<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>95226</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2021 06:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2021 06:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> นับวันไทยจะสูญเสียป่าพรุ  รอไม่ได้แล้วต้องสร้าง&quot;พื้นที่ชุ่มน้ำ&quot;กลางเมือง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ป่าพรุควนเคร็ง จ.นครศรีธรรมราช สูญเสียพื้นที่ป่าทุกปีด้วยน้ำมือมนุษย์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รายงานของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ชี้ชัดว่า ปัจจุบันพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงจากอดีต ที่น่าวิตกมีแนวโน้มเสื่อมโทรมลงทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไทยสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำมาอย่างต่อเนื่อง รุนแรงมาก-น้อยต่างกันไปแต่ละพื้นที่ ตัวอย่างการทำลายพื้นที่ชุ่มน้ำที่น่าตกใจในไทย คือ ป่าพรุควนเคร็ง จ.นครศรีธรรมราช เกิดไฟไหม้ป่าไม่ว่างเว้น ปีละหลายครั้ง แต่ละครั้งสร้างความเสียหายไม่ต่ำกว่าหมื่นไร่ เหตุของการเผา เพราะต้องการจับจองพื้นที่ที่ถูกไฟไหม้ ก่อนเข้าปลูกปาล์มและยางพารา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยังไม่พูดถึงแม่น้ำ ทะเลสาบ หนอง บึง ตลอดจนพื้นที่ชุ่มน้ำที่เป็นแหล่งน้ำเค็ม ทั้งปากแม่น้ำ หาดทราย ป่าชายเลน แนวปะการังและแนวหญ้าทะเลในประเทศไทย ที่เผชิญภัยคุกคามต่างกันไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ทะเลสาบสงขลา พื้นที่ชุ่มน้ำที่เผชิญภัยคุกคาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในวันพื้นที่ชุ่มน้ำโลกปี 2564 นี้ สำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ หรืออนุสัญญาแรมซาร์&amp;nbsp; รณรงค์ให้ทั่วโลกหยุดการทำลายและร่วมกันรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำ ภายใต้ธีม พื้นที่ชุ่มน้ำและน้ำ (Wetlands and Water) เน้นย้ำความเชื่อมโยงของน้ำและระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งน้ำเป็นต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยและพึ่งพาน้ำในการดำรงชีวิต สัตว์น้ำใช้น้ำเป็นแหล่งอาศัย เพาะขยายพันธุ์ สัตว์บกหรือพืชพรรณต่างๆ อาศัยทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์เมื่อมีน้ำมาหล่อเลี้ยง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกด้านหนึ่งน้ำอาศัยระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นแหล่งควบคุมรักษาคุณภาพน้ำ ซึ่งมีพรรณพืชนานาชนิดช่วยบำบัดคุณภาพน้ำ ดังนั้น การสร้างความตระหนักในคุณค่าและความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำถือเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้พื้นที่ชุ่มน้ำไม่ถูกทำลายและเกื้อกูลสิ่งมีชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;นายประเสริฐ ศิรินภาพร รองเลขาธิการ สผ. และนายพิพัฒน์ เรืองนาม กรมน้ำ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทางด้านไทย สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ กรมทรัพยากรน้ำ และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) จัดกิจกรรมเนื่องในวันพื้นที่ชุ่มน้ำ ประจำปี 2564 เรื่อง Wetlands and Water ผ่านทางสื่อออนไลน์ Facebook: Biodiversity CHM Thailand เพื่อปลุกสำนึกให้ทุกภาคส่วนเกิดความรักและหวงแหนอนุรักษ์และใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำอย่างยั่งยืน รวมทั้งแบ่งปันประสบการณ์และความรู้การดูแลแรมซาร์ไซต์ไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่ชุ่มน้ำอื่นๆ ต่อไปที่ยังเผชิญภัยคุกคาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายประเสริฐ ศิรินภาพร รองเลขาธิการ สผ.กล่าวว่า ไทยร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาแรมซาร์ สิ่งที่ต้องทำคือ ปลุกให้ประชาชนเห็นคุณค่า และช่วยจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำและน้ำให้ดีขึ้น หยุดทำลาย รวมถึงยกระดับพื้นที่ชุ่มน้ำไทยขึ้นสู่แรมซาร์ไซต์ที่สำคัญระหว่างประเทศ ล่าสุด ขึ้นทะเบียนลุ่มน้ำสงครามตอนล่างเป็นแรมซาร์ไซต์แห่งใหม่ ลำดับที่ 15 ของไทย มีการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ปัจจุบันพื้นที่ชุ่มน้ำในประเทศไทยมี 7.5% ของพื้นที่ประเทศ มีระดับท้องถิ่น ชาติ และระดับนานาชาติ แต่ปัจจัยคุกคามหลักๆ คือ ขาดการดูแลรักษาของคนในพื้นที่ การบุกรุกทำลายเพื่อใช้ประโยชน์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ขณะนี้เตรียมปรับปรุงมาตรการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำให้สอดรับกับสภาวะที่เปลี่ยนแปลง&amp;quot; รองเลขาธิการ สผ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน นายพิพัฒน์ เรืองนาม ผู้เชี่ยวชาญด้านส่งเสริมและประสานมวลชน กรมทรัพยากรน้ำ กล่าวว่า ขณะนี้กรมทรัพยากรน้ำกำลังจัดทำแผนปฏิบัติการพื้นที่ชุ่มน้ำทั่วประเทศไทย คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี 2564 หากแผนผ่านการพิจารณาจะนำมาสู่การปฏิบัติ ซึ่งจะมีการจัดลำดับความสำคัญในการแก้ปัญหา มีกระบวนการในการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างมีส่วนร่วม โดยกรมจะเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้เสนอแนะต่อแผนปฏิบัติการนี้ อย่างไรก็ตาม ฝากถึงการใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำจะต้องไม่ละเลยเรื่องการฟื้นฟู การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ไม่สร้างสิ่งกีดขวางทางน้ำ และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิกฤติไฟไหม้ป่าพรุทางภาคใต้ของไทยทั้งพรุโต๊ะแดงนราธิวาส พรุควนเคร็งเมืองคอน ถูกหยิบยกมาสะท้อนการสูญเสียในโอกาสวันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก ผศ.ดร.กอบศักดิ์ วันธงไชย คณบดีคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์&amp;nbsp; กล่าวว่า ป่าพรุองค์ประกอบคล้ายป่าดงดิบเพียงแต่มีน้ำท่วมขังตลอดทั้งปี รวงถึงมีพรรณไม้หลายชนิด เช่น ป่าพรุโต๊ะแดง จ.นราธิวาส เขตพื้นที่กว่า 123,000 ไร่ ป่าพรุโต๊ะแดงถือเป็นป่าพรุดั้งเดิมที่คงสภาพธรรมชาติ เป็นแห่งเดียวในไทย ที่เหลือเป็นป่าพรุที่ถูกรบกวนแล้วฟื้นคืนสภาพขึ้นมา ป่าพรุเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ พรุโต๊ะแดงพบความหลากชนิดของสัตว์ป่า มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 60 ชนิด นกป่า 217 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 52 ชนิด สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 19 ชนิด ปลาน้ำจืด 62 ชนิด ผีเสื้อกลางวัน 106 ชนิด รวมแล้วมีสัตว์ป่าถึง 516 ชนิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เวลานี้ป่าพรุโต๊ะแดงพื้นที่แสนกว่าไร่ มีเพียง 40% ที่อุดมสมบูรณ์ พื้นที่ที่เหลือป่ามีสภาพเปลี่ยนแปลง ปัจจัยรบกวนมาจากพื้นที่รายรอบมีการใช้ประโยชน์ที่ดิน ทำสวนปาล์มและสวนยางพารา การบุกรุกในป่าพรุโต๊ะแดง มีผลให้ป่าพรุโต๊ะแดงบางส่วนเสื่อมโทรม รวมถึงเรื่องไฟป่าด้วย สาเหตุไฟไหม้เกิดจากมนุษย์ทั้งสิ้น เผาเพื่อต้องการที่ทำกิน เผาเก็บหาของป่า เผาไล่ยุง สูบใบจาก มีสถิติปี 59 ไฟไหม้ถึง 13 ครั้ง พื้นที่เสียหาย 3,285 ไร่ ปีก่อนหน้านี้ ไหม้ 16 ครั้ง เสียหาย 829 เก่า&amp;quot; นักวิชาการ มก.แสดงความกังวล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกพื้นที่ตัวอย่างพรุควนเคร็ง จ.นครศรีธรรมราช ความหลากหลายทางชีวภาพไม่น้อยหน้าพรุโต๊ะแดง พบชนิดพันธุ์สัตว์ป่าเกือบ 150 ชนิด นักวนศาสตร์บอกว่าป่าพรุควนเคร็งมีแต่ไม้เสม็ด มีการตั้งข้อสันนิษฐานว่า ก่อนปี 2505 พื้นที่นี้เป็นป่าพรุดั้งเดิม แต่เจอพายุใต้ฝุ่นแฮเรียตที่แหลมตะลุมพุก พัดทำลาย เกิดปรากฏการณ์ป่าล้ม ไม้เสม็ด ซึ่งเป็นไม้เบิกนำเข้ายึดครองพื้นที่ ประกอบกับช่วงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศป่าพรุถูกรบกวน มีการเปลี่ยนแปลงใช้ประโยชน์ที่ดิน ระบายน้ำออกจากพรุ มีการจุดไฟเผาเปลี่ยนสภาพป่าให้มาเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ไม้เสม็ดยังอยู่ในพื้นที่ต่อเนื่อง กลายเป็นป่าเสม็ดขาวผืนใหญ่เนื้อที่กว่าแสนไร่ในทุกวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;กรณีพรุควนเคร็งมีการเข้าไปอยู่ของคนในพื้นที่ โดยมีวิถีความเป็นอยู่ที่สอดคล้องกับป่าพรุมานาน ปัญหาสำคัญมีไฟป่าเกิดขึ้น คนรู้จักป่าพรุมากขึ้นจากเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา ปี 55 วิกฤติไฟป่า ปี 62 ไฟไหม้รุนแรง ทำให้คนหันมาให้ความสำคัญกับป่าพรุควนเคร็งมากขึ้น ที่นี่ก็ยังพบการบุกรุกเพื่อทำเกษตรเช่นเดียวกับป่าพรุที่อื่นๆ วิธีการง่ายสุดถางแล้วก็เผา เพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน ปีที่เกิดเอลนีโญ แห้งแล้งผิดปกติ ป่าพรุควนเคร็งจะเกิดไฟไหม้สูงมาก&amp;quot; ผศ.ดร.กอบศักดิ์เผยวิกฤติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;ผศ.ดร.