<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115504</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2021 14:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2021 14:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟิต ออโต้ สนับสนุนการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่น PTT Lubricants  ให้แก่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ศูนย์บริการยานยนต์ ฟิต ออโต้ ร่วมสนับสนุนการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่น PTT Lubricants ให้แก่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายการดูแลบำรุงรักษาเครื่องยนต์สำหรับรถยนต์ที่ใช้ปฏิบัติภารกิจเพื่อประชาชนท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 รวมทั้งสิ้น 150 คัน ถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ &amp;ldquo;ส่งกำลังใจ..สู้ไปด้วยกัน&amp;rdquo; #ORStayStrongTogether &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ &amp;nbsp;ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์) ส่งมอบการสนับสนุนการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง PTT Lubricants แก่ นางวนิชยา ทองแนบ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ สำหรับนำรถที่ใช้ปฏิบัติภารกิจรับส่งผู้ป่วยในสถานการณ์โควิด-19 เข้ารับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง PTT Lubricants ที่ศูนย์บริการยานยนต์ ฟิต ออโต้ พร้อมบริการเปลี่ยนไส้กรองได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สำหรับรถยนต์ดีเซล จำนวน 150 คัน รวมมูลค่ากว่า 85,000 บาท พร้อมด้วยสิทธิ์รับบริการตรวจเช็กรถยนต์ 35 รายการ และบริการพ่นและอบฆ่าเชื้อภายในรถยนต์ เพื่อส่งมอบความห่วงใยและเป็นขวัญกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติหน้าที่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ทั้งนี้ ตลอดระยะที่ผ่านมา โออาร์ได้ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือหน่วยงานต่าง ๆ ในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลประชาชน รวมถึงดูแลชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในหลากหลายรูปแบบ ภายใต้โครงการ ส่งกำลังใจ..สู้ไปด้วยกัน #ORStayStrongTogether ซึ่งสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) ถือเป็นกำลังสำคัญในการปฏิบัติภารกิจ และยังเป็นหน่วยงานหลักในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่รอเข้ารับการรักษาไปส่งโรงพยาบาล หรือนำผู้ป่วยกลับไปรักษาในภูมิลำเนา โดยก่อนหน้านี้ โออาร์ ได้สนับสนุนบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 300,000 บาท เพื่อร่วมสนับสนุนรถบริการการแพทย์ฉุกเฉินและรถยนต์ของจิตอาสาที่ออกปฏิบัติการ และขอส่งกำลังใจให้กับบุคลากรที่ปฏิบัติภารกิจเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มเติมโดยร่วมแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถยนต์อีกช่องทางหนึ่ง โออาร์ มุ่งมั่นสนับสนุนภารกิจที่เกี่ยวกับโควิด-19 ของทุกหน่วยงานอย่างต่อเนื่องต่อไป เพื่อให้ทุกคนสามารถผ่านพ้นวิกฤติในครั้งนี้ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115504</URL_LINK>
                <HASHTAG>ORStayStrongTogether, PTT Lubricants, ดูแลบำรุงรักษาเครื่องยนต์, นางวนิชยา ทองแนบ, นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์, บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), ศูนย์บริการยานยนต์ ฟิต ออโต้, สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ, สนับสนุนการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง, สพฉ., ส่งกำลังใจ..สู้ไปด้วยกัน, เปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่น, แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย, โออาร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210903/image_big_6131d1b123aa3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113845</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2021 12:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2021 12:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘จิตอาสา กฟผ.’ พลังเล็ก ๆ ที่ทำด้วยใจ เคียงข้างคนไทยทุกวิกฤต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสถานการณ์โควิด-19 ระบาดที่จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นแต่ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า &amp;lsquo;จิตอาสา กฟผ.