<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110641</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/07/2021 21:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2021 21:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ ระดมสมอง 40 ซีอีโอชั้นนำร่วมฝ่าวิกฤติโควิด ลั่นประเทศไทยจะต้องดียิ่งกว่าเดิม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ค.64 - ที่ห้อง PMOC ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และ 40 ซีอีโอ เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐ-เอกชน ในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด -19) ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยมีผู้เข้าร่วมหารือบนตึกไทยคู่ฟ้า อาทิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ขณะที่ 40 ซีอีโอ นำโดย นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประชุมเชื่อมสัญญาณมายังตึกไทยฯ

โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณเอกชนที่มาร่วมหารือเพื่อช่วยกันบรรเทาสถานการณ์โควิด-19 วันนี้ โดยที่ผ่านมารัฐบาลและเอกชนได้พูดคุยกันต่อเนื่องมาโดยตลอด รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจกับการแพร่ระบาดโควิดที่รุนแรงมากขึ้นนี้ ยังเดินหน้าแก้ไขอย่างรอบด้าน ทั้งการเร่งฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับประชาชนจนถึง 20 กรกฎาคม ที่ผ่านมา มีการฉีดวัคซีนแล้วกว่า 14 ล้านโดส กำหนดมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา ทั้งสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื้อดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ประกอบการ มาตรการกระตุ้นการบริโภคภาคประชาชน ผ่านโครงการต่างๆ อาทิ โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 มียอดการใช้จ่ายแล้วกว่า 3.3 หมื่นล้านบาท โครงการ Phuket Sandbox และโครงการ Samui Model Plus เพื่อช่วยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่การท่องเที่ยว ที่ผ่านมาสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและภาคเอกชนได้ให้ข้อเสนอแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของรัฐบาลมาตลอด ข้อเสนอแนะที่ทำได้ รัฐบาลดำเนินการทันที ในส่วนที่เป็นอุปสรรครัฐบาลก็พยายามเร่งแก้ไขให้ ทั้งนี้ ทุกมาตรการต้องเป็นตามกฎหมายและหลักการงบประมาณ เพราะเงินที่รัฐบาลที่นำมาใช้จ่ายมาจากภาษีของประชาชน

นายกรัฐมนตรียังกล่าวอีกด้วยว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายในระดับสูง ต้องลดความขัดแย้ง ช่วยกันสร้างการรับรู้ เน้นประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพราะทั้งรัฐบาลและภาคเอกชนมีเป้าหมายเดียวกันคือ การช่วยกันหาทางออกให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤตไปด้วยกัน

ด้านประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวในนาม 40 ซีอีโอพลัส ขอบคุณนายกรัฐมนตรีและคณะที่ได้จัดสรรเวลาเชิญ 40 ซีอีโอพลัสหารือร่วมกันหาในวันนี้ ซึ่งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและภาคเอกชนได้เตรียมข้อสนอต่อรัฐบาลไว้ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. การควบคุมการแพร่ระบาด ซึ่งศูนย์ฉีดวัคซีนนอกโรงพยาบาลทั้ง 25 ศูนย์ของภาคเอกชนที่ร่วมกับกทม. สามารถแบ่งเบาภาระของโรงพยาบาล โดยมีศักยภาพสามารถให้บริการฉีดวัคซีนได้ถึงวันละ 80,000 คน/วัน ซึ่งเอกชนพร้อมสนับสนุนภาครัฐในการจัดอุปกรณ์การแพทย์ ทั้ง Rapid Tests ยารักษา เตียงผู้ป่วยหนักและ ICU รวมทั้งมาตรการ Isolation โดยเทคโนโลยีดิจิทัล และจัด Platform ต่างๆ ซึ่งTeleMed ช่วยสร้างความเชื่อมั่น ลดจำนวนผู้ป่วยได้

2. การเยียวยาผู้ประกอบการและประชาชน เสนอให้มีการขยายมาตรการช่วยเหลือทั้งกิจการที่ต้องหยุดประกอบตามคำสั่งของราชการ รวมทั้งธุรกิจในห่วงโซ่ต่างๆ รวมทั้งการแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน 3.การกระตุ้นเศรษฐกิจ แผนระยะสั้น-ระยะกลาง กระตุ้นการใช้จ่ายในกลุ่มผู้มีรายได้และกำลังซื้อสูง กระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน ให้เกิดการจ้างงาน รวมทั้งการเตรียมความพร้อมของประเทศในการเข้าสู่ New Economy และ 4. การฟื้นฟูประเทศไทย เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ตั้งคณะกรรมการร่วมรัฐเอกชน ขับเคลื่อนกิจกรรมที่มี Impact สูงและประชาชนไทยได้ประโยชน์ ได้แก่ เกษตรสมัยใหม่ ท่องเที่ยวคุณภาพ สร้างขีดความสามารถทางเศรษฐกิจด้วย Digital Transformation โดยข้อเสนอทั้ง 4 แนวทางดังกล่าวเป็นการฟื้นฟูประเทศ เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ขณะเดียวกันประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ยังกล่าวแสดงความเข้าใจดีว่า รัฐบาลมีความยากลำบากในการทำงาน ภายใต้สถานการณ์โรคระบาดและเศรษฐกิจที่ผันผวนและไม่มีความแน่นอนสูง ภาคเอกชนให้กำลังใจนายกรัฐมนตรีและพร้อมให้การสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลด้วยความจริงจัง

นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณและสิ่งที่ได้รับฟังข้อมูลในวันนี้ สอดคล้องกับนโยบายและแนวคิดของรัฐบาล ซึ่งทุกข้อเสนอแนะเป็นประโยชน์ต่อการทำงาน ซึ่งทั้งการช่วยเหลือ การให้สิทธิประโยชน์ รวมทั้งมาตราเยียวยาต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย ยืนยันว่า นายกรัฐมนตี คณะรัฐมนตรี และศบค. ไม่เคยหยุดคิด หยุดทำงาน นายกรัฐมนตรีรับรายงานทุกวัน เพื่อสั่งการทั้งการรักษา การเยียวยา รวมทั้งการเตรียมมาตรการเรื่องงบประมาณ เพื่อดูแลคน 70 ล้านคน แต่ทุกมาตรการของรัฐต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย และได้ย้ำมาตลอดว่า ไทยต้องปรับรูปแบบการบริหารจัดการใหม่ รัฐบาลทำหน้าที่กำหนดนโยบายสร้างโอกาสให้เอกชนเป็นผู้ขับเคลื่อน ที่สำคัญทุกฝ่ายต้องร่วมมือการสื่อสารสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน ลดความขัดแย้ง ขอยืนยันการเดินหน้าเปิดประเทศ 120 วัน ซึ่งเริ่มแล้วที่ภูเก็ตและสมุย และจะขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ ต่อไป ซึ่งรัฐบาลและเอกชนต่างก็มีความมุ่งมั่นตั้งใจเดินหน้าประเทศ เพื่อความสุขของคนไทยทุกคน พร้อมรับข้อเสนอ ข้อห่วงใยทุกประเด็น ซึ่งจะได้นำไปหารือกับคณะรัฐมนตรีและ ศบค. ต่อไป

ทั้งนี้ ก่อนจบการประชุม ภาคเอกชน ประธานหอการค้า ขอบคุณการหารือวันนี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้เวลาและรับฟังด้วยความตั้งใจ เพื่อร่วมกันทำงาน สร้างความเชื่อ สร้างสรรค์ ผลักดัน เป้าหมายฟื้นฟู เพื่อบรรลุเป้าหมาย และสุดท้าย ซีอีโอ 40 กว่าบริษัทยังได้กล่าวให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี และขอให้นายกรัฐมนตรีทำหน้าที่ด้วยความเข้มแข็งเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้โพสต์เฟซบุ๊กอีกว่า วันนี้ ผมได้จัดประชุมทาง VDO Conference กับสภาหอการค้าไทย และซีอีโอชั้นนำของประเทศไทยกว่า 80 ท่าน เป็นตัวแทนจากภาคเอกชน เป็นการประชุมที่มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผมและทีมงานทุกคน และที่มากไปกว่ามุมมองและคำแนะนำอันมีค่าจากทุกท่าน สิ่งที่ผมได้รับจากการประชุมวันนี้ ตอกย้ำความเชื่อของผมที่ว่า ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยของเรา คือความปรารถนาดีในการขับเคลื่อนประเทศ และ ความรู้ความสามารถของท่านผู้นำองค์กรและธุรกิจต่างๆ ในประเทศไทย เราต้องใช้ทรัพยากรอันมีค่านี้ให้เกิดประโยชน์กับประเทศ นี่คือเส้นทางที่สำคัญที่สุดของเราในการเดินหน้าประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไปได้อย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ภารกิจที่สำคัญที่สุดของเรา คือเราต้องรีบทุ่มเททุกอย่าง เพื่อจัดการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดในประเทศให้ได้ โดยเร่งเรื่องการได้รับและการฉีดวัคซีนให้เร็วยิ่งขึ้น และผมก็เห็นด้วยว่า ในขณะเดียวกัน เราควรต้องใช้เวลาช่วงนี้ให้ดีด้วย วางแผนและวางแนวทางให้ชัดเจน เพื่อให้เมื่อถึงเวลาที่เราหลุดพ้นจากวิกฤตโควิดได้แล้ว ประเทศไทยของเราจะไม่ใช่แค่ฟื้นฟูกลับมาเหมือนเดิมได้โดยเร็วที่สุดเท่านั้น แต่ประเทศไทยควรจะต้องดียิ่งขึ้นกว่าเดิม รัฐบาล เอกชน และทุกภาคส่วน ปรับการทำงานรูปแบบใหม่ๆ และปรับตัวทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ที่สอดรับกับโลกยุคใหม่ เพื่อเพิ่มความสามารถในการคว้าโอกาสต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอขอบคุณทุกท่านที่ได้กรุณาสละเวลาอันมีค่า เข้าร่วมระดมสมองในวันนี้ครับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110641</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซีอีโอ, นายกรัฐมนตรี, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210721/image_big_60f833c79898d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106691</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2021 14:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2021 14:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กองทุน FTA เคาะงบ 21 ล้านบาท ดันศักยภาพเกษตรกรโคเนื้อวากิว เมืองสุรินทร์ ตั้งเป้าผลิตโคขุนเกรดคุณภาพสูง ส่งเสริมตลาด รับมือผลกระทบ TAFTA </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอัญชนา ตราโช&amp;nbsp; รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ (กองทุน FTA) ได้อนุมัติงบประมาณ จำนวน 21.88 ล้านบาท ดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตและการตลาดโคเนื้อสุรินทร์วากิวครบวงจรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้เกษตรกรของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโคขุนสุรินทร์โกเบครบวงจร ตำบลสลักได อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยมีกรมปศุสัตว์ เป็นผู้กำกับดูแล ระยะเวลาดำเนินโครงการ 10 ปี (ตั้งแต่ปี 2564 - 2573) โดยร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคขุนพันธุ์สุรินทร์วากิว ให้เป็นเนื้อโคที่ดีมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งในและต่างประเทศการอนุมัติงบประมาณดังกล่าว เพื่อลดผลกระทบจากการสิ้นสุดมาตรการปกป้องพิเศษ (SSG) ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย &amp;ndash; ออสเตรเลีย (TAFTA) ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 เป็นต้นมา ซึ่งกำหนดให้สินค้าเกษตร ที่นำเข้าจากออสเตรเลียจำนวน 17 รายการ เช่น เนื้อวัวและเครื่องใน เนื้อหมูและเครื่องใน ผลิตภัณฑ์จากเนยและนม เป็นต้น จะไม่มีภาษี ไม่จำกัดปริมาณการนำเข้าอีกต่อไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโคขุนสุรินทร์โกเบครบวงจร ตำบลสลักได อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ นับเป็นกลุ่มวิสาหกิจที่ประกอบอาชีพเลี้ยงโคเนื้อสายพันธุ์วากิว ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ปัจจุบันมีสมาชิก 107 ราย จำนวนโคแม่พันธุ์ 2,079 ตัว แต่ผลผลิตของกลุ่มฯ ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ซึ่งมีความต้องการประมาณเดือนละ 60 ตัว หรือ ปีละ 720 ตัว ขณะที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ ผลิตได้เพียงเดือนละ 18 ตัว หรือปีละ 216 ตัว&amp;nbsp;(คิดเป็นร้อยละ 30 ของตลาดที่มีอยู่) เป้าหมายของโครงการ คือ การผลิตลูกโคเพศผู้สำหรับขุนได้ ไม่น้อยกว่า 240 ตัว/ปี หรือ 2,400 ตัวตลอดทั้งโครงการ ด้วยระบบการบริหารจัดการฟาร์มแบบคอกกลาง (Central Feedlot) มีการจัดอบรมเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรผู้เป็นสมาชิก ทั้งนี้ จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแล และควบคุมโดยกรมปศุสัตว์ ขณะที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จะร่วมยกระดับการบริหารจัดการฟาร์มภายใต้แนวคิดการผลิตแบบคอกกลางที่มีศักยภาพ&amp;nbsp; ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการ 10 ปี เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์โครงการ และจะเป็นเนื้อโคขุนที่มีเกรดคุณภาพไขมันแทรกระดับ 2.5&amp;nbsp; ขึ้นไป จากฟาร์มที่ได้มาตรฐาน GFM / GAP เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดระดับบน ซึ่งเป็นตลาดเนื้อโคขุนคุณภาพ นอกจากนี้ โครงการนี้ ยังได้จัดทำความตกลงด้านการตลาด (MOU) กับบริษัทคู่ค้าไว้แล้ว จำนวน 2 ฉบับ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกรว่า มีตลาดรองรับผลผลิตอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมา สินค้าโคเนื้อ นับเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมจากตลาดภายในประเทศอย่างมาก แต่กลับพบว่าปริมาณการผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะเนื้อโคคุณภาพระดับเกรดไขมันแทรกตั้งแต่ระดับ 2.5 ขึ้นไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น หากประเทศไทยสามารถผลิตเนื้อโคขุนคุณภาพไขมันแทรกได้เอง เช่น โคเนื้อลูกผสมยุโรป&amp;nbsp; ชาโรเร่ส์ แองกัส บราห์มัน หรือโคลูกผสมวากิว ที่เป็นโคสายพันธุ์จากประเทศญี่ปุ่น จะส่งผลให้ไทยสามารถลดการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศได้ ซึ่ง สศก. โดยกองทุน FTA เรามีความมุ่งมั่นและยินดีให้การสนับสนุนเงินทุน ให้คำปรึกษาแก่กลุ่มเกษตรกร สำหรับนำไปพัฒนาศักยภาพ ทั้งในด้านการผลิต การตลาด เพื่อลดผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า ร่วมกันพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตรไทย&amp;rdquo; รองเลขาธิการ สศก. กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106691</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ออสเตรเลีย, Central Feedlot, SSG, กรมปศุสัตว์, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กลุ่มวิสาหกิจชุมชนโคขุนสุรินทร์โกเบ, กองทุน FTA, การค้าเสรีไทย, การบริหารจัดการฟาร์มแบบคอกกลาง, นางอัญชนา ตราโช, ผลิตโคขุนเกรดคุณภาพสูง, มาตรการปกป้องพิเศษ, รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.), รับมือผลกระทบ TAFTA, สภ.เมืองสุรินทร์, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, เกษตรกรโคเนื้อวากิว, เคาะงบ 21 ล้านบาท, เนื้อโค, เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210617/image_big_60cafad3021ac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101949</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/05/2021 11:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/05/2021 11:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>OR เตรียม PTT Station พระราม 2 ให้พร้อมเป็นจุดฉีดวัคซีน COVID-19 นอกโรงพยาบาล รองรับได้ 1,500 คนต่อวัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยว่า ตามที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 รุนแรงขึ้น การกระจายวัคซีนให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึงจึงถือเป็นวาระเร่งด่วนที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างเร่งดำเนินการ OR จึงได้ร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในการจัดหน่วยบริการวัคซีน COVID-19 ให้ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยได้จัดเตรียมพื้นที่ในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station พระราม2 (ขาออก) ให้เป็นหน่วยบริการฉีดวัคซีนนอกโรงพยาบาลสำหรับให้บริการประชาชนทั่วไป สามารถรองรับผู้ใช้บริการได้วันละ 1,500 คน เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนได้รับวัคซีนได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง เป็นไปตามเป้าหมายของกรุงเทพมหานครที่มุ่งให้บริการวัคซีนให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายอย่างน้อยร้อยละ 70 ของประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร อีกทั้งยังเป็นการช่วยลดการแพร่ระบาดจากการเดินทางข้ามพื้นที่ โดยได้จัดเตรียมสถานที่ในพื้นที่เปิดโล่ง อากาศถ่ายเทได้สะดวก และเป็นไปตามแนวทางและหลักการป้องกันการติดเชื้อจัด รวมทั้งเตรียมสนับสนุนอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ และอาสาสมัครสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามขั้นตอนได้อย่างสะดวกราบรื่นที่สุด โดยพร้อมเริ่มให้บริการตามระยะเวลาที่กรุงเทพมหานครกำหนดไปจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2564 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ สถานีบริการน้ำมัน PTT