<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>54486</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/01/2020 07:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/01/2020 07:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นิสัย!นอกสภาฯ&#039;ทอน&#039;นำทีมลูกพรรคส้มยำพ.ร.บ.งบ 63 ด่าสภาฝักถั่ว แต่ในสภาฯดันงดออกเสียง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ม.ค.63-เพจพรรคอนาคตใหม่ - Future Forward Party โพสต์ข้อความว่าเมื่อวานนี้ (13 มกราคม 2563) ณ ห้องประชุมวิวัฒนไชย อาคารไทยซัมมิท พรรคอนาคตใหม่ได้จัดการบรรยายพิเศษในหัวข้อ &amp;quot;อนาคตงบประมาณไทย อนาคตใหม่ประชาชน&amp;quot; ซึ่งเป็นการเล่าประสบการณ์และข้อเสนอการจัดการงบประมาณประเทศฉบับอนาคตใหม่ โดย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ผู้นำทีม ส.ส.และคณะทำงานใน คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ผู้ร่วมพูดคุย อาทิ ศิริกัญญา ตันสกุล, วิโรจน์ ลักขณาอดิศร, พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์, สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ, ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, รอมฎอน ปันจอร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีการเสวนาย่อย โดยคณะอนุกรรมาธิการ หัวข้อ &amp;ldquo;How to ตัด : ตัดงบอย่างไรให้เหลือเท่าเดิม&amp;rdquo; โดย จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์, เอกการ ซื่อทรงธรรม, สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ, สุพิศาล ภักดีนฤนาถ และณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ โดยมีประชาชนที่สนใจเข้าร่วมฟังเป็นจำนวนมาก โดยเริ่มต้น ธนาธร ได้แนะนำความสำคัญในการจัดกงานครั้งนี้ พร้อมทั้งแนะนำตัววิทยากรแต่ละคน และได้กล่าวสรุปปิดท้ายหัวข้อ &amp;quot;อนาคตงบประมาณ อนาคตประเทศไทย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เผยว่า ถ้าพรรคอนาคตใหม่ได้เป็นฝ่ายบริหาร เงินงบประมาณแผ่นดินจะจัดสรรในการพัฒนาประเทศอย่างไรนั้น ขั้นแรก ต้องมองให้เห็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ซึ่งวันนี้มี 5 ปัญหาหลัก ได้แก่ 1) ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ 2) เศรษฐกิจย่ำแย่ 3) การใช้งบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพ 4) รัฐราชการรวมศูนย์ และ 5) ขีดความสามารถแข่งขันประเทศที่ลดลง ทั้งหมดนี้คือ สิ่งที่ต้องจัดสรรงบประมาณในการแก้ไข หากแต่สถานการณ์ที่ประสบในวันนี้คือ กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมลดลง เม็ดเงินที่ควรหมุนไปแก้ปัญหาไม่ได้ใช้อย่างจริงจัง มีความเหลื่อมล้ำกับบริการภาครัฐที่ย่ำแย่แม้แต่ในกรุงเทพ เช่น ศูนย์เด็กเล็กที่ไม่ได้มาตรฐาน งบต่อหัวของนักเรียนที่ไม่เคยเพิ่มขึ้นเลยตลอด 10 ปีที่ผ่านมา โดยสรุปแล้ว ประเทศไทยมีการลงทุนเพื่อการพัฒนาประเทศน้อยกว่าที่ควรจะเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หากปัญหาประเทศ 5 ข้อหลักนั้นคือ ปัจจุบัน อนาคตก็คงจะเป็นวิสัยทัศน์ที่เราอยากเห็น นั่นคือ คนเท่าเทียมกัน ไทยเท่าทันโลก ช่องว่างตรงนี้จะต้องถูกอุดด้วยการจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะบทบาทของงบประมาณโดยเนื้อแท้คือตัวแทนความฝันและคำสัญญาที่รัฐบาลได้ให้ไว้กับประชาชน คิดฝันอย่างไร จัดสรรงบประมาณไปอย่างนั้น