในสภาวการณ์วิกฤติ อย่าฉวยโอกาสใช้วิกฤติสังคมเอื้อประโยชน์ส่วนตนและคดโกงงบประมาณแผ่นดิน อย่าใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คอร์รัปชันอำนาจ และให้เก็บภาษีทรัพย์สินอัตราก้าวหน้ากับมหาเศรษฐีหมื่นล้านมาช่วยประชาชน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91005</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรอบวงเงินกู้, กู้สู้โควิด, บอนด์ออมทรัพย์, สบน., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ออมทรัพย์รุ่น &quot;เราชนะ&quot;, เราชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210125/image_big_600ed460ad678.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84337</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/11/2020 08:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/11/2020 08:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังปลื้ม &#039;S&amp;P&#039; คงอันดับความน่าเชื่อถือประเทศไทยBBB+  และมีเสถียรภาพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ย. 2563 นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.)เปิดเผยว่า บริษัท S&amp;amp;P Global Ratings (S&amp;amp;P) ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยอยู่ในระดับมีเสถียรภาพ เนื่องจากไทยมีความเข้มแข็งภาคการคลังและภาคการเงินต่างประเทศในระดับสูง อีกทั้งหนี้รัฐบาลอยู่ในระดับที่ไม่น่ากังวล และสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศและประสิทธิภาพการดำเนินนโยบายของรัฐบาล โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวในช่วง 1 &amp;ndash; 2 ปีข้างหน้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84337</URL_LINK>
                <HASHTAG>S&amp;P Global Ratings (S&amp;P), สบน., ิอันดับความน่าเชื่อถือ, แพตริเซีย มงคลวนิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191118/image_big_5dd1f32d1b62f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84184</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/11/2020 11:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘สบน.’แจงงบ64 กู้ได้อีกแสนล้าน ไม่พอมีแผนสอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สบน.&amp;rdquo; แจงปีงบ 64 รัฐบาลยังมีช่องกู้กรณีรายจ่ายสูงกว่ารายได้อีกแสนล้านบาท หากไม่พอยังมีแผนสองออกกฎหมายพิเศษกู้เงินเพิ่มป้องถังแตก โยนฝ่ายนโยบายตัดสินใจ พร้อมเปิดจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์อีกแสนล้าน เคาะล็อตแรกบุกตลาดหลังปีใหม่ วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2564 รัฐบาลยังมีช่องว่างในการกู้เงินกรณีรายจ่ายสูงกว่ารายได้อยู่ประมาณกว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งช่องว่างในการกู้เงินกรณีดังกล่าวนั้นเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้วว่าสามารถทำได้ โดยกฎหมายกำหนดว่ากระทรวงการคลังสามารถกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณได้ 20% ของงบประมาณรายจ่าย บวกกับ 80% ของงบชำระคืนต้นเงินกู้ ซึ่งจะมีวงเงินอยู่ประมาณกว่า 7 แสนล้านบาท เป็นการกู้เพื่อชดเชยขาดดุล ภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี ประมาณกว่า 6 แสนล้านบาท จึงยังเหลือช่องว่างอีกประมาณกว่า 1 แสนล้านบาทดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ หากรัฐบาลมีความต้องการใช้เงินมากกว่านั้น จะต้องมีการตรากฎหมายพิเศษเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อกู้เงินขึ้นมา ซึ่งเรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่กับฝ่ายนโยบาย แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยมีการตรากฎหมายพิเศษเพื่อกู้เงินชดเชยการขาดดุลเพิ่มเติม เคยมีแค่การจัดทำงบกลางเพิ่มเติมเท่านั้น โดยยอมรับว่าการตรากฎหมายพิเศษต้องใช้พลังงานเยอะ และไม่ใช่ว่าต้องการจะดำเนินการก็ทำได้ทันที ต้องดูรายละเอียดในภาพรวม ความจำเป็น รวมถึงวงเงินที่มีอยู่ในปัจจุบันประกอบด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ถ้าถามว่าตอนนี้รัฐบาลยังมีช่องว่างในการกู้เงินกรณีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ไหม ในแง่ของกฎหมายแล้ว ยืนยันว่ายังมี ส่วนจะกู้หรือไม่ ทั้งหมดต้องดูที่นโยบาย ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะพูด โดยหากดูภาพรวมของเศรษฐกิจที่ตอนนี้โตกลับมาเติบโตได้ดี ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าผลการจัดเก็บรายได้จากภาษีก็อาจจะดีกว่าที่คาดการณ์ ดังนั้นการกู้เงินกรณีรายจ่ายสูงกว่ารายได้จะจำเป็นหรือไม่ คงพูดไม่ได้ในตอนนี้ เพราะยังเร็วเกินไปที่จะตอบเรื่องนี้&amp;rdquo; นางแพตริเซียกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในส่วนของ สบน.เอง คงต้องรอดูความชัดเจนเกี่ยวกับภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2564 ก่อน เพราะ สบน.จะเป็นหน่วยงานด่านสุดท้ายของภาครัฐที่จะดำเนินการกู้เงินหากกรณีรายได้ของรัฐบาลไม่เข้าตามเป้าหมาย จึงจะเดินหน้ากู้เงินกรณีรายจ่ายสูงกว่ารายได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางแพตริเซียกล่าวอีกว่า ในปีงบประมาณ 2564 กระทรวงการคลังมีแผนการออกพันธออมทรัพย์ วงเงินรวม 1 แสนล้านบาท โดยเบื้องต้นคาดว่าล็อตแรกจะดำเนินการได้ในช่วงหลังปีใหม่ วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท ส่วนอัตราดอกเบี้ย ยังต้องรอดูแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบาย รวมถึงทิศทางตลาดด้วยว่าจะเป็นอย่างไร โดยแผนการออกพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลังในปีงบประมาณ 2563-2564 อยู่ที่ 9 หมื่นล้านบาท-1 แสนล้านบาท เนื่องจากมีสถานการณ์พิเศษจากการระบาดของโควิด-19 จากปกติกระทรวงการคลังมีแผนออกพันธบัตรออมทรัพย์เฉลี่ยปีละ 5 หมื่นล้านบาทเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การออกพันธบัตรออมทรัพย์ต้องดูเรื่องความต้องการใช้เงินของรัฐบาลด้วย ถ้าไม่มีความต้องการใช้ที่เห็นชัดก็อาจจะยังไม่ออก แต่ถ้ามีความต้องการใช้เงิน พันธบัตรก็เป็นเครื่องมือหนึ่งที่สามารถระดมทุนได้เร็ว และประชาชนได้รับผลตอบแทนค่อนข้างดี ส่วนถามว่า 5 หมื่นล้านบาทที่จะออกนี้ จะอยู่ในส่วนของการกู้เงินเพื่อชดเชยขาดดุล หรือกู้ตาม พ.ร.ก.กู้โควิด-19 วงเงิน 1 ล้านล้านบาทนั้น ต้องไปดูว่าความต้องการใช้เงินมาจากส่วนไหนมากกว่า&amp;rdquo; นางแพตริเซียกล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84184</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบประมาณ 2564, สบน., สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201117/image_big_5fb3f28c57620.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74450</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2020 17:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2020 17:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> คลังปลื้มบอนด์ยั่งยืนเนื้อหอมนักลงทุนสถาบันแห่สนใจสูงถึง 3.05 เท่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