Station พระราม 2 ตั้งอยู่บนถนนพระรามสอง (ขาออก) กม.12 เขตบางขุนเทียน ไม่ไกลจากโรงพยาบาลพระราม 2 มีพื้นที่เพียงพอรองรับการให้บริการฉีดวัคซีน เปิดให้บริการฉีดวัคซีนระหว่างเวลา 8:00 &amp;ndash; 18:00 น. ทุกวันไม่มีวันหยุด สามารถเดินทางได้สะดวก มีขนส่งมวลชนที่ผ่านได้แก่ รถโดยสารประจำทางสาย 140, 68, 105, 141, 76, ปอ.68, 142, 529 และรถสองแถวสาย 8328 (สมุทรสาคร/กานดาพาร์ค) อีกทั้งยังมีที่จอดรถรวมถึงร้านค้าพร้อมให้บริการอย่างครบครัน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1365 Contact Center&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวจิราพร เพิ่มเติมว่า OR ได้พัฒนารูปแบบของสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ด้วยแนวคิด &amp;ldquo;Living Community&amp;quot; พร้อมเป็นศูนย์กลางที่เติมเต็มความอุ่นใจระหว่างทางให้ผู้เดินทางสัญจร รวมไปถึงเติมเต็มคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนและรอยยิ้มให้คนทุกระดับ เพื่อให้ PTT Station เป็นพื้นที่ที่เติมเต็มทุกความสุขให้ทุกคนได้อย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101949</URL_LINK>
                <HASHTAG>Living Community, OR, PTT Station, กรุงเทพมหานคร, จุดฉีดวัคซีน, นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์, บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), พระราม 2, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, หน่วยบริการฉีดวัคซีน, หอการค้าไทย, โควิด -19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210506/image_big_609373046d184.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91648</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2021 15:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2021 15:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หอการค้ายื่น10ข้อวอนคลังดูแลช่วยเหลือเอกชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ก.พ.2564 &amp;nbsp;นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังการนำคณะกรรมการเข้าพบ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อเสนอมุมมองของภาคเอกชนต่อการผลักดันเศรษฐกิจของประทศ ว่า ภาคเอกชนขอขอบคุณกระทรวงการคลังที่ได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ ได้แก่ ขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2563 โดยขยายไปถึง 30 มิถุนายน 2564 การลดอัตราจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรอบปี 2564 ลง 90% และให้จัดเก็บจริงเพียง 10% การสนับสนุนการลดหย่อนภาษีเงินได้สำหรับเอกชนผู้ปลูกป่าเศรษฐกิจ EXIM BANK ขยายระยะเวลาสินเชื่อเพื่อการลงทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยให้บริการถึง วันที่ 30 มิถุนายน 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับข้อเสนอที่หอการค้าไทยได้ร่วมหารือกับกระทรวงการคลัง ประกอบด้วย 1. การเตรียมความพร้อมเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว ภายหลังสถานการณ์ โควิด 19 คลี่คลาย ขอให้สนับสนุนโครงการ Digital Tourism Platform (TAG THAI) เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลด้านการท่องเที่ยว และอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ในรูปแบบ One Stop Services ตลอดจน และขอให้มีการจัดเก็บภาษี OTA ต่างชาติ เพื่อให้เม็ดเงินไหลเวียนภายในประเทศ ซึ่งกระทรวงฯ แจ้งว่ากฎหมายภาษีออนไลน์ ได้ผ่านสภาฯ แล้ว คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ประมาณไตรมาส 4 ของปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. การออกมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการภาคเอกชนเพื่อร่วมดูแลและป้องกันการระบาดโควิด 19 ขอให้ออกมาตรการลดหย่อนภาษีหรือสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจหาเชื้อโควิด 19 (Tax Break Active Testing) สำหรับนายจ้างที่ออกค่าใช้จ่ายให้ลูกจ้าง และสนับสนุนให้มีการฉีดวัคซีนในกลุ่มแรงงานต่างด้าว ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยง โดยออกมาตรการลดหย่อนภาษีหรือสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วนในการฉีดวัคซีน กระทรวงฯ ได้ขอให้หอการค้าไทยได้นำเสนอเรื่องนี้ในที่ประชุม ศบค. ได้พิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.การจัดตั้งกองทุน Asset Warehousing และ กองทุน Real Estate Investment Trust (REIT) โดยขอให้สนับสนุนการจัดตั้งกองทุน Asset Warehousing และ รัฐบาลเป็นเจ้าภาพและจัดตั้งกองทุน REIT เพื่อให้ความช่วยเหลือธุรกิจโรงแรม เรื่องนี้ กระทรวงฯ อยู่ระหว่างการหารือในรายละเอียดร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่าจะมีความชัดเจนในระยะเวลาอันใกล้ (ไม่เกินสัปดาห์นี้ หรือสัปดาห์หน้า)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.การเสริมสร้างขีดความสามารถของธุรกิจค้าปลีก อาทิ ขอให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อให้ SME คู่ค้าซึ่งมีอยู่จำนวนมาก ผ่านแพลตฟอร์มค้าปลีก โดยผู้ค้าปลีกรายใหญ่ร่วมสนับสนุนการพิจารณาคุณสมบัติและติดตามการชำระสินเชื่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.