กอบศักดิ์ วันธงไชย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับสถานการณ์ในป่าพรุประเทศไทย รวมทั้งในเขตร้อนทั่วโลก คณบดีวนศาสตร์ มก. ยืนยันว่า ตกอยู่ในความเสี่ยง เพราะมีการทำไม้ การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน ทั้งปาล์มน้ำมัน ทุ่งเลี้ยงสัตว์ ที่อยู่อาศัย มีการระบายน้ำออกจากพรุก็เป็นตัวแปรสำคัญ ปีที่แห้งแล้งอยู่แล้ว มีการดึงน้ำออกจากพรุเพื่อใช้ทำการเกษตรในพื้นที่โดยรอบพรุ ทั้งยังเป็นตัวเร่งทำให้เกิดไฟไหม้ป่ามากขึ้น ความแห้งแล้งจากสภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะปรากฏการณ์เอลนีโญ รวมถึงการเผาป่าพรุเพื่อทำให้ป่าเสื่อมโทรม ส่งผลให้ผืนป่าถูกแบ่งออกเป็นหย่อม ป่าเสื่อมโทรม สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และคาร์บอนถูกปลดปล่อยสู่บรรยากาศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;มีรายงานระบุ ป่าพรุกว่าจะมีความหนาประมาณ 8 เซนติเมตรใช้เวลาถึง 100 ปี แล้วป่าพรุที่มีความหนา 1-2 เมตร จะใช้เวลาสะสมยาวนานแค่ไหน เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งธาตุอาหาร คาร์บอนที่ปลดปล่อยออกมา หรือแม้แต่ความมั่นคงทางอาหารถูกกระทบกระเทือนทั้งสิ้น สาเหตุไฟไหม้ป่า ไฟไหม้พรุควนเคร็งปี 53 เสียหาย 1.9 หมื่นไร่ ปี 55 อีก 1.2 หมื่นไร่ มาหนักอีกครั้งปี 59 ไฟไหม้ 1.1 หมื่นไร่ ส่วนปี 62 เสียหายกว่า 1.6 หมื่นไร่ ซึ่งเป็นปีที่เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ ฉะนั้น หากปีใดมีการคาดการณ์จะเกิดเอลนีโญ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ชุมชน ต้องวางแผนป้องกันและพร้อมรับมือบรรเทาความเสียหาย&amp;quot; ผศ.ดร.กอบศักดิ์ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหตุผลสำคัญที่ต้องลดปัจจัยเสี่ยงและอนุรักษ์ป่าพรุ มีคำตอบชัดเจน โดยนักวิชาการ มก. สะท้อนภาพผ่านผู้คนรายรอบป่าพรุควนเคร็งว่า ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในป่า เปรียบเสมือนตู้กับข้าว อยากได้อะไรก็เข้าไปเก็บ ใช้ประโยชน์ อย่างกระจูด ใช้ทำผลิตภัณฑ์จักสาน สร้างรายได้ หลุมพี นำมาทำน้ำหลุมพี ไวน์หลุมพี หลุมพีดองเค็ม หวาน บ๊วย สาคู ทำแป้ง สามร้อยยอดเก็บขายกิโลกรัมละ 20 บาท กะพ้อแดงใช้ห่อขนม หลาวชะโอน ไม้ใช้ในครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนหมากแดง กระบุย เสม็ดชุน ใช้เป็นไม้ประดับ&amp;nbsp; ต้นหนใบใหญ่ สะเตียว เป็นไม้เนื้อแข็งราคาสูง เสม็ด ลำหวาย ทำเฟอร์นิเจอร์ หม้อข้าวหม้อแกง ทำกระบะใส่ข้าวเหนียว แล้วยังเป็นไม้ประดับ ปลาสารพัดชนิดในป่าพรุควนเคร็ง ทั้งปลาดุกลำพัน ปลาหมอ ปลากระสง ปลาชะโด กุ้ง ปู รวมถึงผึ้ง ตัวต่อ ชาวบ้านใช้บริโภค และจำหน่าย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ชายขอบพรุชุมชนปลูกไม้ตะเคียนทอง นำมาใช้ประโยชน์ ป่าพรุหลายพื้นที่มีศักยภาพในการส่งเสริมปลูกต้นไม้มีค่า ตอนนี้รัฐบาลให้ความสำคัญ ซึ่งการปลูกไม้หลังครัว ริมรั้ว รอบแดน ช่วยลดการตัดไม้ในพื้นที่ป่าพรุได้ด้วย รวมถึงการท่องเที่ยวในป่าพรุ ถือเป็น unseen มีนกหลากชนิด พันธุ์พืชน่าสนใจ เป็นโอกาสในอนาคตชุมชนในพื้นที่ชุ่มน้ำอื่น จัดการท่องเที่ยวธรรมชาติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;พรุควนเคร็งกำลังมีการทำโมเดลชูบทบาทชุมชนมีส่วนร่วมดูแลรักษาป่าพรุ ปัจจุบันมีการกำหนดแผนใช้ที่ดินร่วมกัน รวมถึงแผนจัดการน้ำ แผนจัดการทุ่งกระจูด แผนการท่องเที่ยว แผนวิสาหกิจชุมชน แผนจัดการไฟป่า และแผนการปลูกฟื้นฟูป่า&amp;quot; ผศ.ดร.กอบศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พื้นที่ชุ่มน้ำสามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วน ดร.วิเทศ ศรีเนตร ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบนิเวศและการมีส่วนร่วม เผยว่า หัวใจสำคัญในการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำไทยให้สำเร็จ คือ เปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วม เพราะไม่สามารถดูแลได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ควบคู่กับการสร้างความรู้ความเข้าใจประโยชน์ของพื้นที่ชุ่มน้ำ ปัจจุบันมีคู่มือกระบวนการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างมีส่วนร่วม ชุมชนท้องถิ่นสามารถจัดการได้ด้วยกระบวนการที่ดี สร้างคณะทำงานหมู่บ้าน คณะทำงานชุมชน สำรวจ ศึกษาข้อมูลร่วมกันเพื่อให้รู้พื้นที่ชุ่มน้ำและสายน้ำในพื้นที่มีชนิดสัตว์ พืช และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับพื้นที่ชุ่มน้ำ สร้างความเป็นเจ้าของ ทรัพยากรในพื้นที่ชุ่มน้ำให้อาหาร ที่อยู่อาศัย และผูกพันกับชีวิต การมีผู้นำที่เข้มแข็งก็สำคัญ รวมถึงมีคณะทำงาน เครือข่ายทำงาน วางแผนร่วมกัน มีการติดตามประเมินผล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกประเด็นที่ ดร.วิเทศเน้นย้ำพื้นที่ชุ่มน้ำมีความสำคัญมากต่อความเป็นอยู่ของคนเมือง พื้นที่ชุ่มน้ำช่วยกรองอากาศ ช่วยทำให้สภาพอากาศเย็นลง ลดความร้อนในเมือง ลดเสียงดัง และช่วยระบายน้ำฝน แก้ไขปัญหาน้ำท่วมรวมถึงช่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำ จึงจำเป็นต้องอนุรักษ์และรักษาไว้ ขณะเดียวกันสามารถสร้างพื้นที่ชุ่มน้ำขึ้นมาใหม่ ก่อประโยชน์กลับมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นักวิชาการายนี้เสนอว่า ยุคนี้ในเมืองก็สามารถสร้างพื้นที่ชุ่มน้ำได้ โดยควรเปลี่ยนแนวคิดเป็นเมืองและพื้นที่ชุ่มน้ำอยู่ร่วมกัน ช่วยทำหน้าที่จัดการน้ำได้ ทำให้สัดส่วนของน้ำฝนที่ตกลงมาในเขตเมืองสามารถนำกลับมาใช้ใหม่&amp;nbsp; เรามีตัวอย่างในต่างประเทศเปลี่ยนเกาะกลางถนนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำประดิษฐ์ รับน้ำฝนรอระบาย หรือสร้างความเชื่อมโยงพื้นที่ชุ่มน้ำกับระบบจัดการน้ำของเมือง ฤดูแล้งปรับเป็นพื้นที่สันทนาการ ฤดูน้ำหลากเป็นพื้นที่รับน้ำ หรือเปลี่ยนคลองระบายน้ำคอนกรีตเป็นระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ มีสิ่งมีชีวิตอาศัย เปลี่ยนสวนหย่อมของตึกสูงในเมือง เป็นบ่อรองรับน้ำฝน ลดปัญหาน้ำท่วมขัง เปลี่ยนพื้นที่ใจกลางเมืองเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำรองรับการระบาบน้ำ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ดร.กชกร วรอาคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในส่วนของผังเมือง ดร.กชกร วรอาคม ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและวางผังเมือง กล่าวว่า พื้นที่สีเขียวเมืองทั้งเมืองคือพื้นที่ชุ่มน้ำ จึงอยากฝาก สผ. และหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้ ต้องมองภาพรวมประเทศ เราถมพื้นที่รับน้ำด้วยคอนกรีต เวลาน้ำทะเลหนุน ระดับน้ำขึ้นสูงเข้าท่วมกรุงเทพฯ ไม่รวมปัญหาน้ำประปาเค็มจากน้ำทะเลหนุนสูง ปัจจุบันเราทำลายกำแพงป้องกันตามธรรมชาติอย่างป่าชายเลน คลองในกรุงเทพฯ จากกว่า 4 พันสาย เหลือเพียง 1,600 สาย แล้วเราใช้ประโยชน์อะไรอยู่ เป็นแค่ที่ระบายน้ำฝนและน้ำเสีย แต่จริงๆ แล้วมีประโยชน์มาก ในฐานะพื้นที่รับน้ำ ปัจจุบันพื้นที่ชุ่มน้ำในกรุงเทพฯ ถูกทำลายไปแตกต่างจากพื้นที่อื่นๆ ในประเทศไทย แค่อนุรักษ์ไม่พอ ต้องเรียกมันกลับมา ยูเอ็นเสนอว่า จะสร้างเมืองอย่างไรให้ธรรมชาติกลับมา สร้างพื้นที่ชุ่มน้ำคืนมา ระดับนโยบายและชุมชนต้องร่วมมือกันแก้ปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;การจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทย จะดูแลรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำแค่ 20 ล้านไร่ ไม่เพียงพอ เราจะฟื้นฟูป่า ปลูกป่า ทันกับการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือไม่ น้ำทะเลสูงขึ้นๆ ไทยอยากส่งออกกุ้งเป็นอันดับ 1 ของโลก แต่เราไม่ได้รวมต้นทุนทางทรัพยากรธรรมชาติที่สูญเสีย เปลี่ยนป่าชายเลยเป็นนากุ้ง เปลี่ยนพรุเป็นปาล์มน้ำมัน บางพื้นที่กลายเป็นที่กองขยะ ปีนี้ประเทศไทยเผชิญภาวะแห้งแล้งรุนแรง พื้นที่ชุ่มน้ำถ้ารักษาไว้มีบทบาทสำคัญรักษาสมดุลระบบนิเวศ ถ้ามนุษย์ไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจะตาย&amp;quot; นักวิชาการผังเมืองให้ความเห็น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95226</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรุโต๊ะแดง, พื้นที่ชุ่มน้้ำ, สผ., ไฟป่าพรุควนเคร็ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210307/image_big_604412fe7ab51.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81661</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/10/2020 21:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/10/2020 11:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตาร่าง พ.ร.บ.โลกร้อน เข้าถึงต้นตอปล่อยก๊าซหรือแค่เสือกระดาษ?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ร่างกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่แบ่งออกเป็น 8 หมวด 56 มาตรา ซึ่งเปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็น เป็นส่วนหนึ่งของแผนการปฏิรูปประเทศไทยที่กำหนดไว้ว่า ภายในปี 2563 ประเทศไทยจะต้องมีร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ พ.