<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115802</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2021 16:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2021 16:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทส. จับมือสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผลักดันผู้ผลิตสินค้าและบริการพัฒนาฉลากสิ่งแวดล้อม สร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าที่ได้มาตรฐานสากล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;วันนี้ (6 กันยายน 2564) กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ &amp;ldquo;การส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานพัฒนาฉลากสิ่งแวดล้อมและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมประเภทรับรองตนเอง&amp;rdquo; รูปแบบออนไลน์ ผลักดันผู้ผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ให้ได้รับการรับรองฉลากสิ่งแวดล้อม ได้นำเสนอสินค้าของตนเองแก่ผู้บริโภค หวังสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคสินค้าอย่างยั่งยืน ช่วยลดการใช้ทรัพยากร ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรชัย&amp;nbsp; อจลบุญ อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ประเทศด้านการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และแผนขับเคลื่อนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน หรือ SCP Roadmap พ.ศ. 2560 &amp;ndash; 2580 มุ่งเน้นกสนบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และตอบสนองต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวบนพื้นฐานการสร้างความสมดุลของการพัฒนาทั้ง 3 มิติ คือ ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ได้นำโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งมุ่งเน้นหลักการของเศรษฐกิจหมุนเวียน Circular Economy มาปรับใช้ เกิดการใช้ทรัพยากรสูงสุด พร้อมทั้งสร้างจิตสำนึกและความตระหนักรู้ของประชาชนทั่วไป รวมถึงการส่งเสริมช่องทางในการเข้าถึงสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมผ่าน Green Card Application และช่องทางการตลาดออนไลน์ หรือ Green Market Place ซึ่งกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้ให้ความสำคัญกับทุกภาคส่วนในการดำเนินงานเพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวต่อว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการดำเนินงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน ซึ่งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างนโยบายของภาครัฐ ไปสู่ผู้ประกอบการต่างๆ ที่เป็นสมาชิกเครือข่าย ทำให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม สามารถขอรับรองฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทรับรองตนเอง ส่งเสริมตลาดสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวาง ได้นำเสนอสินค้าของตนเองแก่ผู้บริโภค เป็นแรงจูงใจในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการที่มีประสิทธิภาพ สามารถเข้าถึงสินค้าและบริการได้สะดวก ราคาไม่แพง เป็นการสร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภคอีกทางหนึ่งด้วย กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้เล็งเห็นความสำคัญกับการขับเคลื่อนการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกัน จึงเกิดความร่วมมือในการดำเนินงานภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ฉบับนี้ เพื่อร่วมกันผลักดันและสนับสนุนการพัฒนาแนวทางการแสดงความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของสินค้าและบริการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุพันธุ์&amp;nbsp; มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. มีการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในระดับประเทศ โดยเฉพาะกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ที่เป็นพันธมิตรหลักในการร่วมงานมาโดยตลอด โดยการสนับสนุนทั้งทางด้านเทคนิค และงบประมาณ ซึ่งผลงานที่ร่วมกันพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ การร่วมกันพัฒนา Green Card Application ที่เป็นเครื่องมือในการให้ข้อมูลสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการสะสมคะแนนจากการซื้อสินค้า Eco &amp;ndash; Product เกิดการกระตุ้นการบริโภคสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของประชาชนได้เป็นอย่างดี ซึ่งการพัฒนา Green Card Application นั้น เป็นการพัฒนายุทธศาสตร์ด้านหนึ่งของ ส.