<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111272</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2021 13:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2021 13:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;เอนก&quot; ชื่นชมภาคเอกชน​ช่วยสู้โควิด​ มอบห้องความดันลบแบบ​Modular Unit ให้โรงพยาบาลฝ้าวิกฤติ​</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันที่ 27 ก.ค. ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานมอบห้องความดันลบแบบ Modular Unit จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อส่งต่อให้โรงพยาบาลในกำกับ อว. มีนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน ส.อ.ท. และนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการธนาคารกสิกรไทย เป็นผู้ส่งมอบ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เปิดเผยว่า ตนมีความภูมิใจที่ อว. สามารถพัฒนาห้องความดันลบได้สำเร็จ ซึ่งความสามารถแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกประเทศ หรือทุกครั้งที่เกิดปัญหา ตนจึงมองประเทศไทยในแง่ดี เชื่อว่าทุกปัญหามีทางออก วิกฤติโควิด-19 ครั้งนี้ ก็เช่นกัน เรามีทางออก มีความหวัง มีอนาคต ที่สำคัญ เราได้เห็นความเข้มแข็งของภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้า ที่เข้ามามีบทบาทอย่างมาก ธุรกิจไม่ได้แปลว่าการหากำไรแต่อย่างเดียว ในยามที่บ้านเมืองเกิดปัญหาภาคเอกชนไทยพร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการร่วมฝ่าฟันวิกฤติ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รมว.อว. กล่าวต่อว่า&amp;nbsp; ห้องความดันลบแบบ Modular Unit มาจากฝีมือของสถาบันแสงซินโครตรอน ซึ่งปกติจะทำเทคโนโลยีขั้นสูง แต่ในยามคับขันเช่นนี้ก็นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่มีอยู่มาปรับใช้ได้ทันการณ์ในราคาต้นทุนต่ำมาก และ ส.อ.ท. ได้นำพิมพ์เขียวที่พัฒนาขึ้นนี้ไปผลิตต่อ แม้แต่การผลิตชุดหมี PPE ที่แต่เดิมต้องซื้อในราคาหลักหมื่น แต่ตอนนี้เราทำให้ถูกลงได้ถึง 10 เท่า สามารถซักและใช้ซ้ำได้ ขณะที่ชุด PAPR&amp;nbsp; ที่มีราคาหลักแสน เราก็ผลิตได้ในราคาไม่ถึงหมื่น วัคซีนเราก็เริ่มคิดค้นและพัฒนาได้ในเวลาไล่เลี่ยกับประเทศตะวันตก และอีกไม่นานก็จะผลิตออกมาใช้ได้ ล่าสุด ยังผลิตยาฟาวิพิราเวียร์กันได้เอง ราคาเพียงแค่เม็ดละ 30 บาท ถูกกว่านำเข้า 3 - 4 เท่า ซึ่งทั้งหมดนี้ในเวลานี้ได้มีภาคเอกชนรับไปต่อยอดในเชิงธุรกิจแล้ว ในวิกฤติจึงมีโอกาสอย่างแท้จริง ความสามารถเหล่านี้ทำให้เราเห็นถึงโอกาสของประเทศไทย&amp;nbsp; ที่จะหลุดพ้นจากประเทศกับดักรายได้ปานกลาง เราต้องสร้างเศรษฐกิจใหม่บนฐานนวัตกรรม&amp;nbsp; เปลี่ยนอุตสาหกรรมเป็นอุตสาหกรรมไฮเทค ซึ่งจะทำให้เราแข่งขันในระดับโลกได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เราต้องร่วมมือร่วมใจกันต่อไป ต้องมีสติ มีความรักสามัคคี คนไทยสู้ได้เมื่อภัยมาเสมอ รัฐบาลพร้อมร่วมมือกับทุกฝ่าย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ฝากความหวังและให้เกียรติกับภาคเอกชนมาก และขอบคุณภาคเอกชนที่ตื่นตัวลุกขึ้นมาช่วยกู้วิกฤติในสถานการณ์คับขัน&amp;nbsp; อย่าง ส.อ.ท. ที่มีการออกมาตรการชัดเจนทั้งในเรื่องของการป้องกัน การรักษา และเยียวยา&amp;nbsp; และยังได้ช่วยกันออกแบบเครื่องเก็บวัคซีนประมาณร้อยกว่าเครื่องเพื่อรองรับการดูแลวัคซีนของประเทศ ตนขอยืนยันว่ารัฐบาลไม่ทอดทิ้งประชาชนแน่นอน อีกไม่เกิน 3-4 เดือน สถานการณ์ทุกอย่างจะดีขึ้น วัคซีนจะเข้ามาทันใช้แน่นอน เราต้องไม่ท้อแท้ ไม่ถดถอย ต้องช่วยกันอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้บ้านเมืองอยู่รอดปลอดภัย&amp;rdquo; ศ. (พิเศษ) ดร.