&amp;rsquo; จากหน่วยงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)ใช้ใจที่มุ่งมั่นเอาชนะความกลัว ออกจากบ้านไปสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาดที่จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่ลดละ เพื่อเป็นอีกหนึ่งพลังความช่วยเหลือในการร่วมบรรเทาวิกฤตด้านสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สำหรับเรื่องเร่งด่วนที่สุดและมีชีวิตเป็นเดินพันคือการเข้าถึงการรักษาและเตียงที่เพียงพอ &amp;lsquo;จิตอาสา กฟผ. จึงได้ร่วมกับภาครัฐและเอกชนหนุนจัดตั้งศูนย์พักคอยและโรงพยาบาลสนาม&amp;rsquo; โดยจิตอาสา กฟผ. จำนวนมากได้เข้าไปช่วยงานสร้างโรงพยาบาลสนามขนาดใหญ่ เช่นที่โรงพยาบาลสนามใต้ร่มพระบารมี ณ คลังสินค้า 4 สนามบินดอนเมือง กรุงเทพมหานครที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับผู้ป่วยประมาณ 2,000 เตียง จิตอาสา กฟผ. ได้เข้าไปมีส่วนร่วมจัดตั้ง ตั้งแต่การวางระบบไฟฟ้าภายในโรงพยาบาลสนามทั้งหมดขนสิ่งของ ประกอบเตียงสนาม จัดวางเตียง ฟูกนอน หมอนและสิ่งจำเป็นต่าง ๆ รวมไปถึงการสร้างห้องน้ำ 300 ห้อง ซ่อมแซมหลังคาและบริเวณที่ชำรุด ตลอดจนสนับสนุนของกิน ของใช้ หรือสิ่งของจำเป็นอื่น ๆ เพื่อให้พร้อมรองรับผู้ป่วยที่จะเข้ามารับการรักษา และล่าสุด กฟผ. ยังได้ร่วมกับมูลนิธิเขื่อนยันฮี ชวนคนไทยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบริจาคสมทบทุนจัดซื้อเตียงสนาม จำนวน 1,000 ชุด เพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่เพิ่มสูงขึ้นให้มีพื้นที่รองรับตั้งแต่แรกเริ่ม เพิ่มโอกาสและทางรอด ลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโควิด-19 ให้ได้มากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้นยังมี &amp;lsquo;จิตอาสาหาเตียงให้ผู้ป่วยโควิด-19 พื้นที่สีแดงเข้ม&amp;rsquo;ทีมจิตอาสา กฟผ. หลายชีวิตได้ร่วมแรงร่วมใจเข้าร่วม&amp;lsquo;โครงการร่วมใจดูแลผู้ป่วย COVID-19&amp;rsquo; ของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เพื่อเร่งช่วยเหลือในการหาเตียงให้ผู้ป่วยที่ยังไม่ได้รับการจัดสรรเตียงและรอเข้ารับการรักษา ตลอดจนประสานงานการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งเป็นพื้นที่สีแดงเข้มไปยังโรงพยาบาล โรงพยาบาลสนาม หรือ Hospitel ในจังหวัดใกล้เคียง หรือส่งกลับภูมิลำเนาโดยเร็วที่สุดนอกจากนั้นยังได้เข้าร่วมกับสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี (สสจ.นนทบุรี) ภายใต้โครงการคน กฟผ. ร่วมกับ สสจ.นนทบุรี สนับสนุนการประสานงานลงทะเบียนผู้ป่วยโควิด-19 ในจังหวัดนนทบุรีซึ่งจะช่วยเสริมกำลังการทำงานให้กับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี เพื่อให้ผู้ป่วยในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีเข้าถึงการรักษาได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้นรวมทั้ง &amp;nbsp;&amp;lsquo;จิตอาสาติดตามอาการผู้ป่วย&amp;rsquo; ที่ได้ร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขติดตามสถานการณ์อาการของผู้ป่วยโควิด-19 ตั้งแต่ระยะหาเตียง กระทั่งหายดีและกลับไปกักตัวสังเกตอาการ 14 วัน ต่อที่บ้าน อาทิ ให้คำแนะนำวิธีการปฏิบัติตัวในช่วงของการกักตัว ตลอดจนส่งมอบอาหารแห้ง น้ำ และของใช้จำเป็นไปให้ผู้ป่วยระหว่างการกักตัวที่บ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในอีกมุมหนึ่งยังมี&amp;lsquo;จิตอาสาหนุนการทำงานสนามฉีดวัคซีน&amp;rsquo; สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นภาครัฐจึงต้องเร่งระดมฉีดวัคซีนให้ได้มากและเร็วที่สุดทีมจิตอาสา กฟผ. ก็ได้เข้าไปมีส่วนช่วยทำงานหลังบ้านในการบันทึกข้อมูลของผู้ที่มาฉีดวัคซีน ณ สนามฉีดวัคซีนต่าง ๆ เพื่อแบ่งเบาภาระเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขให้สามารถบริการฉีดวัคซีนแก่ประชาชนได้อย่างเต็มกำลัง รวดเร็ว ไม่มีสะดุดเพราะยิ่งประชาชนเข้าถึงวัคซีนได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งรักษาชีวิตให้ปลอดภัยได้มากเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึง &amp;lsquo;จิตอาสาให้บริการงานขนส่ง&amp;rsquo; สนับสนุนการจัดส่งทุกสิ่งของจำเป็นต่อการเอาชนะโควิด-19 ไม่ว่าใกล้หรือไกลก็พร้อมออกเดินทางไปทุกหนแห่งทั่วไทย บรรทุกสิ่งของไม่ว่าจะหนักหรือจะใหญ่แค่ไหนที่ กฟผ. ต้องการส่งต่อด้วยใจ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของจำเป็นทางการแพทย์ต่าง ๆ เจลแอลกอฮอล์ ชุด PPE หมวกคลุมผม ถุงมือทางการแพทย์ ถุงคลุมเท้า และหน้ากากอนามัยจำนวนมากมาย หมวก PAPR และตู้เก็บตู้เก็บสิ่งส่งตรวจเชื้อโควิด-19 จำนวนหลายร้อย เตียงกระดาษและชุดเครื่องนอนนับพัน สิ่งของจำเป็น ถุงยังชีพและน้ำดื่มน้ำใจ กฟผ. นับหมื่น ตลอดจนการให้ความร่วมมือกับภายนอกขนส่งสิ่งของต่าง ๆ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;คงจะไปถึงมือผู้รับปลายทางโรงพยาบาลสนามและศูนย์พักคอยที่ขาดแคลนทุกภูมิภาคทั่วไทยอย่างทันท่วงทีไม่ได้เลย หากขาดศักยภาพด้านการขนส่งและทีมจิตอาสา กฟผ. ที่ออกเดินทางส่งต่อการช่วยเหลือและความห่วงใยอย่างไม่ลดละ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดจน &amp;lsquo;จิตอาสารวมพลังแพ็คถุงยังชีพ&amp;rsquo; ตั้งแต่เริ่มการระบาดของโควิด-19 ในปี 2563 จนถึงปัจจุบัน กฟผ. ได้ส่งมอบ&amp;nbsp;ถุงยังชีพที่เต็มไปด้วยสิ่งของจำเป็นต่าง ๆ อาทิ น้ำดื่ม เครื่องอุปโภคบริโภค อาหารกล่อง และเวชภัณฑ์ ให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก ด้วยการสนับสนุนด้านแรงกายและแรงใจของทีมจิตอาสา กฟผ.