แต่ในรัฐบาลชุดปัจจุบัน เราไม่ได้เห็นการใช้ไปกับเรื่องเหล่านั้นเลย แต่เป็นเพื่อ 2 วัตถุประสงค์ คือ 1) ผู้มีอำนาจครองอำนาจต่อไป 2) ซื้อความภักดีเพื่อค้ำยันอำนาจนั้น ไม่เห็นการจัดสรรงบประมาณที่แก้ปัญหาประเทศ&amp;quot; ธนาธรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาธรกล่าวว่า การจะพาประเทศจากปัจจุบันไปสู่อนาคตที่เราอยากเห็นตามวิสัยทัศน์นั้น ต้องมีปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ คือ 1) ความมุ่งมั่น 2) มีอำนาจ และ 3) ฐานคิดใหม่ในการจัดสรรงบประมาณ โดยฐานคิดใหม่ของการจัดสรรงบประมาณที่พรรคอนาคตใหม่ขอนำเสนอ ได้แก่ 1) เปลี่ยนงบดำเนินการ ที่ใช้ไปกับสิ่งไม่มีประโยชน์ เป็นงบลงทุนเพื่อตอบโจทย์ 2) อำนาจตัดสินใจใช้งบประมาณต้องให้ท้องถิ่น 3) เมกะโปรเจ็คต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาแล้วเอื้อกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ต้องเปลี่ยนเป็นโครงการขนาดย่อยที่ตอบสนองชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในประเทศ และ 4) สวัสดิการที่พิสูจน์ความยากจน ต้องเปลี่ยนเป็นสวัสดิการถ้วนหน้าสำหรับทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เรามีทรัพยากรเพียงพอสำหรับงบประมาณ 3.2 ล้านล้านบาทต่อปี ถ้าเราจัดสรรอย่างมีประสิทธิภาพ จะพาประเทศไทยไปได้ไกลกว่านี้ได้ จะสามารถสร้างสังคมที่คนเท่าเทียมกันได้... ตลอด 3 เดือนในการพิจารณางบประมาณที่ผ่านมา เราทำงานอย่างทุ่มเทเต็มที เพื่อปกป้องผลประโยชน์ ซึ่งเป็นภาษีของประชาชน ให้สมกับที่ประชาชนได้เลือกเราเข้าไปทำหน้าที่นี้ จากนี้ไป เราจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเกิดขึ้น และเราจะตั้งทีมขึ้นมาตรวจสอบติดตามการใช้งบประมาณ 2563 ของรัฐบาลด้วย&amp;quot; ธนาธรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ และหนึ่งใน กมธ. งบประมาณ &amp;rsquo;63 กล่าวถึงข้อสังเกตที่มีต่อวิธีการพิจารณางบประมาณและข้อเสนอต่อวิธีการพิจารณางบประมาณในอนาคต โดยระบุว่า ขั้นตอนการพิจารณางบประมาณ มี 3 วาระ โดยวาระที่ 1 มีการอภิปรายรับหลักการ ต่อมาตั้ง กมธ. ซึ่งได้ต้อนรับหน่วยงานมากมายมาชี้แจง แต่แทนที่จะเป็นการซักถามหน่วยงานเรื่องงบประมาณอย่างเข้มข้น ว่าจะเอางบประมาณไปใช้อย่างไร วิธีการพูดคุยกันในห้อง กมธ. ตนขอเรียกว่า กลับเป็นการสนทนาธรรม คือ การพูดคุยแลกเปลี่ยนทั่วไป ไม่เกี่ยวกับงบประมาณที่เรากำลังทำกันอยู่ กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีประสิทธิภาพ หมดเปลืองเวลาไปโดยที่เป้าหมายไม่ชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ส่วนวาระสุดท้าย แม้เราจะอภิปรายได้ดีแค่ไหน เปลี่ยนใจประชาชนทั่วไปได้เพียงใด แต่ก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนใจ ส.ส.ท่านอื่นได้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือเป็นสภาฝักถั่ว เห็นชอบกับทุกมาตราที่มีการเสนอกับสภา ทำให้เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงงบประมาณในชั้นนี้ได้แม้แต่น้อย แต่เราก็ไม่ได้ท้อใจ และคิดว่าถึงแม้จะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้มากในชั้นนี้ แต่ถ้าเราได้เล่าให้ประชาชนฟัง สามารถทำให้ประชาชนติดตามตรวจสอบงบไปกับพวกเรา จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต&amp;quot; ศิริกัญญากล่าว