เอนก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า&amp;nbsp; จัดตั้ง &amp;quot;กองทุน ส.อ.ท.ช่วยไทยสู้ภัยโควิด-19&amp;quot; ภายใต้มูลนิธิพัฒนาอุตสาหกรรมขึ้น เพื่อระดมทุนจัดหาอุปกรณ์ เครื่องมือ สิ่งของที่จำเป็น อาทิ ห้องความดันลบแบบ Modular Unit ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และโทรคมนาคม, กลุ่มเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น ส.อ.ท. โดยได้ร่วมกับ อว. จัดทำขึ้นเพื่อมอบให้แก่สถานพยาบาลในเครือ อว. และสถานพยาบาลที่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการใช้งาน โดยในวันนี้ ถือเป็นการส่งมอบห้องความดันลบแบบ Modular Unit 2 ห้องแรก (สนับสนุนโดยธนาคารกสิกรไทย) ให้กับโรงพยาบาลรามาธิบดีเพื่อใช้รักษาผู้ป่วยโควิด-19&amp;nbsp; ทั้งนี้ ส.อ.ท. มีเป้าหมายในการระดมทุนจัดหาห้องความดันลบแบบ Modular Unit จำนวน 50 ห้อง มูลค่ากว่า 6.5 ล้านบาท จึงขอเชิญร่วมบริจาคเงินเพื่อจัดหาห้องความดันลบช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 ได้ที่ชื่อบัญชี มูลนิธิพัฒนาอุตสาหกรรม เลขที่บัญชี 009-1-71583-0 ธนาคารกรุงไทยสาขาไทยเบฟควอเตอร์ (ใบบริจาคสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 100%) สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน ส.อ.ท.หมายเลข 1453 ทุกปัญหาอุตสา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111272</URL_LINK>
                <HASHTAG>Modular Unit, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, กองทุน ส.อ.ท.ช่วยไทยสู้ภัยโควิด-19, ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์, ธนาคารกสิกรไทย, นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร, นายสุพันธุ์ มงคลสุธี, ภาคเอกชน, ยาฟาวิพิราเวียร์, ส.อ.ท., สถาบันแสงซินโครตรอน, สภาหอการค้า, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, สู้โควิด, ห้องความดันลบ, อว., เครื่องเก็บวัคซีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210727/image_big_60ffa8450dab1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50308</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปลุกหอการค้าบูมท่องเที่ยว จัดมหกรรมดนตรีระดับโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายกฯ หัวโต๊ะถกสภาหอการค้าฯ-ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจช่วงไฮซีซั่น เร่งปลดล็อกอุปสรรคแก้ กม.ล้าสมัย ไฟเขียวจัดมหกรรมดนตรีดึงศิลปินชื่อดังระดับโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน เวลา 09.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวระหว่างเป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทยว่า วันนี้รัฐบาลเน้นย้ำช่วงฤดูการท่องเที่ยว ที่มีความเกี่ยวพันกับหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง หรือขนาดเล็ก รวมความไปถึงในส่วนของค้าปลีก ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญมากที่สุดคือการดูแลผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยภาคธุรกิจเข้ามาช่วยด้วย เพื่อทำให้คนไทยทุกคนมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงการดูแลสินค้าและราคาต่างๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยสิ่งที่ให้ความสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งก็คือด้านเศรษฐกิจ ทุกภาคส่วนทุกระดับมีความสำคัญทั้งสิ้น