ศ. &amp;hellip; หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า กฎหมายโลกร้อน แต่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เมื่อพิจารณารายละเอียดเนื้อหาในหลายมาตรการ และความมีประสิทธิภาพของการบังคับใช้จะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์แก้ปัญหาโลกร้อนได้หรือไม่ หรือจะช่วยให้เข้าถึงข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคอุตสาหกรรมจริงหรือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันวิกฤติโลกร้อนได้ส่งผลกระทบต่อสังคมไทย ทั้งในเมืองใหญ่และพื้นที่ชนบท นอกจากประชาชนทุกคนต้องมีความรับผิดชอบเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพื่อลดอุณหภูมิโลกใบนี้แล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่า ภาคอุตสาหกรรมเป็นแหล่งกำเนิดก๊าซเรือนกระจกอันดับหนึ่ง ตั้งแต่ภาคพลังงาน ภาคขนส่ง ภาคการผลิต และอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ที่ต้องร่วมลดการปล่อยอย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเข้าร่วมข้อตกลงปารีส เมื่อปี 2559 เป้าหมายสำคัญมุ่งสู่การควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส จากระดับอุณหภูมิช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม โดยตั้งเป้าการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 11-20% ในภาคพลังงานและขนส่ง และจะขยับขึ้นเป็น 20% ทุกภาคส่วนในปี 2573 และหากมีการสนับสนุนเทคโนโลยีที่ดีพอ ไทยสามารถผลักดันอัตราการลดปริมาณคาร์บอนได้ถึง 25%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม รัฐเองยอมรับในการเดินหน้าลดการปล่อยก๊าซของไทย ยังมีอุปสรรคใหญ่ ขาดกลไกการตรวจวัด และการจัดเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างครบถ้วน ทุกวันนี้ข้อมูลกระจัดกระจายในหลายหน่วยงาน และมีข้อมูลบางส่วนไม่เคยถูกสำรวจและจัดเก็บเลย เหตุนี้ ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังจัดทำโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) จึงเป็นความหวังจะมีกลไกให้อำนาจหน่วยงานรัฐเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคเอกชน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ภาพจากเพจ TOP Varawut&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล่าสุด นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกาศผลักดัน พ.ร.บ.โลกร้อน ให้สามารถใช้ได้ภายใน 2 ปี เพื่อลดปัญหาโลกร้อนที่มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม และสร้างกลไกควบคุมภาคเอกชนให้ส่งข้อมูลรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การกักเก็บ และการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นวาระร่วมกันของประชาคมโลก วัตถุประสงค์ของร่าง กม.ฉบับนี้ คือ การร่วมมือกับเอกชน ผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะรายเล็กหรือรายใหญ่ จะมีหน้าที่เก็บข้อมูลกิจกรรมการปล่อย การกักเก็บ และการลดก๊าซเรือนกระจกในกิจการของตน เช่น วางมิเตอร์ การใช้พลังงานไฟฟ้าในโรงงาน และจัดทำรายงานให้หน่วยงานรัฐในกำกับเพื่อที่จะส่งต่อข้อมูลให้ สผ. คำนวณออกมาเป็นข้อมูลการปล่อยก๊าซในภาคส่วนต่างๆ คาดว่าจะเสนอร่าง พ.ร.บ.ให้คณะรัฐมนตรีได้ภายในปลายปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; ซึ่งในเวทีรับฟังความคิดเห็นได้มีหลายภาคส่วนเข้าร่วมแลกเปลี่ยน เสนอแนะ และท้วงติงให้มีการปรับแก้บางมาตราใน พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพื่อหน่วยงานรัฐสามารถใช้อำนาจในการเก็บข้อมูลก๊าซเรือนกระจกได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จริยา เสนพงศ์ หัวหน้างานรณรงค์เพื่อการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน กรีนพีซประเทศไทย กล่าวว่า ในเวทีมีการตั้งคำถามว่า การมี พ.ร.บ.โลกร้อนของประเทศไทย จะเป็นกรอบใหญ่หรือไม่&amp;nbsp; เพื่อให้กฎหมายสิ่งแวดล้อม, แผนแม่บท, นโยบายลดมลพิษทางอากาศที่จะเกิดขึ้นตามมาอยู่ภายใต้กฎหมายโลกร้อนนี้ แต่เราพบว่า การจัดทำกฎหมายโลกร้อนยังละเลยประเด็นนี้ เป็นแค่กฎหมายอีกฉบับหนึ่งเท่านั้น หลายภาคส่วนเห็นด้วยกับความจำเป็นต้องร่างกฎหมายโลกร้อน ในต่างประเทศมีการบังคับใช้กฎหมายโลกร้อนไปแล้ว แต่เราสามารถทำกฎหมายให้ดีกว่านี้ จะสามารถสร้างการมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางที่นำไปสู่การปฏิบัติตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ เพราะฐานคิดของร่างกฎหมายนี้ มาจาก 3 ปัญหา ได้แก่ ฐานข้อมูลก๊าซเรือนกระจก, การลดก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จริยาตั้งข้อสังเกตว่า ตามมาตรา 29 ข้อมูลกิจกรรมการปล่อย การกักเก็บ และการลดก๊าซเรือนกระจก และมาตรา 30 ข้อมูลปริมาณก๊าซเรือนกระจกนี้ ลักษณะฐานข้อมูลเปิดเหมือนปิด&amp;nbsp; คือ กำหนดการเปิดเผยข้อมูลนั้น มีข้อยกเว้นกรณีการเปิดเผยจะก่อความเสียหาย อาจร้องขอต่อ สผ.ไม่ให้เปิดเผยได้ แม้กฎหมายนี้ให้อำนาจรัฐเรียกข้อมูล แต่มีข้อยกเว้นให้ภาคเอกชนเลี่ยงการเปิดเผย ถือว่าผิดวัตถุประสงค์ เพราะกฎหมายนี้ต้องการฐานปล่อยก๊าซและให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง เพราะนี่คือผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพของคนจากภาวะโลกร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเด็นต่อมาที่ชวนให้จับตามองคือ กลไกติดตามการลดก๊าซเรือนกระจกตามแผน ทั้งจากแหล่งกำเนิดและการกักเก็บ ตามมาตรา 16 ถึงมาตรา 20 จะเห็นโครงสร้างชัดเจน มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กระทรวงทรัพย์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และภาคเอกชน คำถามใหญ่กระบวนการมีส่วนร่วมในการติดตามใครหายไป คำตอบคือ ภาคประชาสังคม ภาคีเครือข่ายที่ขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&amp;nbsp; สะท้อนโครงสร้างกลไกติดตาม ตรวจสอบที่ไม่แข็งแรง ขาดการคานอำนาจ หากภาคเอกชนมีความเข้มแข็งมาก ก็ยากที่จะเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ในเวทีรับฟังเสนอให้มีการจัดตั้งเป็นหน่วยงานขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย เพราะการพูดถึงสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ไม่ได้มีแค่ปล่อยก๊าซ ลดปล่อยก๊าซ ยังรวมถึงผลกระทบ เพราะหายนะจากโลกร้อนมีหลายด้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้กฎหมายโลกร้อนให้วางแผนระยะยาวในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่จริยาเปิดประเด็นว่า มาตราที่ 37 ให้ความสำคัญกับกรมอุตุนิยมวิทยา จัดทำฐานข้อมูล เพื่อจะนำมาวิเคราะห์ คาดการณ์ และวางแนวทางปฏิบัติเผยแพร่ให้ประชาชน แต่ในความเป็นจริงมีหน่วยงานมากกว่ากรมอุตุฯ ตลอดจนชุมชนท้องถิ่นที่มีประสบการณ์และวิเคราะห์ผลกระทบ รวมถึงการแจ้งเตือนข้อมูล นอกจากนี้ ยังละเลยเรื่องชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ ซึ่งต้องปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลก นี่คือสิ่งที่ขาดหายไปจากกฎหมายโลกร้อน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; เมื่อพูดถึงโลกร้อน จะมีการสื่อสารไทยไม่ได้เป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ ไทยปล่อยน้อย แต่เมื่อดูรายงานประเมินความเสี่ยง ประเทศไทยติด 1 ใน 10 ประเทศเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และกระทบต่อจีดีพีร้อยละ 1 เราจ่ายไป แต่ประชาชนมองไม่เห็น หากกฎหมายไปไม่ถึงวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ใน พ.ร.บ. จะเหมือนกระดาษเปล่า จึงเป็นความท้าทาย กฎหมายนี้สำคัญ จะกำหนดทิศทางนโยบายรัฐด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จริยาตบท้ายว่า อย่างไรก็ตาม ภาคประชาสังคม องค์การพัฒนาเอกชน นักวิชาการ จะร่วมจัดทำข้อเสนอเพิ่มเติมไปที่ สผ.&amp;nbsp; เราจะจับตาดูและจะทำงานเรื่องนี้ต่อไป เพราะอดีตที่เราเพิกเฉย กำลังกระหน่ำปัจจุบันและอนาคตของเราทุกคน&amp;nbsp; ซึ่งเราจะติดตาม พ.ร.บ. โลกร้อนฉบับนี้จะมีประสิทธิภาพแค่ไหนในการบรรเทาผลกระทบ ก่อนภัยพิบัติทางธรรมชาติจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81661</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายโลกร้อน, กรีนพีซประเทศไทย, จริยา เสนพงศ์, นสพ.ไทยโพสต์, ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก, วราวุธ  ศิลปอาชา, สผ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201024/image_big_5f942b5aad202.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60543</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/03/2020 17:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/03/2020 17:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผุดสารคดี&#039;พรุบ้านฉัน&#039;UNDPเปรียบหม้อข้าวคนภาคใต้ หวังสังคมตระหนักความสำคัญดูดซับคาร์บอนลดโลกร้อน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มี.