มาตรการด้านภาษีเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ ขอให้เครดิตภาษีหรือผ่อนชำระภาษีได้ภายในระยะเวลา 1 ปี ขอให้มีการบรรเทาภาระภาษี เช่น การปรับลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้สอดคล้องกับอัตราภาษีนิติบุคคล และ คืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มให้เร็วขึ้นเพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน การปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตและภาษีท้องถิ่น การขยายระยะเวลาการจัดเก็บภาษีความหวานระยะที่ 2 สำหรับเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ โดยกระทรวงฯ ขอให้กรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาษี ได้นำข้อเสนอไปดูรายละเอียดต่อไป และขอให้กรมสรรพากรได้ดูเรื่องการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในส่วนของงานอีเว้นท์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.มาตรการช่วยเหลือและกระตุ้นภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยหารือกับกระทรวงฯ ในมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอน และค่าธรรมเนียมการจดจำนอง สำหรับที่อยู่อาศัยไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อหน่วย ขอให้ระบุเพื่อให้มีความชัดเจนในรายละเอียดว่า เฉพาะในส่วนของมูลค่า 3 ล้านบาทแรก ของทุกระดับราคา ทั้งที่อยู่อาศัยใหม่ และบ้านมือสอง และขอให้เร่งประกาศกระทรวงมหาดไทย ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดภาวะชะลอการซื้อขายและโอนกรรมสิทธิ์ อีกทั้ง ขอสนับสนุนให้ยกเลิกการบังคับใช้มาตรการ LTV เป็นการชั่วคราว เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีกำลังซื้อ สามารถซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อการลงทุนได้มากขึ้น ซึ่งกระทรวงฯ รับเรื่องไว้พิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.มาตรการป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง ตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 อาทิ ขอให้มีการจัดหาทุนสนับสนุนดำเนินงานของโครงการข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ให้เพียงพอ รวมทั้ง ผลักดันให้มาตรฐานการเปิดเผยฐานข้อมูลโครงการความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ (Construction Sector Transparency Initiative : CoST) ใช้กับโครงการก่อสร้างทุกประเภท กระทรวงฯยินดีให้การสนับสนุนข้อเสนอของหอการค้าไทย เพื่อประโยชน์ของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8.การเสริมสร้างขีดความสามารถธุรกิจพาณิชยนาวี ขอให้พิจารณาออกมาตรการ การอำนวยความสะดวกในการถ่ายลำ การพิจารณายกเว้นภาษี Input Tax สำหรับการนำเรือ Super Yacht เข้ามาทำการค้าชั่วคราวในน่านน้ำไทย ตลอดจน ขอให้ออกมาตรการทางการเงินเพื่อเสริมสภาพคล่องให้แก่ธุรกิจพาณิชยนาวี อาทิ มาตรการพักชำระหนี้ , มาตรการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ , ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือภาษีนิติบุคคล ที่ใช้สำหรับการซ่อมบำรุงดูแลรักษาเรือ ท่าเทียบเรือ หรือ อู่เรือ นอกจากนี้ ขอให้มีการออกมาตรการเกี่ยวกับการตรวจคัดกรองเชื้อโควิด-19 ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจพาณิชยนาวี หากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมขึ้นแก่ผู้ประกอบการ ขอให้ภาครัฐช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายดังกล่าว เนื่องจากเป็นต้นทุนของผู้ประกอบการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9. แนวทางการพัฒนาด้านการค้าชายแดน ขอให้มีการกำหนดจุด Single Stop Inspection (SSI) และSingle Window Inspection (SWI) ณ ท่าเรืออเนกประสงค์คลองใหญ่ จังหวัดตราด เพื่ออำนวยความสะดวก สำหรับการเดินเรือชายฝั่งจากกัมพูชาและเวียดนาม ในด้านการพัฒนาจุดผ่านแดนถาวร ขอให้เร่งรัดและผลักดันงบประมาณการพัฒนาจุดผ่านแดนถาวรห้วยโก๋น อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน และ จุดผ่านแดนถาวรภูดู่ จ.อุตรดิตถ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10. การเพิ่มช่องทางให้เข้าถึงแหล่งหางานทำ ตามที่ กระทรวงการคลัง นำ Application มาใช้ในการลงทะเบียนรับสิทธิ์ และเป็นช่องทางจ่ายเงินให้ความช่วยเหลือแก่ภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด 19 อาทิ เป๋าตัง ถุงเงิน นั้น ขอเสนอให้ใช้ Application เป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์การรับสมัครงานด้วย โดยเฉพาะการขาดแรงงานเก็บผลไม้ตามฤดูกาลของภาคตะวันออก ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ต้องการมีงานทำหรือต้องการหารายได้เพิ่ม สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลการหางานทำได้ง่ายขึ้น กระทรวงฯ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จะประสานงานกับกระทรวงแรงงานต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลัง ได้รับข้อเสนอของหอการค้าไทย โดยจะให้มีการประสานงานและติดตามความคืบหน้าในเรื่องต่างๆ ของหน่วยงานที่รับผิดชอบ และจะรายงานผลให้ทราบภายใน 1 เดือนหลังจากนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91648</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลินท์ สารสิน, ยื่นข้อเสนอ 10 ข้อ, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210201/image_big_6017b4aca5324.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64363</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/04/2020 08:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/04/2020 08:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตาถก&#039;กก.