ไม่สามารถทิ้งใครไว้ข้างหลังได้ และต้องเข้มแข็งไปด้วยกัน เปรียบดั่งไม้ไผ่มัดรวมกันเป็นกำ จะหักยากและแข็งแรงขึ้น ดังนั้น สิ่งที่จะหารือในวันนี้ แม้ว่าจะมีการพูดคุยกันมาในเบื้องต้นแล้ว แต่ขอให้หน่วยงานด้านความมั่นคง ตำรวจ รวมถึงกรุงเทพมหานคร เข้ามาหารือด้วย เพื่อปรับท่าทีในการร่วมดูแลประชาชน นอกจากนี้ ขอให้ตั้งคณะทำงานกลุ่มย่อยด้านต่างๆ เพื่อเน้นการเชื่อมโยงเป็นรัฐบาลดิจิทัล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขอให้เราเข้าใจตรงกัน ดูแลประชาชนทุกระดับด้วยกัน ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จะทำสิ่งใดก็ดี เราต้องเห็นตรงกันในมิติของความมั่นคงด้วย เราต้องร่วมกันทำให้ภาคประชาชน เอกชน ราชการเข้มแข็ง เพื่อเดินหน้าไปด้วยกัน ผมขอแค่นี้ ขอให้ร่วมมือกัน ผมช่วยท่าน ท่านช่วยรัฐบาล ช่วยกันดูแลประชาชน&amp;rdquo;&amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา&amp;nbsp;11.30&amp;nbsp;น. นายกฯ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมว่า ได้รับฟังจากภาคธุรกิจทุกส่วน ทางผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ผู้ประกอบการโรงแรม ร้านค้าปลีก และในเรื่องของเมืองหลัก เมืองรอง รวมถึงการใช้ประโยชน์จากดิจิทัลเข้ามาบริหารงานตรงนี้ นอกจากนั้นยังมีเรื่องของกฎหมายต่างๆ วิธีการปฏิบัติที่อาจจะล้าสมัยในปัจจุบัน จำเป็นต้องปรับแก้ในอนาคตต่อไป ซึ่งได้เร่งรัดทุกอย่าง จะต้องมีการแก้ไข โดยก่อนหน้านี้ได้มีการปรับแก้ไปหลายอย่างแล้ว ทางการประชาสัมพันธ์ในสิ่งที่ดีงามของประเทศที่ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก เพราะฉะนั้นการจะเขียนหรือโพสต์อะไรต่างๆ ออกไปทั้งโลก ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี สิ่งที่เราทำได้คือระงับหรือห้าม แต่ต้องใช้กฎหมาย ซึ่งอยู่ที่จิตสำนึกที่ดีของพวกเราว่าควรจะเขียนอะไรหรือควรจะเผยแพร่อะไรในโซเชียลมีเดีย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การสร้างบ้านเมืองให้น่าอยู่น่าเที่ยว ข้อสำคัญคือทุกคนต้องรู้จักเผื่อแผ่แบ่งปัน ทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่ รายเล็ก จะช่วยเหลือกันอย่างไร หลายอย่างต้องขับเคลื่อนด้วยการประชุมขนาดใหญ่ อย่างที่สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ(องค์การมหาชน) ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรม (Mice)&amp;nbsp;ทำอยู่ เช่น การจัดกีฬา การจัดดนตรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมก็คิดมานานแล้ว การจัดมหกรรมดนตรีจะทำได้ไหม เอานักดนตรีที่มีชื่อเสียงของโลก ซึ่งก็มีแนวทางถ้าจัดได้ในสถานที่สำคัญสวยงามของประเทศไทย ก็จะสามารถดึงนักท่องเที่ยวที่ชอบฟังเพลงเหล่านี้มาได้ไหม เหมือนเทศกาลดนตรี ถ้าเราไม่ทำแบบนี้ ก็จะมีแต่ของเก่าๆ แต่ก็ต้องมีการลงทุน ทุกคนต้องร่วมไปด้วยกันทั้งหมด&amp;rdquo; นายกฯ กล่าว และว่า มาตรการต่างๆ ที่ออกมากระตุ้นการท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่น ถ้าเราไม่ปลดล็อกตรงนี้ อาจจะไม่ดีขึ้นกว่าเดิมมากนัก โดยเราต้องการมากกว่านี้ตั้งแต่ช่วงนี้ไปจนถึงมกราคมปีหน้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนั้นก็ต้องระมัดระวังด้านความมั่นคง เพราะการท่องเที่ยวมีสัดส่วนเกิน&amp;nbsp;20&amp;nbsp;เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ซึ่งประกอบกันหลายกลุ่ม บางกลุ่มก็ยังมีปัญหาอยู่ และมีผลกระทบด้วยกันทั้งสิ้น การประกอบการที่ถูกหรือผิดกฎหมาย ต้องแก้ไขให้เขา ไม่เช่นนั้นจะเดือดร้อนกันไปหมด