<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>98443</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/04/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/04/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภาวิศวกรลุย ศึกษาบทเรียน ไฟไหม้ตึกถล่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;ผู้ว่าฯ กทม.&amp;quot; เยียวยาเจ้าหน้าที่ดับเพลิงทั้งบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้อาคารถล่ม &amp;quot;ตำรวจ&amp;quot; สอบปากคำเจ้าหน้าที่โยธาธิการเขตทวีวัฒนา ปมอาคารมีการต่อเติมผิดแบบหรือไม่ &amp;quot;สภาวิศวกร&amp;quot; ถอดบทเรียน ม.กฤษดานคร 31 สกัดเหตุซ้ำรอย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลาว่าการ กทม.2 (ดินแดง) วันที่ 5 เม.ย. พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงกรณีเหตุเพลิงไหม้บ้านเลขที่ 138/12 หมู่บ้านกฤษดานคร 31 เขตทวีวัฒนา จนทำให้อาคารทรุดตัว ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 6 ราย และมีผู้เสียชีวิต 5 ราย ว่า ได้มอบหมายให้สำนักการโยธา สำนักงานเขตทวีวัฒนา ร่วมกับสถานีตำรวจท้องที่เร่งดำเนินการตรวจสอบสาเหตุเพลิงไหม้ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.อัศวินกล่าวว่า ในส่วนการตรวจสอบเรื่องการขอใบอนุญาตก่อสร้างและแบบก่อสร้าง อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ซึ่งได้เร่งรัดให้ตรวจสอบโดยเร็วที่สุด ขณะที่ความเสียหายในขณะนี้นอกจากบ้านหลังดังกล่าวแล้ว ยังมีบ้านข้างเคียงที่ได้รับผลกระทบจำนวน 2 หลัง ซึ่งได้รับความเสียหายในส่วนของกำแพง หลังคา และรั้วบ้าน เบื้องต้นทราบว่าเจ้าของบ้านต้นเพลิงจะเป็นผู้รับผิดชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สำหรับผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บทั้งหมดจะได้รับความช่วยเหลือจากเงินสงเคราะห์ผู้ประสบภัย และ พ.ร.บ.สงเคราะห์ผู้ประสบภัย เนื่องจากการช่วยเหลือราชการ การปฏิบัติงานของชาติ หรือการปฏิบัติตามหน้าที่มนุษยธรรม พ.ศ.2543 โดยกรุงเทพมหานครจะมอบให้แก่ทายาท นายธนภพ ประไพ อายุ 44 ปี เจ้าหน้าที่ อปพร.นนทบุรี, นายสมัญญา นิลธง อายุ 48 ปี, นายอรรถพล ท้วมทอง อายุ 26 ปี, นายสุทัศน์ เปลี่ยนกลัด อายุ 38 ปี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ อปพร.เขตทวีวัฒนา เพื่อนำไปใช้ในการจัดการศพและชดเชยในความสูญเสียต่อไป โดยวันที่ 7 เม.ย.นี้ กรุงเทพมหานครจะเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมเจ้าหน้าที่ อปพร.ดังกล่าวด้วย&amp;quot; ผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานครกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) ในฐานะโฆษก บช.น. กล่าวว่า พนักงานสอบสวนได้เข้าสอบปากคำเจ้าหน้าที่โยธาธิการเขตทวีวัฒนาแล้ว เพื่อขอดูสำเนาแบบก่อสร้าง นำมาประกอบในสำนวนการสอบสวน และพิจารณาว่าอาคารดังกล่าวมีการขออนุญาตต่อเติมหรือไม่ หากตรวจสอบแล้วพบว่าแบบสำเนาการก่อสร้างมีการดัดแปลงผิดแบบไปจากเดิม หรือมีเหตุอันควรสงสัย จะส่งให้วิศวกรรมสถานฯ ตรวจสอบต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ภายหลังการสอบปากคำในวันนี้เสร็จสิ้น ตำรวจจึงจะออกหมายเรียกวิศวกรผู้ออกแบบ วิศวกรควบคุมงาน และเจ้าของบ้านหลังดังกล่าว เข้าให้ข้อมูลภายหลังการสอบปากคำประมาณ 5-10 วัน&amp;quot; โฆษก บช.น.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกสภาวิศวกร กล่าวว่า สภาวิศวกรในฐานะหน่วยงานที่พร้อมให้บริการด้านวิชาการเพื่อแก้ไขปัญหาด้านวิศวกรรม และกำกับดูแลมาตรฐานผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม พร้อมให้การช่วยเหลือผ่านข้อเสนอใน 2 ด้านสำคัญ เพื่อลดความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยถอดบทเรียนอย่างจริงจัง แนะหน่วยงานทุกภาคส่วนร่วมถอดบทเรียนอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ให้ใช้บิ๊กดาต้าช่วยวางแผนกู้ภัย เพราะจากข้อจำกัดด้านการเข้าถึงโครงสร้างอาคาร ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนการทำงานหรือประเมินสถานการณ์ได้ยาก ซึ่งเสี่ยงต่อความปลอดภัยและสวัสดิภาพของเจ้าหน้าที่ดับเพลิง โดยเฉพาะอาคารทั่วกรุงที่มีอายุมากกว่า 20 ปีจำนวนมาก จึงควรเร่งเก็บเป็นบิ๊กดาต้าพร้อมกำหนดเฉดสีใน 4 ระดับ เพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต อาทิ สีเขียว กรณีมีแบบแปลนชัดเจน และไม่มีการต่อเติมหรือดัดแปลง สีเหลือง มีแบบแปลนชัดเจน แต่มีการต่อเติมเพิ่ม สีส้ม ไม่พบแบบแปลน แถมเป็นอาคารเก่า และสีแดง ไม่พบแบบแปลน เป็นอาคารเก่า และพบรอยแตกร้าวบาดลึกจำนวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สภาวิศวกรมีความยินดีที่จะสนับสนุนงานกู้ภัยทุกประเภทแก่หน่วยงานที่สนใจ เพื่อรองรับกับวิบัติภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต สำหรับหลักการตรวจสอบตามหลักนิติวิศวกรรม หรือการพิสูจน์เหตุด้วยวิศวกรรม ในระดับสากลมี 4 ขั้นตอน 1.การออกแบบถูกต้องหรือไม่ จากการคำนวณเชิงโครงสร้าง การวัดระยะห่างหรือองศาต่างๆ 2.ก่อสร้างตามแบบหรือไม่ กรณีที่มีการลดคุณภาพวัสดุก่อสร้างที่อาจจะกระทบต่อความมั่นคงแข็งแรงของอาคาร 3.การใช้งานถูกประเภทหรือไม่ ในกรณีที่ระบุในคำขออนุญาตก่อสร้างอาคาร จากที่พักอาศัย แต่เป็นโรงงาน ที่อาจจะมีการติดตั้งเครื่องจักรหรือถังน้ำขนาดใหญ่ด้านบน จึงเสี่ยงต่อการเกิดอาคารทรุดตัว และ 4.มีแรงกระตุ้นอย่างไร ภัยพิบัติจากธรรมชาติ เช่น ฝนตก น้ำท่วม หรือแผ่นดินไหว&amp;quot; นายกสภาวิศวกรกล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98443</URL_LINK>
