<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>90971</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/01/2021 17:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/01/2021 17:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภาอุตฯสมุทรสาคร ผลักดันตรวจหาเชื้อโควิดทางน้ำลายแรงงาน 3หมื่นคน     </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
25ม.ค.64- ศูนย์ประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรสาคร รายงานว่า เมื่อบ่ายว้นนี้่ &amp;nbsp;(25มค.64) นายอภิสิทธิ์ เตชะนิธิสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร นายชาธิป ตั้งกุลไพศาล รองประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรสาคร ร่วมแถลงข่าวโครงการ &amp;ldquo;รวมใจรักษ์สมุทรสาคร&amp;rdquo; เพื่อผลักดันให้สถานประกอบการในอำเภอบ้านแพ้วและกระทุ่มแบนร่วมกับโรงพยาบาลในพื้นที่ตรวจหาเชื้อโควิด 19 ในน้ำลาย คือตรวจน้ำลายของกลุ่มแรงงาน โดยตรวจทีละ 5 คนรวมกัน ถ้าผลการตรวจออกเป็นบวกแสดงว่าติดเชื้อจะต้องตรวจหารายบุคคลซ้ำอีกครั้ง แต่ถ้าผลเป็นลบก็ไม่ต้องตรวจซ้ำ ซึ่งวิธีการตรวจดังกล่าวได้ผลแม่นยำ มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับวิธีการตรวจจากสารคัดหลั่งหลังจากจมูกและคอหรือวิธีการตรวจหาสารพันธุกรรม (RT-PCR) ซึ่งวิธีการตรวจหาเชื้อในน้ำลายนี้ได้รับการยอมรับในหลายประเทศ เพราะว่าประหยัดค่าใช้จ่าย และเวลา เก็บตัวอย่างง่ายกว่า สามารถเก็บได้ด้วยตัวเอง ทำให้บุคลากรปลอดภัยมากขึ้น ไม่ต้องใช้หรือลดการใช้ชุดป้องกัน PPE ภายในสัปดาห์นี้คาดว่าจะตรวจแรงงานในสถานประกอบการได้ประมาณ 3 หมื่นคน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90971</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, กลุ่มแรงงานต่างด้าว, การตรวจหาเชื้อโควิด-19, จ.สมุทรสาคร, ตรวจน้ำลายหาโควิด, สภาอุตสาหกรรมจังหวัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210125/image_big_600e9d6eaa0ac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44143</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2019 21:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2019 21:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สะเทือนชาวบ้านแห่ต้านเหมืองแร่รายวัน&#039;กาฬสินธุ์-หนองบัวลำภู-เพชรบูรณ์ &#039; ระอุขีดเส้นจังหวัดหยุดคำขอประทานบัตร ซัดยุบทิ้งศูนย์ดำรงธรรมฯพึ่งไม่ได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ส.ค.62 - มีความเคลื่อนไหวของชาวบ้านออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการเหมืองแร่อย่างต่อเนื่องในแต่ละจังหวัดเช่น ที่ จ.หนองบัวลำภู จ.อำนาจเจริญ จ.กาฬสินธิ์ จ.สกลนคร จ.อุดรธานี &amp;nbsp;จังหวัดขอนแก่นและ ล่าสุดที่ &amp;nbsp;จ.เพชรบูรณ์ &amp;nbsp;โดยนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า มีโอกาสได้ลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลกระทบการสำรวจเหมืองแร่ สำหรับปัญหาเรื่องความวิตกกังวลของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อำเภอหนองไผ่ อำเภอบึงสามพันและพื้นที่ใกล้เคียง ที่มีการออกอาชญาบัตรสำรวจเหมืองแร่นั้นคงต้องนำข้อร้องเรียนและความกังวลเรื่องผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นนั้นไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อลดปัญหาและแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายชัยสิทธิ &amp;nbsp;ชัยสัมฤทธิผล นายอำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ได้รับความเดือดร้อนคือประชาชนที่คัดค้านการทำอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทองคำในเขตอำเภอหนองไผ่ โดยชาวบ้านระบุสาเหตุการคัดค้านการว่าการให้สัมปทานเหมืองแร่ทองคำนั้นเนื่องจากพื้นที่ 6 อำเภอในจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นพื้นที่ต้นน้ำและพื้นที่โดยรอบแม่น้ำป่าสัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หากรัฐบาลให้สัมปทานบัตร จะทำให้สารเคมีและสารตกค้างจากเหมืองแร่ไหลลงสู่แม่น้ำป่าสักและเขือนป่าสักชลสิทธิ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญของประเทศ ดังนั้นจึงเป็นปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอย่างหนัก พื้นที่ 3 ตำบล ซึ่งภาครัฐได้ออกอาชญาบัตรสำรวจแร่ในขณะนี้ได้แก่ตำบลซับสมอทอด อำเภอบึงสามพัน ตำบลนาเฉลียง ตำบลหนองไผ่ อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์&amp;quot; นายชัยสิทธิ ระบุ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ศาลากลางจังหวัดหนองบัวลำภู กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได ประมาณ 50 คน เข้ายื่นหนังสือต่อนายชัยธวัช เนียมศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้ตรวจสอบการประชุมสภาอบต.ดงมะไฟ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู ซึ่งได้จัดการประชุมสภาสมัยสามัญ สมัยที่ 2 ประจำปีพ.ศ. 2562 เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.62 ที่ผ่านมา และในระเบียบวาระที่ 4 ข้อ 3 ได้มีการสอดแทรกบรรจุเรื่องการพิจารณาลงมติต่อใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการเข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อทำเหมืองแร่หินปูน ชนิดอุตสาหกรรมก่อสร้าง บนภูผาฮวก ตามประทานบัตรเลขที่ 27221/15393 เนื้อที่กว่า 175 ไร่ &amp;nbsp;และเพื่อสร้างที่กองเก็บแร่ ที่ตั้งโรงโม่ และอื่นๆ อีกจำนวน 50 ไร่ ตามลำดับ ต่อไปอีกเป็นระยะเวลา 10 ปี คือตั้งแต่เดือน ก.ย.63 ถึง ก.ย.73&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายสมควร &amp;nbsp;เรียงโหน่ง &amp;nbsp;ประธานกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได กล่าวว่า การที่ประธานสภาอบต.ดงมะไฟ ได้นำเรื่องผู้ประกอบการขอต่อใบอนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อทำเหมืองแร่ สอดแทรกเข้าสู่การประชุมสภาฯ โดยไม่ได้มีการบรรจุตามระเบียบวาระเอาไว้ตั้งแต่ต้น และสมาชิกสภาอบต.ฯ ก็ได้มีมติเห็นชอบไปอย่างรีบเร่งนั้น เป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยข้อบังคับการประชุมสภาท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ สภาอบต.ดงมะไฟ ยังดำเนินการขัดต่อระเบียบกรมป่าไม้ว่าด้วยการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรือที่อยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2548 ข้อ 8 (5) ซึ่งระบุว่าการพิจารณาให้เข้าใช้ประโยชน์พื้นที่ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ต้องไม่มีปัญหากับราษฎรในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง และต้องได้รับความเห็นชอบจากองค์การบริหารส่วนตำบลท้องที่ที่ป่านั้นตั้งอยู่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมควร กล่าวต่อว่า การทำเหมืองดังกล่าว ได้มีปัญหากับราษฎรในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียงมาโดยตลอด และกลุ่มชาวบ้านก็ได้มีการยื่นหนังสือคัดค้านมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งมีการฟ้องศาลปกครอง และศาลก็ได้มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 14 มี.