<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>40991</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2019 09:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2019 09:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;สุเทพ&quot;ฮึ่ม!สพท.ใส่ใจทำงานขจัดปัญหารร.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15ก.ค.62-&amp;ldquo;สุเทพ&amp;rdquo; จี้ สพท. ใส่ใจงาน ขจัดปัญหาในพื้นที่ตัวเอง โดยเฉพาะปัฯหาทางสังคม มีเยอะมาก&amp;nbsp; ไม่ใช่ปล่อยเรื่องผ่านมาถึงส่วนกลาง ลั่น อย่าถ้าปล่ยปละละลย ปัญหาบานปลาย ผอ.รับผิดชอบ โดนเล่นงานคนแรก

นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า ขณะนี้มีปัญหาสังคมเกิดขึ้นกับโรงเรียนและนักเรียนทุกวันเป็นจำนวนหลายกรณีไม่ว่าจะเป็นการขับไล่ผู้บริหารโรงเรียน ปัญหาความรุนแรงของเด็กในสถานศึกษา ซึ่งจากประเด็นปัญหาต่างๆ เหล่านี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้สั่งการไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ทั่วประเทศให้เห็นถึงความสำคัญกับเรื่องทางสังคมเป็นประเด็นหลักด้วย และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) จะต้องมีบทบาทในการแก้ปัญหาสังคมอย่างจริงจัง โดยเรามี สพท.ถึง 225 เขต ซึ่งถือได้ว่ามีจำนวนมากครอบคลุมทุกพื้นที่ ดังนั้น สพท.จะต้องขจัดปัญหาต่างๆ ทางสังคมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ตัวเองและต้องจบปัญหาเหล่านี้ให้ได้ไม่ใช่ปล่อยเรื่องผ่านมาถึงส่วนกลาง อย่าละเลยปัญหาหรือเพิกเฉย ดังนั้น สพท.จะต้องจริงจังกับการแก้ปัญหาทางสังคมให้มากขึ้นกว่านี้

&amp;ldquo;ผอ.เขตพื้นที่และผู้บริหารโรงเรียนจะต้องทำงานบูรณาการความร่วมมือกันในการสร้างความรับรู้และแก้ปัญหาต่างๆ เพราะที่ผ่านมาบางพื้นที่อาจเจอปัญหาเพียงเล็กน้อยแต่ไม่ยอมเร่งแก้ปัญหาจนทำให้เรื่องบานปลาย ส่งผลกระทบต่อการจัดการศึกษาได้ เมื่อผมกระจายอำนาจให้เขตพื้นที่ดำเนินการแล้วก็ต้องทำงานกันจริงจังด้วย ดังนั้นหากเขตพื้นที่ใดยังเกิดเรื่องร้องเรียนหรือมีปัญหาสังคมจำนวนมากอีก ผมจะพิจารณาจัดการตัวผอ.เขตพื้นที่เป็นรายแรกในฐานะที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น เพราะบริหารจัดการปัญหาไม่เรียบร้อย ส่วนประเด็นที่หลายฝ่ายไม่มั่นใจว่าเมื่อเกิดปัญหาร้องเรียนกลัวเขตพื้นที่จะมีส่วนช่วยเหลือครูกรณีกันเองจนทำให้การสอบสวนไม่เป็นธรรมนั้น ซึ่งประเด็นนี้หากผมตรวจสอบพบมีการช่วยเหลือกันผอ.เขตจะต้องโดนโทษวินัยแน่นอน&amp;rdquo;เลขาฯ กพฐ. กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40991</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ผอ.สพท., นายสุเทพ ชิตยวงษ์, ปััญหารร.ในเขตพื้นที่สพท., สพท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190702/image_big_5d1b21a293c9f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40003</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2019 16:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2019 16:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สพฐ.&#039; เตรียมออกระเบียบจัดกลุ่มโรงเรียน หวังพัฒนาการศึกษา-ใช้ทรัพยากรร่วมกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 2 ก.ค. นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า ในที่ประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มีการรายงานความคืบหน้าการยกร่างระเบียบ สพฐ. ว่าด้วยกลุ่มโรงเรียน พ.