ค.63- สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ได้เผยแพร่สารคดี &amp;ldquo;พรุบ้านฉัน&amp;rdquo; ความยาว 9.22 นาที บอกเล่าเรื่องราวความสำคัญของป่าพรุที่มีต่อวิถีชีวิตของมนุษย์ และสัตว์ป่า รวมถึงประโยชน์ของป่าพรุในการกักเก็บคาร์บอนซึ่งช่วยในการลดโลกร้อน และการเป็นเกราะป้องกันภัยทางธรรมชาติ ดำเนินเรื่องโดยนักแสดงหนุ่ม อนันดา เอเวอริงแฮม และชาวบ้านบริเวณพื้นที่ป่าพรุควนเคร็ง จังหวัดนครศรีธรรมราช&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเรอโน เมแยร์ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทยกล่าวว่า​ ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำหรือ อนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Convention) ลำดับที่ 110 และสำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ ได้กำหนดหัวข้อวันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก 2563 คือ&amp;ldquo;พื้นที่ชุ่มน้ำและความหลากหลายทางชีวภาพ (Wetlands and Biodiversity) ในโอกาสนี้ สผ. และ UNDP จึงได้จัดทำและเผยแพร่สารคดี &amp;ldquo;พรุบ้านฉัน&amp;rdquo; ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุ เพื่อเพิ่มความสามารถการกักเก็บคาร์บอนและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF) เพื่อแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางธรรมชาติของป่าพรุ ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญทางระบบนิเวศและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเรอโน กล่าวด้วยว่า รวมทั้งต้องการให้สาธารณะชนรับทราบและตระหนักถึงความสำคัญของป่าพรุในการกักเก็บและดูดซับคาร์บอน ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างมากในการช่วยลดโลกร้อน รวมถึงก่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชาวบ้าน ในการร่วมกันอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าพรุ การเฝ้าระวังไฟป่าซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาลต่อระบบนิเวศ ตลอดจนการป้องกันบุกรุกพื้นที่เพื่อทำการเกษตร ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยหวังว่าสังคมจะตระหนักถึงปัญหาและมองเห็นคุณค่าของป่าผ่านมุมมองการเล่าเรื่องของสารคดีพรุบ้านฉัน และหวงแหนความสมบูรณ์ของธรรมชาติระบบนิเวศป่าพรุให้มีความยั่งยืนต่อไปทั้งนี้ เนื่องในวันที่ 21 มีนาคมของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็นวันป่าไม้โลก (International Day of Forests) เพื่อให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของป่าไม้ และอนุรักษ์ป่าไม้ สผ. และ UNDP จึงใช้โอกาสนี้เผยแพร่สารคดีดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ป่าพรุเปรียบเหมือนหม้อข้าวของคนภาคใต้ หลายคนต้องพึ่งพาป่าพรุทั้งในชีวิตประจำวัน และการประกอบอาชีพ การปล่อยให้ป่าพรุถูกทำลายก็เหมือนการทุบหม้อข้าวของพวกเขา นอกจากนี้ ป่าพรุยังช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากป่าพรุทำหน้าที่ดูดซับก๊าซคาร์บอนเป็นล้านๆตัน อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ป่าพรุถูกทำลายไปมากทั้งจากการพัฒนาที่ดิน การตั้งถิ่นแบบถูกและผิดกฎหมาย และไฟป่า โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติจึงร่วมกับภาคประชาสังคม และรัฐบาลสร้างความตระหนักรู้เรื่องการอนุรักษ์ป่าพรุ นอกจากนี้ ยังจัดหาเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เพื่อปรับปรุงการจัดการทรัพยากรในป่าพรุ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านอนันดา เอเวอริงแฮม นักแสดงชื่อดัง​ ​กล่าวว่า การลงพื้นที่ถ่ายทำในครั้งนี้รู้สึกมีความสุขมากๆ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่รู้สึกประทับใจ 2 อย่าง คือ ธรรมชาติ ที่สวยงามของป่าพรุ และ คนในพื้นที่ที่ได้พบปะพูดคุย ที่ให้มุมมองของคนที่อาศัยอยู่กับธรรมชาติ ที่ทำให้รู้สึกว่าเรานำวิธีคิดของเขามาปรับใช้ในชีวิตของเราได้ และส่วนตัวอยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการทำอะไรเพื่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งชาวบ้านในพื้นที่ตำบลไสขนุน ตั้งแต่รุ่นเด็กไปจนถึงรุ่นใหญ่ก็ให้ความสนใจกับกิจกรรมเป็นอย่างมาก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60543</URL_LINK>
                <HASHTAG>UNDP, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, ป่าพรุภาคใต้, สผ., อนันดา เอเวอริงแฮม, แรมซ่าไซต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200322/image_big_5e7743a688862.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42731</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2019 10:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2019 10:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยทิ้งขยะเพิ่ม-จัดการไม่บรรลุเป้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เผชิญกันอยู่ทุกวันนี้มีหลายด้าน นับตั้งแต่ต้นปี&amp;nbsp; &amp;nbsp;เราประสบกับปัญหาฝุ่นมลพิษมาอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่ในประเทศไทย ในเอเชีย ทั้งจีน เกาหลีใต้ ก็ประสบปัญหาฝุ่นเช่นเดียวกัน ขณะที่ตอนนี้ไทยก็กำลังประสบปัญหาภัยแล้งในภาคอีสาน น้ำในท้องไร่ท้องนาเหือดแห้งไปส่งผลกระทบต่อการทำเกษตรอย่างมาก อีกปัญหาที่มักจะถูกพูดถึงบ่อยครั้งก็คือเรื่องของขยะ ซึ่งแม้จะมีการจัดการมานานแต่ก็ยังเป็นปัญหาที่แก้ไม่จบไม่สิ้น ไม่ใช่แค่นี้ ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมยังมีอีกมากที่ยากจะจัดการได้หมดสิ้นภายในเวลาเพียงแค่วันสองวัน&amp;nbsp;

ล่าสุด&amp;nbsp; สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้จัดการประชุมสัมมนาติดตามประเมินผลแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2560-2564 (ระยะครึ่งแผน) เพื่อนำเสนอ (ร่าง) รายงานผลการติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามแผนจัดการฯ โดยมีหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ด้านสิ่งแวดล้อมเข้าร่วมประชุมมากกว่า 200 คน พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนการทำงานของแต่ละหน่วยงาน&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพุฒิพงศ์ สุรพฤกษ์ รองเลขาธิการ สผ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายพุฒิพงศ์ สุรพฤกษ์ รองเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า แผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม เป็นแผนปฏิบัติการระยะยะกลาง 5 ปี ดำเนินการตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 เพื่อเป็นกรอบชี้นำให้ภาคีพัฒนามีทิศทาง และเป้าหมายที่ชัดเจน สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างบูรณาการและมีประสิทธิภาพ

ด้านดร.รัตมณี อ๋องสกุล ผู้จัดการโครงการ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวถึงการติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามแผนจัดการ ว่า ผลการติดตามแนวทางการปฏิบัติจากหน่วยงานที่ส่งข้อมูลแบบรายงานจำนวน 168 หน่วยงานเข้ามา พบว่า แผนงานที่มีจำนวนภาคีร่วมดำเนินงานมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ด้านการจัดการขยะมูลฝอยชุมชน การจัดการน้ำเสีย และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งในภาพรวมพบว่ามีการรายงานการดำเนินการตามแนวทางการปฏิบัติของแผนจัดการคิดเป็นร้อยละ 79 ของแนวทางการปฏิบัติทั้งหมด และในด้านผลการประเมินผลดำเนินงานตามตัวชี้วัดของแผนซึ่งมี 31 ตัวชี้วัดพบว่า มี 24 ตัวชี้วัด ที่มีแนวโน้มจะบรรลุก่อนกำหนดเวลา อาทิ&amp;nbsp; &amp;nbsp;พื้นที่ป่าไม้ การจัดการพื้นที่กัดเซาะชายฝั่ง และพื้นที่สีเขียวในเมือง ฯลฯโดยตัวชี้วัดและค่าเป้าหมายแผนการจัดการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของ พื้นที่ป่าไม้นั้น ระบุว่า พื้นที่ที่มีสภาพป่าร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศแบ่งเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ร้อยละ 25 และพื้นที่ป่าเศรษฐกิจร้อยละ 15 ผลการติดตามจากข้อมูลของกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช พบว่า พื้นที่ป่าไม้ปี 60-61 มีจำนวน 102.4 ล้านไร่ หรือร้อยละ 31.68 ของพื้นที่ประเทศ เป็นป่าอนุรักษ์ร้อยละ 20.90 และพื้นที่ป่าเศรษฐกิจร้อยละ 10.78 เมื่อเปรียบเทียบผลจากค่าเป้าหมาย พื้นที่ป่าไม้เพิ่มขึ้น 3.3 แสนไร่ คิดเป็นร้อยละ 79.2 จากเป้าหมาย ส่วนพื้นที่สีเขียวในเมือง จากตัวชี้วัดและค่าเป้าหมายว่าจำนวนพื้นที่สีเขียวในเมืองต้องไม่น้อยกว่า 10 ตรม.ต่อคน ผลการติดตามจากฐานข้อมูลสิ่งแวดล้อมเมืองและพื้นที่สีเขียวชุมชนปี 2562 ระบุว่า ค่าเฉลี่ยพื้นที่สีเขียวต่อประชากรของเทศบาลนครอยู่ที่ 38.75 ตรม.ต่อคน และค่าเฉลี่ยต่อจำนวนประชากรของเทศบาลเมืองอยู่ที่ 793.14 ตรม.ต่อคน ซึ่งเกินกว่าค่าเป้าหมายมาก ยกเว้นกทม.ที่มี 6.79 ตรม.