14 ส.ค. 2563 นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า จากการสำรวจความต้องการลงทุน (Bookbuild) ในพันธบัตรเพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา นักลงทุนได้ให้ความสนใจอย่างมาก โดยมีการเสนอวงเงินซื้อพันธบัตรเข้ามาทั้งสิ้น 60,911 ล้านบาท ซึ่งสูงถึง 3.05 เท่าของวงเงินที่ประกาศ และทำให้ สบน. สามารถออกพันธบัตรเพื่อความยั่งยืนได้ในวงเงิน 30,000 ล้านบาท ที่อัตราดอกเบี้ย 1.585% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าอัตราผลตอบแทนตลาด (Market Yield) ของพันธบัตรรัฐบาลรุ่นอายุ 15 ปี ณ ปัจจุบัน โดยมีนักลงทุนครอบคลุมทุกกลุ่ม อันได้แก่ กลุ่มบริษัทประกันชีวิต กลุ่มกองทุน กลุ่มสถาบันการเงิน และนักลงทุนต่างชาติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ การออกพันธบัตรเพื่อความยั่งยืนในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นครั้งแรกของรัฐบาลไทย ยังถือเป็นพันธบัตรเพื่อความยั่งยืนรุ่นแรกในภูมิภาคอาเซียนที่ออกโดยรัฐบาล เงินระดมทุนที่ได้จากการออกพันธบัตรดังกล่าว จะถูกนำไปใช้สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม และโครงการช่วยเหลือ เยียวยา และบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;นอกจากนี้ สบน. ได้กำหนดให้พันธบัตรเพื่อความยั่งยืนรุ่นดังกล่าวเป็นพันธบัตรรัฐบาลรุ่นที่ใช้เป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง (Benchmark Bond) รุ่น 15 ปี โดยจะมีการออกพันธบัตรเพื่อความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง (Reopen) เพื่อให้มีวงเงินคงค้างในระดับที่เพียงพอต่อการสร้างสภาพคล่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ในอนาคต สบน. มีแผนที่จะร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการออกพันธบัตรเพื่อความยั่งยืน เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคมควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ และมีส่วนร่วมในการผลักดันประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้ง 17 ด้านขององค์กรสหประชาชาติ&amp;rdquo; นางแพตริเซีย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74450</URL_LINK>
                <HASHTAG>พันธบัตรเพื่อความยั่งยืน, สบน., แพตริเซีย มงคลวนิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200814/image_big_5f36638fbd118.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66207</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2020 08:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2020 08:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผอ.สบน.สรุปพรก.3 ฉบับ แบบให้อ่านง่ายๆ ไม่ได้กู้ 1.9 ล้านล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 พ.ค.63-นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) โพสต์เฟซบุ๊ก Patricia Mongkhonvanit ถึงพระราชกำหนด(พรก.)เงินกู้ 3 ฉบับ ว่ามีผู้ใหญ่ท่านนึงขอให้เขียนสรุปเรื่องเกี่ยวกับ พรก. เงินกู้ แบบให้อ่านง่ายๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไหนๆ ก็เคยให้สัมภาษณ์ตามสื่อมาหมดแล้ว ก็ถือว่าน่าจะลงในนี้ได้ เผื่อเป็นความรู้และสร้างความเข้าใจให้คนที่ไม่ได้ศึกษาเกี่ยวกับ พรก. เงินกู้ที่ออกมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อดทนอ่านหน่อยนะคะ ยาวนิดนึง และหวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. รัฐบาลกู้ 1.9 ล้านล้าน จริงเหรอ ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่จริงค่ะ พรก. ที่รัฐบาลออกมา มีอยู่ 3 ฉบับ แบ่งเป็น
