<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116155</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2021 14:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2021 14:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘13 ปีสภาองค์กรชุมชนตำบล’ เปิดประชุมสภาประชาชน นำ 11 ข้อเสนอสู่การแก้ปัญหาเชิงนโยบาย  “โควิด-ที่ดิน-เขตเศรษฐกิจพิเศษ-ความมั่นคงทางอาหาร-รัฐธรรมนูญประชาชน  ฯลฯ”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right: -39.2pt; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;สภาองค์กรชุมชนตำบลถือเป็นประชาธิปไตยทางตรง&amp;nbsp; เพราะข้อเสนอการแก้ไขปัญหาจากประชาชนสามารถเสนอต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; รวมทั้งคณะรัฐมนตรีได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนตำบล พ.ศ.2551 เป็นกฎหมายที่สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นและประเทศ&amp;nbsp; และเป็นการส่งเสริมประชาธิปไตยทางตรง&amp;nbsp; เพราะตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้&amp;nbsp; ผู้แทนของสภาองค์กรชุมชนตำบลสามารถนำปัญหาหรือแนวทางการพัฒนาในตำบลมาประชุม&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปรึกษาหารือ &amp;nbsp;เสนอแนว ทางพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาต่อผู้ว่าราชการจังหวัด&amp;nbsp; องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ที่สำคัญก็คือ&amp;nbsp; มาตรา 32 &amp;nbsp;(3) &amp;nbsp;กำหนดให้ที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล &amp;nbsp;&amp;ldquo;สรุปปัญหาที่ประชาชนในจังหวัดต่างๆ ประสบ และข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการ&amp;rdquo; &amp;nbsp;ซึ่งหมายความว่า &amp;nbsp;ปัญหาของประชาสามารถนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้โดยตรง !!&amp;nbsp; (ดูรายละเอียด พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน ฯ ได้ที่ http://law.m-society.go.th/law2016/law/view/720)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

เปิดประชุมระดับชาติ &amp;lsquo;สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;rsquo;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;เอกนัฐ&amp;nbsp; บุญยัง&amp;nbsp; ประธานคณะกรรมการดำเนินการตามกติกาที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ปัจจุบัน พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 ประกาศใช้ได้ 13 ปี&amp;nbsp; มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศแล้ว 7,795 แห่ง &amp;nbsp;&amp;nbsp;แต่ละปีจะมี &amp;lsquo;การประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;rsquo; ปีละ 1 ครั้ง&amp;nbsp; ในปี 2564&amp;nbsp; จะจัดประชุมในวันที่10 กันยายน&amp;nbsp; โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ร่วมกับเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศจัดขึ้น&amp;nbsp; ผ่านระบบ Zoom Meetings&amp;nbsp; (ตามมาตรการป้องกันโควิด)&amp;nbsp; โดยมีผู้แทนสภาองค์กรชุมชนฯ และภาคีเครือข่ายเข้าร่วมประชุมประมาณ 600 คน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ก่อนการประชุมระดับชาติ&amp;nbsp; มีการจัดสมัชชาเชิงประเด็นตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม - 4 กันยายน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อให้ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศ (5 ภูมิภาค) ได้เสนอประเด็นปัญหาต่างๆ&amp;nbsp; รวมทั้งข้อเสนอแนะ&amp;nbsp; แนวทางการแก้ไข&amp;nbsp; และกลไกในการขับเคลื่อน&amp;nbsp; เพื่อนำมาเสนอในวันประชุมระดับชาติ (วันที่ 10 กันยายน)&amp;nbsp; หลังจากนั้นจะรวบรวมประเด็นปัญหาและแนวทางแก้ไขเสนอผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รักษาการตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้) และเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;สำหรับประเด็นปัญหาและข้อเสนอแนวทางการแก้ไขมี 5 กลุ่ม&amp;nbsp; 11 ประเด็น&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; 1.สถานการณ์โควิด-19 &amp;nbsp;2.การจัดการภัยพิบัติ&amp;nbsp; 3.การทบทวน พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท&amp;nbsp; 4.ปัญหาที่ดินทำกิน&amp;nbsp; ที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; 5.การสร้างความเป็นธรรมให้กลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; 6.ผลกระทบจากเขตเศรษฐกิจพิเศษ (EEC)&amp;nbsp; 7.โมเดลเศรษฐกิจเกื้อกูล&amp;nbsp; 8.ส่งเสริมการจัดทำแผนธุรกิจชุมชน&amp;nbsp; 9.การผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน&amp;nbsp; 10.การคัดค้านร่างกฎหมายควบคุมภาคประชาสังคม &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;11.การสร้างความมั่นคงทางอาหาร&amp;nbsp; ทบทวนความตกลงทางการค้า (CPTPP)&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;โดยมีธีมงานการจัดประชุมในระดับชาติ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; &amp;ldquo;13 ปีสภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; ร่วมส่งเสริมสิทธิพลเมือง &amp;nbsp;กระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่น &amp;nbsp;เพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียมและเป็นธรรม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&amp;ldquo;ที่ดิน-อาหารคือชีวิต&amp;rdquo;&amp;nbsp; 

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;ldquo;13 ปีสภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; ร่วมส่งเสริมสิทธิพลเมือง &amp;nbsp;กระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่น &amp;nbsp;เพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียมและเป็นธรรม&amp;rdquo;&amp;nbsp; นอกจากจะเป็นธีมงานและเป็นเป้าหมายในการขับเคลื่อนเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาแล้ว&amp;nbsp; ยังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศที่สะสมมายาวนาน&amp;nbsp; โดยเฉพาะในภาวะปัจจุบันที่ชุมชนท้องถิ่นและประชาชนถูกจำกัดสิทธิในด้านต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เข้าไม่ถึงที่ดินทำกิน&amp;nbsp; ทรัพยากร&amp;nbsp; การมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ&amp;nbsp; การจัดการปัญหาโควิด-19&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เนื่องจากอำนาจต่างๆ รวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง&amp;nbsp; และผลจากการพัฒนาประเทศยังทำให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมถูกถ่างออกไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;เช่น&amp;nbsp; ที่ดินกระจุกตัวอยู่ในมือของคนส่วนน้อย&amp;nbsp; นักธุรกิจบางตระกูลมีที่ดินในครอบครองทั่วประเทศกว่า 630,000 ไร่&amp;nbsp; แต่ประชาชนที่ยากไร้เข้าไปอยู่อาศัยและทำกินในเขตป่ามานานก่อนการประกาศเขตป่าต่างๆ&amp;nbsp; ไม่มีกรรมสิทธิ์ครอบครอง&amp;nbsp; หนำซ้ำยังถูกจับกุมดำเนินคดีข้อหาบุกรุกไม่ต่ำกว่า 46,000 ราย (ข้อมูล : ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม-P Move)&amp;nbsp; ขณะที่การบุกรุกที่ดินของรัฐโดยนักการเมืองและผู้มีอิทธิพลกลับไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -7.5pt 7.5pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;ชาวกะเหรี่ยงและกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ อยู่อาศัยมาก่อนมีการประกาศเขตป่าของทางราชการ&amp;nbsp; แต่ส่วนใหญ่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและไม่มีสิทธิเหมือนพลเมืองทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;การพัฒนาประเทศที่มุ่งแต่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่&amp;nbsp; ส่งเสริมการส่งออก&amp;nbsp; ทำให้พื้นที่เกษตรกรรมถูกแย่งชิง&amp;nbsp; ผืนไร่&amp;nbsp; ผืนนา&amp;nbsp; ท้องทะเล&amp;nbsp; กำลังจะเปลี่ยนเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ-โรงงานอุตสาหกรรม&amp;nbsp; หนุ่มสาวอพยพเข้าไปขายแรงงานในเมือง&amp;nbsp; เมื่อต้องซมซานกลับชนบทเพราะพิษโควิด-ปิดโรงงาน&amp;nbsp; แต่ไม่มีพื้นที่ให้ทำกิน&amp;nbsp; ไม่มีการจ้างงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;รูปแบบเกษตรกรรมเปลี่ยนเป็นอุตสาหกรรมอาหาร&amp;nbsp; การผลิตอาหารปนเปื้อนสารเคมีเกินค่ามาตรฐาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น การเลี้ยงหมู&amp;nbsp; ไก่&amp;nbsp; ปลา&amp;nbsp; กุ้ง&amp;nbsp; และตกอยู่ในกำมือของบริษัทใหญ่&amp;nbsp; เกษตรกรมีสภาพเหมือนลูกจ้าง&amp;nbsp; ผักและผลไม้มีสารเคมีตกค้าง&amp;nbsp; ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายทั้งผู้ปลูกและผู้บริโภค&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:11.25pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:11.25pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;ความตกลงทางการค้า &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;lsquo;CPTPP&amp;rsquo; (Comprehensive &amp;nbsp;and &amp;nbsp;Progressive &amp;nbsp;Agreement &amp;nbsp;of &amp;nbsp;Trans-Pacific Partnership) หรือ &amp;lsquo;ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก&amp;rsquo; &amp;nbsp;ซึ่งเกษตรกรกังวลว่า&amp;nbsp; หากรัฐบาลไทยทำความตกลงจะเปิดโอกาสให้ต่างชาติที่มีทุนและเทคโนโลยีสูงกว่า&amp;nbsp; สามารถนำพันธุ์พืชพื้นเมืองของไทยไปทำการวิจัยเพื่อสร้างพันธุ์พืชใหม่แล้วจดสิทธิบัตร &amp;nbsp;เกษตรกรไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกได้&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้องซื้อใหม่เท่านั้น &amp;nbsp;ทำให้ต้นทุนการเพาะปลูกสูงขึ้น&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;อุบล&amp;nbsp; อยู่หว้า &amp;nbsp;เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; วิกฤตจากภัยพิบัติในอนาคตที่จะเกิดขึ้น&amp;nbsp; รวมถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ครั้งนี้&amp;nbsp; จากการประมวลปัญหาสรุปได้ว่า&amp;nbsp; 1.คนจนจะเข้าไม่ถึงแหล่งอาหาร&amp;nbsp; 2.เกิดการกักตุนอาหาร&amp;nbsp; 3.หนี้สินจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด &amp;nbsp;4.อาชญากรรม&amp;nbsp; การปล้น-ลักทรัพย์เพิ่มขึ้น (แม้แต่หัวมันสำปะหลังในไร่ยังโดนขโมย)&amp;nbsp; 5.การสูญเสียที่ดินทรัพย์สิน&amp;nbsp; &amp;nbsp;6.ต่างชาติเข้ายึดครองกิจการ (โรงแรมปิดตัว-ทุนจีนซื้อราคาถูก)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;ldquo;ที่ดินคือต้นทางความมั่นคงทางอาหาร&amp;nbsp; แต่จากข้อมูลพบว่า&amp;nbsp; เกษตรกรทั่วประเทศจำนวน 49 % ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง&amp;nbsp; และต้องเช่าที่ดินทำกิน,&amp;nbsp; 80 % &amp;nbsp;มีที่ดินทำกินไม่เกิน 20 ไร่&amp;nbsp; และมีเกษตรกรเพียง 26 % ที่เข้าถึงระบบชลประทาน&amp;nbsp; ทำให้กระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ&amp;rdquo;&amp;nbsp; อุบลยกตัวอย่างประเด็นปัญหาที่ดินที่จะส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

ข้อเสนอจากสภาองค์กรชุมชนสู่ทำเนียบ

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;จากประเด็นปัญหา 11 ด้านที่นำเข้าสู่การประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลในครั้งนี้&amp;nbsp; มีข้อเสนอและแนวทางการแก้ไขจากพี่น้องประชาชนทั่วประเทศที่ประสบปัญหาต่างๆ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่สำคัญเชิงโครงสร้าง&amp;nbsp; เช่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;การรับมือโควิด-19 &amp;nbsp;อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; มีส่วนร่วม &amp;nbsp;มีข้อเสนอ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; 1.รัฐบาลควรประกาศให้โรคระบาดโควิด - 19 เป็นโรคระบาดในมนุษย์ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550&amp;nbsp; เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถจัดการปัญหาได้อย่างรวดเร็ว&amp;nbsp; มีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; 2.หน่วยงานภาครัฐต้องสนับสนุนการขับเคลื่อนงานการแก้ไขปัญหาสถานการณ์โควิดให้ภาคประชาชน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;งบประมาณ &amp;nbsp;บุคลากร &amp;nbsp;องค์ความรู้&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.รัฐบาลต้องสนับสนุนการแก้ไขปัญหาคุณภาพชีวิตผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด &amp;nbsp;ทั้งระยะสั้น &amp;nbsp;และระยะยาว &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;สร้างความมั่นคงทางอาหาร &amp;nbsp;พัฒนาอาชีพ &amp;nbsp;ให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ในระยะ 2 ปี &amp;nbsp;การจ้างงานผู้ที่ได้รับผลกระทบ &amp;nbsp;ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน-ที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; มีข้อเสนอ&amp;nbsp; เช่น 1.การแก้ไขหรือเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่รับรองสิทธิชุมชน&amp;nbsp; แก้เนื้อหาการละเมิดสิทธิชุมชน&amp;nbsp; การกระจายอำนาจการจัดการทรัพยากรให้ชุมชนท้องถิ่น&amp;nbsp; 2.แก้ไขประกอบ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562&amp;nbsp; พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 &amp;nbsp;พ.ร.บ.ป่าชุมชน พ.ศ.2562&amp;nbsp; และ พ.ร.บ.ที่จำกัดและกระทบต่อการจัดการที่ดินโดยชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;การทบทวนเขตเศรษฐกิจพิเศษ&amp;nbsp; มีข้อเสนอ เช่น&amp;nbsp; 1.แก้ไข พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561 &amp;nbsp;2.ยกเลิกการแก้ไขแผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน และแผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก&amp;nbsp; โดยให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการออกแบบผังเมือง&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;การสร้างความมั่นคงทางอาหาร&amp;nbsp; มีข้อเสนอ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; 1.ต้องทำให้ความมั่นคงทางอาหารเป็นวาระแห่งชาติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.รัฐบาลต้องมีแผนสร้างความมั่นคงทางอาหาร&amp;nbsp; สำรองอาหาร&amp;nbsp; ตั้งแต่ระดับชุมชน&amp;nbsp; ตำบล&amp;nbsp; จังหวัด&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มีธนาคารข้าว&amp;nbsp; มีอาหารสำรองให้สัตว์เลี้ยง&amp;nbsp; 3.ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ เร่งออกกฎหมายควบคุมการใช้สารเคมี&amp;nbsp; 4.รัฐบาลต้องไม่ทำข้อตกลงทางการค้าที่เสียเปรียบที่จะส่งผลกระทบต่อการผลิตอาหาร (ความตกลง CPTPP) 5.นำที่ดินสาธารณะ&amp;nbsp; ที่ว่างเปล่า&amp;nbsp; ที่ดินทหารที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์&amp;nbsp;&amp;nbsp; มาเป็นแหล่งผลิตอาหาร&amp;nbsp; สร้างงาน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -7.5pt 7.5pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;ชาวชุมชนบ้านมั่นคงสวนพลู&amp;nbsp; กรุงเทพฯ ปลูกผักลดรายจ่าย&amp;nbsp; เป็นแหล่งอาหารสำรองช่วงโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;นี่คือตัวอย่างข้อเสนอจากภาคประชาชน&amp;nbsp; ซึ่งเป็นข้อเสนอที่สร้างสรรค์&amp;nbsp; เล็งถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม&amp;nbsp; เป็นหนทางสู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน&amp;nbsp; และยังมีประเด็นปัญหาและข้อเสนออีกหลายด้าน (ผู้ที่สนใจสามารถติดตามผลการประชุมได้ทาง facebook /สภาองค์กรชุมชน และ facebook / codi.or.th)&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ส่วนเส้นทางข้อเสนอจากที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลสู่ทำเนียบนั้น&amp;nbsp; คณะกรรมการดำเนินงานของสภาองค์กรชุมชนจะรวบรวมประเด็นปัญหาและแนวทางการแก้ไขนำเสนอต่อนายจุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะ รมว.รักษาการตาม พ.รบ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551&amp;nbsp; เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป&amp;nbsp; ตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนฯ พ.ศ.2551 มาตรา 32 (3) กำหนดให้ที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล &amp;nbsp;&amp;ldquo;สรุปปัญหาที่ประชาชนในจังหวัดต่างๆ ประสบ&amp;nbsp; &amp;nbsp;และข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการ&amp;rdquo; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -7.5pt 7.5pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;นายจุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;nbsp; รมว.พม. ร่วมงานประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลปี 2563 ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

ก้าวต่อไปเพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรม !!

