<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113700</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2021 10:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2021 10:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สบส.เตือนคลินิกตั้งจุดตรวจโควิดต้องรอบคอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ส.ค.64 &amp;ndash; นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)กล่าวว่า สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 ที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ โรงพยาบาลเอกชน หรือคลินิกจึงเข้ามาให้บริการตรวจคัดกรองและตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันการติดเชื้อโรคโควิด 19 ด้วยวิธี RT-PCR หรือ Antigen Test Kit เพื่อป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 &amp;nbsp;อีกทั้งอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนให้ได้รับบริการตรวจคัดกรองจากสถานพยาบาลใกล้บ้าน ซึ่งภาครัฐก็ขอขอบคุณสถานพยาบาลเอกชนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการฝ่าฟันวิกฤติการระบาดของโรคโควิด 19 โดยในระยะเวลาที่ผ่านมาโรงพยาบาลเอกชน และคลินิกต่างก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ก็มีการพบข้อร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับคลินิกที่มีการตั้งจุดบริการคัดกรองโควิด 19 ในพื้นที่สาธารณะจนประชาชนโดยรอบเกิดความกังวลว่าจะเกิดการสัมผัสกับผู้ป่วย หรือเกิดคลัสเตอร์โควิด 19 จากจุดบริการของคลินิก ดังนั้น เพื่อป้องกันการสัมผัสกับผู้ป่วยขอเน้นย้ำให้ผู้ประกอบกิจการและผู้ดำเนินการ คุมเข้มมาตรฐานบริการตรวจคัดกรองและตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการติดเชื้อโควิด 19 มีการจัดตั้งจุด ให้ถูกต้อง ปลอดภัย ตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด โดยให้จัดตั้งจุดบริการคัดกรองในรูปแบบ One stop service ตั้งแต่การคัดกรอง จนสิ้นสุดการรักษา แยกจากจุดบริการผู้ป่วยนอก (OPD) ทั่วไป ห้ามปะปนกับจุดให้บริการอื่นๆของคลินิก หรือพื้นที่สาธารณะ อย่างทางเท้าด้านหน้าคลินิกโดยเด็ดขาด หากกรม สบส.ตรวจพบว่าคลินิกแห่งใดปฏิบัติไม่ถูกต้องตามมาตรฐานก็จะดำเนินการตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 ซึ่งมีโทษทั้งจำและปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดี สบส.กล่าวว่า สำหรับบทกำหนดโทษของสถานพยาบาลเอกชนที่ตั้งจุดให้บริการตรวจคัดกรองโรคโควิด 19 ไม่เหมาะสม จนอาจจะก่อให้เกิดการแพร่กระจายของโรคนั้น ตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 ผู้ดำเนินการสถานพยาบาลจะมีความผิดในฐานไม่ควบคุมและดูแลให้ผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาลปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพของตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในกรณีที่พบว่าผู้ให้บริการมิใช่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม หรือผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ผู้ให้บริการรายดังกล่าวจะถือว่ามีความผิดตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 ฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนและรับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือมีความผิดตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ พ.ศ.2547 ฐานประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์โดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนและรับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากพบเห็นการจัดตั้งจุดบริการตรวจคัดกรองโรคโควิด 19 ของคลินิกที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายในเขตกรุงเทพฯ สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน สบส. 1426 และในส่วนภูมิภาคให้แจ้งที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในพื้นที่เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113700</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, คลินิก, จุดคัดกรอง, นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์, สธ., สบส., อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210818/image_big_611c80e84b526.