<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113492</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2021 16:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2021 16:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ตรีนุช&#039; รับปาก ถ้าเงินเยียวยา 2พันบาท ผ่านสภาพัฒน์ ฯแล้วจะรีบดำเนินการภายใน  7วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
16 ส.ค. 64 - ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) - นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในการแถลงข่าว &amp;ldquo;จุดยืนลดภาระทางการศึกษา&amp;rdquo; เพื่อชี้แจงแนวทางในการช่วยเหลือนักเรียน ผู้ปกครอง และครู ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตามมาตรการลดภาระทางการศึกษา ของศธ.และรัฐบาล โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือผู้ปกครองในภาวะวิกฤติ และส่งเสริมให้นักเรียนนักศึกษาได้รับการเรียนรู้อย่างเต็มที่ตามศักยภาพ โดยฝากให้ รมว.ศธ. เร่งมอบเงินให้ถึงมือผู้ปกครองโดยเร็ว และขอบคุณศธ.ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ขอให้ศธ.และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พัฒนารูปแบบการศึกษาให้ตอบโจทย์การเรียนวิถีใหม่ และต้องลดภาระผู้ปกครอง นักเรียน และครู ได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางสาวตรีนุช กล่าวว่า ศธ.ออกมาตรการลดภาระทางการศึกษา ได้แก่ 1.การจ่ายเงิน &amp;ldquo;เยียวยานักเรียน&amp;rdquo; ทุกคนทุกสังกัด คนละ 2,000 บาท โดยผู้ปกครองรับเงินเต็มจำนวน ต่อนักเรียน 1 คน โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ สังกัด ศธ. ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงสถานศึกษานอกสังกัดศธ. 2.อินเทอร์เน็ตฟรีสำหรับการเรียน โดยสนับสนุนใน 2 รูปแบบ คือ แบบที่ 1 ช่วย Top-up แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตมือถือให้เบอร์ที่นักเรียนใช้เรียนออนไลน์ ทั้งระบบเติมเงินและรายเดือน และแบบที่ 2 ช่วยจ่ายค่าอินเทอร์เน็ตบ้าน โดยหักจากบิลค่าบริการ เดือนละ 79 บาท (ยังไม่รวม VAT) เป็นเวลา 2 เดือน ซึ่งนักเรียนสามารถเลือกรับสิทธิได้อย่างใดอย่างหนึ่ง และรับได้ 1 คนต่อ 1 สิทธิ 3.การลดภาระงานครูและนักเรียน โดยให้ครูลดการรายงานและโครงการต่างๆ ให้คงไว้เฉพาะที่จำเป็น ส่วนนอกเหนือจากนี้ให้ชะลอไปก่อนจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น รวมถึงลดการประเมินต่างๆ ทั้งที่เป็นงานของหน่วยงานภายในและภายนอก ให้เหลือ 3 โครงการ หรือร้อยละ 1 จากเดิมที่มี 72 โครงการ หรือร้อยละ 32 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสอนของครูให้มากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ส่วนเงินเยียวยาจำนวนดังกล่าว ขณะนี้ดิฉันทราบดีว่าผู้ปกครองกำลังรออยู่ ซึ่ง ศธ.ได้เร่งรัดกระบวนการจ่ายเงินจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ซึ่งเป็นเรื่องระบบของทางราชการ ดังนั้นเมื่อเงินมาถึงศธ.เราจะรีบดำเนินการภายใน 7 วันทันที &amp;quot;นางสาวตรีนุชกล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113492</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ตรีนุช เทียนทอง, สภาพัฒน์, เงินเยียวยา  2พันบาท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210816/image_big_611a31c4785f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113452</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2021 11:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2021 11:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ‘สภาพัฒน์&#039;เผยจีดีพีไตรมาส 2 โต 7.5% คาดการณ์ทั้งปีโต 0.7 - 1.2%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ส.ค.2564 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2564 และแนวโน้มปี 2564 ว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ขยายตัว 7.5% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายตัวของการบริโภคภาคเอกชน 4.6% การลงทุนรวม 8.1% ปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัว 27.5% สาขาอุตสาหกรรมขยายตัว &amp;nbsp;16.8% สาขาขนส่งขยายตัว 11.6%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกขยายตัวได้ 2% ซึ่งเป็นผลมาจากฐานที่ต่ำในปีที่แล้ว รวมทั้งเป็นการขยายตัวในภาคการส่งออก การให้การบริการด้านอาหาร ขณะที่การท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัว โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยประมาณ 1.5 แสนคน จากประมาณการเดิม 5 แสนคน อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย แต่มีโมเมนตั้มที่ทำให้การขยายตัวลดลงจากการระบาดช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ยังได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2564 คาดว่าจะขยายตัวได้ 0.7-1.2% โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 1% ภายใต้สมมติฐานที่คาดว่าตัวเลขการติดเชื้อไวรัสโควิดจะผ่านจุดสูงสุดได้ปลายเดือน ส.