ต่อคน เนื่องจากความแออัดของพื้นที่ และการเจริญเติบโตของเมือง เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ไม่เพียงเท่านี้ ผู้จัดการโครงการ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวอีกว่า ยังมีอีก 9 ตัวชี้วัดที่มีแนวโน้มจะบรรลุได้ตามกำหนดเวลา อาทิ ด้านการจัดการขยะมูลฝอย ซึ่งจะต้องจัดการให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 แต่จากข้อมูลกรมควบคุมมลพิษ ระบุผลการติดตามปี 60 มีการจัดการถูกต้องไปแล้ว 11.69 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 54 จากค่าเป้าหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ต่อมาคือคุณภาพน้ำแหล่งน้ำผิวดิน ในแผนคือต้องอยู่ในเกณฑ์ร้อยละ 80 ผลการติดตามปี 62 ในรอบ 6 เดือน มีแหล่งน้ำที่อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ร้อยละ 49 เกณฑ์พอใช้ ร้อยละ 39 และเกณฑ์เสื่อมโทรมร้อยละ 12 คิดเป็นร้อยละ 61.25 จากค่าเป้าหมาย ฯลฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และยังมีอีก 5 ตัวชี้วัดที่ควรให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นในระยะ ถึงสิ้นสุดแผนเพื่อให้บรรลุผล อาทิ ด้านคุณภาพอากาศ การจัดการของเสียอันตราย การจัดสรรที่ดินทำกินของชุมชน สัดส่วนพลังงานหมุนเวียน การบริโภคพื้นฐานต่อการใช้ทรัพยากร เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดท้ายมี อีก4 ตัวชี้วัดที่พบว่าข้อมูลไม่เพียงพอในการประเมินผลเช่นเรื่องตัวชี้วัดปะการัง แม้ว่าปะการังจะมีสภาพสมบูรณ์เพิ่มขึ้นจากปีฐาน แต่ยังไม่สามารถวิเคราะห์ปะการังที่มีชีวิตได้ รวมถึงอัตราการสูญเสียชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม ชนิดพันธุ์สัตว์ที่มีกระดูกสันหลังที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในประเทศไทยลดลงจากปีฐานแต่ยังไม่สามารถวิเคราะห์อัตราการสูญเสียได้ ฯลฯ จึงอยากเสนอให้มีการทบทวนตัวชี้วัดและค่าเป้าหมายร่วมกับหน่วยงานที่รับผิดชอบพร้อมทั้งสนับสนุนกลไกการดำเนินงานของภาคีภาคส่วนต่างๆเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อนแผนจัดการสู่การปฏิบัติต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ภายในการประชุม นางสาวพรพิมล พันธ์เมธาฤทธิ์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการพิเศษ กรมควบคุมมลพิษ ก็ได้กล่าวในหลากหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่อง คุณภาพน้ำ จากที่กรมควบคุมมลพิษได้ติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำมา ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีถึงพอใช้ และจากการที่เดินหน้ายกระดับคุณภาพน้ำ 59 แหล่งน้ำผิวดิน ให้มีคุณภาพน้ำเป็นไปตามประเภทการใช้ประโยชน์ กำหนดภายในปี 70 ปัจจุบัน กำลังพบว่าประเภทแหล่งน้ำที่อนุรักษ์สัตว์น้ำและประมงตั้งไว้ 20 แหล่ง ปรากฎว่าตอนนี้ไม่เป็นตามเกณฑ์มาตรฐานทั้งหมด ส่วนประเภทแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรก็ 35 แหล่ง ไม่เป็นตามมาตรฐาน 28 แหล่ง และประเภทการอุตสาหกรรม 4 แหล่งก็ไม่พบตามมาตรฐาน รวมแล้วร้อยละ 88 ก็คือประเทศไทยยังมีแหล่งน้ำที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่ประกาศไว้ ก็เป็นตัวชี้วัดการทำงานที่จะต้องเข้มข้นมากกว่านี้ ส่วนต่อมาที่อยากจะพูดถึงคือเรื่องคุณภาพอากาศ ปี 61 ตัวที่เป็นปัญหาคือฝุ่น PM10 PM2.5 แล้วก็ก๊าซโอโซนรอบตัว ภาพรวมคือฝุ่นมีแนวโน้มทรงตัว ซึ่งหมายถึงปัญหายังคงมีอยู่ โดยเฉพาะ PM 2.5 มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่วิกฤติในกรุงเทพฯปริมณฑล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นางสาวพรพิมล กล่าวเพิ่มอีกว่า ในเรื่องการจัดการขยะ กรณีขยะมูลฝอยในชุมชน ประมาณ 28 ล้านตัน จัดการได้อย่างถูกต้องประมาณ 21 ล้านตัน คิดเป็น 74% ซึ่งตัวเลขนี้อาจดูเหมือนลดลงมาก แต่จริงๆ ขยะก็ไม่เคยลด เนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของประชากร การพัฒนาเมือง และพฤติกรรมของคน ตอนนี้ปริมาณขยะต่อคนเพิ่มขึ้นจาก 1.13 เป็น 1.15 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน ส่วนในสถานการณ์ขยะของเสียอันตราย การเก็บข้อมูลค่อนข้างจะยาก เพราะข้อมูลที่ได้ยังไม่ใช่ตัวเลขที่แน่ชัด มีหลายแสนตัน ซึ่งรวมแล้วจัดการได้เพียงร้อยละ 13 ถือว่ายังน้อยอยู่ คิดว่าเป็นประเด็นที่จะต้องพูดถึงกันให้มากกว่านี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;เรื่อง พรบ.WEEE เกี่ยวกับขยะของเสียอันตราย หลายคนมักจะถามว่าไปถึงไหนแล้ว ทางกรมเสนอเรื่องผ่านไปถึงขั้นวาระสนช.แล้ว แต่ว่ามีการพิจารณากลับไปกลับมา วาระตกค้าง จนหมดอายุความ ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ตัวพรบ.นี้จะควบคุมไปถึงผู้ผลิตไปจนถึงการกำจัด ก็คิดว่าจะต้องมีการนำมาแก้ไขปรับให้เหมาะสม เพราะที่ดำเนินการไปก่อนหน้านี้ มีข้อคิดที่เกรงว่าจะเป็นปัญหา&amp;rdquo; นางสาวพรพิมล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตามทางด้านรองเลขาธิการสผ. ได้กล่าวทิ้งท้ายในงานสัมมนาว่า มีหลายประเด็นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่ต้องร่วมมือกัน เพราะทุกอย่างจะขับเคลื่อนได้ อยู่ที่เราทุกคนที่จะเป็นพลังสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องที่พูดถึงกันบ่อยในประเด็นขยะพลาสติกอย่างหลัก 3R ความจริงหลักนี้ถ้านำมาใช้จะไม่พอต่อบริบทชีวิตประจำวันเรา ต้องเป็น 7R ซึ่งรวมไปถึงการปฏิเสธการใช้ การรีเทิร์น นำกลับมาใช้อีก การรีฟิลล์แบบเติม หรือการนำกลับมาซ่อมใช้ใหม่ ส่วนเรื่องของพรบ.weee ที่ไม่ผ่านคือกฏหมายบังคับที่จะมีเพื่อปรับและลงโทษ ซึ่งไม่ผ่านแต่เรามองทั้งอนาคตและอดีต มันมีผลช่วยเยอะแต่ก็กังวลว่าจะเป็นปัญหา แต่ก็พยายามขับเคลื่อนต่อไปโดยการแก้ไขให้เหมาะสม สุดท้ายแล้วก็มีความหวังเล็กๆ ว่าเด็กรุ่นใหม่จะมีความเข้าใจ และรักในสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ฉะนั้นเราต้องร่วมมือกันดำเนินต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42731</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประเมินคุณภาพสิ่งแวดล้อมปี62, ปัญหาขยะของประเทศไทย, สผ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190805/image_big_5d479c7f66ced.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34136</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/04/2019 20:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2019 20:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แผนแม่บทรักษา &quot;เมืองเก่า&quot; ต้องจัดการสิ่งแวดล้อม สร้างความยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ภราเดช พยัฆวิเชียร &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมืองเก่า ตามนิยามหมายถึงเมืองหรือบริเวณของเมืองที่มีลักษณะพิเศษสืบต่อมาและมีเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมท้องถิ่น หรือคุณค่าในทางศิลปะโบราณคดีหรือทางประวัติศาสตร์ที่ยังคงหลักฐานทางกายภาพและเป็นเมืองที่ยังมีชีวิตต่อเนื่องถึงปัจจุบัน ควรค่าแก่การอนุรักษ์และส่งเสริมให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่น่าภาคภูมิใจของชุมชนรวมถึงการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่โดดเด่นของประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้ขับเคลื่อนงานอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าเป็นพิเศษเฉพาะพื้นที่&amp;nbsp; โดยมีคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า และ สผ.เป็นสำนักงานเลขานุการซึ่งปัจจุบันคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ประกาศเขตพื้นที่เมืองเก่าและได้แต่งตั้งคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พุฒิพงศ์ สุรพฤกษ์ รองเลขาธิการ สผ. กล่าวว่า เมืองเก่าเป็นเมืองที่ยังมีการใช้สอยและยังมีชีวิตต่างจากเมืองโบราณพื้นที่ไม่มีคนอยู่อาศัย ปัจจุบันมีเมืองเก่าที่ได้รับความเห็นชอบจาก ครม.แล้วจำนวน 31 เมืองทั่วประเทศ&amp;nbsp; และเมืองเป้าหมายอยู่ระหว่างดำเนินการประกาศ 5 เมือง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ได้แก่ เมืองพิษณุโลก, เมืองร้อยเอ็ด, เมืองอุทัยธานี, เมืองตรังและเมืองฉะเชิงเทรา เมืองเก่าจะอยู่ได้อย่างยั่งยืนต้องดูแลด้านมลพิษการจัดการน้ำเสียขยะและพื้นที่สีเขียว ซึ่งเกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพชีวิต แล้วยังมีมิติด้านวัฒนธรรม การพัฒนาเมืองเก่าไม่ใช่ห้ามทำกิจกรรมทุกอย่าง แต่ควรมีกรอบการทำงานร่วมกันตั้งแต่ระดับท้องถิ่นและระดับชาติ รวมถึงสร้างความรู้ความเข้าใจต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; จาก 31 เมือง ขณะนี้มี 24 เมืองที่อยู่ระหว่างจัดทำแผนแม่บทอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า ถือเป็นครั้งแรกที่แต่ละเมืองจะมีแผนแม่บทฯ ซึ่งท้องถิ่นมีสิทธิ์ใช้ผู้ทรงคุณวุฒิท้องถิ่น ปราชญ์ชุมชน ผู้นำชุมชนได้ร่วมกำหนดขอบเขตและรายละเอียดของการจัดทำทีโออาร์ที่ตอบโจทย์เพื่อจ้างบริษัทที่ปรึกษาจัดทำแผน หัวใจของแผนต้องนำไปสู่การเดินหน้า ไม่มองแค่มิติบังคับหรือควบคุมอาคารสิ่งก่อสร้างอย่างเดียว แต่ควรมีการส่งเสริมมาตรการจูงใจหรือสร้างความร่วมมือบริหารจัดการเมืองเก่า ดึงท้องถิ่น ผู้นำศาสนา สถาบันการศึกษาในพื้นที่เมืองเก่าทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็ง&amp;quot; พุฒิพงศ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พุฒิพงศ์ สุรพฤกษ์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน ภราเดช พยัฆวิเชียร ประธานอนุกรรมการกลั่นกรองและพิจารณาแผนการดำเนินงานในพื้นที่เมืองเก่ากล่าวว่า แนวทางอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าสู่ความยั่งยืนมีอุปสรรค เพราะคนหรือชุมชนในพื้นที่ส่วนหนึ่งมองว่าเป็นภาระหรือเสียโอกาส ถ้าทุบตึกเก่า 2 