<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>76573</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2020 14:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2020 14:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บุกยิงกลางดึก พ่อค้าขายส่งอาหารทะเลดับคาห้องนอน ตร.มึนปมสาเหตุสังหารผู้ตายมีคู่อริหลายคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.ย.63 - พ.ต.ท.เดชบัญฑิต ดุลยเภรีย์ สว.(สอบสวน)สภ.เมืองชุมพร ได้รับแจ้งเหตุยิงกันตายที่บ้าเลขที่ 32/2 หมู่ 4 ตำบลบางหมาก อ.เมือง จ.ชุมพร &amp;nbsp;จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบแล้วรีบรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.อ.ชนินทร์ ณรงค์น้อย ผกก.สภ.เมืองชุมพร พ.ต.ท.ชนะภัย บุนนาค สวป. และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสายตรวจสายสืบ สายตรวจ แพทย์เวร รพ.ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ หน่วยกู้ภัยสายชลมูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่เกิดเหตุห่างจากถนนลาดยางสายชุมพร-บางหมาก ประมาณ 30 เมตร เป็นบ้าน 2 ชั้นครึ้งปูนครึ่งไม้ ที่หน้าบ้านมีรถเก๋งโตโยต้า ยาริส สีดำ ทะเบียน กฉ 4337 ชุมพร และ รถจักรยานยนต์ฮอนด้า ซีพีเอ็กซ์ สีขาวทะเบียน 1 กก.7563 ชุมพร จอดอยู่ โดยมีนางสาวสมฤดี ลือชา อายุ 37 ปี ภรรยาผู้ตายยืนหน้าซืดรอพบเจ้าหน้าที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตรวจสอบภายในห้องนอนชั้นล่างพบศพทราบชื่อคือ นายวัชรินทร์ นครพัฒน์ อายุ 39 ปี หรือ &amp;ldquo;เสี่ยเอ็ม บางหมาก&amp;rdquo; สภาพนอนคว่ำหน้าเปลือยกายอยู่บนกองเลือดมีผ้าห่มสีชมพูคลุมทับช่วงล่างอยู่ มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนยังไม่ทราบขนาดเข้าที่ชายโครง 2 นัด กระสุนทะลุราวนมซ้ายและชายโครงขวา สภาพภายในห้องนอนที่เกิดเหตุกว้างยาวประมาณ 3x6 เมตร มีที่นอนแบบปูพื้น 2 ชุด อยู่บริเวณมุมห้องด้านทิศเหนือ 1 ชุด และบริเวณมุมห้องด้านทิศใต้ 1 ชุด ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุที่นายวัชรินทร์ถูกยิงตายนอนอยู่ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบไม่พบปลอกกระสุนคาดว่าน่าจะเป็นอาวุธปืนชนิดลูกโม่ที่เก็บปลอกกระสุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสอบสวนนางสาวสมฤดี ลือชา อายุ 37 ปี ภรรยาผู้ตายให้การว่าอยู่กินกับนายวัชรินทร์มานาน 18 ปี มีลูกสาว 1 คน อายุ 3 ขวบ โดยปู่กับย่านำไปเลี้ยงตั้งแต่แรกเกิด ผู้ตายซึ่งเป็นสามีตนมีอาชีพเป็นพ่อค้าออนไลน์ขายอาหารทะเลประเภทกุ้ง หอย ปู ปลา หมึกทั้งสดและแห้ง ส่งให้กับร้านอาหารและชาวบ้านทั่วไปทั้งในพื้นที่ จ.ชุมพร และต่างจังหวัด โดยใช้ชื่อทางเฟซบุ๊คว่า &amp;ldquo;เสี่ยเอ็ม บางหมาก&amp;rdquo; ก่อนเกิดเหตุสามีขับรถจักรยานยนต์กลับเข้าบ้านช่วงเวลาประมาณ 3 ทุ่มกว่า ซึ่งตนเองได้นอนอยู่บนที่นอนชุดที่อยู่มุมห้องด้านทิศเหนือ ส่วนสามีนอนบนที่นอนมุมห้องด้านทิศใต้ ห่างกันประมาณ 3 เมตร ซึ่งได้แยกกันนอนคนละที่ได้ประมาณ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะสามีมักจะมีพฤติกรรมชอบเที่ยวเตร่ดื่มสุรากลับบ้านดึกดื่น เมื่อเมากลับมาบ้านแล้วชอบมีปากเสียงทะเลาะกับตนเป็นประจำ ตนจึงตัดสินใจขอแยกนอนกันคนละที่แต่อยู่ภายในห้องนอนเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสมฤดี กล่าวต่อว่าก่อนเกิดเหตุประมาณ 10 วันที่ผ่านมา สามีเมาสุราจนดึกเมื่อกลับมาบ้านแล้วมีปากเสียงกับตน จนสามีโมโหแล้วใช้ไม้ทุบกระจกหน้าต่างที่อยู่ใกล้ประตูทางเข้าหน้าบ้านจนแตกละเอียดเป็นช่องว่างเหลืออยู่เพียงกรอบหน้าต่าง และยังไม่ได้ซ่อมแซมแต่อย่างใด และที่ผ่านมาสามีมักจะมีเรื่องขัดแย้งกับเพื่อนๆหลายคนถึงขั้นชกต่อยถูกขวดเหล้าตีหัวและถูกไล่แทงมาแล้วก็มี แต่ก็มีการวิ่งเคลียร์กันไม่มีการแจ้งความดำเนินคดีทางกฎหมายแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสมฤดี กล่าวต่อว่ากระทั่งมาคืนเกิดเหตุ โดยปกติเมื่อเข้านอนสามีจะไม่เคยปิดล็อคประตูห้องนอนแต่จะเปิดไว้เล็กน้อย ขณะที่กำลังนอนหลับสนิทอยู่ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด แต่ช่วงจังหวะวินาทีนั้นตนมีความรู้สึกเหมือนกับว่าฝันไปเอง จนวินาทีต่อมามีเสียงปืนดังขึ้นนัดที่ 2 พร้อมเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของสามีดังลั่นก่อนขาดใจตาย ทำให้ตนตกใจตื่นและเห็นมีเงาดำๆยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องนอนขณะกำลังหันหลังวิ่งออกไป ตนจึงไม่กล้าลุกขึ้นดูจึงทำทีนอนนิ่งอยู่ที่มุมห้อง