ค.นี้ และจะลดลงช่วงปลายเดือน ก.ย. 64 โดยช่วงไตรมาส 4 จะเริ่มเปิดให้ผ่อนคลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมทั้งสามารถที่จะไม่มีการระบาดที่รุนแรงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ฐานการผลิต ทั้งนี้คาดว่าการกระจายวัคซีนภายในปีนี้จะสามารถทำได้ได้ 85 ล้านโดส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้สศช.ยังเสนอแนะประเด็นบริหารเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2564 ใน 7 ประเด็นสำคัญในการบริหารเศรษฐกิจมหภาคได้แก่ 1.การควบคุมสถานการณ์การระบาดให้อยู่ในวงจำกัด รวมทั้งการเร่งรัดจัดหาและการกระจายวัคซีนอย่างเพียงพอและทั่วถึง2.การช่วยเหลือเยียวยาประชาชน แรงงาน และภาคธุรกิจในช่วงที่การระบาดของโรคมีความรุนแรงและมีการดำเนินมาตรการควบคุมการระบาดอย่างเข้มงวด &amp;nbsp;ควบคู่ไปกับการปรับมาตรการและดำเนินมาตรการเพิ่มเติมอย่างเหมาะสม เข้าถึงเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
3.การดำเนินมาตรการสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเมื่อสถานการณ์การระบาดผ่อนคลายลง โดยให้ความสำคัญกับมาตรการสนับสนุนการฟื้นตัวของการใช้จ่ายและการท่องเที่ยวภายในประเทศ 4.การขับเคลื่อนการส่งออกสินค้า ควบคุมการแพร่ระบาดในฐานการผลิตที่สำคัญ การเร่งรัดแก้ไขปัญหาที่เป็นข้อจำกัดและอุปสรรคในการขนส่งสินค้า การแก้ไขปัญหาการขาดแรงงานต่างชาติในภาคการผลิต การขับเคลื่อนการส่งออกไปยังตลาดหลักที่มีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน 5.การรักษาแรงขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ 6.การส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน &amp;nbsp;และ 7.การรักษาบรรยากาศทางการเมืองและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113452</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี, ดนุชา พิชยนันท์, สภาพัฒน์, เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210517/image_big_60a282b3234fe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113143</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2021 09:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2021 09:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศธ.จี้ติดสภาพัฒน์ฯทวงถาม จ่ายเงินเยียวยา2พันบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

13ส.ค.64-&amp;nbsp;&amp;quot;รมว.ศธ.&amp;quot; มอบ &amp;quot;ปลัด ศธ.&amp;quot; ติดตาม การจ่ายเงินเยียวยา ผู้ปกครอง-นักเรียนจากสภาพัฒน์ฯ ภายในสัปดาห์นี้ คาด เป็นไปตามไทม์ไลน์ที่วางไว้

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ตนได้ประชุมติดตามงานเรื่องการบริหารจัดการศึกษาภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ร่วมกับนายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) ซึ่งตนได้มอบหมายให้นายสุภัทร เร่งติดตามกระบวนการขั้นตอนการจ่ายเงินเยียวยาผู้ปกครองและนักเรียน จำนวน 2,000 บาทจากสำนักงานสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ให้ได้ภายในสัปดาห์นี้ ดังนั้นจะเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่เราวางไว้ว่าเงินเยียวจำนวนดังกล่าวจะส่งถึงมือเด็กและผู้ปกครองไม่เกินเดือนสิงหาคมหรือต้นเดือนกันยายนนี้ ซึ่งขณะนี้ ศธ.รอการอนุมัติการจัดสรรเงินเยียวยาเพียงอย่างเดียว เพราะได้สั่งหน่วยงานที่สถานศึกษาในสังกัดเตรียมความพร้อมขั้นตอนการจัดส่งเงินแล้ว &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
นางสาวตรีนุช กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ตนยังมอบให้ปลัด ศธ.ไปจัดทำหลักเกณฑ์การรับเงินพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานเงิน จำนวน 99,900,000 บาท เพื่อรองรับสถานการณ์โควิด-19 โดยในส่วนของ ศธ.ได้รับเงินพระราชทานจำนวน 70,000,000 บาท ดังนั้นเงินพระราชทานจำนวนนี้จะต้องมีการจัดทำหลักเกณฑ์ เพื่อให้การจัดสรรเงินพระราชทานไปยังสถานศึกษาที่ถูกจัดให้เป็นโรงพยาบาลสนามทั่วถึงอย่างเหมาะสม &amp;nbsp;