วัตถุอันตราย&#039;30เม.ย.! หวั่นเลื่อนแบนพาราควอตเอื้อเอกชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 เม.ย. 63 - เพจเฟซบุ๊กเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) โพสต์ข้อความว่า &amp;quot;ในขณะทั่วโลกทยอยแบนพาราควอตแล้ว 59 ประเทศ และอียูประกาศแบนคลอร์ไพริฟอสอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นมา แต่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยกลับกลืนน้ำลายตนเองที่แถลงสนับสนุนการแบน 3 สารพิษเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เสนอให้เลื่อนการแบนพาราควอต และคลอร์ไพริฟอสออกไปเป็นสิ้นปี 2563 แทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จดหมายของนายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ซึ่งทำหนังสือลงวันที่ 20 เมษายน 2563 ถึง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อ้างเหตุผลว่า &amp;quot;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 (COVID-19) ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกับภาคธุรกิจ และระบบเศรษฐกิจของประเทศ และความมั่นคงทางอาหารของโลก (Food Security) เนื่องจาก สารดังกล่าวใช้ในการเพาะปลูกพืชที่เป็นวัตถุดิบ สำหรับการแปรรูปทั้งอาหารคนและอาหารสัตว์ อาทิ ถั่วเหลือง ข้าวสาลีและแป้งข้าวสาลี กาแฟ โกโก้&amp;quot; และ &amp;quot;หากไม่ได้รับการพิจารณาขยายระยะเวลาการบังคับใช้ อาจส่งผลกระทบต่อการนำสินค้าขาเข้าจากต่างประเทศ ที่ต้องมีค่ากำหนดสารตกค้างจากสารเคมีดังกล่าวเป็นศูนย์ (Zero Tolerance) จนทำให้ขาด แคลนวัตถุดิบในการผลิต และเกิดวิกฤตขาดแคลนอาหารทั้งในประเทศ และเพื่อการส่งออก อันจะยิ่งซ้ำเติม ระบบเศรษฐกิจไทยและมีผลต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในช่วงวิกฤตนี้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การอ้างน้ำขุ่นๆ ดังกล่าวขัดแย้งกับจดหมายของนายกลินท์ ที่ยืนยันให้มีการแบนทั้งพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งในครั้งนั้นนายกลินท์ เพียงแต่ขอให้รัฐบาลผ่อนปรนในการอนุญาตให้มีการนำเข้าวัตถุดิบโดยอนุญาตให้มีไกลโฟเซตตกค้างตามมาตรฐานของ CODEX เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้ออ้างเรื่องการแบนพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสแล้วจะส่งผลกระทบต่อการนำเข้าวัตถุดิบของนายกลินท์ฟังไม่ขึ้น เนื่องจากหลายประเทศทั่วโลกแบนพาราควอตมากว่าทศวรรษ และอียูประกาศแบนคลอร์ไพริฟอสตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยไม่มีประเทศใดอ้างปัญหาการตกค้างจนส่งผลกระทบต่อการผลิต/อุตสาหกรรมใดๆเลย แม้กระทั่งจดหมายของสหรัฐเมื่อปลายปีที่แล้ว ที่ส่งมายังนายสุริยะ คัดค้านการแบนไกลโฟเซต แต่ก็ไม่ได้คัดค้านการแบนและอ้างการตกค้างของพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสแต่ประการใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น่าติดตามว่านายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีบทบาทอย่างไร หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้แสดงบทบาทหัวหอกรับลูกข้อเสนอของสหรัฐอเมริกา และบริษัทค้าสารพิษ ดำเนินการให้มีการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย กลับมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ยกเลิกการแบนไกลโฟเซต และเลื่อนการแบนพาราควอต และคลอร์ไพริฟอส ซึ่งเดิมกำหนดให้มีผลในวันที่ 31 ธันวาคม 2562 เป็นวันที่ 1 มิถุนายน 2563 แทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง มีความเป็นไปได้ว่าในการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายในวันที่ 30 เมษายนนี้ คณะกรรมการวัตถุอันตรายอาจพิจารณากดดันให้กรมวิชาการเกษตร ที่มีนางมนัญญา ไทยเศรษฐ์ เป็นผู้กำกับดูแล ผลักดันให้มีการตั้งอนุกรรมการ เพื่อเปิดทางอนุญาตให้มีการนำเข้าสารพิษทั้ง 3 ชนิดได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต เข้ามาในประเทศอีกครั้ง หลังจากนางมนัญญาได้มีคำสั่งยกเลิกการนำเข้ามาตั้งแต่กลางปี 2562 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่โลกกำลังต่อต้านสารพิษที่มีฤทธิ์เฉียบพลันสูงและก่อโรคพาร์กินสันอย่างพาราควอต และสารพิษที่มีผลกระทบทำลายสมองเด็กโดยถาวรอย่างคลอร์ไพริฟอส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตจากไวรัสระบาดซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่คนจำนวนมาก เห็นว่าหลังวิกฤตโควิด-19 ประเทศต้องทบทวนการผลิตพืชอุตสาหกรรมเชิงเดี่ยวที่ใช้สารเคมีร้ายแรง มาเป็นเกษตรกรรมผสมผสาน ลดการใช้สารเคมี และลดต้นทุนการผลิต ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความมั่นคงทางอาหารมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่กลุ่มอุตสาหกรรม บริษัทสารพิษ และนักการเมืองบางคนบางกลุ่ม กำลังสมคบคิดกันยืดเวลาการแบนสารพิษร้ายแรงออกไป ซ้ำเติมปัญหาสุขภาพของประชาชนให้เลวร้ายลงไปอีก หรือไม่ ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โปรดจับตาการประชุม คณะกรรมการวัตถุอันตราย วันที่ 30 เมษายนนี้ !&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64363</URL_LINK>