ศ.... ว่า ขณะนี้มีการดำเนินการเรียบร้อยแล้วและจะนำเข้าพิจารณาในที่ประชุม กพฐ. วันที่ 12 กรกฎาคมนี้ วัตถุประสงค์ของการจัดกลุ่มโรงเรียนครั้งนี้เพื่อให้กลุ่มโรงเรียนเป็นศูนย์ดำเนินงาน เพื่อร่วมมือกันพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนภายในกลุ่มให้สูงขึ้น และใกล้เคียงกัน และให้โรงเรียนในกลุ่มเกิดการมีส่วนร่วมระหว่างโรงเรียนในการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา และยังสามารถใช้ทรัพยากรร่วมกัน &amp;nbsp;เช่น บุคลากร อาคารสถานที่ เป็นต้น ในการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยองค์ประกอบของกลุ่มโรงเรียน จะประกอบด้วยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ดำเนินการจัดตั้งกลุ่มโรงเรียนกลุ่มละ 7-15 โรง ซึ่งในกลุ่มจะต้องมีโรงเรียนทุกขนาด และให้มีคณะกรรมการกลุ่มโรงเรียนประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษาทุกโรงเรียนที่อยู่ภายในกลุ่มเป็นกรรมการ และ ผอ.สพท. จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษากลุ่มโดยตำแหน่ง ซึ่งคณะกรรมการจะต้องดำเนินการเลือก ประธานกลุ่ม 1 คน รองประธานกลุ่ม 1 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุเทพ กล่าวต่อว่า สำหรับประธานกลุ่มโรงเรียนจะมีอำนาจและหน้าที่ เช่น การเสนอแนะแนวทางในการบริหารงานวิชาการ งานบุคคล งบประมาณ และงานบริหารทั่วไปของกลุ่มโรงเรียน การนิเทศ กำกับ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานรวมทั้งการดำเนินการ ประเมินคุณภาพโรงเรียนภายในกลุ่ม ทำหน้าที่ประสานงานวางแผนและดำเนินการ ทั้งยังสามารถเสนอแนะแต่งตั้งที่ปรึกษา อนุกรรมการในการดำเนินงานของกลุ่มโรงเรียนตามความเหมาะสมด้วย ซึ่งในร่างระเบียบดังกล่าวได้กำหนดไว้ด้วยว่า คณะกรรมการกลุ่มโรงเรียนยังต้องมีการประชุมคณะกรรมการอย่างน้อยภาคเรียนละ 2 ครั้ง เพื่อเตรียมงานวางแผนกำกับติดตามสรุปผลการดำเนินงานของกลุ่มโรงเรียนด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; ผมมีความเชื่อมั่นว่า ถ้า สพฐ. สามารถขับเคลื่อนโครงการนี้ได้จะสามารถทำให้การศึกษาเดินหน้าไปได้อย่างดีมาก เพราะการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน เรายึดหลักการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วม ดังนั้น ถ้าเรามีนโยบายจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว และพื้นที่ไม่สามารถปฏิบัติได้ การปฏิรูปการศึกษาจะไม่ประสบความสำเร็จ &amp;nbsp;แต่โครงการนี้ สพฐ.ต้องการให้พื้นที่มีการขับเคลื่อนนโยบายและมีการช่วยเหลือเกื้อกูลภายในกลุ่มโรงเรียนในการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ ผมได้กำชับให้ ผอ.สพท. ติดตามการดำเนินงานเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดด้วย&amp;rdquo;เลขาฯ กพฐ.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40003</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัดกลุ่มโรงเรียน, นายสุเทพ ชิตยวงษ์, ร่างระเบียบ สพฐ. ว่าด้วยกลุ่มโรงเรียน, สพท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190702/image_big_5d1b21a293c9f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33250</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2019 08:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2019 08:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สพฐ.เร่งแก้ปัญหานิติกรตามสพท.ขาดแคลนหนัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9เม.ย.62-สพฐ. เร่งแก้ปัญหา นิติกร ขาดแคลน หลังจากสพท.แต่ละแห่งยกระดับให้เป็นกลุ่มงานนิติกร&amp;nbsp; เตรียมวางกรอบอัตรากำลังให้ลงตัว พร้อม หามาตรการสร้างแรงจูงใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า เนื่องจากขณะนี้ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) หลายแห่ง ประสบกับปัญหาขาดแคลนเจ้าหน้าที่นิติกรส่งผลให้การติดตามสอบสวนคดีต่างๆ ไม่คืบหน้าและล่าช้า ซึ่งตนรับทราบปัญหาดังกล่าวเป็นอย่างดี และกำลังจัดเตรียมแนวทางการวางกรอบอัตรากำลังให้ลงตัวอยู่ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้งานนิติกรได้ถูกยกให้เป็นกลุ่มงานนิติการใน สพท.