<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109162</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2021 17:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2021 16:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>8 จังหวัดภาคเหนือรวมพลังแก้ปัญหาฝุ่นควัน เสนอรัฐบาล 8 มาตรการแก้วิกฤตก่อนเข้าสู่ฤดูเผาไหม้รอบใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การลงนามความร่วมมือแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน 8 จังหวัดภาคเหนือและภาคีเครือข่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เชียงใหม่/ ภาคีเครือข่าย 8 จังหวัดภาคเหนือร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง &amp;lsquo;ขับเคลื่อนสภาลมหายใจภาคเหนือ&amp;rsquo; แก้ปัญหาฝุ่นควันที่เรื้อรังมานานกว่า 15 ปี&amp;nbsp; ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน กระทบด้านเศรษฐกิจ&amp;nbsp; การท่องเที่ยว &amp;nbsp;เสนอมาตรการ 8 ข้อต่อรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและยั่งยืน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ประกาศมาตรฐานคุณภาพอากาศใหม่เป็นไปตามมาตรฐานของ WHO &amp;nbsp;ขยายผล &amp;lsquo;โรงเรียนสู้ฝุ่น&amp;rsquo; กระจายอำนาจร่วมจัดการไฟให้ชุมชนและท้องถิ่น&amp;nbsp; แก้ปัญหาฝุ่นควันข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัญหาฝุ่นควันในภาคเหนือ&amp;nbsp; โดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่เกิดขึ้นต่อเนื่องมานานกว่า 15 ปี&amp;nbsp; โดยมีสาเหตุที่หลากหลาย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ไฟป่า&amp;nbsp; การเผาเศษซากไร่&amp;nbsp; ฝุ่นควันจากการเผาซากไร่ข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฝุ่นควันจากในเมือง&amp;nbsp; ผลกระทบจากโลกร้อน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ทำให้เกิดการรวมตัวของภาคประชาสังคมตั้งแต่ปี 2562 เพื่อรณรงค์และหามาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันโดยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในนาม &amp;lsquo;สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;rsquo; &amp;nbsp;และปัจจุบันได้ขยายความร่วมมือไปยังภาคีเครือข่าย 8 จังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ล่าสุดวันนี้ (9 กรกฎาคม) ที่โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว&amp;nbsp; ระหว่างเวลา 9.00-10.30 น. มีการประชุม &amp;lsquo;สภาลมหายใจภาคเหนือครั้งที่ 1&amp;nbsp; และพิธีลงนามความร่วมมือ 8 จังหวัด&amp;nbsp; ขับเคลื่อนสภาลมหายใจภาคเหนือ&amp;rsquo; โดยมีนายเจริญฤทธิ์&amp;nbsp; สงวนสัตย์&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; เป็นประธานในพิธี&amp;nbsp; มีผู้แทนสภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;nbsp; สภาลมหายใจภาคเหนือ 8 จังหวัด&amp;nbsp; ผู้แทนสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)&amp;nbsp; นายวิชัย&amp;nbsp; นะสุวรรณโน&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสำนักงานภาคเหนือ&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และผู้แทนภาคีเครือข่ายเข้าร่วมงานประมาณ 50 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายวิทยา ครองทรัพย์ หัวหน้าโครงการขับเคลื่อนกิจกรรมเครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือ (สภน.) เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากปัญหามลพิษอากาศฝุ่นควัน PM 2.5 ของภาคเหนือเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี&amp;nbsp; และเป็นปัญหาต่อเนื่องมานานกว่า 15 ปี ส่งผลให้ประชาชนในภาคเหนือได้รับผลกระทบด้านสุขภาพ และส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจในพื้นที่เป็นอย่างมาก โดยมีสาเหตุปัจจัยที่เป็นภาพรวมและมีความแตกต่างกันในแต่ละจังหวัดของภาคเหนือ โดยปัญหาฝุ่นควันดังกล่าวมีผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพของประชาชนทุกคน ทุกเพศ ทุกวัยในภาคเหนือเป็นอย่างมาก&amp;nbsp; และมีแนวโน้มปัญหาจะเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น &amp;nbsp;แต่ยังไม่มีแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและยั่งยืนเกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ดังนั้น ภาคีเครือข่ายจึงได้ร่วมกันจัดทำโครงการขับเคลื่อนกิจกรรมเครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อระดมความคิดเห็น&amp;nbsp; และพัฒนาข้อเสนอของเครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือ รวมถึงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้เกิดข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อให้บรรลุการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในการลดความรุนแรงและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือในอนาคต จึงได้จัดการประชุมและร่วมลงนามความร่วมมือขับเคลื่อนสภาลมหายใจภาคเหนือ 8 จังหวัดในวันนี้&amp;rdquo; นายวิทยากล่าวถึงความเป็นมาของโครงการ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เขาบอกว่า&amp;nbsp; สมาชิกสภาลมหายใจภาคเหนือ 8 จังหวัด&amp;nbsp; ประกอบด้วย&amp;nbsp; เชียงใหม่&amp;nbsp; ลำพูน&amp;nbsp; เชียงราย&amp;nbsp; แพร่&amp;nbsp; พะเยา&amp;nbsp; ลำปาง&amp;nbsp; แม่ฮ่องสอน และน่าน&amp;nbsp; &amp;nbsp;และต่อไปจะขยายให้ครบทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยได้รับการสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายหลายหน่วยงาน เช่น &amp;nbsp;หอการค้าภาคเหนือ สภาการเกษตร &amp;nbsp;สถาบันการศึกษาในแต่ละพื้นที่ องค์กรพัฒนาเอกชน ชมรมด้านสิ่งแวดล้อมทางอากาศ &amp;nbsp;และภาคประชาสังคม&amp;nbsp; เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเจริญฤทธิ์&amp;nbsp; สงวนสัตย์&amp;nbsp; ผวจ.เชียงใหม่ (แถวหลังที่ 5 จากซ้ายไปขวา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสมบัติ ชินสุขเสริม ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคเหนือ หอการค้าไทย และที่ปรึกษาสภาลมหายใจภาคเหนือ กล่าวว่า แนวโน้มของสถานการณ์มลพิษทางอากาศมีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้มีการขยายตัวของมลพิษครอบคลุมไปยังพื้นที่ต่าง ๆ กว้างขวางขึ้น  และยังส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคเหนือแลประเทศ ทั้งในด้านงบประมาณในการรักษาพยาบาล ความเสียหายต่อธุรกิจการท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ของประเทศที่สะท้อนถึงความล้มเหลวในการจัดการเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของประชาชนและการจัดการมลพิษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;หอการค้าไทย และหอการค้าจังหวัดภาคเหนือทั้ง 17 จังหวัด พร้อมที่จะร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของสภาลมหายใจภาคเหนือ &amp;nbsp;และทุกภาคส่วน &amp;nbsp;เพื่อช่วยกันแก้ไขฝุ่นควันและมลพิษทางอากาศให้หมดไปในอนาคต&amp;rdquo; นายสมบัติกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ศ.นพ.ชายชาญ &amp;nbsp;โพธิรัตน์ &amp;nbsp;อาจารย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ &amp;nbsp;คณะแพทยศาสตร์ &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ปรึกษาสภาลมหายใจภาคเหนือ กล่าวว่า จากการถอดบทเรียนของปัญหาฝุ่นควันภาคเหนือในปี 2564 ช่วงวิกฤติฤดูแล้งที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีการรายงานต่อคณะรัฐมนตรีว่าสถานการณ์ดีขึ้นโดยลำดับ เมื่อได้วิเคราะห์ประเด็นปัญหาแล้วพบว่า&amp;nbsp; สถิติจุดความร้อนลดลงอย่างชัดเจน &amp;nbsp;ส่วนหนึ่งมาจากการยกระดับปัจจัยจากการบริหารจัดการในบางจังหวัด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไฟป่าที่เชียงใหม่&amp;nbsp; ภาพโดย Phurinat &amp;nbsp;Singthorat&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;แต่ปัจจัยเอื้อสำคัญที่สุดมาจากสภาพภูมิอากาศ เกิดปรากฏการณ์ลานีญ่ามีฝนมากกว่าปกติ ค่ามลพิษและการเกิดไฟโดยเฉพาะในเดือนเมษายนลดลงเมื่อเทียบจากปีปกติ จึงไม่อาจยืนยันว่ามาตรการแก้ปัญหาของปี 2564 ได้รับความสำเร็จ และยังพบว่ามาตรการแก้ปัญหาของรัฐหลายประการยังมีปัญหาในเชิงประสิทธิภาพ ไม่เป็นไปตามแผนปฏิบัติการตามวาระแห่งชาติฯ และคาดว่าปัญหามลพิษอากาศฝุ่นควันไฟ pm 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือระยะต่อจากนี้ไปถึงปลายปี 2564 และต้นปี 2565 จะรุนแรงขึ้นกว่าปีนี้&amp;nbsp; เนื่องปัจจัยทางภูมิอากาศความแห้งแล้ง และการสะสมของเชื้อเพลิงจากใบไม้ในป่า รวมถึงพื้นที่เผาไหม้ทางการเกษตรในเขตภาคเหนือตอนล่าง และจากประเทศเพื่อนบ้าน&amp;rdquo; &amp;nbsp;ศ.นพ.ชายชาญแจงรายละเอียด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากเหตุผลดังกล่าว&amp;nbsp; สภาลมหายใจภาคเหนือ จึงได้เสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ปัญหาที่ถูกละเลยก่อนฤดูฝุ่นควันรอบใหม่ พ.ศ.2565 &amp;nbsp;รวม 8 ด้านด้วยกัน &amp;nbsp;ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1.รัฐบาลต้องประกาศมาตรฐานคุณภาพอากาศใหม่เป็นไปตามเป้าหมายระยะ 3 ของ WHO คือ ค่าเฉลี่ยราย 24 ชั่วโมง&amp;nbsp; ปรับจาก 50 มคก./ลบ.ม. เป็น 37มคก./ลบ.ม. และค่าเฉลี่ยรายปีปรับจาก 25 มคก./ลบ.. เป็น15 มคก./ลบ.ม. ขอให้รัฐบาลจัดการต่อยอดขยายโครงการโรงเรียนสู้ฝุ่น ซึ่งจะมีการให้องค์ความรู้ในการป้องกันตัวเองของนักเรียนและชุมชน ติดตั้งเครื่องวัดคุณภาพอากาศขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพให้ครอบคลุมทุกตำบลใน 8 จังหวัดภาคเหนือที่มีวิกฤตคุณภาพอากาศเป็นประจำทุกปี เพื่อให้เกิดการตื่นตัวในหมู่ประชาชนและเป็นการเตรียมการป้องกันด้านสุขภาพของตัวเองด้วยก่อนขยายไปทั้งภาคเหนือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สภาลมหายใจเชียงใหม่ร่วมกับภาคีเครือข่ายมอบอุปกรณ์ทำแนวป้องกันและดับไฟป่าให้ชาวบ้านในตำบลต่างๆ เมื่อต้นปี 2564 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.ขอให้รัฐบาลเร่งศึกษาสาเหตุต้นตอการเกิดไฟในพื้นที่ป่าภาคเหนืออย่างจริงจัง และวางมาตรการป้องกันและแก้ไขให้ตรงกับลักษณะปัญหา รวมถึงเปิดให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน&amp;nbsp; ทั้งหน่วยงานรัฐอื่น และภาคประชาชนให้เข้ามามีส่วนในการร่วมแก้ปัญหาตลอดทั้งปี &amp;nbsp;โดยไม่ติดข้อปัญหาทางกฎหมายป่าไม้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3.ให้รัฐบาลเร่งรัดทุกมาตรการเปลี่ยนการเผาภาคเกษตรให้เป็นวิธีการอื่นที่ยั่งยืน โดยขอให้เกิดมาตรการเชิงรุกกำหนดเป้าหมายโซนนิ่ง&amp;nbsp; เกิดพื้นที่นิเวศเกษตรยั่งยืน รับรองสิทธิเกษตรกรให้ปลูกพืชผลยืนต้นปลอดการใช้ไฟ โดยกำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณให้ชัดเจน และให้เกิดการดำเนินการร่วมกับประชาชนในท้องถิ่นได้ภายในปีงบประมาณ 2564 เช่น ไร่อ้อยในสัดส่วนที่ยังจำเป็นต้องเผา ให้มีมาตรการบริหารจัดการไม่ให้เผาแปลงใหญ่&amp;nbsp; ไม่ให้เผาข้ามคืน โดยให้เสร็จสิ้นภายในเวลากำหนด &amp;nbsp;เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวบ้านตำบลแม่โป่ง&amp;nbsp; อ.ดอยสะเก็ด ช่วยกันทำแนวป้องกันไฟป่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4.เสนอให้เกิดกลไกกระจายอำนาจร่วมจัดการไฟให้ชุมชนและท้องถิ่น ในการร่วมออกแบบวางแผน กำหนดมาตรการระดับพื้นที่สามารถดำเนินการได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยมีงบประมาณสนับสนุนด้วย&amp;nbsp; นอกจากจะมีกลไกแก้ปัญหาที่ทำงานกับชุมชนทั้งปีแล้ว ยังเกิดประสิทธิภาพการบูรณาการระหว่างชุมชนและท้องถิ่นกับผู้ว่าราชการจังหวัดในช่วงเผชิญเหตุในช่วงฤดูไฟ และมีการเสนอให้แต่ละจังหวัดมีการดำเนินการพื้นที่ต้นแบบชุมชนนำร่องที่เป็นต้นแบบแต่ละจังหวัด ครอบคลุมทั่วภาคเหนือ &amp;nbsp;เพื่อความยั่งยืนและขยายผลในอนาคตต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 5.การเร่งรัดนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ทุกจังหวัดอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนในการรับรู้ข้อมูล สภาพการณ์ระหว่างที่เกิดปัญหามลพิษอากาศอย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และสะดวก&amp;nbsp; โดยตั้งศูนย์ข้อมูลสารสนเทศมลพิษฝุ่นควันไฟและระบบสื่อสารประชาสัมพันธ์เชิงรุกระดับจังหวัด และให้มีการตั้งวอร์รูมบัญชาการสถานการณ์ระดับจังหวัดที่มีเทคโนโลยีทันสมัย ทราบข้อมูลดาวเทียม สภาวะอากาศและการสื่อสารสั่งการที่ทันสมัย รวมถึงเกิดการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีที่มาจากผลการวิจัย การริเริ่มแนวทางการแก้ไขปัญหาเชิงนวัตกรรมมาใช้ให้แพร่หลาย โดยสร้างกลไกความร่วมมือกับภาควิชาการและมหาวิทยาลัยในพื้นที่ภาคเหนือ&amp;nbsp; รวมถึงชุมชน&amp;nbsp; ประชาสังคม&amp;nbsp; ตามความต้องการของแต่ละพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใบตองตึงที่ร่วงอยู่ในป่าอาจกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี&amp;nbsp; ชาวบ้านจึงเก็บมาทำประโยชน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 6.