1. พรก. เงินกู้ 1 ล้านล้าน
2. พรก. Softloan 500,000 ล้าน
3. พรก. Bond Stabilization Fund BSF 400,000 ล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าถ้าบวกกันจะมีมูลค่ารวม 1.9 ล้านล้าน แต่มีเพียงพรก. ฉบับที่ 1 ฉบับเดียวเท่านั้นที่จะใช้เงินกู้ ส่วนอีก 2 ฉบับ เป็นการใช้สภาพคล่องของ ธปท.ค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การบอกว่ารัฐบาลกู้เงิน 1.9 ล้านล้าน เป็นการเข้าใจที่ไม่ถูกต้องค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. รัฐบาลจะกู้เงินจากที่ไหน ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลมีเครื่องมือในการกู้เงินทั้งเครื่องมือระยะยาว เช่น การขายพันธบัตร ตั้งแต่อายุ 5-50 ปีให้นักลงทุนสถาบัน การขายพันธบัตรออมทรัพย์ให้ประชาชน การกู้จากองค์การระหว่างประเทศหรือสถาบันการเงินระหว่างประเทศ และเครื่องมือระยะสั้น เช่น การออกตั๋วเงินคลัง การกู้เงินผ่านสถาบันการเงินในรูป PN หรือ Term loan ซึ่งภายใต้ พรก. กู้เงิน 1 ล้านล้านนี้ก็จะกระจายการกู้เงินไม่ให้กระจุกตัวอยู่ในเครื่องมือใดเครื่องมือนึงเป็นการเฉพาะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. รัฐบาลกู้เงินมา 1 ล้านล้านแล้วหรือยัง ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยังค่ะ รัฐบาลจะทยอยกู้เงินตามความต้องการใช้เงิน ซึ่งในขณะนี้มีเพียง 2 โครงการเท่านั้น ที่ได้รับอนุมัติให้ใช้เงินกู้ คือการเยียวยาประชาชน และเกษตรกร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปัจจุบัน (16 พค. ) ได้ทำการกู้เงินไปแล้ว 170,000 ล้านบาท ผ่านตั๋วสัญญาใช้เงินและพันธบัตรออมทรัพย์ เครื่องมืออื่นจะทยอยตามมาค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. จำเป็นต้องกู้ทั้ง 1 ล้านล้านไหม ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจจะไม่จำเป็นค่ะ ทั้งนี้ จะต้องกู้เป็นจำนวนเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับความจำเป็นในการใช้เงิน ถ้า COVID ทำให้เศรษฐกิจฟุบนาน งบประมาณปี 2564 ใช้ไม่เพียงพอในการดูแลประชาชนและเศรษฐกิจ ก็อาจจะต้องกู้จนครบจำนวน 1 ล้านล้าน แต่ถ้าพวกเราช่วยกันแล้วคุมโรคอยู่ ทุกๆอย่างค่อยๆ ผ่อนคลาย เศรษฐกิจเริ่มหมุน คนกลับมามีรายได้ เงินงบประมาณ 2564 ดูแลได้อย่างเพียงพอ ก็อาจจะไม่ต้องกู้จนครบ 1 ล้านล้านบาทก็เป็นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. เมื่อกู้ครบ 1 ล้านล้านบาทแล้ว สภาวะหนี้ของรัฐบาลจะเป็นอย่างไร ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการประมาณการ หากต้องกู้เงินครบ 1 ล้านล้านบาท ภายใน 30 กันยายน 2564 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่จะสามารถกู้ได้ตามพรก. ฉบับนี้ คาดว่าหนี้สาธารณะของไทย ณ 30 กันยายน 2564 จะอยู่ที่ 57.96% ของ GDP ซึ่งยังอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังที่ประกาศกำหนด Debt / GDP ไว้ที่ 60%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี Debt/GDP ที่ระดับ 60% นี้ เป็นระดับหนี้พึงมีในสภาวการณ์เศรษฐกิจที่ปกติ แต่ในสภาวการณ์ที่ไม่ปกติ หากมีความจำเป็นต้องมีเงินเพื่อดูแลประชาชนและเศรษฐกิจเพื่อให้เดินต่อไปได้ และสามารถกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว และอาจทำให้หนี้สาธารณะเกินระดับ 60% ไปบ้างก็ไม่ใช่เรื่องที่โลกจะถล่ม ประเทศจะทลาย ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจกลับมาเจริญเติบโต สัดส่วนดังกล่าวก็จะกลับมาอยู่ในภาวะปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมัยวิกฤตต้มยำกุ้ง เป็นช่วงที่หนี้สาธารณะสูงที่สุด คือ 59.9% และเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นประกอบกับการมีวินัยในเรื่องหนี้ที่ดี ทำให้ในปัจจุบัน หนี้สาธารณะอยู่ในระดับเพียง 41.4% ของ GDP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. หนี้ก้อนนี้เมื่อไหร่จะใช้หมด ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อายุเฉลี่ยของหนี้สาธารณะในปัจจุบันอยู่ที่ 10 ปีกว่าๆ โดยหนี้ที่อายุยาวที่สุดคืออายุ 50 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในการชำระหนี้ รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณเพื่อชำระหนี้ไว้ในงบประมาณทุกปี ซึ่งจากการศึกษาพบว่าอัตราการชำระหนี้ที่เหมาะสมในแต่ละปี ควรจะจัดสรรงบประมาณไม่ต่ำกว่า 3% ของงบประมาณเพื่อใช้ในการชำระเงินต้นค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นการจะตอบว่าประเทศไทยจะชำระหนี้ก้อนนี้หมดเมื่อไหร่ มันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย คงไม่สามารถตอบเป็นจำนวนปีที่ชัดเจนได้ อย่างไรก็ดี หากเศรษฐกิจดี ประเทศไทยจัดเก็บรายได้ได้มากขึ้น และได้รับการจัดสรรงบชำระหนี้อย่างเหมาะสม จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยทำให้ชำระหนี้ก้อนนี้ให้หมดได้เร็วขึ้นค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66207</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ, พรก.เงินกู้ 3 ฉบับ, สบน., แพตริเซีย มงคลวนิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191118/image_big_5dd1f32d1b62f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65598</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2020 09:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2020 09:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คลัง&#039;เตือนอย่าหลงเชื่อแก๊งปลอมบอนด์รัฐขาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 พ.ค. 2563 นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีกลุ่มมิจฉาชีพปลอมแปลงพันธบัตรรัฐบาลออกอาละวาด ด้วยการใช้กลอุบายสร้างความน่าเชื่อถือและใช้พันธบัตรปลอมหลอกลวงประชาชนให้เข้าไปลงทุน จนทำให้มีผู้หลงเชื่อจำนวนมากและสร้างความเสียหายไปแล้วหลายล้านบาท ดังนั้น จึงขอแจ้งเตือนให้ประชาชนระมัดระวัง และตรวจสอบให้แน่ใจก่อนทำธุรกรรมพันธบัตรทุกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สบน. ยังได้แจ้งความต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.)เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดไปแล้ว เพราะการปลอมแปลงพันธบัตรรัฐบาลและนำออกใช้เพื่อหลอกลวงประชาชน ถือเป็นความผิดทางกฎหมายซึ่งมีบทลงโทษรุนแรง ขณะเดียวกันก็ขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง หากไม่มั่นใจสามารถสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับพันธบัตรรัฐบาลหรือการลงทุนในพันธบัตรได้ที่ สบน. หรือหากต้องการตรวจสอบพันธบัตรรัฐบาลหรือแจ้งเบาะแสการปลอมแปลงก็ทำได้ที่สายด่วน 1213&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมา สบน. ได้ร่วมกับศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)แจ้งความดำเนินคดีแก๊งปลอมแปลงไปแล้ว โดยขอให้เร่งปราบปรามอย่างจริงจังเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน เพราะ สบน.