แล้ว หลังจากที่ผ่านมาเป็นเพียงหน่วยงานเล็กๆ อยู่ในเขตพื้นที่เท่านั้น แต่แม้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะยกให้เป็นกลุ่มงานก็ยังเป็นปัญหาอยู่ เพราะคนที่เข้ามาทำงานด้านนี้ส่วนใหญ่เมื่อตั้งหลักได้ก็จะเปลี่ยนอาชีพไปสอบเป็นอัยการ ผู้พิพากษา ซึ่งคนเก่งๆ จะไปอยู่ในตำแหน่งที่มีค่าตอบแทนที่สูงกว่ามาอยู่กับเรา ดังนั้น สพฐ. กำลังแก้ไขปัญหานี้อยู่ โดยอาจหามาตรการสร้างแรงจูงใจให้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการกพฐ.กล่าวอีกว่าขณะนี้ สพฐ.กำลังพยายามเคลียร์กับคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เรื่องการจัดสรรกรอบอัตรากำลังในเขตพื้นใหม่อยู่ แต่ ก.ค.ศ.ก็ชี้แจงว่าให้สพฐ.ไปทำกรอบอัตรากำลังเดิมให้เสร็จสมบูรณ์ก่อน ซึ่งก็คือตอนแยกภาระงานของเขตพื้นที่ออกไปอยู่กับศึกษาธิการภาค (ศธภ.) เพราะทำให้อัตรากำลังของลดลง แต่ยืนยันว่าแม้อัตราลดลงแต่ภาระงานของเขตพื้นที่&amp;nbsp; ไม่ได้ลดลงเลยกลับมากขึ้น เนื่องจากนโยบายของส่วนกลางมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการศึกษา ดังนั้นเราจำเป็นจะต้องเร่งเคลียร์กรอบอัตรากำลังใหม่จาก ก.ค.ศ.ให้ได้&amp;nbsp; &amp;nbsp; ซึ่งขณะนี้ สพฐ.เตรียมจัดสรรกรอบอัตรากำลังใหม่ของเขตพื้นที่ไว้หมดแล้วว่าขาดเหลือจำนวนเท่าไหร่บ้าง เพื่อเสนอให้ ก.ค.ศ.พิจารณาต่อไป ทั้งนี้เป็นที่น่ายินดีมากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) มีความเป็นห่วงในเรื่องนี้ เพราะหน่วยปฎิบัติจะทำงานไม่ได้ ดังนั้นหากมติเรื่องใดที่ก.ค.ศ.จะพิจาณาก็ควรเป็นแค่กำหนดหลักการส่วนหลักเกณฑ์วิธีการก็ให้หน่วยปฎิบัติดำเนินการเอง อย่างเช่น การสอบคัดเลือกบรรจุแต่งตั้งผู้อำนวยการสถานศึกษา ซึ่งมติ ก.ค.ศ.เมื่อเร็วๆนี้ก็ให้เราซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติเป็นผู้ออกหลักเกณฑ์คัดเลือกเอง เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33250</URL_LINK>
                <HASHTAG>#นิติกร, #สพฐ., ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร, สพท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190326/image_big_5c99f66764bcd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24070</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/12/2018 16:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/12/2018 16:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอธี&quot; จี้สพฐ.วางแนวทางประเมินผล การเรียนวิทย์ฯของรร.ทั้งหมด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12ธ.ค.61-ที่โรงเรียนอนุบาลอุดรธานี &amp;nbsp;นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการจัดเรียนการจัดสอนตามโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยระดับปฐมวัยที่ พร้อมทั้งกล่าวมอบนโยบายตอนหนึ่งว่า โครงการบ้านวิทยาศาตร์น้อยประเทศไทย เป็นโครงการที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชดำริให้เริ่มโครงการนี้นำร่องในประเทศไทย 12 จังหวัดโดยได้รับแนวคิดมาจากประเทศเยอรมันนี ซึ่งโครงการนี้ถือว่าเป็นโครงการที่ดีและมีความก้าวหน้า ทั้งยังดำเนินการมาอย่างถูกทางแล้ว และปัจจุบันมีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว กว่า 20,000 โรง คิดเป็นร้อยละ 80 และในพื้นที่จังหวัดอุดรธานีมีโรงเรียนที่ดำเนินการโครงการนี้กว่า 100 แห่ง โดยตนต้องการให้การเรียนการสอนวิทยาศาตร์มุ่งเน้นเรื่องคุณภาพ เพราะขณะนี้เรายังขาดความเท่าเทียมด้านคุณภาพ และยังไม่มีแนวทางการประเมินว่าเด็กที่เข้าร่วมโครงการนี้เป็นนักวิทยาศาสตร์จริงหรือไม่ หรือ มีคุณภาพที่ดีเท่ากับประเทศต้นแบบ คือ ประเทศเยอรมนีหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า ขอฝากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้วางแนวทางในการประเมินตนเองด้านการเรียนวิทยาศาสตร์ด้วย เพราะการเรียนวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ดูผลลัพท์จากการทำโครงงานเท่านั้น เราจำเป็นที่จะต้องฝึกให้เด็กคิดเป็น และรู้จักตั้งคำถามอย่างถูกต้อง ซึ่งการที่เราเริ่มในระดับปฐมวัยเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ขณะเดียวกันวิทยากรอาวุโสของโครงการบ้านวิทยาศาสตร์น้อยทั้งประเทศมีเพียง 4 คนเท่านั้น ถือว่าน้อยมาก ดังนั้น สพฐ.จะต้องดำเนินการที่จะทำอย่างไรให้มีการเพิ่มวิทยากรกลุ่มนี้มากขึ้น รวมถึงจะต้องมีการสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงการเรียนวิทยาศาตร์ในโรงเรียนต่างๆด้วย ซึ่งเรื่องนี้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) จะต้องรับผิดชอบบริหารจัดการว่าโรงเรียนไหนขาดอะไรบ้าง เพื่อจะลงทุนทรัพยากรได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้การเพิ่มประสิทธิภาพปัจจุบันพบว่า มีการลงทุนมากแต่ได้ผลน้อย เนื่องจากมีการลงทุนที่ผิด เพราะให้คนที่ไม่รู้งานไปดูงานเมื่อกลับมาแล้วก็ไม่สามารถต่อยอดอะไรได้ เนื่องจากไม่มีความรู้ อย่างไรก็ตามการดำเนินโครงการด้านวิทยาศาสตร์ สพฐ.จะต้องมีนโยบายที่ชัดเจนและการดำเนินการจะต้องไม่ทำให้เกิดช่องว่างหรือความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24070</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฐ., นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์, สพท., สั่งสพฐ.ประเมินผลการเรียนวิทยาศาสตร์โรงเรียนทั้งหมด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181212/image_mid_5c10d1351936b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18646</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2018 19:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2018 19:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ศึก สพท.-ศธจ. ยังไม่จบ! &quot;รมว.ศธ.&quot; ลั่น ถ้า สพฐ. จัดการไม่ได้ จะใช้อำนาจ คปภ. จัดการเอง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28ก.ย.61-นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในภูมิภาค ว่า ตามที่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 10/2559&amp;nbsp;เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ได้ระบุให้มีคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค (คปภ.) และกำหนดให้มีอำนาจ เรื่องการแต่งตั้ง โอน หรือย้ายผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา หรือผู้ปฏิบัติงานในตำแหน่งต่าง ๆ ในหน่วยงานของ ศธ. ในระดับภูมิภาคหรือจังหวัดนั้น ที่ประชุมจึงได้นำคำสั่ง คสช.ดังกล่าวมาพิจารณา และมีมติเป็นเอกฉันท์ชัดเจนว่า เพื่อให้เกิดธรรมาภิบาล หากจะต้องใช้อำนาจนี้จะต้องใช้ในกรณีที่ไม่สามารถใช้กระบวนการตามปกติ หรือกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เช่น กรณีที่เกิดทุจริตภายในองค์กรและผู้บังคับบัญชาไม่ใช้อำนาจย้ายผู้เกี่ยวข้อง เป็นต้น เพราะไม่เช่นนั้นก็จะมีการเสนอเพื่อโยกย้ายผ่าน คปภ.แทนที่จะเสนอในระบบปกติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถ้าเราไม่ทำแบบนี้อนาคตเราจะรู้ได้อย่างไร ว่า การใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมจะไม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม เราไม่ต้องเสนอเพื่อขอแก้ไข เพราะ คสช.ได้กำหนดไว้แล้วว่า คปภ.มีอำนาจนี้ เพียงแต่ยังไม่ได้ถูกใช้ ดังนั้นจึงต้องทำให้เกิดความกระจ่างเกี่ยวกับอำนาจในเรื่องนี้&amp;rdquo; รมว.