ด้าน สุรเชษฐ์ ประวีณวงษ์วุฒิ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ และหนึ่งใน กมธ. กล่าวว่า &amp;quot;ประเทศของเรามีเงิน แต่ใช้อย่างไม่ฉลาด ถ้าไปดูนโบายรัฐบาล ผมขอเรียกมันว่าเป็นนโยบายดาวล้านดวง มีดาวสวยหรูเต็มท้องฟ้าแล้วให้แต่ละหน่วยงานไปจับดาวกันคนละดวง แต่ไม่มีดาวเหนือดวงเดียวกันที่นำทาง ทำให้ทุกหน่วยงานไปกันคนละทิศละทาง ทำให้การใช้งบประมาณลงทุนที่ผ่านมาเต็มไปด้วยการซื้อของที่ไม่จำเป็น ลงทุนแบบไม่คุ้มค่า หรือลงทุนแบบซ้ำซ้อน&amp;quot; สุรเชษฐ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุรเชษฐ์กล่าวว่า สิ่งที่น่าหวาดเสียวคือ การจัดงบประมาณแบบนี้ทำให้ประเทศไม่พัฒนา ไม่ว่าจะสารพัดโครงการประชารัฐต่างๆ หรือนโยบายที่เอื้อประโยชน์ให้ทุนใหญ่ การจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่โปร่งใส จัดงบแบบประเทศไม่อยากพัฒนา มือใครยาวสาวได้สาวเอาต้องแย่งงบประมาณกันใช้ สุดท้ายแล้ว ทั้งหมดนี้ทำให้เราไม่สามารถพัฒนาได้ นี่เป็นสาเหตุให้เราต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงบประมาณในด้านการลงทุนให้ได้ ถ้าอนาคตใหม่ได้เป็นรัฐบาล เราจะเข้าไปปรับแผนยุทธศาสตร์ชาติ กำหนดทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจนขึ้นมา เราจะไม่ทำทุกอย่างแบบดาวล้านดวงที่ผ่านมา
.
&amp;quot;ประการต่อมา เราต้องเปลี่ยนจาก &amp;lsquo;กรุงเทพคือประเทศไทย&amp;rsquo; เป็นการกระจายอำนาจและเม็ดเงินสู่ท้องถิ่นอย่างจริงจัง นอกจากนี้จะต้องเป็นการลงทุนเพื่อทุกคน คือการให้อำนาจการตัดสินใจกับท้องถิ่นมากขึ้น สร้างงานในท้องถิ่นมากขึ้น แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างจริงจัง และสุดท้าย ด้วยความจำกัดของงบประมาณ เราต้องออกแบบการลงทุนที่ต้องคุ้มค่าและไม่ซ้ำซ้อนให้ได้ และนี่คือสิ่งที่อนาคตใหม่จะทำ&amp;quot; สุรเชษฐ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเหตุว่า ในการโหวตร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯนั้น พรรคอนาคตใหม่ ไม่ได้โหวตคว่ำ แต่งดออกเสียงทั้ง 3 วาระ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54486</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบประมาณ 63, สภาฝักถั่ว, อนาคตใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200114/image_big_5e1d0775dc5f0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18149</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘กม.ปิโตรเลียม’ยุคฝักถั่ว เอกชนไม่ต้องวางประกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; สภาฝักถั่วเห็นชอบกฎหมายปิโตรเลียม เปิดทางเอกชนกินอิ่มนอนหลับ ไม่ต้องวางหลักประกันรื้อถอนแท่นและดูแลสิ่งแวดล้อม อ้างช่วงปลายสัมปทานเอกชนมักขาดทุน ไม่เป็นแรงจูงใจให้บริษัททำผลกำไร ทำให้รัฐเก็บภาษีได้ไม่เต็มที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 21 กันยายน มีมติเอกฉันท์ 164 คะแนน เห็นชอบให้ร่างพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียมประกาศใช้เป็นกฎหมาย ทั้งนี้ ระหว่างการประชุม ได้มีสมาชิก สนช.อภิปรายสอบถามถึงสาเหตุที่คณะกรรมาธิการวิสามัญได้ตัดเนื้อหาในมาตรา 4 และมาตรา 8 ออกไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมาตรา 4 เป็นบทบัญญัติว่า การให้เอกชนผู้รับสัมปทานหรือสัญญาในการสำรวจขุดเจาะปิโตรเลียม ต้องวางเงินเป็นหลักประกันในการรื้อถอนแท่นที่หมดสภาพการใช้งานแล้วหลังหมดอายุสัมปทาน หรือสัญญาการสำรวจผลิตปิโตรเลียม ส่วนมาตรา 8 เป็นเนื้อหาที่ว่าด้วยการให้เอกชนต้องวางเงินหลักประกันเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดปัญหาจากการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เพราะอาจทำให้รัฐเสียประโยชน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ร.