<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>89524</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/01/2021 09:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/01/2021 09:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิด-19 ฉุดดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน ลดต่อเนื่อง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12 ม.ค. 2564 นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO) &amp;nbsp;เดือนธันวาคม 2563 ว่า ดัชนีฯ อีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 130.63 ปรับตัวลดลง 19.1% จากเดือนก่อนหน้า สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนเมื่อเทียบกับความเคลื่อนไหวของดัชนีตลอดทั้งปี &amp;nbsp;นักลงทุนคาดหวังการไหลเข้าของเงินทุนเป็นปัจจัยหนุนมากที่สุด รองลงมาคือการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ การท่องเที่ยว รองลงมาคือสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และการถดถอยของเศรษฐกิจในประเทศ รวมถึงการระบาดของโควิด -19 ระลอกใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดธนาคาร (BANK), หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดท่องเที่ยว (TOURISM) ด้านปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ การไหลเข้าของเงินทุน และปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ การท่องเที่ยว โดยผลสำรวจ ณ เดือนธันวาคม 2563 รายกลุ่มนักลงทุน พบว่า ความเชื่อมั่นนักลงทุนทุกกลุ่มปรับตัวลดลง แบ่งเป็น &amp;nbsp;กลุ่มนักลงทุนบุคคลปรับตัวลดลง 21% อยู่ที่ระดับ 117.95 กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับตัวลดลง 23% อยู่ที่ระดับ 128.57 กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับตัวลดลง 24% อยู่ที่ระดับ 119.05 และกลุ่มนักลงทุนต่างชาติปรับตัวลดลง 14% อยู่ที่ระดับ 150.00&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ช่วงครึ่งแรกของเดือนธันวาคม 2563 ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า เคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 1,417&amp;mdash;1,483 จากข่าวดีของการทยอยเริ่มใช้วัคซีนป้องกันโควิด-19 ในหลายประเทศ และมีเงินทุนไหลเข้ามาในตลาดทุนไทยซึ่งมีสัดส่วนหุ้นที่เคลื่อนไหวตามวัฏจักรเศรษฐกิจสูง ส่งผลให้เงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติในตลาดทุนไทยเป็นบวกสุทธิอย่างต่อเนื่อง แต่ช่วงครึ่งเดือนหลังดัชนีผันผวนจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ในประเทศไทย &amp;nbsp;โดย ณ สิ้นเดือนธันวาคม ดัชนีหุ้นไทย ปิดที่ 1,449.35 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.9% จากเดือนก่อนหน้า&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องติดตาม ต่างประเทศ ได้แก่การเลือกตั้งวุฒิสมาชิกสหรัฐฯมีผลต่อการออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจให้สามารถผ่านสภาเป็นไปได้ง่าย มาตรการปิดเมืองในหลายพื้นที่ในยุโรปและเอเชียเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจอาจกลับเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรงอีกครั้งส่วนของปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตามได้แก่ ผลกระทบของการระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 ที่จะส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศโดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89524</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO), สภาธุรกิจตลาดทุนไทย, ไพบูลย์ นลินทรางกูร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200813/image_big_5f34f8d6b1c7b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14551</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2018 08:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2018 08:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชี้ตลาดหุ้นยังเหมาะสำหรับออมเงินเกษียณ ชู 10ปีผลตอบแทนถึง 11%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ภากร&amp;quot; ชี้ตลาดทุนไทย เป็นช่องทางออมรับเกษียณ เปิดผลตอบแทน 10 ปี 4 สินทรัพย์ หุ้น-กองทุนรวมให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 11.6% ต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลาดทุนไทย ถือเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนและเก็บออมของคนไทย เพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เพราะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในระยะยาว มีเงินเก็บไว้ใช้ยามเกษียณ สะท้อนจากผลตอบแทนของการลงทุนช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าการลงทุนในตลาดทุน