                <HASHTAG>บาดเจ็บและเสียชีวิต, สภาวิศวกร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เจ้าหน้าที่ดับเพลิง, เยียวยาเจ้าหน้าที่ดับเพลิง, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, ไฟไหม้อาคารถล่ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210405/image_big_606b0b3dd4cdc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73552</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2020 08:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2020 08:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีสุวรรณ&#039; จี้สภาวิศวกรฟัน &#039;ดร.สายประสิทธิ์&#039; ปมคำนวณความเร็วรถคดีบอส ทั้งที่ใบอนุญาตหมดอายุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ส.ค.63 - นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่สื่อมวลชนได้รายงานว่า ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม ได้ดำเนินการตรวจสอบและให้ความเห็นประเด็นเกี่ยวกับการคำนวณความเร็วของรถยนต์ของนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส เมื่อปลายปี 2562 ได้ความเร็วของรถยนต์ 76.175 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นเหตุผลส่วนหนึ่งให้อัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา จนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในสังคมขณะนี้นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการตรวจสอบเว็บไซต์สภาวิศวกร พบว่า นายสายประสิทธิ์เป็นสมาชิกสามัญของสภาวิศวกร เลขที่สมาชิก 54877 เลขที่ใบอนุญาต ภก.8787 ระดับภาคีวิศวกร สาขาเครื่องกล วันที่ได้รับครั้งแรก 25 ธันวาคม 2535 วันที่เริ่มใช้ 18 ธันวาคม 2554 วันที่หมดอายุ 17 ธันวาคม 2559 สถานภาพใบอนุญาต &amp;ldquo;ไม่มี&amp;rdquo; ซึ่งกรณีสมาชิกภาพขาดต่ออายุ จะส่งผลให้ใบอนุญาตของผู้นั้นสิ้นสุดลงทันที ตามมาตรา 49 แห่งพรบ.วิศวกร 2542&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การดำเนินการดังกล่าวของ ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม ถือเป็นการประกอบวิชาชีพวิศวกรรม ควบคุม ในงานพิจารณาตรวจสอบ ในการวิเคราะห์ ตรวจสอบ การหาข้อมูล เพื่อใช้เป็นหลักเกณฑ์ หรือประกอบการตรวจสอบวินิจฉัยงาน หรือในการสอบทานและให้ความเห็นตามกฎกระทรวงกําหนดสาขาวิชาชีพวิศวกรรมและวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม 2550 ออกตามความ พรบ.วิศวกร 2542 ซึ่งความเห็นดังกล่าวของดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม ทำให้สาธารณชนถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความน่าเชื่อถือในความมีมาตรฐานของวิศวกรเป็นอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในขณะที่ให้ความเห็นในการวิเคราะห์ ตรวจสอบ การหาข้อมูล เพื่อใช้เป็นหลักเกณฑ์ หรือประกอบการตรวจสอบวินิจฉัยความเร็วรถของนายวรยุทธ อยู่วิทยาเมื่อปี 2562 นั้น ดร.สายประสิทธิ์ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมเพราะขาดต่ออายุมาตั้งแต่ปี 2559 การให้ความเห็นดังกล่าวเป็นโมฆะ และถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืน พรบ.วิศวกร 2542 ม.45 อันมีความผิดตาม ม.71 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนข้อบังคับสภาวิศวกร ว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพวิศวกรรม และการประพฤติผิดจรรยาบรรณอันจะนํามาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ 2543 และ 2559 อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยจึงทำหนังสือร้องเรียนไปยังนายกสภาวิศวกร ให้ใช้อำนาจตาม ม.33 ประกอบ ม.34(1) แห่งพรบ.วิศวกร 2542 ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม ตามครรลองของกฎหมายข้างต้นต่อไป แต่หากเพิกเฉยไม่ดำเนินการสมาคมฯจะร้องเรียนไปยัง รมว.