อ.ชัยวัฒน์ เอี่ยมสมุทร สมาชิก สนช.และประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ อภิปรายว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้พิจารณาลงในรายละเอียด มีเหตุผลที่ต้องตัดมาตรา 4 ออกไป ด้วยเหตุผล 3 ประการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.โดยข้อเท็จจริงผลประกอบการสัมปทานของธุรกิจปิโตรเลียมช่วงปลายสัมปทาน มักจะประสบกับผลขาดทุน เพราะผลผลิตน้อย หากเกิดผลขาดทุนก็จำเป็นต้องเอาผลของการขาดทุนมาหักออกจากหลักประกันที่จะนำมาเป็นรายได้ก่อน ยกตัวอย่าง ในปีที่ผู้รับสัมปทานมาขอคืนหลักประกัน 1 แสนล้านบาท ปรากฏว่าบริษัทมีผลขาดทุน 5 หมื่นล้านบาท จะต้องนำผลขาดทุนหักออกจากมูลค่าหลักประกัน ซึ่งจะเหลือกำไรสุทธิ 5 หมื่นล้าน โดยเมื่อคิดภาษีเงินได้ 40% เท่ากับ 2 หมื่นล้านบาท ดังนั้น แทนที่รัฐจะได้รับภาษีเต็มจำนวนประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าผลการขาดทุนเพิ่มมากขึ้นจนเท่ากับหรือมากกว่ามูลค่าหลักประกันที่นำมาวางไว้ จะทำให้รัฐไม่ได้รับภาษีส่วนนี้คืนเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ การขอคืนหลักประกันและนำมาเป็นรายได้ ยังจะเป็นภาระค่าจ่ายทางภาษีของบริษัท ซึ่งการที่บริษัทประกอบกิจการในช่วงปลายสัมปทาน เมื่อประสบผลขาดทุนและยังต้องมีภาระทางภาษีอีก ก็จะไม่เป็นการสร้างแรงจูงใจให้กับบริษัททำผลกำไร ยกตัวอย่าง ถ้าบริษัทมีผลประกอบการขาดทุนปีนั้น 5 หมื่นล้านบาท เมื่อขอคืนหลักประกันจำนวน 1 แสนล้านบาท บริษัทก็จะมีกำไร 5 หมื่นล้านบาท จึงจำเป็นต้องพยายามไปหาเงินมาเสียภาษีอีก 2 หมื่นบาท ซึ่งจะไม่เกิดแรงจูงใจเพื่อจะประกอบธุรกิจให้มีกำไร ดังนั้น คณะกรรมาธิการฯส่วนใหญ่เห็นว่ารัฐมีโอกาสสูญเสียรายได้จากภาษีเงินได้ค่อนข้างสูง โอกาสที่จะได้ภาษีมีน้อยมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.โดยข้อเท็จจริงแล้วค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนแท่นผลิตและอุปกรณ์ต่างๆ เป็นค่าใช้จ่ายที่บริษัทหรือผู้รับสัมปทานสามารถนำมาหักและนำมาคิดเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวนภาษีเงินได้ได้อยู่แล้ว หมายความว่า ถ้ารื้อถอนไปแล้ว และบริษัทมีค่าใช้จ่าย 1 แสนล้านบาท ก็นำเงินจำนวนนี้มาเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อหักภาษี และจะได้รับเงินภาษีคืนไป 4 หมื่นล้านบาท เหมือนกับบริษัทจ่าย 6 หมื่นล้านบาท และรัฐจ่าย 4 หมื่นล้านบาท ในการรื้อถอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น หากมีกรณีที่ต้องจ่ายภาษีในส่วนของหลักประกันเพิ่มขึ้นอีก เท่ากับว่ารัฐต้องสูญเสียรายได้ในส่วนนี้เป็นต่อที่สอง เช่น ถ้าบริษัทขาดทุนจนไม่ได้รับเงินคืนเลย แทนที่รัฐจะเสีย 4 หมื่นล้านบาทร่วมกับบริษัท รัฐจะเสีย 8 หมื่นล้านบาท หรือ 80% ของมูลค่าทั้งหมด ซึ่งรัฐเกือบจะเป็นผู้ดำเนินการรื้อถอนแต่เพียงผู้เดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.การนำหลักประกันมาเป็นค่าใช้จ่ายในทางภาษีนั้น ไม่เคยมีการดำเนินการมาก่อนในประเทศไทย ถ้าตราเป็นกฎหมายออกไป จะเป็นตัวอย่างให้ธุรกิจสัมปทานประเภทอื่นๆ นำมาเป็นแบบอย่าง และจะเป็นปัญหาทางภาษีหรือรายได้ของรัฐต่อไปในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ร.