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113699</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2021 10:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2021 10:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สบส.เตือนคลินิกตั้งจุดตรวจโควิดต้องรอบครอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ส.ค.64 &amp;ndash; นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)กล่าวว่า สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 ที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ โรงพยาบาลเอกชน หรือคลินิกจึงเข้ามาให้บริการตรวจคัดกรองและตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันการติดเชื้อโรคโควิด 19 ด้วยวิธี RT-PCR หรือ Antigen Test Kit เพื่อป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 &amp;nbsp;อีกทั้งอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนให้ได้รับบริการตรวจคัดกรองจากสถานพยาบาลใกล้บ้าน ซึ่งภาครัฐก็ขอขอบคุณสถานพยาบาลเอกชนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการฝ่าฟันวิกฤติการระบาดของโรคโควิด 19 โดยในระยะเวลาที่ผ่านมาโรงพยาบาลเอกชน และคลินิกต่างก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ก็มีการพบข้อร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับคลินิกที่มีการตั้งจุดบริการคัดกรองโควิด 19 ในพื้นที่สาธารณะจนประชาชนโดยรอบเกิดความกังวลว่าจะเกิดการสัมผัสกับผู้ป่วย หรือเกิดคลัสเตอร์โควิด 19 จากจุดบริการของคลินิก ดังนั้น เพื่อป้องกันการสัมผัสกับผู้ป่วยขอเน้นย้ำให้ผู้ประกอบกิจการและผู้ดำเนินการ คุมเข้มมาตรฐานบริการตรวจคัดกรองและตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการติดเชื้อโควิด 19 มีการจัดตั้งจุด ให้ถูกต้อง ปลอดภัย ตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด โดยให้จัดตั้งจุดบริการคัดกรองในรูปแบบ One stop service ตั้งแต่การคัดกรอง จนสิ้นสุดการรักษา แยกจากจุดบริการผู้ป่วยนอก (OPD) ทั่วไป ห้ามปะปนกับจุดให้บริการอื่นๆของคลินิก หรือพื้นที่สาธารณะ อย่างทางเท้าด้านหน้าคลินิกโดยเด็ดขาด หากกรม สบส.ตรวจพบว่าคลินิกแห่งใดปฏิบัติไม่ถูกต้องตามมาตรฐานก็จะดำเนินการตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 ซึ่งมีโทษทั้งจำและปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดี สบส.กล่าวว่า สำหรับบทกำหนดโทษของสถานพยาบาลเอกชนที่ตั้งจุดให้บริการตรวจคัดกรองโรคโควิด 19 ไม่เหมาะสม จนอาจจะก่อให้เกิดการแพร่กระจายของโรคนั้น ตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 ผู้ดำเนินการสถานพยาบาลจะมีความผิดในฐานไม่ควบคุมและดูแลให้ผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาลปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพของตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในกรณีที่พบว่าผู้ให้บริการมิใช่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม หรือผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ผู้ให้บริการรายดังกล่าวจะถือว่ามีความผิดตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 ฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนและรับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือมีความผิดตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ พ.ศ.2547 ฐานประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์โดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนและรับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากพบเห็นการจัดตั้งจุดบริการตรวจคัดกรองโรคโควิด 19 ของคลินิกที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายในเขตกรุงเทพฯ สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน สบส. 1426 และในส่วนภูมิภาคให้แจ้งที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในพื้นที่เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113699</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, คลินิก, จุดคัดกรอง, นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์, สธ., สบส., อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210818/image_big_611c80e84b526.