<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108498</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/07/2021 16:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/07/2021 15:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสว. ผนึกกำลังสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฯ ขานรับภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์  หนุน SME Restart เร่งอบรมเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการ เพิ่มศักยภาพให้วิสาหกิจรายย่อย เดินหน้าสู่การท่องเที่ยววิถีใหม่ ฟื้นเศรษฐกิจไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจัดงานแถลงข่าวและกิจกรรมการอบรมและการลงพื้นที่เตรียมความพร้อมผู้ประกอบการ โครงการเพิ่มศักยภาพในการประกอบธุรกิจให้กับผู้ประกอบการวิสาหกิจรายย่อย กิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวสู่การท่องเที่ยววิถีใหม่ (SME Restart) ปีงบประมาณ 2564 ระหว่างวันที่ 3-4 กรกฎาคม 2564 ณ โรงแรมในยาง บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา จังหวัดภูเก็ต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณรงค์ วุ่นซิ้ว&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2564 ในหลักการแนวทางการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำและปานกลางของจังหวัดภูเก็ต (ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์) ตามข้อเสนอของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และเริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ในการส่งเสริม พัฒนาและให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ MSME ได้ร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวสู่การท่องเที่ยววิถีใหม่ (SME Restart) เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับธุรกิจการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต รวมทั้งเพิ่มศักยภาพและพัฒนาทักษะในด้านต่างๆ (Reskill Upskill) ตอบสนองนโยบายดังกล่าวของรัฐบาลอย่างรวดเร็ว จึงนับเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้เกิดต้นแบบองค์ความรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยววิถีใหม่ให้ผู้ประกอบการได้ศึกษาและนำไปปรับใช้ รวมถึงเตรียมความพร้อมเพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คาดว่าจะเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศกว่า 3 ล้านคน ซึ่งจะสร้างรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กับประเทศต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในอดีตประเทศไทยสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวได้เป็นจำนวนมหาศาล โดยในปี 2562 มีมูลค่าสูงถึง 3.3 ล้านล้านบาท และจังหวัดภูเก็ตเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศเป็นลำดับต้นๆ ของจังหวัดที่มีรายได้หลักจากการท่องเที่ยว แต่การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ก่อให้เกิดวิกฤติการณ์ต่อผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวโดยเฉพาะในกลุ่ม SME และ Micro SME โครงการ SME Restart ในครั้งนี้จึงนับเป็นแรงหนุนเสริมที่สำคัญต่อ ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ ที่จะขยายผลไปสู่ภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป&amp;rdquo; ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพงศ์&amp;nbsp; มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า&amp;nbsp; อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมหลักของไทยที่สร้างรายได้ให้กับประเทศมากกว่าปีละ 3 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 20% ของ GDP มีอัตราการจ้างงานมากกว่า 4 ล้านคน&amp;nbsp; ซึ่งกว่าหนึ่งแสนรายเป็นผู้ประกอบการ SME หรือ Micro SME และเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ผู้ประกอบการท่องเที่ยว SME ถือเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากมีทุนสำรองและสินทรัพย์ไม่มาก อีกทั้งยังเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ยาก จึงจำเป็นต้องปิดตัวชั่วคราวไปมากกว่า 50% ดังนั้นเมื่อนายกรัฐมนตรีได้ประกาศแผนการเปิดประเทศ 120 วัน โดยใช้ Phuket Sandbox เป็นจังหวัดนำร่อง ผู้ประกอบการ SME ในกลุ่มท่องเที่ยว จึงยังขาดความพร้อมในการกลับมาดำเนินธุรกิจ ทั้งด้านมาตรฐาน เทคโนโลยี ทุนทรัพย์ และด้านองค์ความรู้เพื่อรองรับรูปแบบการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จึงได้ร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวสู่การท่องเที่ยววิถีใหม่ 4 จังหวัดนำร่อง คือ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี กระบี่และพังงา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการประกอบธุรกิจให้กับผู้ประกอบการวิสาหกิจรายย่อย ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทั้งระบบ ทั้งนี้เพื่อให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลับมาเข้มแข็งขึ้นและเป็นกำลังสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและกระจายรายได้ให้ประเทศอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โครงการ SME Restart จะเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวและสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นคงให้กับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว รวมทั้งสร้างต้นแบบองค์ความรู้ในการพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวสู่การท่องเที่ยววิถีใหม่ให้ผู้ประกอบการภาคการท่องเที่ยวทั่วประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้ฟื้นคืน โดยคาดหมายว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศกว่า 100,000 คน สร้างรายได้ว่า 8.9 พันล้านบาท ภายใน 3 