ซึ่งอยากให้เร่งแก้ปัญหาให้ได้ภายใน&amp;nbsp;1-2&amp;nbsp;เดือนนี้ ตามที่มีการร้องขอเข้ามา อะไรที่ทำได้ก็ทำคู่ขนานกันไปกับแนวทางในระยะยาว และจะมีการจัดทำแผนแม่บทด้านการท่องเที่ยว ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ&amp;nbsp;20&amp;nbsp;ปีในช่วง&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปีแรก&amp;nbsp;2560&amp;nbsp;ถึง&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;รวมถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับปัจจุบัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ได้นำคณะตัวแทนสภาหอการค้าฯ พร้อมด้วยตัวแทนจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เช่น สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว สมาคมสปาไทย เข้าพบนายกรัฐมนตรี ในโอกาสนี้ นายกฯ เปิดโอกาสให้เอกชนได้รายงานสถานการณ์การท่องเที่ยว พร้อมทั้งรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนที่ต้องการขอให้รัฐเพิ่มมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อดึงนักท่องเที่ยวใน 10 ด้านที่สำคัญ โดยหลังจากนี้ นายกฯ มอบหมายให้นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เป็นประธานคณะทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนมาตรการด้านการท่องเที่ยว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนไทยประมาณ 40 ล้านคน และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีกเป็น 60 ล้านคนในปีหน้า เอกชนจึงขอให้ภาครัฐเพิ่มมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยวให้ตรงจุด ในระยะเร่งด่วนช่วง 1-3 เดือนนี้ ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่น และมาตรการระยะยาวที่จะดำเนินงานในปีหน้า รวมถึงแก้ไขบางมาตรการออกมา แล้วยังไม่ตรงความต้องการของเอกชน ซึ่งต้องหารือกันในรายละเอียดกับแต่ละหน่วยงาน&amp;rdquo; นายกลินท์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ 10 ด้านที่ภาคเอกชนหยิบยกไปหารือ อาทิ การจัดทำ Walking Street ในกรุงเทพฯ และทุกจังหวัด ช่วงเย็นวันอาทิตย์ ปิดถนนห้ามรถผ่านเพื่อเปิดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวเดิน ซึ่งในพื้นที่กรุงเทพฯ จะนำร่อง 2 จุดคือ ถนนเยาวราชและถนนข้าวสาร, สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ประสานดึงการจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ด้านต่างๆ ทั้งงานประชุม การจัดแข่งขันกีฬา หรือคอนเสิร์ตเข้ามาจัดในประเทศไทยมากขึ้น, การแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการท่องเที่ยว เป็นต้น.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50308</URL_LINK>
                <HASHTAG>กม.ล้าสมัย, กระตุ้นเศรษฐกิจ, ช่วงไฮซีซั่น, ธุรกิจท่องเที่ยว, สภาหอการค้า, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191114/image_big_5dcd63299ce20.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37793</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จี้เร่งตั้งรัฐบาล ห่วงศก.ถดถอย กกร.จ่อหั่นจีดีพี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กกร.เผยเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกโต 2.8% ต่ำสุดในรอบ 17 ไตรมาส เห็นสัญญาณส่งออกหดตัว ถกเดือนหน้าจ่อหั่นเป้าจีดีพี ห่วงตั้งรัฐบาลช้าทำ ศก.ถดถอย ปลาย มิ.ย.ยื่นสมุดปกขาวรัฐบาลใหม่ เร่งกระตุ้นใช้จ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.), สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ว่า ที่ประชุมได้ประเมินผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐอเมริกา ที่มีการปรับขึ้นอัตราภาษีสินค้าระหว่างกันในล็อตที่เหลือ ทำให้การค้าโลกรวมถึงการส่งออกของไทยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ซบเซา ซึ่งยอมรับว่าการส่งออกของไทยปีนี้อาจไม่สามารถขยายตัวเป็นบวกได้ตามที่คาดการณ์ไว้ 3-5% รวมถึงอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ (จีดีพี) จากปัจจุบันคาดเติบโตที่ 3.7-4%