สักพักเมื่อเห็นว่าปลอดภัยคนร้ายน่าจะหนีไปแล้ว จึงเดินย่องออกมาจากห้องนอนแล้วเปิดประตูรีบวิ่งไปตะโกนบอกแม่และพ่อของสามีที่มีบ้านอยู่ห่างกันประมาณ 15 เมตร แต่แม่และพ่อก็กำลังวิ่งออกมาดูพอดีเพราะได้ยินเสียงปืนที่คนร้ายยิง 2 นัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสมฤดี กล่าวว่าก่อนนอนตนได้ปิดล็อคประตูหน้าต่างหมดทุกบานแล้วคาดว่าคนร้ายน่าจะย่องเข้ามาในบ้านทางช่องหน้าต่างบานที่สามีเมาแล้วทุบจนกระจกแตกละเอียดซึ่งเป็นหน้าต่างที่ไม่มีกรงเหล็กดัดและยังไม่ได้ซ่อมแซมเป็นช่องกว้างที่คนร้ายสามารถลอดเข้าออกได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายในห้องนอนบริเวณหน้าบ้านและรอบๆจุดเกิดเหตุซึ่งเป็นป่ารกไม่พบหลักฐานใดๆ และบริเวณบ้านพ่อและแม่ของผู้ตายซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 15 เมตร ซึ่งมีสุนัขเลี้ยงอยู่ 1 ตัว ปกติจะเห่าหอนเป็นประจำ เมื่อสอบถามเจ้าของก็ปรากฏว่าในช่วงเกิดเหตุก็ไม่ได้ยินเสียงเห่าแต่อย่างใด และทุกอย่างเงียบสนิทไม่มีเสียงคนร้ายใช้ยานพานหนะขับเข้ามายังจุดเกิดเหตุแต่อย่างใด ต่อมาช่วงสายวันเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจที่เกิดเหตุอย่างละเอียดพบหัวกระสุนยังไม่ทราบขนาดฝังอยู่ในที่นอนจำนวน 2 หัว ได้เก็บไว้เป็นหลักฐาน ส่วนศพเจ้าหน้าที่ส่งต่อไปผ่าชันสูตรวิถีกระสุนอย่างละเอียดที่สถาบันนิติเวช ภาค 8 สุราษฎร์ธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบื้องต้นเจ้าหน้าที่คาดว่าคนร้ายน่าจะรู้ช่องทางเข้าออกและความเคลื่อนไหวภายในบ้านของผู้ตายเป็นอย่างดีจึงลงมือก่อเหตุดังกล่าวได้อย่างสะดวกแทบไม่ทิ้งร้องรอยใดๆไว้ที่เกิดเหตุเลย ส่วนสาเหตุจากแนวทางการสืบสวนทราบว่าผู้ตายชอบเที่ยวดื่มสุราแล้วมีปัญหาความขัดแย้งกับคู่อริอยู่หลายคนจึงยังไม่สามารถระบุได้ว่าคนร้ายเป็นคู่อริหรือบุคคลใกล้ชิดในหมู่บ้านละแวกใกล้เคียง ต้องรอรวบรวมหลักฐาน พยานสิ่งแวดล้อมและสอบปากคำพยานบุคคลที่ใกล้ชิดอย่างละเอียดให้แน่ชัดเสียก่อนจึงจะระบุสาเหตุที่แท้จริงได้ เพื่อติดตามจับกุมมือปืนรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76573</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีอาชญากรรม, ยิงกัน, สภ.เมืองชุมพร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200905/image_big_5f533ba2cc83b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61947</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2020 17:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2020 17:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟัน 3 ข้อหาหนักแก๊งตำรวจท่องเที่ยวยกพวกรีดไถร้านรับซื้อของเก่า เหยื่อผวาถูกนักข่าวขู่ห้ามแจ้งความ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แจ้ง 3 ข้อหาหนักบุกรุก กรรโชกทรัพย์ ซ่องโจร แก๊งตำรวจท่องเที่ยว นักข่าว ไฟแนนซ์ รวม 9 คน ยกพวกบุกรีดเงิน 8 หมื่นเจ้าของรับซื้อของเก่า ผู้เสียหาย พยานผวาถูกตามข่มขู่คุกคาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 เม.ย.63 - จากกรณีนายสุรินทร์ กาลสังข์ อายุ 39 ปี เจ้าของร้านรับซื้อของเก่าชื่อ &amp;ldquo;ฉอ ค้าของเก่า&amp;rdquo; เลขที่ 109/1 หมู่ 1 ตำบลบางหมาก อ.เมือง จ.ชุมพร นำคลิปวิดีโอกล้องวงจรปิดเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองชุมพร หลังมีกลุ่มบุคคลทำตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวนอกเครื่องแบบอ้างชื่อ &amp;ldquo;ผู้กองตุ้ม&amp;rdquo; พร้อมเจ้าหน้าที่ไฟแนนซ์และนักข่าวรวม 9 คน บุกเข้าไปตรวจค้นซากอะไหล่รถยนต์กล่าวหาว่ารับซื้อของโจรในช่วงเวลากลางคืนโดยไม่มีหมายค้นและความผิดใดๆ แล้วข่มขู่กรรโชกเรียกเงิน 150,000 บาท แต่ต่อรองจนเหลือ 8 หมื่นบาท เพราะเจ้าของเกิดความกลัวจึงต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา ร.ต.อ.ธณ เนตรบุญใจบุญ รอง สว.ส.ทท.2 กก.2 บก. เป็นนายตำรวจท่องเที่ยวประจำสำนักงานระนอง-ชุมพร หรือ &amp;ldquo;ผู้กองตุ้ม&amp;rdquo; ได้เดินทางเข้าแสดงตัวและรับทราบข้อหาโดยให้การเบื้องต้นยอมรับว่าบุคคลในภาพคลิปวิดีโอเป็นตนเองจริงที่อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย แต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการไปเรียกรับเงินแต่อย่างใด ซึ่งเบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันบุกรุกและร่วมกันกรรโชกทรัพย์ ก่อนเจ้าหน้าจะปล่อยตัวไปก่อนเป็นการชั่วคราว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความคืบหน้ากรณีดังกล่าวเมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 3 เมษายน 2563 &amp;nbsp;นายสุรินทร์ กาลสังข์ อายุ 39 ปี นางดวงฤทัย คลี่บำรุง อายุ 43 ปี สองสามีภรรยาเจ้าของร้าน &amp;ldquo;ฉอ ค้าของเก่า&amp;rdquo; ผู้เสียหายได้เดินทางมาพบ ร.