&amp;ldquo;ขณะเดียวกันยังให้เร่งประสานงานหาที่พักคอย กักตัว ผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19เพิ่มเติมจาก The Letter Park เมืองเอก จ.ปทุมธานีที่ดำเนินการไว้ก่อนหน้านี้ เพราะในอนาคตสถานที่ที่มีอยู่อาจเต็มจึงต้องมีการสำรองสถานที่ไว้เพิ่มเติม ซึ่งให้ดร.สุภัทร ไปประสานที่สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา วัดไร่ขิง จ.นครปฐม และหอพัก สกสค.ใน ศธ. ส่วนประเด็นที่ผู้บริหารหอพักสกสค.ไม่สนับสนุนนโยบายนี้จนทำให้ต้องไปใช้สถานที่ &amp;nbsp;Letter Park &amp;nbsp;นั้นไม่อยากให้คิดเช่นนั้น ดิฉันเชื่อว่าผู้บริหารทุกคนพร้อมสนับสนุนและยินดีช่วยแก้ปัญหาโควิดกันอย่างเต็มที่ แต่เนื่องจากหอพัก สกสค.อยู่ใจกลางเมืองและตั้งในสถานที่ราชการจึงต้องมีการทำประชาพิจารณ์จากชุมชนโดยรอบก่อน&amp;rdquo;รมว.ศธ. กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113143</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ตรีนุช เทียนทอง, สภาพัฒน์, เงินเยียวยานักเรียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210812/image_big_6114e2346e92e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109572</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/07/2021 17:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/07/2021 17:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ต้องถึงมือ&#039;สภาพัฒน์ &#039;ครม. มอบ คลี่คลายปัญหาเรื่องค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าเทอม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13ก.ค.64- คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความห่วงใยเรื่อง ค่าใช้จ่ายการศึกษาของผู้ปกครองภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 โดยเฉพาะประเด็นค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าเทอมของนักเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เพราะขณะนี้ผู้ปกครองต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเหล่านี้จึงอยากให้โรงเรียนได้มีมาตรการลดหรือการคืนค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าเทอมให้แก่ผู้ปกครองได้บ้าง เนื่องจากนักเรียนไม่ได้เรียนที่โรงเรียนตามสถานการณ์ปกติจึงคิดว่าค่าใช้จ่ายบางอย่างน่าจะงดการเรียกเก็บจากผู้ปกครองได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมช.ศธ. กล่าวอีกว่า ทั้งนี้จากข้อห่วงใยดังกล่าวส่งผลให้ที่ประชุม ครม.ได้มอบหมายให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในการวางแผนการบริหารจัดการการช่วยเหลือ เรื่อง ค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าเทอม รวมถึงการสำรวจค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนตามสภาพดควาเป็นจริง เพื่อเป็นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ปกครอง โดยศธ.จะนำไปหารือกับหน่วยงานต้นสังกัดต่อไปว่าจะแนวทางใดบ้างที่แก้ไขปัญหาดังกล่าวให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมได้ อย่างไรก็ตาม นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) จะดำเนินการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109572</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ศธ., คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช, ค่าธรรมเนียมการศึกษา, สภาพัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210420/image_big_607ea4adc6bf8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104751</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2021 09:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2021 09:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ด่านหน้าขนส่งสาธารณะตบเท้าฉีดวัคซีน ร่วมเดินหน้าฝ่าวิกฤติโควิด-19 ขณะ “แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.” ยังค้างสภาพัฒน์ รอลุ้นรถเมล์ใหม่-ชีวิตวิถีใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยม &amp;ldquo;ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ (Central Vaccination Center)&amp;rdquo; ณ สถานีกลางบางซื่อ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ว่า ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ มีกลุ่มเป้าหมายฉีดให้กับบุคลากรด้านคมนาคมขนส่ง ผู้ให้บริการขนส่ง รถรับจ้างสาธารณะและผู้เกี่ยวข้องซึ่งทั้งประเทศมีจำนวน 3.5 แสนคน โดยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลประมาณ 1.3 แสนคน โดยเริ่มฉีดวัคซีนตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค. 2564 ซึ่งเป็นวันแรก สามารถฉีดได้ 5,000 กว่าคน ขณะที่ภาพรวม 5 วัน 24 -28 พ.