อ.ชัยวัฒน์กล่าวสรุปว่า เมื่อคณะกรรมาธิการพิจารณาทั้ง 3 เหตุผลแล้ว จึงเห็นควรให้ตัดมาตรา 4 และมาตรา 8 ออกจากร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะมาถึงจุดนี้ คณะกรรมาธิการฯ ได้พยายามทางออกอื่นๆ เช่น การแก้ไขให้เก็บภาษีเต็มจำนวนโดยไม่นำเรื่องผลกำไรขาดทุนมาเกี่ยวข้อง แต่ได้รับคำชี้แจงจากกระทรวงการคลังว่าจะเป็นปัญหาในการเก็บภาษีในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีการแถลงข่าวโดยคณะกรรมการตรวจสอบภาคประชาชน กรณีน้ำมันเถื่อนหนีภาษีของบริษัทเชฟรอนและการมีพฤติกรรมเข้าข่ายส่อเจตนาทุจริตประพฤติมิชอบของอธิบดีกรมศุลกากรและเจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงาน และเจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงาน โดยนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.การคลัง, น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา และนายศรีสุวรรณ จรรยา ร่วมแถลงข่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.รสนากล่าวว่า กรณีการแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียมครั้งที่ 7 เมื่อปี 2560 โดยมีการเพิ่มระบบแบ่งปันผลิต และระบบจ้างผลิต โดยระบุว่า แก้ไขเพื่อให้ประเทศไทยมีทางเลือกมากขึ้น แต่ปรากฏว่ากระทรวงพลังงานได้มีการออกกฎกระทรวง กำหนดพื้นที่ทำให้ระบบแบ่งปันผลผลิตปฏิบัติไม่ได้ เนื่องจากมีการกำหนดว่า ต้องมี ปิโตรเลียมสำรองตามจำนวนที่กำหนด จึงสามารถดำเนินการในระบบแบ่งปันผลผลิตไม่ได้ โดยเหลือพื้นที่เพียงแค่แหล่งเอราวัณและบงกชเท่านั้นที่สามารถใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตได้ อีกทั้งยังระบุว่า เมื่อรัฐได้รับส่วนแบ่งที่เป็นก๊าซหรือปิโตรเลียมจากเอกชน แล้ว สามารถฝากเอกชนขายผลผลิตได้ และยังระบุอีกว่า ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นการส่อว่า เรื่องดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครองที่มิชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธีระชัยกล่าวว่า ในปี 2525 เคยมีการตีความโดยคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า น้ำมันและก๊าซที่ขุดพบในอ่าวไทย เมื่อส่งออกจากแท่นขุดเจาะตามท่อมาขึ้นบก ไม่ถือเป็นการนำเข้า แต่ถือเป็นการเคลื่อนย้ายภายในราชอาณาจักร แต่การขนส่งน้ำมันไปยังแท่นขุดเจาะ ถือว่าเป็นการส่งออก ซึ่งกลับกลายเป็นว่ากฎหมายมีความย้อนแย้งกันเอง ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่อธิบดีกรมศุลกากรต้องตอบให้ได้ แม้จะย้ายข้ามห้วยไปนั่งตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานก็ตาม ท่านต้องตอบคำถามนี้ให้ได้ อย่างไรก็ดี เราได้ส่งเรื่องไปที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกาให้ร่วมตรวจสอบ ซึ่งกรณีดังกล่าวหากมีการจ่ายสินบนจริง เงินจะต้องออกมาจากบัญชีที่อยู่ในเกาะฟอกเงิน ซึ่งหน่วยงานของไทยไม่สามารถตรวจสอบได้ แต่สหรัฐอเมริกาสามารถตรวจสอบได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายศรีสุวรรณกล่าวว่า ได้รับจดหมายร้องเรียนจากภริยานายทหารในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี กรณี การจับน้ำมันเถื่อนล็อตใหญ่ ที่ปรากฏเป็นข่าวเมื่อปลายเดือน มิ.ย.2561 พบว่ามีนายทหารของค่ายทหารใน จ.