<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>100776</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2021 14:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2021 14:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตั้งเป้าฉีดวัคซีนวันละ 3 แสนคน ผุด &#039;ซิงเกิลคอมมานด์&#039; บริหารร่วมเอกชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 เม.ย.64 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภายหลังร่วมหารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พร้อมด้วยทีมเศรษฐกิจ คณะที่ปรึกษานายกฯ และหน่วยงานเกี่ยวข้อง ว่า เรื่องที่หารือหลักๆ 2-3 เรื่องคือ 1.เกี่ยวกับสถานการณ์ในขณะนี้ที่การระบาดโควิด-19 ขยายตัวเป็นวงกว้างมากขึ้น จำนวนผู้ติดเชื้ออยู่ในระดับสูง ซึ่งได้หารือกันว่าการจัดการขณะนี้จะมีการดำเนินการอย่างไร และจะต้องเตรียมประเด็นที่จะหารือกับภาคเอกชนในวันพุธที่ 28 เม.ย.ช่วงบ่ายด้วย ซึ่งการจัดการสถานการณ์ในขณะนี้นายกฯได้สั่งการแล้วว่าในส่วนของการนำผู้ป่วยเข้ามาสถานพยาบาล จากช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา นายกฯให้กองทัพจัดรถไปรับด้วย ดังนั้นขณะนี้ผู้ป่วยที่ตกค้างประมาณพันกว่าคนได้เริ่มเข้าไปที่สถานพยาบาลแล้วประมาณ 800 กว่าคนและยังคงมีการดำเนินการอยู่เรื่อยๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายดนุชา กล่าวว่า อย่างไรก็ตามนายกฯสั่งการให้กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงแรงงานรับผิดชอบในส่วนของการคัดกรอง โดยกลุ่มที่เป็นผู้ประกันตนขอให้กระทรวงแรงงานตรวจคัดกรอง ซึ่งเขาก็ดำเนินการอยู่แล้ว แต่กรณีที่มีการพบผู้ป่วย สายด่วนที่มีอยู่เมื่อโทรเข้าไปแล้วจะมีเจ้าหน้าที่ไปรับมาจากที่บ้านและไปเข้าที่จุดคัดกรอง ซึ่งทราบว่ามีการจัดสถานที่ไว้ เช่นที่อินดอร์ สเตเดี้ยม เป็นจุดที่จะนำผู้ป่วยเข้ามาและคัดกรอง ถ้าผู้ป่วยไม่มีอาการเข้าสู่โรงพยาบาลสนามที่เตรียมไว้หลายแห่ง ซึ่งตัวเลขทั้งหมดจะมีการประสานให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง เพราะสถานการณ์มีการปรับทุกวัน ส่วนคนที่มีอาการคัดกรองแล้วเป็นระดับสีเหลือง ก็ต้องเข้าสถานที่พยาบาล แต่จะเป็นที่ไหนก็คงจะดูจุดว่าง สำหรับผู้ที่มีอาการหนักหรืออยู่ในกลุ่มสีแดงต้องเข้าโรงพยาบาลแน่นอน ดังนั้นทุกอย่างนายกฯได้มีการสั่งการไปหมดแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายดนุชา กล่าวว่า เรื่องที่ 2 มีการพิจารณาการจัดหาวัคซีน ซึ่งต้องมีการคุยกับภาคเอกชนด้วยว่าจะช่วยได้อย่างไร ขอย้ำว่าวัคซีนที่จะเข้ามาในช่วง 3 เดือนข้างหน้า 26 ล้านโดส ก็จะเพียงพอสำหรับการฉีดเข็มแรกให้กับประชาชนจำนวน 26 ล้านคน และจะมีเพิ่มเข้ามาจากซิโนแวคอีก 1 ล้านโดส ฉะนั้นขอให้มั่นใจว่าในช่วง 3 เดือนข้างหน้าเราตั้งเป้าจะฉีดวัคซีนให้ได้อย่างน้อยๆประมาณ 30 ล้านคน เพราะจะมีวัคซีนทางเลือกที่มีการหาเพิ่มเข้ามาอีก ซึ่งขณะนี้วัคซีนที่มีเพิ่มเติมเข้ามา นอกจากซิโนแวคและแอสตราเซเนกา จะมีจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ซึ่งมีการขึ้นทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ส่วนไฟเซอร์และยี่ห้ออื่นๆ ก็จะมีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนที่จะขึ้นทะเบียนและนำเข้ามา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่จะมีการพูดคุยกับภาคเอกชนในวันพุธนี้ คือขอความร่วมมือดูว่าจะจัดสถานที่ในการฉีดอย่างไร เพราะเราตั้งเป้าว่าในช่วง 3 เดือนข้างหน้า จะต้องมีการฉีดให้ได้อย่างน้อยๆวันละประมาณ 3 แสนคนทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นสถานที่ในการฉีดวัคซีนคงจะไม่ใช่ที่โรงพยาบาลอย่างเดียว คงจะมีสถานที่อื่นที่จัดหาเพิ่มเติมด้วย ส่วนรายละเอียดการแบ่งกลุ่มว่าใครจะรับผิดชอบอย่างไรจะมีความชัดเจนในวันประชุมวันที่ 28 เม.