เดือน&amp;rdquo; ผอ. สสว. กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายชำนาญ&amp;nbsp; ศรีสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจไปทั่วโลก รวมถึงระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยด้วย โดยเฉพาะธุรกิจการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมภาคบริการที่มีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย เพราะนอกจากจะสร้างรายได้โดยมีมูลค่าเป็นอันดับหนึ่งของการค้าบริการรวมของประเทศแล้ว ยังเป็นอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดธุรกิจต่อเนื่อง อาทิ โรงแรมและที่พัก ภัตตาคารร้านอาหาร ร้านจำหน่ายของที่ระลึกและสินค้าพื้นเมือง ซึ่งก่อให้เกิดการลงทุน การจ้างงาน และการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น รวมทั้งสามารถสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศในรูปเงินตราต่างประเทศปีละหลายแสนล้านบาท รัฐบาลได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19รวมถึงบรรเทาผลกระทบด้านเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง นำมาสู่ Phuket Sandbox ที่เป็นความหวังครั้งสำคัญของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โครงการนี้เป็นการขานรับ Phuket Sandbox เตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวในการก้าวเข้าสู่การท่องเที่ยววิถีใหม่ โดยจะเริ่มที่ 4 จังหวัดนำร่อง คือ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี กระบี่และพังงา มีเป้าหมายในการเสริมศักยภาพผู้ประกอบการให้ได้ไม่น้อยกว่า 1,000 ราย โดย สสว. และ สทท. จะร่วมกันผลักดันเพื่อให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยกลับมาเข้มแข็งได้อีกครั้ง&amp;rdquo; ประธาน สทท. กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108498</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณรงค์ วุ่นซิ้ว, ท่องเที่ยว, ภูเก็ต, สภาอุตสาหกรรม, สสว.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210703/image_big_60e02ba926413.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108360</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2021 08:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2021 08:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> สาวโร่แจ้งตร.ถูกมิจฉาชีพหลอกโอนเงินค่าจองวัคซีนซิโนฟาร์ม อ้างว่าเป็นโควต้าหมอ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2 ก.ค.64 -&amp;nbsp; เมื่อเวลา 19.00 น.วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ที่ สภ.บางแก้ว จ.สมุทรปราการ น.ส.ทัศนีย์ สิริโฉม อายุ 34 ปี ได้นำเอกสารหลักฐานการจองฉีดวัคซีน ซิโนฟาร์ม&amp;nbsp; และหลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย ชื่อบัญชี นายวีระศักดิ์ สุขสำแดง&amp;nbsp; และ บัญชีธนาคาร ไทยพาณิชย์ ชื่อบัญชี&amp;nbsp; นายสิทธิโชค วิสิทธิ์&amp;nbsp; บัญชีธนาคาร กสิกรไทย ชื่อบัญชี นายจีรวัฒน์ อำพานทอง&amp;nbsp; บัญชีธนาคาร กสิกรไทยชื่อบัญชี นายสิงขร วัฒนะ รวมมูลค่าเกือบ 5 หมื่นบาท&amp;nbsp; ในจำนวนผู้เสียหายทั้งหมด&amp;nbsp; 28 คน และหลักฐานพูดคุยกลุ่มไลน์ชื่อว่า &amp;quot;Vaccine Sinopharm&amp;quot; เข้าแจ้งความร้องทุกข์ กับ ร.ต.อ.กิตติภณ พลเดช&amp;nbsp; รองสารวัตรสอบสวน สภ.บางแก้ว&amp;nbsp; หลังถูกมิจฉาชีพ อ้างตัวเป็นหมอหลอกให้จองวัคซีนซิโนฟาร์ม&amp;nbsp; อ้างเหลือจากที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ได้สั่งซื้อจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ หลังโอนเงินกลับไม่ได้ฉีดและเช็คสิทธิ์กับโรงพยาบาลก็ไม่มีชื่อจอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ทัศนีย์ สิริโฉม อายุ 34 ปี&amp;nbsp; ผู้เสียหาย ให้เล่าว่า ตนเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง ได้รู้จักกับ น.ส.สุจิตตรา วงษ์มาลี ทางเฟซบุ๊ก ที่อ้างตัวว่าเป็นหมอ ใช้ชื่อหมอน้ำ ประจำที่ โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี อำเภอ ศรีราชา และชอบโพสต์เรื่องเกี่ยวกับการแพทย์ เวลาโพสต์จะเช็คอินที่ โรงพยาบาลนี้ตลอด และโพสรูปมุมทำงานตลอดภายในโรงพยาบาลตลอด รวมทั้งห้องฝ่าตัด และทุกคนในเฟสบอกคุณหมอสู้ ๆ นะ คุณหมอเป็นกำลังใจให้นะ และผู้ใหญ่หลายคนในศรีราชา รวมทั้ง ส.ส.ในศรีราชายังเรียกคุณหมอ&amp;nbsp; จึงคิดว่าเป็นหมอจริง ๆ ตนจึงทักไปถามเรื่องวัคซีนว่าตัวไหนดีกว่ากัน ตัวไหนน่าฉีด ได้รับคำแนะนำทุกอน่างอย่างมีหลักการ เหมือนคนมีความรู้เรื่องการแพทย์ดีมาก ให้คำปรึกษาได้หมดเลย กระทั่งผู้ใหญ่ก็ยืนยันว่าสามารถปรึกษาได้หมดเลย เกี่ยวกับโรงพยาบาลนี้ เขาให้ข้อมูลได้ทุกอย่างแม้เรื่องต่างๆสามารถเดินเรื่องให้ได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นมีการทักแซ็ทมาสอบถามว่าสนใจเรื่องวัคซีนซิโนฟาร์มอยู่หรือเปล่า พอดีได้โควต้าหมอ มาหลายสิทธิ์ ถ้าสนใจเดี๋ยวจะให้อาจารย์หมอโทรมาคุย โดยอ้างว่าอาจารย์หมอทำงานที่โรงพยาบาล สักพักก็มีผู้ชายโทรมา พูดคุยอย่างมีหลักการ ไม่ว่าจะถามเรื่องวัคซีน หรือสภาอุตสาหกรรม โรงพยาบาลจุฬา สามารถตอบได้ทุกเรื่องเลยจนเชื่อสนิทใจกัน และแนะนำตัวเองว่าเป็นอาจารย์ของหมอน้ำ&amp;nbsp; ที่ตนติดต่ออยู่ และอ้างว่าตนเองมาดูเรื่องวิจัย เรื่องวัคซีนตัวนี้เป็นวัคซีนตัวใหม่ จะทำการวิจัย ผมเป็นคณะกรรมการจัดสรรวัคซีนของสภาอุตสาหกรรม และแนะนำตัวเองว่าชื่อ หมอสิทธิโชค ถ้าสนใจจะส่งรายละเอียดให้ดู และสามารถจองให้ได้เลย เพราะเป็นโควตาของหมอเราเอง&amp;nbsp; ตนจึงชักชวนเพื่อน ๆ เพื่อนก็สนใจเพราะอยากได้อยู่แล้ว เพราะวัคซีนทางเลือก ก็จองกันพร้อมส่งข้อมูลไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยชายคนดังกล่าวยังได้ติดต่อกลับมาว่า ทราบใช่ไหมว่าวัคซีนที่สภาอุตสาหกรรมกำหนด เข็มละ 900 บาท คนหนึ่งใช้&amp;nbsp; 2 เข็ม รวมเป็น 1,800 บาท ตอนแรกให้โอนมาก่อน 900 บาทเป็น มัดจำต่อคน