ชั้นสร้างอาคารหลังใหม่ 5 ชั้นมีประโยชน์กว่า แต่จริงแล้วเมืองเก่ามีคุณค่าและความสำคัญด้านประวัติศาสตร์อายุ หรือเป็นอาคารที่มีลักษณะพิเศษ แปลก หายาก หากอนุรักษ์จะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและเกิดกิจกรรมหรือโอกาสใหม่ๆ ให้เกิดความยั่งยืน ซึ่งรัฐบาลต้องสนับสนุนและจัดหางบประมาณดูแลพื้นที่เมืองเก่า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภราเดชกล่าวว่า เมืองแต่ละเมืองมีบริบทต่างกัน เช่นเมืองเก่าน่านกับเมืองเก่าสงขลาอาคารมีรูปแบบสถาปัตยกรรมต่างกัน แต่สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศึกษาเปรียบเทียบจุดแข็งและจุดอ่อนโอกาสในพัฒนาเมืองมีการเชื่อมโยงหรือผนึกกำลังเพื่อสร้างเรื่องราวให้กับพื้นที่ได้มากขึ้น แม้แต่ในประเทศเพื่อนบ้านเราไม่สามารถพัฒนาเมืองโดดๆ ได้ แต่ต้องสร้างความสัมพันธ์เป็นชุมชนเล็กๆ ชุมชนระดับอาเซียน งานอนุรักษ์เมืองเก่าต้องสร้างคนให้มีความรู้ นี่คือทรัพยากรต้นทุนสำคัญของประเทศที่จะก้าวสู่ยุค 4.0 จะพัฒนาออกแบบเมืองและมีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยต้องมีรากเหง้าถึงจะมีตัวตน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;วิกฤติตอนนี้คือคนไม่เห็นค่า มองเป็นการเสียโอกาสเพราะรัฐไม่ช่วยไม่แนะนำทางออกและขาดความร่วมมือ ถ้าจะเก็บแค่อาคารให้สวยงามอย่างเดียวก็เป็นแค่โบราณสถาน เมืองต้องมีความเก่าและความใหม่เกื้อกูลกันเป็นบริบทสังคมร่วมสมัย ต้องเปลี่ยนทัศนคติจากภาระเป็นโอกาส เพราะถ้าทุบตึกเก่าสร้างอาคารใหม่ก็เหมือนเริ่มจากศูนย์ เพราะเป็นการทำลายต้นทุนทางวัฒนธรรม ทั้งยังเสียเงินก่อสร้างด้วย&amp;quot; ภราเดชเน้นย้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน รศ.โรจน์ คุณเอนก ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า บอกถึงคุณประโยชน์ของเมืองเก่าในสังคมร่วมสมัยว่า เมืองเก่าเป็นรากฐานเมืองใหม่ในวิถีชีวิตร่วมสมัยที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ต้องพยายามเก็บรักษาของเก่าให้มากที่สุดเพื่อส่งต่อลูกหลานปัจจุบัน บ้านเก่าหายาก ไม่รวมย่านเก่าอีกมากกว่า 500 แห่ง การดูแลรักษาไว้เป็นสิ่งสำคัญ ส่วนเรื่องความยั่งยืนมีหลายด้าน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ด้านสิ่งแวดล้อม เมืองเก่าช่วยรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้ มีต้นไม้ซึ่งเป็นชนิดพันธุ์พื้นถิ่น แม่น้ำใสสะอาดและไร้มลพิษ ด้านเศรษฐกิจยุคที่การท่องเที่ยวเป็นรายได้สำคัญของประเทศ เมืองเก่าเป็นแหล่งท่องเที่ยว วัฒนธรรมสำคัญดึงดูดนักท่องเที่ยวด้านสังคม เมืองเก่าเป็นจิตวิญญาณของเมือง ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นเก็บรักษาเมืองเก่าที่ยังคงเอกลักษณ์ของเกียวโตและโอซากา เด็กญี่ปุ่นเติบโตเป็นพลเมืองที่รักชาติบ้านเมืองซึ่งเมืองเก่า ในไทยถือเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเยาวชนเพื่อซึมซับจิตวิญญาณความเป็นไทยโดยไม่รู้ตัว&amp;quot; รศ.โรจน์กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ทรงคุณวุฒิเมืองเก่าเน้นย้ำว่า เมืองเก่าถ้าไม่ทำอะไรเลยจะสายเกินไป เพราะมีบริบทความเจริญแทรก หลายเมืองเติบโตแบบทำลาย ขณะที่หลายเมืองเปลี่ยนแปลงไปมาก งานบริหารจัดการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าไม่ได้จบแค่คนรุ่นเรา แต่คนรุ่นต่อไปมีหน้าที่สืบสานเมืองเก่า นอกจากเป็นมรดกชาติแล้ว ยังเป็นต้นทุนทางสังคมเศรษฐกิจที่สำคัญต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ส่วนแผนแม่บทที่แต่ละเมืองกำลังจัดทำ จะเป็นการอนุรักษ์และพัฒนาควบคู่กัน อาคารก็รักษารูปแบบสถาปัตยกรรมภายนอกไว้ ด้านในพัฒนาให้เป็นกิจกรรมร่วมสมัย เป็นร้านอาหาร ที่พัก สปา หรือ Co-Working Space ให้คนไปนั่งคิดงานสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ หากขับเคลื่อนแนวทางนี้จะทำให้เมืองเก่าเดินต่อไปได้และเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจสำหรับชุมชน&amp;quot; รศ.โรจน์บอกอนุรักษ์สำคัญต้องไม่ขัดการพัฒนา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความพยายามในการเก็บคุณค่าของเมืองเก่ามีต่อเนื่อง โดยชุมชนท้องถิ่นในเมืองเก่าที่ได้รับการประกาศเขต 31 เมืองและเมืองเป้าหมาย 5 เมือง ตลอดจนผู้ทรงคุณวุฒิด้านเมืองเก่ากว่า 300 คน จะร่วมประชุมสัมมนาวิชาการคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าครั้งที่ 2 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ในวันที่ 26 เมษายน เวลา 08.30-16.00 น. ณ ห้องฟินิกซ์ 5-6&amp;nbsp; อิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์อนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า ตลอดจนรายงานผลการจัดทำแผนแม่บทในพื้นที่เมืองเก่าของตนเอง ในงานนี้ยังมีการมอบประกาศนียบัตรประกาศเกียรติคุณให้กับเมืองเก่าที่ประกาศในปี 2561 จำนวน 4 เมือง ได้แก่ เมืองเก่าแม่ฮ่องสอน, เมืองเก่ากาญจนบุรี, เมืองเก่ายะลา และเมืองเก่านราธิวาส นอกจากนี้ยังมีการบรรยายและเสวนาเรื่องความท้าทายในการบริหารจัดการเมืองเก่าอย่างเข้มข้น สนใจร่วมกิจกรรมได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34136</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวไทยโพสต์, คณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า, พุฒิพงศ์ สุรพฤกษ์, สผ., เมืองเก่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190420/image_big_5cbb4f7cea6e2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30100</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/02/2019 14:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/02/2019 09:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;คุณใหม่ เจนเซน &quot;มองการบูรณะโบราณสถาน อย่าเน้นแต่วัตถุ ต้อง&quot;สร้างจิตใจ&quot;รับรู้คุณค่าด้วย  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน ร่วมงานประชุมเปิดตัวโรดแมป 20 ปี อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรม
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การบูมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มการขยายตัวของเมือง โดยขาดการกำหนดและวางแผนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติและอนุรักษ์ย่านชุมชนเก่า เมืองโบราณ ตลอดจนแหล่งโบราณคดี ในระยะยาวจะส่งผลต่อการสูญเสียมรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของประเทศ โดยไม่อาจเรียกคืนกลับมาได้ &amp;nbsp;เหตุนี้ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) จึงได้ออก โรดแมปการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมศิลปกรรมแห่งชาติ ระยะ 20 ปี (2561-2580) เพื่อเป็นกรอบทิศทางขับเคลื่อนงานอนุรักษ์ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยเลือกใช้โรงภาพยนตร์สกาลา สยามสแควร์ กรุงเทพฯ โรงภาพยนต์ประวัติศาสตร์ที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งสำนักงานทรัพย์สินจุฬาฯ มีแผนจะรื้อทุบอาคารเก่าแล้วสร้างของใหม่ เป็นสถานที่จัดเผยแพร่ผลการศึกษาโรดแมปครั้งนี้ โดยมี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการ สผ. เป็นประธาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประชุมเผยแพร่โรดแมปและยุทธศาสตร์งานอนุรักษ์ภายในสกาลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สุกัลยา ปัณฑะจักร์ ผู้อำนวยการกองจัดการสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรม สผ. กล่าวว่า สถานการณ์ที่ผ่านมาแหล่งมรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมเผชิญความเสื่อมโทรมทั้งจากภัยธรรมชาติและการกระทำของมนุษย์ แม้ได้ทำงานป้องกันและแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง ทั้งจัดทำแผนแม่บท แผนพัฒนาการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและศิลปกรรม รวมทั้งการประกาศแหล่งธรรมชาติและแหล่งศิลปกรรมควรอนุรักษ์ 263 แหล่ง แต่ก็ยังพบว่ามีการทำลายและได้รับผลกระทบจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ สังคม รวมถึงนำแหล่งมรดกเป็นฐานทรัพยากรส่งเสริมการท่องเที่ยว สผ.จึงจัดทำโรดแมประยะ 20 ปีขึ้น เพื่อสร้างยุทธศาสตร์ แผนที่นำทาง และแผนแม่บท โดยมอบหมายให้สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังเป็นที่ปรึกษาโครงการ มีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นระดับภาค ระดับผู้เชี่ยวชาญ และระดับประเทศ เมื่อแล้วเสร็จจึงเผยแพร่โครงการผ่านนิทรรศการและการเสวนา หวังสร้างความร่วมมืองานอนุรักษ์ในทิศทางเดียวกัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; ในโรดแมปมี 3 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ อนุรักษ์ คุ้มครอง ฟื้นฟู ใช้ประโยชน์สมดุล โดยประชาชนมีส่วนร่วม ทำคลังข้อมูลขนาดใหญ่ Big Data, การพัฒนาคนทุกระดับให้ตระหนักรักษาสิ่งแวดล้อมและศิลปกรรม โดยเฉพาะเด็กเยาวชน สร้างเครือข่ายอนุรักษ์ฯ ยุทธศาสตร์สุดท้ายคือ เพิ่มความเข้มแข็งและประสิทธิภาพการจัดการ มีโมเดลด้านการเงินหรือแหล่งทุนสนับสนุน&amp;quot; สุกัลยา กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โบราณสถาน หนึ่งในแหล่งสิ่งแวดล้อมศิลปกรรม