สุราษฎร์ฯ เกี่ยวข้องด้วย 4 นาย ขณะที่ พล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนว่าสั่งปลดทหารทั้ง 4 นายไปแล้ว แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเรื่องการปลดไม่เกิดขึ้นจริง ขณะนี้นายทหารทั้ง 4 นายยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ขณะที่การจับกุมครั้งนี้ เป็นการจับกุมโดยหน่วยเฉพาะกิจของแม่ทัพภาคที่ 4 จากนั้นมีการตั้งคณะกรรมการสอบ แต่ปรากฏว่าจนถึงปัจจุบันยังไม่มีผลสอบออกมา ขณะที่คนส่วนใหญ่คาดการณ์กันว่า เมื่อแม่ทัพภาคที่ 4 คนปัจจุบันหมดวาระ เรื่องดังกล่าวจะเงียบไป และการขนน้ำมันเถื่อนจะกลับมาดำเนินการตามปกติ &amp;nbsp;ไม่มีแม้แต่การสั่งพักราชการ ซึ่งตนรู้สึกไม่สบายใจว่ากรณีดังกล่าวจะเป็นมวยล้มต้มคนดูหรือไม่.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18149</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายปิโตรเลียม, สภาฝักถั่ว, หนังสือพิมพ์, อ้างช่วงปลายสัมปทานเอกชนมักขาดทุน, เปิดทางเอกชนกินอิ่มนอนหลับ, ไม่ต้องวางหลักประกันรื้อถอนแท่นและดูแลสิ่งแวดล้อม, ไม่เป็นแรงจูงใจให้บริษัททำผลกำไร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180921/image_big_5ba4f8e889397.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13237</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2018 15:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้น!สนช.โหวตเลือก&#039;7เสือกกต.&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; จับตาประชุมสภาฝักถั่ว เคาะมติเลือก 7 อรหันต์ กกต. คาดมีตัดไฟแต่ต้นลม โหวตคว่ำชื่อ &amp;ldquo;สมชาย ชาญณรงค์กุล&amp;rdquo; แน่เพราะมีคดีค้างในศาลทุจริต &amp;nbsp;ส่วน &amp;ldquo;พีระศักดิ์ หินเมืองเก่า&amp;rdquo; ลุ้นหนักเหตุความเป็นกลางทางการเมือง &amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; ย้ำตอนนี้ยังไม่เดินเข้าถนนการเมือง เทือกรอปลดล็อกเดินสาย 77 จังหวัด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในวันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม จะมีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ระเบียบวาระการประชุม ครั้งที่ 43/2561 เพื่อพิจารณา เรื่องว่าด้วยการให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามมาตรา 222 มาตรา 217 ประกอบมาตรา 204 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 หลังจากคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง กกต. ที่มี พล.อ.ไพชยนต์ ค้าทันเจริญ ประธาน กมธ. ได้สรุปแล้ว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.กล่าวว่า ตามขั้นตอนจะประชุมลับเพื่อพิจารณารายงานการตรวจสอบประวัติเชิงลึกของ กมธ. ส่วนข่าวที่ออกมาว่าอาจมีผู้ผ่านการสรรหาหนึ่งคนมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติจนอาจไม่ได้รับการเห็นชอบจาก สนช.นั้น ไม่ทราบข้อเท็จจริง เพราะ กมธ.ยังไม่มีการแถลงต่อที่ประชุม สนช. และทั้งหมดก็เป็นดุลพินิจของสมาชิก สนช.ในการตัดสินใจว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ไม่น่าจะมีประเด็นถึงขนาดนั้น ยืนยันว่าไม่มีใบสั่ง เป็นแต่เพียงข่าวที่ออกไปเท่านั้น เพราะคิดว่าสมาชิก สนช.มีดุลพินิจตัดสินใจได้เองบนพื้นฐานของความเหมาะสม ขอให้ทุกฝ่ายมั่นใจว่า สนช.จะทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระเพื่อคัดกรองบุคคลที่ดีมาทำหน้าที่ใน กกต.