เร่งกระบวนการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันข้ามแดนเชิงรุกที่เกิดจากพื้นที่เกษตรอุตสาหกรรม (Trans-boundary Externality) ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่และสร้างฝุ่นควันให้กับภาคเหนือ การเกิดผลกระทบจากภายนอกข้ามพรมแดนส่งผลต่อระดับคุณภาพอากาศของจังหวัดที่มีชายแดนต่อกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างชัดเจน เสนอให้เกิดกระบวนการส่งเสริมการประสาน งานระหว่างประชาชนกับประชาชน&amp;nbsp; ควบคู่การเจรจาระหว่างหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; ส่งเสริมโครงการการเปลี่ยนอาชีพและรับซื้อผลผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในพื้นที่พรมแดนตลอดถึงสินค้าข้ามแดน และพิจารณาเตรียมศึกษาและนำมาตรการกีดกันทางการค้าและการลงทุนที่กระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเป็นมาตรการเชิงรุกเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 7.ส่งเสริมสิทธิทางกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและชุมชน เนื่องจากการได้รับอากาศที่สะอาดเป็นสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนพึงจะได้รับจากการปกป้องของภาครัฐที่จะสามารถบริหารจัดการได้ หลักการข้อนี้เป็นหลักพื้นฐานที่รัฐควรส่งเสริมให้เกิดการรับรู้อย่างกว้างขวางและเกิดสภาพปฏิบัติจริงในทุกระดับ โดยให้มีการประกาศหลักปฏิบัติของหน่วยงานรัฐ &amp;nbsp;เพื่อรับรองสิทธิในอากาศสะอาดของประชาชนเกิดขึ้นและใช้ปฏิบัติจริง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 8.เสนอให้รณรงค์ความรู้ความเข้าใจแก่ชุมชนเป้าหมายตลอดทั้งปี &amp;nbsp;ใช้ข้อมูลด้านสุขภาพต่อคนในชุมชน&amp;nbsp; โดยเฉพาะผลกระทบด้านการพัฒนาการของเด็กเล็ก ให้มีมาตรการเชิงรุกตั้งแต่ต้นปีก่อนฤดูฝุ่นควันไฟ &amp;nbsp;ให้มีการตั้งห้องปลอดภัยติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ &amp;nbsp;และแจกจ่ายหน้ากากกันฝุ่น PM 2.5 ให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน ศูนย์เด็กเล็ก&amp;nbsp; และมีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเสี่ยง ผู้สูงอายุ &amp;nbsp;ผู้ป่วยติดเตียง &amp;nbsp;เพื่อให้กลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ปลอดภัยจากฝุ่นควันเกินมาตรฐานครอบคลุมทุกพื้นที่ภาคเหนือที่มีค่ามลพิษเกินมาตรฐาน รวมถึงแนวทางหยุดเรียนหรือหยุดงานกลางแจ้งกรณีค่าฝุ่นควันเกินมาตรฐาน ให้เป็นข้อปฏิบัติอย่างครอบคลุม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;ตัวอย่างการนำใบตองตึงมาอัดขึ้นรูปเป็นจานชามขาย&amp;nbsp; ช่วยลดเชื้อเพลิงในป่า&amp;nbsp; และสร้างรายได้ให้ชาวบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109162</URL_LINK>
                <HASHTAG>Trans-boundary Externality, กฎหมายสิ่งแวดล้อม, นายวิทยา ครองทรัพย์, นายสมบัติ ชินสุขเสริม, นายเจริญฤทธิ์  สงวนสัตย์, ปรากฏการณ์ลานีญ่า, ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่, ฝุ่นควัน PM 2.5, ภาคีเครือข่าย 8 จังหวัดภาคเหนือ, มลพิษอากาศ, ศ.นพ.ชายชาญ  โพธิรัตน์, สภาลมหายใจเชียงใหม่, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), หน้ากากกันฝุ่น PM 2.5, หอการค้าไทย, เกษตรอุตสาหกรรม, แก้ปัญหาฝุ่นควัน, โครงการขับเคลื่อนกิจกรรมเครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือ (สภน.), โรงเรียนสู้ฝุ่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210709/image_big_60e81e13b72fa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105458</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/06/2021 19:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/06/2021 19:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘สภาลมหายใจเชียงใหม่’ สรุปบทเรียนการทำงาน 1 ปีแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันในเมือง “ม.แม่โจ้” โชว์ผลงานหนุนชาวบ้านเพาะเห็ดป่าแก้ปัญหาเผาป่า  20,000 ไร่  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;ผู้เข้าร่วมประชุมสภาลมหายใจเชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เชียงใหม่/ &amp;lsquo;สภาลมหายในเชียงใหม่&amp;rsquo; จัดประชุมสรุปบทเรียนการทำงาน 1 ปีแก้ปัญหาไฟป่าและกลุ่มควัน ม.แม่โจ้โชว์ผลงานเด็ด สนับสนุนชาวบ้านเพาะเห็ดป่าช่วยรักษาป่า&amp;nbsp; 20,000 ไร่&amp;nbsp; นำใบไม้ชนวนเชื้อเพลิงมาทำจานชาม กระถางเพาะต้นไม้&amp;nbsp; ลดการเผาไม้&amp;nbsp; ลดการใช้พลาสติค นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอดึงบริษัทผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันจากการเผาซากพืชไร่&amp;nbsp; จัดระบบขนส่งสาธารณะไฟฟ้า-ส่งเสริมการขี่จักรยานในเมืองเพื่อลดฝุ่นควัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะ &amp;ldquo;เรามีลมหายใจเดียวกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;lsquo;สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;rsquo; เป็นองค์กรภาคประชาสังคม&amp;nbsp; จัดตั้งขึ้นมาในเดือนกันยายน 2562 เพื่อรณรงค์และร่วมมือกับทุกภาคส่วนหาทางแก้ไขปัญหาฝุ่นควันในจังหวัดเชียงใหม่ที่มีปัญหาต่อเนื่องยาวนานกว่า 15 ปี &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยสภาฯ มีองค์ประกอบที่หลากหลาย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; นักวิชาการ&amp;nbsp; ข้าราชการ&amp;nbsp; ศิลปิน&amp;nbsp; สื่อมวลชน&amp;nbsp; นักการเมือง&amp;nbsp; นักธุรกิจ&amp;nbsp; ภาคเอกชน&amp;nbsp; นักพัฒนา&amp;nbsp; ตัวแทนภาคประชาชน&amp;nbsp; กำนัน&amp;nbsp; ผู้ใหญ่บ้าน&amp;nbsp; ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีเป้าหมายเพื่อให้สังคมมีอากาศสะอาดทุกฤดูกาล &amp;nbsp;ภายใต้แนวคิด &amp;nbsp;&amp;ldquo;เรามีลมหายใจเดียวกัน&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสาเหตุของปัญหาฝุ่นควันในจังหวัดเชียงใหม่มีหลากหลายสาเหตุ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ฝุ่นควันจากในเมืองเกิดจากการใช้ยานพาหนะในการเดินทางและขนส่ง&amp;nbsp; ฝุ่นควันจากการก่อสร้าง&amp;nbsp; การทำอาหาร&amp;nbsp; ปิ้งย่าง&amp;nbsp; โรงงานอุตสาหกรรม&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ฝุ่นควันจากพื้นที่เกษตรกรรม&amp;nbsp; จากการเผาไหม้เศษซากพืชไร่และไฟป่าที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี&amp;nbsp; โดยเฉพาะในช่วงเข้าสู่ฤดูแล้ง &amp;nbsp;ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม-จนถึงเดือนพฤษภาคม&amp;nbsp; ทำให้ฝุ่นควันกระจายไปทั่ว&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมทั้งฝุ่นควันจากประเทศเพื่อนบ้านที่ขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อส่งออก&amp;nbsp; เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วก็จะเผาไร่เพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูกรอบใหม่&amp;nbsp; ประกอบกับเชียงใหม่มีสภาพภูมิศาสตร์เป็นแอ่งกระทะ&amp;nbsp; ทำให้อากาศระบายได้ไม่ดี&amp;nbsp; ฯลฯปัญหาฝุ่นควันที่มีสาเหตุหลากหลายเหล่านี้จึงกลายเป็นวงจรที่ไม่รู้จบ&amp;nbsp; ส่งผลกระทบด้านระบบนิเวศน์&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ผลกระทบด้านการท่องเที่ยว&amp;nbsp; และสุขภาพของประชาชน &amp;nbsp;รวมทั้งการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการดับไฟป่าด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top: 0in; margin-right: 0in; margin-bottom: 7.5pt; text-align: center;&quot;&gt;ฝุ่นควันจากไฟป่า-ภาพจากกลุ่มพารามอเตอร์ จ.เชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะด้านสุขภาพ เนื่องจากฝุ่นควันจากการเผาไหม้ทำให้เกิดก๊าซอันตรายต่างๆ เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ และที่สำคัญคือ &amp;nbsp;ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือ PM 2.5 (ค่ามาตรฐานของฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์&amp;nbsp; โดยใช้ค่า Particulate Matters : PM) &amp;nbsp;ซึ่งนอกจาก PM 2.5 จะเข้าไปในปอดทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจและเป็นมะเร็งได้แล้ว &amp;nbsp;ยังสามารถเข้าสู่ถุงลมปอดและเส้นเลือดได้ด้วย ทำให้เกิดการอักเสบและการอุดตันของเส้นเลือดในระบบต่าง ๆ เช่น&amp;nbsp; หัวใจและสมอง &amp;nbsp;นอกจากนี้ PM 2.5&amp;nbsp; ยังลอยอยู่ในอากาศได้เป็นเวลานานและลอยไปได้ไกล &amp;nbsp;จึงมีโอกาสที่จะถูกสูดเข้าไปในร่างกายก่อนที่จะตกลงสู่พื้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่เปิดเผยว่า &amp;nbsp;จำนวนผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศจังหวัดเชียงใหม่ &amp;nbsp;ตั้งแต่เดือนมกราคม - 5 มีนาคม 2564 &amp;nbsp;พบผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลรัฐ &amp;nbsp;ประกอบด้วยกลุ่มโรคทางเดินหายใจ &amp;nbsp;กลุ่มโรคหัวใจ &amp;nbsp;หลอดเลือด &amp;nbsp;และสมองอุดตันขาดเลือด &amp;nbsp;กลุ่มโรคตาอักเสบ และกลุ่มโรคผิวหนังอักเสบ โดยในเดือนมกราคม &amp;nbsp;มีจำนวนผู้ป่วย 22,554 คน &amp;nbsp;เดือนกุมภาพันธ์ &amp;nbsp;จำนวนผู้ป่วย 9,084 คน &amp;nbsp;และเดือนมีนาคม (ณ วันที่ 5 มีนาคม) จำนวน 150 คน &amp;nbsp;&amp;nbsp;รวมผู้ป่วยทั้งหมด 31,788 &amp;nbsp;คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สรุปบทเรียนการทำงานรอบ 1 ปี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ (6 มิถุนายน)&amp;nbsp; ระหว่างเวลา 9.00-15.00 น.&amp;nbsp; ที่กรีนเลค&amp;nbsp; รีสอร์ท จ.เชียงใหม่ &amp;nbsp;สภาลมหายใจเชียงใหม่เปิดเวทีสรุปบทเรียนการทำงาน 1 ปี (พฤษภาคม 2563-พฤษภาคม 2564) และวางแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานของสภาลมหายใจในช่วงต่อไป&amp;nbsp; โดยมีนายรัฐพล &amp;nbsp;นราดิศร &amp;nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ &amp;nbsp;เป็นประธาน&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ &amp;nbsp;ผู้แทนจากสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; จ.เชียงใหม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;นักวิชาการจากมหาวิทยาลัย เชียงใหม่&amp;nbsp; &amp;nbsp;ม.แม่โจ้ &amp;nbsp;สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จ.เชียงใหม่ &amp;nbsp;ภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; ผู้แทนสภาองค์กรชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;มูลนิธิเพื่อลมหายใจเชียงใหม่&amp;nbsp; และคณะกรรมการและสมาชิกสภาลมหายใจเชียงใหม่ &amp;nbsp;เข้าร่วมประมาณ &amp;nbsp;50 คน &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังประชุมออนไลน์ผ่านระบบ Zoom ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ทั้งนี้ในช่วง 1 ปีที่ผ่าน&amp;nbsp; สภาลมหายใจเชียงใหม่ได้จัดกิจกรรมและโครงการต่างๆ ทั้งในเมืองเชียงใหม่&amp;nbsp; และพื้นที่เกษตรกรรมในชนบท&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 6 แผนงาน&amp;nbsp; 10&amp;nbsp; โครงการ&amp;nbsp; มีอาสาสมัครทำงานกว่า 100 คน&amp;nbsp; ยึดหลักการทำงานแบบ &amp;ldquo;ล่างขึ้นบน&amp;rdquo; (เปลี่ยนจากระบบสั่งการแบบราชการ &amp;ldquo;บนลงล่าง&amp;rdquo;) โดย &amp;ldquo;ใช้ชุมชนเป็นตัวตั้ง&amp;nbsp; ใช้ท้องถิ่น (อปท.) เป็นกลไกสนับสนุนการขับเคลื่อนงาน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;กิจกรรมที่จัดในเมืองเชียงใหม่&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การจัดเวทีเสวนาวิชาการ&amp;nbsp; &amp;nbsp;จัดกิจกรรมรณรงค์ลดการใช้รถยนต์หันมาปั่นจักรยานในเมือง ลดการใช้พลาสติก&amp;nbsp; ลดการเผาขยะ&amp;nbsp; สร้างพื้นที่สีเขียวในเมือง&amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจกรรมระดมทุนสู้ฝุ่นควัน&amp;nbsp; ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ส่วนพื้นที่นอกเมืองเชียงใหม่ ซึ่งมีทั้งหมด 24 อำเภอ &amp;nbsp;รวม&amp;nbsp; 204 ตำบล&amp;nbsp; ประมาณ 2,066 หมู่บ้าน&amp;nbsp; สภาลมหายใจฯ&amp;nbsp; ได้ใช้พื้นที่สภาองค์กรชุมชนตำบลที่มีการจัดตั้งและเป็นองค์กรของชาวบ้านในพื้นที่อยู่แล้วเป็นพื้นที่ดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นควันในจังหวัดเชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ นำข้อมูลที่ได้มาศึกษาเพื่อเสนอเป็นทางออกให้แก่ชาวบ้านและชุมชน โดยศูนย์วิจัยเห็ดป่า มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดอบรมการเพาะเชื้อเห็ดป่า เช่น เห็ดถอบ (เห็ดเผาะ)&amp;nbsp; เห็ดฮ้า (เห็ดตับเต่า) ให้แก่ชาวบ้านในตำบลต่างๆ &amp;nbsp;เนื่องจากชาวบ้านมีความเชื่อว่าการเผาป่าในช่วงฤดูแล้งจะทำให้เห็ดป่าออกดอกได้ดี&amp;nbsp; ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดไฟไหม้ป่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0in 0in 7.5pt; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;อบรมการเพาะเห็ดป่าที่บ้านแม่กำปอง&amp;nbsp; จ.เชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;ฝึกอบรมการทำถ่านไบโอชาร์ (Biochar) หรือถ่านชีวมวลจากใบไม้  กิ่งไม้  หญ้า  ฟางข้าว  เหง้ามันสําปะหลัง  ซังและต้นข้าวโพด  โดยสำนักงานพลังงานจังหวัด เพื่อนำถ่านไบโอชาร์มาใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงดิน  ช่วยเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตร  ลดระยะเวลาการปลูก  ใช้เป็นวัสดุเพาะต้นกล้า ช่วยทำให้พืชเติบโตได้ดี  &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;นอกจากนี้ยังส่งเสริมการทำวนเกษตร ปลูกพืชยืนต้น หรือพืชหลายชนิดแทนพืชเชิงเดี่ยว เช่น กาแฟ ไผ่ นำฟางข้าว กิ่งลำไย&amp;nbsp; ใบไม้ต่างๆ มาบดย่อยทำปุ๋ยอินทรีย์ การทำแปลงสาธิตเปรียบเทียบการชิงเผา-ไม่เผาเพื่อเป็นแนวป้องกันไฟป่า&amp;nbsp; ฯลฯ นำวัสดุทางการเกษตร เช่น นำใบไม้&amp;nbsp; ใบตองตึงนำมาทำจานใส่อาหารทดแทนการใช้พลาสติก และลดการเผาใบไม้ ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน&amp;nbsp; สภาลมหายใจได้จัดกิจกรรมระดมทุนต่างๆ&amp;nbsp; และเปิดรับบริจาค&amp;nbsp; เพื่อนำสิ่งของ &amp;nbsp;อุปกรณ์ในการดับไฟ&amp;nbsp; มอบให้ตำบลต่างๆ เพื่อใช้ในการป้องกันและดับไฟป่า&amp;nbsp; โดยในปี 2563&amp;nbsp; มอบสิ่งของไปแล้ว 140 หมู่บ้าน&amp;nbsp; 17 อำเภอ&amp;nbsp; 90 ตำบล ส่วนในปี 2564 ส่งมอบอุปกรณ์ไปเมื่อกลางเดือนมกราคมให้กับ 35 ตำบล &amp;nbsp;และ 1 ผืนป่านำร่องในพื้นที่รอบดอยสุเทพ &amp;nbsp;&amp;nbsp;รวม 295 หมู่บ้าน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่น&amp;nbsp; เครื่องเป่าลม 250 เครื่อง &amp;nbsp;เครื่องพ่นน้ำ 30 เครื่อง &amp;nbsp;ถังฉีดน้ำ 100 ถัง &amp;nbsp;เครื่องตัดหญ้า 100 เครื่อง &amp;nbsp;เลื่อยยนต์ตัดไม้ 20 เครื่อง &amp;nbsp;ถังเปล่า&amp;nbsp; 200ลิตร 100 ถัง&amp;nbsp; ไม้ตบไฟ 800 อัน &amp;nbsp;คราดมือเสือ 1,000 อัน&amp;nbsp; ไฟฉายคาดหัว 800 อัน &amp;nbsp;กล้องส่องทางไกล 100 ตัว &amp;nbsp;และวิทยุสื่อสาร 120 เครื่อง &amp;nbsp;รวมมูลค่า 2,300,000 บาท &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ชาวบ้านช่วยกันทำแนวป้องกันไฟ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;เชียงใหม่โมเดล&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;nbsp; ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันโดยใช้แนวทาง &amp;ldquo;เชียงใหม่โมเดล&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเปลี่ยนแนวทางการทำงานแบบราชการที่ใช้ระบบ &amp;ldquo;จากบนลงล่าง&amp;rdquo;&amp;nbsp; เป็น &amp;ldquo;จากล่างขึ้นบน&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย &amp;ldquo;ใช้ชุมชนเป็นตัวตั้ง&amp;nbsp; ใช้ท้องถิ่น (อปท.) เป็นกลไกสนับสนุนการขับเคลื่อนงาน&amp;rdquo;&amp;nbsp; โดยเน้นการบูรณาการการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน&amp;nbsp; ทั้งหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; ภาคเอกชน&amp;nbsp; ประชาสังคม&amp;nbsp; และชุมชน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยให้ชุมชนเป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; หน่วยงานต่างๆ ในท้องถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; อบต.&amp;nbsp; เทศบาล&amp;nbsp; และสภาองค์กรชุมชนผนึกกำลังร่วมกัน&amp;nbsp; โดยใช้มาตรการเชิงป้องกันการเผาไหม้แทนการไล่ดับไฟเหมือนที่ผ่านมา&amp;nbsp; และใช้ข้อมูล&amp;nbsp; ข้อเท็จจริง&amp;nbsp; ความรู้ด้านวิชาการ&amp;nbsp; และเทคโนโลยีมาสนับสนุน &amp;nbsp;ถือเป็นนวัตกรรมใหม่&amp;nbsp; และเป็น &amp;lsquo;เชียงใหม่โมเดล&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีหลักการทำงานที่สำคัญ&amp;nbsp; คือ ใช้พลังความเชื่อมโยงของทุกภาคส่วนที่มีวิธีคิด&amp;nbsp; ความชำนาญ&amp;nbsp; หรือประสบการณ์ที่แตกต่างกันมาร่วมกันทำงาน&amp;nbsp; เปลี่ยนจากการทำงานแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า&amp;nbsp; เป็นการแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน&amp;nbsp; เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน&amp;nbsp; และทำงานร่วมกันโดยใช้ฐานข้อมูลที่เป็นจริงทางวิชาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการทำงานของสภาลมหายใจเชียงใหม่ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; ภาคีเครือข่ายที่ทำงานร่วมกันได้สะท้อนมุมมองออกมา&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;&amp;ldquo;การทำงานของสภาลมหายใจทำให้เกิดความตื่นตัวในภาคประชาชนมากขึ้น &amp;nbsp;จากเดิมที่เป็นบทบาทของภาครัฐในการดำเนินการเพียงอย่างเดียว &amp;nbsp;เช่น การประกาศห้ามเผา ซึ่งทำให้เกิด feed back ที่แข็ง &amp;nbsp;แต่พอมีสภาลมหายใจเข้ามา กลายเป็นตัวแทนของภาคประชาชนที่ให้ความรู้กันเอง &amp;nbsp;สามารถกระตุ้น สร้างความร่วมมือดีขึ้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สภาลมหายใจมีส่วนช่วยในการประสานงานกับภาคประชาชน ภาคเอกชน มูลนิธิต่าง ๆ รวมถึง เป็นตัวแทนของจังหวัดในการรับบริจาค และประชาสัมพันธ์กับประชาชน ทำให้เกิดการลดปัญหาฝุ่นควันและการป้องกันไฟได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;ขณะที่ ชัชวาลย์&amp;nbsp; ทองดีเลิศ &amp;nbsp;ประธานคณะกรรมการอำนวยการ&amp;nbsp; สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;nbsp; กล่าวก่อนหน้านี้ว่า &amp;ldquo;เมื่อก่อนชาวบ้านรู้สึกว่าตัวเองเป็นจำเลยในเรื่องปัญหาฝุ่นควัน &amp;nbsp;แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าภาพ &amp;nbsp;ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ&amp;nbsp; เพราะจะทำให้เกิดพลังขับเคลื่อนมากขึ้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยชาวบ้านจะมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ปัญหา &amp;nbsp;วางแผน &amp;nbsp;ปฏิบัติการ&amp;nbsp; และร่วมสรุปบทเรียน&amp;nbsp; ซึ่งจะเป็นพลังพื้นฐานที่สำคัญและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาให้ประสบผลสำเร็จต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แปรใบไม้&amp;nbsp; กิ่งไม้&amp;nbsp; ขยะอินทรีย์เป็นรายได้สร้างเศรษฐกิจชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร. สุมิตร &amp;nbsp;อธิพรหม &amp;nbsp;ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเห็ดป่าแม่โจ้ &amp;nbsp;ม.แม่โจ้&amp;nbsp; จ.เชียงใหม่&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; ศูนย์วิจัยฯ ได้จัดอบรมและส่งเสริมการเพาะเห็ดป่าให้แก่ชาวบ้านทั้งในจังหวัดเชียงใหม่และใกล้เคียงไปแล้วประมาณ 200 ชุมชน&amp;nbsp; โดยใช้เศษวัสดุต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ฟาง&amp;nbsp; ใบไม้&amp;nbsp; ลำไม้ไผ่&amp;nbsp; กิ่งไม้ผุ&amp;nbsp; มาเป็นวัสดุในการเพาะเห็ด&amp;nbsp; แล้วใส่เชื้อเห็ดป่า&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เห็ดตับเต่า &amp;nbsp;เห็ดถอบลงไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใช้ฟางหรือลังกระดาษคลุมกองเห็ด&amp;nbsp; หมั่นรดน้ำให้ชุ่ม&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่นานก็จะได้เห็ดนำมากินหรือขาย&amp;nbsp; สร้างรายได้ให้ชาวบ้านโดยไม่ต้องเผาป่า&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้ชาวบ้าน&amp;nbsp; 50 ชุมชน&amp;nbsp; นำใบไม้ที่ร่วงหล่นมาขึ้นรูปอัดเป็นจาน&amp;nbsp; ชามใบไม้&amp;nbsp; เอาไว้ใส่อาหาร&amp;nbsp; และทำเป็นกระถางเพาะต้นไม้&amp;nbsp; ช่วยลดการใช้ถุงพลาสติค &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;ดร.สุมิตรกับเห็ดตับเต่าที่เพาะได้ขนาด 3 กิโลกรัม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากการคำนวณ&amp;nbsp; เราพบว่าการเพาะเห็ดป่าโดยไม่เผาป่า&amp;nbsp; จะช่วยป้องกันการเผาป่าในพื้นที่ป่าชุมชน 200 ชุมชน&amp;nbsp; ได้ประมาณ 20,000 ไร่&amp;nbsp; ลดการเกิดจุด Hot&amp;nbsp; Spot&amp;nbsp; (จุดความร้อน) ได้ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์&amp;nbsp; และช่วยปลูกต้นไม้ได้ประมาณ 100,000 ต้น&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังนำใบไม้ที่จะเป็นเชื้อเพลิงน้ำหนัก 1 กิโลกรัมมาทำกระถางเพาะต้นไม้ได้ 10 ใบ&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.สุมิตร&amp;nbsp; ยกตัวอย่างการลดปัญหาฝุ่นควัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขาบอกว่าการส่งเสริมให้ชาวบ้านลดปัญหาการเผา&amp;nbsp; เป็นการจัดการปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำ&amp;nbsp; กลางน้ำ&amp;nbsp; แต่จะต้องช่วยกันส่งเสริมทางปลายน้ำ&amp;nbsp; หรือด้านการตลาด&amp;nbsp; การประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนช่วยกันอุดหนุนผลผลิตเหล่านี้ด้วย&amp;nbsp; จะทำให้ชาวบ้านมีรายได้&amp;nbsp; และเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศิรินันท์&amp;nbsp; โซเมอร์แดค&amp;nbsp; แม่หลวง หรือผู้ใหญ่บ้านห้วยอ่าง&amp;nbsp; ต.แม่โป่ง&amp;nbsp; อ.ดอยสะเก็ด บอกว่า&amp;nbsp; หมู่บ้านของเธอได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์การทำแนวกันไฟจากสภาลมหายใจ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เครื่องเป่าพ่นลม&amp;nbsp; เพื่อเป่าเศษใบไม้ไม่ให้มากองรวมกัน&amp;nbsp; พร้อมทั้งใช้คราดกวาดไปไม้ออกไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำเป็นแนวป้องกันไฟให้มีความกว้างประมาณ 6-8 เมตร&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระยะทางเกือบ 10 กิโลเมตรหากเกิดไฟไหม้ป่าในจุดใดก็จะทำให้ดับไฟได้ง่าย&amp;nbsp; และไฟจะไม่ลามไปอีกฝั่งหนึ่ง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม่หลวงบ้านห้วยอ่างบอกว่า&amp;nbsp; ในปีนี้ตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา&amp;nbsp; ชาวบ้านในหมู่บ้านช่วยกันทำแนวป้องกันไฟ&amp;nbsp; และช่วยกันดูแลพื้นที่ป่าชุมชนประมาณ 690 ไร่ไม่ให้มีการจุดเผาป่า&amp;nbsp; จึงทำให้ป่าชุมชนบ้านห้วยอ่างไม่เกิดปัญหาไฟไหม้ป่า&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังนำใบตองตึงมาทำเป็นจานชามขาย&amp;nbsp; โดยผลิตได้วันละประมาณ 500 ใบ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราขายใบละ 3 บาท&amp;nbsp; 20 ใบราคา 50 บาท&amp;nbsp; รายได้จะเอามาเข้ากลุ่มและเป็นทุนผลิตต่อไป&amp;nbsp; โดยรับซื้อใบตองตึงจากชาวบ้าน&amp;nbsp; ราคา 6 ใบต่อ 1 บาท&amp;nbsp; คนที่มาช่วยงานก็จะมีรายได้วันละ 100 บาทขึ้นไป&amp;nbsp; ตอนนี้มีคนมาช่วยประมาณ 6-7 คน&amp;rdquo;&amp;nbsp; แม่หลวงบอก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;จานชามที่ทำจากใบตองตึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีมีอีกหลายพื้นที่ที่ชาวบ้านช่วยกันลดการเผาเศษใบไม้&amp;nbsp; กิ่งไม้แห้ง&amp;nbsp; รวมทั้งขยะเปียก&amp;nbsp; โดยนำมาทำปุ๋ยอินทรีย์&amp;nbsp; โดยนำเอาสิ่งเหล่านี้มาใส่ในเครื่องบดย่อยเพื่อนำไปทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์&amp;nbsp; จากการคำนวณพบว่า&amp;nbsp; ขยะอินทรีย์ 100 ครัวเรือน&amp;nbsp; จะมีน้ำหนักประมาณ 18 ตัน&amp;nbsp; เมื่อนำมาบดย่อยทำปุ๋ยอินทรีย์จะได้ 4 ตัน&amp;nbsp; ราคาขายตันละ 1,000 บาท&amp;nbsp; จะทำให้ชุมชนมีรายได้ 4,000 บาท&amp;nbsp; และหากมี 1,000 ครัวเรือน&amp;nbsp; จะมีรายได้ 40,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเสนอและทิศทางการทำงานปี 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การประชุมในช่วงบ่าย&amp;nbsp; ที่ประชุมได้มีการระดมความคิดเห็นเพื่อนำมาประมวลและจัดทำเป็นแผนการทำงานระยะเร่งด่วน 6 เดือน&amp;nbsp; แผน 1 ปี&amp;nbsp; และ 3 ปีต่อไป&amp;nbsp; โดยที่ประชุมได้เสนอความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง&amp;nbsp; เช่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การลดฝุ่นควันในเมือง &amp;nbsp;เนื่องจากการฝุ่นควันจากพื้นที่เกษตรกรรมหรือชนบทส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงฤดูแล้ง&amp;nbsp; ตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤษภาคม โดยการเผาซากพืชไร่&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์&amp;nbsp; ส่วนในเมืองจะต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นควันตลอดปี&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ประมาณ 60 % &amp;nbsp;จะมีสาเหตุมาจากการใช้รถยนต์หรือการจราจรในเมือง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งในเมืองเชียงใหม่จะมีปริมาณการใช้รถยนต์และมอเตอร์ไซค์ประมาณ 600,000 คันต่อวัน&amp;nbsp; จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหาฝุ่นควันและควันพิษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดังนั้นจึงจะต้องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ขนส่งจังหวัด&amp;nbsp; เพื่อลดการใช้รถยนต์&amp;nbsp; หันมาใช้จักรยานในเขตเมืองเก่า&amp;nbsp; การบริการรถโดยสารไฟฟ้า&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; รถราง&amp;nbsp; หรือรถบัสไฟฟ้า&amp;nbsp; ซึ่งเริ่มมีการใช้แล้วในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่&amp;rdquo;&amp;nbsp; ข้อเสนอจากที่ประชุมระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;บรรยากาศในห้องประชุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุดม&amp;nbsp; อินจันทร์ &amp;nbsp;ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนจังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; เสนอว่า&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบลในจังหวัดเชียงใหม่เป็นพื้นที่ทำงานของสภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;nbsp; มีทั้งหมดประมาณ 207 ตำบล&amp;nbsp; และมีประมาณ 1,100 หมู่บ้านที่อยู่ติดกับพื้นที่ป่า&amp;nbsp; ซึ่งจะมีปัญหาเรื่องไฟป่าและฝุ่นควันจากการเกษตร&amp;nbsp; และจะต้องมีการทำแนวกันไฟ&amp;nbsp; แต่ที่ผ่านมาสภาลมหายใจสามารถสนับสนุนอุปกรณ์การทำแนวป้องกันไฟและดับไฟป่าได้ประมาณ 300 หมู่บ้าน&amp;nbsp; โดยเฉพาะเครื่องพ่นลมซึ่งมีเพียงหมู่บ้านละ 1 เครื่องซึ่งถือว่ายังไม่เพียงพอ&amp;nbsp; ขณะที่อีกหลายร้อยหมู่บ้านยังขาดอุปกรณ์เหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอจากผู้เสนออื่นๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ควรให้บริษัทที่รับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; ควรมีหน่วยยุทธศาสตร์พิเศษ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อวางแผนการเคลื่อนงานแบบก้าวหน้า กระตุ้นการทำงานภาครัฐ หรือทีมล็อบบี้ ผลักดันปัญหา &amp;ldquo;ฝุ่นควัน&amp;rdquo; ไปสู่ประเด็นวิชาการ&amp;nbsp; (นโยบายการวิจัย) ระดับประเทศ &amp;nbsp;ผลักดันให้ อปท.ทุกแห่งจัดทำแผนงานด้านฝุ่นควันและงบประมาณ&amp;nbsp; ติดตามเรื่องงบประมาณเพื่อนำมาสนับสนุนท้องถิ่น&amp;nbsp; ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายเหตุ : เรื่องและภาพโดยสำนักพัฒนานวัตกรรมชุมชน&amp;nbsp; จัดการความรู้และสื่อสาร&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และสภาลมหายใจเชียงใหม่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105458</URL_LINK>
                <HASHTAG>ม.แม่โจ้, รักษาป่า, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช., สภาลมหายใจเชียงใหม่, ไฟป่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210606/image_big_60bcbf1e5cd1e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67998</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/06/2020 20:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2020 10:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตามรอยวิกฤติหมอกควัน 3 ประเทศลุ่มน้ำโขง สู่การแก้ไขที่ยั่งยืน  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมา ฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 สร้างผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในภาคเหนือตอนบนของประเทศอย่างสาหัส อัตราผู้ป่วยจากหมอกควันด้วยกลุ่มโรคทางเดินหายใจเพิ่มสูง ผู้คนต้องสวมหน้ากากอนามัยเพื่อปกป้องชีวิตตัวเอง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หมอกควันภาคเหนือสาเหตุหนึ่งนอกจากสภาพภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะและภูเขาล้อมรอบ ยังมีตัวการสำคัญเป็นการเผาป่า เผาซังข้าวโพด ประกอบกับหมอกควันจากประเทศเพื่อนบ้าน นำไปสู่การสะสมของฝุ่นละอองมรณะในอากาศสูงเกินค่ามาตรฐาน สอดคล้องกับเวทีเสวนาออนไลน์ผ่านเพจ Greenpeace Thailand &amp;ldquo;ข้าวโพด หมอกควันข้ามพรมแดน และภาระรับผิดชอบของอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์&amp;rdquo; เมื่อวันก่อน มีข้อมูลยืนยันข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีส่วนต่อวิกฤติมลพิษอากาศ 8 จังหวัดภาคเหนือและประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์มีส่วนเกี่ยวข้องก่อฝุ่นมรณะ PM 2.5 ช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยมีนักวิชาการร่วมวิเคราะห์ แลกเปลี่ยน และเสนอทางออกที่แก้ปัญหาหมอกควันอย่างยั่งยืน พร้อมเปิดเผยรายงานชิ้นใหม่ของกรีนพีซ ประเทศไทย ต่อประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านอาหารและเกษตรกรรมเชิงนิเวศ กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า กรีนพีซรณรงค์การลดบริโภคเนื้อสัตว์ เพิ่มการกินผัก เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า และลดการผลิตจากอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ ตัวการก่อวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าและปัญหาสุขภาพประชาชน เราเรียกร้องให้ภาครัฐหันมาสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยมากขึ้น และส่งเสริมเกษตรกรรมเชิงนิเวศให้เพิ่มขึ้นด้วย ล่าสุด&amp;nbsp; กรีนพีซ ประเทศไทย มีรายงานชิ้นใหม่ ที่เชื่อมโยงให้เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่อุปทานการผลิตของอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะประเด็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าและก่อหมอกควันข้ามพรมแดนกว่า 10 ปี ศึกษาร่วมกับศูนย์ภูมิภาคเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (ภาคเหนือ) คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นรายงานการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ปลูกข้าวโพด จุดความร้อน และร่องรอยพื้นที่เผาไหม้จากภาพถ่ายดาวเทียมระหว่างปี พ.ศ.2558-2562 ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมจากเครื่องมือ Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) ที่ติดตั้งบนดาวเทียม Terra and Aqua ของนาซา และดาวเทียมระบบ VIIRS ติดตามจุดความร้อน ร่องรอยพื้นที่เผาไหม้ และพื้นที่ปลูกข้าวโพดในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ได้แก่ ภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัดของไทย ตอนบนของ สปป.ลาว และรัฐชานของเมียนมา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ปัญหาหมอกควันพิษข้ามพรมแดน ไม่ได้เกิดจากเกษตรกรรายย่อยหรือการเก็บหาของป่า แต่อยากให้มองมุมการผลิตเชิงอุตสาหกรรมสร้างมลพิษข้ามพรมแดน ไทยต้องผลักดันให้เกิดภาระความรับผิดชอบของอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ที่ขาดหายไป ไทยเป็นผู้นำการผลิตเนื้อสัตว์และอาหารสัตว์ มีข้อมูลหนึ่งบริษัทผลิตไก่ 5 ล้านตัวต่อสัปดาห์เพื่อการบริโภคในประเทศและส่งออก เนื้อไก่และไข่ไก่ที่กินมาจากอุตสาหกรรม ซึ่งเกี่ยวพันตั้งแต่พื้นที่เกษตร พืชอาหารสัตว์ จนถึงการแปรรูป มีข้อมูลการผลิตไก่เนื้อเพิ่มขึ้นสัมพันธ์กับผลผลิตข้าวโพดมากขึ้น ทิศทางเดียวกัน&amp;nbsp; สัดส่วนผลิตเพื่อส่งออกก็เพิ่มสูง ปัญหาสุขภาพจากมลพิษใน 3 ประเทศ เชื่อมโยงกับการผลิตปริมาณมหาศาล มีต้นทุนแลกมาด้วยผืนป่าและสุขภาพที่หายไปของประชาชน &amp;quot; รัตนศิริ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การหายใจสูดฝุ่น PM 2.5 เข้าไปในร่างกาย ยังส่งผลตัวเลขผู้ป่วยสูงขึ้น ข้อมูลข้างต้นมีที่มาจากกรมควบคุมโรคเกี่ยวกับผู้ป่วยจากปัญหาหมอกควันในภาคเหนือตอนบน ในระยะหมอกควัน (เดือนธันวาคมถึงพฤษภาคม) ของทุกปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เธอ กล่าวว่า ปี 58 มีผู้ป่วยใน 4 กลุ่มโรคที่เฝ้าระวัง รวม&amp;nbsp; 8 แสนคน จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนปี 62 ที่ผ่านมา หลังเกิดมาตรการควบคุม ผู้ป่วยลดลงเหลือ 6 แสนคน กลุ่มโรคที่มีรายงานสูงสุด คือ ทางเดินหายใจทุกชนิด โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคผิวหนังอักเสบ และโรคตาอักเสบ เหนือกว่าต้นทุนสุขภาพ ยังรวมถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดย 1 ใน 3 ของการปล่อยก๊าซทั่วโลกมาจากภาคเกษตรและปศุสัตว์อุตสาหกรรม เทียบเท่าภาคขนส่งคมนาคม นอกจากนี้ เป็นการเปลี่ยนพื้นที่ป่ากลายเป็นเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลง ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ มีข้อมูล FAO ระบุภาคเกษตรกรรมทั้งหมด ราวร้อยละ 80 เป็นพื้นที่ทำอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ไอพีซีซีรายงานถ้าไม่เปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตอาหารและการจัดการดินของโลก ไม่มีทางรักษาอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไว้ไม่ให้สูงกว่าขีดจำกัดที่ปลอดภัย ส่งผลกระทบระบบนิเวศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; อีกประเด็นโรคระบาดที่เกิดขึ้น อย่างซาร์ส อีโบลา เมอร์ส ไข้หวัดนก ไข้หวัดหมู หรือโควิด-19 เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า ค้าสัตว์ป่า อุตสาหกรรมปศุสัตว์ การเปลี่ยนพื้นที่ป่า โลกที่ขาดสมดุลกระตุ้นให้ไวรัสแพร่เชื้อสู่มนุษย์ได้ ยังไม่รวมต้นทุนเรื่องหนี้สินจากการผลิต ความเป็นธรรมต่อเกษตรกร มองไม่ได้เป็นตัวเลข และไม่มีใครเห็นค่า&amp;quot; รัตนศิริกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วงเสวนานี้ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านอาหารฯ วิเคราะห์ด้วยว่า มาตรการการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทยที่เคร่งครัดขึ้นอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่บรรษัทของไทยหันไปลงทุนนอกเขตพรมแดนประเทศไทยมากขึ้น เพื่อชดเชยหรือเพิ่มผลผลิตที่อาจขาดหายไปจากที่เคยผลิตได้ในไทย โดยราวปี 2559 มีการเปลี่ยนแปลงมาตรการการรับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรและการประกันราคา ด้วยหลักฐานกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ถูกต้อง ทำให้เกษตรกรประสบปัญหาการขาย เกิดผลผลิตตกค้าง มาตรการนี้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงกับจุดความร้อนในไทยที่ลดลงในปี&amp;nbsp; 2559 และลดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งพุ่งสูงกลับมาอีกครั้งในปี&amp;nbsp; 2562 ประมาณ 14,000 จุดในเดือนเมษายน ในขณะที่จุดความร้อนเพิ่มสูงขึ้นในประเทศเพื่อนบ้าน การขยับขยายพื้นที่การผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านอาจเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ของอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์เพื่อตอบสนองความต้องการทั้งเนื้อสัตว์และอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้นจากตลาดโลก ซึ่งสอดคล้องกับผลศึกษาย้อนหลัง 5 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เจาะลึกการศึกษามีข้อค้นพบที่น่าสนใจ ผศ.ดร.อริศรา เจริญปัญญาเนตร ศูนย์ภูมิภาคเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (ภาคเหนือ) คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีข้อค้นพบหลักดังนี้ เปิดเผยในวงเสวนานี้ว่า&amp;nbsp; การศึกษาข้อมูล 5 ปีย้อนหลัง ใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม MODIS ช่วยติดตาม และเป็นเทคโนโลยีทันสมัยตอบปัญหาเชิงพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ขนาดใหญ่เข้าถึงยาก และตรวจย้อนหลังได้หลายปี พื้นที่ศึกษาอยู่ในโซนอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ครอบคลุม 3 ประเทศ ตอนบนของไทย ตอนบนของลาว และรัฐชาน เมียนมา โฟกัสที่พื้นที่ปลูกข้าวโพด ร่องรอยพื้นที่เผาไหม้ ที่มีพื้นที่ใหญ่กว่า 250 ตารางเมตรขึ้นไป ในไทยเราสำรวจตัวอย่างพื้นที่ปลูกข้าวโพดแปลงใหญ่ 240 จุด เมียนมา 238 จุด และตอนบนลาว 64 จุด รวมกว่า 500 จุด เป็นตัวแทนพื้นที่ปลูกข้าวโพดในช่วง 5 ปี&amp;nbsp; ส่วนการวิเคราะห์จุดความร้อนใช้ดาวเทียม Suomi-NPP ระบบ VIIRS มีความละเอียดเชิงพื้นที่ ขนาดมากกว่า 375 ตร.ม. เน้นจุดความร้อนสูงจากการเผาในที่โล่ง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเด็นแรก นักวิชาการ มช. บอกว่า ผลศึกษาพบพื้นที่ปลูกข้าวโพดแปลงใหญ่ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง พบมากช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน แต่ถ้าแยกรายประเทศ&amp;nbsp; ตอนบนของไทยพบปลูกมากที่สุดเดือนเมษายนประมาณ 3.8 ล้านไร่ รัฐชานเมียนมา พบมากเดือนพฤษภาคมและเมษายน ประมาณ 8.4 ล้านไร่ และตอนบนลาวกว่า 7 ล้านไร่ ส่วนร่องรอยพื้นที่เผาไหม้พบมากสุดเดือนมีนาคม ช่วงปี 2560-2562 และเดือนเมษายน ช่วงปี 2558-2559 ขณะที่จุดความร้อน 3 ประเทศ พบมากสุดเดือนเมษายนของทุกปี ไทยมีแนวโน้มลดลงตั้งแต่ปี 2558-2561 แต่ปี 2562 กราฟสูงขึ้นชัดเจน เช่นเดียวกับรัฐชาน ลาว ปี&amp;nbsp; 62 จุดความร้อนสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนสถานการณ์การปลูกข้าวโพดภาคเหนือตอนบนของไทย ผศ.