ค. 2564 สามารถฉีดไปแล้วกว่า 4 หมื่นคน มีทั้งเป็นกลุ่มเป้าหมายบุคลากรในระบบคมนาคมขนส่ง และกลุ่ม On Site 4,460 คน และในบางชั่วโมงสามารถฉีดได้ถึง 1,300 คน ซึ่งถือว่าสูงมาก เพราะตามศักยภาพเป้าหมายตั้งจากสมมุติฐาน 900 คน/ชม. ยิ่งในวันที่ 28 พ.ค. นั้น สามารถฉีดได้เกินกว่า 1 หมื่นคน สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ต่อวัน โดย&amp;ldquo;ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ&amp;rdquo; มีเป้าหมายในการนัดวัคซีนเข็มที่สอง หลังจากนี้ประมาณ 14 วัน ทำให้คาดว่าจะฉีดกลุ่มเป้าหมายบุคลากรด้านคมนาคมขนส่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑลครบ 1.3 แสนคน ทั้ง 2 เข็ม ภายใน 1 เดือน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า &amp;ldquo;ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ&amp;rdquo; มีสถานที่กว้างขวางและมีการจัดระบบค่อนข้างดี ทำให้สามารถบริการผู้มารับการฉีดวัคซีนได้อย่างรวดเร็ว โดยส่วนใหญ่เป็นบุคลากรด้านการคมนาคมขนส่งโดยเฉพาะกลุ่มผู้ให้บริการรถโดยสาธารณะที่พร้อมใจกันมารับการฉีดวัคซีนจำนวนมาก จากการสอบถามบางส่วนพบว่าเหตุผลที่รีบลงทะเบียนตอบรับมาฉีดวัคซีนเมื่อศูนย์ฯ นี้เปิด เพราะก่อนหน้านี้มีข่าวของพนักงาน ขสมก. ติดเชื้อแทบทุกวัน และเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ หลายคนหวาดกลัวเกรงติดเชื้อ ประชาชนทั่วไปที่ใช้บริการก็มีความกังวลการใช้บริการรถ ขสมก.&amp;nbsp; จนกระทั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมประกาศปูพรมฉีดให้ด่านหน้ากลุ่มขนส่งสาธารณะก็รีบมาฉีดกันเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ตัวเองและคนรอบข้างรวมถึงผู้โดยสารด้วย&amp;nbsp; โดยนโยบายส่วนไหนที่ช่วยสนับสนุนและพัฒนา ส่งเสริมสวัสดิภาพในการประกอบอาชีพก็ยินดีให้ความร่วมมือเต็มที่ หากมีจัดการอย่างรวดเร็วฉับไวมองเห็นประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักแบบนี้ก็จะช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น อย่างตอนนี้ก็รอกันว่าจะมีความชัดเจนเรื่อง &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; หรือที่เรียกกันว่า &amp;ldquo;ปฏิรูปรถเมล์&amp;rdquo; ว่าจะเป็นอย่างไรแน่ เฉพาะทุกคนต้องก้าวเข้าสู่ชีวิตวิถีใหม่ที่จำเป็นต้องมีการปรับตัวและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในประเด็น &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ปฏิรูปรถเมล์&amp;rdquo; นั้น ข้อมูลล่าสุดขณะนี้เรื่องยังค้างอยู่ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ &amp;ldquo;สภาพัฒน์&amp;rdquo; ที่ทุกฝ่ายต่างก็รอความชัดเจน โดยจากการเปิดเผยรายละเอียดใน &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; มีการปรับแผนจากการซื้อรถเมล์ใหม่ เปลี่ยนเป็นการจัดเช่ารถโดยสารปรับอากาศพลังงานไฟฟ้าแทน และให้บริการวิ่งในเส้นทางเดินรถที่มีการปรับเปลี่ยนเส้นทางตามที่กรมการขนส่งทางบกแบ่งใหม่ เป็นของ ขสมก. 108 เส้นทาง และของเอกชนอีก 54 เส้นทาง รวมระยะเวลา 7 ปี ซึ่งจะเป็นการจ่ายค่าจ้างตามกิโลเมตรที่วิ่งให้บริการจริง ในอัตราที่ ขสมก. กำหนด และยังมีการกำหนดอัตราค่าโดยสารเป็นอัตราเดียว (Single Price) ในอัตรา 30 บาท/คน/วัน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน โดยยังคงมีทางเลือกสำหรับค่าโดยสารแบบเที่ยวเดียวไว้ให้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบัน มีการปรับจำนวนเที่ยวการเดินรถ จัดการเดินรถตามความจำเป็น ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ปรับลดจำนวนเที่ยววิ่งรถโดยสารทุกประเภท ในช่วงเวลาการให้บริการปกติ ทั้งรถโดยสารธรรมดา และรถโดยสารปรับอากาศ เพื่อให้สอดคล้องกับประกาศฯ และสอดคล้องกับจำนวนผู้ใช้บริการในปัจจุบันที่มีจำนวนลดลง เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเป็นการทำงานอยู่ที่บ้าน (Work From Home) และสถานศึกษาหลายแห่ง ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนเป็นแบบออนไลน์ ขณะที่การให้บริการของ ขสมก. ก็ดำเนินการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด - 19 อย่างเคร่งครัด อาทิ การให้พนักงานประจำรถและผู้ใช้บริการสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาขณะใช้บริการ การฉีดพ่นแอลกอฮอล์ภายในรถ ก่อนนำรถออกวิ่ง การติดตั้งขวดเจลแอลกอฮอล์ สำหรับล้างมือบนรถโดยสาร และเพื่อให้การป้องกันการแพร่ระบาด เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการขอความร่วมมือประชาชนผู้ใช้บริการงดรับประทานอาหารและเครื่องดื่มบนรถโดยสาร เพื่อลดความเสี่ยงการเเพร่ระบาดของโรค รวมทั้งการสร้างความมั่นใจต่อการปฏิบัติงานโดยการให้พนักงานของ ขสมก. ทยอยฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งานนี้จึงได้แต่ลุ้นให้ &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; จะผ่าน &amp;ldquo;สภาพัฒน์&amp;rdquo; โดยเร็ว ส่งให้ ครม. อนุมัติให้ได้เร็วเท่าที่จะเป็นได้ เพราะบุคลากรผู้ให้บริการพร้อมเต็มที่กับ &amp;ldquo;ชีวิตวิถีใหม่&amp;rdquo; ที่จะให้ประชาชนได้ใช้รถเมล์ใหม่ระบบพลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แถมยังลดการวิ่งในเส้นทางที่ซ้ำซ้อน ไม่ต้องรอรถนาน จากจำนวนรถน้อยและสภาพเก่าทรุดโทรม และยังมีรถควันดำเป็นมลพิษด้วย ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็ยังคงยืนยันหนักแน่นว่าเร่งผลักดัน &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; อย่างเต็มที่เพราะตระหนักว่านี่เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนคนกรุงเทพฯ ได้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมที่สุดอย่างหนึ่ง รอแต่ว่าผู้รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องจะส่งให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเมื่อไหร่เท่านั้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104751</URL_LINK>
                <HASHTAG>Single Price, กระทรวงคมนาคม, การรถไฟแห่งประเทศไทย, ขนส่งสาธารณะ, ขสมก., ค่าโดยสารเป็นอัตราเดียว, ฉีดวัคซีน, ชีวิตวิถีใหม่, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ, บุคลากรด้านคมนาคมขนส่ง, ปฏิรูปรถเมล์, ฝ่าวิกฤติโควิด-19, รถเมล์ใหม่, รฟท., ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ, สภาพัฒน์, สศช., สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b44e1a81711.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104432</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ไวรัส’ทำโคม่า ศก.ไทยสะดุด! ลุยอัดฉีดลงทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สภาพัฒน์&amp;rdquo; รับโควิด-19 ทำไทยโคม่า ปัญหายังไม่จบง่ายๆ&amp;nbsp; กิจกรรมทางเศรษฐกิจสะดุด ภาคธุรกิจ-ประชาชนช้ำชอก แจงรัฐลุยกู้เพิ่ม 5 แสนล้านบาท หวังปูพรมขับเคลื่อนประเทศระยะยาว จัดสรรงบอัดฉีดลงทุนภาครัฐ กระตุ้นการบริโภคในประเทศ พร้อมแนะต้องเปลี่ยนแปลง 4 ประเด็น หลังไทยพ้นวิกฤติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ กล่าวบรรยายพิเศษหัวข้อ &amp;ldquo;Thailand Survivor&amp;rdquo; ในงานสัมมนา Thailand Survivor&amp;hellip;ต้องรอด ว่า วิกฤติจากการระบาดของโควิด-19 ในครั้งนี้ ทำให้เกิดข้อจำกัดและส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศเดินได้ลำบาก จากมาตรการด้านสาธารณสุขที่มีขึ้นเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด แต่ขณะเดียวกันก็ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจด้วย ดังนั้นการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในครั้งนี้ จึงส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยเป็นวงกว้างกว่าวิกฤติเศรษฐกิจในทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 1/2563 อีกทั้งการระบาดระลอกใหม่ในช่วงปลายไตรมาส 4/2563 ส่งผลให้ในไตรมาส 1/2564 เศรษฐกิจขยายตัวติดลบ 2.6% เป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 แต่ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัวติดลบ 4.2%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายดนุชากล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้เตรียมมาตรการทั้งการดูแลและเยียวยาภาคประชาชนและภาคธุรกิจ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มเปราะบาง ผ่านการออกมาตรการด้านต่างๆ ทั้งการกระตุ้นการบริโภค การลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน ซึ่งมีผู้ประกอบการบางส่วนโดยเฉพาะรายย่อยที่ได้ประโยชน์จากมาตรการเหล่านั้น แต่ก็ยังมีผู้ประกอบการอีกกลุ่ม นั่นคือ กลุ่มเอสเอ็มอีที่เป็นนิติบุคคล ยังไม่ได้รับประโยชน์และยังเข้าไม่ถึงมาตรการช่วยเหลือต่างๆ โดยยังต้องดิ้นรนต่อสู้กับปัญหาที่เกิดขึ้น แม้ว่าก่อนหน้านี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีการออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) วงเงิน 5 แสนล้านบาท แต่ก็มีผู้ประกอบการได้รับประโยชน์เพียงกว่า 1 แสนล้านบาทเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เดิมที่รัฐบาลมองว่าปัญหาเหล่านี้น่าจะจบได้เร็ว ไม่น่าจะอยู่นาน แต่ปรากฏว่าการระบาดต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้รู้ว่าปัญหายังไม่จบง่ายๆ ดังนั้นจึงมีการปรับปรุงเงื่อนไขมาตรการซอฟต์โลน และแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ สินเชื่อฟื้นฟู วงเงิน 2.5 แสนล้านบาท ซึ่งปรับเงื่อนไขให้ยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงได้มากขึ้น และโครงการพักทรัพย์พักหนี้ วงเงิน 1 แสนล้านบาท ที่เชื่อว่าจะช่วยแก้ปัญหาที่เคยกังวลว่าจะมีเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาซื้อกิจการในไทยราคาถูกในช่วงวิกฤติได้ และช่วยให้ผู้ประกอบการที่เดือดร้อนเข้าถึงสภาพคล่องได้มากขึ้น&amp;rdquo; นายดนุชากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขาฯ ศสช.มองว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะยืนอยู่ได้จาก 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ 1.การส่งออก ซึ่งปัจจุบันขยายตัวได้ดีมาก และยังส่งผลดีถึงอุตสาหกรรมและเอสเอ็มอีที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกให้ได้รับประโยชน์การจากฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกด้วย 2.การลงทุนภาครัฐ และ 3.การบริโภคภายในประเทศ ดังนั้น รัฐบาลยังได้เตรียมเครื่องมือเพื่อรองรับการแก้ปัญหาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะถัดไป ด้วยการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ.2564 วงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นด้านสาธารณสุข 3 หมื่นล้านบาท, ด้านการเยียวยาประชาชนและผู้ประกอบการ 3 แสนล้านบาท และด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจอีก 1.7 แสนล้านบาท ในส่วนนี้จะเข้ามาเสริมในเรื่องการลงทุนของภาครัฐ เนื่องจากงบประมาณปี 2565 ต้องรอเวลา เพราะจะเริ่มใช้ในเดือน ต.ค.นี้ และงบประมาณยังมีอยู่จำกัด จึงต้องใช้งบเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจเข้ามาเสริม รวมถึงใช้เพื่อกระตุ้นการบริโภคเพื่อรักษาระดับการบริโภคภายในประเทศในแต่ละช่วงเวลาให้อยู่ในระดับที่ปกติด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายดนุชากล่าวอีกว่า อีกส่วนสำคัญที่ขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการคือ การจัดเตรียมมาตรการเพื่อรักษาระดับการจ้างงานในเอสเอ็มอี โดยเป็นการช่วยปลดเปลื้องภาระในการจ้างงานของผู้ประกอบการ เพื่อให้มีสภาพคล่องมากขึ้น ให้สามารถรักษาระดับการจ้างงานเดิมเอาไว้ได้ ไม่ให้เกิดวิกฤติซ้ำซ้อน ซึ่งจะออกมาในช่วงที่เหลือของปี 2564 โดยได้มีการประสานกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย ในการทำมาตรการขึ้นมาเพื่อช่วยเอสเอ็มอีให้ตรงเป้าหมายมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะรอดพ้นจากวิกฤติโควิด-19 ครั้งนี้ไปได้ โดยทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน ภาคธุรกิจต้องปรับตัวโดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว เพราะยังไม่มีใครตอบได้ว่าจะกลับมาสู่ภาวะปกติได้เมื่อไหร่ แต่มีการประเมินว่าในอีก 2 ปีจากนี้การเดินทางระหว่างประเทศจึงจะกลับสู่ภาวะปกติ ขณะที่การเดินทางในประเทศระหว่างนั้นจะกลับมาเติบโตได้มากขึ้น และเดินหน้าไปได้จนเข้าสู่ระดับปกติได้เร็วกว่า โดยสิ่งที่ทำให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะรอดได้คือวัคซีน ที่จะช่วยตัดวงจรการระบาดออกไป ทำให้สามารถทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจและออกมาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขาธิการ สศช.กล่าวอีกว่า เมื่อประเทศไทยหลุดพ้นจากวิกฤติแล้ว จะต้องมีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เดินหน้าต่อไปได้ เพราะไม่ใช่แค่วิกฤติจากการระบาดของโควิด-19 เท่านั้น แต่ไทยยังเผชิญกับความเสี่ยงด้านต่างๆ ที่ยังไม่สามารถไว้ใจได้ โดยประเด็นสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการหลังจากพ้นวิกฤติโควิด-19 ประกอบด้วย 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1.การสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Hight Value-added Economy) 2.