ค.61 โดยมีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสืออนุญาต ที่อนุญาตผู้ประกอบการ เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และเพิกถอนคำสั่งต่ออายุประทานบัตร ที่ออกให้ผู้ประกอบกิจการเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูน ในท้องที่ต.ดงมะไฟ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงแม้ว่าปัจจุบันคดีจะอยู่ระหว่างการยื่นอุทธรณ์ของคู่ความ แต่ปัญหาความขัดแย้งกับราษฎรในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียงยังคงมีอยู่เรื่อยมาอย่างต่อเนื่อง โดยข้อเรียกร้องของชาวบ้านคือ ขอให้ผู้ว่าราชการมีคำสั่งตรวจสอบการประชุมสภาอบต.ดงมะไฟ ว่าผิดระเบียบกฎหมายตามที่กล่าวมาหรือไม่ ซึ่งถ้าพบว่าผิดจริงการมีมติเห็นชอบของสมาชิกอบต.ก็ต้องเป็นโมฆะ และไม่ให้มีการนำเอารายงานไปประกอบการยื่นขอต่อประทานบัตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ จ.กาฬสินธุ์ กลุ่มชาวบ้านในนามกลุ่มฅนเหล่าไฮงามไม่เอาเหมืองแร่ กว่า 150 คน เดินทางมาที่ ศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อยืนหนังสือขอคัดค้านการขอประทานบัตรเหมืองแร่ทรายแก้ว ในพื้นที่ ต.เหล่าไฮงาม อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ และอุตสาหกรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยมีนายสนั่น พงษ์อักษร รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เข้ารับเรื่องร้องเรียน ซึ่งยืนยันรับข้อเสนอทั้งหมดของกลุ่มฅนเหล่าไฮงามไม่เอาเหมืองแร่ พร้อมทั้งจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในการดำเนินการขอประทานบัตรเหมืองแร่ว่าเป็นไปอย่างถูกต้องหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ชาวบ้านเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการแร่ระดับจังหวัด ซึ่งมีหน้าที่อนุมัติคำขอประทานบัตรเหมืองแร่ ประเภทที่ 1 ได้รับทราบว่าชาวตำบลเหล่าไฮงามคัดค้านการจัดรับฟังความคิดเห็นของอุตสาหกรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ และไม่ให้มีการนำข้อมูลจากการจัดรับฟังความคิดเห็น วันที่ 5 สิงหาคม 2562 ของห้างหุ้นส่วนจำกัด บัวขาวคลังแก้ว และเวทีรับฟังความคิดเห็น วันที่ 7 สิงหาคม 2562 ของบริษัท แทน ซิลิก้า จำกัด ไปแอบอ้างในการขอประทานบัตรเหมืองแร่ทรายแก้วในพื้นที่ตำบลเหล่าไฮงามต่อไป ชาวตำบลเหล่าไฮงาม จำนวน 408 คน ขอคัดค้านการขอประทานบัตรเหมืองแร่ทรายแก้ว ในพื้นที่ตำบลเหล่าไฮงาม อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขอยืนยันให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ได้รับทราบว่า ชาวตำบลเหล่าไฮงาม ไม่ต้องการเหมืองแร่ทรายแก้ว เนี่องจากจะสร้างผลกระทบต่อที่ทำกินของประชาชน รวมทั้งกังวลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพที่จะเกิดจากการทำเหมืองแร่ทรายแก้ว ทั้งปัญหาเรื่องฝุ่น ปัญหาการใช้น้ำ ปัญหาการคมนาคม การจัดการของเสียจากการผลิต การรับชอบในกรณีเกิดผลกระทบกับประชาชน และการเข้ามาขอทำเหมืองแร่ทรายแก้วก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในชุมชน เมื่อมีความพยายามผลักดันให้เกิดเหมืองแร่ทั้งที่ประชาชนกว่าส่วนใหญ่ไม่ต้องการเหมืองแร่ทรายแก้ว ชาวตำบลเหล่าไฮงามจึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ พิจารณายกเลิกคำขอประทานบัตรเหมืองแร่ทรายแก้วในพื้นที่ตำบลเหล่าไฮงาม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังระบุให้อุตสาหกรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ มีหนังสือแจ้งยกเลิกการจัดรับฟังความคิดเห็น วันที่ 5 สิงหาคม 2562 ของห้างหุ้นส่วนจำกัด บัวขาวคลังแก้ว และเวทีรับฟังความคิดเห็น วันที่ 7 สิงหาคม 2562 ของบริษัท แทน ซิลิก้า จำกัด เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อไม่ให้มีการแอบอ้างนำรายงานการประชุมการรับฟังความคิดเห็น มาขอประทานบัตรเหมืองแร่ทรายแก้วในพื้นที่ตำบลเหล่าไฮงามในภายหลัง และ ขอให้อุตสาหกรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ส่งหนังสือแจ้งกลุ่มฅนเหล่าไฮงามไม่เอาเหมืองแร่ ล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน ในกรณีที่จัดกิจกรรมเกี่ยวกับเหมืองแร่ทรายแก้ว โดยขอให้อุตสาหกรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ส่งหนังสือตอบกลับหนังสือคัดค้านฉบับนี้ภายใน 7 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังจากชาวบ้านตำบล​เหล่า​ไ​ฮ​งาม​ไม่เอา​เหมืองแร่​เดินทางมายื่นหนังสือคัดค้าน​กับผู้ว่าราชการจังหวัด​กาฬสินธุ์​ และอุตสาหกรรม​จังหวัด​กาฬสินธุ์​ พบว่าหลังยื่นหนังสือเจ้าหน้าที่ไม่ได้นำสำเนาหนังสือ​คัดค้านให้ชาวบ้าน​ เป็นเหตุให้​ต้อง​เดินทางมารับหนังสืออีกครั้ง ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ชาวบ้านต้องเดือดร้อนกลับมาอีกรอบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เข้าใจว่าหน้าที่พื้นฐานที่สุดของเจ้าหน้าที่รัฐกรณีที่ชาวบ้านมาร้องทุกข์​ ร้องเรียน​ ต้องสำเนาหนังสือที่มีเลขรับหนังสือ​ เพื่อเป็นหลักฐานการร้องเรียนให้ชาวบ้านทันที ถ้าเเค่ถ่ายเอกสารสำเนาเรื่องร้องเรียนให้ชาวบ้านไม่ได้​ต้องลำบากให้ชาวบ้านเดินทางมาอีกรอบ ไอ้ที่บอกว่ากลัวชาวบ้านลำบากไม่อยากให้เดินทางมาถึงจังหวัดนี่จะเชื่อได้เเค่ไหนกัน​ แล้วอย่ามาอ้างว่าเป็นความผิดชาวบ้านที่ไม่ทวง​ นี่คือหน้าที่ต้องให้ได้ทวงถามตลอด มันน่ารำคาญ​จนคิดว่าไม่อยากรับเรื่องร้องเรียน​ ถ้าอย่างนั้นก็ยุบทิ้งเปลืองงบ อย่าให้ถึงขั้นต้องมีการเปิดการอบรมกัน​ กะเเค่การให้หลักฐานยืนยันกับชาวบ้านที่มาร้องทุกข์​ หวังว่าจะไม่ต้องมาพูดเรื่องที่โคตรจะพื้นฐาน​เเบบนี้​อีก​ กับบรรดาเจ้าหน้าที่​รัฐ​ที่กินเงินเดือนจากภาษีประชาชน&amp;quot; ชาวบ้านที่มายื่นหนังสือ ระบุ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44143</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, กระทรวงอุตสาหกรรม, ต้านเหมืองแร่., ศูนย์ดำรงธรรม, สภาอุตสาหกรรมจังหวัด, สันติ พร้อมพัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190823/image_big_5d5ff9c998200.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26505</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/01/2019 12:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/01/2019 12:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จี้ตรวจสอบเขตคำขอต่ออายุประทานบัตรใหม่ หลังรัฐดอดเงียบซูเอี๋ยนายทุนเหมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ม.ค.62- เมื่อเวลา 10.00 น.