<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113619</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2021 16:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2021 16:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. รับทราบภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 แนวโน้มปี 64 คาดจีดีพีขยายตัว 0.7-1.2 %</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ส.ค.64 - นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี​ (ครม.)​รับทราบ รายงานเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2564 ขยายตัวร้อยละ 7 ขณะที่แนวโน้มทั้งปี 2564 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 0.7 - 1.2 อย่างไรก็ตาม แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2564 นี้ จะกลับมาขยายตัวอย่างช้าๆ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก แรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายลงทุน และมาตรการเศรษฐกิจของภาครัฐ รายได้ภาคเกษตรที่มีการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องและฐานการขยายตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 ที่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ &amp;nbsp; ทั้งนี้ รายละเอียดสำคัญ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2/2564 ได้แก่ การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนในไตรมาส 2/2564 กลับมาขยายตัวร้อยละ 4.6 การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลขยายตัวร้อยละ 1.1 การลงทุนเอกชนในไตรมาส 2/2564 เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.2&amp;nbsp;ขณะที่การลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.6 การส่งออก มีมูลค่า 67,761 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สูงสุดเท่าที่มีการจัดเก็บข้อมูล ขยายตัวร้อยละ 36.2 โดยสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกพิ่มขึ้น อาทิ รถยนต์นั่ง (89.1 %) รถกระบะ (190.5 %)&amp;nbsp;เป็นต้น การนำเข้าสินค้า มีมูลค่า 58,048 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ&amp;nbsp;เพิ่มขึ้นร้อยละ 41.8 ในครึ่งปีแรกมีมูลค่า 131,765 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ ด้านการผลิต สาขาเกษตรกรรม การป่าไม้และการประมง ขยายตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 ร้อยละ 2.0 &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม สาขาที่พักแรมและการบริการด้านอาหาร ขยายตัวจากฐานต่ำในช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 13.2 โดยในไตรมาสนี้มีรายรับจากนักท่องเที่ยวชาวไทยอยู่ที่ 0.035 ล้านล้านบาท &amp;nbsp;ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่วนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยในไตรมาส 2/2564 มีจำนวน 20,275 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ไทยมีอัตราการว่างงานในไตรมาส 2/264 อยู่ที่ร้อยละ 1.9 &amp;nbsp;ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าและในช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ร้อยละ 2.0 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2.4&amp;nbsp;ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 5.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ&amp;nbsp;เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2564 อยู่ที่ 2.47 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และหนี้สาธารณะมีมูลค่าทั้งสิ้น 8,825,097.8 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 56.1 ของ GDP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2564 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 0.7 - 1.2 ปรับลดลงจากการประมาณการในครั้งก่อนร้อยละ 1.5 - 2.5 จากข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยง คือ การแพร่ระบาดระลอกใหม่ของโรคโควิด-19 ที่มีความรุนแรงและยังมีความไม่แน่นอนสูง ข้อจำกัดฐานะการเงินของภาคครัวเรือนและธุรกิจท่ามกลางการว่างงานที่ยังสูง ความเสี่ยงของการส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมจากการระบาดในพื้นที่การผลิต รวมทั้งข้อจำกัดห่วงโซ่การผลิตและโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ และความผันผวนของเศรษฐกิจและการเงินโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังเปิดเผยว่า สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติยังได้เสนอ 7 ประเด็นบริหารเศรษฐกิจในปี 2564 &amp;nbsp;ได้แก่ 1. การควบคุมสถานการณ์การระบาดให้อยู่ในวงจำกัด ลดการแพร่เชื้อเร่งรัดจัดหาและการกระจายวัคซีนอย่างเพียงพอและทั่วถึง 2.