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;แม้ว่าข้อเสนอจากภาคประชาชนจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีได้ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว&amp;nbsp; แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; ข้อเสนอจากที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง&amp;nbsp; หลายประเด็นปัญหาถูกส่งต่อไปยังกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; บางประเด็นมีความคืบหน้า&amp;nbsp; แต่ส่วนใหญ่ยังติดอยู่ที่กลไกและระเบียบของทางราชการ&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;การจัดการปัญหาที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ&amp;nbsp; การแก้ไขปัญหาประมงพื้นบ้านและทะเลชายฝั่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อเสนอการทบทวนนิคมอุตสาหกรรมจะนะ&amp;nbsp; จ.สงขลา&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ฉะนั้นปัญหาต่างๆ จึงวนเวียนอยู่ที่เดิม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -7.5pt 7.5pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;การประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลเมื่อปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ดังนั้นการประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลปีนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนและภาคีเครือข่ายที่เข้าประชุมจึงมีข้อเสนอร่วมกัน&amp;nbsp; โดยเสนอให้มีการ &amp;ldquo;จัดตั้งกลไก 5 ฝ่าย&amp;rdquo; &amp;nbsp;ประกอบด้วย 1. ฝ่ายการเมือง (รัฐบาล) 2.กระทรวงที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp;3.ผู้บริหารสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ &amp;nbsp;4.ผู้แทนสภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; &amp;nbsp;และ 5.ผู้แทนประเด็นปัญหา &amp;nbsp;ในรูปแบบ &amp;ldquo;คณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนข้อเสนอตามมติที่ประชุมระดับชาติสภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;rdquo; &amp;nbsp;โดยกำหนดบาทบาทหน้าที่เพื่อให้กลไกดังกล่าวมีการขับเคลื่อนและติดตามข้อเสนอต่างๆ&amp;nbsp; ให้บรรลุผล &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;นอกจากนี้จะมีการเชิญชวนภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สถาบันการศึกษา&amp;nbsp;&amp;nbsp; นักวิชาการ&amp;nbsp; องค์กรต่างๆ&amp;nbsp; ภาคประชาสังคม&amp;nbsp; สื่อมวลชน&amp;nbsp; ประชาชน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เข้ามามีส่วนร่วม&amp;nbsp; เพื่อผลักดันปัญหาเหล่านี้ให้เป็นประเด็นสาธารณะ&amp;nbsp; ให้สังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน&amp;nbsp; เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ&amp;nbsp; สร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ดังหมุดหมายการประชุมสภาฯ ปีนี้ที่ตอกย้ำว่า &amp;ldquo;13 ปีสภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; ร่วมส่งเสริมสิทธิพลเมือง &amp;nbsp;กระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่น &amp;nbsp;เพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียมและเป็นธรรม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116155</URL_LINK>
                <HASHTAG>13 ปีสภาองค์กรชุมชนตำบล, ชุมชนท้องถิ่น, ที่ดิน, พอช, สภาองค์กรชุมชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210909/image_big_6139b356b8156.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55690</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/01/2020 14:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/01/2020 13:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภาองค์กรชุมชนตำบลจับมือ ‘สภาลมหายใจ’ แก้ไขปัญหาฝุ่นควันคลุมเชียงใหม่  เผยยอดตายพุ่ง เสนอทางออก ‘เพาะเห็ดป่า-ถ่านไบโอชาร์-จานใบไม้-ปุ๋ย’ ลดการเผา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวบ้านและจิตอาสาช่วยกันทำแนวป้องกันไฟป่า&amp;nbsp; เพื่อป้องกันไฟป่าลุกลาม ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาฝุ่นควัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เชียงใหม่/ สภาองค์กรชุมชนตำบล จ.เชียงใหม่จับมือ &amp;lsquo;สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;rsquo; แก้ปัญหาฝุ่นควันคลุมเมือง&amp;nbsp; ชี้รากเหง้าปัญหามาจากการพัฒนาประเทศสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่&amp;nbsp; ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง&amp;nbsp; เผยตัวเลขผู้เสียชีวิตจากฝุ่นควันในภาคเหนือพุ่งพรวดจาก 93 รายในปี 2560&amp;nbsp; เป็น 225 รายในปี 2562&amp;nbsp; โดยใช้พื้นที่ที่จัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลขับเคลื่อนนำร่อง 32 ตำบลและขยายเป็น 210 ตำบลครอบคลุมทั้งจังหวัด&amp;nbsp; ด้าน ม.แม่โจ้จัดอบรมชาวบ้านเพาะเห็ดป่าแก้ปัญหาเผาป่าเพื่อเก็บเห็ด&amp;nbsp; นำเศษซากพืชมาใช้ประโยชน์&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทำถ่านชีวภาพ&amp;nbsp; ทำปุ๋ย&amp;nbsp; ผลิตจานจากใบไม้&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ลดการเผา&amp;nbsp; ลดฝุ่นควัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากปัญหาฝุ่นควันในจังหวัดเชียงใหม่ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมานานนับสิบปี&amp;nbsp; และรุนแรงมากขึ้นในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; จนทำให้จังหวัดเชียงใหม่ติดอันดับ 1 ของโลกที่มีปัญหาฝุ่นควันมากที่สุด&amp;nbsp; ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน&amp;nbsp; ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ&amp;nbsp; การท่องเที่ยว&amp;nbsp; ฯลฯ &amp;nbsp;ทำให้ชาวเชียงใหม่กลุ่มหนึ่ง&amp;nbsp; ประกอบด้วย&amp;nbsp; นักวิชาการ&amp;nbsp; แพทย์&amp;nbsp; ผู้ที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ชาวบ้าน&amp;nbsp; ศิลปิน&amp;nbsp; ภาครัฐ&amp;nbsp; สถาบันการศึกษา&amp;nbsp; หอการค้า ภาคเอกชน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ร่วมกันจัดตั้งกลุ่ม &amp;lsquo;สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;rsquo; ขึ้นมา&amp;nbsp; ในเดือนกันยายน&amp;nbsp; 2562 &amp;nbsp;เพื่อรณรงค์และร่วมมือกับทุกภาคส่วนหาทางแก้ไขปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชี้รากเหง้าปัญหาฝุ่นควันมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจ-ยอดตายพุ่ง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัชวาลย์&amp;nbsp; ทองดีเลิศ&amp;nbsp; ผู้ริเริ่มก่อตั้งสภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; รากเหง้าของปัญหาฝุ่นควัน&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; การพัฒนาประเทศสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ &amp;nbsp;มีการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีสาเหตุหลัก 5 ประการ&amp;nbsp; คือ &amp;nbsp;1.การจัดการทรัพยากรของรัฐมีปัญหา &amp;nbsp;ไม่สามารถจัดการทรัพยากรให้ยั่งยืนได้ &amp;nbsp;ทำให้พื้นที่สีเขียวลดลงตลอดเวลา&amp;nbsp; 2.การเข้ามาของการปลูกพืชเชิงเดี่ยว &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ไร่ข้าวโพด&amp;nbsp; ซึ่งส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวแล้วใช้การเผาไร่เพื่อปลูกใหม่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฝุ่นควันจากไฟป่า-ภาพจากกลุ่มพารามอเตอร์ จ.เชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ระบบนิเวศป่าไม้เสียสมดุล &amp;nbsp;ป่าที่เชียงใหม่มีลักษณะเป็นป่าผลัดใบและป่าดิบชื้น &amp;nbsp;โดยทั่วไปในเขตป่าผลัดใบ&amp;nbsp; ต้นไม้จะมีการทิ้งใบจากต้นและเกิดการไหม้เองตามธรรมชาติจนลามไปถึงอีกเขต &amp;nbsp;และถูกความชื้นของป่าเขตนั้นหยุดยั้งไฟโดยอัตโนมัติ&amp;nbsp; แต่ภาวะโลกร้อนในปัจจุบันทำให้กระบวนการนี้แปรปรวน &amp;nbsp;ความชื้นจากเขตป่าดิบชื้นไม่สามารถหยุดยั้งการลามของไฟป่าได้ &amp;nbsp;ทำให้ชาวบ้านต้องชิงเผาเพื่อควบคุมไฟป่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ฝุ่นควันจากยานพาหนะ &amp;nbsp;การเผาขยะ &amp;nbsp;การเปิดแอร์ &amp;nbsp;ควันไฟจากการทำครัว&amp;nbsp; การปิ้งย่าง&amp;nbsp; ฝุ่นควันจากโรงงาน&amp;nbsp; และ 5.ฝุ่นควันจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีการเผาเศษพืชไร่&amp;nbsp; ประกอบกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกที่ร้อนขึ้น &amp;nbsp;รวมถึงมีภาวะการกดอากาศสูงจากประเทศจีนเข้ามาปกคลุมเมืองเชียงใหม่ &amp;nbsp;ซึ่งสภาพภูมิศาสตร์เป็นแอ่งกระทะ&amp;nbsp; จึงทำให้ฝุ่นควันเกิดการสะสม&amp;nbsp; เกิดปัญหาต่างๆ ติดตามมา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ข้อมูลจาก&amp;nbsp; นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ &amp;nbsp;ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ &amp;nbsp;กล่าวว่า จากการเก็บข้อมูลทางวิชาการพบว่า ในปี 2552 &amp;nbsp;มีตัวเลขผู้เสียชีวิตทั่วประเทศจากฝุ่นมรณะ&amp;nbsp; จำนวน 38,410 คน &amp;nbsp;สูงเป็น 4 เท่าของการเกิดอุบัติเหตุ &amp;nbsp;และทำให้ประชากรมีอายุสั้นลง 0.98 ปี &amp;nbsp;ในขณะที่ภาคเหนือปี 2560 &amp;nbsp;มีผู้เสียชีวิต 93 ศพ &amp;nbsp;ปี 2561 เสียชีวิต 107 ศพ &amp;nbsp;และปี 2562 &amp;nbsp;เสียชีวิต 225 คน &amp;nbsp;เป็นตัวเลขที่ก้าวกระโดด&amp;nbsp; หรือเพิ่มขึ้น 60% จากโรคหัวใจ ระบบทางเดินหายใจ และติดเชื้อ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตระหนักและคิดให้ออกว่าจะแก้ไขปัญหาฝุ่นมรณะที่ทำให้คนเสียชีวิตจริงๆ นี้อย่างไร &amp;nbsp;โดยไม่คำนึงเพียงผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและจิตวิทยาเท่านั้น&amp;rdquo;&amp;nbsp; นพ.ชายชาญกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้นับแต่ก่อตั้ง &amp;lsquo;สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;rsquo; ในเดือนกันยายน 2562 &amp;nbsp;สภาฯ ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดกิจกรรมรณรงค์สร้างการรับรู้ปัญหาให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; ล่าสุดมีการจัดกิจกรรม &amp;lsquo;มหกรรมรวมพลังเชียงใหม่ลมหายใจเดียวกัน&amp;rsquo; เมื่อวันที่&amp;nbsp; 19 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; มีกิจกรรมรณรงค์ลดการใช้ยานยนต์หันมาปั่นจักรยาน&amp;nbsp; กิจกรรมระดมทุนสู้ฝุ่นควัน&amp;nbsp; เวทีเสวนาวิชาการ&amp;nbsp; การ&amp;nbsp; ซุ้มกิจกรรมให้ความรู้&amp;nbsp; ลดการใช้พลาสติก&amp;nbsp; ผลิตภัณฑ์จากใบไม้&amp;nbsp; การทำถ่าน ไบโอชาร์&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาองค์กรชุมชนตำบลเชียงใหม่ 210 ตำบลจับมือสภาลมหายใจฯ แก้ปัญหาฝุ่นควัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาองค์กรชุมชนตำบลจัดตั้งขึ้นตาม&amp;nbsp; &amp;lsquo;พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551&amp;rsquo;&amp;nbsp; เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนและประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ  รวมทั้งส่งเสริมให้องค์กรชุมชนในตำบลเกิดความเข้มแข็ง&amp;nbsp; สมาชิกองค์กรชุมชน &amp;nbsp;และประชาชนทั่วไปในตำบลสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน &amp;nbsp;โดยการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลขึ้นมาในแต่ละตำบล &amp;nbsp;เพื่อเป็นเวทีในการปรึกษาหารือ &amp;nbsp;เวทีในการวางแผนพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ ในชุมชนท้องถิ่น &amp;nbsp;และสามารถนำเสนอข้อมูลเพื่อให้หน่วยงานรัฐ &amp;nbsp;ทั้งในระดับจังหวัด &amp;nbsp;รวมถึงคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการได้&amp;nbsp; ปัจจุบันมีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศแล้ว 7,778 &amp;nbsp;สภาฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลในจังหวัดเชียงใหม่เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอุดม&amp;nbsp; อินทรจันทร์&amp;nbsp; รองประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ในจังหวัดเชียงใหม่มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลแล้ว&amp;nbsp; 210 ตำบลใน 25 อำเภอ&amp;nbsp; เมื่อมีการจัดตั้งสภาลมหายใจเชียงใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบลจึงเข้าร่วมด้วย&amp;nbsp; เนื่องจากสภาองค์กรชุมชนฯ เป็นองค์กรของชาวบ้านในพื้นที่อยู่แล้ว&amp;nbsp; และเป็นการดำเนินการตามภารกิจของสภาองค์กรชุมชนฯ ตามมาตรา 21 ที่ระบุว่า&amp;nbsp; ให้สภาองค์กรชุมชนตำบลมีภารกิจต่างๆ เช่น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(2) ส่งเสริมและสนับสนุนให้สมาชิกองค์กรชุมชนร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานของรัฐในการจัดการ &amp;nbsp;การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนและประเทศชาติอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(3) เผยแพร่และให้ความรู้ความเข้าใจแก่สมาชิกองค์กรชุมชน รวมตลอดทั้งการร่วมมือกันในการคุ้มครองคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(4) เสนอแนะปัญหาและแนวทางแก้ไขและการพัฒนาต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น &amp;nbsp;เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาในการจัดทำแผนพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;(6) จัดให้มีเวทีการปรึกษาหารือกันของประชาชนเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการให้ความคิดเห็นต่อการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่มีผลหรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติ &amp;nbsp;สุขภาพอนามัย &amp;nbsp;คุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชน ทั้งนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นผู้ดำเนินการหรือเป็นผู้อนุญาตให้ภาคเอกชนดำเนินการต้องนำความเห็นดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาด้วย&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในช่วงปลายปี 2562 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; สภาลมหายใจเชียงใหม่ร่วมกับสภาองค์กรชุมชนตำบลขับเคลื่อนเรื่องการแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน&amp;nbsp; โดยการลงพื้นที่ในตำบลที่มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนฯ มีพื้นที่นำร่อง 32 ตำบลใน 25 อำเภอ &amp;nbsp;เพื่อหาข้อมูลหาสาเหตุปัญหาฝุ่นควันที่เกิดขึ้นว่าเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและอาชีพของชาวบ้านอย่างไร&amp;nbsp; รวมทั้งให้ชาวบ้านเสนอความเห็นว่าหากจะแก้ไขปัญหาฝุ่นควันควรจะมีวิธีใดที่เหมาะสมแก่ชุมชนนั้นๆ&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายอุดมกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอุดมยกตัวอย่างว่า&amp;nbsp; บางตำบลปัญหาฝุ่นควันเกิดจากการเผาซังข้าวโพด&amp;nbsp; เผาเศษฟางในนาข้าวก่อนทำนารอบใหม่การตัดแต่งกิ่งลำไยแล้วนำมาเผา&amp;nbsp; การ &amp;lsquo;ชิงเผาป่า&amp;rsquo; เพื่อเป็นแนวป้องกันไม่ให้ไฟป่ารุกลาม&amp;nbsp; รวมทั้งการเผาใบไม้-กิ่งไม้ในสนามกอล์ฟ&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้บางตำบลชาวบ้านจะเผาป่าในช่วงหน้าแล้งก่อนฝนตก&amp;nbsp; โดยมีความเชื่อว่าการเผาป่าจะทำให้ผักหวาน&amp;nbsp; และเห็ดต่างๆ&amp;nbsp; โดยเฉพาะเห็ดถอบออกเยอะ&amp;nbsp; ราคาขายกิโลกรัมละ 300-400&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp; บางครอบครัวมีรายได้เฉพาะช่วงเห็ดถอบออก (พฤษภาคม-มิถุนายน) ประมาณ 100,000 บาท&amp;nbsp; ทำให้มีการเผาเศษซากพืชและเผาป่าหมุนเวียนตลอดทั้งปี&amp;nbsp; แต่ปัญหาฝุ่นควันในเชียงใหม่จะรุนแรงในช่วงเดือนธันวาคม-มีนาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เสนอทางออก &amp;lsquo;เพาะเห็ดป่า-ถ่านไบโอชาร์-จานใบไม้-ปุ๋ย&amp;rsquo; ลดการเผา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อมูลปัญหาที่พบ&amp;nbsp; สภาลมหายใจเชียงใหม่ร่วมกับสภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดเชียงใหม่และภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยแม่โจ้&amp;nbsp; นำข้อมูลที่ได้มาศึกษาเพื่อเสนอเป็นทางออกให้แก่ชาวบ้านและชุมชน&amp;nbsp; โดยศูนย์วิจัยเห็ดป่า&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยแม่โจ้&amp;nbsp; จัดอบรมการเพาะเชื้อเห็ดป่า&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เห็ดฮ้า (เห็ดตับเต่า) ให้แก่ชาวบ้านแม่กำปอง&amp;nbsp; อำเภอแม่ออน&amp;nbsp; เมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; โดยมีชาวบ้านเข้าร่วมอบรมประมาณ 50 คน&amp;nbsp; และมีแผนอบรมการเพาะเห็ดป่า&amp;nbsp; เห็ดถอบ&amp;nbsp; ในพื้นที่ที่มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลใน 5 อำเภอในช่วงต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การอบรมเพาะเชื้อเห็ดฮ้าที่บ้านแม่กำปอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การฝึกอบรมการทำถ่านไบโอชาร์ (Biochar) หรือถ่านชีวมวลจากใบไม้ &amp;nbsp;กิ่งไม้ &amp;nbsp;หญ้า &amp;nbsp;ฟางข้าว &amp;nbsp;เหง้ามันสําปะหลัง &amp;nbsp;ซังและต้นข้าวโพด &amp;nbsp;โดยสำนักงานพลังงานจังหวัด&amp;nbsp; เพื่อนำถ่านไบโอชาร์มาใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงดิน &amp;nbsp;ช่วยเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตร &amp;nbsp;ลดระยะเวลาการปลูก &amp;nbsp;ใช้เป็นวัสดุเพาะต้นกล้า ช่วยทำให้พืชเติบโตได้ดี &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ไบโอชาร์เปลือกกาแฟใช้เพาะต้นกล้วย ไบโอชาร์แกลบใช้เพาะผัก &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยใช้เพียงดินปลูกผสมไบโอชาร์ตามสูตรแม่โจ้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;สามารถใช้ปลูกผักสลัด &amp;nbsp;ผักสวนครัว &amp;nbsp;โดยที่ไม่ต้องเติมปุ๋ยเพิ่มเติม &amp;nbsp;และช่วยป้องกันแมลงศัตรูพืช&amp;nbsp;&amp;nbsp; ช่วยลดต้นทุนการผลิต&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่งเสริมการทำวนเกษตร&amp;nbsp; ปลูกพืชยืนต้น&amp;nbsp; หรือพืชหลายชนิดแทนพืชเชิงเดี่ยว&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กาแฟ&amp;nbsp; ไผ่&amp;nbsp; ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน&amp;nbsp; นำฟางข้าว&amp;nbsp; กิ่งลำไยมาบดย่อยทำปุ๋ยอินทรีย์&amp;nbsp; การทำแปลงสาธิตเปรียบเทียบการชิงเผา-ไม่เผาเพื่อเป็นแนวป้องกันไฟป่าฯลฯ&amp;nbsp; นอกจากนี้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยังคิดค้นนวัตกรรมจากเศษซากวัสดุทางการเกษตร&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; นำใบไม้นำมาทำจานใส่อาหาร ทดแทนการใช้พลาสติก&amp;nbsp; และลดการเผาใบไม้&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เศษกิ่งไม้ใบไม้นำมาย่อยทำปุ๋ยอินทรีย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเสนอจากสภาลมหายใจ-สภาองค์กรชุมชนฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอุดม&amp;nbsp; อินทรจันทร์&amp;nbsp; รองประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; จากการดำเนินการอย่างต่อเนื่องของสภาลมหายใจเชียงใหม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; และภาคีเครือข่ายในช่วงที่ผ่านมา&amp;nbsp; ทำให้มีข้อมูลปัญหาและข้อเสนอทางออกที่มาจากพื้นที่&amp;nbsp; โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลจำนวน&amp;nbsp; 32 ตำบล (จากทั้งหมด 210 ตำบลใน 25 อำเภอในจังหวัดเชียงใหม่) และได้นำข้อมูลมานำเสนอเป็นนโยบายสาธารณะต่อหน่วยงานระดับจังหวัด&amp;nbsp; รวมทั้งมีการเชื่อมประสานความร่วมมือกับประชาชนในเขตเมืองเพื่อจัดการปัญหาฝุ่นควันร่วมกัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ขอให้มีการสนับสนุนงบประมาณตำบลที่มีพื้นที่ติดป่าเพื่อเพิ่มมาตรการป้องกัน &amp;nbsp;ตั้งแต่การทำแนวกันไฟ&amp;nbsp; ชิงเผา&amp;nbsp; การลาดตระเวน&amp;nbsp; การดับไฟ&amp;nbsp; 2.ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้งบกลางในการสนับสนุนชุมชนป้องกันฝุ่นควัน&amp;nbsp; 3.ให้มีกองทุนเพื่อดูแลนักผจญไฟป่า&amp;nbsp; เมื่อได้รับอุบัติเหตุหรือเสียชีวิต&amp;nbsp; 4.การทำแปลงสาธิตเปรียบเทียบระหว่างแปลงจัดการไฟป่าโดยใช้ไฟ-ไม่ใช้ไฟ&amp;nbsp; 5.ให้องค์กรปกครองท้องถิ่นสร้างห้องปลอดฝุ่นที่ศูนย์เด็กเล็ก&amp;nbsp; ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ&amp;nbsp; 6.อบรมให้ความรู้เรื่องฝุ่นควัน&amp;nbsp; การป้องกัน&amp;nbsp; การทำห้องปลอดฝุ่นควัน&amp;nbsp; 7.ให้มีการสื่อสารเตือนภัยฝุ่นควัน&amp;nbsp; คุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ล่าสุดนี้&amp;nbsp; ทางจังหวัดเชียงใหม่ได้อนุมัติงบประมาณสนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นควันในจังหวัดเชียงใหม่แล้ว&amp;nbsp; จำนวนประมาณ 1,800,000 บาท&amp;nbsp; โดยทางเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลจะนำไปขับเคลื่อนในตำบลต่างๆ&amp;nbsp; เพิ่มเติมจากพื้นที่สภาองค์กรชุมชนตำบลนำร่อง 32 ตำบล&amp;nbsp; ขยายเป็น&amp;nbsp; 210 ตำบลต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; รองประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; กล่าวในตอนท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55690</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฝุ่นควัน, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช., สภาลมหายใจเชียงใหม่, สภาองค์กรชุมชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200128/image_big_5e2fd322b9b13.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41732</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2019 18:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2019 17:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พอช. ระดมทำแผนปฏิบัติงาน 3 ปี  ยึดกรอบแผนยุทธศาสตร์ชาติ ใช้สภาองค์กรฯ เป็นเครื่องมือเชื่อมโยงสู่ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;พอช. : &amp;nbsp;พอช.ร่วมกับผู้แทนชุมชนทั่วประเทศจัดทำแผนปฏิบัติงาน&amp;nbsp; 3 ปี (พ.ศ.2563-2565)&amp;nbsp; ยึดกรอบแผนยุทธศาสตร์ชาติ&amp;nbsp; 20 ปี&amp;nbsp; โดยมียุทธศาสตร์ &amp;lsquo;ใช้องค์กรชุมชนเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนงานพัฒนา&amp;nbsp; และใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง&amp;rdquo;&amp;nbsp; เน้นงานหลัก 4 ด้าน&amp;nbsp; คือ สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; เศรษฐกิจชุมชน&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; และการพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ด้านที่ปรึกษาสำนักงบประมาณแนะ&amp;nbsp; ปีงบฯ 2563 จะมีการกระจายงบประมาณลงสู่พื้นที่เป็นหลัก ซึ่งขบวนองค์กรชุมชนและชุมชนสามารถทำแผนชุมชนเชื่อมโยงแผนจังหวัด &amp;nbsp;เพื่อขอสนับสนุนงบประมาณได้โดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ระหว่างวันที่ 21 &amp;ndash; 23 กรกฎาคม 2562 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) จัดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการการจัดทำแผนปฏิบัติการระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2563 - 2565) และแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 &amp;nbsp;เพื่อทบทวนและนำเสนอแผนการพัฒนาและสนับสนุนชุมชนสู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง &amp;nbsp;มีผู้แทนชุมชนที่ทำงานเรื่องที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; สวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; เศรษฐกิจฐานราก&amp;nbsp; และสภาองค์กรชุมชนจากทั่วประเทศ&amp;nbsp; รวมทั้งเจ้าหน้าที่และผู้บริหาร พอช. เข้าร่วมประมาณ 150 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นโยบายชาติกับการขับเคลื่อนงาน พอช. ในทิศทางการใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายไมตรี&amp;nbsp; อินทุสุต ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ &amp;nbsp;กล่าวถึงนโยบายที่เกี่ยวข้องต่อการขับเคลื่อนการดำเนินงานของ พอช. &amp;nbsp;เพื่อวางกรอบแนวทางการทำงานในระดับพื้นที่อย่างรอบด้าน ประกอบด้วย 1. นโยบายรัฐบาล ได้แก่ 1.1 &amp;nbsp;ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 &amp;ndash; 2580) ซึ่งยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับ พอช. ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 4 ว่าด้วยการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม โดยเฉพาะประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 4 การเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนท้องถิ่นในการพัฒนา&amp;nbsp; การพึ่งตนเองและการจัดการตนเอง &amp;nbsp;ซึ่งในการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์จังหวัดของขบวนชุมชนนั้น จะต้องมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและการดำเนินงานในระดับพื้นที่ รวมทั้งการประสานภาคีให้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนแผนงาน งบประมาณ &amp;nbsp;และการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายไมตรี&amp;nbsp; อินทุสุต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;1.2 แผนแม่บทภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ &amp;nbsp;มีความสอดคล้องกับการทำงานของ พอช. จำนวน&amp;nbsp; 3 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นที่ 15 &amp;nbsp;พลังทางสังคม&amp;nbsp; ประเด็นที่ 16 เศรษฐกิจฐานราก&amp;nbsp; ประเด็นที่ 17 ความเสมอภาคและหลักประกันทางสังคม &amp;nbsp;1.3 &amp;nbsp;แผนการปฏิรูปประเทศ&amp;nbsp; มีความสอดคล้องในประเด็นที่ 9 ด้านสังคม &amp;nbsp;โดยเฉพาะระบบการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็ง (Social Empowerment) เช่น &amp;nbsp;สิทธิ/บทบาทชุมชน การจัดการทรัพยากร/ทุนชุมชน เศรษฐกิจชุมชน และสวัสดิการชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;2. ยุทธศาสตร์การดำเนินงานของ พอช. ระยะ 4 ปี (พ.ศ. 2560 - 2564) โดยมียุทธศาสตร์ คือ &amp;lsquo;องค์กรชุมชนเป็นแกนหลัก พื้นที่เป็นตัวตั้ง&amp;rsquo; หรือเรียกง่ายๆ ว่า &amp;ldquo;ตำบลใช่เลย&amp;rdquo; ภายใต้ประเด็นยุทธศาสตร์ 4 ประเด็น ซึ่งวางแนวทางในการสนับสนุนการทำงานขององค์กรชุมชน การประสานภาคีความร่วมมือ ตามบริบทพื้นที่ในระดับจังหวัดและตำบล &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;3. แผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 &amp;ndash; 2579) &amp;nbsp;มีวิสัยทัศน์ &amp;ldquo;คนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัยถ้วนทั่ว&amp;rdquo; ภายใต้ 5 ประเด็นยุทธศาสตร์ ซึ่งการทำงานในพื้นที่เพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยจะต้องบูรณการหน่วยงานในระดับจังหวัดเพื่อสนับสนุนการทำงานให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ในการขับเคลื่อนงานพัฒนานั้นจะต้องทำ &amp;lsquo;3 ร&amp;rsquo; คือ &amp;lsquo;ราษฎร ราชการ รัฐบาล&amp;rsquo; &amp;nbsp;ทำฐานรากให้เข้มแข็งสุดแรงเกิด &amp;nbsp;สอดรับกับการสนับสนุน 3 ร &amp;nbsp;อย่างพึ่งตนเอง &amp;nbsp;มีฐานทุน&amp;nbsp; ความเข้มแข็ง และสิ่งที่ขอเน้นย้ำให้ดำเนินการคือ การทำข้อมูลพื้นที่ &amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นทุนในพื้นที่ คน ทรัพยากร กลุ่ม องค์กร และมีการวิเคราะห์ฐานทุนของตนเอง&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายไมตรีกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ทิศทางการจัดทำงบประมาณประจำปีตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นางสาวอลิสา&amp;nbsp; ปิ่นประเสริฐ ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ&amp;nbsp; กล่าวถึงทิศทางการจัดทำงบประมาณประจำปีตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติว่า &amp;nbsp;วิธีการงบประมาณรูปแบบใหม่ &amp;nbsp;เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน &amp;nbsp;โดยเน้นสนับสนุนงบประมาณลงสู่พื้นที่ &amp;nbsp;และให้ความสำคัญกับผลสัมฤทธิ์หรือประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการได้รับงบประมาณ&amp;nbsp; ฉะนั้นการจัดทำแผนของหน่วยงานจะต้องมีความชัดเจน &amp;nbsp;มีเป้าหมาย &amp;nbsp;ตัวชี้วัด &amp;nbsp;และผลลัพธ์ที่สะท้อนให้ถึงประโยชน์ที่จะได้รับมากน้อยเพียงใด &amp;nbsp;โดยหน่วยงานจะต้องดำเนินการทบทวนภารกิจของหน่วยงานให้คงเหลือเฉพาะที่สอดคล้องกับเป้าหมายยุทธศาสตร์ระดับชาติโดยตรง (Redeploy) และมีการจัดลำดับความสำคัญ (Prioritize) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นางสาวอลิสา&amp;nbsp; ปิ่นประเสริฐ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้จะต้องทบทวนภารกิจสำคัญของหน่วยงานที่ดำเนินการตามกฎหมายหรือที่ได้รับมอบหมาย &amp;nbsp;มีลักษณะเป็นงานประจำ &amp;nbsp;ทบทวนค่าใช้จ่ายของแต่ละภารกิจที่สามารถประหยัดได้ &amp;nbsp;มีการบูรณาการ และการใช้ทรัพยากรร่วมกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงพิจารณาความสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561- 2580&amp;nbsp; พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 และ พ.ร.ฏ.วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี (ฉบับที่ 2)&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;การจัดทำงบประมาณสามารถดำเนินการได้ในลักษณะบูรณาการ ทั้งในมิตินโยบาย โดยกำหนดหน่วยงานเจ้าภาพ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอบเขตภารกิจ เป้าหมาย ตัวชี้วัด แนวทางการดำเนินงาน หน่วยงาน มีการกำหนดระยะเวลา และงบประมาณ ตลอดจนมีการติดตามประเมินผลสัมฤทธิ์เน้นการจัดทำเป็น Project Base และมิติพื้นที่&amp;nbsp; คือ มีการบูรณาการภารกิจระหว่างส่วนราชการกับจังหวัด /กลุ่มจังหวัด&amp;nbsp; สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ โดยใช้แผนพัฒนาจังหวัด / กลุ่มจังหวัดเป็นกรอบในการพิจารณา มีหลักเกณฑ์การกระจายงบประมาณอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม&amp;nbsp; ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 กำหนดให้มีการติดตามประเมินผลก่อนการดำเนินงาน ระหว่างดำเนินงาน และหลังดำเนินงาน&amp;nbsp; ดังนั้นหน่วยงานจะต้องมีการรายงานต่อสำนักงบประมาณอย่างสม่ำเสมอ&amp;rdquo; ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นางสาวอลิสากล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จะมีการกระจายงบประมาณลงสู่พื้นที่เป็นหลัก ซึ่งขบวนองค์กรชุมชนและชุมชนสามารถที่จะทำแผนชุมชนเชื่อมโยงแผนของจังหวัด เพื่อเป็นการขอสนับสนุนงบประมาณได้โดยตรง &amp;nbsp;อีกทั้งปัจจุบันสำนักงบประมาณให้ความตระหนักถึงการพัฒนาประเทศจากพื้นที่เป็นหลัก &amp;nbsp;โดยกระจายสำนักงานทั่วประเทศ 18 เขต ซึ่งหากมีปัญหาข้อติดขัดหรือมีเรื่องหารือสามารถประสานรับการปรึกษาได้กับสำนักงานเขตต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;วางแผนปฏิบัติงาน 4 ด้าน เป้าหมายชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;การจัดประชุมจัดทำแผนปฏิบัติการครั้งนี้มีการแบ่งกลุ่มตามประเด็นงานและพื้นที่การขับเคลื่อนงานโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง &amp;nbsp;เพื่อวางแนวทางและแผนปฏิบัติการระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2563 - 2565) จากการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมระหว่างขบวนองค์กรชุมชนและผู้ปฏิบัติงาน พอช. มีการนำเสนอทิศทางข้างหน้าการพัฒนาขบวนองค์กรชุมชนและการออกแบบบทบาทของ พอช. ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;1.สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีวิสัยทัศน์ &amp;ldquo;สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งอย่างยั่งยืน&amp;rdquo;&amp;nbsp; มีแนวทางการทำงาน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; 1. การพัฒนาพื้นที่ใหม่ๆ รวมถึงการพัฒนาคนในพื้นที่ &amp;nbsp;2. การใช้พื้นที่ระดับตำบลเป็นพื้นที่เชื่อมโยงงานทุกประเด็น เกิดการบูรณาการ &amp;nbsp;และจังหวัดเป็นผู้สนับสนุนแนวทางการขับเคลื่อนในระดับตำบล &amp;nbsp;&amp;nbsp;3. สร้างสถาบันการเรียนรู้งานสภาองค์กรชุมชนของภาคประชาชนในทุกภาค เป็นการยกระดับการพัฒนาผู้นำ และสร้างการรับรู้และเข้าใจในการขับเคลื่อนงานสภา &amp;nbsp;ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ส่วนเป้าหมายและวิธีการทำงานระยะ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปี (พ.ศ.2563-2565) มี 4&amp;nbsp; ยุทธศาสตร์ 21 แผนงาน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยุทธศาสตร์ที่ 1 การสนับสนุนให้องค์กรชุมชนขับเคลื่อนงานในทุกมิติ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; พัฒนาระบบการออมและสร้างรายได้&amp;nbsp; โดยการปลูกต้นไม้เศรษฐกิจ&amp;nbsp; การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและจัดทำแผนธุรกิจชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; การพัฒนาที่อยู่อาศัยทุกมิติ&amp;nbsp; การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ยุทธศาสตร์ที่ 2 สร้างความเข้มแข็งของสภาองค์กรชุมชนและองค์กรชุมชน เช่น&amp;nbsp; สนับสนุนการจัดทำแผนพัฒนาตำบล/ชุมชน&amp;nbsp; การพัฒนาศักยภาพผู้นำเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยฐานราก &amp;nbsp;&amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp; ยุทธศาสตร์ที่&amp;nbsp; 3. สร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีเพื่อการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็ง &amp;nbsp;&amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; รณรงค์นโยบายสาธารณะประจำปี(ในทุกระดับ)&amp;nbsp; พัฒนาความเข้มแข็งองค์กรชุมชนและสภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยุทธศาสตร์ที่&amp;nbsp; 4. การพัฒนาระบบข้อมูล &amp;nbsp;การสื่อสาร และการจัดการความรู้&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เผยแพร่ &amp;nbsp;ประชาสัมพันธ์ &amp;nbsp;การใช้สื่อ Online เพื่อเผยแพร่งานของสภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;2.เศรษฐกิจฐานราก&amp;nbsp; แนวทาง &amp;nbsp;ภายใน 3 ปีข้างหน้าอยากเห็น 3,500 ตำบลทั่วประเทศที่มีการยกระดับ เศรษฐกิจฐานรากที่ทำอยู่แล้วให้มากขึ้น &amp;nbsp;คือ 1. ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจฐานรากเป็นระบบ ทั้งผู้ผลิต, แปรรูป, ตลาด, ผู้บริโภค&amp;nbsp; 2. จากเก่งเดี่ยวที่เหลือไม่รอด &amp;nbsp;ปรับเป็นระบบกลุ่มให้เข้มข้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3. เป็นผู้ประกอบการ &amp;nbsp;รู้ทุกข์ &amp;nbsp;รู้ทุน&amp;nbsp; และ&amp;nbsp; 4. ต่อยอดฐานความร่วมมือที่มี &amp;nbsp;เช่น พาณิชย์, หอการค้า, เกษตร ,SME&amp;nbsp; และใช้นวัตกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ส่วนเป้าหมายและวิธีการทำงานระยะ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปี&amp;nbsp; คือ 1. ฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจและทุนชุมชนเดิมให้มีศักยภาพในการขับเคลื่อน ระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างมีทิศทาง (การผลิต, การแปรรูป, การตลาด) เพื่อเกื้อกูล แบ่งปัน อย่างมีส่วนร่วม&amp;nbsp; 2. ขยายพื้นที่ใหม่สู่การพัฒนาระบบเศรษฐกิจฐานราก&amp;nbsp; 3. วิเคราะห์ศักยภาพและพัฒนาฐานข้อมูลพื้นที่, องค์กรชุมชน เพื่อวางแผนในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของพื้นที่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;4. ส่งเสริมการจัดทำแผนพัฒนาระบบเศรษฐกิจฐานรากระดับตำบล อำเภอ จังหวัด กลุ่มจังหวัด&amp;nbsp;&amp;nbsp; 5. การเชื่อมโยงและบูรณาการแผนเศรษฐกิจและทุนชุมชนในระดับตำบล อำเภอ จังหวัด กลุ่มจังหวัด&amp;nbsp; 6. สนับสนุนและส่งเสริมศูนย์บ่มเพาะเศรษฐกิจและทุนชุมชน&amp;nbsp; และ 7. พัฒนาคนเพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ให้เป็นผู้ประกอบการทางสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;3.สวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; แนวทาง&amp;nbsp; การสร้างความเข้มแข็ง 6,000 กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลทั่วประเทศในระยะเวลา 3 ปี &amp;nbsp;มีการพัฒนาคุณภาพของกองทุนสวัสดิการชุมชนให้เป็นกลไกในการจัดระบบสวัสดิการชุมชนของประชาชนในพื้นที่ตำบล/เมือง/เทศบาล&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนเป้าหมายและวิธีการทำงานระยะ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปี&amp;nbsp; คือ 1. เสิรมสร้างบทบาทและความสามารถกองทุนระดับตำบล &amp;nbsp;พัฒนาศักยภาพแกนนำกองทุนสวัสดิการ&amp;nbsp; จัดตั้งคลีนิคการเรียนรู้กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบล&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2. พัฒนาศักยภาพเครือข่ายทุกระดับ &amp;nbsp;ส่งเสริมความร่วมมือภาคีทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชน ธุรกิจ สถาบันการศึกษา ประชาสังคม&amp;nbsp; เพื่อสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชน &amp;nbsp;มีการเชื่อมโยง &amp;nbsp;ยกระดับแผนพัฒนาสวัสดิการชุมชนสู่แผนยุทธศาสตร์จังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;3.พัฒนาความมั่นคงทางการเงินของกองทุนสวัสดิการชุมชน &amp;nbsp;รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณ เพื่อพัฒนาและสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชน โดยประชาชนร่วมสมทบ &amp;nbsp;4. พัฒนาระบบและชุดความรู้ &amp;nbsp;พัฒนาระบบข้อมูลกลางของกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เชื่อมโยงกับระบบสวัสดิการของรัฐ งานวิจัยเพื่อพัฒนาระบบคุณภาพกองทุนสวัสดิการชุมชน ผลิตสื่อเพื่อการเผยแพร่ รณรงค์ การจัดสวัสดิการที่มีประชาชนมีส่วนร่วม&amp;nbsp; และ 5. พัฒนานโยบายให้เป็นระบบสวัสดิการสังคมของประเทศ&amp;nbsp; ปรับปรุง กฎ ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้องให้เชื่อมต่อการพัฒนาคุณภาพสวัสดิการชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;4.การพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; แนวทาง&amp;nbsp; ทำทั้งเมืองและชนบท&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเป้าหมายและวิธีการทำงานระยะ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปี&amp;nbsp; คือ 1. การทำทั้งเมือง/ชนบท &amp;nbsp;2. บูรณการทุกภาคส่วน (เจ้าหน้าที่ทุกส่วน/หน่วย ขบวนองค์กรชุมชน หน่วยงานภาคี) 3. สำรวจข้อมูลทุกมิติเพื่อเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนงานที่อยู่อาศัยทุกบ้านและคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; 4. สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกเป็นพื้นที่กลางในการขับเคลื่อนงานทั้งเมือง/ตำบล&amp;nbsp; 5. เครือข่ายเป็นกลไกในการพัฒนา/ฟื้นฟูเพื่อสร้างความเข้มแข็งของขบวนองค์กรชุมชน &amp;nbsp;มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์/ต่อยอดการพัฒนาทุกมิติ/เชื่อมโยงเครือข่ายด้วยประเพณีวัฒนธรรม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;6. พื้นที่เมือง/ตำบล เกิดการพัฒนาคน/กลไก/องค์กร/โครงการ/กองทุน &amp;nbsp;7. คณะทำงานที่อยู่อาศัยจังหวัดเป็นกลไกในการผลักดันเรื่องที่ดิน ที่อยู่อาศัย โครงสร้างพื้นฐาน และงบประมาณ&amp;nbsp; 8. การจัดองค์ความรู้จากพื้นที่ปฏิบัติการจริงสู่การขยายผลอย่างจริงจังและกว้างขวาง (ทำทั้งเมือง บ้านมั่นคงชนบท การจัดการที่ดิน)&amp;nbsp; 9. พัฒนาศักยภาพคนทำงานทุกด้าน ให้เป็นนักจัดกระบวนการ &amp;nbsp;เกิดการเชื่อมโยงแผนกับหน่วยงาน และ 10. พัฒนาคุณภาพองค์กร/สหกรณ์/กองทุน &amp;nbsp;&amp;nbsp;เน้นการส่งเสริมการออมและสร้างทุนชุมชนและเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ &amp;nbsp;ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ &amp;nbsp;กล่าวว่า &amp;nbsp;ภารกิจงานของ พอช. ต้องช่วยกันให้เกิดการดำเนินงานที่มีความรวดเร็ว &amp;nbsp;โดยในปี 2563 &amp;nbsp;พอช. มี&amp;nbsp; 7 แผนงาน &amp;nbsp;&amp;nbsp;แผนงานหลัก&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น การพัฒนาที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;&amp;nbsp;และสวัสดิการชุมชน &amp;nbsp;และแผนงานที่สำคัญอีกเรื่องคือ &amp;nbsp;การเริ่มทำงบประมาณเชิงพื้นที่ &amp;nbsp;โดยใช้พื้นที่ตำบลและพื้นที่จังหวัดเป็นหลัก&amp;nbsp; &amp;nbsp;เริ่มนำร่อง 100 ตำบลในปี 2563 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;คนในพื้นที่ต้องวางแผนและนำไปสู่การจัดทำแผนยุทธศาสตร์ และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานท้องที่ท้องถิ่นภายใต้ชุมชนเข้มแข็ง ในการเสนองบประมาณนั้น นอกจากที่เราจะเสนอท้องที่&amp;nbsp; ท้องถิ่น &amp;nbsp;ภาค จังหวัด เราควรเปิดรับการประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน โดยการที่เราจะเสนอหรือหาแนวร่วมภาคเอกชนบ้าง เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนได้โดยทุกวิธี จัดองค์กรเชิงประสานงาน ให้เกิดการทำแผนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นสภาองค์กรชุมชน &amp;nbsp;สวัสดิการชุมชน &amp;nbsp;บ้านมั่นคง &amp;nbsp;ทำให้การขับเคลื่อนงานหรือแผนยุทธศาสตร์ในพื้นที่จะประสบผลสำเร็จ &amp;nbsp;และจะทำให้ พอช. ก้าวกระโดดไปข้างหน้า เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการก้าวต่อไป&amp;rdquo; นายสมชาติระบุในตอนท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ผลการจัดทำแผนปฏิบัติการระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2563 - 2565) และแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ในครั้งนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะนำเสนอต่อคณะกรรมการสถาบันฯ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้&amp;nbsp; และจะนำไปสู่การปฏิบัติและขับเคลื่อนงานทั่วประเทศตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41732</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผอ.พอช., สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), สภาองค์กรชุมชน, แผนปฏิบัติงาน 3 ปี, ไมตรี  อินทุสุต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190723/image_big_5d36e31de3447.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41607</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2019 15:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2019 15:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภาองค์กรชุมชนฯ ยื่นข้อเสนอ 10 ด้านให้ 4 กระทรวงแก้ไขปัญหา เน้นกระจายอำนาจ-แก้ไขปัญหาทรัพยากร-ลดความเหลื่อมล้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนฯ ยื่นข้อเสนอและแนวทางการแก้ไขปัญหาต่อนายสนธิรัตน์&amp;nbsp; สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นิด้า/ สภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติรวบรวมข้อเสนอจากเวทีสภาฯ และเครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศ&amp;nbsp; ยื่นข้อเสนอต่อ 4 กระทรวงที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; เกษตร-การพัฒนาสังคม-ทรัพยากร-พลังงาน แก้ไขปัญหา 10 ด้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ&amp;nbsp; ป่าไม้&amp;nbsp; ที่ดิน&amp;nbsp; แหล่งน้ำ&amp;nbsp; กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น&amp;nbsp; เสนอเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง&amp;nbsp; ปัญหาประมง&amp;nbsp; แก้ไขปัญหายางพาราทั้งระบบ&amp;nbsp; หาตลาดยางใหม่นอกจากจีน&amp;nbsp; และแก้ไขผลกระทบจากโครงการรัฐขนาดใหญ่&amp;nbsp; ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ระหว่างวันที่ 21-22 กรกฎาคม&amp;nbsp; ที่ห้องประชุมสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) เขตบางกะปิ&amp;nbsp; กรุงเทพฯ ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศและภาคีที่เกี่ยวข้องประมาณ 140 คน&amp;nbsp; ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสรุปและรวบรวมปัญหาต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ&amp;nbsp; สังคม&amp;nbsp; คุณภาพชีวิต&amp;nbsp; และสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ที่ประชาชนในจังหวัดต่างๆ ประสบ&amp;nbsp; และข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 &amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายชูชาติ&amp;nbsp; ผิวสว่าง&amp;nbsp; ประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติ&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; การจัดประชุมครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการประชุมสภาองค์กรชุมชนระดับตำบลระดับชาติ พ.ศ. 2561 (จัดเมื่อ 30-31 มกราคม 2562) เพื่อรวบรวมปัญหาจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบในด้านต่างๆ ผ่านการประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศ&amp;nbsp; หลังจากนั้นจึงได้มีการสังเคราะห์ปัญหา&amp;nbsp; จัดหมวดหมู่ปัญหา&amp;nbsp; และพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายของสภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; รวมทั้งข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;นายชูชาติ&amp;nbsp; ผิวสว่าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายชูชาติกล่าวว่า&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบลเกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนและประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ  รวมทั้งส่งเสริมให้องค์กรชุมชนในตำบลเกิดความเข้มแข็ง&amp;nbsp; สมาชิกองค์กรชุมชนและประชาชนทั่วไปในตำบลสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน &amp;nbsp;โดยการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลขึ้นมาในแต่ละตำบล &amp;nbsp;ซึ่งขณะนี้จัดตั้งขึ้นแล้วประมาณ 7,300 สภาฯ ทั่วประเทศ&amp;nbsp; เพื่อเป็นเวทีในการปรึกษาหารือ &amp;nbsp;เวทีในการวางแผนพัฒนาและแก้ไขปัญหาในชุมชนท้องถิ่น &amp;nbsp;และสามารถนำเสนอข้อมูลเพื่อให้หน่วยงานรัฐ ทั้งในระดับจังหวัด &amp;nbsp;รวมถึงคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการได้ โดยจะมีการประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ถือเป็น &amp;lsquo;สภาของประชาชน&amp;rsquo; อย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนฯ มาตรา 32 (2) กำหนดให้สภาองค์กรชุมชน ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคมและกฎหมาย รวมทั้งการจัดทำบริการสาธารณะของหน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผลต่อพื้นที่มากกว่าหนึ่งจังหวัด&amp;nbsp; ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; และ(3) สรุปปัญหาที่ประชาชนในจังหวัดต่าง ๆ ประสบ และข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;การประชุมสภาองค์กรชุมชนที่นิด้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้สภาองค์กรชุมชนได้จัดเวทีสาธารณะเพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะและแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ จากเครือข่ายประชาชน และภาคประชาสังคมทั่วประเทศ &amp;nbsp;เช่น ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-MOVE)&amp;nbsp; คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp; โดยมีประเด็นสำคัญในการเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ 10 ด้าน&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในวันนี้ (22 กรกฎาคม) ตัวแทนสภาองค์กรชุมชนได้เข้ายื่นข้อเสนอและแนวทางการแก้ไขปัญหาต่อรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ คือ&amp;nbsp; กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; และกระทรวงพลังงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;1.นโยบายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ &amp;nbsp;/ 1.1 นโยบายที่ดิน &amp;nbsp;มีข้อเสนอ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม &amp;nbsp;มาตรการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อป้องกันไม่ให้ที่ดินที่เหมาะสมกับการทำเกษตรถูกใช้ไปดำเนินการผิดประเภท, ยกเลิก พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) เพราะไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิต สิทธิชุมชน และการจัดการทรัพยากรที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน, ผลักดันให้มี พ.ร.บ.สิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร (ในรูปแบบโฉนดชุมชน), การคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรกรรมของเกษตรกรรายย่อย, ออกกฎหมายจำกัดการถือครองที่ดินเพื่อป้องกันที่ดินกระจุกตัวกับกลุ่มนายทุน, ปรับปรุงประมวลกฎหมายที่ดินเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ออกมิชอบ (มาตรา 61) และที่ดินทิ้งร้างว่างเปล่า (มาตรา 6) กระจายที่ดิน 1 ล้านไร่ให้ชุมชนไร้ที่ดิน 10 ล้านคน, คืนสัมปทานที่ดินต่างชาติ/นายทุนให้คนจนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;1.2 นโยบายป่าไม้&amp;nbsp; มีข้อเสนอ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ยุติ / ยกเลิกนโยบายและกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน, ยกเลิกนโยบายทวงคืนผืนป่าและแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้, การบุกรุกที่ดินของรัฐและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน &amp;nbsp;เพราะการดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวทำให้มีการละเมิด/คุกคามชีวิต/ทรัพย์สินและส่งผลกระทบกับชุมชนที่อยู่อาศัยและทำกินในที่ดินป่าทั่วประเทศ, ยุติการนำนโยบาย มติ และระเบียบของ คทช. มาบังคับใช้กับชุมชนที่มีรูปแบบการจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน เนื่องจากไม่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่, ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 30 มิถุนายน 2541&amp;nbsp; รวมทั้งมติอื่นที่เป็นอุปสรรคในการบริหารจัดการที่ดินโดยชุมชน อาทิ มติคณะรัฐมนตรีในการจัดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ, ยกเลิกพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 พระราชบัญญัติเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ.2562 &amp;nbsp;เนื่องจากร่างกฎหมายทั้งสามฉบับมีเนื้อหาที่ลิดรอนและละเมิดสิทธิชุมชนในเขตป่า, ยกเลิกเขตเศรษฐกิจพิเศษในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกที่ประกาศทับซ้อนพื้นที่เกษตรกรรมชั้นดีและพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;1.3 แก้ไข ปรับปรุงกฎหมาย&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;&amp;nbsp;ยกเลิกพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2561, ผลักดันพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอัตราก้าวหน้า พ.ศ. ......., พระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรม พ.ศ. 2558 เกี่ยวกับกลไกและกระบวนการเข้าถึงกองทุนยุติธรรมของผู้ยากจนหรือผู้ด้อยโอกาสทางสังคม, พระราชบัญญัติประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ให้มีการปรับปรุงกลไกมาตรการและกระบวนการอนุญาตและลดข้อจำกัดการจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน (อาทิ มาตรา 9 และ มาตรา 12), พระราชบัญญัติป่าชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ต้องทบทวนเรื่องหลักการ พ.ร.บ.ป่าชุมชน เปลี่ยนจากการควบคุมเป็นส่งเสริมให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการป่าไม้ &amp;nbsp;ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;2. การกระจายอำนาจ&amp;nbsp; มีข้อเสนอ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่นโดยกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น และสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; เพื่อลดการรวมศูนย์ของรัฐส่วนกลางที่มีการผูกขาดทางอำนาจและระบบเศรษฐกิจ ให้เกิดการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยมีข้อเสนอการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง &amp;nbsp;&amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; ให้ยกเลิกการปกครองส่วนภูมิภาค (ผู้ว่าราชการจังหวัด,อำเภอ และกำนัน,ผู้ใหญ่บ้าน) ซึ่งเป็นตัวแทนอำนาจของส่วนกลางและขึ้นตรงต่อสายการบังคับบัญชาของรัฐส่วนกลาง ไม่มีอิสระในการบริหารงานและงบประมาณ ให้มีเพียงการปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต.,เทศบาล,อบจ., กทม.,เมืองพัทยา,..) และให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ โดยตรงจากประชาชน เพื่อความเป็นอิสระในการบริหารงานและงบประมาณ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;3. นโยบายสังคมสูงวัย&amp;nbsp; มีข้อเสนอ&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;ให้รัฐบาลร่วมมือกับสภาองค์กรชุมชน ส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาระบบรองรับสังคมสูงวัย&amp;nbsp; และการเตรียมความพร้อมทั้ง 4 มิติ (เศรษฐกิจ สังคม สภาพแวดล้อม สุขภาพ), ให้ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ (ศพอส.) ภายใต้กรมกิจการผู้สูงอายุ สนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายการดำเนินงานด้านผู้สูงอายุในชุมชนให้เข้มแข็ง, ให้กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น &amp;nbsp;กระทรวงมหาดไทย&amp;nbsp; แก้ไขระเบียบการจ่ายเงิน การสมทบ ให้สามารถดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตและการจัดสวัสดิการประชากรในพื้นที่ได้, ขอให้รัฐบาลส่งเสริมการออมในรูปแบบการออมต้นไม้เพื่อสวัสดิการบำเหน็จบำนาญ&amp;nbsp; โดยให้สภาองค์กรชุมชนเป็นหลักในการดำเนินงานร่วมกับภาคีที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;4.นโยบายเศรษฐกิจชุมชน&amp;nbsp; มีข้อเสนอ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ให้รัฐบาลสนับสนุนการดำเนินงานและงบประมาณกับสภาองค์กรชุมชนตำบลกว่า 7,000 สภาฯ ให้จัดทำแผนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก &amp;nbsp;หรือแผนธุรกิจชุมชน &amp;nbsp;กับกลุ่มองค์กรวิสาหกิจชุมชน &amp;nbsp;ตั้งแต่กระบวนการผลิต การแปรรูป และการตลาด ที่สอดคล้องกับภูมินิเวศและวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่น, ให้รัฐบาลสนับสนุนและส่งเสริมสภาองค์กรชุมชนตำบลในการปลูกไม้เศรษฐกิจชุมชน &amp;nbsp;เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชน และเพิ่มพื้นที่สีเขียว&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;5. นโยบายภัยพิบัติ &amp;nbsp;มีข้อเสนอ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ส่งเสริมระบบการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน &amp;nbsp;เพื่อลดความเสี่ยงของประชาชนในการเตรียมความพร้อมก่อนเกิดเหตุ การช่วยเหลือระหว่างเกิดเหตุและการฟื้นฟูเยียวยาหลังเกิดเหตุ โดยเสริมความรู้ความสามารถร่วมกันทุกภาคส่วนในการจัดการภัยพิบัติ เสริมศักยภาพอาสาสมัครจัดการภัยพิบัติ การจัดทำแผนเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติโดยชุมชน การสนับสนุนเครื่องมืออุปกรณ์ตามแผนรับมือภัยพิบัติไปที่ชุมชนโดยตรง, จัดตั้งกองทุนและคณะกรรมการบริหารกองทุนจัดการภัยพิบัติระดับท้องถิ่น, ปรับปรุงกลไกคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (กปภ.ช.), ปรับปรุงกฎหมาย &amp;nbsp;โดยการแก้ไขพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 เพื่อให้เอื้อในการจัดการภัยพิบัติของประเทศไทย &amp;nbsp;ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;6. นโยบายภัยการบริหารจัดการน้ำ&amp;nbsp; มีข้อเสนอ&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;รัฐบาลควรทบทวนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชน&amp;nbsp; ให้ดําเนินการให้มีความเป็นธรรม โปร่งใส &amp;nbsp;และมีส่วนร่วมของประชาชน &amp;nbsp;โดยกําหนดให้โครงการขนาดใหญ่ต้องมีการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพแบบมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย&amp;nbsp; และสภาองค์กรชุมชนตำบลเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง,&amp;nbsp; รัฐบาลควรปฏิรูประบบการจัดการน้ำ&amp;nbsp; โดยเปลี่ยนจากการจัดทําแผนบริหารจัดการลุ่มน้ำ &amp;nbsp;เป็นการจัดทํา &amp;ldquo;แผนยุทธศาสตร์พัฒนาลุ่มน้ำของประเทศ&amp;rdquo; ให้สอดคล้องกับบริบทต่างๆ ในท้องถิ่น&amp;nbsp; โดยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสภาองค์กรชุมชนตำบลเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำแผน, รัฐบาลควรออกกฎหมายการเก็บภาษีการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรมที่มีการใช้น้ำจากธรรมชาติ &amp;nbsp;และการพัฒนามาตรการของภาษีสิ่งแวดล้อม หรือภาษีภาคอุตสาหกรรมที่มีการใช้น้ำจากธรรมชาติ&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;7.นโยบายเกษตรกรรมยั่งยืนและคุ้มครองพื้นที่การเกษตร&amp;nbsp; มีข้อเสนอ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีมาตรการควบคุมการใช้และจำหน่ายสารเคมีและปัจจัยให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยสากล ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. วัตถุอันตราย 2551 ยุติการใช้สารเคมีการเกษตรกำจัดศัตรูพืชอันตรายทั้ง 5 ชนิด ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเสต คลอร์ไพริฟอส คาร์โบฟูราน และเมทโทมิล, ผลักดันให้เกิด พ.ร.บ. ความปลอดภัยจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช พ.ศ. &amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip; , ผลักดันให้เกิด พ.ร.บ. ส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน พ.ศ. &amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip; ,&amp;nbsp; แก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.พันธุ์พืช พ.ศ. 2518 ให้เอื้อต่อการผลิต เก็บรักษา ขยายพันธุ์ และจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรรายย่อย เพื่อลดการผูกขาด, ปฏิรูป แก้ไข&amp;nbsp; และบังคับใช้ พ.ร.บ.ค่าเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้สามารถคุ้มครองสิทธิเกษตรกรได้อย่างเป็นธรรม ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;กรีดยาง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;8.นโยบายการปฏิรูปยางพาราทั้งระบบ&amp;nbsp; มีข้อเสนอ&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;1.ปฏิรูปเกษตรกรชาวสวนยาง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ใช้กลไกมาตรา 49 (5) จัดตั้งกองทุนสวัสดิการเกษตรกรชาวสวนยาง &amp;nbsp;ลักษณะสังคมสวัสดิการ ในรูปแบบสมัครใจจ่ายสมทบ, ให้ขึ้นทะเบียนชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ &amp;nbsp;เพื่อเป็นเกษตรกรชาวสวนยางตามมาตรา 4, ให้รัฐบาลและการยางแห่งประเทศไทยจัดทำยุทธศาสตร์ยางพาราหรือแผนแม่บทว่าด้วยการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรชาวสวนยางเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะชาวสวนยาง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;2.ปฏิรูปสวนยาง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เปลี่ยนการทำสวนยางเชิงเดี่ยวให้เป็นการทำสวนยางอย่างยั่งยืน โดยการลดจำนวนต้นยางเหลือ 40 ต้นต่อไร่, ให้ กยท.ส่งเสริมและสนับสนุนให้ปลูกพืชร่วมยาง &amp;nbsp;ทำเกษตรผสมผสาน และการทำเกษตรอินทรีย์ในสวนยาง เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร &amp;nbsp;3. ปฏิรูปการผลิต และการแปรรูป&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ส่งเสริมให้ผลิตและแปรรูปยางเพื่อเพิ่มมูลค่า, ให้รัฐบาลประกาศนโยบายการใช้ยางในประเทศให้ถึง 25% ภายใน 2 ปี &amp;nbsp;โดยกำหนดเป็นระเบียบตามกฎหมาย เพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปปฏิบัติให้เห็นเป็นรูปธรรม&amp;nbsp; ฯลฯ 4. ปฏิรูปการตลาด &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; ให้การยางแห่งประเทศไทยตั้งบริษัทค้ายางตามมาตรา 10 เพื่อถ่วงดุลและรักษาเสถียรภาพราคายางพารา, ให้ลดการพึ่งพาตลาดประเทศจีน &amp;nbsp;และหาตลาดใหม่รองรับ&amp;nbsp; 5. ปฏิรูปหน่วยงานของรัฐและการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)&amp;nbsp; ให้รัฐบังคับใช้ พ.