อ.ท. คือ ยุทธศาสตร์ด้าน Demand ซึ่งได้แก่การส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และในวันนี้ ถือเป็นอีกความร่วมมือหนึ่ง โดยเป็นก้าวที่สำคัญของทั้ง 2 ฝ่ายในการร่วมกันสร้างมาตรฐานและระบบอำนวยความสำดวกในการขึ้นทะเบียนฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทรับรองตนเอง ซึ่งเป็นอีกกลไกที่สำคัญในการส่งเสริมการผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อกระตุ้นยุทธศาสตร์ด้าน Supply ซึ่งทำให้ผู้ผลิตโดยเฉพาะผู้ผลิตกลุ่ม SMEs ได้ปรับเปลี่ยนการผลิตตั้งแต่การออกแบบ จัดหาวัตถุดิบ และกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อการประกอบกิจการที่ยั่งยืน และสนองต่อยุทธศาสตร์และนโยบายต่างๆ ของประเทศ โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน และเป้าหมายการผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืน รวมทั้งการสร้าง Green Supply Chain เพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขันที่ยั่งยืนของผู้ประกอบการอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวต่อว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ จะทำให้สินค้าประเภท Eco &amp;ndash; Products มีประเภทและปริมาณเพิ่มมากขึ้น จนเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะในหน่วยงานภาครัฐและบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ซึ่งเป็นผู้นำในการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญรัฐควรมีมาตรการจูงใจให้ภาคเอกชนได้รับการลดหย่อนภาษี 200% จากการผลิตและซื้อสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญให้ผู้ผลิตและผู้บริโภค ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และเป็นการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;โดยการดำเนินงานของบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ฯ นั้น เป็นความร่วมมือในการผลักดันและสนับสนุนการพัฒนาแนวทางการแสดงความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของสินค้าและบริการและจัดทำระบบรับรองการรายงานการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมด้วยตนเองตามระบบมาตรฐาน ISO 14021 Environmental labels and declarations &amp;mdash; Self-declared environmental claims ให้มีความทันสมัย ชัดเจน เหมาะกับกลุ่มผลิตภัณฑ์ มีการพัฒนาระบบการขึ้นทะเบียนสินค้าและการบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับผู้ประกอบการในการยื่นขึ้นทะเบียนสินค้าและบริการ โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาข้อมูลและเอกสารในการขึ้นทะเบียนสินค้าและบริการ มีการพัฒนาและเสริมศักยภาพผู้ประกอบการและผู้สนใจขอขึ้นทะเบียนสินค้าและบริการ เช่น การอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับข้อกำหนดฉลากสิ่งแวดล้อม จัดทำรายงานข้อมูลและเอกสารต่างๆ ส่งเสริมสิทธิประโยชน์หรือแรงจูงใจให้กับผู้ประกอบการที่ขอรับรองฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทนี้ ร่วมกันเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั้งแบบออฟไลน์ และออนไลน์ รวมทั้งการดำเนินกิจกรรมอื่นๆ ตามที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115802</URL_LINK>
                <HASHTAG>Circular Economy, Eco – Products, Green Card Application, SCP Roadmap, Self-declared environmental claims, กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว, การส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานพัฒนาฉลากสิ่งแวดล้อมและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมประเภทรับรองตนเอง, นายสุพันธุ์  มงคลสุธี, นายสุรชัย  อจลบุญ, พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ, ระบบมาตรฐาน ISO 14021 Environmental labels and declarations, ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก, ส.อ.