ต.อ.หญิงนันทิยา รักดี รอง สว.(สอบสวน)สภ.เมืองชุมพร เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์และยืนยันชี้ตัวบุคคลตามภาพคลิปวิดีโอตามที่ปรากฏในหลักฐานการแจ้งความดำเนินคดี โดยทั้งสองสามีภรรยายังคงยืนยันตัวตนและชื่อกลุ่มบุคคลทั้ง 5 ราย เหมือนเดิม คือ &amp;ldquo;ผู้กองตุ้ม&amp;rdquo;เป็นตำรวจท่องเที่ยว 1 นาย ที่มาแสดงตัวและรับทราบข้อกล่าวหาไปแล้วเมื่อช่วงบ่ายของเมื่อวานนี้ นักข่าว 3 คน และพนักงานไฟแนนซ์ 1 คน ส่วนที่เหลืออีก 5 คนอยู่ระหว่างการพิสูจน์ทราบ โดยพนักงานสอบสวนใช้เวลาสอบปากคำเพิ่มเติมนานร่วม 3 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.เมืองชุมพร อยู่ระหว่างดำเนินการทำเรื่องขอตรวจเก็บภาพกล้องวงจรปิดจากทางเจ้าของปั๊มน้ำมันและหน้าตู้เอทีเอ็มภายในปั๊มดังกล่าวที่ตั้งอยู่บริเวณริมถนนชุมพร-ปากน้ำชุมพร ตำบลปากหมากห่างจากบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 2 กิโลเมตร ซึ่งมีกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่ตามมุมต่างๆจำนวนหลายตัว เพื่อขอดูภาพที่เพื่อนของเจ้าของร้านค้าของเก่าผู้เสียหายได้มากดเงินจากตู้เอทีเอ็มจ่ายให้กับแก๊งตำรวจและนักข่าวที่เข้าไปรับในบริเวณดังกล่าวจำนวน 8 หมื่นบาท ซึ่งถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีดังกล่าวด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรินทร์ กาลสังข์ และนางดวงฤทัย คลี่บำรุง สองสามีภรรยา กล่าวว่าวันนี้นอกจากจะมาให้ปากคำและชี้ยืนยันตัวบุคคลตามภาพวงจรปิดต่อพักงานสอบสวนแล้ว ตนได้มาให้ปากคำเพิ่มเกี่ยวกับเมื่อวานที่ผ่านมาได้มีนักข่าวคนหนึ่งตามที่ปรากฏในภาพกล้องวงจรปิดกับพวกบุกไปหาญาติตนที่เขารู้จักไปพูดจาข่มขู่ฝากมาถึงตนว่าหากไม่หยุดเรื่องคดีความ เขาจะพาตำรวจอีกชุดหนึ่งเข้าไปตรวจค้นจับกุมร้านขายของเก่าแห่งนี้ให้ได้ และจะขุดคุ้ยประวัติการกระความผิดต่างๆว่าทำอะไรบ้างเพื่อจะได้จับกุมดำเนินคดี ซึ่งทำให้ตนรู้สึกหวาดกลัวจึงได้มาให้ปากคำและแจ้งกับทางตำรวจไว้ แต่ถ้ายังไม่หยุดพฤติกรรมการข่มขู่คุกคาม ตนก็จะแจ้งความในข้อหาข่มขู่ต่อไป นอกจากนี้หลังเป็นข่าวได้มีพรรคพวกเพื่อนฝูงที่ทำอาชีพเดียวกันได้โทรมาสอบถามและบอกว่าเคยตกเป็นเหยื่อแก๊งนี้มาเหมือนกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พล.ต.ต.วิมล พิทักษ์บูรพา ผบก.ภ.จ.ชุมพร กล่าวว่าจากกรณีดังกล่าวผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งกำชับให้เร่งรัดควบคุมการดำเนินคดีอย่างเคร่งครัดเนื่องจากมีตำรวจท่องเที่ยวเข้าไปร่วมทีมด้วย ทำให้เกิดความเสียหายแก่วงการตำรวจอย่างมาก ซึ่งเบื้องต้นทราบจากหัวหน้าพนักงานสอบสวนว่าได้ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาแล้วเบื้องต้นมี 5 คน เป็นตำรวจท่องเที่ยว 1 นาย นักข่าว 3 คน พนักงานไฟแนนซ์ 1 คน ในข้อหาร่วมกันบุกรุกเคหะสถาน ร่วมกันกรรโชกทรัพย์ และซ่องโจร ส่วนทีที่เหลืออีก 4 ราย อยู่ระหว่างพิสูจน์ทราบ ซึงทราบว่า 1 ในนั้นมีอดีตทหาร 1 คน ขณะนี้ผู้ถูกกล่าวหาได้มาแสดงตัวรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว 1 ราย เป็นตำรวจท่องเที่ยว ส่วนที่เหลือจะได้พิจารณาออกหมายเรียกหรือหมายจับมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61947</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรโชกทรัพย์, ข้อหาซ่องโจร, จังหวัดชุมพร, บุกรุก, รีดไถ, สภ.เมืองชุมพร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200403/image_big_5e870bf2924c7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61854</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2020 19:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2020 19:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตำรวจท่องเที่ยวโร่มอบตัวรับเป็นคนในคลิป ปัดเอี่ยวรีดไถเงินร้านรับซื้อของเก่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 เม.ย.63 - จากกรณีนายสุรินทร์ กาลสังข์ อายุ 39 ปี เจ้าของร้านรับซื้อของเก่าชื่อ &amp;quot;ฉอ ค่าของเก่า&amp;quot;&amp;nbsp;เลขที่ 109/1 หมู่ 1 ตำบลบางหมาก อ.เมือง จ.