ย. ว่าภาคเอกชนจะช่วยเรื่องสถานที่หรือจะรับวัคซีนบางส่วนไปฉีดให้กับภาคธุรกิจหรือภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีความสำคัญเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามสิ่งที่อยากจะบอกเพิ่มเติมคือ เรื่องวัคซีนนายกฯได้พูดในที่ประชุมและสั่งการแล้วว่าเราต้องจัดหาวัคซีนให้ได้เพิ่มเติมประมาณ 100 ล้านโดสภายในสิ้นปีนี้ เพราะฉะนั้น 3 เดือนข้างหน้าจะพยายามฉีดให้ได้ 30 ล้านคนก่อน จากประชากรเป้าหมายที่ตั้งไว้ตอนแรก 50 ล้านคนและสิ้นปีก็จะฉีดให้ได้ 50 ล้านคน ซึ่งใน 50 ล้านคนอาจจะมีเข็มแรกหรือเข็มที่สอง ดังนั้นจะมีการจัดหาวัคซีนต่อเนื่องเรื่อยๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการสภาพัฒน์ &amp;nbsp;กล่าวว่าอีกเรื่องที่มีการหารือคือ เกี่ยวกับศูนย์ซิงเกิลคอมมานด์ ซึ่งเรื่องนี้จะให้มีการบริหารจัดการในลักษณะซิงเกิลคอมมานด์ การบริหารจะได้ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้รายละเอียดต้องรอผลการหารือกับเอกชนในวันที่ 28 เม.ย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า เห็นมีข่าวจะให้กรุงไทยเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการด้วย นายดนุชากล่าวว่า ก็มีการคุยกัน ซึ่งคงจะมีการแบ่งส่วนกัน โดยกรุงไทยน่าจะเป็นลักษณะให้ไปสำรวจทั้งหมดว่าประชาชนที่มีความต้องการจะฉีดวัคซีนจำนวนเท่าไหร่ อย่างไร เพราะในระบบของหมอพร้อมส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนที่มีข้อมูลในสถานพยาบาล แต่กรุงไทยจะเป็นตัวที่มาเสริมในการทำงานของภาพรวมในการบริหารจัดการวัคซีนทั้งหมด ซึ่งในส่วนของกรุงไทยจะมีระบบของเขาอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องมีแอปพลิเคชันขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้ในส่วนของกรุงไทยและหมอพร้อมคงต้องมาประสานกันเพราะข้อมูลที่เข้ามาสุดท้ายแล้วจะต้องถูกส่งไปเก็บไว้ในที่เดียวกันเพื่อบริหารจัดการทั้งหมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า หมอและพยาบาลที่จะมาช่วยฉีด 3 แสนคนทั่วประเทศ จะมีความเสี่ยงด้วยหรือไม่ นายดนุชากล่าวว่า ก่อนที่จะมีการฉีดก็คงต้องมีการฉีดให้กลุ่มหมอและพยาบาลที่จะมาฉีดก่อน ตอนนี้ก็มีการคุยกันว่าจะนำแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนต่างๆที่มีศักยภาพมาช่วยกันฉีดได้อย่างไร รวมถึงกลุ่มแพทย์และพยาบาลที่เกษียณไปแล้วจะเอาเข้ามาช่วยกันฉีดได้อย่างไร คงต้องระดมกันเข้ามาช่วยฉีดในช่วง 3 เดือนข้างหน้านี้ ซึ่งวัคซันจะทยอยเข้ามาเรื่อยๆโดยล็อตใหญ่คือ เดือนมิ.ย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าในส่วนของซิงเกิลคอมมานด์ยังเป็นของศบค.หรือจะตั้งเป็นชุดใหม่ขึ้นมา นายดนุชา กล่าวว่า ตรงนี้ต้องแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกตัวที่เป็นบริหารจัดการสถานการณ์ก็คงเป็นทางศบค. ส่วนเรื่องการบริหารจัดการวัคซีนจะมีการเซ็ตอัพกลไกขึ้นมา เพื่อร่วมกับภาคเอกชนและก็คงจะอยู่ในส่วนของศบค.