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110747</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2021 18:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2021 18:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> รพ.เอกชนแจงให้&#039; ณวัฒน์&#039;กลับบ้าน เหตุอาการดีขึ้น อยู่ในขั้นStep-down care และครองเตียงนาน22วันแล้ว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ค.64- จากกรณี นายณวัฒน์ อิสรไกรศีล ซึ่งอยู่ระหว่างการรักษาพยาบาลอาการโรคโควิด 19 ในถานพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ได้ออกไลฟ์ผ่านเฟซบุ๊ก โดยมีช่วงหนึ่ง ระบุว่ามีแพทย์โทรมาบอกว่า ให้ย้ายออกจากโรงพยาบาลให้ไปรักษาตัวอยู่ที่บ้าน ทั้งที่ตนเองยังไม่หาย ได้ยายังไม่ครบโดส แต่หมออ้างว่าเปลี่ยนแผนการรักษาได้ ให้ไปรักษาที่บ้าน โดยให้อยู่โรงพยาบาลต่ออีก 24 ชั่วโมง นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข เผยว่า ผู้ประกอบกิจการสถานพยาบาลดังกล่าวได้ชี้แจงข้อมูลในเบื้องต้นว่า ในส่วนของคุณณวัฒน์ฯ นั้น ทางโรงพยาบาลได้ประเมินแล้วว่าเป็นผู้ป่วยโรคโควิด 19 ที่อาการพ้นวิกฤต และมีอาการดีขึ้นอยู่ในระยะพักฟื้น (Step Down) ทางโรงพยาบาลจึงดำเนินการให้ผู้ป่วยไปพักฟื้นที่สถานพยาบาลชั่วคราว (Hospitel) หรือให้กลับบ้านเพื่อรักษาต่อเนื่อง โดยวิธีกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) ตามแนวทางการรักษาแบบ Step-down care ซึ่งจะทำได้โดยความสมัครใจของผู้ป่วย เพื่อจัดเตียงให้กับผู้ป่วยโควิด 19 รายอื่นซึ่งมีความจำเป็นจะต้องใช้เตียงรักษาตัวในสถานพยาบาล และเมื่อผู้ป่วยเข้าพักที่ Hospitel หรือกลับไปที่พักที่บ้านแล้ว สถานพยาบาลเองก็จะมีการติดตามอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดทุกวันผ่านระบบ Video Call หรือ Teleconference มีอุปกรณ์วัดไข้และออกซิเจนส่งไปให้ มีช่องทางติดต่อกรณีฉุกเฉิน หากผู้ป่วยมีอาการทรุดลงก็จะมีการรับตัวผู้ป่วยกลับไปรักษา ณ สถานพยาบาลโดยทันที
&amp;quot;ซึ่งในกรณีของคุณณวัฒน์ฯ ได้ครองเตียงผู้ป่วยมาแล้วเป็นเวลา 22 วัน ซึ่งแพทย์ก็ได้มีการประเมินแล้วว่าผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นสามารถกลับไปรักษาตัวที่บ้านได้ จึงมีการแจ้งให้ผู้ป่วยทราบแต่อาจจะด้วยการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนระหว่างผู้ป่วยและแพทย์ จึงทำให้คุณณวัฒน์ฯ เกิดความเข้าใจผิดว่าทางโรงพยาบาลให้ออกจากโรงพยาบาลทั้งที่อยู่ระหว่างการรักษา &amp;nbsp;ซึ่งแพทย์ก็ได้มีการพูดคุยทำความเข้าใจกับคุณณวัฒน์ฯ แล้วว่าขั้นตอนดังกล่าวเป็นกระบวนการรักษาตามแนวทาง Step-down care ที่ใช้กับผู้ป่วยทุกราย มิได้เลือกปฏิบัติเฉพาะกับคุณณวัฒน์ฯ แต่อย่างใด รวมทั้ง ขณะนี้คุณณวัฒน์ฯ ก็ยังรักษาอยู่ที่โรงพยาบาล โดยกรม สบส.ก็ได้มอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ติต่อขอข้อมูลจากคณณวัฒน์ฯ ต่อไป&amp;quot;อธิบดีสบส. แจง
นายแพทย์ธเรศฯ กล่าวต่อว่า ในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 ที่มีผู้ป่วยเป็นจำนวนมากและผู้เสียชีวิตในแต่ละวัน ย่อมส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของผู้ป่วยและญาติพี่น้อง รวมถึงประชาชนที่ติดตามข่าวสาร ตนจึงอยากฝากให้บุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ของสถานพยาบาลเอกชนทุกราย ให้ความสำคัญในการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคโควิด 19 ดำเนินการด้วยความทุ่มเท เสียสละ ทั้งในด้านของการรักษาพยาบาล รวมถึงการสื่อสารกับผู้ป่วยหรือญาติ ก็จะต้องมีความชัดเจนถึงกระบวนการรักษา และมีการชี้แจงถึงความจำเป็นในกรณีที่ต้องให้ผู้ป่วยรักษาตัว ณ ที่พัก เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยและญาติเกิดความวิตกกังวล และขาดความเชื่อมั่นต่อระบบสาธารณสุข