การช่วยเหลือเยียวยาประชาชน แรงงาน และภาคธุรกิจ ที่ได้รับผลกระทบในช่วงการระบาดของโรคยังรุนแรงและมีใช้มาตรการควบคุมการระบาดอย่างเข้มงวด 3. การดำเนินมาตรการสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเมื่อสถานการณ์การระบาดผ่อนคลายลง 4. การขับเคลื่อนการส่งออกสินค้า 5. การรักษาแรงขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ&amp;nbsp;6. การส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน และ 7. การรักษาบรรยากาศทางการเมืองและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113619</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะรัฐมนตรี, มติครม., รายงานเศรษฐกิจไทย, สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, แนวโน้มเศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210817/image_big_611b79245c664.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101732</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2021 15:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2021 15:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.” ยังเดินหน้า มาช้าแต่มาแน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การประชุมคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางบก ครั้งที่ 1/2564 ผ่านไป แนวทาง &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; ยิ่งชัดเจนขึ้น ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะทำงานฯ ในการพิจารณาเพื่อปรับแผนแนวทางการปฏิรูประบบรถโดยสารประจำทางในเขตกรุงเทพมหานคร และจังหวัดที่มีเส้นทางต่อเนื่อง ให้มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรม รวมถึงหาข้อยุติต่อการตั้งข้อสังเกตจากหน่วยงานต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คณะทำงานฯ ชุดดังกล่าว ได้รับการเปิดเผยจาก นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก่อนหน้านี้ว่ามี นายชัยวัฒน์&amp;nbsp; ทองคำคูณ อดีตปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน และนายจิรุฒม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เป็นเลขานุการคณะทำงาน โดยมีสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ร่วมพิจารณา ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน แต่เดิมคาดว่าจะได้ข้อยุติในเดือนพฤษภาคมนี้&amp;nbsp; ทั้งนี้รวมไปถึงการหาข้อสรุปในบางประเด็นจากการตั้งข้อสังเกตหรือข้อกังวลของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับ &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; ด้วย ต่อจากนั้นจะดำเนินการจัดทำแผนลงทุนดังกล่าวเพื่อเสนอต่อสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาและเสนอคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ก่อนหน้านี้ได้มีการเปิดเผย &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; ซึ่งมีการปรับแผนจากการซื้อรถเมล์ใหม่ เปลี่ยนเป็นการจัดเช่ารถโดยสารปรับอากาศพลังงานไฟฟ้าแทน และให้บริการวิ่งในเส้นทางเดินรถที่มีการปรับเปลี่ยนเส้นทางตามที่กรมการขนส่งทางบกแบ่งใหม่ เป็นของ ขสมก. 108 เส้นทาง และของเอกชนอีก 54 เส้นทาง รวมระยะเวลา 7 ปี ซึ่งจะเป็นการจ่ายค่าจ้างตามกิโลเมตรที่วิ่งให้บริการจริง ในอัตราที่ ขสมก. กำหนด และยังมีการกำหนดอัตราค่าโดยสารเป็นอัตราเดียว (Single Price) ในอัตรา 30 บาท/คน/วัน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน โดยยังคงมีทางเลือกสำหรับค่าโดยสารแบบเที่ยวเดียวไว้ให้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ &amp;quot;สภาพัฒน์&amp;quot; ก็เคยย้ำว่า &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; นั้น ขณะนี้ไม่ได้ติดอยู่ที่สภาพัฒน์ และกระทรวงคมนาคมไม่จำเป็นต้องนำแผนฟื้นฟูฯ มาให้สภาพัฒน์พิจารณาก่อนเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่สิ่งที่กระทรวงคมนาคมต้องเสนอให้สภาพัฒน์พิจารณา คือ แผนการลงทุนในการจัดหารถโดยสารประจำทางใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในแผนฟื้นฟูฯ ถือเป็นกระบวนการปกติของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจหากต้องจัดซื้อจัดจ้างต้องส่งมาให้สภาพัฒน์พิจารณาด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบัน นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า ตามที่กรมการขนส่งทางบก ได้ออกประกาศ เรื่อง &amp;ldquo;การปฏิบัติตามมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19)&amp;rdquo; เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2564 โดยขอความร่วมมือผู้ประกอบการขนส่ง พิจารณาปรับลดจำนวนเที่ยวการเดินรถ ในการให้บริการขนส่งผู้โดยสารระหว่างจังหวัดในเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดเท่าที่สามารถจะทำได้ โดยให้พิจารณาจัดการเดินรถตามความจำเป็น ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ รวมทั้ง ปรับลดการให้บริการ ในช่วงเวลา 23.00 &amp;ndash; 04.00 น. ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2564 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังได้ปรับลดจำนวนเที่ยววิ่งรถโดยสารทุกประเภท ในช่วงเวลาการให้บริการปกติ ทั้งรถโดยสารธรรมดา และรถโดยสารปรับอากาศ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2564 เป็นต้นไป เพื่อให้สอดคล้องกับประกาศฯ และสอดคล้องกับจำนวนผู้ใช้บริการในปัจจุบันที่มีจำนวนลดลง เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเป็นการทำงานอยู่ที่บ้าน (Work From Home) และสถานศึกษาหลายแห่ง ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนเป็นแบบออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ขสมก. ปรับลดจำนวนเที่ยววิ่ง เฉพาะเส้นทางที่มีผู้ใช้บริการลดลง ส่วนเส้นทางที่มีจำนวนผู้ใช้บริการเท่าเดิม จะไม่มีการปรับลดจำนวนเที่ยววิ่งแต่อย่างใด นอกจากนี้ ขสมก. ยังได้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด - 19 อย่างเคร่งครัด เพื่อลดผลกระทบและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนผู้ใช้บริการรถโดยสารของ ขสมก.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นาทีนี้จึงต้องบอกว่าถ้า &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; มาเร็วกว่านี้สักหน่อย ประชาชนจะได้ใช้รถเมล์ใหม่ระบบพลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แถมยังลดการวิ่งในเส้นทางที่ซ้ำซ้อน ไม่ต้องรอรถนาน จากจำนวนรถน้อยและสภาพเก่าทรุดโทรม และยังมีรถควันดำเป็นมลพิษด้วย ตอนนี้จึงได้แต่รอว่า &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; จะผ่านฉลุย เดินหน้ารับ &amp;ldquo;ชีวิตวิถีใหม่&amp;rdquo; ให้เร็วที่สุด ไม่ค้างเติ่งถูกดองไว้ที่สภาพัฒน์ นานๆ&amp;nbsp; สามารถสรุปส่งเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เร็วเท่าไหร่ก็เริ่มได้เร็วเท่านั้น ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็ยังคงยืนยันหนักแน่นว่าถึงมาช้าแต่มาแน่ และนี่ถือเป็นอีกหนทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนคนกรุงเทพฯ ได้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมที่สุดอย่างหนึ่ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101732</URL_LINK>
                <HASHTAG>Single Price, กรมการขนส่งทางบก, กระทรวงคมนาคม, ขนส่งทางบก, ขสมก., นายจิรุฒม์ วิศาลจิตร, นายชัยวัฒน์  ทองคำคูณ, นายดนุชา พิชยนันท์, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ, นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล, รถโดยสารประจำทาง, สนข., สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สศช., สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร, องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ, แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210504/image_big_609106928a838.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97806</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2021 20:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2021 19:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ข่าวประชาสัมพันธ์  การประชุมกลุ่มย่อยระดมความคิดเห็น เรื่อง  (ร่าง) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ พ.ศ. …. ภายใต้ โครงการขับเคลื่อนการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ ปีงบประมาณ 2563</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันอังคารที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2564 ดร.วิชญายุทธ บุญชิต รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นประธานเปิดการประชุมกลุ่มย่อยระดมความคิดเห็น เรื่อง (ร่าง) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ พ.ศ. &amp;hellip;. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุง (ร่าง) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ ก่อนเสนอคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการประชุมดังกล่าวได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ธงชัย พรรณสวัสดิ์ ร่วมอภิปราย เรื่อง SEA กับการพัฒนาที่ยั่งยืน ดร. พรวิภา คลังสิน&amp;nbsp; หัวหน้าโครงการ เรื่อง การขับเคลื่อน SEA ของไทย ดร. วิเทศ ศรีเนตร นายจักรกริช ธรรมศิริ และ ดร.ชญาทัต เนียมแสวง ผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์&amp;nbsp; บริษัท ยูไนเต็ด แอนนาลิสต์ แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแตนท์ จำกัด เรื่อง (ร่าง) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ พ.ศ. &amp;hellip;. (ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๓) &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งได้ร่วมกันระดมความคิดเห็น เรื่อง (ร่าง) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ โดยมีประเด็นหลัก ดังนี้ 1) ความเหมาะสมของเจตนารมณ์และเหตุผลของ (ร่าง) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ พ.