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปีนี้ที่เติบโต 2.8% ถือว่าต่ำสุดในรอบ 4 ปี 3 เดือน หรือ 17 ไตรมาส ซึ่งขณะนี้ยอมรับว่าการส่งออกหดตัวและมีสัญญาณทยอยหดตัวต่อเนื่อง โอกาสที่การส่งออกจะเป็นบวกเหมือนที่ผ่านมาจึงเป็นไปได้ยาก ซึ่งหากเศรษฐกิจไทยต้องพึ่งพาการส่งออกตัวเดียว จีดีพีคงเป็นลบ แต่เนื่องจากรายได้ของประเทศยังมีปัจจัยบวกอีกหลายด้าน เช่น การท่องเที่ยว การลงทุน การบริโภคในประเทศที่ยังพอไปได้ กกร.จึงอยู่ระหว่างติดตามข้อมูลรอบด้านทั้งปัจจัยบวกและลบ เพื่อประกอบการพิจารณาทบทวนปรับประมาณการส่งออกและจีดีพีอีกครั้งในวันที่ 2 ก.ค.นี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นอกจากนี้ ต้องจับตาปัจจัยการเมืองในประเทศที่การจัดตั้งรัฐบาลมีความล่าช้าเป็นเรื่องที่ห่วง เพราะส่งผลให้การจัดสรรและเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2563 ล่าช้าออกไปด้วย เพิ่มความเสี่ยงให้เศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลังอาจขยายตัวชะลอลงกว่าที่คาด โดยหวังว่าสถานการณ์การเมืองในประเทศจะมีความชัดเจนโดยเร็ว และมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศไม่ให้เศรษฐกิจถดถอยลงมากไปกว่านี้&amp;quot; นายปรีดีระบุ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กกร.เป็นห่วงและหวังว่าสถานการณ์ต่างๆ จะทยอยมีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นภาวะการใช้จ่ายในประเทศและการกระตุ้นจากภาครัฐจะสามารถเป็นแรงส่งเศรษฐกิจไทยในยามที่ปัจจัยต่างประเทศประสบกับความยากลำบากได้ โดย กกร.เตรียมจัดทำข้อเสนอสมุดปกขาวเสนอต่อรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อให้ทราบถึงประเด็นปัญหาต่างๆ ในการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ก่อนที่รัฐบาลชุดใหม่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน การสร้างความเข้มแข็งของภาคเอกชนและการพัฒนาทรัพยากรบุคคล เป็นต้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ประมาณการส่งออกและจีดีพีปีนี้ลดลงแน่นอน เพราะเริ่มเห็นการส่งออกไตรมาสแรกของปีนี้ติดลบ 1.9% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 6.7% โดยการประชุมครั้งนี้ไม่ได้หารือเรื่องการเมืองโดยตรง เพราะเบื้องต้นเห็นภาพการจับขั้วการเมืองเพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่ชัดเจนแล้ว จึงอยากให้รัฐบาลใหม่ผลักดันและขับเคลื่อนการทำงานต่อเนื่อง และอยากเห็นบทบาทการทำงานร่วมกันระหว่างภาคเอกชน ซึ่งทาง กกร.อยากให้มีการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เป็นประจำทุก 6 เดือน และการประชุมคณะกรรมการความยากง่ายในการดำเนินธุรกิจเป็นประจำทุก 3-4 เดือน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขณะนี้ทำอย่างไรก็ได้ให้คนมีเงินนำเงินออกมาใช้ให้มากที่สุด เกิดการกระตุ้นในประเทศให้มีและหมุนเวียนในประเทศ เช่น การลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ช่วงนี้ซบเซา รวมถึงการทบทวนความจำเป็นปลดล็อกมาตรการแอลทีวี ที่ต้องดำเนินการอย่างสมดุลไม่ให้มีการเก็งกำไร กระตุ้นสินค้าเกษตร ขยายตลาด พร้อมมีมาตรการทางการเงินช่วยเหลือเอสเอ็มอี ส่วนมาตรการผลักดันราคาสินค้าเกษตร จะประกันรายได้หรือรับจำนำก็ได้ แต่ขอให้ควบคุมดูแลและปราศจากการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งภายในสิ้นเดือนมิ.