ทำให้การแพ็คถุงยังชีพในปริมาณมากเสร็จสิ้นภายในเวลาอันรวดเร็ว สามารถส่งมอบถึงมือประชาชนได้อย่างต่อเนื่องและทันท่วงที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วยังมี &amp;lsquo;จิตอาสาผลิตเจลอนามัย &amp;ldquo;น้ำใจ&amp;rdquo; กฟผ.&amp;rsquo; เจลแอลกอฮอลล์ฆ่าเชื้อโรคเป็นสิ่งจำเป็นอันดับต้น ๆ ที่ขาดไม่ได้ใน&amp;nbsp;การรักษาสุขอนามัยท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 กฟผ. ได้เปิดพื้นที่โรงผลิตขึ้นภายในสำนักงานใหญ่ โดยควบคุมการผลิตและคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญด้านเคมี ซึ่งผลิตตามสูตรที่ผ่านมาตรฐานสากลภายใต้การร่วมให้คำปรึกษาจากทีมแพทย์ของ กฟผ. ความต้องการใช้ที่มาก ย่อมส่งผลให้กำลังการผลิตและการบรรจุมากตามไปด้วย จิตอาสา กฟผ. หลายร้อยชีวิตจากทุกหน่วยงาน ต้องพลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้าประจำการในแต่ละตำแหน่ง เพื่อเร่งมือประกอบร่างเจลอนามัย &amp;ldquo;น้ำใจ&amp;rdquo; กฟผ. ให้แล้วเสร็จและพร้อมส่งมอบถึงมือบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ &amp;lsquo;จิตอาสาผลิตนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์เสริมแกร่งด่านหน้า&amp;rsquo; ตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 ระลอกแรกจิตอาสา กฟผ. ที่มีทักษะวิชาชีพช่างและความชำนาญในการประดิษฐ์นวัตกรรมได้ริเริ่มพัฒนาหมวกป้องกันเชื้อ PAPR ขึ้นภายใต้การดูแลมาตรฐานโดย นพ.อนวัช เสริมสวรรค์ รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานให้ดียิ่งขึ้นตามคำแนะนำจากการนำไปทดลองใช้งานจริงของแพทย์โรงพยาบาลรามาธิบดี จนได้เป็นต้นแบบหมวก PAPR รุ่นล่าสุดที่มีความเหมาะสมต่อการใช้งาน โดย กฟผ. วางแผนผลิตและส่งมอบให้โรงพยาบาลทั่วประเทศรวม 1,000 ชุด เพราะตระหนักดีว่านวัตกรรมนี้จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนอากาศบริสุทธิ์ปลอดเชื้อมีประโยชน์ต่อการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ที่จำเป็นต้องสวมชุดPPE ตลอดชั่วโมงการทำงานที่หนักหน่วงเพื่อดูแลรักษาชีวิตผู้ป่วยโควิด-19 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้นจิตอาสา กฟผ. ยังได้ผลิตตู้เก็บสิ่งส่งตรวจเชื้อโควิด-19ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการสัมผัสสาร คัดหลั่งและจำกัดพื้นที่การฟุ้งกระจายสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เสริมความปลอดภัยระหว่างการตรวจโรคของบุคลากรทางการแพทย์อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงเวลาที่วิกฤตที่สุด &amp;lsquo;จิตอาสา กฟผ.&amp;rsquo;พร้อมทุ่มเทแรงกายและแรงใจ ที่แม้มีเงินมากมายก็หาซื้อไม่ได้ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคม จากพลังเล็ก ๆ รวมกันเป็นพลังสร้างสรรค์สิ่งที่ยิ่งใหญ่ กฟผ. จะทำอย่างสุดกำลังพร้อม&amp;nbsp;&amp;nbsp; เคียงข้างคนไทยผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113845</URL_LINK>
                <HASHTAG>hospitel, กฟผ., การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, จิตอาสา กฟผ, จิตอาสาติดตามอาการผู้ป่วย, จิตอาสาผลิตนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์เสริมแกร่งด่านหน้า, จิตอาสาผลิตเจลอนามัย “น้ำใจ” กฟผ., จิตอาสารวมพลังแพ็คถุงยังชีพ, จิตอาสาหนุนการทำงานสนามฉีดวัคซีน, จิตอาสาหาเตียงให้ผู้ป่วยโควิด-19 พื้นที่สีแดงเข้ม, จิตอาสาให้บริการงานขนส่ง, นพ.อนวัช เสริมสวรรค์, น้ำใจ, บริจาคสมทบทุนจัดซื้อเตียงสนาม, ภาครัฐและเอกชน, มุ่งมั่นเอาชนะความกลัว, มูลนิธิเขื่อนยันฮี, ศูนย์พักคอยและโรงพยาบาลสนาม, สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ, สพฉ., หมวกป้องกันเชื้อ PAPR, โรงพยาบาลสนาม, โรงพยาบาลสนามใต้ร่มพระบารมี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210819/image_big_611ded3674f64.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108189</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2021 18:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2021 16:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โออาร์ และ ธ.ก.ส.ร่วม เติมเต็มความห่วงใย เพิ่มพลังใจให้เหล่าอาสา มอบส่วนลดการเติมน้ำมันให้อาสาสมัครสาธารณสุข</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โออาร์ ร่วมกับ ธ.ก.ส. มอบส่วนลดสำหรับการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงทุกประเภทที่ พีทีที สเตชั่น ลิตรละ 0.80 บาท ให้กับผู้ปฏิบัติหน้าที่ อสม., สพฉ. และ อสส. จำนวน 1,000,000 สิทธิ์ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายการเดินทาง และเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานอาสาสมัครสู้วิกฤติโควิด &amp;ndash; 19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นายบุญมา พนธนกรกุล รองกรรมการผู้จัดการ​ใหญ่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์) กล่าวว่า &amp;ldquo;จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลากว่า 2 ปีแล้วที่อาสาสมัครด้านสาธารณสุขกว่า 1 ล้านคนทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ผู้ปฏิบัติการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) และอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) ซึ่งถือเป็นบุคลากรที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขในภาวะฉุกเฉิน ได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นกำลังหลักสำคัญในการดูแลประชาชนในช่วงเวลาวิกฤติจากการระบาดที่รุนแรงของโรคโควิด-19 โออาร์ ในฐานะผู้ให้บริการสถานีบริการน้ำมันพีทีที สเตชั่น กว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ จึงได้ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในฐานะธนาคารผู้ให้บริการบัตร Smart Card อสม., สพฉ. และ อสส. จัดโครงการ &amp;ldquo;เติมเต็มความห่วงใย เพิ่มพลังใจให้เหล่าอาสา&amp;rdquo; ขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางของ อสม., สพฉ.และ อสส. เพื่อเป็นการสนับสนุนและให้กำลังใจบุคลากรด่านหน้าในการปฏิบัติหน้าที่&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;โออาร์มีแนวทางในการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นการเกื้อกูลสังคม และได้ปรับปรุงรูปแบบของสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ด้วยแนวคิด &amp;ldquo;Living Community&amp;quot; เพื่อให้ พีทีที สเตชั่น เปรียบเสมือนเป็นศูนย์กลางที่จะช่วยเติมเต็มความสุข มอบความห่วงใยใส่ใจให้กับทุกไลฟ์สไตล์การเดินทางและการดำเนินชีวิต รวมไปถึงร่วมพัฒนา เติมเต็มคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้เติบโตไปด้วยกัน เพื่อสร้างความสุขและรอยยิ้มให้ทุกคน โดยที่ผ่านมา โออาร์ได้ขยายจำนวน พีทีที สเตชั่น เพิ่มอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถเข้าถึงประชาชนในทุกพื้นที่ ทำให้ในปัจจุบันโออาร์มีสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น กว่า 2,000 สาขาทั่วประเทศ โครงการนี้จึงถือเป็นโอกาสดีที่ พีทีที สเตชั่น จะได้ช่วยเติมแรงกาย แรงใจ เพื่อตอบแทนความเสียสละให้กับเหล่าอาสาสมัครสาธารณสุขให้มีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่เป็นด่านหน้าในการช่วยดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนในช่วงเวลาที่การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยังคงรุนแรงและต้องการความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ด้านนายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่ยังคงระบาดอยู่อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข  อาสาสมัครสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร (อสส.) สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร และผู้ปฏิบัติการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ถือเป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขในภาวะที่มีสถานการณ์ฉุกเฉิน ตลอดจนเป็นกำลังหลักสำคัญในการฝ่าวิกฤติการระบาดที่รุนแรงในครั้งนี้ โดยจากข้อมูล ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2564 ธ.ก.ส. ให้บริการบัตร Smart Card อสม. อสส. และ สพฉ. สำหรับอาสาสมัครด้านสาธารณสุข จำนวนทั้งสิ้น 1,052,699 ใบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โออาร์ และธ.ก.ส. ขอร่วมส่งกำลังใจ และช่วยลดภาระด้านค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานให้แก่ อสม. อสส. และ สพฉ. ในแคมเปญ &amp;ldquo;เติมเต็ม ความห่วงใย เพิ่มพลังใจให้เหล่าอาสา&amp;rdquo; มอบส่วนลดในการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงทุกประเภท ลิตรละ 0.80 บาท ที่สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น (PTT Station) กว่า 2,000 สาขาทั่วประเทศ เมื่อชำระผ่านบัตร Smart Card อสม. อสส. และ สพฉ. จำกัดวงเงินท่านละไม่เกิน 1,000 บาท/บัตร/เดือน รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,000,000 สิทธิ์ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 - 30 กันยายน 2564 หรือจนกว่าจะมีการใช้สิทธิ์เต็มจำนวน โดยเงินส่วนลดจะคืนเข้าบัญชี ธ.ก.ส. ของผู้ถือบัตร Smart Card อสม. อสส. และ สพฉ. ภายใน 45 วัน นับจากวันสิ้นเดือน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1365 contact center หรือ ธ.ก.ส. Contact Center โทร. 02-555-0555 และ www.baac.or.th&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108189</URL_LINK>