เมื่อลงรายละเอียดเสร็จจะแจ้งไปได้สักพักก็ขอให้โอนเต็มโดยอ้างว่า สภาอุตสาหกรรมเขาไม่ยอมต้องจ่ายเต็มถึงจะจองได้ ทุกคนจึงโอนเพิ่มไปจนครบคนละ 1,800 บาท โดยที่พวกตนได้จองฉีดวัคซีดไว้ที่โรงพยาบาลศิครินทร์ และก่อนถึงวันฉีดคือวันที่ 28 มิถุนายน 2564 ได้มีการส่งลิ้งเป็นคิวอาร์โคทมาให้ กรอกรายละเอียด และหน้าจอที่ส่งมาเป็นหน้าจอของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์&amp;nbsp; พอพวกตนกรอกข้อมูลเข้าไป ก็ขึ้นมาเป็นคิวอาร์โคท จนถึงวันนัดฉีดพวกตนก็มั่นใจ ว่าได้คิวแน่นอน พอถึงคิวฉีดปรากฏว่าไม่มีรายชื่อที่จองคิว สักคน จึงให้ทางโรงพยาบาลตรวจสอบคิวอาร์โคทให้ ปรากฏว่า ว่างเปล่าไม่มีข้อมูลใด ๆ เลย จึงรู้ว่าถูกหลอก จึงเดินทางมาแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จะได้ทำการเชิญตัวผู้เสียหายทั้งหมดมาให้ปากคำ เพื่อรวบรวมหลักฐานในการติดตามชายคนดังกล่าวที่อ้างตัวเป็นหมอ ซึ่งเชื่อว่าน่าจะทำเป็นกระบวนการมาทำการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108360</URL_LINK>
                <HASHTAG>วัคซีนซิโนฟาร์ม, สภ.บางแก้ว, สภาอุตสาหกรรม, หลอกขายวัคซีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210702/image_big_60de6c4c67593.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106976</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2021 15:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2021 15:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;All Thailand&#039; 3 โปรเจ็คจัดการพลาสติกใช้แล้วที่ยั่งยืน  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการ &amp;nbsp;Eco&amp;nbsp;Digiclean&amp;nbsp;Klongtoei การจัดการพลาสติกในชุมชนคลองเตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขยะพลาสติกที่เกิดขึ้นปีละ 2 ล้านตัน แต่มีการนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่เพียง 5 แสนตัน สะท้อนภาพชัดเจนว่า ไทยสอบตกในการจัดการปัญหาขยะพลาสติก &amp;nbsp; ซึ่งการเร่งรีไซเคิลพลาสติกใช้แล้ว ให้นำกลับมาใช้ใหม่ ถือเป็นแนวทางสำคัญ ที่จะช่วยลดปริมาณขยะประเภทนี้ ที่กำจัดย่อยสลายยาก &amp;nbsp;และการนำขยะเหล่านี้กลับมาใช้ใหม่ ยังทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ&amp;quot;เศรษฐกิจสีเขียว&amp;quot;ที่เป็นเทรนด์กระแสโลก &amp;nbsp;ผลพลอยได้ที่สำคัญอีกประการคือ เป็นการช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนออกสู่ชั้นบรรยากาศ ลดปัญหาโลกร้อนไปในตัว &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การขับเคลื่อนสร้างระบบบจัดการพลาสติก จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่งภาคอุตสาหกรรมในประเทศเป็นหนึ่งในฟันเฟืองที่สำคัญ &amp;nbsp;ล่าสุด สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;ร่วมกับ&amp;nbsp;PPP Plastics&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;Alliance to End Plastic&amp;nbsp;Waste&amp;nbsp;(AEPW)&amp;nbsp;เปิดตัว&amp;nbsp;&amp;ldquo;โครงการ&amp;nbsp;ALL_Thailand&amp;nbsp;เพื่อการจัดการพลาสติกอย่างยั่งยืน&amp;rdquo;&amp;nbsp;มีเป้าหมายพัฒนาต้นแบบและนวัตกรรมในการนำพลาสติกที่ใช้งานแล้วกลับมาใช้ประโยชน์และป้องกันพลาสติกเหล่านั้นหลุดรอดไปสู่สิ่งแวดล้อม ผ่านการพัฒนา 3&amp;nbsp;โครงการย่อยในประเทศไทย ได้แก่โครงการ&amp;nbsp;Eco&amp;nbsp;Digiclean&amp;nbsp;Klongtoei&amp;nbsp; ,&amp;nbsp;โครงการ&amp;nbsp;Rayong Less-Waste&amp;nbsp;(ระยองลดขยะ)&amp;nbsp;และโครงการ&amp;nbsp;Paving Green Roads&amp;nbsp; ระยะเวลารวม 2&amp;nbsp;ปี
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้ง 3 โปรเจ็ค จะผลักดันเป็นต้นแบบการจัดการขยะพลาสติกตั้งแต่ต้น และครอบคลุมเรื่องระบบและนวัตกรรมที่จะช่วยนำพลาสติกเหล่านั้นกลับมาใช้ประโยชน์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนก่อนขยายผลระดับประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า &amp;nbsp;โครงการในครั้งนี้สอดคล้องกับโรดแมฟจัดการขยะพลาสติกของไทย จะทำให้เกิด&amp;nbsp;Business Model&amp;nbsp;ในการจัดการขยะ และสามารถนำไปขยายผล ในวงกว้าง&amp;nbsp;เป็นประโยชน์ต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจของประเทศไทย ทั้งนี้ สภาฯ มี 45 กลุ่มอุตสาหกรรม มีสมาชิกทั่วประเทศ และมี 9 สถาบัน ในความรับผิดชอบ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;&amp;nbsp;เรามีความพร้อมดำเนินโครงการเพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการขยะให้ครบวงจร&amp;nbsp;และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพลาสติกใช้แล้วในรูปแบบต่างๆ &amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;นำพลาสติกใช้แล้วในงานสร้างถนนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โครงการนี้คาดหวังไทยมีแนวทางจัดการขยะพลาสติกตลอด&amp;nbsp;Supply Chain&amp;nbsp;สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว&amp;nbsp;หรือ BCG Model &amp;nbsp;และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย สอดคล้องกับทิศทางพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีในอนาคต &amp;ldquo; นายสุพันธุ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ALL Thailand&amp;nbsp;ลุย &amp;nbsp;3&amp;nbsp;โครงการย่อย &amp;nbsp;ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ประธาน&amp;nbsp;PPP Plastics อธิบายจุดเด่นแต่ละโครงการว่า &amp;nbsp;โครงการ &amp;nbsp;Eco&amp;nbsp;Digiclean&amp;nbsp;Klongtoei&amp;nbsp;นำเทคโนโลยีดิจิตอลช่วยบริหารจัดการขยะพลาสติกตั้งแต่ต้นทาง เช่น สร้าง&amp;nbsp;Application&amp;nbsp;ช่วยบริหารจัดการขยะ การพัฒนาถังขยะรูปแบบใหม่กึ่งอัตโนมัติช่วยแยกขยะประเภทพลาสติก&amp;nbsp;เพิ่มมูลค่าของขยะพลาสติก&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วน&amp;nbsp;Rayong Less-Waste&amp;nbsp;&amp;nbsp;จะเป็นการขยายโมเดลการจัดการขยะระดับชุมชนและท้องถิ่นด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียนไปให้ครอบคลุมทั้งจังหวัดระยอง&amp;nbsp;มีเป้าหมายที่จะสร้างชุมชนตัวอย่างใน&amp;nbsp;68&amp;nbsp;เทศบาลของจ.