มีแผนจะออกพันธบัตรรัฐบาลรุ่นใหม่มาจำหน่ายให้ประชาชนเพิ่มเติม สำหรับใช้ใน พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ซึ่งหากมีการปลอมแปลงพันธบัตรอยู่มากก็อาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือได้&amp;rdquo; นางแพตริเซีย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางแพตริเซีย กล่าวถึงแผนการกู้เงินในพ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาทว่า ขณะนี้ สบน.ได้ทำการกู้ไปแล้ว 2 รอบ รวม 1.2 แสนล้านบาท โดยเป็นการกู้ด้วยการออกตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งหมด ซึ่งรอบแรกได้กู้เสร็จและมีเงินเข้าคลังไปแล้ว 7 หมื่นล้านบาท เพื่อนำไปใช้จ่ายเงินชดเชยรายได้ให้ผู้รับผลกระทบโควิด-19 รอบเดือน พ.ค. 2563 คนละ 5 พันบาท จำนวน 14 ล้านราย ส่วนรอบสองอีก 5 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้ช่วยเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19คนละ 5 พันบาท อีกจำนวน 10 ล้านคน ซึ่งคาดว่าจะกู้เสร็จมีเงินเข้าคลังได้ภายในกลางเดือน พ.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการออกพันธบัตรรัฐบาลสำหรับจำหน่ายให้ประชาชน จะมีการออกพันธบัตรออมทรัพย์พิเศษ รุ่น &amp;ldquo;เราไม่ทิ้งกัน&amp;rdquo; จำหน่าย 5 หมื่นล้านบาท เริ่มขายวันที่ 14 พ.ค.นี้ โดยจำหน่ายให้ผู้สูงอายุก่อน หากไม่หมดจะเปิดขายให้ประชาชนทั่วไป และองค์กรนิติบุคคลที่ไม่แสวงหากำไรต่อไป โดยซื้อได้ผ่านแอพพลิเคชัน Direct Bond และธนาคาร 4 แห่ง กรุงไทย กรุงเทพ ไทยพาณิชย์ และกสิกรไทย โดย สบน.จะบริหารแผนการกู้เงินให้พอดีกับการใช้จ่ายเยียวยาโควิดในแต่ละช่วง ไม่จำเป็นต้องออกพันธบัตรก้อนใหญ่นับแสนล้านบาท เพราะจะทำให้รัฐบาลเสียดอกเบี้ยโดยไม่จำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาพรวมการกู้เงินพ.ร.ก.1 ล้านล้านบาท จะแบ่งเป็นกู้ในปีงบ 2563 ก่อน 6 แสนล้านบาท เพื่อเตรียมไว้ใช้ช่วยเหลือเกษตร อาชีพอิสระ และดูแลระบบสาธารณสุข ส่วนเงินกู้อีก 4 แสนล้านบาทสำหรับใช้ไว้ฟื้นฟูเศรษฐกิจภายหลังจบวิกฤตโควิด-19 จะเริ่มกู้ในปีหน้าเป็นต้นไป โดยการกู้จะมีทั้งแบบระยะสั้นและยาว ผ่านการออกตั๋วสัญญาใช้เงิน การขอสินเชื่อจากธนาคาร การออกพันธบัตรรัฐบาล โดยเน้นกู้ในประเทศเป็นส่วนใหญ่ไม่ต่ำกว่า 80% เพราะมีสภาพคล่องเหลือเพียงพอ ส่วนเงินกู้จากต่างประเทศจะพิจารณาเฉพาะที่มีเงื่อนไขดอกเบี้ยน่าสนใจเท่านั้น&amp;rdquo; นางแพตริเซีย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65598</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปลอมแปลงพันธบัตรรัฐบาล, สบน., แพตริเซีย มงคลวนิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191118/image_big_5dd1f32d1b62f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50494</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/11/2019 08:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/11/2019 08:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังออกพันธบัตรออมทรัพย์พิเศษ 5 พันล้าน ขายผ่ายแอพฯ เน้นกลุ่มผู้สูงอายุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 พ.