ศ. &amp;hellip;. 2) ขอบเขตและเกณฑ์การบังคับใช้ที่เหมาะสมกับบริบทประเทศไทย 3) กลไกและองค์กรที่จะช่วยสนับสนุน (ร่าง) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ พ.ศ. &amp;hellip;. และ 4) ความคาดหวังและผลที่จะเกิดขึ้นจากการประกาศใช้ (ร่าง) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ พ.ศ. &amp;hellip;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการขับเคลื่อน SEA ในครั้งนี้เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการจัดทำแผนและแผนงานเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยกลไกที่สำคัญในระยะแรก คือ การใช้กฎหมายและระเบียบข้อบังคับ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถมีหลักเกณฑ์การนำ SEA ไปใช้ร่วมกัน ซึ่งจะเป็นกลไกด้านกฎหมายและการบังคับใช้กลไกการดำเนินงานและติดตามประเมินผล โดยการกำกับของคณะกรรมการพัฒนาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (กสย.) และคณะอนุกรรมการต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นกลไกในการพัฒนาระบบ SEA และติดตามประเมินผลการจัดทำ SEA ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : โทร. 02-280-4085 ต่อ 1543&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97806</URL_LINK>
                <HASHTAG>SEA, คณะกรรมการพัฒนาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (กสย.), ดร.วิชญายุทธ บุญชิต, ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์, สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สศช., สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210330/image_big_60631b2ebc1d7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81425</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/10/2020 10:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/10/2020 10:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สศช.เปิดระดมความคิดเห็น การขับเคลื่อนการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์สู่การวางแผนอย่างเป็นรูปธรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-1.45pt; margin-bottom:6.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2563 ดร.วิชญายุทธ บุญชิต รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นประธานเปิดการสัมมนาระดมความคิดเห็น ครั้งที่ 1 เรื่อง การขับเคลื่อนการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์สู่การวางแผนอย่างเป็นรูปธรรม ณ โรงแรมปรินซ์ พาเลซ ภายใต้ โครงการขับเคลื่อนการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ SEA ให้กับประชาชนทั่วไปและภาคีการพัฒนาที่เกี่ยวข้องรับทราบ ผ่านการกิจกรรมการประชุมสัมมนาเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ จำนวน 2 ครั้ง ซึ่งการสัมมนาเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ครั้งนี้ เป็นครั้งแรก มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ SEA การขับเคลื่อน SEA ในช่วงที่ผ่านมา และแนวทางการขับเคลื่อน SEA ในระยะต่อไป ให้กับประชาชนทั่วไปและภาคีการพัฒนาที่เกี่ยวข้องรับทราบ ตลอดจนรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการขับเคลื่อนและจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ของประเทศไทย โดยมีผู้แทนจากภาครัฐภาคเอกชน มูลนิธิ และองค์กรอิสระ เข้าร่วมสัมมนา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-1.45pt; margin-bottom:6.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-1.45pt; margin-bottom:6.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;การสัมมนาดังกล่าวได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมบรรยาย ได้แก่ Dr. Jeremy Carew-Reid Director of International Centre for Environmental Management International Strategic Environmental Development for Planning ดร. วิเทศ ศรีเนตร ผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ และ ดร.พรวิภา คลังสิน หัวหน้าโครงการ บริษัท ยูไนเต็ด แอนนาลิสต์ แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแตนท์ จำกัด เรื่อง &amp;ldquo;โครงการขับเคลื่อนการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ของไทย&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-1.45pt; margin-bottom:6.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-1.45pt; margin-bottom:6.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;นอกจากนี้ มีผู้ให้เกียรติร่วมเสวนา เรื่อง SEA: ความหวังใหม่ของการจัดทำแผน? ประกอบด้วย ดร.วชิราภรณ์ กำเนิดเพ็ชร ผู้อำนวยการกลุ่มวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และนางสาวนันทวัน สุวรรณสถิต&amp;nbsp; นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการพิเศษ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ชล บุนนาค ผู้อำนวยการโครงการวิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) รองศาสตราจารย์ ดร.เดช วัฒนชัยยิ่งเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEA โครงการการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์และแผนหลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตก (มหาวิทยาลัยนเรศวร) นายศุภกิจ นันทะวรการ ผู้จัดการฝ่ายนโยบายสาธารณะ มูลนิธินโยบายสุขภาวะโดยมี ดร.ไชยยศ บุญญากิจ เป็นผู้ดำเนินรายการ&lt;/p&gt;