ด้วย คงจะเป็นในลักษณะของคณะกรรมการที่จะเข้ามาช่วยดูแลตรงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าคณะที่ปรึกษานายกฯวันนี้ได้มีการเสนอแนะแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า ยังไม่มี ตอนนี้เราคุยกันในแง่การบริหารสถานการณ์การระบาดก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามอีกว่า การหารือวันนี้เพื่อเตรียมพร้อมที่จะหารือวันที่&amp;nbsp;28 เมษายนนี้หรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า เป็นการเตรียมบริหารจัดการสถานการณ์ในช่วงต่อไป และอีกส่วนหนึ่งภาคเอกชนที่มีข้อเสนอเข้ามาเราจะดึงเข้ามาช่วยกันได้อย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100776</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดนุชา พิชยนันท์, สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สศช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210426/image_big_60866c4d08979.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74689</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2020 13:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2020 13:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภาพัฒน์ เผยGDPไตรมาส2/63 ติดลบ12.2%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17ส.ค.63-นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2563 ติดลบ 12.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยครึ่งปีแรก 2563 เศษฐกิจไทยติดลบ 6.9% โดยสาเหตุหลักมาจากการแพร่ระบาดของเชื่อโควิด-19 ส่งผลให้หลายประเทศใช้มาตรการล็อกดาวน์ ทำให้กระทบต่อการค้าระหว่างประเทศและการเดินทางข้ามประเทศ

อย่างไรก็ตามขณะที่การส่งออกไทยไตรมาส 2 ติดลบ 17.8% หากไม่รวมการส่งออกทองคำจะติดลบ 21.4% ซึ่งเป็นไปตามภาวะถดถอยรุนแรงของเศรษฐกิจและการค้าโลก และทั้งปีคาดจีดีพีจะติดลบ 7.5% ภายใต้สมมติฐานการแพร่ระบาดรอบ 2 ที่อยู่ในระดับที่ควบคุมได้, มีการจำกัดการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติจนถึงสิ้นปี 2563 และความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีน จะไม่ทวีความรุนแรงหรือมีมาตรการกีดกันทางการค้าเพิ่มขึ้น

นายทศพร กล่าวว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 เป็นจุดต่ำสุดและจะเริ่มฟื้นตัวไตรมาส 3 และ 4 ส่วนจะฟื้นตัวได้เร็วแค่ไหนยังขึ้นอยู่กับการพัฒนาวัคซีน หากเป็นไปตามคาดจะมีวัคซีนออกมาใช้กับคนกลางปีหน้าจะทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นชัดเจนช่วงครึ่งปีหลังปี 2564 ดังนั้น ขณะนี้จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อประคองเศรษฐกิจ ทั้งการใช้จ่ายภาครัฐ การสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ การออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของกลุ่มผู้ที่ยังมีกำลัง ซึ่งสะท้อนจากตัวเลขยอดจองรถรุ่นใหม่ที่เปิดตัวมาล่าสุดมียอดจองถึง 6,000 คัน รวมทั้งการกระตุ้นการลงทุนของเอกชนให้เตรียมพร้อมรับหลังเศรษฐกิจฟื้น

ทั้งนี้ สภาพัฒน์เสนอแนะภาครัฐควรประสานนโยบายการเงินการคลัง เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ติดตามมาตรการที่ดำเนินไปแล้วให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย มีความยืดหยุ่น พิจารณามาตรการเพิ่มเติมสำหรับธุรกิจและแรงงานในสาขาเศรษฐกิจที่ยังมีปัญหาในการฟื้นตัว การขับเคลื่อนการส่งออกสินค้าและสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคการผลิตและการลงทุนเอกชน

นอกจากนี้รวมถึงการดูแลภาคการเกษตรที่ประสบปัญหาภัยแล้งและการลดลงของราคาสินค้าส่งออก&amp;nbsp; การขับเคลื่อนการใช้จ่ายภาครัฐงบปี 2563 และงบปี 2564 ไตรมาสแรก รวมทั้งงบเหลื่อมปี การส่งเสริมไทยเที่ยวไทย การเตรียมรองรับความเสี่ยงสำคัญที่อาจเกิดขึ้นจากความยืดเยื้อของการระบาดของโรคและการกลับมาระบาดระลอก 2 รวมทั้งการรักษาบรรยากาศทางการเมืองในประเทศ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจ

&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74689</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี, สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สศช., เศรษฐกิจไตรมาส 2</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200817/image_big_5f3a209a57f4e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72281</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2020 11:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2020 11:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เทพไท&#039; จี้รัฐบาลสั่งสภาพัฒน์ฯ อนุมัติเพิ่มค่าตอบแทน อสม.ตามสัญญา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ค.63 - นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาจะตัดเงินค่าตอบแทนให้กับกลุ่ม อสม. เดือนละ 500 บาท เหลือจำนวน 6 เดือน ว่า เรื่องนี้ตนได้อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร ในวาระการพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 1.9 ล้านล้านบาท เพื่อขอให้รัฐบาลเพิ่มค่าตอบแทนให้กับ อสม.ในฐานะที่เป็นด่านหน้าในการต่อต้านการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้กับ อสม.คนละ 500 บาทในทุกเดือน และรัฐบาลก็ได้ตอบรับข้อเสนอดังกล่าว ประกาศให้ค่าตอบแทนเพิ่มคนละ 500 บาทให้กับ อสม.จำนวน 19 เดือน ย้อนหลังตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา จนถึงเดือนกันยายน 2564 ซึ่งเป็นที่รับรู้กันทั้งประเทศ เพราะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ&amp;nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข ต่างก็ออกมาตอบรับข้อเสนอดังกล่าว นับว่าเป็นสัญญาประชาคมที่ให้กับพี่น้อง อสม.ทั้งประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเทพไท กล่าวอีกว่า การที่สภาพัฒน์ฯจะพิจารณาตัดค่าตอบแทนเหลือจำนวน 6 เดือน เป็นการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขเดิมที่รัฐบาลประกาศไว้ ถือว่าเป็นการผิดสัญญา สร้างความผิดหวังให้กับ อสม. เป็นการทำลายขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ชนบท ถ้าจะอ้างข้อจำกัดของเงินงบประมาณนั้น ก็เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น เพราะรัฐบาลมีโครงการกำลังใจ แพ็คเกจนำเที่ยวให้กับ อสม.และเจ้าหน้าที่ รพ.สต.เป็นการใช้เงินงบประมาณของรัฐบาลเช่นเดียวกัน และยังมีโครงการอื่นๆที่มีความจำเป็นหรือความสำคัญต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจสังคมน้อยกว่าการเพิ่มค่าตอบแทนให้กับ อสม.อีกหลายโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น จึงอยากจะเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์&amp;nbsp;ได้ใช้ภาวะผู้นำ สั่งการให้เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของรัฐบาล ได้พิจารณาอนุมัติเพิ่มค่าตอบแทนให้กับ อสม.เดือนละ 500 บาทตามที่รัฐบาลประกาศไว้ และจัดตั้งงบประมาณเป็นค่าตอบแทน อสม.เดือนละ 500 บาทใน พ.ร.บ.งบประมาณในปีต่อๆไปด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72281</URL_LINK>
                <HASHTAG>สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, อสม., เทพไท เสนพงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200723/image_big_5f190fb8a4761.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