ท., สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม, เศรษฐกิจหมุนเวียน, แผนขับเคลื่อนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_6135db25000bd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111272</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2021 13:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2021 13:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;เอนก&quot; ชื่นชมภาคเอกชน​ช่วยสู้โควิด​ มอบห้องความดันลบแบบ​Modular Unit ให้โรงพยาบาลฝ้าวิกฤติ​</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันที่ 27 ก.ค. ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานมอบห้องความดันลบแบบ Modular Unit จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อส่งต่อให้โรงพยาบาลในกำกับ อว. มีนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน ส.อ.ท. และนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการธนาคารกสิกรไทย เป็นผู้ส่งมอบ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เปิดเผยว่า ตนมีความภูมิใจที่ อว. สามารถพัฒนาห้องความดันลบได้สำเร็จ ซึ่งความสามารถแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกประเทศ หรือทุกครั้งที่เกิดปัญหา ตนจึงมองประเทศไทยในแง่ดี เชื่อว่าทุกปัญหามีทางออก วิกฤติโควิด-19 ครั้งนี้ ก็เช่นกัน เรามีทางออก มีความหวัง มีอนาคต ที่สำคัญ เราได้เห็นความเข้มแข็งของภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้า ที่เข้ามามีบทบาทอย่างมาก ธุรกิจไม่ได้แปลว่าการหากำไรแต่อย่างเดียว ในยามที่บ้านเมืองเกิดปัญหาภาคเอกชนไทยพร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการร่วมฝ่าฟันวิกฤติ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รมว.อว. กล่าวต่อว่า&amp;nbsp; ห้องความดันลบแบบ Modular Unit มาจากฝีมือของสถาบันแสงซินโครตรอน ซึ่งปกติจะทำเทคโนโลยีขั้นสูง แต่ในยามคับขันเช่นนี้ก็นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่มีอยู่มาปรับใช้ได้ทันการณ์ในราคาต้นทุนต่ำมาก และ ส.อ.ท. ได้นำพิมพ์เขียวที่พัฒนาขึ้นนี้ไปผลิตต่อ แม้แต่การผลิตชุดหมี PPE ที่แต่เดิมต้องซื้อในราคาหลักหมื่น แต่ตอนนี้เราทำให้ถูกลงได้ถึง 10 เท่า สามารถซักและใช้ซ้ำได้ ขณะที่ชุด PAPR&amp;nbsp; ที่มีราคาหลักแสน เราก็ผลิตได้ในราคาไม่ถึงหมื่น วัคซีนเราก็เริ่มคิดค้นและพัฒนาได้ในเวลาไล่เลี่ยกับประเทศตะวันตก และอีกไม่นานก็จะผลิตออกมาใช้ได้ ล่าสุด ยังผลิตยาฟาวิพิราเวียร์กันได้เอง ราคาเพียงแค่เม็ดละ 30 บาท ถูกกว่านำเข้า 3 - 4 เท่า ซึ่งทั้งหมดนี้ในเวลานี้ได้มีภาคเอกชนรับไปต่อยอดในเชิงธุรกิจแล้ว ในวิกฤติจึงมีโอกาสอย่างแท้จริง ความสามารถเหล่านี้ทำให้เราเห็นถึงโอกาสของประเทศไทย&amp;nbsp; ที่จะหลุดพ้นจากประเทศกับดักรายได้ปานกลาง เราต้องสร้างเศรษฐกิจใหม่บนฐานนวัตกรรม&amp;nbsp; เปลี่ยนอุตสาหกรรมเป็นอุตสาหกรรมไฮเทค ซึ่งจะทำให้เราแข่งขันในระดับโลกได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เราต้องร่วมมือร่วมใจกันต่อไป ต้องมีสติ มีความรักสามัคคี คนไทยสู้ได้เมื่อภัยมาเสมอ รัฐบาลพร้อมร่วมมือกับทุกฝ่าย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ฝากความหวังและให้เกียรติกับภาคเอกชนมาก และขอบคุณภาคเอกชนที่ตื่นตัวลุกขึ้นมาช่วยกู้วิกฤติในสถานการณ์คับขัน&amp;nbsp; อย่าง ส.อ.ท. ที่มีการออกมาตรการชัดเจนทั้งในเรื่องของการป้องกัน การรักษา และเยียวยา&amp;nbsp; และยังได้ช่วยกันออกแบบเครื่องเก็บวัคซีนประมาณร้อยกว่าเครื่องเพื่อรองรับการดูแลวัคซีนของประเทศ ตนขอยืนยันว่ารัฐบาลไม่ทอดทิ้งประชาชนแน่นอน อีกไม่เกิน 3-4 เดือน สถานการณ์ทุกอย่างจะดีขึ้น วัคซีนจะเข้ามาทันใช้แน่นอน เราต้องไม่ท้อแท้ ไม่ถดถอย ต้องช่วยกันอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้บ้านเมืองอยู่รอดปลอดภัย&amp;rdquo; ศ. (พิเศษ) ดร.เอนก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า&amp;nbsp; จัดตั้ง &amp;quot;กองทุน ส.อ.ท.ช่วยไทยสู้ภัยโควิด-19&amp;quot; ภายใต้มูลนิธิพัฒนาอุตสาหกรรมขึ้น เพื่อระดมทุนจัดหาอุปกรณ์ เครื่องมือ สิ่งของที่จำเป็น อาทิ ห้องความดันลบแบบ Modular Unit ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และโทรคมนาคม, กลุ่มเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น ส.อ.ท. โดยได้ร่วมกับ อว. จัดทำขึ้นเพื่อมอบให้แก่สถานพยาบาลในเครือ อว. และสถานพยาบาลที่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการใช้งาน โดยในวันนี้ ถือเป็นการส่งมอบห้องความดันลบแบบ Modular Unit 2 ห้องแรก (สนับสนุนโดยธนาคารกสิกรไทย) ให้กับโรงพยาบาลรามาธิบดีเพื่อใช้รักษาผู้ป่วยโควิด-19&amp;nbsp; ทั้งนี้ ส.อ.ท. มีเป้าหมายในการระดมทุนจัดหาห้องความดันลบแบบ Modular Unit จำนวน 50 ห้อง มูลค่ากว่า 6.5 ล้านบาท จึงขอเชิญร่วมบริจาคเงินเพื่อจัดหาห้องความดันลบช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 ได้ที่ชื่อบัญชี มูลนิธิพัฒนาอุตสาหกรรม เลขที่บัญชี 009-1-71583-0 ธนาคารกรุงไทยสาขาไทยเบฟควอเตอร์ (ใบบริจาคสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 100%) สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน ส.อ.ท.หมายเลข 1453 ทุกปัญหาอุตสา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111272</URL_LINK>
                <HASHTAG>Modular Unit, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, กองทุน ส.อ.ท.ช่วยไทยสู้ภัยโควิด-19, ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์, ธนาคารกสิกรไทย, นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร, นายสุพันธุ์ มงคลสุธี, ภาคเอกชน, ยาฟาวิพิราเวียร์, ส.อ.ท., สถาบันแสงซินโครตรอน, สภาหอการค้า, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, สู้โควิด, ห้องความดันลบ, อว., เครื่องเก็บวัคซีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210727/image_big_60ffa8450dab1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99947</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2021 13:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2021 12:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>CPF ผ่านมาตรฐาน IPHA  61 โรงงาน  ตอกย้ำอาหารมั่นคง ปลอดโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ผ่านการรับรองมาตรฐานด้านสุขอนามัย &amp;ldquo;IPHA - Industrial and Production Hygiene Administration&amp;rdquo; ถึง 61 โรงงาน มากสุดในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมทั้งประเทศ ตอกย้ำความปลอดภัยในมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ตลอดกระบวนการผลิต สร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสิริพงศ์ อรุณรัตนา ประธานผู้บริหารฝ่ายปฎิบัติการธุรกิจสัตว์บก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ&amp;nbsp; เปิดเผยว่า การได้รับการรับรองมาตรฐาน IPHA ถึง 61 โรงงาน แสดงให้เห็นว่าซีพีเอฟ มีการบริหารจัดการป้องกันโควิด-19 อย่างเข้มงวด โดยจัดตั้งทีมบริหารจัดการโรคระบาดทั้งในคนและในสัตว์ ภายใต้ศูนย์อำนวยการป้องกันการแพร่เชื้อโควิด-19 ของบริษัท ช่วยสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคในด้านอาหารปลอดภัย และตอกย้ำความมั่นคงทางอาหารของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ ซีพีเอฟ กำหนดมาตรการสำคัญ เพื่อให้การบริหารจัดการธุรกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุม 3 ประเด็นคือ 1.) ความมั่นคงทางด้านอาหาร ที่บริษัทต้องสามารถเดินสายพานการผลิตอาหารโดยไม่สะดุด เพื่อป้องกันอาหารขาดแคลน 2.) ระบบซัพพลายเชน และโลจิสติกส์&amp;nbsp; 3.) มาตรการป้องกันโรคในแต่ละขั้นตอน อาทิ การออกประกาศเพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติตัวของพนักงานทั้งในและต่างประเทศ การให้ Work From Home เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากการระบาดรอบแรกจนถึงปัจจุบัน ซีพีเอฟยังคงทำหน้าที่ผลิตอาหารปลอดภัยเพื่อผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งยังแบ่งปันมาตรการและเทคนิคบริหารจัดการสถานการณ์ไปยัง บริษัทคู่ค้า เกษตรกร และผู้สนใจ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยที่จะร่วมกันก้าวข้ามสถานการณ์ไวรัสนี้ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะเดียวกัน ยังคำนึงถึงการช่วยเหลือคู่ค้าธุรกิจระดับ SMEs ให้มีสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง โดยขยายเวลาโครงการ Faster Payment ลดเวลาเครดิตเทอมภายใน 30 วัน เพื่อพยุงการจ้างงานและหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังเดินหน้า &amp;quot;โครงการส่งอาหารจากใจร่วมต้านภัยโควิด-19&amp;quot; ต่อเนื่อง