มหาดไทย ซึ่งเป็นผู้รักษาการตามกฎหมายวิศวกร เพื่อเอาผิดนายกสภาวิศวกร ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73552</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีบอส กระทิงแดง, บอส อยู่วิทยา, ศรีสุวรรณ จรรยา, สภาวิศวกร, สายประสิทธิ์ เกิดนิยม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200730/image_big_5f221b66e409c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58038</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/02/2020 14:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/02/2020 14:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ระดมแนวคิดแก้ปัญหา PM 2.5  พุ่งเป้าไทยต้องยกระดับเครื่องยนต์เป็นยูโร5-6 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คงต้องยอมรับแล้วว่า ความรุนแรงของสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5จะเป็นปัญหาเกิดขึ้น &amp;nbsp;ในช่วงประเมาณเดือน มกราคม - มีนาคม ของทุกปี และกลายเป็นปัญหาระดับชาติ เพราะส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนถ้วนหน้า ไม่สามารถวางเฉย และอดทนกับสภาพมลพิษทางอากาศเช่นนี้ได้ หรือรอให้ฤดูกาลหรือทิศทางลมมาเป็นตัวช่วย ให้สถานการณ์ดีขึ้น &amp;nbsp;สรุปคือ ปัญหาPM2.5 เป็นเรื่องที่ต้องขบคิดหาทางแก้ปัญหาอย่างจริงจัง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยเหตุนี้ สภาวิศวกร จึงร่วมกับ สมาคมที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สมาพันธ์สภาวิชาชีพแห่งประเทศไทย และ สมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย จัดงานเสวนา &amp;ldquo;รวมพลังปัญญา แก้ปัญหา ฝุ่นพิษ&amp;rdquo; ใน 3 หัวข้อ ต้นกำเนิดฝุ่นจิ๋ว กระทบเศรษฐกิจ สุขภาพปอด, คุณภาพอากาศ ภัยฝุ่น เทคโนโลยีเตือนภัย และป้องกัน-แก้ไข 2 ระยะ ที่ใช้ได้จริงและยั่งยืน เวทีที่ระดมสมองจากนักวิชาการ ภาครัฐ-มหาวิทยาลัย เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหา PM 2.5 อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ประเสริฐ ตปนียางกูร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของเวทีเสวนา บอกเล่าถึงต้นต่อแหล่งกำเนิดของฝุ่นที่สำคัญว่าจาก การคมนาคม &amp;nbsp; ดร.ประเสริฐ ตปนียางกูร เลขาธิการสภาวิศวกร กล่าวว่า ฝุ่น PM 2.5 เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องตระหนักอย่างจริงว่ามีอันตรายถึงชีวิต ซึ่งพบว่าผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร 91% เป็นผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ &amp;nbsp;เป็นกลุ่มคนที่มีรายได้ปานกลาง-น้อย &amp;nbsp; ขณะที่ปี 2559 &amp;nbsp;ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากปัญหาฝุ่นพิษ &amp;nbsp;ถึง 4.2 ล้านคน ดังนั้นประเทศไทย &amp;nbsp;ควรหาแนวทางป้องกัน อย่างที่ทราบกันดีว่าปัจจัยที่สำคัญของการเกิดPM2.5 นั้นคือ การคมนาคม โดยเฉพาะรถยนต์ดีเซลกว่า 70-80% &amp;nbsp;ทางแก้ปัญหา จึงควรยกระดับมาตรฐานรถยนต์ &amp;nbsp;EURO 4 &amp;nbsp;สู่มาตรฐาน EURO 5-6 ควบคู่กับการปรับค่ามาตรฐานน้ำมัน &amp;nbsp;เพื่อสามารถใช้งานกับเครื่องยนต์ EURO 5-6 โดยได้ และควรมีการนำร่องก่อน ภายในปี 2564 ในรถยนต์ขนาดเล็กที่จะเปลี่ยนมาเป็นเครื่องยนต์ EURO 5 ซึ่งจะช่วยลด PM 2.5 ได้ถึง 5 เท่า แต่ปัจจุบันต้องยอมรับว่าเรายังมีรถยต์เก่าที่อยู่ในมาตรฐาน EURO 1-3 &amp;nbsp;จำนวนมาก &amp;nbsp;แม้จะมีแนวทางการแก้ไข อย่างการหันมาใช้ก๊าซธรรมชาติ หรือการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ แต่สำหรับผู้มีรายได้น้อยยังคงเป็นไปได้ยาก ที่จะเปลี่ยนเครื่องยนต์รถ &amp;nbsp;ทำให้ภาครัฐอาจจะต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในการชดเชยต่างๆ อย่างจริงจัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.ประเสริฐ กล่าวต่ออีกว่า ปัญหาที่สำคัญที่ยังไม่มีใครกล่าวถึงก็คือ มาตรฐานของรถบรรทุก และรถขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ ที่พบว่าก่อให้เกิด PM 2.5 ถึง 74% โดยรถบรรทุกมีกว่า 140,000 คัน &amp;nbsp;รถโดยสารสาธารณะของระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด หรือ ขสมก. กว่า 10,000 คัน และรถโดยสารไม่ประจำทางอีก 30,000 คัน แม้ว่าจะรถบรรทุก หรือรถขนส่งจำนวนไม่น้อยที่หันมาใช้ก๊าซธรรมชาติ และบำรุงรักษาเครื่องยนต์มากขึ้น &amp;nbsp;แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ในการไม่ให้เกิดฝุ่น PM2.5 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแสดงผลถ้ามีการปรับเครื่องยนต์รถยนตร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ. วงศ์พันธ์ ลิมปเสนีย์ วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ผู้เชี่ยวชาญควบคุมฝุ่นจากแหล่งกำเนิดไอเสีย รถยนต์ กล่าวเสริมว่า การแก้ไขปัญหาของรถยนต์ดีเซลที่มีการเผาชีวมวลเป็น 1 ใน 3 ของการก่อให้เกิดฝุ่น PM 2.5 โดยเฉพาะในเมือง โดยในปี 2547 มีการควบคุมปริมาณกำมะถัน กระทั่งลดฝุ่นพิษลงได้ 90% และทำให้ลดฝุ่นขนาดเล็ก PM 10 ได้ร้อยละ 20% ในปี 2556 ได้ปรับจากมาตรฐานEURO 3 เป็น EURO 4 ปริมาณกำมะถันไม่เกิน 50 ส่วนในล้านส่วน หรือร้อยละ 0.005 ซึ่งPM 2.5 ลดลง 4.05 มคก./ลบ.