&lt;p style=&quot;border:none; margin-bottom:6.0pt; padding:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;border:none; margin-bottom:6.0pt; padding:0in&quot;&gt;สำหรับการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) เป็นกระบวนการศึกษาวิเคราะห์ ประเมินศักยภาพ และขีดความสามารถในการรองรับของสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การพัฒนานโยบาย แผน และแผนงาน โดยบูรณาการทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงเปรียบเทียบทางเลือกในการตัดสินใจ ซึ่งส่งผลให้การตัดสินใจนั้นมีคุณภาพ รอบคอบ โปร่งใส และมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ถือเป็นเครื่องมือสำคัญต่อการวางแผนการพัฒนาที่มีเป้าหมายมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;border:none; margin-bottom:6.0pt; padding:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;border:none; margin-bottom:6.0pt; padding:0in&quot;&gt;นายกรัฐมนตรีได้กำหนดให้มีการขับเคลื่อนและนำ SEA มาใช้ในกับการวางแผนพัฒนาประเทศ ผ่านคณะอนุกรรมการการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (คณะอนุกรรมการ SEA) ภายใต้คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (กพย.) โดยได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ SEA ที่มีนายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา เป็นประธาน และมี สศช. และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เป็นฝ่ายเลขานุการร่วม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;border:none; margin-bottom:6.0pt; padding:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;border:none; margin-bottom:6.0pt; padding:0in&quot;&gt;กพย. ได้มีมติเห็นชอบในหลักการของ (ร่าง) ข้อเสนอการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ และ (ร่าง) แนวทางการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA Guideline) ที่คณะอนุกรรมการ SEA จัดทำ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2561 ซึ่งได้กำหนดประเภทของแผน/แผนงานและพื้นที่ที่ควรทำ SEA ในเบื้องต้น กำหนดประเภทของแผนที่ควรทำ SEA ในเบื้องต้น ได้แก่ 1) แผนด้านคมนาคม 2) แผนพัฒนาพลังงานและปิโตรเลียม 3) แผนพัฒนาทรัพยากรแร่ 4) ผังเมือง 5) แผนบริหารจัดการลุ่มน้ำและชายฝั่งทะเล 6) แผนพัฒนาพื้นที่เฉพาะหรือพื้นที่พิเศษ และ 7) แผนพัฒนานิคมอุตสาหกรรม หรือการพัฒนาพื้นที่ที่มีลักษณะคล้ายคลึง รวมทั้ง ที่ประชุม กพย. มีมติเห็นชอบให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อขับเคลื่อน SEA มาใช้ในการวางแผนพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ถึงความสำคัญของ SEA และแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;border:none; margin-bottom:6.0pt; padding:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;border:none; margin-bottom:6.0pt; padding:0in&quot;&gt;แนวทางในการขับเคลื่อน SEA ในช่วงที่ผ่านมา สศช. ได้ดำเนินการพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดทำแผนให้มีความรู้ความเข้าใจ SEA ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ และสามารถนำ SEA ไปใช้ในกระบวนการวางแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้การฝึกอบรมทางวิชาการด้าน SEA ทั่วประเทศ 5 ภูมิภาค จำนวน 6 ครั้ง ระหว่างเดือนกรกฎาคม - ตุลาคม 2562 รวมทั้งจัดทำโครงการนำร่องการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์กับการพัฒนาเชิงพื้นที่: จังหวัดระยอง รวมทั้งการปรับปรุงแนวทางการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ให้มีความเหมาะสมและชัดเจนในการนำไปสู่การปฏิบัติ ตลอดจนการจัดทำ ร่าง ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ พ.ศ. .... ซึ่งกำหนดให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบและขับเคลื่อนการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ขึ้น เพื่อขับเคลื่อนงาน SEA ในระยะต่อไป&lt;/p&gt;