ระยอง ทำให้เกิดรายได้ อาชีพ ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดี ที่สำคัญลดปริมาณขยะพลาสติกที่ไปหลุมฝังกลบในระยองที่นับวันจะมีพื้นที่ลดน้อยลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถนนสีเขียว &amp;nbsp;&amp;nbsp;Paving Green Roads&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ถัดมาโครงการศึกษาวิจัยถนนสีเขียว &amp;nbsp;&amp;nbsp;Paving Green Roads&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.วิจารย์ บอกว่า โครงการนี้นำพลาสติกใช้แล้วมาเป็นส่วนผสมในถนนยางมะตอยอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้ยางมะตอย และไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยร่วมกับหลายประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; ในไทยเราได้ร่วมทำงานกับคณะอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมของการทำถนนที่มีส่วนประกอบของพลาสติกใช้แล้ว&amp;nbsp;ทั้งด้านอากาศและน้ำ รวมทั้งคุณสมบัติความแข็งแรงทนทาน และศักยภาพในการนำถนนพลาสติกที่ถูกรื้อถอนกลับมารีไซเคิล เพื่อสร้างเป็นถนนใหม่ ซึ่งจะมีการทดสอบ ถอดบทเรียน และติดตามความก้าวหน้างานวิจัย นวัตกรรมนี้จะเป็นอีกทางเลือกสร้างถนนของบ้านเราในอนาคต &amp;ldquo; ประธาน&amp;nbsp;PPP Plastics เผย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เจค็อบ ดูเออร์ &amp;nbsp;ซีอีโอ&amp;nbsp; AEPW &amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp; ทั้ง&amp;nbsp;3&amp;nbsp;โครงการเป็นตัวอย่างของกิจกรรมในพื้นที่ที่มีเอกลักษณ์ต่างกันเมื่อมารวมกันภายใต้โครงการ&amp;nbsp;ALL_Thailand&amp;nbsp;จะสามารถสร้างแรงกระเพื่อม ช่วยกระจายความรู้ สร้างความเข้าใจ ขับเคลื่อนให้เกิดผลกระทบเชิงบวกในชุมชน เพราะหลักการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนและหยุดขยะพลาสติกในสิ่งแวดล้อมต้องได้เกิดจากกระบวนการมีส่วนร่วม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หลายบริษัทเห็นความสำคัญของปัญหามากมายที่เกิดขึ้นจากพลาสติกใช้แล้ว พยายามค้นหานวัตกรรมลดขยะ &amp;nbsp;นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ&amp;nbsp;ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp; ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี &amp;nbsp;ตระหนักถึงผลกระทบของพลาสติกใช้แล้วที่ไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม จนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมได้นำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้ามาขับเคลื่อนการทำธุรกิจ เน้นบริหารจัดการพลาสติกตลอดทั้งวงจรอย่างรับผิดชอบผ่าน 3 ด้านหลัก คือ &amp;nbsp;การสร้างความรู้และความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน, การประยุกต์หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ให้ครอบคลุมทุกมิติของการทำธุรกิจ และการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ความร่วมมือระหว่างองค์กรและกับทุกภาคส่วน ร่วมสร้างการเติบโตให้กับชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.ชญาน์ จันทวสุ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารความยั่งยืนและภาพลักษณ์องค์กร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;การร่วมมือกับกลุ่มพันธมิตร&amp;nbsp;AEPW&amp;nbsp;แก้ปัญหาเพื่อลดปริมาณพลาสติกที่ใช้แล้วบนฐานของการจัดการขยะอย่างยั่งยืน เรานำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาปรับใช้ สร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภคในรูปแบบที่หลากหลาย และพร้อมให้ความร่วมมือศึกษา พัฒนาการวิจัย และนวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่มจากขยะพลาสติกให้สอดคล้องกับแนวทาง&amp;nbsp;BCG&amp;nbsp; บริษัทจะช่วยขับเคลื่อนให้เกิดการจัดการพลาสติกที่ใช้แล้วอย่างเป็นระบบ และส่งผลให้โครงการนี้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ในการลดปริมาณขยะพลาสติกในทะเลไทยลงไม่ต่ำกว่าร้อยละ&amp;nbsp;50&amp;nbsp;ภายใน ปี&amp;nbsp;2570&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106976</URL_LINK>
                <HASHTAG>AEPW, Paving Green Roads, PPP Plastics, สภาอุตสาหกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210620/image_big_60cef30dbac48.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101058</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2021 14:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2021 14:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชูแนวคิด Happy Workplace สานพลังสร้าง รพ.สนามสู้โควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สสส.-ส.อ.ท. ชูนวัตกรรมแนวคิด Happy Workplace กระตุ้นคนทำงานมีความสุขช่วงวิกฤต สานพลังสร้าง รพ.สนาม จ.สมุทรสาคร-ตู้เก็บวัคซีน 80 ตู้ มอบ รพ.รัฐทั่วประเทศ มุ่งขยายองค์กรสุขภาวะเพิ่มอีกเท่าตัว ในกลุ่มอุตสาหกรรม 6 กลุ่ม สภาอุตสาหกรรมจังหวัด 3 แห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร สสส. กล่าวบรรยายพิเศษในหัวข้อ &amp;ldquo;Happy Workplace โครงการพัฒนาภาคีขับเคลื่อนองค์กรสุขภาวะ&amp;rdquo; ในการประชุมคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 4/2564 ว่า สสส. ริเริ่มนวัตกรรมแนวคิดองค์กรแห่งความสุข (Happy Workplace) มาตั้งแต่ปี 2547 มีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญต่อการพัฒนาองค์กรให้เป็นองค์กรสุขภาวะบนพื้นฐานความสุข 8 ประการ (Happy 8) ปัจจุบันมีหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน ร่วมสานพลังนำนวัตกรรมไปแนวคิด Happy Workplace ไปใช้เป็นนโยบายขององค์กร หรือจัดกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร กว่า 10,000 แห่ง ที่ผ่านมา สสส. ร่วมกับ ส.