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110747</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณวัฒน์ อิสรไกรศีล, นพ.ธเรศ กรัษนัยรววิวงค์, สบส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210722/image_big_60f9534a48ad9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110171</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2021 12:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2021 12:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สบส.เร่งสอบโรงพยาบาลเอกชนเรียกเงินแสนเพื่อจองเตียง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ค.64 นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ( สบส.) เปิดเผยว่าได้รับข้อมูลคลิปเสียง ระบุโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เรียกเก็บเงินหลักแสนบาท เพื่อจองเตียงสำหรับผู้ป่วยโรคโควิด-19 โดยที่ยังไม่มีการรักษาพยาบาลใดๆ จึงมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง เบื้องต้นทราบว่าโรงพยาบาลเอกชนดังกล่าว ตั้งอยู่ในย่านเทพารักษ์ จ.สมุทรปราการ จึงประสานงานร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ ตรวจสอบข้อมูล และได้มีคำสั่งไปถึงโรงพยาบาลฯ ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำที่ สบส.ภายในสัปดาห์หน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากพบว่ามีการเรียกเก็บเงินค่าจองเตียงจริงตามที่ถูกกล่าวอ้าง ผู้รับอนุญาตและผู้ดําเนินการสถานพยาบาลก็จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 36 ในฐานที่ไม่ควบคุมดูแลให้มีการช่วยเหลือเยียวยาผู้ป่วยซึ่งอยู่ในสภาพอันตราย จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินการในลักษณะของกาาเรียกเก็บเงินเพื่อจองเตียงผู้ป่วยโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรม สบส. &amp;nbsp;กล่าวว่า กฎหมายกำหนดให้ประชาชนไทยที่ป่วยด้วยโรคโควิด-19 เป็นผู้ป่วยฉุกเฉิน ซึ่งสามารถเข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาลใดก็ได้ทั้งรัฐและเอกชน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ จึงขอให้สถานพยาบาลเอกชนทุกแห่ง ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ให้การรักษาพยาบาลผู้ป่วยโควิดอย่างเต็มความสามารถ ห้ามเอาค่าใช้จ่ายมาเป็นเงื่อนไขในการรักษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อมีการรักษาพยาบาลผู้ป่วยด้วยโรคโควิด-19 ขอให้สถานพยาบาลจัดเก็บเอกสารหลักฐานค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด มาเบิกจ่ายตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุข ประกาศกำหนดจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และหากประชาชนประสบปัญหาหรือข้อสงสัยในการเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลของสถานพยาบาลเอกชน ก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สายด่วน กรม สบส. 1426
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110171</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์, สบส., เรียกเงินค่าเตียง, โรงพยาบาลเอกชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210505/image_big_60927e08b4311.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106565</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/06/2021 13:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/06/2021 13:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สบส.&#039;ยัน&#039;รพ.เอกชน&#039;โฆษณาให้จองวัคซีนได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 มิ.