&amp;rdquo; นายสุรชัยกล่าวตอบในประเด็นว่าจะเกิดกรณีล้มกระดานอีกครั้งหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อข้อถามว่า หาก สนช.ลงมติเห็นชอบผู้ผ่านการสรรหาไม่ครบ 7 คน จะสามารทำหน้าที่ กกต.ได้ทันทีหรือไม่ นายสุรชัยกล่าวว่า ถ้าผ่านความเห็นชอบจาก 5 คน ก็สามารถเป็นองค์ประชุมเพื่อทำหน้าที่ได้ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานจาก สนช.แจ้งว่า ขณะนี้เสียง สนช.ส่วนใหญ่มีแนวโน้มเห็นตรงกันว่า อาจไม่เห็นด้วยรับรองรายชื่อนายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ที่มีคดีถูกฟ้องร้องอยู่ในชั้นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง กรณีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่สมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ในสมัยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ทำหน้าที่เป็นนายทะเบียนสหกรณ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สนช.หลายคนแสดงความเป็นห่วงว่า หากได้รับการแต่งตั้งเป็น กกต. อาจมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กร แม้ศาลและ ป.ป.ช.ยังไม่มีชี้ขาดถึงที่สุด แต่เกรงว่าหากปฏิบัติหน้าที่ กกต.ไปแล้วมาถูกชี้มูลความผิดในภายหลัง จะเกิดความยุ่งยากตามมา และตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ก็ระบุให้มี กกต. 5 คนขึ้นไป ก็สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมี กกต.ครบ 7 คน&amp;rdquo; รายงานระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานแจ้งอีกว่า ยังมีกรณีนายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดหลายจังหวัด อยู่ในข่ายก้ำกึ่ง เนื่องจากมีปัญหาถูกร้องเรียนเรื่องความเป็นกลางทางการเมือง ซึ่ง สนช.ยังเสียงแตกเป็น 2 ฝ่าย มีทั้งฝ่ายสนับสนุนและไม่สนับสนุนใกล้เคียงกัน ส่วนผู้ได้รับการเสนอชื่อที่เหลืออีก 5 คนแน่ๆ คือ นายสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, นายอิทธิพร บุญประคอง อดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย, นายธวัชชัย เทิดเผ่าไทย อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.), นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และนายปกรณ์ มหรรณพ ผู้พิพากษาศาลฎีกา เพราะไม่มีปัญหาการร้องเรียน ทั้งนี้ ผู้ได้รับความเห็นชอบจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนจาก สนช.เกินกึ่งหนึ่งของจำนวน สนช. 246 คนที่มีอยู่ในขณะนี้ หรือ 123 เสียงขึ้นไป &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี 1 ใน 4 รายชื่อที่ได้รับการเสนอชื่อเป็น กกต.ถูกฟ้องร้องคดีในศาลทุจริตว่า ไม่ทราบเรื่อง เห็นแต่จากข่าวในหนังสือพิมพ์ และถ้าได้ไม่ครบนั้น มีเท่าไหร่ก็ทำงานได้ แต่ที่จะทำงานไม่ได้คือไม่มีทั้ง 7 คน เพราะต้องกลับมาหา 4 คนเดิม &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้การต้อนรับเยาวชนโครงการ &amp;ldquo;เยาวชนไทยในเขตมิดเวสต์ของสหรัฐอเมริกาเยือนถิ่น&amp;rdquo; ครั้งที่ 2 &amp;nbsp;จำนวน 70 คน โดยกล่าวให้โอวาทตอนหนึ่งว่า เราจะมีการเลือกตั้งในต้นปีหน้า ยืนยันว่าเราเป็นประเทศประชาธิปไตย จึงต้องมีการจัดการเลือกตั้ง การที่เข้ามาในวันนี้ เพื่อต้องการให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย แก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างยาวนาน โดยหลายอย่างแก้ไขไปบ้างแล้วใน 4 ปี ถือว่าทำงานอย่างหนัก