&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การทบทวนทิศทางอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรม ไม่ให้เกิดการทำลายแหล่งมรดกซ้ำแล้วซ้ำอีก เป็นอีกประเด็นที่มีการแลกเปลี่ยนผ่านวงเสวนาหัวข้อ &amp;quot;อนาคตงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและศิลปกรรมจะเดินหน้าอย่างไรในอีก 20 ปี&amp;quot; โดย คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน พระธิดาคนเล็กในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ร่วมเสวนาด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน กล่าวว่า ปัจจุบันเป็นข้าราชการสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร จากประสบการณ์ทำงานอนุรักษ์โบราณสถาน และโครงการการศึกษาสันนิษฐานรูปแบบพระราชวังบวนสถานมงคล หรือวังหน้า พบว่าปัญหาและอุปสรรคหลัก คือจิตใจของคน เรามองประวัติศาสตร์อย่างไร คนรอบแหล่งโบราณคดี คนที่เข้าพื้นที่เมืองโบราณ ชุมชนเก่า คิดว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องไกลตัวหรือเปล่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราลืมกัน มัวแต่บูรณะอาคารสิ่งก่อสร้าง แต่สถาปัตยกรรมไทยมีความเชื่อเข้ามาเกี่ยวข้อง เราหลงลืมไม่ได้ว่าสร้างเพื่ออะไร สร้างเพื่อใคร เพราะแม้จะบูรณะฟื้นฟูให้สมบูรณ์เหมือนเมื่อร้อยปีที่แล้ว แต่ถ้าคนไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ คุณค่าของแหล่งโบราณสถานจะปกป้องเพื่ออะไร ในแผนการอนุรักษ์ควรเน้นมาก ทำให้คนเข้าใจประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่ไม่ตาย เกี่ยวข้อง เชื่อมโยงกับปัจจุบัน โดยไม่ลืมอดีต จะทำให้ประวัติศาสตร์แต่ละพื้นที่มีชีวิตได้อย่างไร สร้างบทสนทนาร่วมสมัยผ่านกิจกรรมและเครื่องมือต่างๆ เช่น ดนตรี, การแสดง หรือภาพถ่าย&amp;quot; คุณใหม่ สิริกิติยา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การผลักดันให้แหล่งมรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมมีพิพิธภัณฑ์ เป็นอีกประเด็นที่คุณใหม่ สิริกิติยา เสนอ โดยชี้ว่า การมีพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตและศูนย์ข้อมูลอยู่ในพื้นที่เพื่อเผยแพร่ข้อมูลหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ทั้งอุทยานประวัติศาสตร์ เมืองประวัติศาสตร์ แหล่งโบราณคดี วัด จะทำให้การอนุรักษ์ดีขึ้น ในส่วนของชุมชนเก่า ย่านเก่า อาคารอนุรักษ์ที่ไม่มีขึ้นทะเบียนโบราณสถาน รัฐต้องมีมาตรการจูงใจให้ประชาชนหรือท้องถิ่นดูแลรักษา มีเครื่องมือและงบอุดหนุนบางส่วน รวมถึงให้ความรู้ในการดูแลอาคารอนุรักษ์ เช่น การซ่อมแซมเรือนไทย ไม่ใช่เรื่องง่าย มีเทคนิคหรือวิธีการเฉพาะ ไปตำหนิชุมชนไม่ดูแล ไม่ปกป้อง เราหวังกับชุมชนได้อย่างไร ถ้าไม่ให้โอกาสและสนับสนุน รวมถึงมีการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบหรือทำโปรเจ็กต์เล็กๆ ให้คนได้เห็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์ข้อมูลชุมชนเก่าท่าอุเทน เครื่องมือสร้างความเข้าใจคุณค่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่าอุเทนต้นแบบท้องถิ่นลุกขึ้นสู้รักษาเมืองเก่า กานต์ แก้วมาตย์ นายกเทศมนตรีตำบลท่าอุเทน กล่าวว่า ท่าอุเทนเป็นอำเภอหนึ่งของ จ.นครพนม มีแนวชายแดนติดกับลาว ชุมชนเดิมมีรากเหง้าจากเมืองไซยบุรี หลวงพระบาง มีตลาดนัดชายแดนที่ชาวลาวข้ามแม่น้ำโขงมาค้าขายกลายเป็นวัฒนธรรมที่สืบสานมา ปัจจุบันเมืองท่าอุเทนครบ 182 ปี มีการขึ้นทะเบียนย่านชุมชนเก่าท่าอุเทน เป็นบ้านไม้ 47 หลัง อายุ 80-100 ปี อีกทั้งเปิดศูนย์ข้อมูลชุมชนเก่าท่าอุเทน อย่างไรก็ตาม ล่าสุด บ้านไม้หายไป 2 หลัง เพราะมีคนซื้อและรื้อสร้างอาคารใหม่ เป็นอีกอุปสรรค เพราะท้องถิ่นไม่มีเครื่องมือ รัฐต้องกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นด้านการอนุรักษ์ อย่างไรก็ตาม งานอนุรักษ์จะสำเร็จถ้าผู้นำท้องถิ่น ครู ผู้นำทางศาสนา ชาวบ้านในพื้นที่ และข้าราชการทำงานทิศทางเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30100</URL_LINK>
                <HASHTAG>กานต์ แก้วมาตย์, คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน, ชุมชนเก่าท่าอุเทนจ.นครพนม, สกาลา, สผ., แหล่งธรรมชาติและแหล่งศิลปกรรม, โรดแมปการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมศิลปกรรมแห่งชาติ ระยะ 20 ปี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190226/image_big_5c7513111ade4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21898</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/11/2018 17:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/11/2018 17:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ความเคลื่อนไหว&quot;ตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต&quot;ในไทย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นับวันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยิ่งรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะอุณหภูมิที่สูงขึ้นของโลก ที่มาจากผลของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นำไปสู่ภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นปัญหาระดับโลก เพราะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต และสิ่งแวดล้อมบนโลกอย่างมาก ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้นก็คือ การพัฒนาประเทศ พัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ต้องพึ่งพาอาศัยสิ่งแวดล้อมหรือการปล่อยมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศ และพฤติกรรมของมนุษย์ ดังนั้นจึงต้องมีการแก้ไข การหาแนวทางในการป้องกัน เพื่อลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับโลกและมวลมนุษย์จำนวนมากในอนาคต
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากข้อมูลสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2558 (COP21) ข้อสรุปหนึ่งที่สำคัญ คือ ไทยได้แสดงเจตจำนงในการวางเป้าหมายว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายหลังปี 2563 ให้ได้ร้อยละ 20-25 ซึ่งคาดการณ์ว่าจะปล่อย 555 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในปี 2573 ดังนั้น จึงต้องพยายามลดการปล่อยลงให้ได้ 111-139 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในทุกภาคส่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในส่วนของภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจจึงได้หันมาให้ความสนใจกับการลดก๊าซเรือนกระจก โดยได้เกิดธุรกิจซื้อขายแบบใหม่ คือ ตลาดคาร์บอนเครดิตแบบสมัครใจ ที่เกิดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการที่สมัครใจ ที่นับว่าเติบโตและได้รับความสนใจอย่างมากจากภาคธุรกิจในวงกว้าง ในการซื้อขายคาร์บอนเครดิต หรือสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะมีผู้ที่เกี่ยวข้องคือ ประเทศที่พัฒนาแล้วหรืออุตสาหกรรมต่างๆ ที่ไม่สามารถลดก๊าซคาร์บอนได้ จึงต้องเข้าไปซื้อคาร์บอนเครดิตจากประเทศที่กำลังพัฒนาหรืออุตสาหกรรม ที่มีการปล่อยคาร์บอนในปริมาณที่น้อย ซึ่งมีโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทยที่องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) พัฒนาขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศโดยความสมัครใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก(องค์การมหาชน) (อบก.) ร่วมกับกลุ่มมิตรผล, ธนาคารกสิกรไทย, บมจ.การบินไทย, โรงแรมศิวาเทล กรุงเทพฯ, บริษัท สแครทช์ เฟิร์สท์, ธนาคารแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกลยุทธ์ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมลงนามการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ประจำปี 2561 ภายใต้โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Program: T-VER) เพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มีนโยบายจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยตั้งเป้าหมายระยะสั้นลดให้ได้ร้อยละ 7-20 ภายในปี พ.ศ.2563 และในระยะยาวร้อยละ 20-25 ภายในปี พ.ศ.2573