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81425</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.วิชญายุทธ บุญชิต, สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สศช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201022/image_big_5f90feabc2a36.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66289</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ่วม!จีดีพีลบ1.8%ในรอบ6ปี เงินกู้1ล้านล.แค่ประคองศก.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; อ่วม! สศช.เผยตัวเลขจีดีพี 1/63 ติดลบ 1.8% โดยเป็นการติดลบครั้งแรกนับตั้งแต่ไตรมาส 1/57 หรือในรอบ 6 ปี ขณะที่ทั้งปีคาดจะติดลบ 5-6% ผลพวงวิกฤติโควิด-19 ระบาดทั่วโลก ระบุเงินกู้ 1 ล้านล้านไม่ได้ช่วยกระตุ้นจีดีพี แต่ช่วยประคองเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพีไตรมาส 1/2563 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ติดลบ 1.8% โดยเป็นการติดลบครั้งแรกนับตั้งแต่ไตรมาส 1/2557 และคาดว่าไตรมาส 2 จะติดลบมากกว่าไตรมาส 1 ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2563 คาดจะติดลบ 5- 6% จากการปรับตัวลงอย่างรุนแรงของเศรษฐกิจและการค้าโลก การลดลงของจำนวนและรายได้จากภาคท่องเที่ยวต่างชาติ การแพร่ระบาดของโควิด-19 และปัญหาภัยแล้งที่คาดว่าส่งออกทั้งปีจะติดลบ 8%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ตัวเลขประมาณการจีดีพีทั้งปีที่คาดว่าจะติดลบ 5-6% อยู่ภายใต้สมมติฐานการแพร่ระบาดของโควิด-19 สามารถควบคุมได้ภายในไตรมาส 2 และไม่มีการแพร่ระบาดรอบ 2 กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมาขับเคลื่อนได้ในไตรมาส 2 และเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ในไตรมาส 3 และนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มกลับมาท่องเที่ยวไทยในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ขณะที่ความคืบหน้าการใช้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท&amp;rdquo; นายทศพรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในส่วนของงบเยียวยา 555,000 ล้านบาท ล่าสุดคงเหลือ 190,000 ล้านบาท โดยเยียวเกษตรกร 10 ล้านคน เยียวยา 5,000 บาท จำนวน 16 ล้านคน ประกันสังคม 11 ล้านคน และกลุ่มเปราะบางของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) 14 ล้านคน ขณะที่ 45,000 ล้านบาท จะเป็นงบด้านสาธารณสุข ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขอยู่ระหว่างการทำแผนใช้งบ และงบอีก 400,000 ล้านบาท จะเป็นงบสำหรับฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นเงินที่ลงสู่ท้องถิ่น รวมถึงการจ้างงาน ซึ่งขณะนี้แต่ละหน่วยงานอยู่ระหว่างจัดทำโครงการ คาดจะเสร็จภายในเดือนมิถุนายนและสามารถเบิกจ่ายได้ตั้งแต่กรกฎาคม 2563 เป็นต้นไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทศพรกล่าวอีกว่า สำหรับเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ไม่ได้คาดหวังการกระตุ้นตัวเลขจีดีพี แต่หวังช่วยประคองเศรษฐกิจและเชื่อว่าสถานการณ์ที่คาดการณ์ไว้ อีกทั้งมีความเชื่อมั่นในระบบสาธารณสุขและคนไทย โอกาสที่จะเกิดการแพร่ระบาดรอบ 2 จึงมีน้อย ดังนั้นเงินกู้ 1 ล้านล้านบาทจึงเพียงพอ โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นแบบตัวยู ทั้งนี้ ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ออกมาได้มีการหารือร่วมกับกระทรวงการคลังแล้ว และเป็นตัวเลขเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้เริ่มส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยมาตั้งแต่เดือน ม.ค.ปีนี้ แต่ผลกระทบด้านเศรษฐกิจมีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เดือน ก.พ.เป็นต้นมา เมื่อการระบาดได้เริ่มแพร่ไปยังทวีปยุโรปและสหรัฐ รวมทั้งในประเทศไทยเองมีคำสั่งในการปิดกิจการต่างๆ ทำให้มีจำนวนคนว่างงานเพิ่มมากขึ้น โดยปัจจัยที่ส่งผลสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2563 ที่ สศช.สรุปและรายงานให้ ครม.รับทราบแล้วคือ 1.ความไม่แน่นอนของการสิ้นสุดของการระบาดของโรคโควิด-19 มีปัจจัยเดียวที่จะยุติการแพร่ระบาดได้ ก็คือการค้นพบวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ จึงยังส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจของไทย โดยเฉพาะสาขาการท่องเที่ยวที่เป็นหนึ่งในภาคบริการหลักของประเทศ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66289</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, จีดีพี, วิกฤติโควิด-19, สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200518/image_big_5ec289296fe96.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11214</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2018 16:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2018 16:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.เคาะแล้ว!ปรับโฉมสภาพัฒน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 มิ.ย.2561 &amp;ndash; การประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 4/2561 ได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. &amp;hellip;. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้แก้ไขเพิ่มเติมตามมติที่ประชุมหารือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 7 มิ.ย.2561 ที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานแล้วให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) พิจารณา ก่อนเสนอ สนช.ต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ สศช.ประกอบด้วย 1.กำหนดให้มี &amp;ldquo;สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ&amp;rdquo; ประกอบด้วยประธานสภาหนึ่งคนและกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่เกิน 15 คน และให้ปลัดกระทรวงการคลัง เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการ ก.พ. เลขาธิการ ก.พ.ร. ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการสภา และให้เลขาธิการ สศช.เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยกำหนดให้ประธานสภาและกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี โดยผู้ซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กำหนดให้สภาสามารถมีมติให้เชิญปลัดกระทรวงหรือหัวหน้าส่วนราชการที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงเกี่ยวกับเรื่องที่พิจารณา หรือผู้ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญมาเข้าร่วมประชุมเป็นครั้งคราวในฐานะกรรมการสภาด้วยก็ได้ โดยให้ผู้ที่ได้รับเชิญมามีฐานะเป็นกรรมการสภาสำหรับการประชุมครั้งที่ได้รับเชิญนั้น &amp;nbsp;และกำหนดให้ สศช.มีอำนาจหน้าที่กำหนดกรอบทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ จัดทำร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และให้ความเห็นต่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กำหนดให้มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างต่อเนื่องในแต่ละช่วงระยะเวลา 5 ปี โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการยกร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในแต่ละด้านตามกรอบของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ &amp;nbsp;ทำหน้าที่ยกร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเสนอต่อสภาพิจารณา โดยต้องมีการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเพื่อนำมาประกอบการยกร่างด้วย พร้อมทั้งกำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี และงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดในแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยให้เป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่จะกำกับดูแลและสนับสนุนให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่งดำเนินการให้เป็นไปตามแผนดังกล่าวด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กำหนดให้มีสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทำหน้าที่ดำเนินงานในฐานะเจ้าหน้าที่ฝ่ายเลขานุการของสภา ประสานงานกับหน่วยงานของรัฐและประชาชนเกี่ยวกับการจัดทำร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ ฯลฯ &amp;nbsp;รวมทั้งกำหนดให้มีคณะกรรมการประสานการดำเนินงานด้านยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ ทำหน้าที่วิเคราะห์ ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ ตลอดจนปฏิบัติหน้าที่อื่นที่สภามอบหมาย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. บทเฉพาะกาล ให้คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตามพระราชบัญญัติพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. 2521 ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับปฏิบัติหน้าที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพลางก่อน และให้โอนบรรดาภารกิจ อำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน งบประมาณ สิทธิ หนี้ ภาระผูกพัน ข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้าง และอัตรากำลังของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปเป็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ &amp;nbsp;รวมทั้งให้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตามประกาศพระราชโองการ เรื่อง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) ลงวันที่ 29 ธันวาคม พุทธศักราช 2559 ที่ใช้อยู่ในวันก่อนที่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ ถือว่าเป็นแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตามร่างพระราชบัญญัตินี้ และยังให้คงใช้ได้ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2565&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11214</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะรัฐมนตรี, ครม.สัญจร, พระราชบัญญัติ, รองนายกรัฐมนตรี, วิษณุ เครืองาม, สนช., สภานิติบัญญัติแห่งชาติ, สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180612/image_big_5b1f952fae692.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