                <HASHTAG>Living Community, ขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน, ธ.ก.ส., ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์, นายบุญมา พนธนกรกุล, บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์), ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, พีทีที สเตชั่น, มอบส่วนลดสำหรับการเติมน้ำมัน, รองกรรมการผู้จัดการ​ใหญ่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน, ลดภาระด้านค่าใช้จ่ายในการเดินทาง, สพฉ., อสม., อสส., เติมเต็ม ความห่วงใย เพิ่มพลังใจให้เหล่าอาสา, เติมเต็มความห่วงใย เพิ่มพลังใจให้เหล่าอาสา, โออาร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210630/image_big_60dc3c1e8699e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61665</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2020 10:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2020 10:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนอย่าใช้เอพริลฟูลโทรป่วนเรื่องโควิด-19ชี้มีโทษถึงติดคุก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 เม.ย.2563- เรืออากาศเอก นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวว่า &amp;nbsp;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 &amp;nbsp;ที่ขณะนี้มีจำนวนผู้ติดเชื้อมากขึ้นเรื่อยๆ &amp;nbsp;รัฐบาลจึงมีมาตรการขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยกัน &amp;ldquo;อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ&amp;rdquo; &amp;nbsp;ช่วยกันลดการแพร่กระจายของเชื้อ &amp;nbsp;แต่หากมีอาการเข้าข่ายสงสัยเป็นโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ให้โทรแจ้งสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 หรือรีบไปตรวจที่โรงพยาบาลตามสิทธิการรักษาพยาบาลของท่าน โดยต้องสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ แจ้งประวัติ ไม่ปกปิดข้อมูลใด ๆ เพื่อตรวจเชื้อ &amp;nbsp;แต่หากมีอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินสามารถโทรแจ้งได้ที่สายด่วน 1669 &amp;nbsp;แต่ขอย้ำว่าหากโทรแจ้งสายด่วน 1669 ต้องมีอาการฉุกเฉินจริงๆ อย่าโทรมาแกล้ง หรือป่วนเล่น เพราะทุกนาทีมีค่าเสมอสำหรับผู้ป่วยฉุกเฉิน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ผู้ที่โทรป่วนจะมีความผิดตาม ตามมาตรา 38 พระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน 2551 &amp;nbsp;คือ ผู้ใดใช้ระบบสื่อสารและเทคโนโลยีที่จัดไว้สำหรับการปฏิบัติการฉุกเฉินโดยประการที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่การปฏิบัติการฉุกเฉิน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท นอกจากนี้อาจจะเป็นความผิดตามกฎหมายอื่นๆ เช่นกฎหมายอาญา ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ &amp;nbsp;ยังอยากฝากเตือนไปยังประชาชน ว่า วันนี้เป็นวันที่ 1 เมษายนนี้ ซึ่งเป็น วันโกโหกโลก หรือ วัน April Fools&amp;rsquo;day &amp;nbsp;อย่าฉวยจังหวะนี้ในทางที่ผิด ด้วยการโพสต์หรือแชร์ข้อความที่ไม่เป็นความจริง &amp;nbsp;โดยเฉพาะเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 จนสร้างความแตกตื่นตกใจ &amp;nbsp; เช่น โกหกว่าตัวเองติดเชื้อโควิด-19 &amp;nbsp;โกหกว่าอยู่ในสถานที่ที่มีคนติดเชื้อ &amp;nbsp;โกหกข้อมูลวิธีการรักษาแบบผิดๆ &amp;nbsp; ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือว่ามีความผิดตามกฎหมายพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ มีความผิดทั้งผู้โพสต์และผู้แชร์ต่อ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขอความกรุณาอย่าล้อเล่นในสถานการณ์แบบนี้ &amp;nbsp;ประชาชนควรร่วมมือร่วมใจกัน &amp;ldquo;อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ&amp;rdquo; และช่วยกันผ่อนแรงบุคคลากรทางการแพทย์ ที่ขณะนี้ทำงานกันอย่างหนักเพื่อประชาชนทุกคน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61665</URL_LINK>
                <HASHTAG>1669, สพฉ., เรืออากาศเอก นพ.อัจฉริยะ แพงมา, เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ, เอพริลฟูล, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200401/image_big_5e840a90b5e6c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45690</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2019 21:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2019 21:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สพฉ.แจงเป็นมาตรฐานสากล รถพยาบาลฉุกเฉินเข้าสนามบินดอนเมือง - สถานีรถไฟใต้ดินไม่ได้  เตรียมหารือหาจัดพื้นที่รับผู้ป่วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