ศธ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ธีระเกียรติ ยังกล่าวถึง กรณีที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) นครราชสีมา ส่งหนังสือที่ ศธ.0276/ว 3796 เรื่อง ขอความอนุเคราะห์งบประมาณสนับสนุนการจัดประชุมสภากาแฟ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งหนังสือดังกล่าวลงนามโดยนายกฤตพล ชุติกุลกีรติ ศธจ.นครราชสีมา ส่งถึงนายพีรพงศ์ สุรเสน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) นครราชสีมา เขต 7 ซึ่งปรากฏว่านายพีรพงศ์ ได้แทงหนังสือตอบกลับไปยังนายกฤตพล ว่า ทราบถึงการขอความอนุเคราะห์ในเรื่องดังกล่าว แต่ไม่อนุเคราะห์ เพราะเงินงบประมาณแผ่นดินจะจัดสรรสนับสนุนการจัดประชุมสภากาแฟไม่ได้ จนเป็นที่วิพากวิจารณ์กันเป็นวงกว้างในแวดวงการศึกษาถึงความร้าวฉานระหว่าง ศธจ. และผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษานั้นว่า ตนทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และได้สั่งการให้นายอัมพร พินะสา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ผช.เลขาฯ กพฐ.) ไปดำเนินการตามนโยบาย ถ้าจัดการไม่ได้ให้นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการ กพฐ.จัดการ แต่ถ้าจัดการไม่ได้ตนจะเป็นผู้จัดการเอง ด้วยการใช้อำนาจประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฎิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค (คปภ.) ดำเนินการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้านนายอัมพร กล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องเล็กน้อย และเป็นเรื่องส่วนบุคคลไม่เกี่ยวกับระบบ ซึ่งก็ต้องลงไปสร้างความเข้าใจกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18646</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ศธจ., คปภ., นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์, สพท., อำนาจการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการครู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180625/image_big_5b3091b578e24.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10221</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>องค์กรลูกจ้างฮือ 1มิ.ย.บุกทำเนียบ ต้านระเบียบคลัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; รัฐบาลมีสะดุ้ง! &amp;quot;20 องค์กรลูกจ้าง&amp;quot; พร้อมใจ &amp;quot;ชมรมผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 17 องค์กร&amp;quot; นัด 1 มิ.ย.บุกทำเนียบฯ จี้เลิกระเบียบคลังใหม่ใช้เงินนอกงบประมาณจ้างพนักงาน หวั่นกระทบ &amp;quot;ลูกจ้าง-บุคลากร รพ.&amp;quot; ทั้งระบบ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; สั่งกระทรวงคลังทำความเข้าใจทุกฝ่าย เปิดช่องปรับแก้ไขได้อีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 28 พ.ค. กลุ่มเครือข่ายองค์กรลูกจ้างกว่า 20 องค์กร อาทิ สภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย (สพท.), เครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน(คปค.), องค์การแรงงานแห่งประเทศไทย, กลุ่มพลังเพื่อนแรงงาน, เครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ, &amp;nbsp;กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ, มูลนิธิอารมณ์พงศ์พงัน, &amp;nbsp;มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย, สภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย ฯลฯ แถลงข่าวเรื่องขับเคลื่อนการเข้าถึงสิทธิและบริการของกองทุนเงินทดแทนของลูกจ้างหน่วยงานภาครัฐ พร้อมออกแถลงการณ์ขอให้ยกเลิกระเบียบกระทรวงการคลังด้วยการจ้างพนักงานหรือลูกจ้าง โดยใช้จ่ายจากเงินนอกงบประมาณ พ.ศ.2561