                <HASHTAG>Thai-PAN, คณะกรรมการวัตถุอันตราย, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สุริยะ, แบนพาราควอต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200427/image_big_5ea6363a934d0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42050</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอกชนยี้ขึ้นค่าแรง400บ. แนะ8แนวทางผ่าทางตัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; เอกชนออกโรงแล้ว! &amp;ldquo;หอการค้าฯ-สภาหอการค้าฯ-ผู้ประกอบการ&amp;rdquo; ยี้นโยบายขึ้นค่าแรง 400 บาท โพลชี้ชัด 94% ไม่เอาด้วย บอกกระทบเชื่อมั่นและแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี ชง 8 ข้อเสนอแนะผ่าทางตัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันศุกร์ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์แรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน แถลงถึงนโยบายค่าแรงของรัฐบาลที่จะปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 400-425 บาทต่อวันทั่วประเทศ &amp;nbsp;ว่าสร้างความสับสนและความกังวลใจต่อทุกภาคส่วนที่มีการจ้างแรงงาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) ภาคเกษตรกรรม ภาคบริการ และภาคการท่องเที่ยว รวมทั้งประชาชนทั่วไปก็ห่วงว่าค่าครองชีพจะสูงขึ้น ต่างมีเสียงสะท้อนแสดงความไม่เห็นด้วย จนมีการตั้งคำถามเรื่องความเหมาะสมและความถูกต้องถึงวิธีการที่ได้มาของการใช้อัตราค่าจ้างตามกระแสข่าว
&amp;ldquo;หากขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเกิน 400 บาทจริงถือเป็นการเพิ่มเงินจากผู้ประกอบการเฉลี่ยต่อเดือนมากกว่า 20,000 ล้านบาท หากเป็นปีกว่า 200,000 ล้านบาท ถือเป็นเงินเข้าระบบไม่น้อย แต่ขณะเดียวกันสร้างภาระต้นทุนต่างๆ มากขึ้น และยังจะกระทบต่อความเชื่อมั่นที่ต่างชาติจะไม่กล้าเข้ามาลงทุนในประเทศไทย&amp;rdquo; นายพจน์กล่าว
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยและสภาหอการค้าฯ ได้สำรวจความคิดเห็นต่อประเด็นการปรับค่าจ้างขั้นต่ำจากสมาชิกทั่วประเทศ ประกอบด้วย หอการค้าจังหวัด 76 จังหวัด, หอการค้าต่างประเทศ 35 ประเทศ, สมาคมการค้า 138 สมาคม, สมาชิกผู้ประกอบการ และผู้ประกอบการทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และภาคการท่องเที่ยว รวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยมีผู้ตอบแบบสอบถาม 1,355 กลุ่ม ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งผลสำรวจยืนยันไปในทิศทางเดียวกัน คือ 93.9% ไม่เห็นด้วยกับนโยบายการปรับค่าจ้างขั้นต่ำในอัตรา 400 บาทต่อวันตามกระแสข่าว&amp;nbsp;
ทั้งนี้ ยังมีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลที่เกี่ยวข้องอัตราค่าจ้าง คือ 1.การปรับขึ้นอัตราค่าจ้าง ควรยึดตามมาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โดยผ่านกลไกการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด และคณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) และคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด ควรมาจากการสรรหาที่แท้จริง และควรเป็นองค์กรอิสระที่สามารถดำเนินการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ และขอให้ทบทวนแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการไตรภาคี
2.การปรับอัตราค่าจ้างโดยไม่ศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ส่งผลต่อการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน ซึ่งปัจจุบันไทยมีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสูงที่สุดในอาเซียน 3.การปรับอัตราค่าจ้างที่สูงเกินกว่าความเป็นจริง เป็นปัจจัยลบส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศไทย ทำให้เกิดความไม่มั่นใจของนักลงทุนไทยและต่างประเทศ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังมีปัญหาจากปัจจัยหลายประการที่มีความผันผวน อาทิ ค่าเงินบาท และสงครามการค้าระหว่างประเทศต่างๆ เป็นต้น
4.การปรับอัตราค่าจ้างที่สูงเกินกว่าความเป็นจริงจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการจ้างงานทั้งระบบ และทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะภาคเกษตร ภาคบริการ ภาคท่องเที่ยว และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งมี 3,046,793 ราย โดยปี 2560 สร้างมูลค่าให้ประเทศ 6.5 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 42.4% ของสัดส่วน GDP ทั้งประเทศ และยังจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มแรงงานเดิม พนักงานรายเดือน กลุ่มพนักงานราชการ และพนักงานของรัฐในตำแหน่งต่างๆ ด้วย 5.การปรับอัตราค่าจ้างที่เกินพื้นฐานสภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจและสังคมจะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจะส่งผลให้ราคาสินค้าสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีผลให้ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้นตาม 6.การปรับค่าจ้างควรพิจารณาจากทักษะฝีมือแรงงานตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน และให้กระทรวงแรงงาน เร่งส่งเสริมการกำหนดอัตราค่าจ้างมาตรฐานฝีมือแรงงานเพิ่มขึ้นให้ครบทุกอุตสาหกรรมที่ปัจจุบันมี 241 สาขา&amp;nbsp;
7.รัฐบาลควรเร่งกำหนดใช้อัตราค่าจ้างแรกเข้าในการประกาศใช้อัตราค่าจ้างครั้งต่อไปแทนอัตราค่าจ้างขั้นต่ำทันที ตามนโยบายเร่งด่วนเรื่องการยกระดับศักยภาพของแรงงาน และควรกำหนดนิยามของอัตราค่าจ้างแรกเข้าที่ชัดเจน ซึ่งหลังจากกำหนดใช้อัตราค่าจ้างแรกเข้าแล้ว กระทรวงแรงงานต้องเร่งจัดทำโครงสร้างกระบอกเงินเดือนมาตรฐานที่สัมพันธ์กับค่าจ้างแรกเข้าของแต่ละจังหวัด เพื่อเป็นแนวทางสำหรับแต่ละภาคส่วนที่ใช้แรงงาน และส่งเสริมให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการทุกระดับสามารถนำไปใช้ปรับค่าจ้างประจำปีให้เหมาะสมกับการจ้างงานได้ และ 8.รัฐบาลควรส่งเสริมการจัดอบรม และมีมาตรการจูงใจให้ผู้ประกอบการและแรงงาน ให้ความสำคัญกับการ UP-Skill Re-Skill และ New-Skill เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะฝีมือให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานเพื่อมุ่งไปสู่การปรับค่าจ้างตามโครงสร้างกระบอกเงินเดือน