ร.บ.ควบคุมยาง พ.ศ. 2542 อย่างเคร่งครัด, ให้รัฐบาลแต่งตั้งบอร์ดการยางเฉพาะกิจ เพื่อทำการปฏิรูป กยท. โดยต้องคัดเลือกจากคนดี มีความสามารถ มีคุณธรรม มีความเชี่ยวชาญเรื่องการยาง &amp;nbsp;ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;9. นโยบายการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และการประมง&amp;nbsp; / การจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง &amp;nbsp;มีข้อเสนอ&amp;nbsp; เช่น จัดทำแผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแบบมีส่วนร่วม, ปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายทางทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS), แก้ไขกฎหมายอุทยานแห่งชาติเพื่อใช้ประโยชน์ทางทะเลในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติ &amp;nbsp;ให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการ &amp;nbsp;เพื่อการพัฒนาอนุรักษ์ฟื้นฟูและการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน, ให้รัฐบาลมีการทบทวนยกเลิกกิจการโครงการขนาดใหญ่ &amp;nbsp;โรงงานอุตสาหกรรมหนักอุตสาหกรรมปิโตรเคมี &amp;nbsp;เส้นทางขนส่ง Land bridge ที่ส่งผลต่อการทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญตลอดแนวชายฝั่งทะเลและส่งผลกระทบกับชุมชน, ให้รัฐบาลประกาศยกเลิกการใช้เครื่องมือประมงที่ทำลายระบบนิเวศน์และทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝั่งเพิ่มเติมจากอวนลาก ได้แก่ อวนรุน และเรือที่ใช้เครื่องปั่นไฟ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;ประมงชายฝั่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และ ฉบับเพิ่มเติม พ.ศ. 2560 &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; 1.ให้จัดตั้งกองทุนประมงพื้นบ้าน &amp;nbsp;เพื่อสนับสนุนการพัฒนาการประมง &amp;nbsp;ส่งเสริมนวัตกรรมด้านการตลาด &amp;nbsp;2.กรณีการประมงในเขตอุทยานแห่งชาติ แม้ได้รับการผ่อนปรนในทางปฏิบัติ แต่ยังไม่มีหลักประกันที่ชัดเจนในการประกอบอาชีพ &amp;nbsp;&amp;nbsp;จึงเห็นควรให้กรมอุทยานแห่งชาติเร่งดำเนินการจัดทำข้อมูลเสนอรัฐบาลให้ทันกับเวลาที่กำหนด โดยเปิดให้การประมงที่ยั่งยืนสามารถทำประมงได้โดยไม่ผิดกฎหมาย &amp;nbsp;ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;10.นโยบายผลกระทบจากนโยบายของรัฐและโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ / ระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) มีข้อเสนอ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ให้มีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานกลางของคณะกรรมการผู้ชำนาญการของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการพิจารณารายงาน EIA และระบบใบอนุญาต EIA (การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม) ที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก (EEC)&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; รัฐบาลควรปรับปรุงนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ในประเด็นด้านการจัดทำผังเมืองให้ประชาชนมีส่วนร่วม &amp;ldquo;อย่างแท้จริง&amp;rdquo; ในการกำหนดทิศทาง &amp;nbsp;เป้าหมายหรือออกแบบการพัฒนาร่วมกัน &amp;nbsp;และให้มีกลไกตัวแทนองค์กรเครือข่ายภาคประชาชนมีส่วนร่วมในกลไกการดำเนินงานในทุกระดับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โครงการอุตสาหกรรมอ้อย/น้ำตาล&amp;nbsp; ให้ยกเลิกมติ ครม. ว่าด้วยการอนุมัติกำลังหีบอ้อยและน้ำตาลทราย โครงการอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ทั้งหมด 29 โครงการที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ให้รัฐบาลสนับสนุนสภาองค์กรชุมชนจัดเวทีสาธารณะเพื่อเปิดเวทีกลางรับฟังความคิดเห็นและการเสนอข้อมูลนโยบายการพัฒนา อ้อย น้ำตาล และอุตสาหกรรมชีวภาพระดับภาค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โครงการรถไฟทางคู่&amp;nbsp; ให้มีการตั้งคณะกรรมการศึกษาการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจุดก่อสร้างรถไฟทางคู่ทุกเมือง โดยมีองค์ประกอบของภาคประชาชนและสภาองค์กรชุมชนอยู่ด้วย, ให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)&amp;nbsp; วางแผนการพัฒนาโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน &amp;nbsp;และศึกษาผลกระทบทางสังคม (SIA) ร่วมกับตัวแทนภาคประชาชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โรงงานไฟฟ้า&amp;nbsp; &amp;nbsp; ภาพจาก energydigital.com&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โครงการโรงงานไฟฟ้าชีวมวล&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การกําหนดสถานที่และพื้นที่ที่จะสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล จําเป็นต้องกําหนดระยะห่างเป็นข้อกําหนดกฎระเบียบที่ชัดเจน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ระยะห่างจากบ้านเรือนประชาชนอย่างน้อยเท่าไหร่, การประเมินผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสุขภาพ ให้ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพทุกโครงการ โดยปรับข้อกําหนดเรื่อง EIA จากตั้งแต่ 10 เมกะวัตต์ในปัจจุบัน &amp;nbsp;ให้เป็น 1 เมกะวัตต์ขึ้นไปต้องทํา EIA ทุกโครงการ, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&amp;nbsp; สามารถใช้อํานาจตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 กําหนดให้โรงไฟฟ้าชีวมวลเป็นกิจการที่่อาจเป็นอันตราย &amp;nbsp;แล้วออกข้อกําหนดเกี่ยวกับการขออนุญาตและติดตามตรวจสอบโครงการได้, ให้รัฐบาลสนับสนุนสภาองค์กรชุมชนจัดเวทีสาธารณะเพื่อรับฟังความคิดเห็นในการให้ข้อมูลนโยบายโรงงานไฟฟ้าชีวมวลระดับพื้นที่&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแถลงข้อเสนอของสภาองค์กรชุมชนฯ ต่อกระทรวงที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41607</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชูชาติ  ผิวสว่าง, ทรัพยากร, รมว.พลังงาน, ลดความเหลื่อมล้ำ, สนธิรัตน์  สนธิจิรวงศ์, สภาองค์กรชุมชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190722/image_big_5d356a224a68e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30092</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/02/2019 18:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/02/2019 18:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภาองค์กรชุมชน-ชาวชุมชนคลองเตย  26   ชุมชนจัดเวทีประชาชน เชิญการท่าเรือฯ ชี้แจงโครงการจัดหาที่อยู่อาศัยใหม่รองรับชาวบ้านกว่า 13,000 ครอบครัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:.25in; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;ตามที่รัฐบาลโดยนายสมคิด&amp;nbsp; จาตุศรีพิทักษ์&amp;nbsp; รองนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; มีแนวคิดการพัฒนาพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพหรือท่าเรือคลองเตยให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจและเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมจัดทำแผนแม่บท (master plan) การพัฒนาที่ดินท่าเรือกรุงเทพ&amp;nbsp; เนื้อที่ &amp;nbsp;2,353 ไร่ &amp;nbsp;ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดทำแผนงาน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:.25in; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;ขณะเดียวกันก็มีโครงการ Smart&amp;nbsp; Community เพื่อรองรับชาวชุมชนคลองเตยที่อยู่อาศัยในพื้นที่การท่าเรือประมาณ 13,000 ครอบครัว&amp;nbsp; ซึ่งจะต้องย้ายออกจากพื้นที่เดิม&amp;nbsp; โดยมีข้อเสนอ 3 แนวทางให้ชาวชุมชนเลือก&amp;nbsp; คือ 1.รื้อย้ายแล้วเข้าอยู่ในอาคารสูงที่การท่าเรือจะสร้างให้&amp;nbsp; 2.ย้ายไปสร้างชุมชนใหม่ที่บริเวณหนองจอก&amp;nbsp; และ3.รับเงินชดเชยแล้วย้ายออกจากพื้นที่&amp;nbsp; โดยการท่าเรือแห่งประเทศไทยเปิดตัวโครงการนี้ไปเมื่อวันที่ 9 มกราคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; แต่ชาวชุมชนคลองเตยส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับรู้ข้อมูลและรายละเอียดของโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:.25in; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:.25in; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;เปิดเวทีประชาชนโครงการ Smart&amp;nbsp; Community&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:.25in; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล่าสุดวันนี้สภาองค์กรชุมชนเขตคลองเตยและตัวแทนชาวชุมชนคลองเตยได้ร่วมกันจัดการประชุมรับฟังความคิดเห็น&amp;nbsp; ข้อเสนอของภาคประชาชน&amp;nbsp; โดยเชิญผู้แทนการท่าเรือกรุงเทพมาชี้แจงโครงการ Smart&amp;nbsp; Community ที่ห้องประชุมเอนกประสงค์วัดสะพาน&amp;nbsp; เขตคลองเตย&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; โดยมีผู้แทนสภาองค์กรชุมชนเขตคลองเตย&amp;nbsp;&amp;nbsp; แกนนำชาวชุมชน&amp;nbsp; ชาวคลองเตย&amp;nbsp; นักวิชาการ&amp;nbsp; หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; เข้าร่วมประมาณ 250 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:.25in; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายเดชา&amp;nbsp; นุชพุ่ม&amp;nbsp; ผู้อำนวยการกองบริหารสินทรัพย์&amp;nbsp; การท่าเรือแห่งประเทศไทย&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; การท่าเรือมีข้อเสนอ 3 แนวทางสำหรับประชาชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ของการท่าเรือ&amp;nbsp; คือ 1.ย้ายเข้าอยู่อาศัยในอาคารสูงหรือคอนโดมิเนียม&amp;nbsp; ขนาดพื้นที่ห้องละ 33 ตารางเมตร&amp;nbsp; โดยจะใช้พื้นที่บริเวณโรงงานฟอกหนังของกระทรวงกลาโหม (อยู่ตรงข้ามวัดสะพาน) ซึ่งปัจจุบันไม่ได้ใช้แล้ว&amp;nbsp; พื้นที่ประมาณ&amp;nbsp; 58 ไร่&amp;nbsp; สร้างเป็นที่พักขนาด 30 ชั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; จำนวน 4 อาคาร&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาคารละ 1,700&amp;nbsp; ห้อง&amp;nbsp; สามารถรองรับชาวชุมชนได้กว่า 6,000&amp;nbsp;&amp;nbsp; ครอบครัว&amp;nbsp; รวมทั้งยังเป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการ&amp;nbsp; โรงเรียน&amp;nbsp; และมูลนิธิต่างๆ ที่จะย้ายเข้ามาอยู่ในที่ดินแปลงนี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:.25in; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.สำหรับชาวชุมชนที่ไม่ต้องการอยู่อาคารสูง&amp;nbsp; สามารถย้ายไปสร้างบ้านและชุมชนใหม่ในที่ดินของการท่าเรือบริเวณเขตหนองจอก&amp;nbsp; กรุงเทพฯ (ห่างจากท่าเรือคลองเตยประมาณ 33 กิโลเมตร) เนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 220 ไร่ เป็นที่ดินถมแล้ว&amp;nbsp; มีถนน&amp;nbsp; ไฟฟ้า&amp;nbsp; ประปาเข้าถึง&amp;nbsp; และสาธารณูปโภคต่างๆ รองรับ&amp;nbsp; รวมทั้งโรงเรียน&amp;nbsp; ตลาด&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ขนาดเนื้อที่ 19.5 ตารางวาต่อครอบครัว&amp;nbsp; และ 3.ขอรับเงินค่าชดเชยแล้วย้ายออกจากพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:.25in; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:.25in; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;ส่วนแผนการดำเนินการนั้น&amp;nbsp; ผู้อำนวยการกองบริหารสินทรัพย์ฯ กล่าวว่า&amp;nbsp; ขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดทำ TOR (ข้อกำหนดการว่าจ้าง) เพื่อให้ผู้รับจ้างซึ่งเป็นสถาบันการศึกษา&amp;nbsp; ทำการสำรวจข้อมูลต่างๆ&amp;nbsp; เพื่อนำไปประกอบการจัดทำโครงการ Smart&amp;nbsp; Community&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สำรวจจำนวนข้อมูลครัวเรือนที่แท้จริง&amp;nbsp; จำนวนผู้สูงอายุ&amp;nbsp; จำนวนผู้ป่วยติดเตียง&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เพื่อนำมาประกอบการจัดทำโครงการให้เหมาะสมกับความต้องการของชุมชนคลองเตย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:.25in; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ข้อมูลที่นำมาชี้แจงกับชาวคลองเตยในวันนี้&amp;nbsp; ถือเป็นข้อมูลเบื้องต้นหรือเป็นกรอบในการดำเนินการ&amp;nbsp; ส่วนแผนการจริงจะต้องรอผลการสำรวจข้อมูลชุมชนต่างๆ ให้แล้วเสร็จก่อน &amp;nbsp;เพื่อนำข้อมูลมาจัดทำแผนและโครงการ &amp;nbsp;และคาดว่าการสำรวจข้อมูลและจัดทำโครงการจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2562 นี้&amp;nbsp; หลังจากนั้นในช่วงต้นปี 2563 &amp;nbsp;การท่าเรือจะส่งแผนงานให้กระทรวงคมนาคมเพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผอ.กองบริหารสินทรัพย์ชี้แจง&amp;nbsp; และกล่าวย้ำว่า&amp;nbsp; โครงการนี้การท่าเรือไม่ได้มาไล่รื้อชาวบ้าน&amp;nbsp; แต่จะมาช่วยพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; และชุมชนจะต้องเจริญไปพร้อมกับการท่าเรือ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:.25in; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;เสียงจากประชาชนและนักวิชาการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:.25in; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกันผู้แทนชาวชุมชนคลองเตยได้กล่าวแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เสนอให้ตัวแทนชาวชุมชนเข้าร่วมสำรวจข้อมูล&amp;nbsp; เพราะคนในชุมชนจะรู้ข้อมูลและข้อเท็จจริงดีกว่าบุคคลภายนอก&amp;nbsp; เสนอให้การท่าเรือให้สิทธิ์ที่อยู่อาศัยเพิ่มสำหรับครอบครัวที่มีสมาชิกเยอะ&amp;nbsp; หรือเป็นครอบครัวขยาย&amp;nbsp; รวมทั้งคนที่เช่าบ้านอยู่เป็นเวลานานหลายปีแต่ไม่มีทะเบียนบ้านอยู่ในชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:.25in; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นางประไพ&amp;nbsp; สานุสันต์&amp;nbsp; ประธานสภาองค์กรชุมชนเขตคลองเตย&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ตนอยากให้การท่าเรือเปิดโอกาสให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการสำรวจข้อมูล&amp;nbsp; และเสนอความต้องการของชาวบ้าน&amp;nbsp; เพราะที่ผ่านมาการท่าเรือเคยสร้างแฟลตให้ชาวคลองเตยเข้าไปอยู่แล้ว&amp;nbsp; แต่ไม่มีใครเข้าไปอยู่&amp;nbsp; เพราะห้องมีขนาดกว้างเพียง 28 ตารางเมตร&amp;nbsp; ขณะที่คนคลองเตยมีขนาดครอบครัวใหญ่&amp;nbsp; อยู่อาศัยกันไม่พอในห้องแคบๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:.25in; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้แฟลตที่สร้างเอาไว้ 4 ตึก&amp;nbsp; ประมาณ 600 ห้อง&amp;nbsp; กลายเป็นแฟลตร้างมานานประมาณ 15 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะการท่าเรือไม่เคยถามความคิดเห็นและความต้องการของชาวบ้านก่อน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฉะนั้นโครงการใหม่นี้การท่าเรือควรจะให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการจัดทำโครงการด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; ประธานสภาฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:.25in; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:.25in; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้สภาองค์กรชุมชนเขตคลองเตยยังได้ออกแถลงการณ์ในกรณีดังกล่าว&amp;nbsp; โดยมีสาระสำคัญ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การท่าเรือแห่งประเทศไทย&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีแผนการพัฒนาพื้นที่เพื่อนำที่ดินไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์&amp;nbsp; มีการตั้งคณะกรรมการ 1 คณะและคณะทำงาน 3 คณะ&amp;nbsp; ซึ่งแต่ละคณะมีประธานกรรมการชุมชน ผู้แทนองค์กร สหกรณ์ ในพื้นที่ร่วมด้วย&amp;nbsp; แต่มีการประชุมเพียงไม่กี่ครั้ง&amp;nbsp; เป็นโครงการที่ขาดการมีส่วนร่วมของชาวชุมชน &amp;nbsp;เนื่องจากไม่ได้มีมติเห็นชอบจากที่ประชุมทั้ง 4 คณะ &amp;nbsp;และไม่ได้ลงพื้นที่ทำความเข้าใจ &amp;nbsp;รับฟังความคิดเห็นจากชาวชุมชน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;รูปแบบอาคาร&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขนาดห้องพักที่มีเพียงขนาดเดียวของโครงการฯ &amp;nbsp;อาจตอบสนองการอยู่อาศัยของคนบางกลุ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ซึ่งมีจำนวนน้อย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ไม่สอดคล้องกับความเป็นอยู่และจำนวนสมาชิกในครอบครัวของชาวชุมชนจำนวนมาก ยังมิต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พูดถึงการที่ชาวชุมชนต้องปรับตัวครั้งใหญ่ และภาระค่าใช้จ่ายที่จะเพิ่มมากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;สภาองค์กรชุมชนเขตคลองเตย &amp;nbsp;ขอให้ทบทวนโครงการ Smart Community &amp;nbsp;และขอเสนอแนวทาง &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กระบวนการทำงานกับชุมชน &amp;nbsp;โดยได้จัดทำข้อมูล &amp;nbsp;กระบวนการทำงาน &amp;nbsp;การออกแบบ &amp;nbsp;รูปแบบอาคาร &amp;nbsp;และห้องพัก &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เป็นวิดีทัศน์ &amp;nbsp;เอกสาร&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดกระบวนการ &amp;nbsp;ให้เกิดการมีส่วนร่วมในการพัฒนาที่อยู่อาศัย &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ที่สอดคล้องกับความเป็นอยู่ วิถีชีวิต อาชีพ รายได้ของชาวชุมชน &amp;nbsp;ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างแท้จริง&amp;rdquo; แถลงการณ์ระบุ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:.25in; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;ทางด้านนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยและหน่วยงานต่างๆ ได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เสนอให้การท่าเรือแบ่งพื้นที่ประมาณ 5-10 ไร่มาให้ชาวคลองเตยได้สร้างธุรกิจ&amp;nbsp; สร้างรายได้&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทำตลาดนัด&amp;nbsp; เพราะพื้นที่คลองเตยถือเป็นทำเลทอง&amp;nbsp; มีพื้นที่มากกว่า 2,300&amp;nbsp; ไร่&amp;nbsp; และเป็นโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยเพราะมีประชากรนับแสนคน&amp;nbsp; ถือเป็นเมืองขนาดใหญ่&amp;nbsp; ดังนั้นหากให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเสนอความเห็นหรือร่วมออกแบบผังชุมชนก็จะทำให้พื้นที่คลองเตยเป็นต้นแบบในการสร้างสรรค์&amp;nbsp; ทำให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน&amp;nbsp; ไม่ใช่เฉพาะหน่วยงานรัฐหรือนักธุรกิจที่จะเข้ามาลงทุนเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:.25in; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;เมกกะโปรเจ็คท์แสนล้านบาท !!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.25in; text-align:justify&quot;&gt;โครงการพัฒนาท่าเรือกรุงเทพเชิงธุรกิจมีแผนดำเนินการมานานไม่ต่ำกว่า 30 ปี&amp;nbsp; นับตั้งแต่สมัยรัฐบาลพลเอกชาติชาย&amp;nbsp; ชุณหะวัณ (พ.ศ.2531-2534) แต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จ&amp;nbsp; เนื่องจากเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล&amp;nbsp; โครงการพัฒนาท่าเรือกรุงเทพก็จะถูกพับไปด้วย&amp;nbsp; เช่นเดียวกับแผนการพัฒนาท่าเรือในขณะนี้ที่ยังอยู่ในระหว่างการปรับปรุง Master Plan&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.25in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.25in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;การพัฒนาพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพในเบื้องต้นจะแบ่งพื้นที่การพัฒนาเป็น 3 โซน&amp;nbsp; ประกอบด้วย 1.โซนพื้นที่พัฒนาด้านการค้า &amp;nbsp;พัฒนาธุรกิจหลักการให้บริการของท่าเรือ &amp;nbsp;และพื้นที่พัฒนาเมือง &amp;nbsp;มูลค่าการลงทุน 23,853 ล้านบาท &amp;nbsp;โดยพื้นที่ด้านการค้าจะมีอาคารศูนย์ธุรกิจพาณิชยนาวี &amp;nbsp;เนื้อที่ 17 ไร่ &amp;nbsp;ด้านข้างอาคารที่ทำการปัจจุบัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ภายในอาคารประกอบด้วย &amp;nbsp;สำนักงาน &amp;nbsp;ศูนย์ฝึกอบรม &amp;nbsp;ศูนย์แสดงสินค้า นิทรรศการ &amp;nbsp;ศูนย์การประชุม &amp;nbsp;พื้นที่ค้าปลีกและธนาคารศูนย์โลจิสติกส์และกระจายสินค้า เนื้อที่ 54 ไร่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;อาคารสำนักงาน เนื้อที่ 126 ไร่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.25in; text-align:justify&quot;&gt;2.โซนพัฒนาธุรกิจ &amp;nbsp;หลักการให้บริการท่าเรือกรุงเทพฯ &amp;nbsp;จะปรับพื้นที่จากปัจจุบัน 943 ไร่ &amp;nbsp;เหลือ 534 ไร่ พัฒนาสถานีบรรจุสินค้าเพื่อส่งออกและบูรณาการพื้นที่หลังท่าเป็นคลังสินค้าขาเข้าเขตปลอดภาษี &amp;nbsp;พื้นที่ปฏิบัติการสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่าต่าง ๆ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;คลังสินค้าห้องเย็น &amp;nbsp;ฮาลาล &amp;nbsp;ลานบริหารจัดการรถบรรทุก &amp;nbsp;และจุดบริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ&amp;nbsp; และมีโครงการพัฒนาเส้นทางเชื่อมต่อท่าเรือและทางด่วนสายบางนา-อาจณรงค์ &amp;nbsp;เพื่อระบายรถบรรทุกขาออกที่มุ่งหน้าไปยังบางนา-ตราด และขาเข้ามายังท่าเรือกรุงเทพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.25in; text-align:justify&quot;&gt;และ 3.โซนพื้นที่พัฒนาเมืองท่าเรือกรุงเทพ (Bangkok Modern City) ซึ่งอยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา จะเน้นการพัฒนาเมืองธุรกิจขนาดใหญ่ที่เป็นแลนด์มาร์กของประเทศ &amp;nbsp;ศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวใหม่เชื่อมโยงการท่องเที่ยวทางน้ำ และเป็นพื้นที่ใช้ประโยชน์สาธารณะ &amp;nbsp;มีโรงแรมและห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.25in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.25in; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้โครงการ &amp;nbsp;Smart&amp;nbsp; Community&amp;nbsp; ถือเป็นโครงการย่อย&amp;nbsp; หรือเป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทดังกล่าว&amp;nbsp; โดยการท่าเรือมีพื้นที่ทั้งหมด 2,353 ไร่&amp;nbsp; ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่ที่ชุมชนอยู่อาศัยประมาณ 200 ไร่&amp;nbsp; จำนวน 26 ชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประชากรประมาณ &amp;nbsp;85,000-100,000 คน&amp;nbsp; (จำนวนครัวเรือนประมาณ 13,000 ครอบครัว)&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ไม่ได้เช่าที่ดินจากการท่าเรืออย่างถูกต้อง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.25in; text-align:justify&quot;&gt;ชาวชุมชนคลองเตยรุ่นแรกๆ ปลูกสร้างบ้านเรือนมาพร้อมกับการเปิดกิจการท่าเรือในปี 2490 &amp;nbsp;โดยเข้ามาเป็นกรรมกร&amp;nbsp; ขายแรงงานในท่าเรือ&amp;nbsp; และปลูกสร้างบ้านเรือนในที่รกร้างว่างเปล่าของการท่าเรือ&amp;nbsp; จนกลายเป็นชุมชนหนาแน่นในปัจจุบัน&amp;nbsp; เมื่อการท่าเรือมีโครงการพัฒนาพื้นที่จึงต้องโยกย้ายชุมชนเหล่านี้ขึ้นอาคารสูง&amp;nbsp; หรือย้ายไปปลูกสร้างบ้านในย่านหนองจอก&amp;nbsp; เพื่อเปิดพื้นที่ให้การท่าเรือนำที่ดินมาพัฒนาสร้างธุรกิจ&amp;nbsp; สร้างรายได้&amp;nbsp; มูลค่ารวมของโครงการคาดว่าไม่ต่ำกว่า&amp;nbsp; 100,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.25in; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ทั้งนั้น&amp;nbsp; โครงการนี้จะสำเร็จหรือไม่คงจะต้องรอดูผลการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นว่าจะเป็นรัฐบาลชุดใด&amp;nbsp; จะสานต่อโครงการนี้หรือไม่&amp;nbsp; และโครงการ &amp;nbsp;Smart&amp;nbsp; Community&amp;nbsp; จะเดินต่อไปในทิศทางใด&amp;nbsp; การท่าเรือจะให้ชาวชุมชนมีส่วนร่วมตามข้อเรียกร้องหรือไม่ ?&amp;nbsp; เป็นเรื่องที่จะต้องจับตามองกันต่อไป !!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30092</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพ, การท่าเรือ, ชุมชนคลองเตย, ฐบาล, ที่อยู่อาศัย, สภาองค์กรชุมชน, สมคิด  จาตุศรีพิทักษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190227/image_big_5c7678a0585eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