13ก.ย.62-กรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์ภาพพร้อมเล่าเรื่องราวเพื่อร้องขอความเป็นธรรม กรณีที่คุณพ่อป่วยฉุกเฉิน แต่รถ 1669 ไม่สามารถเข้ามารับที่สนามบินดอนเมืองได้ เพราะสนามบินเป็นเขตต้องห้าม พอให้รถโรงพยาบาลในสนามบินไปส่ง ก็ส่งให้แค่รัศมี 8 กิโลเมตร สุดท้ายพ่อลำไส้ปริแตก &amp;nbsp;ทำให้เสียโอกาสการใช้สิทธิ UCEP ที่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ สามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทุกแห่งที่ใกล้ที่สุดได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ภายใน 72 ชั่วโมง ทำให้ทางครอบครัวไม่สามารถเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลได้ &amp;nbsp;ล่าสุด เรืออากาศเอกนายแพทย์อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ชี้แจงถึงเรื่องนี้ว่า &amp;nbsp;อยากให้พี่น้องประชาชนให้เข้าใจ การทำงานในพื้นที่พิเศษ &amp;nbsp;อย่างเช่น สนามบิน &amp;nbsp;รถไฟใต้ดิน &amp;nbsp;ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยของของสถานที่นั้นๆ ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากล ทำให้มีข้อจำกัดการเข้าการออก &amp;nbsp;สำหรับกรณีการเจ็บป่วยฉุกเฉิน ขอเรียนว่า ทางสนามบินเอง ก็มีทีมแพทย์ฉุกเฉินอยู่ตลอดเวลา อย่างในสนามบินดอนเมือง เข้าใจว่าอยู่ในรูปแบบของคลินิก &amp;nbsp;ที่ทำการรักษาในเบื้องต้น แต่ในส่วนของเรื่องการผ่าตัดอาจไม่มีขีดความสามารถ จึงจำเป็นต้องส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลใกล้เคียง เช่น โรงพยาบาลภูมิพล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรณีของผู้ที่ร้องเรียนเข้ามานั้น เข้าใจว่า ผู้ร้องเรียนไม่ทราบเบอร์ฉุกเฉินของสนามบิน คงจำได้เฉพาะเบอร์โทร 1669 จึงโทรมาเบอร์นี้ ซึ่งถือเป็นเรื่องดี แต่พื้นที่พิเศษ โดยเฉพาะสนามบินมีข้อจำกัดเรื่องความปลอดภัยอยู่ ตรงนี้ ควรประสานไปยังทีมแพทย์ของสนามบินนั้นๆ เพื่อทำการรักษา หรือ ส่งต่อผู้ป่วยจะดีที่สุด อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ สพฉ.เองไม่ได้นิ่งนอนใจ ต่อไปจะมีการพูดคุยกับสนามบินต่างๆ รวมทั้งพื้นที่พิเศษอื่นๆ เช่น รถไฟฟ้าใต้ดิน การทางพิเศษว่าเราจะเชื่อมต่อกันอย่างไร หรืออาจจัดตั้ง หน่วยปฏิบัติการฉึกเฉินเชื่อมต่อกับระบบ 1669 อยู่ในทุกสนามบินเลย ตรงนี้เราก็จะมีการพูดคุยเพื่อพัฒนาต่อไป &amp;nbsp;&amp;ldquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวด้วยว่า กรณีที่ผู้ร้องเรียนระบุ &amp;nbsp;เสียโอกาสใช้สิทธิ UCEP ขอเรียนว่า จากการตรวจสอบในเบื้องต้น บิดาของผู้ร้องเรียนเป็นโรคเกี่ยวกับลำไส้ หากคัดแยกประเภท ก็จะเข้าการเจ็บป่วยแบบเร่งด่วน &amp;nbsp;ไม่ใช่การเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ ที่อาจทำให้เสียชีวิตในทันที ทั้งนี้สพฉ.จะทำการตรวจสอบอีกครั้ง ว่าเข้าเกณฑ์ หรือไม่ และยินดีเป็นหน่วยงานกลางในการทำความเข้าใจกับทุกฝ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยืนยันว่า ประชาชนคนไทยทุกคน มีสิทธิในการใช้ UCEP &amp;nbsp; เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติมีสิทธิทุกที่ โดยไม่มีเงื่อนไขในการเรียกเก็บค่า รักษาพยาบาล ภายใน 72 ชั่วโมง ที่ไม่ต้องจ่าย เพราะมี การคุ้มครองจากกองทุนต่างๆ อยู่แล้ว ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ถ้าโรงพยาบาลรัฐ ก็จะมีทุกกองทุนจ่ายอยู่แล้ว &amp;nbsp;แต่โรงพยาบาลเอกชน กองทุนจะจ่ายเฉพาะฉุกเฉินวิกฤติ &amp;nbsp;ถ้าไม่เข้าฉุกเฉินวิกฤติ ต้องสำรองจ่ายไปก่อน และขอเบิกกับกองทุนในภายหลังได้ กรณีจะเข้าเกณฑ์ หรือไม่เข้าเกณฑ์ทางโรงพยาบาลเอกชน จะส่งเรื่องมายังสพฉ. จากนั้นไม่เกิน 1 ชั่วโมง ก็จะรู้ทันทีว่าเข้าเกณฑ์ เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ หรือไม่อย่างไร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45690</URL_LINK>
                <HASHTAG>1669, รถพยาบาลฉุกเฉิน, สถานีรถไฟฟ้่าใต้ดิน, สนามบินดอนเมือง, สพฉ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190913/image_big_5d7ba3c58df1a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34798</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2019 15:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/04/2019 15:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>3อันดับแจ้งเจ็บป่วยฉุกเฉิน 1669 เพศชายครองแชมป์ ทั้งอุบัติเหตุ อัมพาตเรื้อรัง อาการปวดรุนแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