ชุมพร นำคลิปวิดีโอกล้องวงจรปิดเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองชุมพร หลังมีกลุ่มบุคคลทำตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวนอกเครื่องแบบอ้างชื่อ &amp;ldquo;ผู้กองตุ้ม&amp;rdquo; พร้อมเจ้าหน้าที่ไฟแนนซ์และนักข่าวรวม 9 คน บุกเข้าไปตรวจค้นซากอะไหล่รถยนต์กล่าวหาว่ารับซื้อของโจรในช่วงเวลาช่วงค่ำของคืนที่ผ่าน โดยไม่มีหมายค้น แล้วข่มขู่กรรโชกเรียกเงิน 150,000 บาท แต่เจ้าของอู่และภรรยาต่อรองจนเหลือ 8 หมื่นบาท เพราะเกิดความกลัวต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเนื่องจากเป็นเวลาดึกแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความคืบหน้าล่าสุด&amp;nbsp;ร.ต.อ.หญิงนันทิยา รักดี รอง สว.(สอบสวน)สภ.เมืองชุมพร ได้เดินทางมาตรวจสอบจุดเกิดเหตุที่ร้านรับซื้อของเก่าเพื่อเก็บภาพตามจุดต่างๆที่กลุ่มบุคคลทั้ง 9 คน ได้บุกรุกเข้าไปตรวจซากอะไหล่รถยนต์ในช่วงกลางคืน และจุดที่ยืนเจรจาต่อรองเกี่ยวกับการข่มขู่เรียกรับเงิน และจุดที่กลุ่มคนดังกล่าวถอดเมมโมรี่จากตัวกล้องวงจรปิดที่ร้านไป 1 ตัว และที่ยังเหลือติดตั้งซ่อนไว้ตามจุดต่างๆอีก 3 ตัว ที่กลุ่มดังกล่าวมองไม่เห็น และทางเจ้าของร้านได้มอบหลักฐานบันทึกการจับกุมที่กลุ่มคนอ้างเป็นตำรวจทำบันทึกไว้ให้ผู้เสียหายเซ็นรับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งผู้เสียหายได้แอบใช้โทรศัพท์มือถือแอบถ่ายไว้ระหว่างการเจรจา เพื่อใช้เป็นหลักฐานในรูปคดีเนื่องจากมีการพิมพ์รายชื่อเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมไว้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น นายสุรินทร์ผู้เสียหายได้เดินทางไปที่ สภ.เมืองชุมพร เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมพร้อมกับพยานคนที่ไปกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็มที่ปั๊มน้ำมันมอบเงินสดจำนวน 8 หมื่นบาทให้กับคนร้าย โดยในเบื้องต้นทั้งผู้เสียหายและพยานได้ชี้รูปภาพยืนยันชื่อและนามสกุลจริงของตัวบุคคลได้ชัดเจน ซึ่งเป็นนายตำรวจสังกัดตำรวจท่องเที่ยวชุมพร 1 นาย และนักข่าวคนที่ไปรับเงินภายในปั๊มน้ำมัน 1 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.ชนินทร์ ณรงค์น้อย ผกก.สภ.เมืองชุมพร กล่าวว่าผู้เสียหายและพยานได้ชี้ภาพตัวยืนยันบุคคลจากกล้องวงจรปิดชัดเจนแล้ว 2 ราย ขณะนี้ได้มารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว 1 ราย อยู่ระหว่างการสอบปากคำคือ ร.ต.อ.ธณ เนตรบุญใจบุญ รอง สว.ส.ทท.2 กก.2บก. หรือ &amp;ldquo;ผู้กองตุ้ม&amp;rdquo; โดยเบื้องต้นให้การยอมรับว่าบุคคลในภาพคลิปวิดีโอเป็นตนเองจริงได้เข้าไปในสถานที่ดังกล่าวแต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียกรับเงินแต่อย่างใด ส่วนเหตุผลอื่นๆพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาบุกรุกและร่วมกันกรรโชกทรัพย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พล.ต.ต.วิมล พิทักษ์บูรพา ผบก.ภ.จ.ชุมพร กล่าวว่าตนได้สั่งกำชับพนักงานสอบสวนให้เร่งรัดดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา รวบรวมพยานหลักฐานทั้งกล้องวงจรปิดในจุดที่กดเงินจากตู้เอทีเอ็มและจ่ายเงินกันภายในปั๊มน้ำมัน ซึ่งตำรวจชั่วเราไม่เอาไว้และให้สืบสวนทุกคนที่เกี่ยวข้องตามที่ปรากกฏในภาพทั้งหมด เบื้องต้นผู้ต้องหาได้มามอบตัวแล้ว 1 ราย เป็นตำรวจท่องเที่ยวประจำอยู่ จ.ชุมพร สายงานขึ้นกับส่วนกลางมีสำนักงานอยู่ จ.ระนอง มีหน้าที่รับผิดชอบพื้นที่ จ.ชุมพรด้วย เรื่องทั้งหมดได้สั่งการให้รายงานพฤติกรรมไปถึงผู้บังคับบัญชาที่ตนสังกัดแล้ว และให้ตรวจสอบด้วยว่าผู้ถูกกล่าวหามีหน้าที่เกี่ยวกับกรณีดังกล่าวหรือไม่หากมีก็จะมีความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 157 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61854</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรโชกทรัพย์, จังหวัดชุมพร, ตำรวจท่องเที่ยว, สภ.เมืองชุมพร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200402/image_big_5e85d2e9a35ad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61044</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2020 17:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2020 17:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โรงพักเมืองชุมพรแทบร้างกักตัว19 ตำรวจเสี่ยงติดโควิดตั้งแต่&#039;ผกก.ถึงชั้นประทวน&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มี.ค.63-ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า สาธารณสุขจังหวัดชุมพร ได้สั่งกักตัว พ.ต.อ.ชนินทร์ ณรงค์น้อย ผกก.สภ.เมืองชุมพร พ.ต.ท.สมภพ เชื้อทอง รอง ผกก.ป.สภ.เมืองชุมพร &amp;nbsp;พ.ต.ท.วิชัย แสงวิเชียร รอง ผกก.(สอบสวน)สภ.