ย.จะยื่นสมุดปกขาวให้รัฐบาลใหม่&amp;quot; ประธาน ส.อ.ท. กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกลินทร์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในช่วงที่เหลือของปีมีความเป็นไปได้มากขึ้นที่สหรัฐอาจขึ้นภาษีในสินค้าจีนล็อตที่เหลือ เมื่อประกอบกับภาพความซบเซาของการค้าโลก ทำให้การส่งออกของไทยมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบมากขึ้น จนกระทั่งอาจไม่สามารถขยายตัวเป็นบวกได้ในปีนี้ ดังนั้นเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายควรจะต้องร่วมมือกัน โดยคาดหวังว่าเมื่อมีรัฐบาลใหม่จะสามารถเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ที่ดีอยู่แล้ว เช่น โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ให้เดินหน้าได้ต่อเนื่อง นอกจากนี้ อยากเสนอรัฐบาลชุดใหม่ให้นำมาตรการทางภาษีเข้ามาช่วยจูงใจให้มีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น. &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37793</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกร., สภาหอการค้า, สัญญาณส่งออกหดตัว, หนังสือพิมพ์, เศรษฐกิจไทย, ไตรมาสแรกโต 2.8%</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190605/image_big_5cf7dd2a819d5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>1965</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/01/2018 19:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/01/2018 17:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หอการค้าห่วงค่าแรงขั้นต่ำกระทบเอสเอ็มอี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หอการค้าไทย ห่วงค่าจ้างขั้นต่ำกระทบต่อต้นทุนเอสเอ็มอี มั่นใจมาตรการช่วยเหลือจากรัฐจะช่วยให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้ คาดปี61โตในกรอบ4.4-4.7%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29 ม.ค.61 -นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยดัชนีสถานการณ์ธุรกิจเอสเอ็มอี และดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเอสเอ็มอี ประจำไตรมาส 4/2560 อยู่ที่ระดับ 42.3 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.2 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากสภาพคล่อง&amp;nbsp;การระบายสต๊อกของวัตถุดิบ หนี้สินรวม สัดส่วนหนี้สินต่อทุน และยอดขายรวมปรับตัวดีขึ้นทุกรายการ&amp;nbsp;ขณะที่กำไรสุทธิและสินทรัพย์รวมยังปรับตัวลงเล็กน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับไตรมาส 1/61 คาดดัชนีสถานการณ์มีทิศทางที่ดีขึ้น โดยอยู่ที่ระดับ 42.8 % ส่วนดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจไตรมาส 4/60 อยู่ที่ระดับ 50.2 ลดลง 0.1 เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงเพียงเล็กน้อยเนื่องจากผลกระทบจากต้นทุนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และการแข่งด้านราคา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เม็ดเงินลงทุนของภาครัฐในโครงการขนาดใหญ่ &amp;nbsp;การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลผ่านบัตรสวัสดิการเฟส1 และเฟส 2 &amp;nbsp;รวมถึงภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ปรับตัวดีขึ้น &amp;nbsp;และเม็ดเงินจากการปรับขึ้นค่าแรงที่จะเริ่มวันที่ 1 เมษายน 61 จะทำให้มีเงินเข้าระบบเพิ่มขึ้นอีกกว่า 3 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้นทำให้กำลังซื้อมีมากขึ้น ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ดังนั้นจึงช่วยผลักดันให้เอสเอ็มอีไทยเริ่มฟื้นตัวแล้ว และเชื่อว่ายอดขายจะดีขึ้นในไตรมาส 3 และเห็นกำไรชัดเจนดีขึ้นในไตรมาส 4 และทำให้ในปี 61 เอสเอ็มอีไทยในภาพรวมจะเติบโตได้ในกรอบ4.4-4.7%&amp;quot;นายธนวรรธน์ กล่าว&lt;/p&gt;