&amp;ldquo;หอการค้าไทยและสภาหอการค้าฯ และสมาชิกผู้ประกอบการทุกจังหวัดทั่วประเทศ เห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาลในการยกระดับศักยภาพของแรงงาน รวมทั้งรายได้ของแรงงาน เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ใช้แรงงานทั้งหมด แต่การปรับขึ้นค่าจ้างควรคำนึงถึงทักษะฝีมือแรงงาน สภาพเศรษฐกิจ อัตราค่าครองชีพ ยุทธศาสตร์ของแต่ละจังหวัดเป็นสำคัญ และควรเป็นไปตามมาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศ และการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีด้วยกัน&amp;rdquo; นายธนวรรธน์กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42050</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าครองชีพจะสูงขึ้น, ค่าแรง400บาท, พจน์ อร่ามวัฒนานนท์, ยุทธศาสตร์แรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, หนังสือพิมพ์, แผนยุทธศาสตร์20ปี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190726/image_big_5d3b1d882098f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40549</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2019 20:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2019 20:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>DITP ทุ่ม 36 ล้านหนุนSMEไทยบุกตลาดโลก  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เคาะวงเงินสนับสนุน SMEs ไทยเกือบ 36 ล้านบาท ! มุ่งขยายช่องทางการส่งออก ภายใต้โครงการ SMEs Pro-active หลังผู้ประกอบการกว่า 200 ราย ตบเท้าสมัครเข้าร่วมงานแสดงสินค้าทั่วโลกเกือบ 80 งาน พร้อมบุกตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ-ตลาดหลักในยุโรปและอเมริกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;09 ก.ค. 62 -นางวรรณภรณ์ เกตุทัต รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายในงานประชุมคณะกรรมการโครงการ SMEs Pro-active ครั้งที่ 2/2562 (42) ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย (BOT) และสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (TNSC) ว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการอนุมัติผู้ประกอบการ SMEs ที่ขอรับการสนับสนุนเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ ในช่วงตั้งแต่เดือนสิงหาคม - พฤศจิกายน 2562 รวมทั้งสิ้น 76 งาน ผู้ประกอบการ 196 ราย วงเงินสนับสนุน 35.47 ล้านบาท
&amp;nbsp;
โดยสนับสนุนกิจกรรมในตลาดใหม่ 26.69 ล้านบาท) จำนวน 51 งาน ผู้ประกอบการ 151 ราย และกิจกรรมในตลาดหลัก (8.78 ล้านบาท) จำนวน 25 งาน ผู้ประกอบการ 45 ราย ซึ่งเบ็ดเสร็จสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ในระยะที่ 3 (ปีงบประมาณ 2562-2564) ไปแล้วกว่า 1 พันราย หนึ่งในงานน่าสนใจที่ผู้ประกอบการสมัครในรอบที่ 2/2562 สำหรับงานในตลาดหลัก คืองาน MAISON &amp;amp; OBJET 2019 ประเทศฝรั่งเศส เป็นงานยืนหนึ่งระดับโลกด้านสินค้าไลฟ์สไตล์และของตกแต่งบ้าน ซึ่งมีผู้ซื้อจากทั่วโลกเข้าชมงานกว่า 80,000 คน บริษัทเข้าร่วมงานจาก 72 ประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนงานในตลาดใหม่ เช่น งาน China International Import Expo (CIIE 2019) งาน FHC China 2019 งาน Cosmopack Asia 2019 งาน Canton Fair 2019 ซึ่งมีผู้เข้าชมงานจำนวนมาก 30,000 จนถึงหลักแสนคน ซึ่งจีนถือเป็นตลาดผู้ซื้อขนาดใหญ่ที่สุดของเอเชีย และมีบริษัท exhibitors เข้าร่วมงานแสดงสินค้าอย่างคับคั่ง สำหรับงานเด่นจากฝั่ง ASEAN ก็คือ SIAL Interfood ASEAN 2019 ณ ประเทศอินโดนีเซีย งานแสดงสินค้าด้านอาหารและเครื่องดื่มนานาชาติ ซึ่งมีผู้เข้าชมงานกว่า 70,000 คน โดยเทรนด์อาหารและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพคาดว่าจะได้รับความสนใจเป็นอย่างดีในปีนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยผู้ประกอบการที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ส่วนใหญ่ประกอบธุรกิจในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมและไลฟ์สไตล์และตลาดที่มีผู้ประกอบการขอรับการสนับสนุนสูงสุดคือ เอเชียตะวันออก 37% ซึ่งจีนครองแชมป์ตลาดมีผู้ประกอบการสมัครไปเข้าร่วมงานมากที่สุด ตามมาด้วยยุโรปตะวันตก 30% และอาเซียน 18% อย่างไรก็ตามกระทรวงยังคงมุ่งสนับสนุนผ่านโครงการ SMEs Pro-active เพื่อสานฝัน SMEs ไทยให้สามารถก้าวสู่ตลาดโลกและแข่งขันได้อย่างเข้มแข็งในตลาดและสินค้าที่ผู้ประกอบการต้องการ โดยให้วงเงินสนับสนุนสูงสุด 200,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 ครั้งตลอดระยะ ครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่างๆ อีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40549</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ, กระทรวงพาณิชย์ เ, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, เอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190709/image_big_5d2490b8df4ef.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