เมืองชุมพร &amp;nbsp;พ.ต.ท.สมชาย มากอำไพ สว.จร.สภ.เมืองชุมพร รวมทั้งผู้ใต้บังคับบัญชาระดับนายตำรวจและชั้นประทวน รวม 19 นาย ทั้งหมดสังกัด สภ.เมืองชุมพร หลังจากเมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา นายตำรวจทั้งหมด 19 นาย ได้เดินทางไปขนย้ายสิ่งของในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ให้กับนายตำรวจนายหนึ่งที่ย้ายมารับตำแหน่งใหม่ในพื้นที่ สภ.เมืองชุมพร &amp;nbsp;และต่อมาวันที่ 25 มี.ค. เจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุข จ.ชุมพร ได้ติดตามข้อมูลและเข้าไปสอบสวนโรคที่ สภ.เมืองชุมพร แจ้งให้ทราบว่ามีตำรวจนายหนึ่งในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ที่มาร่วมขนย้ายสิ่งของในวันนั้นถูกตรวจพบเป็นผู้ติดเชื้อโควิด-19 ขณะนี้รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จ.ภูเก็ต จึงขอให้นายตำรวจทั้งหมดที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยดังกล่าวต้องกักตัวรอสังเกตอาการเป็นเวลา 14 วัน จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในพื้นที่ จ.ชุมพร เนื่องจาก จ.ชุมพร เป็นพื้นที่สีขาว 1 ใน 4 จังหวัดของภาคใต้ที่ยังปลอดเชื้อโรคโควิด-19
&amp;nbsp;
พล.ต.ต.วิมล พิทักษ์บูรพา ผบก.ภ.จ.ชุมพร กล่าวว่า นายตำรวจในสังกัด สภ.เมืองชุมพร ทั้งหมดมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จึงถูกกักตัวเป็นเวลา 14 วัน &amp;nbsp;เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมด ได้เดินทางไปขนย้ายสิ่งของในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ตามคำสั่งที่นายตำรวจนายหนึ่งได้รับแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งในพื้นที่ จ.ชุมพร ซึ่งยังมีสิ่งของบางส่วนขนย้ายมายังไม่หมด ซึ่งนายตำรวจทั้งหมดได้ลาไปถูกต้องตามระเบียบ ขณะขนย้ายได้มีผู้ใต้บังคับบัญชาในพื้นที่ จ.ภูเก็ตมาช่วยด้วย และมาทราบภายหลังว่าเป็นผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่อย่างไรก็ตามในขณะทำการขนย้ายนั้นนายตรวจทั้งหมดได้มีการป้องกันตัวเองใส่แมส จากนั้นเมื่อวันที่ 25 มี.ค.63 ได้ติดต่อให้สาธารณสุขมาเพื่อตรวจหาเชื้อแต่ยังไม่พบ และต้องกักคัวไว้เพื่อรอดูอาการตามที่สาธารณสุขกำหนด
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61044</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตำรวจ, สภ.เมืองชุมพร, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200326/image_big_5e7c842f668a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50016</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/11/2019 14:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/11/2019 14:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฝากขัง&#039;กำนันไข่&#039;ยิงล้างครัวทวงหนี้ 10 ล้าน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 พ.ย. 62- จากกรณี &amp;#39;กำนันไข่&amp;#39;หรือ นายสุนันท์ รามดร อายุ 65 ปี อดีตกำนันตำบลขุนกระทิง บุกทวงหนี้กว่า 10 ล้าน ที่บ้านเลขที่ 9/2 หมู่ 7 ตำบลขุนกระทิง อ.เมือง จ.ชุมพร แล้วเกิดมีปากเสียงกันอย่างรุนแรงแล้วใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม. จ่อยิงไม่ยั้งจน นางจินดา พรหมทอง อายุ 61 ปี เจ้าของบ้าน และนางพรทิพย์ ทองพรหม อายุ 38 ปี ทั้งสองเป็นแม่ลูกกัน จนตายคาที่บริเวณโต๊ะรับแขกหน้าบ้าน และยิงลูกสาวของนางพรทิพย์อีกหนึ่งรายจนเสียชีวิต นั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด ที่สภ.เมืองชุมพร ได้มีภรรยา ลูกๆ และเพื่อนของ&amp;#39;กำนันไข่&amp;#39; &amp;nbsp;มารอเยี่ยมกว่า 20 คน หลังจากทราบข่าวว่าตำรวจจะนำตัวผู้ต้องหาไปฝากขังผลัดแรกต่อศาลจังหวัดชุมพร ขณะที่ พ.ต.อ.ภาณุเดช ณ พัทลุง รอง ผบก.ภ.จว.ชุมพร ได้เดินทางมาสอบปากคำ เพิ่มเติมซึ่งกำนันไข่ ยังยืนยังให้การเหมือนเดิมจากการไปทวงหนี้สินนับ 10 ล้านบาท ที่ผู้ตายคือนางจินดา พรหมทอง อายุ 61 ปี และนางพรทิพย์ ทองพรหม อายุ 38 ปี สองเป็นแม่ลูกได้สร้างตัวละครว่ามีเพื่อนชื่อว่า &amp;ldquo;นางกนกวรรณ&amp;rdquo; หรือนก หรือนางฟ้า &amp;nbsp;ได้สามีอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกาแต่สามีชาวต่างชาติเสียชีวิตแล้วต้องการขายที่ดินมรดกกว่า 50 ล้านบาท นำกลับมาลงทุนทำธุรกิจที่ประเทศไทย จึงขอยืมเงินให้กับเพื่อนคนดังกล่าวเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายทั้งเรื่องภาษีและอื่นๆ แต่ตลอด 5 ปีก็ยังขายไม่ได้และได้ขอยืมเงินต่อเนื่องเรื่อยมา รวมเป็นเงินกว่า 10 ล้านบาท