ดร.อริศรากล่าวว่า พื้นที่รายปีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปี 2560 จากนั้นลดลงจนถึงปี พ.ศ.2562 เทรนด์ลดลงเรื่อยๆ ขณะที่รัฐชานของเมียนมามีสถานการณ์ตรงกันข้ามกับไทย มีการปลูกลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 จนปี 2561 จากนั้นเพิ่มขึ้นในปี&amp;nbsp; 2562 ส่วนพื้นที่ตอนบนของ สปป.ลาว มีสถานการณ์การปลูกที่ไม่แน่นอน พบพื้นที่ปลูกข้าวโพดลดลงและเพิ่มขึ้นปีเว้นปี ประเด็นต่อมาสัดส่วนร่องรอยพื้นที่เผาไหม้ในพื้นที่ปลูกข้าวโพดกับพื้นที่ปลูกข้าวโพดทั้งหมดในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในช่วง 5 ปี มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 14.69 ในปี 2558 เป็นร้อยละ 24.4 ในปี&amp;nbsp; 2562 สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นจุดความร้อนที่พบในพื้นที่ปลูกข้าวโพดในอนุภูมิภาคนี้ในช่วงเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ไทยร่องรอยพื้นที่เผาไหม้ปี 59 เพิ่มขึ้นจากปี 58 ประมาณ 7 แสนไร่ จากนั้นลดลงต่อเนื่องในปี 60 จนถึงปี 62 ขณะที่รัฐชานเมียนมา พบร่องรอยพื้นที่เผาไหม้ค่อนข้างมากต่อเนื่องทุกปี ปีละ 2-3 ล้านไร่ ส่วนลาวตอนบนเพิ่มขึ้น ปี 62 วิกฤติมาก พบถึง 1.8 ล้านไร่ สำหรับจุดความร้อนใน 3 พื้นที่ ปี 62 เพิ่มขึ้นจากปี 61 เกินร้อยละ 50&amp;quot; ผศ.ดร.อริศราระบุ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในภาพรวมความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ปลูกข้าวโพดและจุดความร้อนในพื้นที่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง จากการศึกษานักวิชาการคนเดิมกล่าวว่า พบมากที่สุดเดือนเมษายนเกือบทุกปี ยกเว้นปี 2558 ที่พบมากในเดือนมีนาคม โดยจุดความร้อนที่พบในพื้นที่ปลูกข้าวโพดช่วงเดือนเมษายนของทั้ง 3 ประเทศรวมกัน ประมาณ 17,000 จุด ในเดือนเดียว เป็นจุดความร้อนในไทย พบประมาณเดือนละ 4,000 จุด ส่วนรัฐชานของเมียนมาพบประมาณเดือนละ 7,000 จุด ตั้งแต่ปี พ.ศ.2559 เป็นต้นมา และ สปป.ลาว มีจุดความร้อนสูงสุดราวเดือนละ 10,000 จุด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; จากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมสรุปได้ว่า จุดความร้อนที่พบในพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง คิดเป็นร้อยละ 30 ของจุดความร้อนทั้งหมด ปีที่พบจุดความร้อนสูงมากสุดปี 60 ร้อยละ 32 และปี 58 ร้อยละ 32 แต่พีกสุดปี 2562 เป็นปีที่พบจุดความร้อนในพื้นที่ข้าวโพดมากกว่า 51,962 จุด มากกว่าปีอื่นร้อยละ 50 ที่พบ 25,000 จุด&amp;quot; ผศ.ดร.อริศราสรุปผลศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนข้อเสนอแนะเชิงนโยบายแก้หมอกควัน นักวิชาการ มช. บอกว่า ปัจจุบันความต้องการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในตลาดสูง ภาครัฐลงนามเอ็มโอยูกับเอกชน เพื่อขยายการผลิต โดยมีเกษตรกรร่วมโครงการกว่า 1 แสนรายในปี 62 หมายความว่า ปี 63 และ 64 จะมีพื้นที่ปลูกข้าวโพดเพิ่มมหาศาล จุดความร้อนจะเพิ่มขึ้น ฝุ่นพิษจะตามมาอีก นโยบายส่งเสริมของรัฐเป็นแรงจูงใจ จะแก้ไขต้องมองเรื่องการจัดการเศษวัสดุในวงจรเพาะปลูก นำเทคโนโลยีมาช่วยให้มีทางเลือกที่ดีแทนการเผา และหากสกัดไม่ให้ปลูกข้าวโพด จะมีพืชทางเลือกอะไรทดแทน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; จากแผนที่จุดความร้อนต้นปี 63 ระหว่างวันที่ 1-31 มีนาคมที่ผ่านมา บริเวณกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงจากข้อมูลดาวเทียม พบมากบริเวณรัฐชาน สปป.ลาว และตอนเหนือของไทย สอดรับกับแผนที่การกระจายตัวเชิงพื้นที่ของฝุ่น PM 2.5 คนภาคเหนือแทบหายใจไม่ได้ บางพื้นที่ค่าฝุ่นขึ้นมาถึง 800-900 ในบางวัน สปป.ลาวก็พีกสุด&amp;nbsp; แต่อาจไม่ได้รับข้อมูลข่าวสาร ถัดมาเดือนเมษายนฝุ่นพิษครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของไทยเต็มๆ ปรากฏการณ์ฝุ่นควันที่มีต้นตอจากการเผาตั้งแต่ธันวาคม 62 จนถึงเมษายน 63 แม้เข้าเดือนพฤษภาคมหน้าฝน ยังเห็นดอยสุเทพเลือนราง เราพบค่าฝุ่น PM 2.5 ในเกณฑ์สีส้ม ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน หลายคนคิดว่าปลอดภัยแล้ว แต่ตอนนี้เรายังสูดฝุ่นพิษกันอยู่ รวมถึงมีโรคโควิดเข้ามา ทำให้หลงลืมปัญหานี้ไป&amp;quot; ผศ.ดร.อริศรา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน ชัชวาล ทองดีเลิศ ประธานสภาลมหายใจเชียงใหม่ กล่าวว่า ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยเป็นเขตต้นนำลำธารขนาดใหญ่พื้นที่ต่อเนื่องกับเทือกเขาหิมาลัย เชียงใหม่มีพื้นที่ราบลุ่มร้อยละ 10 เท่านั้น ที่ดอนเชิงเขาร้อยละ 30 และพื้นที่เขาสูงร้อยละ 60 ป่าของไทยส่วนใหญ่อยู่ภาคเหนือ ประกอบด้วยป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบชื้น และเป็นต้นน้ำเจ้าพระยา ตามจังหวัดต่างๆ ลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ เมื่อเกิดการเผาไหม้บนดอยสูง ก่อปัญหาหมอกควันปกคลุมเมือง บวกกับเราอยู่สภาวะโลกร้อน แรงกดอากาศสูง ล็อกฝุ่นพิษไว้ 2-3 เดือนตามแอ่งต่างๆ อย่างเชียงใหม่เผชิญปัญหามา 14 ปีแล้ว ก้าวสู่ปีที่ 15 ประชาชนได้รับผลกระทบสูงมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ปี 63 จุดความร้อนเกิดในเขตป่าอนุรักษ์ร้อยละ 53 ป่าสงวน ร้อยละ 42 รวมร้อยละ 95 เกิดเผาไหม้ในป่า ส่วน สปก. ชุมชนข้างทาง ประมาณร้อยละ 5 ซึ่งในป่าอนุรักษ์มีชุมชนดั้งเดิมอยู่มาก่อนประกาศ เชียงใหม่มี 400 ชุมชนในป่าอนุรักษ์ อีก 1,200 ชุมชนอยู่ในป่าสงวน ซึ่งมีพื้นที่เกษตร เดิมทำ 2 แบบ คือ เกษตรดั้งเดิมหรือไร่หมุนเวียน และวนเกษตรหรือเกษตรยั่งยืนเพื่อยังชีพ เมื่อแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเริ่มขึ้น ระบบข้าวปลูกเข้ามาและขยายตัวเพิ่มขึ้น ภาคเหนือมีพื้นที่ปลูกข้าวโพด 4.4 ล้านไร่ เฉพาะเชียงใหม่ประมาณ 1.7 แสนไร่ ในปี 59 ก่อนลดลงปี 60 แล้วเพิ่มขึ้นปี 61 และ 62 ตรงกับรายงานกรีนพีซ ประเทศไทย พบจุดความร้อนในพื้นที่ข้าวโพดร้อยละ 30&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แรงจูงใจปลูกข้าวโพด ชัชวาลมองว่า การเพาะปลูกทำได้ง่าย ใช้น้ำจากฟ้าฝน รอเก็บเกี่ยว หลังเก็บเกี่ยวปล่อยทิ้งไว้ได้ วิธีจัดการเศษวัสดุข้าวโพด คือ การเผาเตรียมเพาะปลูกรอบต่อไป เป็นเกษตรเชิงเดี่ยวกระทบระบบนิเวศสูง ทั้งเบิกพื้นที่ป่าธรรมชาติให้ลดลง ยิ่งขยายพื้นที่มากเท่าไหร่ จะมีรายได้สูงขึ้นเท่านั้น นอกจากปลูกง่าย ยังรายได้ดี เพราะมีการประกันราคา ปีนี้ประกันราคา 8.50 บาทต่อกิโลกรัม สูงกว่าปีที่แล้ว จะหนักขึ้นปีนี้ ผลกระทบถัดมาดินเสื่อมโทรมเร็วมาก จะเห็นดอยหัวโล้น ยิ่งปลูกซ้ำ ใช้ยาฆ่าแมลง สารเคมีมากขึ้น คุณภาพดินต่ำ กระทบสุขภาพเกษตรกร ถัดมาระบบการผลิต การตลาด การบริโภคนิยม นำสู่ปัญหาหนี้สิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ปัญหาตามมาจากการเผาพื้นที่ปลูกข้าวโพด คือ ฝุ่น PM 2.5 กระทบวงกว้าง เดิมชาวบ้านมีระบบผลิตยังชีพ กระทบไม่มาก แต่เมื่อผลิตเพื่อขาย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กระทบรุนแรง เป็นสาเหตุใหญ่หมอกควันเชียงใหม่ วิธีที่ดีสุดคือเปลี่ยนจากปลูกพืชเชิงเดี่ยวเป็นระบบเกษตรยั่งยืน ส่วนเฉพาะหน้าวิธีกำจัดวัชพืชข้าวโพดนำมาอัดแท่งเป็นอาหารสัตว์แทนการเผา ถัดมาการนำเศษวัชพืชข้าวโพดมาทำไบโอชาร์หรือถ่านชีวภาพ หลายพื้นที่เริ่มทำ แต่ต้องใช้เวลา และมีต้นทุนสูง จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐและเอกชน&amp;quot; ชัชวาลกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แกนนำสภาลมหายใจพูดถึงตัวอย่างชุมชนจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนด้วยว่า ตอนนี้มีไร่หมุนเวียน เกษตรยั่งยืน รวมถึงผลักดัน &amp;quot;แม่แจ่มโมเดล&amp;rdquo; ที่เปลี่ยนปลูกข้าวโพดเป็นไผ่หรือไม้เศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ชุมชนต้องได้รับการสนับสนุนเรื่องแหล่งน้ำ ความรู้ และระบบตลาด&amp;nbsp; หลายพื้นที่ลดเผา แต่สิ่งสำคัญรัฐต้องแสดงเจตจำนงชัดเจนในการแก้ปัญหาหมอกควันให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาพื้นที่ป่า, การออก พ.ร.บ.อากาศสะอาด เพื่อกำกับควบคุมบริษัทเอกชน หน่วยงานรัฐ ภาคเกษตร อุตสาหกรรม และภาคเมือง เพื่อแก้ปัญหาพร้อมกัน ส่วนเรื่องการปลูกข้าวโพด รับต้องมีมาตรการชัดเจนผลิตข้าวโพดไม่สร้างฝุ่นควัน หากเกิดต้องรับผิดชอบ แต่ไม่รู้รัฐจะไปคุยกับเจ้าสัวได้หรือไม่ มิฉะนั้น จะโทษเกษตรกรเผา ขณะที่ผู้ส่งเสริมไม่ได้รับการเอ่ยถึง ถัดมาวางเป้าลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดอย่างเป็นลำดับ เปลี่ยนมาทำเกษตรยั่งยืนให้ได้ โดยรัฐและภาคธุรกิจร่วมส่งเสริม พัฒนา อีกประการสำคัญ รณรงค์ให้ผู้บริโภคเลิกบริโภคสินค้าก่อหมอกควัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; การแก้ปัญหาจะไม่สำเร็จ หากภาคประชาชนและภาคประชาสังคมไม่เข้มแข็ง ต้องติดตาม มอนิเตอร์ กดดัน และผลักดันให้เกิดนโยบายลดฝุ่นควัน ลดปลูกข้าวโพดเชิงพื้นที่ ต้องทำทั้งระบบ แม้กระทั่งผลักให้รัฐคุยกับกลุ่มประเทศอาเซียนแก้ปัญหาจริงจังมากกว่านี้&amp;quot; แกนนำสภาลมหายใจเชียงใหม่ กล่าวในท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากกิจกรรมไลฟ์นี้ กรีนพีซยังมีข้อเสนอต่อภาครัฐและอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ดังนี้คือ กลุ่มอาเซียนร่วมมือกันรวบรวมข้อมูลจัดทำแผนที่และขอบเขตของพื้นที่สัมปทานของผู้ประกอบการ, เพิ่มและปรับปรุงนโยบายความโปร่งใสและมาตรการทางกฎหมายที่เอาผิดบริษัทอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงผืนป่าและก่อหมอกควันพิษตลอดห่วงโซ่อุปทานการผลิต ตั้งแต่การปลูกและรับซื้อพืชอาหารสัตว์ การทำปศุสัตว์ ไปจนถึงการแปรรูป และสามารถให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลดังกล่วได้ และออกกฎหมายติดฉลากผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์อุตสาหกรรมทุกประเภท เปิดเผยข้อมูลการเลี้ยง ที่มาอาหารสัตว์เชื่อมกับการทำลายป่าและก่อหมอกควันพิษหรือไม่ ตลอดจนหันมาสนับสนุนนโยบายและเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างอาหารด้วยวิธีการผลิตที่ยั่งยืน เพื่อปกป้องสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของประชาชนในภูมิภาค&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67998</URL_LINK>
                <HASHTAG>Greenpeace Thailand, ฝุ่นPM2.5, ศูนย์ภูมิภาคเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (ภาคเหนือ), สภาลมหายใจเชียงใหม่, หมอกควันข้ามพรมแดน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200606/image_big_5edb996f5b88e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66641</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2020 09:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2020 09:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถอดบทเรียน 14 ปี แก้หมอกควันภาคเหนือ &quot;ล้มเหลว - ซ้ำรอยเดิม&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปี 2562 ปัญหาฝุ่นควันในจังหวัดเชียงใหม่ติดอันดับหนึ่งของโลก แต่ไม่ใช่ปีแรกที่ชาวเชียงใหม่เผชิญวิกฤตมลพิษทางอากาศ เพราะพอย่างเข้าฤดูแล้ง คนเชียงใหม่ต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้หมอกควันของฝุ่นควันพิษ มานานกว่า 14 ปีแล้ว และสำหรับปีนี้ พูดได้ว่ารุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา สะท้อนนโยบายของรัฐและการทำงานในการแก้ไขปัญหาหมอกควันในภาคเหนือล้มเหลว ซึ่งข้อเท็จจริงทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ก็ยอมรับการถ่ายโอนภารกิจการควบคุมไฟป่าให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ และการจัดการเชื้อเพลิงขาดประสิทธิภาพผ่านการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสรุปผลและถอดบทเรียน (After Action Review : AAR) การป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ ปี 2563 เมื่อวันที่ 19-21 พ.ค.ที่ผ่านมา ณ จ.เชียงใหม่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงประชุมสภาลมหายใจเชียงใหม่ออกแถลงการณ์ถึงคณะรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรื่อง 15 ปี มลพิษอากาศฝุ่นละอองภาคเหนือ ปี 2564 ต้องมีความก้าวหน้าที่จับต้องได้ โดยฝากความหวังในการแก้ฝุ่นควันเชียงใหม่ในโอกาสที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และนายวราวุธ ศิลปะอาชา รมว.ทส.ร่วมประชุมถอดบทเรียนแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นพิษ จ.เชียงใหม่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังประชุม 3 วัน &amp;nbsp;กระทรวงทรัพย์ฯ ได้ถอดบทเรียนออกมา 10 ข้อ ใช้แก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย &amp;nbsp;1.การบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งคณะกรรมการไฟป่าและหมอกควันระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ 2.แผนจัดหาและสนับสนุนอัตรากำลัง อุปกรณ์ ยานพาหนะ และงบประมาณที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหา 3.เฝ้าระวังและดับไฟตลอดเวลา 4.แผนบริหารจัดการเชื้อเพลิงและจัดระเบียบการเผา 5.การสร้างการรับรู้ให้ประชาชนในทุกพื้นที่สุ่มเสี่ยงเกิดไฟป่า 6.การส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ,ภาคเอกชน และภาคประชาชน 7.การผลักดันสนับสนุนการถ่ายโอนภารกิจการควบคุมไฟป่าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและมีงบประมาณตรงภารกิจ 8.การกำหนดตัวชี้วัดการดำเนินงาน 9.การฟื้นฟูพื้นที่ป่าที่เสียหายหลังเกิดไฟไหม้ และข้อสุดท้าย 10. การแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน ซึ่งไทยต้องอาศัยเลขาธิการอาเซียนประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อป้องกันหมอกควันข้ามแดน &amp;nbsp;ข้อเสนอดังกล่าวจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ประธานประชุมเชิงปฏิบัติการสรุปผลและถอดบทเรียนการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ ปี 2563 เมื่อวันที่ 19-21 พ.ค.ที่ผ่านมา ณ จ.เชียงใหม่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปีหน้าการแก้ไฟป่าภาคเหนือหนีไม่พ้นกรอบนี้ แผนดังกล่าวจะหยุดปัญหาหมอกควันได้หรือไม่ คนเชียงใหม่ องค์กรพัฒนาเอกชน และภาคประชาชนแสดงความคิดเห็นจะกลับไปสู่วังวนแบบเดิมๆ &amp;nbsp;&amp;nbsp;อาจารย์ไพสิฐ พาณิชย์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า สิ่งที่ รมว.ทส.สรุปจากการประชุมถอดบทเรียนต้องทำให้ครบตามแผนงานโครงการภาครัฐ เพื่อปีหน้าจะเสนองบประมาณได้ 10 ข้อ ที่มีการปรับปรุงบ้าง เพื่อใช้กลไกแบบเดิม หากดูข้อเสนอข้อที่ 1 กับข้อที่ 7 &amp;nbsp;เรื่องผลักดันการถ่ายโอนภารกิจ เพื่อให้เกิดการปรับโครงสร้าง ยังไม่มีภาพที่ชัดเจน เพราะต้องได้รับการตอบรับจากกระทรวงมหาดไทย และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย &amp;nbsp;10 ข้อด่วนๆ มาจากโจทย์แก้สถานการณ์เฉพาะหน้าปีนี้ เพื่อลดฝุ่นควัน แต่ขณะที่ความรู้จากการแก้ปัญหามา 10 ปี จะทำให้อยู่ในวังวนเดิมๆ สิ่งที่รัฐต้องทำ คือ การวางแผนป้องกันและจัดการพื้น ระบบการทำงานที่ผ่านมายังคิดในกรอบบรรเทาสาธารณภัยอยู่ ประเด็นต่อมาจากการติดตามอีเว้นท์รองนายกฯ และรัฐมนตรีมาเชียงใหม่ เป็นการพูดถึงฝุ่นควันบวกภัยแล้งต่างๆ ด้วย อีกทั้งพูดถึงปัญหาแต่ละจังหวัด ซึ่งการจัดการไม่เหมือนกัน ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคิดในกรอบเดิมๆ บริหารจัดการแบบเดิมๆ เครื่องมือที่ใช้แก้ปัญหาเรื่องนี้ไม่ได้ใช้แก้ปัญหาจริง นอกจากปรับปรุงกฎหมายต่างๆ ต้องลดพื้นที่ปลูกข้าวโพด การทำผังพื้นที่เป็นอีกเครื่องมือการบริหารจัดการเชื้อไฟ ซึ่งในแผนจัดการเชื้อไฟของรัฐที่พูดมา เป็นการจัดการที่ไม่ได้พูดถึงตั้งแต่ต้นทางการเกิดเชื้อไฟ มุมมองทางการเมืองจะเกิดขึ้นได้ ต้องมาจากข้อมูลพื้นที่ที่ถูกต้อง ขอบเขตของปัญหาเป็นอย่างไร จะไปสู่กรอบคิดที่ชัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; อีกเรื่องที่นำไปสู่ข้อถกเถียงต่อ คือ การจัดการเชื้อเพลิง ยังหาข้อยุติไม่ได้ การจัดการฝุ่นควันในอุดมคติ ต้องมีการเผา ขณะเดียวกันอีกแนวทางไม่เผา หากไปถึงขั้นควบคุมไม่ได้จะเกิดไฟไหม้รุนแรงเช่นปีนี้ &amp;nbsp;ก็มีข้อเสนออีกต้องมีวิธีการจัดการเชื้อไฟ ความเห็นของส่วนใหญ่หรือมติมหาชนการแก้ปัญหาภายใต้สถานการณ์เฉพาะหน้านี้ ยังไม่ได้คุยกันอย่างจริงจัง การถอดบทเรียนที่เกิดขึ้นจึงเป็นแบบด่วนๆ ยังไม่ใช่เกิดจากการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง หรือนำตัวอย่างรูปธรรมแก้ปัญหาได้มาขับเคลื่อนต่อ ส่วนที่ขาดหายไปจาก10 ข้อที่พูดถึง จะทำอย่างไรให้การแก้ปัญหาฝุ่นควันเฉพาะหน้า ไปสู่การวางแผนจัดการระดับพื้นที่ ระดับชุมชน รวมถึงวิธีสนับสนุนงบประมาณ &amp;ldquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นต่อมา อาจารย์ไพสิฐ กล่าวถึงข้อเสนอเพิ่มอัตรากำลังคน อุปกรณ์ว่า &amp;nbsp; สภาลมหายใจฯ ต้องขับเคลื่อนต่อจะมีข้อเสนอที่ชี้ให้เห็นว่า ข้อเสนอที่รัฐมนตรีจะนำเข้า ครม. จะนำไปสู่วังวนแบบเดิมและเกิดความไม่คุ้มค่า หากรัฐยังคิดบนกรอบแบบนี้ อย่าไปหวัง &amp;nbsp;แต่หากเริ่มต้นปรับปรุงกฎระเบียบที่ติดขัด อีกส่วนทำระบบปฏิบัติในระดับพื้นที่ ทำตั้งแต่ตอนนี้หน้าฝน ทำแนวเขต แนวกันไฟอย่างไร จะช่วยแก้ปัญหาได้ แก้หมอกควันต้องแก้ด้วยกรอบความคิดใหม่ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน วิทยา ครองทรัพย์ กรรมการสภาลมหายใจเชียงใหม่ กล่าวว่า &amp;nbsp;สภาลมหายใจเชียงใหม่ คือองค์กรที่ระดมคนเชียงใหม่ทั้งภาคประชาชนและภาคเอกชนเข้าไปช่วยรัฐในการพัฒนาคุณภาพอากาศของเมือง โดยมีจุดประสงค์เพื่อแก้ปัญหาจากต้นตอควันพิษทั้งในชนบทและในเมือง ผ่านโครงการต่างๆ ที่เข้ามาขับเคลื่อนให้คนในสังคมได้ตระหนักรู้ถึงปัญหา และลงมือแก้ไขจากตัวเองอย่างจริงจัง เราถอดบทเรียนและยอมรับว่า ปีนี้ไฟป่าหนักกว่าทุกปี มีการเผามากขึ้น จุดความร้อนเพิ่มขึ้น มีคดีเกิดขึ้นกว่า 1,000 คดี แต่จับผู้กระทำผิดได้มาถึง 10 ราย ถึงเวลาต้องทบทวนการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง &amp;nbsp;เพื่อจะเดินหน้าสู่การแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; รัฐบาลต้องยอมรับว่า ปัญหาเกิดจากการแก้ปัญหาที่รัฐบาลโยนภาระให้จังหวัดจัดการ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อเท็จจริงเกิดการเผาป่าจนเกินกำลังเจ้าหน้าที่แต่ละจังหวัดจะดูแล &amp;nbsp;การสั่งการของผู้ว่าฯ ก็มีปัญหา ผู้รับคำสั่งสับสน เพราะมีทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพย์ กระทรวงเกษตรฯ หน่วยทหารในพื้นที่ ที่เข้าไปทำงาน &amp;nbsp;เชียงใหม่มีพื้นที่ป่ากว่า 10 ล้านไร่ แต่มีเจ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่ป่าเพียง 2 ล้านไร่ หรือ 20% เท่านั้น อีก 80% ดูแลไม่ได้ &amp;nbsp; อีกทั้งเจ้าหน้าที่ดับไฟป่ามืออาชีพแทบไม่มี มีแต่จิตอาสา อสม. &amp;nbsp;เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ดับไฟป่า หลายครั้งเกิดความสูญเสีย &amp;nbsp;การแก้ปัญหาหมอกควันล้มเหลวเกิดจากระบบ &amp;nbsp;โจทย์สำคัญจะทำอย่างไรให้ 80% ที่เหลือ นี้มีการดูแล &amp;nbsp;พื้นที่เหล่านี้ขึ้นมีองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นรับผิดชอบ แต่ความจริงถ่ายโอนอำนาจมา โดยผู้รับมอบไม่มีความพร้อมและไม่มีงบประมาณ บาง อปท. โดน สตง.ตรวจสอบงบจัดการไฟป่า &amp;nbsp;แต่เราก็ช่วยประสาน มีประชุมปลดล็อคปัญหานี้ในรูบแบบงบฉุกเฉิน เชียงใหม่มี 220 อปท. &amp;nbsp;ที่มีพื้นที่อยู่ในป่า 110 แห่ง &amp;nbsp;หากไม่มีความพร้อม การจัดการไฟป่าและหมอกควันไม่สำเร็จแน่นอน &amp;ldquo; วิทยา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิทยา กล่าวว่า รัฐบาลต้องออกกฎหมายอากาศสะอาด ระหว่างที่รอกฎหมาย ควรตั้งคณะกรรมการบริหารอากาศแห่งประเทศไทย หรือ&amp;rdquo;บอร์ดอากาศ&amp;rdquo; ขึ้นมาเป็นเพื่อดำเนินงานและบริหารจัดการทั้งระบบ ควบคุมดูแลคุณภาพอากาศให้สะอาดและปลอดภัยต่อประชาชนทั้งประเทศ เพราะจะให้ระดับจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบไม่ไหว &amp;nbsp;จากนั้นค่อยกระจายมาเป็นบอร์ดอากาศระดับจังหวัดและระดับอำเภอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เขาย้ำการพัฒนาคุณภาพอากาศสำคัญ เพราะเราขาดอากาศหายใจไม่ได้ &amp;nbsp;แม้วันนี้สถานการณ์จะผ่านไปแล้ว แต่ต้องเตรียมพร้อม วางแผน และกำหนดมาตรการ ทั้งระยะสั้น และระยะยาว เพื่อแก้ไขปัญหาให้หมดไปอย่างยั่งยืน ไม่อยากให้ซ้ำรอยเดิม เราเจอไฟป่าภูกระดึง ดอยหลวงเชียงดาว ปีนี้ไฟป่าโหมไหม้ดอยสุเทพอย่างหนัก สิ่งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและก่อให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กและมลพิษ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน ไม่รวมมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์เชียงใหม่เมืองท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนสาเหตุหลักของปัญหาหมอกควันในเชียงใหม่ แกนนำสภาลมหายใจฯ คนเดิม ให้ภาพชัดๆ ว่า เกิดจากระบบนิเวศป่าไม้เสียสมดุล ป่าที่เชียงใหม่เป็นป่าผลัดใบและป่าดิบชื้น มีการทิ้งใบจากต้นในเขตป่าผลัดใบ &amp;nbsp;ใบไม้สะสมในป่าจะเกิดการไหม้เองตามธรรมชาติจนลามไปถึงอีกเขต ในอดีตเมื่อถูกความชื้นของป่าเขตดิบชื้นก็หยุด &amp;nbsp;แต่เมื่อธรรมชาติขาดสมดุลไฟป่าก็ลาม นำมาสู่การชิงเผา &amp;nbsp;เพื่อคุมไฟป่า แต่จะต้องดำเนินการเผาแบบควบคุม บริหารจัดการเชื้อเพลงให้ถูกเวลา ที่ผ่านมารัฐไม่มีแผนบริหารจัดการอย่างถูกต้อง การบริหารจัดการเชื้อเพลิงในป่าทั้งผืนไม่มี ไม่ทำปฏิทินการเผาที่มาจากฐานข้อมูลสภาพภูมิอากาศ ก่อนประสานทุกพื้นที่ เริ่มเผาเวลาไหนและจบเมื่อใด &amp;nbsp;เครือข่ายภาคประชาชนทำแอพพลิเคชัน&amp;rdquo;จองเผา&amp;rdquo;ขึ้นมา ก็ไม่นำไปปรับใช้ ทุกวันนี้ต่างคนต่างทำ การเผาผิดเวลาทำให้เกิดฝุ่นควันห่มคลุมเมืองเชียงใหม่ที่มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะในที่สุด การแก้ปัญหาภาครัฐเริ่มต้นทำงานในช่วงวิกฤต มีคำสั่งห้ามเผา ใครเผาโดนไล่จับ รัฐขาดความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหา คนภาคเหนือไม่ควรเจอฝุ่นควันเกินมาตรฐาน แต่ 10 กว่าปีนี้ไม่เคยทำให้ฝุ่นควันหายไป อย่าหลอกประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; วิทยา บอกอีกว่า &amp;nbsp;ต้นเหตุหมอกควันถัดมา คือ &amp;nbsp;การปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ไร่ข้าวโพดที่ส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวแล้วใช้การเผาไร่เพื่อปลูกใหม่ นอกจากการเผาในป่าแล้ว เชียงใหม่ยังห่มควันจากยานพาหนะ การคมนาคมขนส่ง รถเก่าที่ปล่อยควันดำ การก่อสร้างที่ก่อฝุ่นละอองขนาดเล็ก การเผาขยะ &amp;nbsp;หรือแม้แต่ควันไฟจากร้านอาหารปิ้งย่างในเมือง ต้องมีมาตรการควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิดฝุ่นเหล่านี้อย่างจริงจัง &amp;nbsp;ส่วนสาเหตุถัดมาหมอกควันจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งพม่าและลาว ซึ่งมีบริษัทไทยเข้าไปเกี่ยวข้องส่งเสริมการปลูกข้าวโพดในพื้นที่ ควันพิษจากที่นั่นก็ข้ามพรมแดนมาเชียงใหม่ การแก้ปัญหาเรื่องนี้รัฐบาลต้องเอาจริงใช้มาตรการด้านภาษีกับสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการเผา สนับสนุนตลาดให้กับสินค้าที่ปลอดการเผา ส่งเสริมการปลูกข้าวโพดอย่างมีประสิทธิภาพและในพื้นที่เหมาะสม ไม่ใช่พื้นที่ลาดชัน สภาลมหายใจเชียงใหม่สนับสนุนการเปลี่ยนเกษตรเชิงเดี่ยวการทำเกษตรแบบยั่งยืน เพราะจะลดหมอกควันให้น้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ แกนนำสภาลมหายใจเชียงใหม่ กล่าวด้วยว่า อยากให้รัฐให้ความสำคัญและทำความเข้าใจกับสิทธิการดำรงชีวิตของชาวบ้านที่พึ่งพิงป่า โดยไม่ทำลายสังคมและสิ่งแวดล้อม กลุ่มชาติพันธุ์มีการดูแลจัดการที่เป็นระบบขึ้น เป็นไร่หมุนเวียนที่มีการบริหารการเผา หน่วยงานภาครัฐควรสนับสนุนกระบวนการการมีส่วนร่วมของชุมชนรักษาป่าในทุกพื้นที่อย่างเข้มแข็งให้ต่อเนื่อง นี่คือ ความยั่งยืนในการรักษาป่า ถ้าต้องการแก้ปัญหาหมอกควันให้สำเร็จ ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน เพื่อเมือง เพื่อสิ่งแวดล้อม และเพื่อสุขภาพของตนเองปรับเปลี่ยนพฤติกรรม &amp;nbsp;ไม่ปล่อยให้วิกฤตไฟป่า ฝุ่นPM 2.5 และหมอกควันเกิดขึ้นทุกปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ดร.ชัยยันต์ &amp;nbsp;วรรธนะภูติ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาอย่างยั่งยืน คณะสังคมศาสตร์ มช. &amp;nbsp;กล่าวว่า การจัดการแก้ไฟป่าและหมอกควันจากนี้ควรจะเป็นการคิดและเคลื่อนจากแผนข้างล่างขึ้นสู่ข้างบน ใช้ อปท.เป็นแพลตฟอร์ม อีกประการข้อเสนอพูดถึงกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย ยังเป็นการพูดกว้างๆ แต่หมายถึงจะนำกลุ่มไหนมามีส่วนร่วม &amp;nbsp;ยกตัวอย่างกรณีการระบาดโควิด สั่งการจากส่วนกลาง มี อสม.ปฏิบัติการในพื้นที่ ขณะเดียวกันประชาชนตระหนักถึงปัญหาและเข้ามามีส่วนร่วม แต่ 10 ข้อสรุปที่รัฐมนตรีพูดถึง เราไม่เห็นบทบาทภาคประชาชนที่ชัดเจน จะมีวิธีให้เขาทำอะไร ระดมศักยภาพของท้องถิ่นอย่างไร ประการต่อมาการผลักดันให้กลไกอาเซียนทำงาน ที่ผ่านมาฝุ่นควันข้ามพรมแดนยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เลย เป็นเรื่องที่ต้องออกแรง และอาศัยความร่วมมือจากกระทรวงต่างประเทศ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นปัญหาใหญ่ &amp;nbsp; และในเชิงยุทธศาสตร์ยังไม่มีการพูดถึง &amp;nbsp;พ.ร.บ.อากาศสะอาด ซึ่งมีความสำคัญในการควบคุมคุณภาพอากาศ ฉะนั้น รัฐถอดบทเรียนมีข้อสรุปยังไม่เห็นแผนเชิงยุทธศาสตร์แก้ปัญหาหมอกควัน และไม่มีเจตจำนงในการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; เมื่อมีการถ่ายโอนอำนาจ ไม่ได้หมายความว่า อบต.ทำทุกอย่างหมด แต่ อบต.