อ.ท. พัฒนาต้นแบบองค์กรแห่งความสุขในกลุ่มอุตสาหกรรม 6 กลุ่ม ในบริษัทกว่า 600 แห่ง และสภาอุตสาหกรรมจังหวัด 9 พื้นที่ ครอบคลุม 33 จังหวัด ซึ่งถือเป็นภาคีเครือข่ายที่มีความเข้มแข็ง ทำให้คนวัยทำงานมีความสุขในการทำงาน และตระหนักถึงความสำคัญเรื่องสุขภาวะ เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ สสส. ได้รับเลือกให้ได้รับรางวัลเนลสันแมนเดลา ประจำปี 2564 ขององค์การอนามัยโลก เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;สสส. มุ่งเน้นการขับเคลื่อนนวัตกรรมแนวคิด Happy Workplace ผ่านทางผู้บริหาร ส.อ.ท. ที่จะเป็นแรงสนับสนุนเพิ่มตัวคูณขยายในวงกว้าง เพื่อให้บุคลากรภาคแรงงานไทย ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ได้มีสุขภาวะที่ดีขึ้น โดยมีเป้าหมายให้เกิดการขยายต้นแบบการขับเคลื่อนองค์กรสุขภาวะในกลุ่มอุตสาหกรรมเพิ่มจากเดิมอีก 6 กลุ่ม รวมเป็น 12 กลุ่ม และอุตสาหกรรมจังหวัดเพิ่มจากเดิมอีก 3 แห่ง รวมเป็น 12 แห่ง&amp;rdquo; ดร.ประกาศิต กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ส.อ.ท. ถือเป็นองค์กรตัวแทนภาคเอกชนและภาคการผลิต แบ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม 45 กลุ่ม และสภาอุตสาหกรรมจังหวัด 75 แห่ง ครอบคลุมภาคการผลิต อุตสาหกรรม และภาคแรงงานวัยทำงานทั่วประเทศ ถือเป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ จากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทำให้กระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมเกิดการชะลอตัว ทำให้แรงงานเกิดความเครียดส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ส.อ.ท. ตระหนักถึงความสำคัญในการสร้างเสริมสุขภาวะของคนในองค์กร จึงใช้นวัตกรรมแนวคิด Happy Workplace ของ สสส. สร้างต้นแบบองค์กรสุขภาวะ กระตุ้นแรงงานไทยให้ทำงานอย่างมีความสุข &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ส.อ.ท. ใช้แนวคิด Happy 8 สานพลังแห่งการเป็นผู้ให้ ดึงกลุ่มแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญมากฝีมือมาร่วมช่วยกู้วิกฤตโควิด-19 โดยสนับสนุนการสร้างโรงพยาบาลสนามที่จังหวัดสมุทรสาคร และตู้เก็บวัคซีนที่ได้มาตรฐานอุณหภูมิระหว่าง 2-8 องศาเซลเซียส 80 ตู้ มอบให้แก่โรงพยาบาลภาครัฐใน 77 จังหวัด ทั้งนี้ ตู้เก็บวัคซีนได้ส่งมอบแล้วใน 21 จังหวัด จังหวัดละ 1 ตู้ และจะดำเนินการส่งมอบส่วนที่เหลือให้แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายนนี้ เพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการรองรับผู้ป่วยและกลับมามีจำนวนผู้ป่วยน้อยลง และโรงพยาบาลมีศักยภาพให้บริการฉีดวัคซีนที่ได้คุณภาพในเวลาอันรวดเร็วยิ่งขึ้น จากผลการดำเนินงานพบว่า แรงงานมีความสุขในการทำงานในภาวะวิกฤต ที่สำคัญยังพบว่า การพัฒนาองค์กรสุขภาวะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพนักงานในองค์กร และต่างองค์กร เกิดความร่วมมือเป็นเครือข่ายที่เราเรียกว่า Happy Network&amp;rdquo; นายสุพันธุ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101058</URL_LINK>
                <HASHTAG>Happy 8, Happy Workplace, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์, นายสุพันธุ์ มงคลสุธี, รพ.สนาม, รางวัลเนลสันแมนเดลา ประจำปี 2564, ส.อ.ท., สภาอุตสาหกรรม, สสส., สำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร, องค์กรสุขภาวะ, องค์กรแห่งความสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210428/image_big_6089122fa3a24.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79591</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> โปรดเกล้าฯ‘อาคม’ รมว.คลังคนใหม่/ภาคเอกชนขานรับแนะเร่งฟื้นศก.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; โปรดเกล้าฯ &amp;quot;อาคม&amp;quot; นั่ง รมว.คลังคนใหม่แล้ว ประธานสภาอุตสาหกรรมฯ ขานรับ ชี้เป็นมืออาชีพ นักวิชาการแนะ รมว.คลังคนใหม่ต้องเร่งผลักดันมาตรการต่างๆ ให้เห็นผลในทางปฏิบัติว่าจะทำให้ ศก.ฟื้นตัวได้เร็ว สนค.เผยเงินเฟ้อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาติดลบ 0.70% ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7&amp;nbsp; ติดต่อกัน เหตุเจอราคาพลังงานที่ปรับลดลงเป็นตัวฉุดหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 5ตุลาคม พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ&amp;nbsp; แต่งตั้ง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 9 มิถุนายน พุทธศักราช&amp;nbsp; 2562 แล้ว และแต่งตั้งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดิน ตามประกาศลงวันที่ 10 กรกฎาคม พุทธศักราช 2562และประกาศครั้งสุดท้ายลงวันที่ 5 สิงหาคม พุทธศักราช 2563 นั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บัดนี้ นายกรัฐมนตรีได้กราบบังคมทูลว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ลาออกจากตำแหน่ง&amp;nbsp; สมควรแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแทนตำแหน่งที่ว่าง เพื่อความเหมาะสมและบังเกิดประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 1 ตุลาคม พุทธศักราช 2563 เป็นปีที่ 5ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การที่ รมว.การคลังคนใหม่เป็นนายอาคมถือเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากเป็นบุคคลที่เอกชนยอมรับได้ ผ่านงานมาหลายตำแหน่ง มีความรู้ความสามารถในด้านเศรษฐกิจหลากหลาย มีประสบการณ์ทั้ง รมว.