ม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แต่ที่ปัญหาฝุ่นมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น &amp;nbsp;เพราะจำนวนรถยนต์เพิ่มมากขึ้นในช่วงตลอด10ปีมานี้ &amp;nbsp;รถเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า &amp;nbsp;ซึ่งแม้จะมีการปรับมาตรฐานเครื่องยนต์ เป็น EURO 4 ก็ต้องยอมรับว่าไทยช้ากว่าต่างประเทศไปกว่า 2 ระดับ ที่ได้ปรับเป็น EURO 5-6 &amp;nbsp;ถ้าไทยจะปรับปรุงมาตรฐานเครื่องรถยนต์จริงๆต้องใช้งบประมาณสูงเกือบหมื่นล้านบาท และทุกคนพร้อมจ่ายราคาน้ำมันที่สูงขึ้นหรือไม่ และหากมีการใช้รถEURO 5-6 ทั้งหมดในปี 2566-2567 คาดว่าPM 2.5 จะลดลง10 เท่า &amp;nbsp; หรือจะใช้แนวทางในการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือก๊าซธรรมชาติ &amp;nbsp;เพื่อให้ปราศจากสารที่ก่อให้เกิดฝุ่นก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ควรเร่งรัดให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง&amp;quot; รศ. วงศ์พันธ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกหนึ่งปัจจัยคือการเผาในที่โล่ง โดยเฉพาะในแถบภาคเหนือ รศ.ดร.เศรษฐ์ สัมพัตตะกุล &amp;nbsp;หัวหน้าศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หน่วยวิจัยเพื่อการจัดการพลังงานและเศรษฐนิเวศ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไ ด้ชี้ให้เห็นถึงปริมาณ PM2.5 ที่เชียงใหม่นั้นวิกฤตกว่ากรุงเทพฯ หรือมีความหนาแน่นถึง 300-400 มคก./ลบ.ม &amp;nbsp;สาเหตุอาจมาจาก ภูมิประเทศที่เป็นแอ่งภูเขา อากาศไม่กระจายตัว และแหล่งกำเนิดที่มาจากการเผาโดยมนุษย์ถึง 90% &amp;nbsp; โดยเฉพาะในปี 2562 &amp;nbsp;มีการตรวจจับจุดความร้อนโดยดาวเทียม พบว่ามีการเผาเพิ่มสูงขึ้น &amp;nbsp;แม้จะมีการตรวจวัดจุดความร้อน แต่ชาวบ้าเเองก็จะรู้ว่า เมื่อไหร่ถึงจะเผาได้โดยทางการ ไม่สามารถตรวจสอบได้ &amp;nbsp;ทำให้การเผามีต่อไป ส่งผลให้คนในภาคเหนือส่วนใหญ่ป่วยเป็นมะเร็งปอดที่ข้ามขั้นไปในระยะ4 &amp;nbsp; &amp;nbsp;ความหวังในการแก้ปัญหาการเผาจึงต้องอาศัย &amp;nbsp;ฝนและลม ที่อาจจะพอช่วยบรรเทาได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร. เจน ชาญณรงค์ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ดร. เจน ชาญณรงค์ หนึ่งในผู้ที่พยายามช่วยแก้ปัญหา PM 2.5 ในนามของชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ที่รวบรวมผู้มีความรู้สาขาต่างๆ มาให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหาฝุ่นผ่านเพจ &amp;quot;ฝ่าฝุ่น &amp;quot;กล่าวถึงการแก้ปัญหาว่า ตนที่ได้ลงพื้นที่อย่างที่ บ้านก้อแซนด์บ๊อกซ์ ต.ก้อ อ.ลี้ จ.ลำพูน ซึ่งพบว่า ปัญหาหลักคือเรื่องของปากท้อง จึงยากจะหลีกเลี่ยงการเผาเพื่อทำเกษตร ตนและทีมได้ดำเนินการถ่ายทอดองค์ความรู้สำคัญในแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนคือ การน้อมนำศาสตร์พระราชาอย่าง หลักเศรษฐกิจพอเพียง มาปรับใช้ เช่น การปรับปรุงระบบชลประทาน เพื่อให้ประชาชนมีน้ำใช้สำหรับการเกษตร อุปโภค-บริโภค ส่งเสริมการปลูกพืชแทน เพื่อลดการบุกรุกพื้นที่ป่าพร้อมสร้างความยั่งยืน ถ่ายทอดความรู้แก่เยาวชนในโรงเรียน &amp;nbsp;เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงผลกระทบจากการเผาป่า เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับมุมมองในการแก้ปัญทาง ด้านผังเมือง ผศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาภาครัฐดำเนินมาตรการมาอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม อย่างการเพิ่มพื้นที่สีเขียวจากปัจจุบัน 2-3 ตร.ม.ต่อคน เพิ่มเป็นอย่างน้อย 9-10 ตร.ม.ต่อคน ซึ่งจากการเก็บข้อมูลมา 2 เดือน(ธันวาคม 2562 &amp;ndash; มกราคม 2563) พื้นที่ที่มีค่าฝุ่นสูงสุดอยู่ในเขตลาดกระบัง บางซื่อ บางกอกน้อย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่น จึงต้องมีมาตรฐานการวางผังเมืองและต้องลงลึกที่ระดับเขต และต้องทำให้คนรู้สึกว่าเป็นปัญหา เพื่อนำมาสู่ระดับนโยบายของการอยู่ร่วมกับชุมชน ข้อเสนอภาคประชาสังคมต้องติดตามข้อมูลข่าวสาร ทำงานเชิงสร้างสรรค์ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ศิวรักษ์ ศิวโมกษธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของเทคโนโลยีที่เรียกได้ว่าเป็นกำลังเสริมป้องกัน PM 2.5 ดร.