เพราะต้องทำให้ไทยพัฒนาก้าวทันโลก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมไม่ใช่นักแสดง ไม่ใช่ดาราที่ทุกคนจะมานั่งจ้องดูการแสดงทุกอย่าง ผมพูดก็เครียดทุกที พูดในความจริงซึ่งทุกคนควรยอมรับว่านี่คือความจริงของไทย โดยเราต้องซื่อสัตย์ต่อคนและประเทศของเรา&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์อีกครั้งถึงสถานการณ์การเมืองที่จะกลับมาวุ่นวายอีกครั้งหลังการช่วยเหลือทีมหมูป่าอะคาเดมี 13 คนออกมาจากถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอนว่า ไม่สนใจทั้งสิ้น การเมืองก็คือการเมือง บอกแล้วการเมืองก็ทำไป ถึงเวลาเมื่อไหร่ที่เขาปลดล็อกให้ก็ทำไป แต่ถ้ายังปลดล็อกไม่หมดแล้วไปทำความผิด ก็ต้องดำเนินคดี ก็จบแค่นั้น จะไปยากอะไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า คิดว่านักการเมืองควรจะถอดบทเรียนจากความสามัคคีกรณีช่วย 13 ชีวิตติดถ้ำหลวงอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่ไปแตะต้องเขาหรอก อย่าเอาไปแตะต้องกับเขา เพราะยังไม่ได้ไปสู่การเมือง ถามอีกว่านายกฯ ทานยาอะไรมา พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ยาคลายความโมโห
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์กำลังเดินมายืนให้สัมภาษณ์ ได้ยกนิ้วชี้มือขวาทาบไปที่ริมฝีปากเหมือนแสดงสัญลักษณ์ว่าจะไม่พูด แต่ในที่สุดก็มาหยุดยืนหน้าไมโครโฟนให้สัมภาษณ์ตามปกติด้วยสีหน้าที่อิดโรย
ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ในฐานะประธานคณะทำงานด้านรณรงค์เชิญชวนประชาชนให้มาร่วมเป็นเจ้าของพรรค ได้ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงความคืบหน้าในการหาสมาชิกว่า หลังจากประชุมกันวันที่ 3 มิ.ย. ก็มีความตั้งใจจะออกเดินทางให้ทั่วทั้ง 77 จังหวัด ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 80-90 วัน แต่เมื่อยังมีข้อกฎหมายและคำสั่ง คสช.ซึ่งยังไม่อนุญาตให้เคลื่อนไหวทางการเมือง จึงต้องปรับเปลี่ยนขั้นตอนวิธีการทำงานใหม่ โดยใช้ช่องทางโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะเฟซบุ๊ก และเมื่อ คสช.อนุญาตให้จัดการชุมนุมทางการเมือง หรือประชุมทางการเมืองได้ ก็จะออกเดินทางไปเยี่ยมประชาชนตามจังหวัดต่างๆ อีกครั้งหนึ่ง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในระยะนี้ได้รวบรวมผู้ที่มีอุดมการณ์ และแนวคิดเดียวกันได้กว่า 400 คนแล้ว ซึ่งจะเป็นผู้ริเริ่มในการจัดตั้งพรรค โดยตกลงกันว่าเราจะเสียสละเงินคนละ 5 หมื่นบาท เพื่อเป็นทุนประเดิม ในการจัดตั้งพรรค เอาคนที่มีอุดมการณ์จริงๆ มีความรักชาติ รักบ้านเมือง มีความปรารถนาที่จะเห็นพรรคการเมืองของประชาชนเกิดขึ้นอย่างแท้จริง และคิดว่าภายในเดือนนี้เราจะรวบรวมได้เกินกว่า 500 คน&amp;rdquo; นายสุเทพกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13237</URL_LINK>
                <HASHTAG>7 อรหันต์, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี, ธวัชชัย เทิดเผ่าไทย, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.ไพชยนต์ ค้าทันเจริญ, พีระศักดิ์ หินเมืองเก่า, วิษณุ เครืองาม, สภาฝักถั่ว, สมชาย ชาญณรงค์กุล, สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์, สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อิทธิพร บุญประคอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180711/image_big_5b461e83c4552.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