จนมาเริ่มรู้ว่าถูกหลอกไม่มีคนชื่อ&amp;ldquo;นางกนกวรรณ&amp;rdquo; ที่ได้สามีอยู่ต่างประเทศจริง จึงทวงถามเรื่อยมา แต่ถูกบ่ายเบี่ยงไม่จ่ายคืนให้ตามนัดหมายหลายครั้งและวันเกิดเหตุได้ถูกฝ่ายผู้ตายพูดจารุนแรงจึงบันดาลโทสะจึงชักปืนยิงไม่เลือกหน้าว่าใครเป็นใคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น &amp;#39;กำนันไข่&amp;#39;ยังได้ให้ญาตินำหลักฐานเป็นสัญญาเงินกู้หลายฉบับรวมเป็นเงินประมาณ 5 ล้านบาท มามอบให้กับตำรวจ เพื่อยืนยันว่าฝ่ายผู้ตายได้เป็นหนี้จริง รวมทั้งหลักฐานการขอยืมอีกจำนวนหนึ่งผ่านทางไลน์โทรศัพท์มือถือโดยไม่ได้มีการทำหลักฐานการกู้ยืมเพราะความเชื่อใจ เมื่อรวมกับหลักฐานสัญญาการกู้ยืมแล้วมีมากกว่า 10 ล้านบาท มอบให้กับเจ้าหน้าที่ไว้เป็นหลักฐานเพื่อให้ใช้ฟ้องร้องต่อญาติผู้รับมรดกของฝ่ายตายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากเจ้าหน้าที่สอบปากคำเพิ่มเติมเสร็จ ได้คุมตัวกำนันไข่ขึ้นรถไปฝากขังผลัดแรกต่อศาลจังหวัดชุมพร โดยแจ้งข้อกล่าวหา ฆ่าคนตายโดยเจตนา พยายามฆ่า และพกพาอาวุธปืนไปในเมือง ในหมู่บ้าน ที่สาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันควร(ปืนมีใบอนุญาต) พร้อมคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีอุจฉกรรจ์สะเทือนขวัญ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนนท์ รามดร อายุ 39 ปี ลูกชายของกำนันไข่ กล่าวว่าวันนี้ได้นำหลักทรัพย์มาด้วยเพื่อประกันตัวพ่อ แต่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะยื่นต่อศาลจังหวัดชุมพรขอประกันหรือไม่ เพราะว่าพ่อบอกว่าไม่ต้องประกันตัวขอชดใช้กรรมที่ก่อไว้เนื่องจากพ่อคงจะรู้ตัวเองว่าได้กระทำอะไรลงไปโดยไม่ยับยั้งชั่งใจ สำหรับตนเองขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตที่สูญเสียคนอันที่รักไปจากการกระทำของพ่อตน ซึ่งครอบครัวเราทั้งสองเป็นเพื่อนบ้านรู้จักกันดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
ด้านนางมาลี รามดร อายุ 62 ปี ภรรยากำนันไข่ กล่าวว่า ตอนนี้ตนต้อมารับภาระหนี้สินที่สามีไปกู้มาจากคนอื่นและหนี้อีกจำนวน 2 ล้านบาท ซึ่งสามี ได้นำโฉนดที่สวนทุเรียนไปจำนองกู้ยืมจากธนาคาร ธกส. โดยที่กำนันไม่ได้เอามาลงทุนของตัวเองเลยแม้แต่บาทเดียว ซึ่งได้เอาไปให้กับ นางจินดา และนางพรทิพย์ หรือ เอม สองเป็นแม่ลูกที่มาหลอกสามีตนว่าชื่อนางกนกวรรณที่อยู่ต่างประเทศเพื่อใช้จ่ายดำเนินการทางด้านภาษีและอื่นๆในการขายมรดกที่ดินของสามีชาวต่างประเทศที่ตายไปเพื่อนำเงินก้อนโตกลับมาประเทศไทย แต่ได้ขอยืมเรื่อยมาโดยอ้างโน่นอ้างนี้ติดขัดปัญหาต่างตลอดเวลาจนนานถึง 5 ปี จนเป็นเงินจำนวนมาก ซึ่งกำนันก็หาให้ตลอดเพราะอยากให้เขาดำเนินการให้เสร็จจะได้เงินที่ยืมไปกลับคืนมาทั้งหมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางมาลี กล่าวต่อว่าคนที่เคยโทรศัพท์มาหากำนันสามีตนเองที่อ้างว่าอยู่ต่างประเทศเพื่อขอกู้ยืมเงินผ่านสองแม่ลูก สามีตนเองยังเคยให้ฟังเสียงการพูดคุยกันด้วย ซึ่งเมื่อได้ยินเสียงจำได้ว่าเป็นคนเดียวกันกับ นางพรทิพย์ หรือเอม ลูกสาวของนางจินดา และได้บอกมามีไปแล้วแต่ก็ไม่เชื่อ ซึ่งทั้งสองแม่ลูกจะต้องรู้เห็นในการหลอกสามีอย่างแน่นอน.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50016</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำนันไข่, ยิงล้างครัว, สภ.เมืองชุมพร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191111/image_big_5dc90e15ea426.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49898</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/11/2019 16:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/11/2019 16:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เหี้ยม!อดีตกำนันบุกทวงหนี้ไม่ได้ รัวยิงดับ 3 ศพไม่เว้นเด็ก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 พ.ย 62 - เมื่อเวลา 08.00 น.ร.ต.ท.นันทิยา รักดี รอง สว.(สอบสวน)สภ.เมืองชุมพร ได้รับแจ้งมีเหตุยิงกันตายหลายศพที่บ้านเลขที่ 9/2 หมู่ 7 ตำบลขุนกระทิง อ.เมือง จ.ชุมพร จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ แล้วรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.อ.ภัคพล ทวิชศรี รอง ผบก.ภ.จ.ชุมพร พ.ต.อ.ธานี นากหกวิ ผกก.สส.ภ.จ.ชุมพร พ.ต.ท.ปนินทร โชติ รอง ผกก.(สอบสวน) พ.ต.ต.ชนะภัย บุญนาค สวป. พร้อมกำลังชุดสายตรวจ สายสืบ ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน แพทย์เวรโรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ หน่วยกู้ภัยมูลนิธิชุมพร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ที่เกิดเหตุเป็นถนนหมู่บ้านสายทุ่งเบี้ยห่างจากถนนเอเชีย 41 ประมาณ 5 กม.