หุ้นและกองทุนรวมให้ผลตอบแทนสูงถึง 11.6% ต่อปี รองลงมาคือ พันธบัตรรัฐบาล 5.1% ต่อปี, ทองคำ 4.5% ต่อปี และเงินฝาก 1.7% ต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ยังพบว่าบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ยังสามารถทำกำไรคงที่ เพราะความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนเจริญเติบโตเกิน 10% และจ่ายเงินปันผลเกินกว่า 3% ต่อปี ท่ามกลางระดับอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันที่อยู่ในระดับต่ำ 0.6-0.7% ทำให้การลงทุนผ่านตลาดทุนยังมีความน่าสนใจ รวมถึงหากเทียบกับการเติบโตแล้ว ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กำไร บจ.เติบโตได้กว่า 14% หรือคิดเป็น 2.8 เท่า มากกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ตลาดทุนไทยยังช่วยสร้างประโยชน์ต่อการระดมทุนของภาครัฐและผู้ประกอบการเอกชน เพราะช่วง 40 ปีที่ผ่านมา มีการระดมทุนใหญ่กว่า 4 ครั้ง ทั้งการลงทุนโครงการขนาดใหญ่, ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 และการเติบโตของภาคธุรกิจ ทั้งวงเงิน 500,000 ล้านบาท, 800,000 ล้านบาท, 600,000 ล้านบาท และตั้งแต่ปี 58 จนถึงปัจจุบันมีการระดมทุนกว่า 1.8 ล้านล้านบาท สะท้อนถึงการช่วยให้บจ.ไทยสามารถแข่งขันได้ รวมถึงปัจจุบันยังสนับสนุนให้สตาร์ทอัพ และเอสเอ็มอีเข้ามาใช้ประโยชน์จากตลาดทุนเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันพื้นฐานของ ตลท.มีสภาพคล่องสูงเป็นอันดับ 1 ของอาเซียนต่อเนื่อง 6-7 ปี ด้วยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยวันละ 65,000 ล้านบาท สูงเป็น 2 เท่าของสิงคโปร์ ส่วนมูลค่าการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (ไอพีโอ) ของตลาดหุ้นไทยมากที่สุดติดต่อมา 5 ปี ซึ่งคิดเป็นมูลค่าการระดมทุนรวม 670,000 ล้านบาท รองลงมาคือสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14551</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ภากร ปีตธวัชชัย, สภาธุรกิจตลาดทุนไทย, ออมเงินเพื่อเกษียณอายุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180221/image_big_5a8d1e8f19d58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13247</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2018 23:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2018 09:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุนฟื้นในรอบ 5เดือน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;FETCO เผยดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุนฟื้นรอบ 5 เดือน คาด 3 เดือนข้างหน้า ปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.55% ส่วนเชื่อมั่นทองพุ่ง ศก.ไม่แน่นอน หนุนซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน เดือน ก.ค.61 คาดว่าเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.55% จากเดือน มิ.ย. ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 101.33 ถือเป็นการปรับขึ้นเดือนแรกในรอบ 5 เดือน เนื่องจากนักลงทุนเชื่อมั่นภาวะเศรษฐกิจในประเทศเป็นตัวสนับสนุนการลงทุน แต่สถานการณ์การเมืองเป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นมากที่สุด ส่วนปัจจัยต่างประเทศ นักลงทุนเฝ้าติดตามทิศทางเงินทุนไหลเข้าออกระหว่างประเทศ ภายหลังตัวเลขขายสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศปีนี้เพิ่มขึ้น จากผลกระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้า และการลงทุนของสหรัฐกับประเทศคู่ค้าและนโยบายการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ภาพรวมความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติเริ่มดีขึ้น หลังจากช่วงที่ผ่านมามีการขายเพื่อปรับพอร์ตไปค่อนข้างมาก ซึ่งขณะนี้ราคาหุ้นไทยที่ค่อนข้างถูก และสถานะการถือครองหุ้นไทยของต่างชาติที่อยู่ระกับต่ำในรอบ 10 ปี จะทำให้ต่างชาติเริ่มชะลอการขายหุ้นไทยเป็นระยะ โดยหมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดธนาคาร เพราะผ่านผลกระทบเรื่องค่าธรรมเนียมกดดันในระยะสั้นแล้ว รวมถึงราคาหุ้นเริ่มอยู่ในระดับน่าลงทุน ขณะที่หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดธุรกิจเหล็ก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีทุจริตภายในของ บมจ.โกลบอลกรีนเคมิคอล (จีจีซี) เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง แต่เชื่อว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) จะติดตาม และให้ บรมจ.ปตท. ซึ่งเป็นบริษัทแม่ เร่งคลี่คลายปัญหาภายใน &amp;nbsp;แม้ขณะนี้นักลงทุนต่างชาติยังไม่มีการตั้งคำถาม โดยคาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมธรรมาภิบาลทั้งตลาด เพราะบริษัทจดทะเบียนกว่า 99% ยังมีธรรมาภิบาลอยู่ในระดับที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิบูลย์ฤทธิ์ วิริยะผล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำ เดือน ก.