คมนาคมที่ดูแลเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน, เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสามารถทำงานประสานกับ พล.อ.ประยุทธ์ได้ดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า เชื่อว่าเมื่อมารับตำแหน่งแล้วจะสามารถสานงานต่อได้ทันที เพราะตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ไทยต้องการมืออาชีพเข้ามาเป็น รมว.การคลัง เพื่อเข้ามาเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยเร็วที่สุด ส่วนนโยบายเร่งด่วนที่ภาคเอกชนต้องการให้ รมว.การคลังคนใหม่เข้ามาสานต่อ เช่น การช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี, การขยายเวลาพักชำระหนี้ออกไปอีก 2 ปี, นโยบายเมดอินไทยแลนด์ ส่งเสริมใช้สินค้าไทย,&amp;nbsp; กระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)&amp;nbsp; ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ประวัติการทำงานของนายอาคมในด้านการเมือง หรือตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจที่ผ่านมา ทำให้มีภูมิคุ้มกันการเมืองเป็นอย่างดี ซึ่งจะช่วยสานต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเดิมที่สะดุดให้เดินหน้าต่อได้ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงสูง ส่วนการทำงานร่วมกับคณะทำงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล หรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาตลาดไม่ได้คาดหวังรายชื่อผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง รมว.การคลังมากนัก&amp;nbsp; เพราะคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ว่า หากเป็นคนนอกจะต้องเป็นข้าราชการเกษียณอายุและต้องปกป้องผลประโยชน์ได้ โดยการเข้ามาจะเป็นการสานต่อนโยบาย แต่คงไม่มีนโยบายแปลกใหม่ และไม่คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก ทำให้การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้ไม่ได้มีผลอะไรต่อตลาดหุ้นไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง กล่าวว่า นายอาคม&amp;nbsp; เป็นบุคคลที่มีความเหมาะสมเพราะมีประสบการณ์ทางการเมือง มีความรู้เรื่องเศรษฐกิจในภาพใหญ่และการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ปกติ มองว่านายอาคมจะมีแรงกดดันจากการบริหารเศรษฐกิจอย่างมากในขณะนี้ เพราะภารกิจสำคัญที่ต้องทำคือ การทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวจากผลกระทบโควิด-19 อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการในระยะสั้น ดังนั้นต้องมีการผลักดันมาตรการต่างๆ ออกมาให้เห็นผลในทางปฏิบัติ ว่าจะสามารถบรรเทาความเดือดร้อนในทุกๆ ภาคส่วนได้จริงและทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การบริหารเศรษฐกิจของประเทศตอนนี้มีข้อจำกัด คือมีเงินไม่มาก ทั้งเงินจากงบประมาณและจาก&amp;nbsp; พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉิน ซึ่งเมื่อใช้เต็มจำนวนก็จะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยปี 2564 อยู่ที่ระดับ 59%&amp;nbsp; ต่อจีดีพี ซึ่งเสี่ยงหลุดกรอบวินัยการเงินการคลังที่กำหนดไว้ที่ไม่เกิน 60% เพราะรัฐบาลยังต้องกู้เงินเพิ่มเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ และภาวะหนี้ครัวเรือนของประเทศไทยก็อยู่ระดับสูง 84% ของจีดีพี เพิ่มมากสุดในรอบ 18 ปี ซึ่งล้วนเป็นข้อจำกัดในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ&amp;quot; นายสมชายกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (เงินเฟ้อ) เดือน ก.ย.63 เท่ากับ 102.18 ลดลง 0.11% เมื่อเทียบกับเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา และลดลง 0.70% เมื่อเทียบกับเดือน ก.ย.62 เป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 ติดต่อกันของปีนี้ นับตั้งแต่ มี.ค.63 เป็นต้นมา ส่วนเงินเฟ้อ 9 เดือนของปี 2563 (ม.ค.-ก.ย.) ลดลง 0.99%&amp;nbsp; ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานที่หักสินค้าอาหารสดและพลังงานออก ดัชนีอยู่ที่ 102.96 เพิ่มขึ้น 0.04% เมื่อเทียบเดือน ส.ค.63 และเพิ่มขึ้น 0.25% เมื่อเทียบกับเดือน ก.ย.62 เฉลี่ย 9 เดือนเพิ่มขึ้น 0.32%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เงินเฟ้อของไทยได้กลับมาติดลบครั้งแรกในเดือน มี.ค.63 โดยลดลง 0.54% จากนั้นเดือน เม.ย.-ส.ค.63 ก็ติดลบมาโดยตลอด คือลดลง 2.99%, 3.44%, 1.57%, 0.98% และ 0.50% ตามลำดับ&amp;nbsp; ซึ่งตามทฤษฎีเงินเฟ้อติดลบติดต่อกัน 3 เดือนจะถือเป็นภาวะเงินฝืด แต่เป็นการฝืดทางเทคนิคไม่ใช่ฝืดจริง เพราะสินค้ายังมีการเคลื่อนไหวปกติและหลายรายการเพิ่มขึ้น แต่ตัวที่ฉุดให้เงินเฟ้อลดลงคือราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อลดลง 0.70% มาจากราคาสินค้าในกลุ่มพลังงานที่ลดลงมาก โดยเฉพาะราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ แม้ราคาสินค้าในกลุ่มอาหารสดจะปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่สามารถดึงให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะราคาเนื้อสัตว์อย่างเนื้อหมูและผักสดสูงขึ้นตามความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ส่วนสินค้าอื่นๆ เคลื่อนไหวปกติ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อที่ลดลง 0.70% มาจากสินค้าหมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลดลง 1.94% จากการลดลงของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง 15.77% หมวดเคหสถาน ลด 0.19% หมวดบันเทิง&amp;nbsp; การอ่าน การศึกษา ลด 0.21% ขณะที่สินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ เพิ่ม 1.42% จากการเพิ่มขึ้นของเนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ และสัตว์น้ำ 3.38% ผักสด เพิ่ม 11.21% เครื่องประกอบอาหาร เพิ่ม&amp;nbsp; 2.25% เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เพิ่ม 1.71% อาหารบริโภคในบ้าน เพิ่ม 0.51% อาหารบริโภคนอกบ้าน เพิ่ม 0.67%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อพิจารณาสินค้าที่คำนวณเงินเฟ้อ 422 รายการ พบว่าเดือน ก.ย.63 ราคาสินค้าสูงขึ้นมีจำนวน&amp;nbsp; 128 รายการ เมื่อเทียบกับเดือน ส.ค.63 และสูงขึ้น 224 รายการ เมื่อเทียบกับเดือน ก.ย.62 ส่วนใหญ่เป็นสินค้าในกลุ่มอาหารสด ขณะที่ราคาลดลงมี 111 รายการ เมื่อเทียบเดือน ส.ค.63 และลดลง 130&amp;nbsp; รายการเมื่อเทียบเดือน ก.ย.62 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มพลังงาน ส่วนราคาไม่เปลี่ยนแปลงมี 183 รายการ&amp;nbsp; เมื่อเทียบเดือน ส.ค.63 และไม่เปลี่ยนแปลง 68 รายการ เมื่อเทียบเดือน ก.ย.62