ย.64 - &amp;nbsp;นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ปัจจุบันการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 มีความคืบหน้าไปอย่างมาก โดยภาครัฐก็มีการทยอยให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงภาคเอกชนบางส่วน ก็ได้แสดงความจำนงที่จะนำเข้าวัคซีนทางเลือก มาให้บริการแก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนทั่วประเทศได้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ต่อโรคติดต่ออันตรายนี้ ซึ่งภาครัฐยินดีที่จะให้การสนับสนุนภาคเอกชนในการให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 &amp;nbsp;ด้วยการที่สถานพยาบาลเอกชนที่กระจายอยู่ทั่วประเทศเข้ามาให้บริการฉีดวัคซีนโควิด 19 ย่อมส่งผลดีต่อพี่น้องประชาชนในการรับวัคซีนได้อย่างครอบคลุม และรวดเร็ว แต่เพื่อป้องปรามมิให้เกิดการโฆษณาโอ้อวดเกินจริง และคุ้มครองประชาชนให้ได้รับวัคซีนที่มีคุณภาพ มาตรฐานจากสถานพยาบาลเอกชน ในการโฆษณาหรือประกาศอันเป็นประโยชน์ทางการค้าของสถานพยาบาลจึงต้องขออนุมัติจากผู้อนุญาตเสียก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ธเรศกล่าวอีกว่า ในการโฆษณาจองวัคซีนโควิด -​19 นั้น สบส.ได้มีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกำหนดแนวทางในการโฆษณาเบื้องต้นไว้ 5 ข้อดังนี้ 1.วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่จะโฆษณาต้องได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยา และได้รับการอนุมัติให้โฆษณายาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) 2.โฆษณาหรือประกาศเกี่ยวกับสถานพยาบาล กรณีการจองวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ต้องยื่นขออนุมัติจากผู้อนุญาต ตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 คือ สบส. หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด หากได้รับการอนุมัติแล้วจึงสามารถเผยแพร่โฆษณาได้ 3.หากสถานพยาบาลมีการเรียกเก็บเงินมัดจำ หรือค่าใช้จ่ายใดๆ จากประชาชน หากไม่สามารถดำเนินการตามถ้อยคำที่ปรากฏในโฆษณา จะต้องคืนเงินมัดจำหรือค่าใช้จ่ายใดๆเต็มจำนวน 4.การกำหนดระยะเวลาในการฉีดวัคซีน ต้องกำหนดระยะเวลาให้ใกล้เคียงที่จะได้รับวัคซีนมาให้บริการจริงมากที่สุด เพื่อป้องกันมิให้ประชาชนเกิดความคาดหวังเกินจริงกับระยะเวลา และป้องกันมิให้ประชาชนต้องรอคอยเนิ่นนานจนเกินสมควร 5.ในการโฆษณาทุกครั้งต้องระบุข้อความ &amp;ldquo;รัฐบาลได้มีการจัดสรรวัคซีนโควิด-19 ให้กับประชาชนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ส่วนการจองวัคซีนโควิด 19 ของสถานพยาบาลเอกชนเป็นทางเลือกหนึ่งที่ประชาชนสามารถเลือกรับบริการได้ แต่ต้องชำระค่าใช้จ่ายเอง&amp;rdquo; เพื่อให้ประชาชนได้พิจารณาตัดสินใจก่อนรับบริการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดี สบส. กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมานั้นการโฆษณาจองวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของสถานพยาบาลเอกชน มิได้มีการขออนุมัติอย่างถูกต้อง สบส.จึงต้องมีคำสั่งให้ระงับการโฆษณา ด้วยเนื้อหาของโฆษณาที่ยังไม่ได้รับการพิจารณาอนุมัตินั้นอาจจะมีข้อความที่ไม่ถูกต้อง สร้างความเข้าใจผิดแก่ประชาชน ประกอบกับที่ผ่านมาภาคเอกชนก็ยังไม่มีกำหนดเวลาของวัคซีนที่เข้ามาอย่างชัดเจน และบางครั้งก็มีการเก็บค่ามัดจำ/ค่าจองซึ่งเป็นภาระของภาคประชาชน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความคาดหวังเกินจริงและร้องเรียนภายหลังได้ กรม สบส.จึงขอกำชับให้สถานพยาบาลเอกชนที่ต้องการโฆษณาหรือประกาศที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการวัคซีนโควิด-19 ยื่นคำขออนุมัติโฆษณาหรือประกาศให้ถูกต้องทุกครั้ง โดยโฆษณาหรือประกาศฯ ที่ผ่านการอนุมัติแล้ว ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้รับบริการ ช่วยลดปัญหาการฟ้องร้อง และป้องกันการถูกดำเนินคดีจากเจ้าหน้าที่ อีกทั้ง เกิดความเป็นธรรมในการแข่งขันด้านธุรกิจสถานพยาบาล ที่กำหนดให้การโฆษณาหรือประกาศฯ จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน หากสถานพยาบาลเอกชนแห่งใดมีข้อคำถาม หรือต้องการคำแนะนำในการขออนุมัติโฆษณาหรือประกาศของสถานพยาบาล ก็สามารถติดต่อขอคำปรึกษาได้ที่กองกฎหมาย กรม สบส.ผ่านสายด่วน 1426 หรือสำนักงานสาธารณสุขในพื้นที่ ในวันและเวลาราชการ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106565</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์, วัคซีน, สบส., อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, เอกชน, โฆษณา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210616/image_big_60c99e1b0df6a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102368</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2021 09:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2021 09:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สิระ&#039;หน้าหงาย! สบส.แจงชัดไฟเขียว จัดตั้งรพ.สนาม ไม่ต้องอยู่ในข้อบังคับกม. เพื่อช่วยรับมือโรคระบาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