ควรเป็นฝ่ายประสานงานกับชุมชนท้องถิ่น และเอื้ออำนวยความสะดวกงบประมาณ และออกข้อบัญญัติขึ้นมาเพื่อการใช้งบประมาณ ที่จนท.อบต.ไม่ต้องหวั่นการลงโทษ ทำให้คนบริหารงานมีความสบายใจ อบต.ส่วนใหญ่มั่นใจ แต่ติดขัดถ่ายโอนอำนาจมา แต่ไม่มีงบประมาณขึ้นมา หรือมีงบมาบ้าง แต่ติดเงื่อนไขที่อาจทำให้เสี่ยงต่อการใช้เงินผิดประเภท &amp;ldquo; ดร.ชัยยันต์ กล่าวทิ้งท้ายต้องปลดล็อคปัญหาใหญ่นี้ ทำให้งานแก้หมอกควันมีประสิทธิภาพขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66641</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.ชัยยันต์  วรรธนะภูติ, ถอดบทเรียน14ปี แก้ปัญหาหมอกควันภาคเหนือ, พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ, วิทยา ครองทรัพย์, สภาลมหายใจเชียงใหม่, หมอกควันภาคเหนือ, ไพสิฐ พาณิชย์กุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190218/image_big_5c6a2678b3a18.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66408</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2020 08:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2020 08:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นฤมลเผย”ลุงป้อม”จ่อลงเชียงใหม่21พ.ค.ถอดบทเรียนไฟป่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ค.2563 - &amp;nbsp;นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ &amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีสภาลมหายใจเชียงใหม่ ออกแถลงการณ์ถึงคณะรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรื่อง 15 ปี มลพิษอากาศฝุ่นละอองภาคเหนือ ปี 2564 ต้องมีความก้าวหน้าที่จับต้องได้ ว่ารัฐบาลขอขอบคุณสภาลมหายใจเชียงใหม่ ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลและติดตามความก้าวหน้าของการแก้ปัญหามลพิษอากาศฝุ่นละอองภาคเหนือ และคอยสอดส่องการแก้ปัญหาเพื่อให้เป็นไปในทิศทางที่ดี และเพื่อสุขภาพพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่ารัฐบาลมีความพยายามมาตลอดในการแก้ปัญหาฝุ่นละอองภาคเหนือ โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และได้กำชับผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อยู่เสมอให้เร่งดำเนินการแก้ปัญหา มลพิษอากาศฝุ่นละอองและฝุ่นควันภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง แม้ช่วงที่ผ่านมาจะเกิดปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่รัฐบาลก็ไม่ได้นิ่งเฉยกับปัญหาดังกล่าว ย้ำว่าเรื่องดังกล่าวทั้งนายกฯ รวมทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับเรื่องการแก้ปัญหา เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลต่อกระบบสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งปัญหาผลกระทบของระบบเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;รัฐบาลขอบคุณสภาลมหายใจเชียงใหม่ ในฐานะองค์กรประชาสังคมที่รณรงค์เคลื่อนไหวเพื่ออากาศสะอาด แต่การแก้ปัญหาหรือการจัดการเรื่องนี้ จะทำเพียงหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งไม่ได้ ทุกภาคส่วนต้องเข้ามาร่วมมือกัน และเชื่อว่าหลังจากนี้การแก้ปัญหาจะไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยวันที่ 21 พ.ค.นี้ พล.อ.ประวิตร จะเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อปลูกต้นไม้และรับฟังการถอดบทเรียนปฏิบัติการแก้ปัญหาสถานการณ์ไฟป่าของจังหวัดเชียงใหม่ โดยจะเข้าไปรับฟังการแก้ปัญหาที่ผ่านมา พร้อมร่วมกำหนดแนวทางการดำเนินการในอนาคต รัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอทุกด้าน จากทุกภาคส่วน ที่จะช่วยให้การแก้ปัญหามลพิษอากาศฝุ่นละอองและฝุ่นควันภาคเหนือให้เบาบางลงและหมดสิ้นไปในที่สุด แต่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกัน โดยเฉพาะส่วนราชการที่มีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ผ่านมารัฐบาลได้เข้มงวดและสั่งการให้เร่งดำเนินการมาตลอด&amp;quot;นางนฤมลระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวอีกว่า รัฐบาลตระหนักเสมอว่าการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น จะดำเนินการเฉพาะระดับจังหวัดหรือระดับภาคอาจจะไม่ประสบความสำเร็จได้ ในส่วนของรัฐบาลได้มีการลงพื้นที่ ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์การแก้ปัญหามาตลอด รัฐบาลยังเชื่อว่ามีการบูรณการการทำงานในระดับหนึ่ง และเชื่อว่าถ้าทุกภาคส่วนร่วมมือร่วมแรงกัน และคอยตรวจสอบดูแลการทำเผาป่าทำลาย ที่เป็นต้นเหตุของฝุ่นละออง จะทำให้ปัญหามลพิษอากาศคลี่คลายในที่สุด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66408</URL_LINK>
                <HASHTAG>นฤมล ภิญโญสินวัฒน์, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุสวรณ, สภาลมหายใจเชียงใหม่, โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200503/image_big_5eaec41ce1e0b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55690</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/01/2020 14:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/01/2020 13:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภาองค์กรชุมชนตำบลจับมือ ‘สภาลมหายใจ’ แก้ไขปัญหาฝุ่นควันคลุมเชียงใหม่  เผยยอดตายพุ่ง เสนอทางออก ‘เพาะเห็ดป่า-ถ่านไบโอชาร์-จานใบไม้-ปุ๋ย’ ลดการเผา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวบ้านและจิตอาสาช่วยกันทำแนวป้องกันไฟป่า&amp;nbsp; เพื่อป้องกันไฟป่าลุกลาม ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาฝุ่นควัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เชียงใหม่/ สภาองค์กรชุมชนตำบล จ.เชียงใหม่จับมือ &amp;lsquo;สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;rsquo; แก้ปัญหาฝุ่นควันคลุมเมือง&amp;nbsp; ชี้รากเหง้าปัญหามาจากการพัฒนาประเทศสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่&amp;nbsp; ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง&amp;nbsp; เผยตัวเลขผู้เสียชีวิตจากฝุ่นควันในภาคเหนือพุ่งพรวดจาก 93 รายในปี 2560&amp;nbsp; เป็น 225 รายในปี 2562&amp;nbsp; โดยใช้พื้นที่ที่จัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลขับเคลื่อนนำร่อง 32 ตำบลและขยายเป็น 210 ตำบลครอบคลุมทั้งจังหวัด&amp;nbsp; ด้าน ม.แม่โจ้จัดอบรมชาวบ้านเพาะเห็ดป่าแก้ปัญหาเผาป่าเพื่อเก็บเห็ด&amp;nbsp; นำเศษซากพืชมาใช้ประโยชน์&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทำถ่านชีวภาพ&amp;nbsp; ทำปุ๋ย&amp;nbsp; ผลิตจานจากใบไม้&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ลดการเผา&amp;nbsp; ลดฝุ่นควัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากปัญหาฝุ่นควันในจังหวัดเชียงใหม่ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมานานนับสิบปี&amp;nbsp; และรุนแรงมากขึ้นในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; จนทำให้จังหวัดเชียงใหม่ติดอันดับ 1 ของโลกที่มีปัญหาฝุ่นควันมากที่สุด&amp;nbsp; ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน&amp;nbsp; ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ&amp;nbsp; การท่องเที่ยว&amp;nbsp; ฯลฯ &amp;nbsp;ทำให้ชาวเชียงใหม่กลุ่มหนึ่ง&amp;nbsp; ประกอบด้วย&amp;nbsp; นักวิชาการ&amp;nbsp; แพทย์&amp;nbsp; ผู้ที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ชาวบ้าน&amp;nbsp; ศิลปิน&amp;nbsp; ภาครัฐ&amp;nbsp; สถาบันการศึกษา&amp;nbsp; หอการค้า ภาคเอกชน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ร่วมกันจัดตั้งกลุ่ม &amp;lsquo;สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;rsquo; ขึ้นมา&amp;nbsp; ในเดือนกันยายน&amp;nbsp; 2562 &amp;nbsp;เพื่อรณรงค์และร่วมมือกับทุกภาคส่วนหาทางแก้ไขปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชี้รากเหง้าปัญหาฝุ่นควันมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจ-ยอดตายพุ่ง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัชวาลย์&amp;nbsp; ทองดีเลิศ&amp;nbsp; ผู้ริเริ่มก่อตั้งสภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; รากเหง้าของปัญหาฝุ่นควัน&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; การพัฒนาประเทศสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ &amp;nbsp;มีการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีสาเหตุหลัก 5 ประการ&amp;nbsp; คือ &amp;nbsp;1.การจัดการทรัพยากรของรัฐมีปัญหา &amp;nbsp;ไม่สามารถจัดการทรัพยากรให้ยั่งยืนได้ &amp;nbsp;ทำให้พื้นที่สีเขียวลดลงตลอดเวลา&amp;nbsp; 2.การเข้ามาของการปลูกพืชเชิงเดี่ยว &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ไร่ข้าวโพด&amp;nbsp; ซึ่งส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวแล้วใช้การเผาไร่เพื่อปลูกใหม่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฝุ่นควันจากไฟป่า-ภาพจากกลุ่มพารามอเตอร์ จ.เชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ระบบนิเวศป่าไม้เสียสมดุล &amp;nbsp;ป่าที่เชียงใหม่มีลักษณะเป็นป่าผลัดใบและป่าดิบชื้น &amp;nbsp;โดยทั่วไปในเขตป่าผลัดใบ&amp;nbsp; ต้นไม้จะมีการทิ้งใบจากต้นและเกิดการไหม้เองตามธรรมชาติจนลามไปถึงอีกเขต &amp;nbsp;และถูกความชื้นของป่าเขตนั้นหยุดยั้งไฟโดยอัตโนมัติ&amp;nbsp; แต่ภาวะโลกร้อนในปัจจุบันทำให้กระบวนการนี้แปรปรวน &amp;nbsp;ความชื้นจากเขตป่าดิบชื้นไม่สามารถหยุดยั้งการลามของไฟป่าได้ &amp;nbsp;ทำให้ชาวบ้านต้องชิงเผาเพื่อควบคุมไฟป่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ฝุ่นควันจากยานพาหนะ &amp;nbsp;การเผาขยะ &amp;nbsp;การเปิดแอร์ &amp;nbsp;ควันไฟจากการทำครัว&amp;nbsp; การปิ้งย่าง&amp;nbsp; ฝุ่นควันจากโรงงาน&amp;nbsp; และ 5.ฝุ่นควันจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีการเผาเศษพืชไร่&amp;nbsp; ประกอบกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกที่ร้อนขึ้น &amp;nbsp;รวมถึงมีภาวะการกดอากาศสูงจากประเทศจีนเข้ามาปกคลุมเมืองเชียงใหม่ &amp;nbsp;ซึ่งสภาพภูมิศาสตร์เป็นแอ่งกระทะ&amp;nbsp; จึงทำให้ฝุ่นควันเกิดการสะสม&amp;nbsp; เกิดปัญหาต่างๆ ติดตามมา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ข้อมูลจาก&amp;nbsp; นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ &amp;nbsp;ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ &amp;nbsp;กล่าวว่า จากการเก็บข้อมูลทางวิชาการพบว่า ในปี 2552 &amp;nbsp;มีตัวเลขผู้เสียชีวิตทั่วประเทศจากฝุ่นมรณะ&amp;nbsp; จำนวน 38,410 คน &amp;nbsp;สูงเป็น 4 เท่าของการเกิดอุบัติเหตุ &amp;nbsp;และทำให้ประชากรมีอายุสั้นลง 0.98 ปี &amp;nbsp;ในขณะที่ภาคเหนือปี 2560 &amp;nbsp;มีผู้เสียชีวิต 93 ศพ &amp;nbsp;ปี 2561 เสียชีวิต 107 ศพ &amp;nbsp;และปี 2562 &amp;nbsp;เสียชีวิต 225 คน &amp;nbsp;เป็นตัวเลขที่ก้าวกระโดด&amp;nbsp; หรือเพิ่มขึ้น 60% จากโรคหัวใจ ระบบทางเดินหายใจ และติดเชื้อ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตระหนักและคิดให้ออกว่าจะแก้ไขปัญหาฝุ่นมรณะที่ทำให้คนเสียชีวิตจริงๆ นี้อย่างไร &amp;nbsp;โดยไม่คำนึงเพียงผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและจิตวิทยาเท่านั้น&amp;rdquo;&amp;nbsp; นพ.ชายชาญกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้นับแต่ก่อตั้ง &amp;lsquo;สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;rsquo; ในเดือนกันยายน 2562 &amp;nbsp;สภาฯ ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดกิจกรรมรณรงค์สร้างการรับรู้ปัญหาให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; ล่าสุดมีการจัดกิจกรรม &amp;lsquo;มหกรรมรวมพลังเชียงใหม่ลมหายใจเดียวกัน&amp;rsquo; เมื่อวันที่&amp;nbsp; 19 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; มีกิจกรรมรณรงค์ลดการใช้ยานยนต์หันมาปั่นจักรยาน&amp;nbsp; กิจกรรมระดมทุนสู้ฝุ่นควัน&amp;nbsp; เวทีเสวนาวิชาการ&amp;nbsp; การ&amp;nbsp; ซุ้มกิจกรรมให้ความรู้&amp;nbsp; ลดการใช้พลาสติก&amp;nbsp; ผลิตภัณฑ์จากใบไม้&amp;nbsp; การทำถ่าน ไบโอชาร์&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาองค์กรชุมชนตำบลเชียงใหม่ 210 ตำบลจับมือสภาลมหายใจฯ แก้ปัญหาฝุ่นควัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาองค์กรชุมชนตำบลจัดตั้งขึ้นตาม&amp;nbsp; &amp;lsquo;พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551&amp;rsquo;&amp;nbsp; เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนและประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ  รวมทั้งส่งเสริมให้องค์กรชุมชนในตำบลเกิดความเข้มแข็ง&amp;nbsp; สมาชิกองค์กรชุมชน &amp;nbsp;และประชาชนทั่วไปในตำบลสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน &amp;nbsp;โดยการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลขึ้นมาในแต่ละตำบล &amp;nbsp;เพื่อเป็นเวทีในการปรึกษาหารือ &amp;nbsp;เวทีในการวางแผนพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ ในชุมชนท้องถิ่น &amp;nbsp;และสามารถนำเสนอข้อมูลเพื่อให้หน่วยงานรัฐ &amp;nbsp;ทั้งในระดับจังหวัด &amp;nbsp;รวมถึงคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการได้&amp;nbsp; ปัจจุบันมีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศแล้ว 7,778 &amp;nbsp;สภาฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลในจังหวัดเชียงใหม่เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอุดม&amp;nbsp; อินทรจันทร์&amp;nbsp; รองประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ในจังหวัดเชียงใหม่มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลแล้ว&amp;nbsp; 210 ตำบลใน 25 อำเภอ&amp;nbsp; เมื่อมีการจัดตั้งสภาลมหายใจเชียงใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบลจึงเข้าร่วมด้วย&amp;nbsp; เนื่องจากสภาองค์กรชุมชนฯ เป็นองค์กรของชาวบ้านในพื้นที่อยู่แล้ว&amp;nbsp; และเป็นการดำเนินการตามภารกิจของสภาองค์กรชุมชนฯ ตามมาตรา 21 ที่ระบุว่า&amp;nbsp; ให้สภาองค์กรชุมชนตำบลมีภารกิจต่างๆ เช่น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(2) ส่งเสริมและสนับสนุนให้สมาชิกองค์กรชุมชนร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานของรัฐในการจัดการ &amp;nbsp;การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนและประเทศชาติอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(3) เผยแพร่และให้ความรู้ความเข้าใจแก่สมาชิกองค์กรชุมชน รวมตลอดทั้งการร่วมมือกันในการคุ้มครองคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(4) เสนอแนะปัญหาและแนวทางแก้ไขและการพัฒนาต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น &amp;nbsp;เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาในการจัดทำแผนพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;(6) จัดให้มีเวทีการปรึกษาหารือกันของประชาชนเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการให้ความคิดเห็นต่อการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่มีผลหรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติ &amp;nbsp;สุขภาพอนามัย &amp;nbsp;คุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชน ทั้งนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นผู้ดำเนินการหรือเป็นผู้อนุญาตให้ภาคเอกชนดำเนินการต้องนำความเห็นดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาด้วย&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในช่วงปลายปี 2562 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; สภาลมหายใจเชียงใหม่ร่วมกับสภาองค์กรชุมชนตำบลขับเคลื่อนเรื่องการแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน&amp;nbsp; โดยการลงพื้นที่ในตำบลที่มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนฯ มีพื้นที่นำร่อง 32 ตำบลใน 25 อำเภอ &amp;nbsp;เพื่อหาข้อมูลหาสาเหตุปัญหาฝุ่นควันที่เกิดขึ้นว่าเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและอาชีพของชาวบ้านอย่างไร&amp;nbsp; รวมทั้งให้ชาวบ้านเสนอความเห็นว่าหากจะแก้ไขปัญหาฝุ่นควันควรจะมีวิธีใดที่เหมาะสมแก่ชุมชนนั้นๆ&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายอุดมกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอุดมยกตัวอย่างว่า&amp;nbsp; บางตำบลปัญหาฝุ่นควันเกิดจากการเผาซังข้าวโพด&amp;nbsp; เผาเศษฟางในนาข้าวก่อนทำนารอบใหม่การตัดแต่งกิ่งลำไยแล้วนำมาเผา&amp;nbsp; การ &amp;lsquo;ชิงเผาป่า&amp;rsquo; เพื่อเป็นแนวป้องกันไม่ให้ไฟป่ารุกลาม&amp;nbsp; รวมทั้งการเผาใบไม้-กิ่งไม้ในสนามกอล์ฟ&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้บางตำบลชาวบ้านจะเผาป่าในช่วงหน้าแล้งก่อนฝนตก&amp;nbsp; โดยมีความเชื่อว่าการเผาป่าจะทำให้ผักหวาน&amp;nbsp; และเห็ดต่างๆ&amp;nbsp; โดยเฉพาะเห็ดถอบออกเยอะ&amp;nbsp; ราคาขายกิโลกรัมละ 300-400&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp; บางครอบครัวมีรายได้เฉพาะช่วงเห็ดถอบออก (พฤษภาคม-มิถุนายน) ประมาณ 100,000 บาท&amp;nbsp; ทำให้มีการเผาเศษซากพืชและเผาป่าหมุนเวียนตลอดทั้งปี&amp;nbsp; แต่ปัญหาฝุ่นควันในเชียงใหม่จะรุนแรงในช่วงเดือนธันวาคม-มีนาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เสนอทางออก &amp;lsquo;เพาะเห็ดป่า-ถ่านไบโอชาร์-จานใบไม้-ปุ๋ย&amp;rsquo; ลดการเผา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อมูลปัญหาที่พบ&amp;nbsp; สภาลมหายใจเชียงใหม่ร่วมกับสภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดเชียงใหม่และภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยแม่โจ้&amp;nbsp; นำข้อมูลที่ได้มาศึกษาเพื่อเสนอเป็นทางออกให้แก่ชาวบ้านและชุมชน&amp;nbsp; โดยศูนย์วิจัยเห็ดป่า&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยแม่โจ้&amp;nbsp; จัดอบรมการเพาะเชื้อเห็ดป่า&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เห็ดฮ้า (เห็ดตับเต่า) ให้แก่ชาวบ้านแม่กำปอง&amp;nbsp; อำเภอแม่ออน&amp;nbsp; เมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; โดยมีชาวบ้านเข้าร่วมอบรมประมาณ 50 คน&amp;nbsp; และมีแผนอบรมการเพาะเห็ดป่า&amp;nbsp; เห็ดถอบ&amp;nbsp; ในพื้นที่ที่มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลใน 5 อำเภอในช่วงต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การอบรมเพาะเชื้อเห็ดฮ้าที่บ้านแม่กำปอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การฝึกอบรมการทำถ่านไบโอชาร์ (Biochar) หรือถ่านชีวมวลจากใบไม้ &amp;nbsp;กิ่งไม้ &amp;nbsp;หญ้า &amp;nbsp;ฟางข้าว &amp;nbsp;เหง้ามันสําปะหลัง &amp;nbsp;ซังและต้นข้าวโพด &amp;nbsp;โดยสำนักงานพลังงานจังหวัด&amp;nbsp; เพื่อนำถ่านไบโอชาร์มาใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงดิน &amp;nbsp;ช่วยเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตร &amp;nbsp;ลดระยะเวลาการปลูก &amp;nbsp;ใช้เป็นวัสดุเพาะต้นกล้า ช่วยทำให้พืชเติบโตได้ดี &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ไบโอชาร์เปลือกกาแฟใช้เพาะต้นกล้วย ไบโอชาร์แกลบใช้เพาะผัก &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยใช้เพียงดินปลูกผสมไบโอชาร์ตามสูตรแม่โจ้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;สามารถใช้ปลูกผักสลัด &amp;nbsp;ผักสวนครัว &amp;nbsp;โดยที่ไม่ต้องเติมปุ๋ยเพิ่มเติม &amp;nbsp;และช่วยป้องกันแมลงศัตรูพืช&amp;nbsp;&amp;nbsp; ช่วยลดต้นทุนการผลิต&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่งเสริมการทำวนเกษตร&amp;nbsp; ปลูกพืชยืนต้น&amp;nbsp; หรือพืชหลายชนิดแทนพืชเชิงเดี่ยว&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กาแฟ&amp;nbsp; ไผ่&amp;nbsp; ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน&amp;nbsp; นำฟางข้าว&amp;nbsp; กิ่งลำไยมาบดย่อยทำปุ๋ยอินทรีย์&amp;nbsp; การทำแปลงสาธิตเปรียบเทียบการชิงเผา-ไม่เผาเพื่อเป็นแนวป้องกันไฟป่าฯลฯ&amp;nbsp; นอกจากนี้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยังคิดค้นนวัตกรรมจากเศษซากวัสดุทางการเกษตร&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; นำใบไม้นำมาทำจานใส่อาหาร ทดแทนการใช้พลาสติก&amp;nbsp; และลดการเผาใบไม้&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เศษกิ่งไม้ใบไม้นำมาย่อยทำปุ๋ยอินทรีย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเสนอจากสภาลมหายใจ-สภาองค์กรชุมชนฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอุดม&amp;nbsp; อินทรจันทร์&amp;nbsp; รองประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; จากการดำเนินการอย่างต่อเนื่องของสภาลมหายใจเชียงใหม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; และภาคีเครือข่ายในช่วงที่ผ่านมา&amp;nbsp; ทำให้มีข้อมูลปัญหาและข้อเสนอทางออกที่มาจากพื้นที่&amp;nbsp; โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลจำนวน&amp;nbsp; 32 ตำบล (จากทั้งหมด 210 ตำบลใน 25 อำเภอในจังหวัดเชียงใหม่) และได้นำข้อมูลมานำเสนอเป็นนโยบายสาธารณะต่อหน่วยงานระดับจังหวัด&amp;nbsp; รวมทั้งมีการเชื่อมประสานความร่วมมือกับประชาชนในเขตเมืองเพื่อจัดการปัญหาฝุ่นควันร่วมกัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ขอให้มีการสนับสนุนงบประมาณตำบลที่มีพื้นที่ติดป่าเพื่อเพิ่มมาตรการป้องกัน &amp;nbsp;ตั้งแต่การทำแนวกันไฟ&amp;nbsp; ชิงเผา&amp;nbsp; การลาดตระเวน&amp;nbsp; การดับไฟ&amp;nbsp; 2.ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้งบกลางในการสนับสนุนชุมชนป้องกันฝุ่นควัน&amp;nbsp; 3.ให้มีกองทุนเพื่อดูแลนักผจญไฟป่า&amp;nbsp; เมื่อได้รับอุบัติเหตุหรือเสียชีวิต&amp;nbsp; 4.การทำแปลงสาธิตเปรียบเทียบระหว่างแปลงจัดการไฟป่าโดยใช้ไฟ-ไม่ใช้ไฟ&amp;nbsp; 5.ให้องค์กรปกครองท้องถิ่นสร้างห้องปลอดฝุ่นที่ศูนย์เด็กเล็ก&amp;nbsp; ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ&amp;nbsp; 6.อบรมให้ความรู้เรื่องฝุ่นควัน&amp;nbsp; การป้องกัน&amp;nbsp; การทำห้องปลอดฝุ่นควัน&amp;nbsp; 7.ให้มีการสื่อสารเตือนภัยฝุ่นควัน&amp;nbsp; คุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ล่าสุดนี้&amp;nbsp; ทางจังหวัดเชียงใหม่ได้อนุมัติงบประมาณสนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นควันในจังหวัดเชียงใหม่แล้ว&amp;nbsp; จำนวนประมาณ 1,800,000 บาท&amp;nbsp; โดยทางเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลจะนำไปขับเคลื่อนในตำบลต่างๆ&amp;nbsp; เพิ่มเติมจากพื้นที่สภาองค์กรชุมชนตำบลนำร่อง 32 ตำบล&amp;nbsp; ขยายเป็น&amp;nbsp; 210 ตำบลต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; รองประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; กล่าวในตอนท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55690</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฝุ่นควัน, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช., สภาลมหายใจเชียงใหม่, สภาองค์กรชุมชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200128/image_big_5e2fd322b9b13.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47090</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/10/2019 08:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/10/2019 08:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;มาดามเดียร์-ลูกบุญทรง&#039;ร่วมงานสภาลมหายใจเชียงใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ต.ค.62 - น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า &amp;quot;เมื่อวานนี้เดียร์และน้องป้ำ เดชนัฐวิทย์ เตริยาภิรมย์ ได้ไปร่วมประชุมกับสภาลมหายใจเชียงใหม่ เพื่อดิน น้ำป่าอากาศยั่งยืน โดยสภาลมหายใจเชียงใหม่ ประกอบไปด้วยทุกภาคส่วน เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ ชาวบ้านบนดอย และพื้นราบ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐทภาคประชาสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในงานนี้ชาวบ้านได้สะท้อนปัญหาหมอกควันไฟป่าที่เกิดขึ้นในพื้นที่ตัวเองว่ามาจากอะไร ซึ่งสาเหตุหลักมาจากชาวบ้านไม่มีอาชีพ จึงเข้าไปเผาป่า หรือ หาของป่า รวมถึงเผาซังข้าว และซังข้าวโพด ดังนั้นวิธีที่จะแก้ปัญหาได้ดีที่สุด คือการสร้างอาชีพอย่างยั่งยืน เน้นความเข้มแข็งของชุมชน เช่น วิสาหกิจชุมชน ซึ่งรัฐบาลมีโครงการประชารัฐสร้างไทย ที่กำลังเดินหน้า สำหรับแก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานราก ถูกต้องและตรงจุดที่สุด โดย ธกส.มีแผนการให้สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษในการพัฒนาวิสาหกิจชุมชน และ ปลูกป่าสร้างรายได้ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อชาวบ้านมีสินค้าแล้ว ก็ต้องหาตลาดให้ ซึ่งตอนนี้ ธนาคารออมสิน มีตลาดประชารัฐ ขณะที่ ปตท.ก็ให้พื้นที่ภายในปั้มไปขายสินค้าได้ และกำลังขยายเพิ่มไปปั้มบางจาก ขณะเดียวกันส่วนตัวเดียร์เองยังมองเรื่องการนำเทคโนโลยีมาต่อยอดเพื่อนำผลิตภัณฑ์ไปสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่นนำเข้าสู่แพลทฟอร์มอีคอมเมิร์ช สร้างการเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับชาวบ้าน เกษตรกรโดยไม่ผ่านคนกลาง ซึ่งเหล่านี้สามารถทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอภาครัฐค่ะ&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47090</URL_LINK>
                <HASHTAG>มาดามเดียร์, วทันยา วงษ์โอภาสี, สภาลมหายใจเชียงใหม่, เดชนัฐวิทย์ เตริยาภิรมย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191002/image_big_5d93f85b32b4b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