ศิวรักษ์ ศิวโมกษธรรม ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (NSD) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) บอกว่า ในการวิจัยในส่วนแรกคือเรื่องของหน้ากากอนามัย ที่ไทยมีข้อจำกัดด้านการผลิตจึงไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทาง สวทช. จึงได้พัฒนา nMASK ด้วยเทคโนโลยีดักจับฝุ่นละอองและจุรินทรีย์โดยสารเคลือบไฮดรอกซีอะพาไทต์และไททาเนียมไดออกไซต์ บน Nonwoven ที่มีเส้นใยธรรมชาติเป็นองค์ประกอบและมีรูพรุนระหว่างเส้นใยขนาดเล็ก สามารถป้องกัน PM 2.5 ได้ 90-95% สามารถดักจับจุรินทรีย์ ทั้งไวรัสและแบคทีเรีย ป้องกันสารพิษ เช่น ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซต์ โดยได้รับมาตรฐาน ASTM F2299 T&amp;Uuml;V S&amp;Uuml;D PSB ประเทศสิงคโปร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีเครื่องกรองฝุ่น ด้วยเทคโนโลยีการตกตะกอนเชิงไฟฟ้าสถิต ที่มีจุดเด่น ในการกรอง PM 2.5 เมื่อฝุ่นละอองเกาะเต็มแผ่นโลหะสามารถถอดไปล้างทำความสะอาดแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ที่สำคัญการกรองฝุ่นแบบไฟฟ้าสถิตสามารถออกแบบแผงกรองฝุ่นให้ลมผ่านง่าย ไม่ลดแรงลมในการดูดกรองฝุ่นละออง ทำให้พัดลมดูดฝุ่นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีอัตราการสร้างอากาศบริสุทธิ์ประมาณ 10,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง &amp;nbsp;และช่วยให้ประหยัดไฟฟ้า และ เครื่องวัดฝุ่นแบบกระเจิงแสงขนาดจิ๋ว (My Air) ที่พกพาสะดวก มีความแม่นยำสูง และประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ ยังเตรียมดำเนินการวิจัยและพัฒนา ลูกบอลดับเพลิง ขนาด 5-10 กิโลกรัม ที่ใช้ติดตั้งกับโดรนเพื่อทำหน้าที่ดับเพลิงไฟป่า ซึ่งผู้ประกอบการหรือภาครัฐที่สนใจสามารถร่วมมือกับเราในการพัฒนาและผลิตเพื่อใช้ในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.ดร.ประพัทธ์พงษ์ อุปลา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยนวัตกรรมเมืองอัจฉริยะ (SCiRA) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า ได้พัฒนานวัตกรรม ป้ายรถเมล์อัจฉริยะ ที่สามารถในการตรวจจับปริมาณฝุ่น สั่งการพัดลมโคจรติดเพดานช่วยระบายฝุ่น พร้อมแสดงผลปริมาณฝุ่นและเฉดสีผ่านจอมอนิเตอร์ และเตือนภัยฝุ่นละอองขนาดเล็กแบบเรียลไทม์ โดยทดลองใช้ที่ ป้ายรถเมล์คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. และยังได้ร่วมมือกับ กรุงเทพมหานคร ดำเนินติดตั้งนวัตกรรมดังกล่าว ในพื้นที่ 9 จุดเสี่ยงที่พบปริมาณฝุ่นสะสมหนาแน่น ได้แก่ บางซื่อ บางเขน บางกะปิ มีนบุรี ดินแดง พระโขนง ภาษีเจริญ ป้อมปราบศัตรูพ่าย และบางคอแหลม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกสภาวิศวกร ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) นายกสมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และประธานกรรมการบริหารสมาพันธ์สภาวิชาชีพแห่งประเทศไทย ทิ้งท้ายว่า ภาครัฐ จะต้องยกระดับปัญหาฝุ่น เป็นภัยพิบัติของประเทศ &amp;nbsp;แบ่งเป็น ด้านกฎหมาย โดยการเก็บภาษีรถยนต์ปล่อยควันดำ พร้อมปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์เป็น EURO 5-6 รวมถึงจำกัดปริมาณรถบรรทุกในพื้นที่กรุงเทพฯ ด้านงานวิจัย ที่รัฐควรลงทุนกับการพัฒนานวัตกรรมแก้ปัญหาฝุ่น และมีการวางระบบผังเมืองใหม่ ในส่วนของภาคเอกชน ควรให้ความร่วมมือในการแสดงผลข้อมูลปริมาณฝุ่น ผ่านจอโฆษณา LED แบบเรียลไทม์ และ ภาคประชาชน ควรตระหนักถึงผลกระทบถึงฝุ่น PM 2.5 ว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว และสามารถส่งผลกระทบร้ายแรงถึงชีวิตของทั้งตนเองได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp; //////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
1 ตัวอย่างแผนแก้ปัญหาหารเผาป่า บ้านก้อแซนด์บ๊อกซ์&amp;nbsp;
2 เครื่องกรองฝุ่น ด้วยเทคโนโลยีการตกตะกอนเชิงไฟฟ้าสถิต
3 เครื่องวัดฝุ่นแบบกระเจิงแสงขนาดจิ๋ว (My Air)
4 9 จุดเสี่ยง ติดตั้งเครื่องวัดฝุ่นจากนวัตกรรมป้ายรถเมล์อัจฉริยะ&amp;nbsp;
5 การปรับปรุงมาตรฐานรถยนต์
6 nMASK&amp;nbsp;
7 ดร. เจน ชาญณรงค์
8 ดร.ประเสริฐ ตปนียางกูร
9 ดร.ศิวรักษ์ ศิวโมกษธรรม
10 ภาพบรรยากาศการเสวนา&amp;nbsp;
11 บรรยากาศการนั่งรอรถเมล์ของประชาชน
12 ภาพฝุ่นละอองในพื้นที่กรุงเทพ&amp;nbsp;
13 ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58038</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทปอ., สภาวิศวกร, สมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย, สมาพันธ์สภาวิชาชีพแห่งประเทศไทย, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.), “รวมพลังปัญญา แก้ปัญหา ฝุ่นพิษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200224/image_big_5e537d54cd4af.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39038</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2019 16:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2019 16:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภาวิศวกรเตรียมถอนใบวิชาชีพวิศวกรคุมงานเซ่นเคนหล่นทับประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาวิศวกรเตรียมถอนใบวิชาชีพวิศวกรคุมงาน เซ่นเหตุเครนหล่นทับประชาชน ชงภาครัฐขึ้นแบล็คลิสต์บ.รับเหมาผิดซ้ำซาก-ออกใบรับรองช่างเครน พร้อมแนะกรมรางฯ เน้นปั้นบุคลากร-เทคโนโลยี รับอุตสาหกรรมทางรางของประเทศ ทัดเทียมผู้นำอย่างญี่ปุ่น-จีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 มิ.