10พ.ค.64- นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ &amp;nbsp;อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า จากกรณีที่มีประชาชนตั้งข้อสงสัยถึงการตั้งโรงพยาบาลสนาม เพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด 19 โดยสถานพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในเขตหลักสี่ ว่าได้มีการดำเนินการอย่างถูกต้อง และมีความปลอดภัยต่อชุมชนหรือไม่อย่างไรนั้น กรม สบส.ขอเรียนว่า ด้วยสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 ระลอกใหม่ ทำให้สถานพยาบาลหลายแห่ง ต้องดำเนินการสำรองเตียงเพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด19 ในแต่ละวัน ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาการขาดแคลนเตียง หรือเกิดผลกระทบกับการให้บริการทางการแพทย์ประเภทอื่นๆในอนาคต ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุข จึงได้ออกประกาศ เรื่อง สถานพยาบาลอื่นซึ่งได้รับการยกเว้นไม่ต้องอยู่ในบังคับตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาลกรณีให้บริการเฉพาะผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด 19 เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบกิจการสถานพยาบาลเอกชนที่มีจิตอาสาในการช่วยเหลือสังคม โดยไม่ต้องขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการฯ และใบอนุญาตดำเนินการสถานพยาบาล แต่ต้องได้รับอนุมัติจากกรม สบส. หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดก่อน ที่ผ่านมาทำให้มีโรงพยาบาลสนามในรูปแบบนี้ เช่น Hospitel และโรงพยาบาลสนามเต็มรูปแบบ (ข้อมูล ณ วันที่ 9 พฤษภาคม 2564 มีจำนวน Hospitel 67 แห่ง จำนวนเตียง 13,695 เตียง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายแพทย์ธเรศฯ กล่าวต่อว่า ในกรณีการตั้งโรงพยาบาลสนามในเขตหลักสี่นั้น ผู้ประกอบกิจการได้มีการยื่นหนังสือขออนุมัติเปิดโรงพยาบาลสนามกับกรม สบส.เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างและจะสามารถเปิดให้บริการได้ก็ต่อเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของกรม สบส.ได้ทำการตรวจสอบสถานที่ว่าเป็นไปตามมาตรฐานโรงพยาบาลสนามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดเสียก่อน จึงขอชี้แจงกับพี่น้องประชาชนให้มั่นใจได้ว่าการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามนั้น จะมีการควบคุมมาตรฐานการดำเนินการตั้งแต่การเลือกสถานที่ การจัดเตรียมวัสดุ อุปกรณ์เวชภัณฑ์ ระบบการดูแลรักษา/ส่งต่อผู้ป่วย ระบบสื่อสาร การป้องกันควบคุมการติดเชื้อ ระบบรักษาความปลอดภัย การจัดการขยะและน้ำเสีย การยอมรับของชุมชน โดยบูรณาการความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาวิชาชีพเพื่อประโยชน์ต่อผู้ป่วยโควิด 19 และมีความปลอดภัยสูงสุดแก่พี่น้องประชาชนโดยรอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้านทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดี กรม สบส. กล่าวต่อว่า สำหรับผู้ประกอบกิจการสถานพยาบาลเอกชน ที่มีความประสงค์จะจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม รองรับผู้ป่วยโควิด 19 ภาครัฐก็มีความยินดีที่จะอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ในการดำเนินการ แต่ขอให้มีการปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎหมาย ดำเนินการยื่นเรื่องขออนุมัติจากผู้อนุญาตฯ ผ่านการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานจากเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อพี่น้องประชาชน และหากมีข้อสงสัยหรือมีข้อคำถาม ก็สามารถสอบถามได้ที่สายด่วนกรม สบส. 1426 ในวันและเวลาราชการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102368</URL_LINK>