โดยมอบอาหารปลอดภัยเป็นกำลังใจและลดภาระการจัดเตรียมอาหารแก่บุคลากรทางการแพทย์รวมถึงผู้ติดเชื้อ ในโรงพยาบาลสนามเอราวัณ 1 ศูนย์กีฬา เฉลิมพระเกียรติ 84พรรษา และ ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ) ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อนึ่ง มาตรฐาน IPHA เป็นมาตรฐานที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกันวางกรอบการพิจารณา เพื่อมอบให้แก่สถานประกอบการที่มีการบริหารจัดการสถานที่ กระบวนการผลิต และบุคลากร ตามมาตรการร่วม และมาตรฐานด้านสุขอนามัย ที่มีการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการจัดการเพื่อป้องกัน COVID-19 อย่างชัดเจน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99947</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot;โครงการส่งอาหารจากใจร่วมต้านภัยโควิด-19, Faster Payment, IPHA, IPHA - Industrial and Production Hygiene Administration, กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงอุตสาหกรรม, ซีพีเอฟ, ธุรกิจสัตว์บก, นายสิริพงศ์ อรุณรัตนา, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน), รับรองมาตรฐานด้านสุขอนามัย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210419/image_big_607d1c76e5bc4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47834</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ระดมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปลดล็อกเงื่อนไขเสริมความเชื่อมั่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงปี 2562 ที่ผ่านมานั้น รัฐบาลจะต้องเผชิญกับปัญหาทางด้านเศรษฐกิจทั้งปัจจัยภายนอกประเทศ อันเนื่องมาจากสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ที่ยังยืดเยื้อและไม่มีท่าทีว่าจะยุติ กดดันรัฐบาลเร่งหลายมาตรการกระตุ้นความเชื่อมั่นและบรรยากาศการลงทุน หวังทุกฝ่ายเล่นในเกม นำพาประเทศฝ่ามรสุมเศรษฐกิจในปีนี้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ส่งสัญญาณว่าดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนสิงหาคม 2562 ที่ต่ำสุดในรอบ 10 เดือน ตอกย้ำว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้อาจจะไม่เติบโตอย่างที่คาด เพราะผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยังมีความกังวลว่า กำลังซื้อในประเทศจะหดตัวทั่วทั้งประเทศ เห็นได้จากยอดคำสั่งซื้อ ยอดขาย และยอดการผลิตที่ปรับลดลงไปในทิศทางเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรียังเชื่อว่าแม้เศรษฐกิจในปีนี้ของไทยจะมีปัญหา แต่ก็จะเติบโตได้ในระดับ 3.5% โดยในเดือนกันยายน กระทรวงต่างๆ มีการระดมหลายมาตรการออกมาทั้งในระดับที่เป็นการสร้างบรรยากาศให้นักลงทุน ทั้งกลุ่มที่ลงทุนในประเทศอยู่แล้ว และนักลงทุนที่กำลังจะย้ายฐานการผลิตเข้ามาใหม่ให้มีความมั่นใจ และมาตรการที่เป็นการกระตุ้นความเชื่อมั่นผู้บริโภคในประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะเห็นได้จาก ครม.เศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้เร่งรัดผลักดันโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐบาล วงเงินลงทุนรวม 1,947 ล้านล้านบาท ให้มีความคืบหน้าและเกิดการลงทุนให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ โดยฉวยโอกาสช่วงที่เงินบาทแข็งค่า นำเข้าเครื่องมือ เครื่องจักรเข้ามาลงทุนในประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในขณะที่การกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ กระทรวงการคลังก็ออกมาตรการ &amp;ldquo;ชิมช้อปใช้&amp;rdquo; เชิญชวนให้ประชาชนลงทะเบียนในระบบเพื่อรับเงิน 1,000 บาท ออกไปท่องเที่ยวต่างจังหวัดนอกพื้นที่ที่ระบุตามบัตรประชาชน ตั้งเป้าผู้ร่วมโครงการ 10 ล้านราย หวังให้เกิดการกระจายเงินทุนหมุนเวียนในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี ซึ่งนับตั้งแต่วันที่เริ่มให้มีการลงทะเบียนเมื่อวันที่ 27 ก.ย. จนถึงขณะนี้ก็พบว่าได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก และยังเปิดให้มีการลงทะเบียนต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 15 พ.ย.2562 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ก็มีการสั่งการให้สำนักบีโอไอจัดทำโปรแกรมดึงดูดให้ภาคเอกชนนำเงินกองทุนวงเงิน 10,000 ล้านบาทออกไปใช้ประโยชน์ ตามเป้าหมายของ พ.