บ้านหลังเกิดเหตุอยู่ในซอยขุนศรี เป็นบ้านปูนชั้นเดียวหลังใหญ่หลังคาทำเป็นดาดฟ้า รอบๆเป็นสวนทุเรียนและกล้วยหอมทอง รวมพื้นที่กว่า 15 ไร่ ตรวจสอบที่หน้าบ้านมีรถเก๋งโตโยต้าวีออส สีบรอนด์ ทะเบียน กง 585 ชุมพร จอดอยู่ บริเวณโต๊ะนั่งรับแขกใกล้ประตูเข้าบ้าน พบศพทราบชื่อคือ นางจินดา พรหมทอง อายุ 61 ปี เจ้าของบ้าน สภาพนอนตายอยู่โต๊ะนั่งรับแขก มีบาดแผลถูกยิงด้วยปืนขนาด 9 มม.ที่ใบหน้า 3 นัด ส่วนอีกศพอยู่ใกล้ๆกัน ทราบชื่อคือ นางพรทิพย์ ทองพรหม อายุ 38 ปี เป็นลูกสาวของนางจินดา ถูกยิงด้วยปืนขนาดเดียวกันที่ใบหน้า 2 นัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายในห้องครัวในบ้านพบศพทราบชื่อคือ เด็กหญิงนัยปพร ภูวิชิต อายุ 13 ปี ลูกสาวของนางพรทิพย์ และเป็นหลานของนางจินดา นอนตายอยู่ใต้โต๊ะกินข้าว ถูกยิงด้วยปืนชนิดเดียวกันที่ศีรษะและใบหน้ารวม 5 นัด ส่วนบนโต๊ะมีจานข้าว 3 จานพร้อมกับข้าวลักษณะกำลังนั่งกินกันอยู่ ที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบปลอกกระสุนตั้งแต่หน้าบ้านเข้าไปถึงในบ้าน กว่า 10 ปลอก จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้นยังมีผู้รอดชีวิตอีก 2 คน เป็นเด็กหญิงอายุ 15 ปี และเด็กชายอายุ 12 ปี ทั้งสองคนเป็นพี่น้องกัน และเป็นลูกสาวของนางพรทิพย์ผู้เสียชีวิต ซึ่งวิ่งหนีได้ทันขณะมือปืนไล่ยิงไม่เลือกหน้าออกไปขอความช่วยเหลือจากญาติๆ ในละแวกใกล้เคียง เนื่องจากทั้ง 2 คน ยังเป็นเด็กและอยู่ในอาการตกใจ เจ้าหน้าที่จึงต้องรีบนำตัวออกไปเพื่อสอบปากคำเป็นพยาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสอบสวนนายอนนต์ ภูวิชิต อายุ อายุ 38 ปี สามีของนางพรทิพย์และเป็นลูกเขยนางจินดาผู้ตายกล่าวว่า ช่วงเช้าตนได้รีบขับรถออกไปทำงานแถวสี่แยกปฐมพร ส่วนแม่ยายกับภรรยาได้เตรียมหาอาหารให้ลูกๆตนทั้ง 3 คน ได้กินเพื่อจะไปส่งที่โรงเรียนซึ่งลังเรียนอยู่ชั้น ม.3, ม 1. และ ป.6 &amp;nbsp;โรงเรียนเอกชนในตัวเมืองชุมพร &amp;nbsp;หลังจากตนกำลังขับรถไปที่ทำงานได้ไม่นานลูกสาวคนโตอายุ 15 ปีที่รอดชีวิตกับน้องชายวัย 12 ปี โทรมาบอกตนว่าแม่กับยายและน้องสาวอายุ 13 ปี ได้ถูก &amp;ldquo;กำนันไข่&amp;rdquo; อดีตกำนันตำบลขุนกระทิงบุกมายิงตายทั้ง 3 คน แล้ ส่วนพี่สาวกับน้องชาวคนสุดท้องวิ่งหนีตายรอดออกมาได้อย่างหวุดหวิด ตนตกใจมากจึงรีบขับรถมาที่บ้านทันทีก็พบว่าทั้งแม่ยายภรรยาและลูกสาวคนกลางของตนถูกยิงตายอย่างโหดเหี้ยมแล้ว ซึ่งมือปืนคือ &amp;ldquo;กำนันไข่&amp;rdquo; มีบ้านอยู่ห่างกันประมาณ 3 กม. เคยมาที่บ้านบ่อย และเมื่อ 2 วันที่ผ่านมาก่อนเกิดเหตุก็ได้มาหาแม่ยายตนส่วนจะพูดคุยกันเรื่องอะไรนั้นตนไม่ทราบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายสุวพิศ เกตุสถิต ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 ตำบลขุนกระทิงกล่าวว่า ผู้ก่อเหตุคือ &amp;ldquo;กำนันไข่&amp;rdquo; อดีตกำนันตำบลขุนกระทิง รู้จักสนิทกับตนก่อนเกิดเหตุได้มาปรึกษาพูกคุยกับตนว่า นางจินดาเจ้าของบ้านเป็นหนี้อยู่หลายล้านบาท ได้มาทวงหลายครั้งก็ผัดผ่อนเรื่อยมา ตอนนี้ตนเองกำลังย่ำแย่เดือนร้อนเรื่องเงินไม่รู้จะไปหาที่ไหน ส่วนสาเหตุจะมาจากเรื่องอะไรนั้นตนไม่ทราบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.ภัคพล ทวิชศรี รอง ผบก.ภ.จ.ชุมพร กล่าวว่าหลังเกิดเหตุได้ไม่นานตอนนี้ &amp;ldquo;กำนันไข่&amp;rdquo; หรือ นายสุนันท์ รามดง อายุ 65 ปี อดตีกำนัน อยู่บ้านเลขที่ 26/1 หมู่ 7 ตำบลขุนกระทิง อ.เมือง จ.ชุมพร มือปืนที่ก่อเหตุยิง 3 ศพ ได้ขับรถยนต์กระบะไปมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองชุมพรแล้วพร้อมปืนขนาด 9 มม.ที่ใช้ก่อเหตุ เบื้องต้นได้รับรายงานว่าสาเหตุมาจากปัญหาเรื่องหนี้สินที่ผู้ตายกู้ยืมจาก &amp;ldquo;กำนันไข่&amp;rdquo; มือปืนซึ่งต้องรอผลการสอบสวนผู้ต้องหาอย่างละเอียดถึงสาเหตุที่แท้จริงอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากการสอบสวนของตำรวจหลังผู้ก่อเหตุเข้ามอบตัวทราบว่า นายสุนันท์ รามดง หรือ&amp;rdquo; กำนันไข่&amp;rdquo; อดีตกำนันตำบลขุนกระทิง ช่วงเช้าได้เดินทางมาหา นางจินดา พรหมทอง อายุ 61 ปี เจ้าของบ้าน เพื่อมาทวงหนี้ที่กู้ยืมไปลงทุนทำสวนทุเรียนและกล้วยหอมทองจำนวนกว่า 10 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2558 และได้ทยอยจ่ายเป็นเบี้ยหัวแตกมาเรื่อยๆจนเหลือประมาณ 8 ล้านบาท ประกอบกับช่วงหลัง &amp;ldquo;กำนันไข่&amp;rdquo; มีความเดือนร้อนเรื่องเงิน