                <HASHTAG>-นพ.ธเรศ  กรัษนัยรวิวงค์, นายสิระ เจนจาคะ, พล.ต.นพ. เหรียญทอง แน่นหนา, รพ.มงกุฎวัฒนะ, รพ.สนาม, สบส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210510/image_big_60989c712dc71.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96487</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2021 15:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/03/2021 15:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สบส.ออกกฎใหม่ &quot;พนักงานดูแลผู้สูงอายุ&quot; ต้องขึ้นทะเบียนทุกราย มีผลตั้งแต่ 27ม.ค.64</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18มี.ค.64- นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศกฏกระทรวงฉบับใหม่ เกี่ยวกับกิจการการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิง ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม เป็นต้นมา โดยกิจการดูแลผู้สูงอายุฯ ทั้งรายเก่า/รายใหม่จะต้องขออนุญาตเปิดกิจการ ส่วนผู้ให้บริการในกิจการดูแลผู้สูงอายุฯ ต้องขึ้นทะเบียนกับกรม สบส. ผ่านเว็บไซต์ www.esta.hss.moph.go.th ทั้งนี้ จากที่ได้รับรายงานพบว่าทั่วประเทศมีกิจการดูแลผู้สูงอายุฯ กว่า 3,000 แห่ง ขณะนี้มีกิจการมายื่นขออนุญาตประกอบกิจการในระบบ เป็นจำนวนกว่า 100 แห่ง โดย 90% เป็นกิจการประเภทที่มีการดูแลและประคับประคองผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงโดยมีการพักค้างคืน ส่วนการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ให้บริการฯนั้น ขณะนี้มียื่นขอขึ้นทะเบียนฯเข้ามาในระบบกว่า 1,000 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 9 มีนาคม 2564) คาดว่าทั้งประเทศมีผู้ให้บริการฯ 28,000 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรม สบส. ได้กล่าวว่า สำหรับผู้ให้บริการในกิจการดูแลผู้สูงอายุฯนั้น จะต้องจบหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุไม่น้อยกว่า 420 ชม. แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) กลุ่มที่จบและมีวุฒิบัตร/ประกาศนียบัตรหลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุฯ ไม่น้อยกว่า 420 ชม.ก่อนที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ ต้องรีบขอขึ้นทะเบียนภายในวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 หากพ้นกำหนดจากนี้ ต้องเทียบเคียงหรือไปสมัครเรียนหรืออบรมใหม่จากสถาบันที่ได้รับรองหลักสูตรจากกรม สบส.เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) ผู้ที่เริ่มเรียนหลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุไม่น้อยกว่า 420 ชม. ก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ และได้รับวุฒิหลังวันที่ 27 มกราคม 2564 ให้ยื่นขอขึ้นทะเบียนภายใน 6 มกราคม 2565 และ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) กลุ่มสุดท้าย คือผู้ที่เริ่มเรียนหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ 420 ชม. หลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้ จะสามารถขึ้นทะเบียนได้ก็ต่อเมื่อเรียนจบจากสถาบันที่ได้รับรองหลักสูตรจากกรม สบส.เท่านั้น โดยต้องขึ้นทะเบียนก่อนที่จะปฏิบัติงานด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราจึงขอประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่ประสงค์จะประกอบอาชีพเป็นพนักงานดูแลผู้สูงอายุฯในกิจการดูแลผู้สูงอายุฯ มาขึ้นทะเบียนตามวันที่กฎหมายกำหนดข้างต้น ในส่วนของเจ้าของกิจการดูแลผู้สูงอายุฯนั้น หากเป็นรายเก่าที่เปิดกิจการก่อนที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ให้ยื่นขออนุญาตภายในวันที่ 25 กรกฎาคม 2564 ส่วนรายใหม่ต้องมีใบอนุญาตก่อน จึงจะสามารถเปิดกิจการได้ สอบถามเพิ่มเติมได้ทางสายด่วนกรม สบส. 1426 . &amp;nbsp; &amp;quot;รองอธิบดีกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96487</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นทะเบียน, พนักงานดูแลผู้สูงอายุ, สบส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210318/image_big_605313c331169.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