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย (สพท.) และประธานเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน (คปค.) กล่าวว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เสนอร่าง พ.ร.บ.เงินทดแทน (ฉบับที่...) พ.ศ.... เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 23 มี.ค.2561 ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้ขยายความคุ้มครองแก่ลูกจ้างของส่วนราชการ ที่มิใช่ข้าราชการและลูกจ้างประจำ ซึ่งจากข้อมูลพบว่าลูกจ้างของกระทรวง ทบวง กรม ทุกหน่วยงานมีลูกจ้างที่เข้าสู่ระบบประกันสังคมจำนวน 904,759 ราย จากหน่วยงานรัฐทั้งหมด 9,361 แห่ง และยังมีลูกจ้างเหมาบริการ 475,828 ราย ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยได้รับสิทธิสวัสดิการใดๆ เลย ก็จะเข้ามาอยู่ในกองทุนนี้ด้วย รวมแล้วกว่า 1.4 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมนัสกล่าวว่า การออกระเบียบกระทรวงการคลังฯ ดังกล่าว ทำให้ลูกจ้างในส่วนนี้ทั้งหมดกว่า 1.4 ล้านคน ถูกลิดรอนสิทธิ โดยลูกจ้างเหมาบริการ เดิมไม่ได้สิทธิสวัสดิการใดๆ อยู่แล้ว และลูกจ้างส่วนราชการที่เข้าประกันสังคม เราไม่รู้ว่ามีสัญญาจ้างแบบใด ปีต่อปี 3 ปี หรือ 4 ปี ซึ่งระเบียบกระทรวงการคลังระบุว่า การว่าจ้างจะต้องสิ้นสุดในปีงบประมาณนั้นๆ และเมื่อพนักงานหรือลูกจ้างลาออก หรือส่วนราชการหมดความจำเป็นในการจ้างให้ยุบเลิกตำแหน่งพนักงานหรือลูกจ้าง ก็จะกลายเป็นมีการตกงานเพิ่มขึ้นอีกใช่หรือไม่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่น่าเห็นใจอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เครือข่ายองค์กรลูกจ้างทั้ง 20 องค์กร ได้หารือและมีมติเห็นชอบร่วมกันที่จะเดินทางไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีในวันศุกร์ที่ 1 มิ.ย.นี้ เพื่อขอให้ลูกจ้างส่วนราชการทั้งหมดต้องได้รับความคุ้มครอง ทั้งจากกองทุนประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน และตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โดยเฉพาะกองทุนเงินทดแทนที่เมื่อเวลาลูกจ้างภาครัฐประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน ควรได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับลูกจ้างภาคเอกชน รวมทั้งขอให้กระทรวงการคลังยกเลิกระเบียบ และขอให้ลูกจ้างส่วนราชการทุกประเภทที่มีการจ้างงานในปัจจุบันได้มีการว่าจ้างตามระบบถูกต้องและเข้าสู่สิทธิที่ควรได้อย่างเหมาะสม ลดความเหลื่อมล้ำในระบบราชการไทย&amp;quot; นายมนัสกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวแทนกลุ่มเครือข่ายองค์กรลูกจ้างรายนี้ระบุว่า จากการประมาณการว่าอัตราการจ่ายต่ำสุดของนายจ้างหรือหน่วยงานภาครัฐต่างๆ คือ 0.2% จากฐานเงินเดือนของลูกจ้างที่ต่ำสุดคือ 9,000 บาท ไม่เกิน 20,000 บาท หน่วยงานรัฐนั้นต้องอุดหนุนงบประมาณเข้ากองทุนประมาณ 18-40 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งจากประมาณการตัวเลขลูกจ้างส่วนราชการกว่า 1.4 ล้านคน หากคิดจากอัตราสูงสุดก็อยู่ที่ประมาณ 56 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำจากการจ้างงานและเพิ่มความเป็นธรรมได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับ นายธนพล ดอกแก้ว ประธานเครือข่ายชมรมผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 17 องค์กร ออกแถลงการณ์สนับสนุนการเคลื่อนไหวของวิชาชีพสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข โดยชมรมแพทย์ชนบทและเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพอื่นๆ ที่คัดค้านระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการรวบอำนาจการจ้างลูกจ้างเงินนอกงบประมาณไปไว้ที่กระทรวงการคลัง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนพลกล่าวว่า ระเบียบกระทรวงการคลังฉบับนี้ กระทบต่อผู้ป่วยและผู้รับบริการของโรงพยาบาลต่างๆโดยตรง หากโรงพยาบาลมีกำลังคนไม่เพียงพอหรือการจัดจ้างบุคลากรไม่มีประสิทธิภาพ ต้องรออนุมัติหรือพิจารณาอย่างไม่เข้าใจงานของกระทรวงการคลัง ย่อมสร้างผลกระทบมหาศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอเรียกร้องให้ยกเลิกระเบียบกระทรวงการคลังฉบับรวบอำนาจนี้ในทันที หากไม่ยกเลิก เราจะไปร่วมการชุมนุมพร้อมบุคลากรทางการแพทย์ในวันที่ 1 มิ.