และที่ดินซึ่งจำนองไว้ก็กำลังจะถูกยึด จึงมาตามมาทวงหนี้อีก แต่ผู้ตายยังไม่มีให้จนเกิดมีปากเสียงกันขึ้นอย่างรุนแรง จึงชักปืนยิงรัวใส่นางจินดาและนางพรทิพย์ซึ่งกำลังนั่งอยู่ด้วยที่โต๊ะรับแขกหน้าบ้าน เพื่อจะขับรถเก๋งออกไปส่งลูกๆทั้ง 3 คน ไปส่งที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในตัวเมืองชุมพร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;หลังจากรัวยิงทั้ง 2 ศพที่หน้าบ้านแล้ว กำนันไข่ได้ถือปืนวิ่งเข้าไปในบ้านยิง เด็กหญิงนัยปพร อายุ 13 ปี ซึ่งกำลังเรียนอยู่ชั้น ม.1 ที่กำลังนั่งกินข้าวอยู่จนตายคาจานข้าว ส่วนพี่สาวอายุ 15 ปี เรียนชั้น ม.3 และน้องชายอายุ 12 ปี เรียนชั้น ป.6 กำลังนั่งกินข้าวอยู่ด้วยกันได้วิ่งหนีออกไปทางตูหลังบ้านได้ทัน แล้วไปขอความช่วยเหลือจากญาติในละแวกใกล้เคียง &amp;nbsp;หลังจากก่อเหตุได้ไม่นานกำนันไข่มือปืนได้ขับรถยนต์ไปมอบตัวกับตำรวจ สภ.เมืองชุมพร ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวไปสอบสวนอย่างเคร่งเครียดก่อนจะดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะต้องรอสอบปากคำพยานและญาติฝ่ายผู้ตายด้วย เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป.
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49898</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำนันไข่, ทวงหนี้, สภ.เมืองชุมพร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191109/image_big_5dc67f8ab5fc9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49324</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/11/2019 15:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/11/2019 15:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด้งด่วน 4 เสือสภ.เมืองชุมพร เซ่นผับเถื่อนกลางเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 พ.ย 62 - จากกรณีเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง นำโดย นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายพนักงานฝ่ายปกครอง &amp;nbsp;สํานักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง นำกำลังบุกเข้าตรวจสถานบันเทิงพร้อมกัน 2 แห่ง ชื่อร้าน เอมซ่ารอคผับ หรือ AIM ZAA ROCK PUB &amp;nbsp;ตั้งอยู่ถนนประชาอุทิศ ตำบลท่าตะเภา อ.เมือง จ.ชุมพร พบเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี จำนวน &amp;nbsp;225 คนโดยมีเด็กที่อายุต่ำสุดเพียง 15 ปี และมีนักเที่ยวไม่พกบัตรประจำตัวประชนจำนวน &amp;nbsp;68 คน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จุดที่ 2 ชื่อ ร้านปะการังผับ ตั้งอยู่ถนนเลียบทางรถไฟ ตำบลตากแดด อ.เมือง จ.ชุมพร พบเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี จำนวน &amp;nbsp;38 คน และตรวจค้นพบอาวุธปืนอีกจำนวน 3 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้สถานบันเทิงทั้ง 2 แห่งอยู่ในย่านชุมชนกลางเมืองชุมพร ปล่อยให้เด็กเข้าไปมั่วสุมดื่มสุรา และใช้อำนาจตามคำสั่ง คสช. ที่ 22/2558 ปิดสถานบันเทิงทั้ง 2 เป็นเวลา 5 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ล่าสุดเมื่อเวลา 15.00 น.วันนี้ พ.ต.อ.ภัคพล ทวิชศรี รอง ผบก.ภ.จ.ชุมพร ได้มีคำสั่งตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร ที่ 499/2562 เรื่องให้ข้าราชตำรวจไปปฏิบัติหน้าที่ราชการ เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการในตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร ให้เกิดผลดีต่อทางราชการ ฉะนั้นอาศัยอำนาจตามระเบียบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2552 จึงสั่งให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.พ.ต.อ.ธงชัย นุ้นเจริญ ผกก.สภ.เมืองชุมพร &amp;nbsp;2. พ.ต.ท.พนธ์พิศานต์ กลับอินทร์ รอง ผกก.(ป)สภ.เมืองชุมพร 3.พ.ต.ต.อิทธิ พินิจกลุล สวป.สภ.เมืองชุมพร &amp;nbsp;4.พ.ต.ต.ณัฐวัฒน์ ดำจีน สว.(สืบสวน).สภ.เมืองชุมพร ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการ ตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร มีกำหนด 90 วัน ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.62 เป็นต้นไป.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49324</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการปกครอง, ชุมพร, ตรวจผับ, ผับ, สภ.เมืองชุมพร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191101/image_big_5dbbf2c14a9bf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