ร.บ.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และในส่วนของกระทรวงพลังงาน ก็มีความพยายามที่จะผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าชุมชน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก โดยส่งเสริมให้มีการใช้ศักยภาพเชื้อเพลิงในพื้นที่ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าใช้และขายให้กับรัฐ ที่ประเมินกันเบื้องต้นว่าจะมีเม็ดเงินลงไปลงทุนในชุมชนกว่าแสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมไปถึงโจทย์ใหญ่ที่คนในวงการให้ความสนใจ และเกี่ยวข้องกับการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ คือ&amp;nbsp; เรื่องของการรื้อถอนแท่นผลิตปิโตรเลียม หลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน ที่ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าผู้รับสัมปทานจะยื่นฟ้องต่ออนุญาโตตุลาการ ก็ถูกปลดล็อก โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ซึ่งตั้งคณะทำงานที่มีปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเจรจาเพื่อหาข้อยุติ ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดี รวมทั้งการเดินหน้าเจรจายุติปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่ประเมินว่าจะมีปริมาณสำรองปิโตรเลียมจำนวนมากใช้ต่อไปได้อีกหลายสิบปี ที่หากสำเร็จจะช่วยพลิกฟื้นระบบเศรษฐกิจของประเทศได้ในระยะยาว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ระงับยื่นอนุญาโตตุลาการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ขณะนี้ทางผู้รับสัมปทานต่างชาติได้ระงับกระบวนการยื่นฟ้องอนุญาโตตุลาการแล้ว และเมื่อปลายเดือนกันยายน 2562 ที่ผ่านมา และได้จัดทำแผนงานการรื้อถอนประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนมาให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติพิจารณาใหม่ เท่ากับว่าเป็นการยกเลิกการวางหลักประกันค่ารื้อถอนแท่นปิโตรเลียมเต็มจำนวน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ กฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดแผนงาน ประมาณการค่าใช้จ่ายและหลักประกันในการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่ใช้ในกิจการปิโตรเลียม พ.ศ.2559 ข้อ 11 ได้เปิดช่องให้ผู้รับสัมปทานเสนอการประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนที่คลาดเคลื่อน หรืออธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ มีอำนาจสั่งให้ผู้รับสัมปทานแก้ไข เปลี่ยน แปลง หรือส่งให้อธิบดี พิจารณาการแก้ไขให้แล้วเสร็จ และแจ้งผู้รับสัมปทานทราบภายใน 180 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการพิจารณาหรือเจรจาจะออกมาเป็นอย่างไรนั้น&amp;nbsp; ทางกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจะต้องหารือกับผู้รับสัมปทานทั้ง 3 ราย ให้ได้ข้อยุติภายในเดือนมีนาคม 2563 และหลังจากนั้นจะแจ้งผลการพิจารณา รวมทั้งมูลค่าหลักประกันที่ต้องวางให้ผู้รับสัมปทานทราบภายใน 120 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นัดสรุป มี.ค.2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการปิโตรเลียม กล่าวว่า ขณะนี้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติกำลังเร่งเจรจาด้านกฎหมายและแผนดำเนินการรื้อถอน กับบริษัท เชฟรอน ประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด, บริษัท โททาล อีแอนด์ พี ไทยแลนด์ จำกัด และบริษัท มิตซุย ออยล์ เอ็กซพลอเรชั่น จำกัด (โมเอโกะ) ซึ่งร่วมถือหุ้นในแหล่งเอราวัณ โดยทุกฝ่ายเห็นร่วมกันว่า การดำเนินการจะไม่กระทบต่อการส่งมอบพื้นที่ซึ่งรายใหม่จะเข้ามาดำเนินกิจการหลังหมดอายุสัมปทานของกลุ่มเชฟรอนในปี 2565-2566&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับข้อพิพาทเรื่องค่าใช้จ่ายรื้อถอนแท่นปิโตเลียมแหล่งเอราวัณในอ่าวไทยที่ให้เชฟรอนรับผิดชอบนั้น ก่อนหน้านี้เชฟรอนระงับการฟ้องร้องอนุญาโตตุลาการชั่วคราวแล้ว คาดว่าการเจรจาจะใช้เวลาไม่เกิน 180 วัน หรือไม่เกินกลางเดือนมีนาคม 2563 นับจากเชฟรอนส่งหนังสือไม่เห็นด้วยกับกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กรณีส่งหนังสือถึงผู้ถือหุ้น แหล่งเอราวัณและแหล่งบงกช วางหลักประกันการรื้อถอน ซึ่งประมาณการใช้จ่ายรื้อถอน 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือมูลค่าหลักแสนล้านบาท