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อไตรมาส 4 ปีนี้คาดว่าจะยังคงติดลบ ประเมินไว้ที่ติดลบ&amp;nbsp; 0.34% เพราะราคาพลังงานยังลดลงจากความต้องการใช้ทั่วโลกที่ลดลง เพราะหลายประเทศกลับมาล็อกดาวน์อีกครั้งเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบ 2 แต่คาดว่าอัตราติดลบจะน้อยกว่าไตรมาส 2 และ 3 เพราะความต้องการบริโภคในประเทศที่มีแนวโน้มสูงขึ้น จากมาตรการส่งเสริมการส่งออก&amp;nbsp; มาตรการจ้างงาน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในรูปแบบต่างๆ ที่จะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน รวมถึงราคาอาหารสดบางชนิด เช่น เนื้อสัตว์และผักสด ยังมีแนวโน้มสูงขึ้นตามปริมาณผลผลิตและความต้องการของตลาด โดย สนค.ยังคงคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2563&amp;nbsp; ไว้ที่ลบ 1.5% ถึงลบ 0.7% มีค่ากลางอยู่ที่ลบ 1.1%.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79591</URL_LINK>
                <HASHTAG>พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา, รมว.คลัง, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, สภาอุตสาหกรรม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201005/image_big_5f7b1f94ccdbf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47740</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2019 10:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2019 09:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คปภ. ลงนาม  MOU “หอการค้า-สภาอุตสาหกรรม” จังหวัดมุกดาหาร • พร้อมเปิดโครงการ“คักอีหลี ประกันภัยโลจิสติกส์ผ่านแดน”เพื่อเติมเต็มองค์ความรู้ ความเข้าใจด้านประกันภัยสู่เครือข่ายภูมิภาค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) มอบหมายให้ นายชนะพล มหาวงษ์ รองเลขาธิการ ด้านกฎหมาย คดี และคุ้มครองสิทธิประโยชน์ เป็นผู้แทนของสำนักงาน คปภ. เพื่อลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) จำนวน 2 ฉบับ คือ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยเรื่อง การบูรณาการส่งเสริมความรู้และสิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัย กับ หอการค้าจังหวัดมุกดาหาร โดยมี นายศรายุทธ เขมะลักษณ์ ประธานกรรมการหอการค้าจังหวัดมุกดาหาร ร่วมลงนาม อีกฉบับหนึ่งเป็นบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยเรื่อง การบูรณาการส่งเสริมความรู้และสิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัย กับ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดมุกดาหาร โดยมี นายไกรฑูรย์ สุวรรณปัฎนะ รองประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดมุกดาหาร ร่วมลงนาม ซึ่งการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ทั้ง 2 ฉบับ ได้รับเกียรติจากนายศักดิ์สิทธิ์ สกุลลิขเรศสีมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในครั้งนี้ด้วย เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2562 ณ ห้องกระดุมเงินกระดุมทอง โรงแรมมุกดาหารแกรนด์ โฮเทล อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสาระสำคัญในการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ทั้ง 2 ฉบับนั้น เพื่อมุ่งเน้นการส่งเสริมและผลักดันให้ผู้ประกอบการพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมในจังหวัดมุกดาหารได้รับความรู้ และเข้าใจเกี่ยวกับการประกันภัย เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยง และเป็นหลักประกันความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนเป็นเครือข่ายในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านประกันภัยไปสู่ภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหารอย่างครบวงจร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในโอกาสนี้ นายชนะพล มหาวงษ์ รองเลขาธิการ ด้านกฎหมาย คดี และคุ้มครองสิทธิประโยชน์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) เป็นประธานเปิด &amp;ldquo;โครงการ คักอีหลี ประกันภัยโลจิสติกส์ผ่านแดน&amp;rdquo; โดยมีใจความตอนหนึ่งว่า สำนักงาน คปภ. เป็นหน่วยงานของรัฐ ที่มีหน้าที่กำกับดูแล และคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนด้านการประกันภัย รวมทั้งเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชน ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้ได้ใช้ประโยชน์จากระบบประกันภัยมากยิ่งขึ้น และสามารถคุ้มครองสิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากการประกันภัยด้วยตนเอง จึงได้กำหนดนโยบาย ในการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจด้านการประกันภัย และ การประชาสัมพันธ์เชิงรุกให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ ผ่านการบูรณาการ ความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จังหวัดมุกดาหาร เป็นจังหวัดชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และมีจุดผ่านแดนถาวรที่สำคัญคือ จุดผ่านแดนถาวรมุกดาหาร &amp;ndash; สะหวันเขต (สะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งที่ 2 ) มีการค้าขายผ่านแดน มีปริมาณรถเข้า-ออกทั้งรถไทยและรถสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นจำนวนมาก