ย. 62- นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกสภาวิศวกร เปิดเผยว่าจากกรณีเหตุการณ์เครนก่อสร้างอาคารใกล้โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์หักตกใส่หลังคาอาคารโรงเรียน เป็นเหตุให้นักเรียนบาดเจ็บจำนวน 5 รายนั้น สภาวิศวกรตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นปัญหาเรื้อรังที่อยู่คู่กับเมืองหลวงมายาวนานตั้งแต่มีการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน เป็นเรื่องที่ไม่มีคนจัดการ โดยเฉพาะเรื่องของผู้จัดการความปลอดภัย(Safety Managet) หรือผู้จัดการโครงการ (Project Manager) ซึ่งต้องเป็นผู้ดูแลไม่ให้เรื่องลักษณะนี้เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo; ดังนั้นหลังจากนี้สภาวิศวกรจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดและเสนอเพิกถอนใบอนุญาตและใบรับรองของสภาวิศวกร เนื่องจากผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ ตลอดจนกล่าวโทษดำเนินคดีในกรณีที่ไม่มีผู้จัดการความปลอดภัย&amp;rdquo;นายสุชัชวีร์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามสภาวิศวกรมีข้อเสนอ 3 ด้าน ได้แก่ 1.เสนอให้กทม.และ รฟม. มีมาตรการควบคุมเข้มงวดมากขึ้นและควรมีคำสั่งหยุดก่อสร้างทันทีในจุดที่เกิดปัญหา 2.เสนอให้กทม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดทำหลักสูตรและออกใบรับรองให้กับผู้ขับเครนและติดตั้งเครน เพราะทุกวันนี้บุคลากรขับเครนบางรายยังไม่เข้าใจวิธีใช้ที่ถูกต้องและความปลอดภัยที่ควรจะเป็น ในทางกลับกันยังเป็นการส่งเสริมอาชีพวิศวกรรมไทยให้สามารถทำงานในต่างประเทศได้ เพราะหลายชาติต้องมีใบรับรองด้านงานเครน (License)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ 3.เสนอให้บริษัทเอกชนด้านก่อสร้างเปลี่ยนรูปแบบเครนขนาดใหญ่แขนยาว (Tower Crane) มาใช้เครนแบบกระดก (Roofing Crane) เพราะตามหลักวิศวกรรมการก่อสร้างในเมืองใหญ่ซึ่งมีพื้นที่น้อย ต้องใช้เครนแบบกระดก ใช้พื้นที่น้อยกว่า เครนแบบแขนยาวที่เสี่ยงต่อความปลอดภัยที่อยู่อาศัยประชาชนและพื้นที่สาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุชัชวีร์ กล่าวอีกว่าสุดท้ายของเสนอให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องพิจารณาเกณฑ์การให้คะแนนความปลอดภัยบริษัทก่อสร้างที่รับงานภาครัฐและอาจติดบัญชีดำ(Blacklist) บริษัทก่อสร้างที่เกิดความผิดพลาดซ้ำซากไม่ให้เข้ามารับงานก่อสร้าง โปรดอย่ามองเรื่องต้นทุนต่ำเป็นเรื่องหลัก เพราะที่ผ่านมาการจ้างบริษัทเอกชนที่ราคาถูกจะมาพร้อมกับปัญหาความปลอดภัย ตราบใดที่ยังให้คุณค่าเรื่องราคามากกว่าความปลอดภัย สะท้อนให้เห็นในการใช้เครนแบบแขนยาว (Tower Crane) ที่ในประเทศไทยหาง่ายและราคาถูกกว่าเครนแบบกระดก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุชัชวีร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ส่วนด้านการจัดตั้งกรมการขนส่งทางรางขึ้นมาใหม่นั้นสภาวิศวกรอยากฝากให้ดูแลเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางราง ทั้งด้านรถไฟฟ้า รถไฟไฮสปีดและรถไฟทางคู่พร้อมไปกับการพัฒนาบุคลากรทางรางเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมทางรางให้เกิดขึ้นได้ในประเทศไทย เป็นการพัฒนาให้ไทยสามารถยืนได้ด้วยตนเองและสร้างอาชีพให้คนไทย เหมือนกับประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้และจีน ซึ่งล้วนมีเทคโนโลยีเป็นของตัวเองนำไปสู่การผลิตภาคอุตสาหกรรม รวมถึงส่งออกชิ้นส่วนและบุคลากร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39038</URL_LINK>
                <HASHTAG>สภาวิศวกร, สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์, อัสสัมชัญคอนแวนต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190620/image_big_5d0b51b74a52c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36920</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2019 15:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2019 15:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;สภาวิศวกร&quot;หารือ&quot; สภาคณบดีคณะวิศวฯ&quot; หาทางออกยกเครื่องหลักสูตร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27พ.ค.62-นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ &amp;nbsp;อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในฐานะนายกสภาวิศวกร &amp;nbsp;กล่าวถึงกรณีที่ประชุมสภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย มีมติขอให้สภาวิศวกรชะลอการเข้าไปตรวจประเมินเพื่อรับรองหลักสูตรของคณะวิศวกรรมศาสตร์ออกไปก่อน และให้ไปตีความพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วิศวกร พ.ศ.2542 ของสภาวิศวกร กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ให้มีความเกิดความชัดเจนก่อนว่ามีความขัดแย้งกันหรือไม่ ว่า ทางสภาวิศวกรได้มีการหารือร่วมกันแล้ว และเห็นว่าเรื่องนี้อาจจะมีการสื่อสารกันที่คลาดเคลื่อน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp; พ.