ย.2562 นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ในสิ้นปีนี้ สบน. มีแผนออกพันธบัตรออมทรัพย์รัฐบาลจำหน่ายให้กับประชาชนทั่วไปวงเงิน 20,000 ล้านบาท โดยส่วนแรกจะออกเป็นพันธบัตรออมทรัพย์รัฐบาลแบบพิเศษวงเงิน 5,000 ล้านบาท เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้คนไทย โดยจำหน่ายให้กับประชาชนและผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ผ่านแอพพลิเคชัน Bond direct เพื่อต้องการส่งเสริมการออมให้กับประชาชนมีทางเลือกในการลงทุนเพิ่มขึ้น รองรับการเข้าสู่สังคมสูงวัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การออกพันธบัตรออมที่เป็นของขวัญปีใหม่ จะมีผลตอบแทนที่ดีจูงใจนักลงทุนมาลงทุนได้ รวมถึงมีสิทธิประโยชน์ที่ช่วยกระตุ้นส่งเสริมให้เกิดการออม ที่สำคัญจะเปิดให้จองผ่านแอพพลิเคชันออนไลน์ เพื่อเพิ่มโอกาสให้รายย่อยได้ซื้อง่ายขึ้น แก้ปัญหาการกระจุกตัวอยู่กับเฉพาะบางกลุ่ม ส่วนวงเงินพันธบัตรที่เหลืออีก 15,000 ล้านบาทจะออกเป็นพันธบัตรออมทรัพย์จำหน่ายให้กับประชาชนช่วงปลายปีนี้เช่นกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาพรวมแผนการออกพันธบัตรรัฐบาลในครึ่งแรกของปีงบประมาณ 63 สบน.มีแผนระดมทุน 25,000 ล้านบาท โดยช่วงแรกในสิ้นปีนี้จะระดมทุนก่อน 20,000 ล้านบาท และจากนั้นเดือนเม.ย. 63 จะออกพันธบัตรออมทรัพย์อีก 5,000 ล้านบาท ส่วนแผนการออกพันธบัตรทั้งปียังระบุไม่ได้ว่าจะออกเท่าไร ต้องรอประเมินสถานการณ์ตลาดพันธบัตรออมทรัพย์ก่อน หลังจากที่ผ่านมาดอกเบี้ยนโยบายมีการปรับลดลง ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกมีความผันผวน จึงต้องประเมินทิศทางตลาด และความต้องการของนักลงทุนอย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางแพตริเซียกล่าวว่า ในปีนี้ สบน.จะนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการออกพันธบัตร การจำหน่ายพันธบัตร รวมถึงการรับฝากหลักทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และทำให้ประชาชนเข้าถึงการออมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส &amp;nbsp;เกิดความคล่องตัวทั้งในตลาดแรกและตลาดรอง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การทำระบบบล็อกเชน จะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการจองซื้อพันธบัตร เพิ่มความสะดวกในการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนของตนเอง ขณะเดียวกันช่วยให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ โดยลดระยะเวลาในกระบวนการออกใบพันธบัตรทั้งหมด จากเดิม 15 วันเหลือไม่ถึง 2 วัน ซึ่ง สบน.จะนำร่องเริ่มออกพันธบัตรออมทรัพย์รัฐบาลมูลค่า 5,000 ล้านบาทผ่านระบบบล็อกเชนได้เดือน เม.ย.63&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ สบน.จะเพิ่มบทบาทส่งเสริมการออมให้กับคนไทย โดยเริ่มการออมตั้งแต่วัยรุ่น วัยทำงาน เพื่อให้มีเงินเก็บเพียงพอหลังเกษียณ เพราะที่ผ่านมาคนไทยยังมีอัตราส่วนการออมอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้นจึงพยายามขยายการออม กระจายไปในหลายๆกลุ่มมากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50494</URL_LINK>
                <HASHTAG>Bond direct, ขายบอนด์ 5 พันล้าน, สบน., แพตริเซีย มงคลวนิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191118/image_big_5dd1f32d1b62f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