ที่ศาลากลางจังหวัดหนองบัวลำภู กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได จำนวน 50 คน เข้ายื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อให้มีการตรวจสอบเขตคำขอต่ออายุประทานบัตร ทำเหมืองแร่หินปูน เนื้อที่กว่า 175 ไร่ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเก่ากลอยและป่านากลาง ท้องที่ตำบลดงมะไฟ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู ว่ามีการทำเหมืองรุกล้ำพื้นที่ป่าไม้หรือไม่&amp;nbsp;โดยมีหัวหน้าศูนย์ดำรงธรรม ผู้แทนจากสำนักงานอุตสาหกรรม และผู้แทนสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดหนองบัวลำภู มาเจรจารับข้อเรียกร้อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้กลุ่มชาวบ้านได้เคยยื่นหนังสือให้ตรวจสอบในประเด็นดังกล่าวเมื่อวันที่ 7 พ.ย.61 ที่ผ่านมา แต่หน่วยงานรัฐได้ลงไปตรวจสอบกับผู้ประกอบการเพียงลำพัง โดยไม่มีการแจ้งข้อมูลให้ชาวบ้านได้รับทราบ จนนำมาสู่การยื่นหนังสือไม่ยอมรับและคัดค้านในวันนี้ &amp;nbsp;สำหรับข้อสรุปจากเวที คือ จะมีการลงพื้นที่ตรวจสอบเขตคำขอต่ออายุประทานบัตรใหม่ ในวันที่ 28 ม.ค.62 นี้ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ฯ ร่วมตรวจสอบด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26505</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่ ผาจันใด, ศูนย์ดำรงธรรม, สภาอุตสาหกรรมจังหวัด, หนองบัวลำภู, เหมืองแร่หินปูน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190114/image_big_5c3c2259c9dbf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25772</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/01/2019 18:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/01/2019 08:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สร้างแบรนด์ เพิ่มคุณค่า ส่งเสริมเอสเอ็มอี (อีโคโฟกัส)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
สร้างแบรนด์ เพิ่มคุณค่า ส่งเสริมเอสเอ็มอี(อีโคโฟกัส)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี เป็นกลุ่มธุรกิจเล็กๆ ที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในปัจจุบัน เพราะหลายฝ่ายมองว่าจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศให้เติบโตขึ้นมาได้ ถึงจะไม่ได้รวดเร็วเท่ากับการลงทุนขนาดใหญ่ และก็เป็นการวางรากฐานให้กับประชาชนในประเทศได้อย่างดีที่สุด จึงเกิดไอเดียมากมายในการสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นการตั้งศูนย์พัฒนาเอสเอ็มอี ตั้งศูนย์ให้ข้อมูล ออกมาตรการต่างๆ มาช่วยเหลือ มอบความรู้ ดูงาน เปิดตลาด ควบคู่ไปกับสนับสนุนทางด้านการเงินด้วย เอสเอ็มอีในประเทศไทยก็ยังไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ก็พูดไม่ได้ เพราะมีบางกลุ่มที่มีความคิดสร้างสรรค์ เข้าหาทุกเครื่องมือที่มีไว้ให้ และมีเงินทุนพอที่จะกล้าได้กล้าเสียกับการพัฒนา ก็สามารถเติบโตและต่อยอดธุรกิจตัวเองให้มาทัดเทียมกับธุรกิจระดับใหญ่ๆ ของประเทศได้บ้าง แต่ในขณะที่ธุรกิจรายย่อย ตัวจิ๋ว ตัวเล็ก ที่เดิมเป็นเพียงร้านค้าทั่วไปและอยากจะพัฒนาตัวเองขึ้นมา ถึงจะเข้าถึงเครื่องมือที่มีให้ทั้งหมดแล้วก็อาจจะไม่เติบโตอย่างที่หวังไว้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เอสเอ็มอีก็ยังเป็นความหวังหลักๆ ของประเทศที่หวังว่าจะเติบโตและเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ในการเดินหน้าประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงไม่ลดความพยายามที่จะพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็เป็นผลดีกับกลุ่มผู้ที่ทำธุรกิจ เพราะจะเป็นช่องทางที่จะทำให้ตัวเองไปอยู่ในกลุ่มที่ได้รับความสนใจ และพัฒนาออกมาให้เติบโตจากจุดที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งการสนับสนุนที่ออกมาจากหน่วยงานที่ดำเนินงานด้านนี้ ก็ออกมาอย่างต่อเนื่อง และล่าสุด สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี) ที่นำโดย นายไชยวัฒน์ หาญสมวงศ์ ประธานสภา ก็ได้มีการโชว์มาตรการใหม่ที่จะสนับสนุนเอสเอ็มอีอีกช่องทางหนึ่ง ทำให้เกิดความรับรู้ระดับประเทศ ขยายตลาดให้กับกลุ่มเป็นผู้ทำธุรกิจ และเป็นแนวทางที่หวังว่าถ้าเกิดขึ้นมาจริงๆ แล้วจะเป็นอนาคตที่สดใสจริงๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีการผลักดันโครงการ SMEs Smart Province (เอสเอ็มอี สมาร์ท โพรวินส์) เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการระดับจังหวัดและพัฒนาสินค้าเด่นสร้างเป็น Brand Province (แบรนด์โพรวินส์) โดยนำสินค้าที่มีจุดเด่นในจังหวัดมาสร้างเป็นแบรนด์ที่เข้มแข็งทำให้เอสเอ็มอีในแต่ละจังหวัดมีเป้าหมายมากขึ้น โดยการดำเนินโครงการจะใช้กลไกความร่วมมือทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถานศึกษา จากในระดับจังหวัดรวมกับกลไกในระดับประเทศ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เริ่มจากการสร้างความเข้มแข็งจากระดับจังหวัด เพื่อสนับสนุนความรู้ความเข้าใจในการเข้าถึงแหล่งทุน และองค์ความรู้ต่างๆ โดยบูรณาการความร่วมมือและใช้กลไกทุกภาคส่วนของจังหวัดในการขับเคลื่อนทั้งระบบ ประกอบด้วย ภาครัฐ ได้แก่ อุตสาหกรรมจังหวัด พาณิชย์จังหวัด สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ภาคเอกชน ได้แก่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาเอสเอ็มอีจังหวัด สภาอุตสาหกรรมจังหวัด หอการค้าจังหวัด สมาคม มูลนิธิ วิสาหกิจ ชุมชน และบริษัทประชารัฐ ภาคการศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) และมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) ในจังหวัด และภาคสถาบันการเงิน ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ และธนาคารรัฐที่อยู่ในจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขใน 3 ประเด็นปัญหาหลักของเอสเอ็มอี คือ 1.การตลาด โดยการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ด้วยการรับรองระบบคุณภาพ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การได้ตรามาตรฐานฮาลาล และการสร้างแบรนด์โพรวินส์ โดยความร่วมมือกับบริษัทประชารัฐในการสร้างช่องทางการจัดจำหน่ายแบบออฟไลน์และแบบออนไลน์ ได้แก่ ผ่านเครือข่ายโทรทัศน์และวิทยุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.การเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยร่วมมือกับธนาคารให้ความรู้กับเอสเอ็มอีในการเตรียมตัวขอสินเชื่อธนาคาร และการเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีเดียว โดยการจัดอบรมให้กับผู้ประกอบการทั้งที่เข้าระบบแล้ว และยังไม่เข้าระบบให้ทราบแนวทางและการเตรียมตัวเพื่อสามารถเข้าถึงแหล่งทุนภาคสถาบันการเงินในอนาคตได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;3.การให้องค์ความรู้ โดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษาพัฒนาหลักสูตร เพื่อให้คนรุ่นใหม่สำเร็จออกมาเป็นผู้ประกอบการที่มีความพร้อมและมีคุณภาพ รวมทั้งการสนับสนุนติดอาวุธทางปัญญาให้ผู้ประกอบการ ด้วยหลักสูตรการศึกษาไร้ปริญญาและบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมและอื่นๆ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่สำคัญคือการแก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยร่วมมือกับธนาคารให้ความรู้กับเอสเอ็มอีในการเตรียมตัวขอสินเชื่อธนาคารและการเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีเดียว โดยการจัดอบรมให้กับผู้ประกอบการทั้งที่เข้าระบบแล้วและยังไม่เข้าระบบให้ทราบแนวทางและการเตรียมตัวเพื่อสามารถเข้าถึงแหล่งทุนภาคสถาบันการเงินในอนาคตได้และการให้องค์ความรู้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไชยวัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีประมาณ 3 ล้านราย มีส่วนแบ่งรายได้ในผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ประมาณ 39% แต่มีเอสเอ็มอีที่เข้าสู่ระบบเพียง 1 ล้านราย แบ่งเป็นเอสเอ็มอีที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจ กระทรวงพาณิชย์ ประมาณ 600,000 ราย และเป็นเอสเอ็มอีที่อยู่ในระบบของธนาคารซึ่งมีการจัดทำบัญชีเดียวอย่างถูกต้องประมาณ 4.68 ล้านราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่เอสเอ็มอีที่เหลืออีก 2 ล้านรายไม่ได้อยู่ในระบบทำให้การขอสินเชื่อเพื่อดำเนินการธุรกิจเอสเอ็มอีจำนวนมากยังไม่สามารถที่จะทำได้ เห็นได้จากวงเงินสินเชื่อสำหรับเอสเอ็มอีที่ภาครัฐมีการจัดสรรให้กว่า 150,000 ล้านบาท มีเอสเอ็มอีที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนนี้ไม่กี่หมื่นรายเท่านั้น ซึ่งการดำเนินโครงการดังกล่าวนอกจากจะสนับสนุนอาชีพเดิมของเอสเอ็มอีอยู่แล้ว ยังสามารถให้ผู้ประกอบการเหล่านั้นสามารถมาเข้าระบบและเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างดีอีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การสร้างแบรนด์โพรวินส์จะต้องผ่านองค์ความรู้และมีการเข้าถึงตลาดอย่างดีที่สุด รวมถึงติดตามอย่างใกล้ชิดในขั้นตอนการทำบรรจุภัณฑ์ที่มีความสอดคล้องกับสินค้า ดูตลาดว่าจะขายที่ไหนได้บ้าง ต้องมีการติดปีกทางการตลาด รวมถึงสัญลักษณ์ในการการันตรีแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น อย. ฮาลาล หรืออื่นๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราจะต้องทำสินค้าที่เป็นของดีของเด่นในจังหวัดนั้นๆ แต่ไม่ใช่การให้ผู้ประกอบการกระจายเป็นไปแย่งชิงตลาดกันเอง แต่ต้องเป็นการให้ทำภายใต้มาตรฐานเดียวกัน เป็นแบนด์เดียวกันภายใต้แบรนด์โพรวินส์ โดยจะสั่งจัดทำจากกลุ่มผู้ผลิตในชุมชนในแหล่งต่างๆ โดยกำหนดมาตรฐานกลางและทำการโฆษณาว่าเป็นของดีของเด็ดที่สุดในจังหวัดนั้นๆ ที่มีมาตรฐานเดียวกัน และมีเพียงจังหวัดเดียวในประเทศไทยเท่านั้น สร้างเรื่องราวให้กับสินค้ารวมถึงทำตลาดในด้านต่างๆ ด้วย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การร่วมมือกับเอกชนหรือหน่วยงานขนาดใหญ่ มุ่งหวังว่าจะใช้บริษัทต่างๆ ที่เข้าร่วมกับประชารัฐเป็นตัวกลางที่จะขายสินค้าให้กับผู้ประกอบการในจังหวัดนั้นๆ เนื่องจากบริษัทเหล่านั้นซื้อของไม่มีภาษีได้ แต่ขายของมีภาษีได้ ก็จะใช้ข้อได้เปรียบในส่วนนี้เป็นการดำเนินงาน ขณะที่การขายออกนอกจังหวัดก็จะส่งไปเพียงสินค้าตัวเดียว และเป็นบริษัทตัวแทนเดียวเข้าไปขาย เพื่อไม่ให้เกิดการแข่งขันกันโดยผู้ผลิต หรือผู้ประกอบการที่จะเข้าร่วมนอกเหนือจากจะได้การผลิตสินค้าเดิมที่เคยผลิตอยู่แล้วก็จะมีตัวช่วยในการขยายตลาดเข้ามาด้วย ซึ่งหากมีความสนใจเพิ่มมากขึ้นรายได้ก็จะมาจากคำสั่งซื้อสินค้าที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25772</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, สภาอุตสาหกรรมจังหวัด, สภาเอสเอ็มอี, สร้างแบรนด์, อีโคโฟกัส, เอสเอ็มอี, แบรนด์โพรวินส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190104/image_big_5c2f46b984e0c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