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พลเอกเอกชัย จันทร์ศรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ประเทศไทยมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาอาศัยทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก ดังนั้น ทางภาครัฐจึงต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ร่วมถึงการสนับสนุนให้ภาคส่วนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาผ่านมาตรการและกลไกต่างๆ โดยที่ไม่ส่งผลเสียต่อการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศในด้านอื่นๆ ดังนั้น ที่ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันซื้อขายคาร์บอนเครดิต ทำให้ตารางคาร์บอนเป็นกลไกที่จะช่วยส่งเสริมองค์กรที่มีศักยภาพลดการปล่อยก๊าซเรือนกกระจก และในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้องค์กรที่ไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ด้วยตนเอง สามารถประเมินและเข้าสู่การซื้อขายคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยก๊าซที่ปล่อยออกไป ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ประเทศไปสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางประเสริฐสุข จามรมาน ผู้อำนวยการ อบก. กล่าวว่า อย่างที่ทราบกันดีว่าปัญหาภาวะโลกร้อนทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นทุกขณะ ประเทศไทยเองก็ได้รับผลกระทบในแง่ของฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลง อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และฝนตกนอกฤดูกาล เป็นต้น ในฐานะสมาชิกรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพิธีสารเกียวโต เราตระหนักถึงการมีส่วนร่วมในการลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ในฐานะองค์กรที่สนับสนุนและส่งเสริมการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกแก่ภาคส่วนต่างๆ จึงได้พัฒนาโครงการ &amp;ldquo;ลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย&amp;rdquo; (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกภาคส่วน มีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศโดยความสมัครใจ โดยสามารถนำปริมาณการลด/ดูดซับก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการรับรอง ที่เรียกว่า &amp;ldquo;คาร์บอนเครดิต&amp;rdquo; ซึ่งภายใต้โครงการ T-VER นี้ เรียกว่า &amp;ldquo;TVERs&amp;rdquo; ไปขายในตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจภายในประเทศได้ ทั้งนี้ อบก.ได้กำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนในการพัฒนาโครงการ ระเบียบวิธีการในการลดก๊าซเรือนกระจก (Methodology) การขึ้นทะเบียนและการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.อบก.กล่าวอีกว่า เพื่อให้บรรลุตามนโยบายรัฐที่ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 6-20% ภายในปี 2563 และระยะยาวลดลง 20-25% ภายในปี 2573 โดยประเทศไทยที่กำหนดไว้ว่าใน 1 ปี ควรจะลดได้ไม่ต่ำกว่า 40 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในภาพรวมของทั้งประเทศ ซึ่งในการติดตามประเมินในทุกปี ใน 2 ปีที่ผ่านมา ไทยสามารถลดได้ถึง 48 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เป็นผลมาจากการทำโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ ที่องค์กรอื่นๆ ได้มีส่วนร่วมและช่วยกัน ซึ่งการลงนามร่วมกันในการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในโครงการ T-VER เป็นอีกหนึ่งโครงการที่จะช่วยจุดประกายให้ทุกภาคส่วนของประเทศหันมาสนใจในการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยความสมัครใจ และการซื้อขายคาร์บอนเครดิตก็เป็นส่วนหนึ่งของความสมัครใจด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ไม่เพียงเฉพาะองค์กรหรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทาง อบก.ยังหวังให้ผู้ประกอบรายเล็กเข้ามามีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย โดยที่ไม่ต้องผ่านขั้นตอนที่ซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า ซึ่งได้กำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนในการพัฒนาโครงการ ระเบียบวิธีการในการลดก๊าซเรือนกระจก การขึ้นทะเบียนและการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่มีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับเวทีโลก เทียบเท่าประเทศญี่ปุ่นและจีน แต่ในด้านกฎหมายที่ยังไม่มีการบังคับใช้ว่าอุตสาหกรรม ธุรกิจ ผู้ประกอบหรือบุคคลใดต้องดำเนินการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกเท่าไหร่ หรือการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญ เพราะมีผลต่อการตัดสินใจในการลงทุน ในการดูว่าองค์กรมีส่วนในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือไม่ ซึ่งทางกระทรวงหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็กำลังพิจารณาร่วมกันในการหาแนวทางแก้ไข ดังนั้นการให้ตลาดคาร์บอนเครดิตเติบโตก็ต้องอยู่ที่ความตระหนักของแต่ละคนด้วย
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.อบก.กล่าวอีกว่า สำหรับผลการดำเนินงานโครงการ T-VER ของกลุ่มมิตรผลที่ผ่านมา มีผู้มาซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อทำกิจกรรมชดเชยคาร์บอนและแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม จำนวน 26 องค์กร ประกอบด้วย หน่วยงานภาคเอกชน จำนวน 15 องค์กร ภาครัฐ จำนวน 9 องค์กร และรัฐวิสาหกิจ จำนวน 2 องค์กร มีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากโครงการ T-VER รวมทั้งสิ้นกว่า 200,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดเป็นประมาณ 90% ของตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยตามมาตรฐาน T-VER จาก 5 ประเภทโครงการ ได้แก่ ชีวภาพ ชีวมวล พลังงานน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ และการนำความร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ ซึ่งนอกจากจะเป็นการใช้วัตถุดิบด้านพลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ยังเป็นการสร้างรายได้เพิ่มให้กับผู้พัฒนาโครงการ อีกทั้งยังกระตุ้นให้เกิดขยายตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจภายในประเทศ โดยปัจจุบันมีมูลค่าการซื้อขายกว่า 6.2 ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กลุ่มมิตรผลนับเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่นำร่องและกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนรายอื่นๆ &amp;nbsp;อบก.หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยไปถึงเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกตามที่วางไว้ ในระดับบุคคลก็สามารถซื้อคาร์บอนเครดิตไปชดเชยได้ โดยสามารถศึกษาการซื้อขายได้ในเว็บไซต์ http://www.tgo.or.th&amp;quot; ผอ.อบก.กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านภาคอุตสาหกรรม กฤษฎา มนเทียรวิเชียรฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มมิตรผล ผู้ขายคาร์บอนเครดิตรายใหญ่ของประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทได้มีการพัฒนาต่อยอดคุณค่าจากอ้อยเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในทุกกระบวนการผลิตด้วยแนวคิด Value Creation เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด นำไปสู่การต่อยอดสู่ธุรกิจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ไฟฟ้า เอทานอล วัสดุทดแทนไม้ และ Bio-Based สู่ปลดปล่อยคาร์บอนต่ำอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันเรามีปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองรวม 489,217 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งได้มาจากการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ของโรงไฟฟ้ามิตรผล ไบโอเพาเวอร์ อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี และหากในอนาคตผู้ประกอบการภาคธุรกิจหรือภาคส่วนต่างๆ ร่วมใจกันซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการหรือกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น ก็จะเป็นแรงจูงใจที่สำคัญที่ทำให้มีผู้พัฒนาโครงการหรือกิจกรรมมากขึ้นด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนภาคธุรกิจการเงินและบริการ นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย ตัวแทนภาคเอกชนที่ร่วมลงนามซื้อคาร์บอนเครดิตจากกลุ่มมิตรผล &amp;nbsp;และเป็นธนาคารพาณิชย์แห่งแรกของประเทศที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นองค์กรที่ไม่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก กล่าวว่า ธนาคารตระหนักถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ซึ่งทางธนาคารอาจจะไม่สามารถทำการลดก๊าซเรือนกระจกได้ด้วยตนเอง แต่ในการประกอบธุรกิจก็ต้องการให้สภาวะสิ่งแวดล้อมอยู่ได้อย่างยั่งยืน จึงได้เข้ามาทำกิจกรรมชดเชยคาร์บอนเป็นศูนย์ด้วยการสนับสนุนคาร์บอนเครดิตจาก บริษัท มิตรผล ไบโอ-เพาเวอร์ (ด่านช้าง) จำกัด กว่า 1 แสนตัน อีกทั้งยังส่งเสริมให้ประชาชนใช้บริการทางการเงินผ่านแอปพลิเคชัน K PLUS ซึ่งช่วยลดการเดินทาง ลดการใช้กระดาษ อันเป็นการช่วยบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อนได้อีกทางหนึ่งด้วย
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;นอกจากนี้ทางธนาคารยังได้กำหนดเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานของธนาคารลงร้อยละ 20 ภายในปี 2563 เทียบกับปีฐาน 2555 ซึ่งในเบื้องต้นธนาคารสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ร้อยละ 8 จากปีฐาน 2555 และจะพยายามดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่กำหนดไว้&amp;rdquo; ปรีดีกล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21898</URL_LINK>
                <HASHTAG>COP21, T-VER, ตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต, ประเสริฐสุข จามรมาน ผู้อำนวยการ อบก., ลดก๊าซเรือนกระจก, สผ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181113/image_big_5beaa1499636b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