อย่างไรก็ตามยอมรับว่าเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบจากการปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ &amp;nbsp;ดังนั้นจึงต้องปรับตัว โดยอาจใช้รูปแบบการไม่เพิ่มจำนวนแรงงาน การนำเครื่องจักรมาใช้ และการพัฒนาระบบไอทีมาใช้ในการลดต้นทุน ซึ่งการปรับตัวดังกล่าวมองว่าจะไม่กระทบต่อการจ้างงาน เพราะปัจจุบันไทยยังอยู่ในภาวะขาดแคลนแรงงาน
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/1965</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าแรง, ธนวรรธน์, สภาหอการค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180129/image_big_5a6ef55d8d1f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>1739</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/01/2018 16:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/01/2018 16:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตถกสภาหอฯหาช่องอุ้มSMEรับผลกระทบค่าแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก.อุต จ่อเจรจาสภาหอฯ ผุดแนวทางช่วยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการปรับค่าแรง 29 ม.ค. นี้ ดึง 9 มาตรการเยียวยาเบื้องต้น
&amp;nbsp;
25 ม.ค. 2561 - นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม(กสอ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดตัวเปิดตัว&amp;ldquo;DIP SME Academy&amp;rdquo; และระบบการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ ผลักดันแนวคิดนวัตกรรม &amp;nbsp;&amp;nbsp; เชิงสร้างสรรค์ พัฒนาศักยภาพต่อยอดธุรกิจเพื่อผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ว่า ในวันที่ 29 ม.ค. 61นี้ กระทรวงอุตสาหกรรม จะเชิญนายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เข้าร่วมหารือถือแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ที่คาดว่าจะโดนผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรง เนื่องจากจะส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในเบื้องจะใช้ 9 มาตรการของกระทรวงเป็นตัวสนับสนุนใฟ้ผู้ประกอบการที่ได้รับกระทบเรื่องค่าแรงสามารถลดต้นทุนในส่วนอื่น ๆ ได้ อย่างเช่น โครการ Train The Coach หรือการสร้างโค้ช เพื่อส่งไปช่วยเหลือเอสเอ็มอี SME Big Data ให้เอสเอ็มอีเข้าถึงบริการของภาครัฐและเครือข่ายอย่างครบถ้วนทุกที่ทุกเวลา และโครงการ Big Brothers หรือโครงการพี่ช่วยน้อง เป็นต้น ซึ่งเบื้องต้นจะเน้นที่ผู้ประกอบการกลุ่มการค้าและการบริการก่อน เนื่องจากมีปริมาณที่เยอะ และน่าจะได้รับผลกระทบโดยตรงเพราะยังใช้คนในการดำเนินธุรกิจ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/1739</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสอ., กอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์, ค่าแรง, สภาหอการค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180125/image_big_5a699ba9d1b95.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