การนำเข้าและส่งออกสินค้าระหว่างประเทศมีมูลค่าหลายพันล้านบาท และยังมีการขนส่งผ่านแดนไปยังประเทศที่ 3 ต่อไปอีกด้วย ปัจจุบันการค้าชายแดนถือเป็นรายได้ที่สำคัญที่จะช่วยทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศขยายตัวดีขึ้น หากขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจตามแนวชายแดนอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลให้ความสำคัญในการผลักดันการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เพื่อสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทิศทางการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนยังมีโอกาสขยายตัวอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การค้าขายระหว่างประเทศมีความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ในระหว่างการขนส่งสินค้า เริ่มตั้งแต่รับสินค้าเข้ามาในโกดังเพื่อจัดเก็บ การเตรียมการขนส่ง การสต๊อกสินค้า การคัดแยก การประกอบ การบรรจุสินค้าและกิจกรรมอื่นๆ ผู้ประกอบการจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการนำระบบการประกันภัยมาใช้ในการบริหารความเสี่ยง เพื่อลดความสูญเสียอันอาจจะเกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งสินค้า การประกันภัยจึงเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญสำหรับผู้ประกอบการโลจิสติกส์ รวมไปถึงผู้ประกอบการท่องเที่ยว หน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้รับความรู้ ความเข้าใจ ตระหนักถึงความสำคัญ และมีความเชื่อมั่นในการใช้ระบบประกันภัยมาบริหารความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม ซึ่งการประกันภัยมีหลากหลายรูปแบบสามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจและชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47740</URL_LINK>
                <HASHTAG>(เลขาธิการ คปภ., ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ, ประกันภัย, มุกดาหาร, สภาอุตสาหกรรม, หอการค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191010/image_big_5d9e9e4b15bd4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24196</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/12/2018 10:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/12/2018 07:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  จับมือสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ทำหมันแมลงวันผลไม้ 7 พันไร่ ที่ ”หนองวัวซอ” จ.อุดรฯ  พื้นที่ส่งออกมะม่วงคุณภาพไปต่างประเทศ สั่ง สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ ใช้ “รังสี” ควบคุมตั้งแต่ในแปลงปลูกไม่ให้กระทบการส่งออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมคณะ ได้เดินทางไปลงพื้นที่ไปหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี และพบกับเกษตรกรผู้เพาะปลูกมะม่วงและผลไม้อื่น พร้อมรับฟังแนวทางการดำเนินการของเกษตรกรพร้อมปัญหาศัตรูพืชจากเกษตรกร จำนวน 10 กลุ่ม กว่า 250 คน มีเกษตรกรเครือข่าย 450 หลังคาเรือน โดยพื้นที่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ ประมาณ 7000 ไร่ เป็นมะม่วงน้ำดอกไม้ที่มีคุณภาพสำหรับการส่งออก ทั้งนี้ ในพื้นที่พบปัญหาแมลงวันทองหรือแมลงผลไม้ ซึ่งเป็นแมลงศัตรูพืชที่สำคัญของผลไม้ในประเทศไทย นอกจากหนอนแมลงวันผลไม้ที่ฟักตัวออกมาจะกัดกินภายในผลไม้ทำให้เน่าเสียแล้ว ยังก่อให้เกิดปัญหาที่ต่างประเทศกีดกันไม่ให้นำผลไม้จากประเทศไทยผ่านเข้าประเทศปลายทางได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยกเว้นผลไม้ที่ผ่านการกำจัดแมลงทางกักกันพืช เช่น การอบไอน้ำ การฉายรังสี การรมด้วยสารเคมี เป็นต้น&amp;nbsp; หลังรับฟังปัญหา ดร.สุวิทย์ กล่าวว่า ตนได้มอบให้สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(สทน.) เข้าไปทำหมันแมลงวันทองในพื้นที่ อ.หนองวัวซอ ให้เป็นพื้นที่นำร่องทำหมันด้วยรังสี ซึ่งเป็นวิธีการควบคุมแมลงเชิงรุกตั้งแต่ในแปลงปลูกที่ใช้ได้ผลในหลายประเทศและในประเทศไทยมีการนำเทคนิคนี้มาใช้ในหลายพื้นที่ โดยการปล่อยแมลงวันผลไม้สายพันธุ์หลังขาวที่เป็นหมันร่วมกับวิธีอื่น ในพื้นที่ควบคุมแมลงวันผลไม้ พบว่า จำนวนแมลงวันผลไม้สายพันธุ์ปกติจะลดลง 96.02% เพราะจำนวนดักแด้ลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการควบคุมแมลงวัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และการใช้แมลงวันสายพันธุ์หลังขาวในการตรวจสอบติดตามประชากรแมลงวัน พบว่า มีความถูกต้องในการจำแนกแมลงที่เป็นหมันออกจากแมลงในธรรมชาติมากกว่า ใช้เวลา และต้นทุนวัสดุน้อยกว่า วิธีการนี้ ใช้ได้ผลในหลายประเทศมาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา (ฟลอริดา) เม็กซิโก ออสเตรเลีย อาร์เจนตินา เปรู ชิลี อิสราเอล และในประเทศไทยมีการนำเทคนิคนี้มาใช้ในหลายพื้นที่เช่นเดียวกัน ได้แก่ ดอยอ่างขาง จ.เชียงใหม่ อ.ปากช่อง จ.นครราช สีมา อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี อ.บ้านฉาง จ.ระยอง อ.สามเหล็ก จ.พิจิตร อ.ขลุง จ.จันทบุรี และ อ.ลอง จ.แพร่ พบว่าสามารถลดความเสียหายผลไม้ของเกษตรกรที่ถูกทำลายโดยแมลงวันผลไม้ ในธรรมชาติได้มาก โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จะนำผู้ส่งออกผัก ผลไม้สดไปยังต่างประเทศ จัดทำเกษตรพันธะสัญญากับเกษตรกรผู้เพาะปลูกมะ ม่วงน้ำดอกไม้เพื่อการส่งออกทันทีถ้าทำสำเร็จ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24196</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.อุดรธานี, ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์, รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(วท.), สภาอุตสาหกรรม, หนองวัวซอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181214/image_big_5c131d8d1d380.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