ค.61 ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา จากระดับ 52 จุด มาอยู่ที่ระดับ 54.72 จุด เพิ่มขึ้น 2.72 จุด หรือคิดเป็น 5.23% เนื่องจากนักลงทุนคาดว่าน่าจะมีปัจจัยมาจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ความต้องการซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย แรงซื้อเก็งกำไร นโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีสหรัฐ และราคาน้ำมันในตลาดโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คาดการณ์ราคาทองคำเดือน ก.ค.61 ของผู้ประกอบกิจการค้าทองคำรายใหญ่ให้กรอบเฉลี่ยบริเวณ 1,235 &amp;ndash; 1,296 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ โดยราคาทองคำแท่งในประเทศความบริสุทธิ์ 96.5% ให้กรอบเฉลี่ยบริเวณบาทละ 19,400 &amp;ndash; 20,100 บาท และด้านค่าเงินบาทไทยให้กรอบเฉลี่ยบริเวณ 32.41 &amp;ndash; 33.55 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13247</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน, นักลงทุนต่างชาติ, สภาธุรกิจตลาดทุนไทย, เดือนก.ค.61</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180711/image_big_5b462ae00ec6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9699</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2018 09:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2018 09:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>FETCO จับตาต่างชาติทิ้งหุ้นไทย รับความเชื่อมั่นนักลงทุนลด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;FETCO เผยหุ้นไทยเดือนเม.ย.แกว่ง 1,724 - 1,801 จุด รับแรงกดดันการขึ้นดอกเบี้ยเฟดทำให้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐแตะ 3% ชี้จับตาแรงขายต่างชาติในภูมิภาค นโยบายการค้าสหรัฐและความขัดแย้งตะวันออกกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นไทยเดือนเม.ย. เคลื่อนไหวในลักษณะแกว่งตัวค่อนข้างกว้างอยู่ในช่วง 1,724 - 1,801 จุด โดยแรงกดดันการลงทุนหลักมาจากการคาดการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะ 3% ทั้งนี้ มูลค่าขายสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย นโยบายกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ และปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ยังเป็นปัจจัยที่นักลงทุนติดตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนในประเทศต้องติดตาม คือ สถานการณ์ทางการเมือง ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการได้มาของส.ส.และส.ว. ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญและจะส่งผลต่อกำหนดการเลือกตั้ง ส่วนเศรษฐกิจในภูมิภาคอื่นๆ นั้น ประเด็นหลักที่ต้องพิจารณาคือ อัตราการขยายตัวของจีดีพีจีนในไตรมาสแรกปีนี้ที่ 6.8% เป็นไปตามคาดการณ์ ขณะที่ความไม่แน่นอนในนโยบายการค้าของสหรัฐฯ มีแนวโน้มยืดเยื้อกว่าจะได้ข้อสรุป และการปรับตัวผันผวนของราคาน้ำมันที่มีการเคลื่อนไหวทะลุ 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศในช่วงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน เดือนพ.ค. 61 ในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวลดลงอยู่ในภาวะทรงตัว (Neutral) ลดลง 22.90% จากระดับ 120.17 ในเดือนก่อน ซึ่งเป็นเดือนแรกในรอบ 9 เดือน โดยนักลงทุนกังวลปัจจัยจากต่างประเทศ โดยเฉพาะนโยบายทางการเงินสหรัฐฯ และปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ เป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นมากที่สุด ขณะที่นักลงทุนเชื่อมั่นว่าการลงทุนจะได้รับผลดีจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) กับภาวะเศรษฐกิจในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศและกลุ่มสถาบันภายในประเทศลดลงจากการสำรวจเดือนก่อน มาอยู่ในภาวะซบเซา ส่วนกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์และกลุ่มนักลงทุนรายบุคคลปรับตัวลดลง แต่ยังคงอยู่ในภาวะทรงตัว โดยหมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค ส่วนหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดธุรกิจการเกษตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9699</URL_LINK>
                <HASHTAG>FETCO, ดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มนักลงทุน, วรวรรณ ธาราภูมิ, สภาธุรกิจตลาดทุนไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180516/image_big_5afb9254e3e07.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