การสร้างสังคมแห่งโอกาสและความเสมอภาค (Hight Oopportunity Society) 3.การสร้างวิถีชีวิตที่ยั่งยืน (Hight Sustainability) และ 4.การสร้างปัจจัยขับเคลื่อนและพัฒนา (High Leverage Enablers) ทั้งการสร้างกำลังคนที่มีสมรรถนะสูง ตอบโจทย์การพัฒนาแห่งอนาคต และการสร้างภาครัฐที่มีสมรรถนะสูง เหล่านี้เป็นสิ่งที่จะต้องทำ เพราะจะทำให้ไทยอยู่รอดจากนี้แน่นอน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104432</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, กิจกรรมทางเศรษฐกิจสะดุด, กู้เพิ่ม 5 แสนล้านบาท, งบอัดฉีดลงทุน, รับโควิด-19, สภาพัฒน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210527/image_big_60afb56f46809.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104045</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ว่างงานพุ่ง7.6แสนคน หนี้ครัวเรือนขยายตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สภาพัฒน์แถลงภาวะสังคมไทยไตรมาส 1/64 พิษโควิด-19 ฉุดคนว่างงานเพิ่มขึ้น 7.6 แสนคน การท่องเที่ยวยังหดตัวต่อเนื่อง ส่วนหนี้ครัวเรือนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ประชุมทีม ศก.ติดตามแนวทางช่วยเหลือ ปชช.จากผลกระทบโควิด-19 มุ่งเป้า SME เพื่อรักษาการจ้างแรงงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2564 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยระหว่างการแถลงภาวะสังคมไทยไตรมาสที่ 1/2564 ว่า จากการประเมินอัตราการว่างงาน ในช่วงไตรมาสที่ 1/2564 พบว่าจำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น 7.6 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 1.96% สูงขึ้นอีกครั้ง หลังจากชะลอตัวลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากโควิดที่ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ส่วนการจ้างงานในช่วงไตรมาสที่ 1/2564 พบว่ามีการขยายตัวเล็กน้อย หรือเพิ่มขึ้น 0.4% ส่วนการท่องเที่ยวยังหดตัวเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ขณะที่จำนวนชั่วโมงการทำงานรวมอยู่ที่ 40.1 ชั่วโมง/สัปดาห์ ลดลง 1.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 6 การทำงานต่ำระดับเพิ่มขึ้นถึง 129.1% เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ทั้งนี้ จากภาพรวมที่ผู้มีงานทำเพิ่มขึ้น แต่ชั่วโมงการทำงานลดลง สะท้อนการจ้างงานและการทำงานที่ไม่เต็มเวลา ซึ่งจะทำให้แรงงานมีรายได้ลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีรายได้ไม่แน่นอน นอกจากนี้ยังมีความกังวลว่าตำแหน่งงานอาจไม่เพียงพอรองรับเด็กจบใหม่ เนื่องจากภาคธุรกิจได้รับผลกระทบต่อเนื่อง อาจไม่มีกำลังทรัพย์ที่จะจ้างแรงงานใหม่ ซึ่งคาดว่าจะกระทบต่อการจ้างงานของเด็กจบใหม่กว่า 4.9 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายดนุชากล่าวว่า ในส่วนของการประเมินหนี้ครัวเรือนในช่วงไตรมาสที่ 4/2563 พบว่าหนี้ครัวเรือนมีมูลค่า 14.02 ล้านล้านบาท ขยายตัว 3.9% คิดเป็นสัดส่วน 89.3% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่หดตัว แม้หนี้ครัวเรือนจะขยายตัวในอัตราที่ช้าลง สะท้อนให้เห็นว่าครัวเรือนยังระมัดระวังในการก่อหนี้ ขณะที่คุณภาพสินเชื่อปรับตัวดีขึ้น แต่ยังต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากสัดส่วนสินเชื่อค้างชำระไม่เกิน 3 เดือน ยังอยู่ในระดับสูง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับด้านความสามารถในการชำระหนี้ ของครัวเรือนปรับตัวดีขึ้น แต่ยังต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากสัดส่วนสินเชื่อค้างชำระไม่เกิน 3 เดือน ยังอยู่ในระดับสูง โดยในไตรมาส 4/2563 สัดส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอลเอส) ของสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 2.84% ลดลงจาก 2.91% ในไตรมาสก่อน เป็นผลจากการดำเนินมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ในช่วงที่ผ่านมาของสถาบันการเงิน อย่างไรก็ตาม สินเชื่อกล่าวถึงพิเศษยังอยู่ในระดับสูง หรือมีสัดส่วนต่อสินเชื่อรวม 6.8% เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3/2563 สะท้อนถึงความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนบางกลุ่มด้อยลง และมีโอกาสที่จะกลายเป็นหนี้เสียมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายดนุชากล่าวต่อว่า สำหรับแนวโน้มการก่อหนี้ของครัวเรือนในปี 2564 