ย.นี้ด้วย&amp;quot; ปธ.เครือข่ายชมรมผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 17 องค์กรระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า ได้นำการเรียกร้องยกเลิกระเบียบกระทรวงการคลัง ห้ามจ้างและขึ้นเงินเดือนลูกจ้าง โดยใช้เงินนอกงบประมาณหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะอาจเกิดจากความไม่เข้าใจกันในระเบียบที่ออกมาโดยกรมบัญชีกลาง ซึ่งจริงๆ แล้วออกมาครอบคลุมการใช้จ่ายงบประมาณต่างๆ ให้คุ้มค่า ไม่ซ้ำซ้อน ประหยัด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มีข้อตกลง มีข้อยกเว้นให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของกระทรวงสาธารณสุข&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในที่ประชุม ครม.วันนี้ไม่ได้มีข้อขัดแย้งอะไร สามารถดำเนินการได้ เพียงแต่ต้องมีแผนงานให้ชัดเจนว่าจะใช้เงินอย่างไร เพราะเงินนอกงบประมาณก็มีความสำคัญ ถึงแม้จะไม่ใช่เงินของรัฐก็ตาม ซึ่งเงินจำนวนนี้มีหลายอย่างด้วยกันที่ต้องนำมาใช้ ทั้งเรื่องการพัฒนาโรงพยาบาล รักษาสภาพ เครื่องมือต่างๆ ใช้ดูแลเรื่องการรักษาพยาบาลประชาชนตามหลักประกันสุขภาพ และการจ้างลูกจ้างพนักงาน ซึ่งมีความขาดแคลนจำนวนมาก เพราะฉะนั้นต้องไปดูสัดส่วนการใช้งบประมาณดังกล่าวให้เหมาะสม ไม่เช่นนั้นจะพากันลากไปทั้งหมด&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า สิ่งสำคัญควรจะเน้นเรื่องการป้องกัน การรักษาพยาบาล การใช้ระบบออนไลน์ แม้กระทั่งการดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่มีหลายเทคโนโลยีออกมา ทางกระทรวงสาธารณสุขก็จัดหมอ แพทย์ชุมชนลงไปข้างล่าง และในเรื่องการใช้ระบบออนไลน์ในการปรึกษาโรค รักษาพยาบาลในขั้นต้น สำหรับผู้มีรายได้สูงก็สามารถใช้อุปกรณ์หุ่นยนต์เฝ้าคนไข้ก็เลือกได้ แต่รัฐบาลก็อยากให้ทุกอย่างมากกว่านี้ เพราะเป็นโครงการที่ดีอยู่แล้ว เพียงแต่เราต้องทำอย่างไรไม่ให้งบประมาณสิ้นเปลืองมากเกินไปจนทำอย่างอื่นไม่ได้เลย จนพอกหางหมูไปเรื่อยๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รัฐบาลจะลำบาก 5 ปี 10 ปี เป็นสังคมผู้สูงอายุอีก ก็ต้องดู อย่างไรก็ตาม วันนี้กระทรวงการคลังจะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือ เพื่อรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน หาทางการแก้ปัญหาข้อติดขัด ความไม่เข้าใจกันในเรื่องกฎระเบียบตรงนี้ ถ้าจำเป็นก็แก้ไข ก็ไม่ได้หมายความว่าทำให้ทุกอย่างทำไม่ได้ ทำได้ &amp;nbsp;แต่ควรจะทำอย่างไร ไม่ต้องการเพิ่มภาระให้ทุกคน&amp;quot; นายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ระเบียบกระทรวงการคลัง ห้ามจ้างและขึ้นเงินเดือนลูกจ้าง โดยใช้เงินนอกงบประมาณ ไม่เกี่ยวกับกระทรวงสาธารณสุข เพราะมีข้อตกลงตรงกับกระทรวงการคลังแล้ว ดังนั้นบรรดาหมอ พยาบาล หมอ เภสัชกรทั้งหลาย รวมทั้งผู้บริหารโรงพยาบาล ไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10221</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายคุ้มครองแรงงาน, กองทุนเงินทดแทน, ชมรมผู้ป่วยเรื้อรัง, สพท., หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180528/image_big_5b0c192f52b4c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