30เม.ย.62-สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ(สพฉ.)ได้ออกมาเปิดเผยสถิติที่น่าสนใจของการเจ็บป่วยฉุกเฉินของประชาชนคนไทยวันแรงงาน โดย นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย รองเลขาธิการสพฉ.กล่าวว่า สพฉ.ได้รวบรวมสถิติตัวเลขของการแจ้งเหตุผู้ป่วยฉุกเฉินผ่านสายฉุกเฉิน 1669 ของประชาชนในวัยแรงงานตั้งแต่อายุ 20 &amp;ndash; 60 ปี ขึ้นไป ระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2561 &amp;ndash; จนถึงวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2562 พบว่า มีการแจ้งเหตุในเรื่องอุบัติเหตุยานยนต์มากที่สุดโดยได้รับแจ้งเหตุในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง คือ 148,377 ครั้ง ส่วนผู้หญิง 80,163 ครั้ง รองลงมาคือการได้รับแจ้งเหตุจาก อาการป่วย อ่อนเพลีย อัมพาตเรื้อรัง โดยได้รับแจ้งเหตุในเพศชายมากกว่าเพศหญิงเช่นกัน &amp;nbsp;คือ ชาย ได้รับแจ้ง 66,460 &amp;nbsp;ครั้ง &amp;nbsp;หญิงได้รับแจ้ง 56,835 ครั้ง ขณะที่อันดับ 3 คืออาการปวดท้อง, หลัง, เชิงกราน ได้รับแจ้งเหตุในเพศชาย &amp;nbsp;42,301 ครั้ง และเพศหญิง 35,900 ครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ไพโรจน์ กล่าวต่อว่า นอกจากสถิติของ 3 อันดับแรกที่น่าเป็นห่วงแล้วยังมีสถิติของการแจ้งเหตุผู้ป่วยฉุกเฉินผ่านสายฉุกเฉิน 1669 ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของวัยแรงงานคือการพลัดตกหกล้ม อุบัติเหตุ เจ็บปวด ที่มีการแจ้งเหตุเข้ามามากถึง 42,127 คน ตนจึงอยากฝากเตือนไปถึงสถานประกอบการให้ใส่ใจในการดูแลสวัสดิภาพของแรงงานในการทำงานให้มีความปลอดภัยได้มาตรฐานตามหลักสากลด้วย นอกจากนี้ในส่วนของแรงงานเองหากใครที่ต้องทำงานในพื้นที่เสี่ยงก็อยากให้ตรวจดูอุปกรณ์ สิ่งแวดล้อมที่อยู่ในการทำงานของเราว่าพร้อมและปลอดภัยพอสำหรับการทำงานของเราหรือไม่ หากไม่พร้อมก็ให้รีบแจ้งผู้ประกอบการให้เข้ามาดูแลทันทีเพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นกับเราและเพื่อนร่วมงานด้วย และที่สำคัญแรงงานเองก็ต้องดูแลตัวเองให้พร้อมสำหรับการทำงานในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองเลขาธิการ สพฉ.กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า อีกหนึ่งสถิติที่มีการแจ้งเหตุเจ็บป่วยฉุกเฉินเข้ามาและเป็นเรื่องที่ประชาชนวัยแรงงานต้องให้ความสำคัญเช่นกันคือ คืออาการหายใจลำบากติดขัดที่มีการแจ้งเหตุเข้ามามากถึง 24,354 คนเช่นกัน ซึ่งอาการหายใจลำบากติดขัดมักมีต้นเหตุมาจากการเจ็บป่วยฉุกเฉินในหลายๆ โรค แต่โรคที่น่าเป็นห่วงที่สุดของอาการหายลำบากติดขัดคือ โรคภาวะหัวใจขาดเลือด หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (STEMI) ซึ่งภาวะของโรคหัวใจขาดเลือดคือโรคที่เกิดขึ้นเนื่องจากหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบหรือตัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจมีเลือดไปเลี้ยงลดลงหรือไม่มีเลย &amp;nbsp;เป็นผลให้การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ &amp;nbsp;หากรุนแรงทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ โดยอาการของผู้ป่วยนั้น จะมีอาการเจ็บแน่น จุกเสียดที่หน้าอกหรือท้องส่วนบน โดยเฉพาะในขณะออกแรง หรือมีอาการแน่นเหนื่อยอึดอัด บริเวณกลางหน้าอก หรือค่อนมาทางซ้าย และมีอาการเจ็บลึกๆ หายใจไม่สะดวกรวมถึงอาจมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่นการ หอบเหนื่อย คลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อแตก ใจสั่น หน้ามืด บางรายนอกจากแน่นหน้าอกแล้ว ยังอาจเจ็บร้าวไปที่หัวไหล่ แขน หรือ คอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสาเหตุที่ทำให้วัยแรงงานมีความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจขาดเลือดเกิดจากปัจจัยหลายอย่างได้แก่ มีประวัติโรคหัวใจขาดเลือดของคนในครอบครัว แรงงานหลายท่านมีภาวะของความเครียดบางคนจึงสูบบุหรี่หนักซึ่งการสูบบุหรี่ในปริมาณที่มากในแต่ละวันจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจขาดเลือดมากขึ้นด้วย นอกจากนี้แรงงานที่มีโรคประจำตัวเช่น โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน แรงงานที่มีภาวะอ้วนและไม่ค่อยได้ออกกำลังกายก็จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจขาดเลือดเพิ่มมากขึ้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ไพโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ตนจึงอยากฝากให้ประชาชนในวัยแรงงานดูแลสุขภาพของตนเองให้ดีเพื่อให้ปลอดจากการเจ็บป่วยฉุกเฉินในทุก ๆ โรค &amp;nbsp;หากแบ่งเวลาได้ก็อยากให้มีการแบ่งช่วงเวลาจากการทำงานออกกำลังกาย บ้างและอยากให้เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หมั่นตรวจเช็คสุขภาพประจำปี ไม่สูบบุหรี่ หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และที่สำคัญคือต้องไม่เครียดและพักผ่อนให้เพียงพอ และหากแรงงานท่าใดพบว่าตนเองหรือเพื่อนร่วมงานมีอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินตามที่ตนกล่าวมาก็ขอให้รีบโทรแจ้งสายฉุกเฉิน1669 เพื่อขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที เราพร้อมดูแลประชาชนทุกคนฟรีตลอด 24 ชั่วโมง&amp;rdquo; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34798</URL_LINK>