คาดว่าสัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อจีดีพีจะยังคงอยู่ในระดับสูง จากภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวกลับไปในระดับก่อนโควิด-19 ประกอบกับตลาดแรงงานอาจได้รับผลกระทบที่รุนแรงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อรายได้ของแรงงาน และทำให้ครัวเรือนประสบปัญหาการขาดสภาพคล่องมากขึ้น โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้น้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ประชุมทีมเศรษฐกิจ โดยมี นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายทศพร ศิริสัมพันธ์ ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และหน่วยงานเกี่ยวข้อง ต่อมาภายหลังการประชุม พล.อ.ประยุทธ์โพสต์เฟซบุ๊ก &amp;quot;ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut -chan-o-cha&amp;quot; ระบุว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ช่วงบ่ายเป็นการประชุมเพื่อติดตามและพิจารณาแนวทางการให้ความช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมในระยะต่อไป ซึ่งต้องพิจารณาในรายละเอียด ตั้งแต่แผนงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข พร้อมๆ กับแผนงานช่วยเหลือประชาชน โดยครั้งนี้มุ่งเป้าหมายไปที่ SMEs เพื่อให้สามารถรักษาการจ้างแรงงานได้ รวมถึงการลงทุนของภาครัฐเพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน การกระตุ้นการบริโภคและการใช้จ่ายภาคครัวเรือนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านค้าและบริการรายย่อย ควบคู่กับการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวเพื่อเตรียมพร้อมการขับเคลื่อนประเทศหลังโควิด และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทานในพื้นที่ชุมชนเพื่อป้องกัน รับมือน้ำท่วม น้ำแล้ง ในฤดูฝนที่กำลังจะมาถึงนี้อีกด้วยนะครับ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเสถียรภาพระบบการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยในงานสัมมนาวิชาการ ประมาณการเศรษฐกิจระยะสั้นและภาพเศรษฐกิจไทย ใน 5 ปีข้างหน้า &amp;ldquo;EEC Macroeconomic Forum&amp;rdquo; ในรูปแบบออนไลน์ ที่จัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ว่าจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกล่าสุด รัฐบาลจำเป็นต้องมีแผนงานที่จัดการด้านเศรษฐกิจที่ชัดเจน โดยแบ่งเป็น 4 นโยบายสำคัญ ได้แก่ 1.การจัดหาและกระจายวัคซีน ซึ่งถือว่าเป็นนโยบายที่สำคัญที่สุด โดยในกรณีแรกคือมีการฉีควัคซีนได้ตามเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้คือ 100 ล้านโดส และมีวัคซีนทุกประเภทให้เลือก กรณีที่ 2 8nv สามารถจัดหาและกระจายวัคซีนได้ 64.6 ล้านโดส ขณะที่กรณีที่ 3 คือจัดหาได้น้อยกว่า 64.6 ล้านโดส จะทำให้ความสามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่เลื่อนออกไปอีก 1 ไตรมาส จากทั้ง 3 กรณี จะส่งผลต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยที่ต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นโยบายที่ 2 คือ นโยบายทางการคลัง ที่ปัจจุบันรัฐบาลได้ดำเนินการอยู่ ไม่ว่าจะเป็นโครงการต่าง ๆ อาทิ โครงการด้านสินเชื่อ โครงการด้านภาษี หรือกองทุนต่างๆ รวมถึงเงินโอนเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนด้วย ซึ่งต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีการใช้เงินเข้ามาเยียวยาในส่วนนี้ค่อนข้างมากกว่าประเทศอื่น แต่เป็นไปตามผลกระทบที่เกิดขึ้นในประเทศที่มีการหดตัวลึกกว่าประเทศอื่นเช่นเดียวกัน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นโยบายที่ 3 คือมาตรการทางการเงินที่จะต้องเดินหน้าต่อไป ซึ่งปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายก็ถือว่าอยู่ในจุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์แล้วที่ 0.50% แต่คาดว่าจะต้องคงไว้ที่ระดับนี้อีก 1-2 ปี และนโยบายที่ 4 คือนโยบายที่ทำผ่านสถาบันการเงิน ซึ่งต้องมีการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการที่ขาดสภาพคล่องทั้งในรายย่อย กลุ่มเอสเอ็มอี หรือธุรกิจขนาดใหญ่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104045</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่องเที่ยวยังหดตัว, คนว่างงานเพิ่มขึ้น, ภาวะสังคมไทย, สภาพัฒน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หนี้ครัวเรือน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210524/image_big_60abb4007fc99.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