ร.บ.วิศวกร พ.ศ.2542 ของสภาวิศวกร กับรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 นั้นไม่ขัดกัน &amp;nbsp;ขณะที่สภาวิศวกรต้องการให้มีการผลิตวิศวกรออกมามีคุณภาพ ทำให้มีการกำหนดหลักเกณฑ์พื้นฐานต่างๆ &amp;nbsp;แต่มหาวิทยาลัยอาจจะคิดว่าสภาวิศวกรไปกำกับจนทำให้ขยับตัวไม่ได้ ดังนั้นต้องมาร่วมมือกันในการทำงานมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;เร็ว ๆ นี้ สภาวิศวกรจะเชิญที่ประชุมสภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทยมาคุยกันว่าสภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ฯ ต้องการจะให้สภาวิศวกรยืนหยุ่นในเรื่องอะไรให้บ้าง &amp;nbsp;ส่วนสภาวิศวกรจะบอกว่ามาตรฐานที่ทางสภาวิชาชีพต้องการนั้นเป็นอย่างไร แต่เท่าที่มีการคุยกันเบื้องต้นทุกฝ่ายอยากเห็นวิศวกรแนวใหม่ และทันสมัย ดังนั้นสภาวิศวกรจึงต้องปฏิรูปองค์กร เพื่อยกระดับอาชีพ ทำให้ทุกคนเห็นว่าวิศวกรสามารถยกระดับประเทศและคุณภาพของสังคมได้ &amp;nbsp;รวมทั้งอยากให้มีการประชาสัมพันธ์ให้เด็กมาเรียนวิศวะมากขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าทุกสภาวิชาชีพมีความหวังดี ต้องการให้อาชีพของตนเองมีคุณภาพ &amp;ldquo;นายกสภาวิศวกร &amp;nbsp;กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36920</URL_LINK>
                <HASHTAG>#หลักสูตรวิศวะ, ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์, สภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย, สภาวิศวกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181126/image_big_5bfbd03298039.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19541</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2018 11:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2018 11:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภาวิศวกร ยื่นนายกฯทบทวนก่อสร้างอาคารเทอมินอล 2 สนามบินสุวรรณภูมิ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาวิศวกร ยื่นนายกฯพิจารณาการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หลังพบขัดกับแผนแม่บท หวั่นกระทบโครงสร้าง ขอให้มีการทบทวน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไกร ตั้งสง่า อุปนายกสภาวิศวกร ได้เข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล ต่อการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยระบุว่าตามที่ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) หรือ AOT อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างอาคารผู้โดยสาร หลังที่ 2 (Terminal 2) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริเวณทิศตะวันออกติดกับอาคารผู้โดยสารเดิม ซึ่งแตกต่างไปจากผังแม่บท (Master Plan) ที่ได้ออกแบบไว้ตั้งแต่ปี 2533 สภาวิศวกรในฐานะที่เป็นองค์กรควบคุมการประกอบวิชาชีพด้านวิศวกรรม ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำคัญในการให้คำปรึกษาหรือข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล เกี่ยวกับนโยบายและปัญหาด้านวิศวกรรม รวมทั้งด้านเทคโนโลยี ตามมาตรา 7 (6) แห่ง พ.ร.บ.วิศวกร พ.ศ.2542 จึงมีข้อเสนอแนะดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. Master Plan คือผังแม่บท หรือยุทธศาสตร์ในการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการให้บริการแก่ผู้โดยสาร ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยการพัฒนนาแบ่งเป็นระยะเวลาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารตามที่กำหนดไว้ในผังแม่บทที่ได้ออกแบบไว้แล้วตั้งแต่ปี 2533 ทั้งนี้ การดำเนินการใดๆ ที่แตกต่างหรือนอกเหนือจากผังแม่บทจึงควรต้องมีการศึกษาผลกระทบอย่างรอบคอบ รวมถึงการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันผลกระทบต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. อาคาร Terminal 2 ของ ทอท.ที่นำเสนอนี้ ไม่ได้ปรากฎอยู่ในผังแม่บทตั้งแต่แรก หากจะดำเนินการออกแบบและก่อสร้าง Terminal 2 อาจจะสร้างปัญหา เช่น โครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยาน ระบบคมนาคมทั้งภาคพื้นและอากาศ ระบบสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมทั้งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติโดยรวมได้ เนื่องจากการจัดการภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่มีมากกว่า 20 ระบบ ผลกระทบที่มีต่อการจัดการดังกล่าวนีจะส่งผลให้เกิดการลดระดับในการให้บริการ ลดความน่าเชื่อถือในการเป็นศูนย์กลางคมนาคมทางอากาศในภูมิภาคนี้ เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการขนส่งทางอากาศของประเทศไทย ซึ่งส่งผลทางลบแก่ระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ด้วยเหตุนี้ สภาวิศวกรจึงขอนำเสนอข้อเสนอแนะดังกล่าว เพื่อโปรดพิจารณาสั่งการให้ผู้รับผิดชอบตรวจสอบข้อมูล เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาบริหารโครงการ และทบทวนโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ต่อไป&amp;quot; นายไกรระบุ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19541</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทบโครงสร้าง, ขยายสนามบินสุวรรณภูมิ, ทบทวนก่อสร้างเทอมินอล 2, ทอท., สภาวิศวกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181010/image_big_5bbd828207fbc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>3093</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/02/2018 09:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/02/2018 09:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จีนพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีไฮสปีดเทรนให้ไทย4ด้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาวิศวกรเผยผลเจรจารถไฟไทยจีนครั้งที่ 23 คืบ จีนพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยี4ด้านการแบบโครงการรถไฟความเร็วสูง การเดินรถ การพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางให้ไทย และซ่อมบำรุง คาดกลางปี61เริ่มอบรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14ก.พ.61-นายอมร พิมานมาศ เลขาธิการสภาวิศวกร เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการเจรจาโครงการรถไฟความเร็วสูงว่า สภาวิศวกร ได้รับแต่งตั้งให้เป็นองค์ประกอบคณะผู้แทนคณะกรรมการร่วมเพื่อความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน ครั้งที่ 23 ระหว่างวันที่ 7-9 ก.พ. ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณประชาชนจีน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายโอนเทคโนโลยี สภาวิศวกร และผู้แทนจากกระทรวงคมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ร่วมกันเจรจากับจีน จนเกิดความคืบหน้าการถ่ายโอนเทคโนโลยี ใน 4 ด้าน คือ 1. หลักสูตรฝึกอบรมวิศวกรไทยด้านเทคโนโลยีการออกแบบรถไฟความเร็วสูง&amp;nbsp; 2. การจัดตั้งองค์กรเพื่อรับผิดชอบการบริหารการเดินรถ 3. การพัฒนาอุตสาหกรรมระบบราง และ 4. การส่งเสริมขีดความสามารถการทดสอบ การก่อสร้าง การติดตั้ง การตรวจสอบและการซ่อมบำรุงโครงการรถไฟความเร็วสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สภาวิศวกรรับผิดชอบหลักในเรื่องหลักสูตรฝึกอบรมวิศวกรไทย เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมวิศวกรไทย ให้สามารถออกแบบงานโครงสร้างพื้นฐานด้านโยธาได้เองในโครงการระยะที่ 2 ช่วงโคราช-หนองคาย จึงจำเป็นต้องจัดหลักสูตรอบรมให้แก่วิศวกรไทย ซึ่งทางผู้แทนไทยได้ร่วมเจรจากับจีนจนได้ข้อสรุปการถ่ายโอนเทคโนโลยีด้านโยธาทั้งสิ้น 11 ด้าน ได้แก่ การกำหนดแนวเส้นทาง สถานี สะพาน ชั้นดินคันทาง อุโมงค์ การระบายน้ำ งานระบบวิศวกรรม งานสำรวจและการทำแผนที่ ธรณีวิทยาและวิศวกรรมปฐพี ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการป้องกัน และสถาปัตยกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; วิศวกรไทยมีความสามารถด้านงานวิศวกรรมโยธาอยู่แล้ว และพร้อมที่จะเป็นผู้ออกแบบเองได้ในโครงการระยะที่ 2 รวมถึงโครงการอื่นๆ สำหรับหลักสูตรที่จะจัดขึ้นนี้ จะช่วยเสริมความมั่นใจในการออกแบบพื้นฐานด้านงานโยธา โดยเน้นรถไฟความเร็วสูง ซึ่งอาจมีข้อกำหนดพิเศษกว่ารถไฟทั่วไป ส่วนการถ่ายโอนเทคโนโลยีด้านอื่นที่เราต้องการมาก คือด้านการออกแบบงานระบบรางและการจ่ายไฟเหนือขบวนรถ ตลอดจนระบบอาณัติสัญญาณ ซึ่งจากการประชุมในครั้งนี้ได้ข้อสรุป ว่าจะนำไปบรรจุไว้เป็นส่วนหนึ่งของสัญญา 2.3 ต่อไป&amp;quot;นายอมรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอมรกล่าวว่า ขั้นตอนต่อไป ทางจีนจะจัดทำแผนการอบรม ระยะเวลาที่ใช้ และงบประมาณในแต่ละหลักสูตร ส่งให้ทางไทยพิจารณาภายในวันที่ 15 มี.ค. ซึ่งไทยจะต้องคัดเลือกวิศวกรไทยเพื่อเข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตรดังกล่าวภายสำหรับสถานที่อบรม ทางไทยเสนอว่า หลักสูตรบางส่วนอาจจัดขึ้นในประเทศไทยได้ เพื่อประหยัดงบประมาณ และเปิดโอกาสให้วิศวกรไทยได้เข้าร่วมมากขึ้น โดยขอให้จีนส่งผู้เชี่ยวชาญมาสอนที่ประเทศไทย แต่อาจมีบางหลักสูตรที่จำเป็นต้องไปอบรมที่ประเทศจีน ก็จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป คาดว่าการอบรมวิศวกรไทยน่าจะเริ่มได้ภายในกลางปี 2561&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/3093</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก่อสร้าง, จีน, รถไฟความเร็วสูง, ระบบราง, วิศวกรรม, สภาวิศวกร, ไทย-จีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180214/image_big_5a839c76aad02.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