                <HASHTAG>1668, นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย, สถิติเรียก1669, สพฉ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190430/image_big_5cc805c0ede27.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19948</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2018 14:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2018 14:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สพฉ.แนะ วิ่งอย่างไร? ไม่เสี่ยงชีวิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ต.ค.61- นพ.ไพโรจน์ บุญศิริชัย รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ได้ออกมาแนะนำในการออกกำลังกายด้วยการวิ่งอย่างปลอดภัยว่า การวิ่งให้ปลอดภัยแบ่งออกเป็น 2 กรณีคือ กรณีที่หนึ่งคือการวิ่งออกกำลังกายบนท้องถนนทั่วไป ที่ไม่ใช่งานวิ่งตามเทศกาลที่เขาจัดขึ้นตามงานต่างๆ โดยทางด้านสภาพแวดล้อมในการวิ่งผู้วิ่งควรจะต้องประเมินความปลอดภัยของสภาพแวดล้อมเป็นอันดับแรกโดยไม่ควรใส่หูฟังเพื่อฟังเพลงในขณะวิ่ง เพราะจะทำให้เราไม่ได้ยินเสียงจากสภาพแวดล้อมรอบตัวเราที่อาจทำให้เกิดอันตรายได้เช่นเสียแตรรถยนต์ เสียงรถที่อาจจะทำให้เราเกิดอุบัติเหตุ และหากวิ่งตอนกลางคืนผู้วิ่งควรใส่เสื้อสะท้อนแสงหรือเสื้อสีสว่างที่จะทำให้รถยนต์หรือคนอื่นๆเห็นผู้วิ่งได้ชัดเจน และที่สำคัญคือควรพกบัตรประจำตัวประชาชนและบัตรผู้ป่วยที่บอกโรคประจำตัวของเราอย่างชัดเจนพร้อมทั้งพกโทรศัพท์และเบอร์คนที่ผู้พบเห็นสามารถติดต่อได้อย่างรวดเร็วหากเกิดเหตุไม่คาดฝันกับเราได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ยังกล่าวถึงกรณีที่สอง คือการวิ่งมาราธอนหรือการวิ่งระยะยาวในสนามต่างๆ &amp;nbsp;ซึ่งการวิ่งมาราธอนนั้นเป็นการวิ่งที่ผู้วิ่งต้องใช้ความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อ รวมถึงระบบหัวใจและหลอดเลือด เพราะการวิ่งในลักษณะนี้จะต้องใช้พลังงานในการวิ่งอย่างมากและต้องเคลื่อนไหวร่างกายอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นผู้ที่จะออกกำลังกายด้วยการวิ่งมาราธอนนั้นจะต้องมีการเตรียมตัวให้ดีโดยต้องประเมินสุขภาพของตนเองก่อนวิ่งเป็นอันดับแรก และหากเรายังไม่แน่ใจว่าร่างกายของเราพร้อมกับการวิ่งหรือไม่เราควรพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจสุขภาพว่าเราไม่ได้เป็นโรคที่เสี่ยงต่อการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง เช่นโรคที่เกี่ยวกับการทำงานของหัวใจอาทิโรคหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคกล้ามเนื้อหัวใจโต หรือ โรคความดันโลหิตสูง โรคหอบหืด เบาหวาน &amp;nbsp; และโรคที่เกี่ยวกับกระดูกหรือข้อ ซึ่งโรคต่างๆ เหล่านี้ไม่ควรออกกำลังกายด้วยการวิ่งมาราธอนหรือการวิ่งในสนามระยะยาว โดยเฉพาะผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มโรคหัวใจอาจะทำเกิดภาวะหัวใจวายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ไพโรจน์ กล่าวถึงข้อแนะนำในการปฏิบัติก่อนทำการวิ่งด้วยว่า &amp;nbsp;สำหรับผู้ที่ปรึกษาแพทย์และตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอแล้วว่าตนเองไม่ได้อยู่ในโรคกลุ่มเสี่ยงต่อการออกกำลังกายด้วยการวิ่งนั้น การปฏิบัติตัวคือ ผู้วิ่งต้องควรจะต้องมีการอบอุ่นร่างกายและยืดเหยียดกล้ามเนื้ออย่างเพียงพอ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนการวิ่ง รับประทานอาหารก่อนการวิ่งล่วงหน้า 1-2 ชั่วโมง &amp;nbsp;ควรดื่มน้ำให้เพียงพอก่อนออกกำลังกาย 30 นาที เพื่อป้องกันร่างกายขาดน้ำ &amp;nbsp;แต่ที่สำคัญคือไม่ควรดื่มมากจนเกินไปเพราะอาจทำให้ระดับเกลือแร่ในร่างกายผิดปกติและเกิดอาการสมองบวมตามมาได้ นอกจากนี้ในระหว่างวิ่งผู้วิ่งควรสังเกตปริมาณและสีของปัสสาวะ หากปัสสาวะน้อยและสีเข้มขึ้นแสดงว่าร่างกายยังขาดน้ำ ควรดื่มน้ำเพิ่ม แต่ถ้าปัสสาวะมาก สีจางใส และบ่อยกว่าปกติ มีอาการเวียนศีรษะ มึนงง อาจเป็นการแสดงว่าร่างกายได้รับน้ำมากจนเกินพอแล้ว &amp;nbsp;และที่สำคัญที่สุดหากผู้วิ่งมีอาการหน้ามืดหรือมีอาการเจ็บหน้าอกให้หยุดวิ่งและควรรีบพบแพทย์สนามที่ผู้จัดงานวิ่งได้จัดเตรียมไว้ทันที.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19948</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเตรียมตัว, นพ.ไพโรจน์ บุญศิริชัย, ภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน, วิ่ง, สพฉ., หูฟัง, ออกกำลังกาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181015/image_big_5bc43ca49cc58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