โดยเชฟรอนส่งหนังสือมาช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา จึงเริ่มเวลาเจรจาดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ทั้ง 2 ฝ่ายจะมีเวลาหารือรายละเอียดที่เหมาะสม ยอมรับทั้งสองฝ่าย แนวทางพิจารณามีหลายทางเลือก อาทิ จ่ายทั้งหมด จ่ายบางส่วน โดยจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงการใช้ประโยชน์แท่น และตามกฎหมาย และหลังครบกำหนดกรมฯ จะส่งหนังสือถึงเชฟรอน โททาล และโมเอโกะ ให้มาวางหลักประกันการรื้อถอนภายใน 120 วัน หรือภายในกรกฎาคม 2563 สุดท้ายหากตกลงกันไม่ได้จนมีการฟ้องร้องอาจจะเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ แต่เชื่อมั่นว่าในการพิจารณาข้อมูลรอบใหม่จะตกลงเป็นที่ยอมรับกันได้ โดยภาครัฐพร้อมรับฟังข้อมูล บนพื้นฐานหลักการของกฎหมาย&amp;rdquo;นายกุลิศกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม คงต้องมาลุ้นกันว่า ผลการเจรจาจะออกมาทางไหน ก็ได้แต่หวังว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะยอมปลดล็อกเงื่อนไขของตัวเอง ถอนกันคนละก้าว เพื่อให้การผลิตปิโตรเลียมเดินหน้าอย่างราบรื่น ไม่หยุดชะงัก&amp;nbsp; เพราะปิโตรเลียมก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุน ถ้าโครงสร้างพื้นฐานพร้อม เชื่อว่าการลงทุนจากต่างชาติก็คงต้องหลั่งไหลเข้ามาแน่นอน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47834</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลิศ สมบัติศิริ, คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, อีโคโฟกัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191011/image_big_5da06fa4d546e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46613</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2019 17:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2019 17:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.อ.ท.จับมือ สยามสปอร์ตฯ และ สสว. จัด THAILAND SPORT EXPO ต.ค.นี้ที่เมืองทองธานี  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. ร่วมกับ สยามสปอร์ตฯ และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พร้อมหน่วยงานพันธมิตรด้านกีฬาและธุรกิจกีฬา จัดงาน THAILAND SPORT EXPO 2019 จุดเริ่มต้นความร่วมมือการส่งเสริม SPORT ECOSYSTEM ของประเทศไทย มุ่งเป้าผลักดันธุรกิจกีฬาให้เติบโต 200,000 ล้านบาท และส่งเสริมให้คนไทยเล่นกีฬา 30 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จับมือ บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมด้วยหน่วยงานพันธมิตรสำคัญ อาทิ การกีฬาแห่งประเทศไทย, สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA), สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) TCEB, กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.), บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), SCG, FBT, Super Sports, ICC, ทรู อารีน่า หัวหิน, ธนาคารออมสิน, เครื่องดื่มสปอนเซอร์ และซินเน็ก รวมถึงสมาคมกีฬาต่างๆ ร่วมจัดงานแสดงศักยภาพของวงการกีฬาและธุรกิจกีฬาของไทย &amp;ldquo;THAILAND SPORT EXPO 2019 : Empower Your Sport DNA&amp;rdquo; ในระหว่างวันที่ 10 - 13 ตุลาคม&amp;nbsp; 2562 ณ ชาเลนเจอร์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี&amp;nbsp; หวังสร้างการรับรู้และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในประเทศต่อสินค้ากีฬาแบรนด์ไทยให้มากขึ้น พร้อมวางเป้าหมายส่งเสริมธุรกิจกีฬาของไทยให้เติบโตสำหรับตลาดในประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ยังมุ่งหวังการพัฒนา SPORT ECOSYSTEM ของประเทศไทยอย่างเป็นระบบเพื่อส่งเสริมให้คนไทยสุขภาพดีขึ้น เศรษฐกิจของประเทศเติบโตขึ้นและคนไทยมีน้ำใจนักกีฬามากขึ้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปรีชา ส่งวัฒนา รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวภายหลังเป็นประธานแถลงข่าวงานแสดงสินค้า &amp;ldquo;THAILAND SPORT EXPO 2019 : Empower Your Sport DNA&amp;rdquo; ว่ารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เห็นความร่วมมือในการส่งเสริมและพัฒนากีฬาและธุรกิจด้านกีฬาจากทั้งภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้ สภาอุตสาหกรรมฯ เองมีนโยบายมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมด้านกีฬาและสุขภาพ โดยพยายามผลักดันการส่งเสริม SPORT ECOSYSTEM ของประเทศไทย เพื่อเป็นการยกระดับธุรกิจกีฬาตลอดทั้งซัพพลายเชน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมด้านเศรษฐกิจ สุขภาพของคนไทยและสร้างสังคมให้เป็นสุขมากขึ้น สำหรับการจัดงานครั้งนี้ เน้นแสดงศักยภาพสินค้าและผู้ประกอบการของไทยที่มีบทบาทในระดับประเทศและระดับโลก ทั้งในรูปแบบของการส่งเสริมกิจกรรมกีฬา นวัตกรรมและอุตสาหกรรมกีฬาให้ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค พร้อมทั้งสร้างโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการไทย โดยภายในงานมีการจัดกิจกรรม Business Matching ร่วมกับ TCEB, สสว., กสอ., ธนาคารออมสิน และ NIA รวมถึงเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับคู่ค้า แหล่งเงินทุน ทุนนวัตกรรม เทคโนโลยีและบริการต่างๆ จากภาครัฐด้วย ผู้มาร่วมงานจะได้พบกับสินค้านวัตกรรมที่เป็นของคนไทยเอง และสินค้าไฮไลท์โดดเด่นแบรนด์ระดับสากลที่ทำการผลิตในโรงงานประเทศไทย ซึ่งจะได้เห็นถึงศักยภาพของโรงงานผู้ผลิตสินค้าด้านกีฬาของคนไทยอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองประธาน ส.อ.ท. ยังกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามปัจจุบันมูลค่าของอุตสาหกรรมกีฬาสูงถึง 120,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการไทย แต่อย่างไรก็ตามภาคอุตสาหกรรมเราจำเป็นต้องพัฒนาสินค้าและบริการของกลุ่มสินค้ากีฬาให้มีนวัตกรรมเพิ่มมากขึ้น เพราะปัจจุบันคนเล่นกีฬาและออกกำลังกาย สนใจฟังก์ชั่นการใช้งานของสินค้าแบบใหม่ๆ การมีดีไซน์ที่ทันสมัยและสวยงามมากยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องพัฒนาสินค้าและบริการของตนให้ตอบสนองผู้บริโภคให้ตรงกับความต้องการที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์และชุดกีฬา ของกีฬาที่กำลังได้รับความนิยม อาทิ ฟุตบอล วิ่ง จักรยาน แบดมินตัน อุปกรณ์ฟิตเนส อุปกรณ์โยคะ ซึ่งเป็นเทรนด์การออกกำลังกายของสังคมในปัจจุบัน หากความร่วมมือในการขับเคลื่อน SPORT ECOSYSTEM ของประเทศไทยในครั้งนี้ เป็นไปตามแผนงานที่คณะทำงานวางเป้าหมายไว้จะทำให้สามารถเพิ่มจำนวนผู้เล่นกีฬาได้ถึง 30 ล้านคน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของไทยได้ไม่ต่ำกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี
&amp;ldquo;ผู้จัดงานทั้ง ส.อ.ท. สยามกีฬาและหน่วยงานพันธมิตร คาดหวังว่าการจัดงาน THAILAND SPORT EXPO 2019 ในครั้งนี้ ผู้ประกอบการทุกคนจะใช้โอกาสในการวิเคราะห์ความต้องการของผู้บริโภคคนไทย ได้เห็นตัวอย่างการนำนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่าให้สินค้า เพื่อประสิทธิภาพในการวางแผนธุรกิจและการตลาดของตนเองต่อไปในอนาคต รวมถึงช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนและคนไทยหันมาเล่นกีฬามากขึ้นด้วย&amp;rdquo; นายปรีชากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ดร. สรายุทธ&amp;nbsp; มหวลีรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า งาน THAILAND SPORT EXPO 2019 ในปีนี้ จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 10 - 13 ตุลาคม 2562 ณ ชาเลนเจอร์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้คอนเซ็ปต์&amp;nbsp; EMPOWER YOUR SPORT&amp;nbsp; DNA&amp;nbsp; :&amp;nbsp; ปลุกพลังกีฬาในตัวคุณ&amp;nbsp; เพื่อปลุกพลังกีฬาที่อยู่ในตัวตนของทุกคน ปลุกกระแสให้ทุกคนหันมาดูแลสุขภาพ ใส่ใจในการออกกำลังกาย โดยการจัดงานในปีนี้ เรามุ่งเน้นด้านการแสดงศักยภาพของนวัตกรรมต่างๆในธุรกิจกีฬา และเรื่องของการสร้างแรงจูงใจให้คนหันมาเล่นกีฬามากขึ้น โดยเน้น Theme งานใน 4 ด้าน คือ การส่งเสริมการเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพ, ส่งเสริมการเล่นกีฬาเพื่ออาชีพ, ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา, ส่งเสริมนวัตกรรมและธุรกิจด้านกีฬา จากปีก่อนๆ เราอาจจะเน้นไปที่เรื่องธุรกิจกีฬาและการขายสินค้า แต่ปีนี้เราดำเนินกิจกรรมมากถึง 10 กิจกรรมในงาน อาทิ Talk show ของเหล่านักกีฬาที่เป็นแรงบันดาลใจแก่เยาวชน / แบรนด์ของธุรกิจที่ส่งเสริมด้านกีฬา / เรื่องของ Innovation &amp;amp; Technology Showcase เพื่อแสดงศักยภาพของสินค้านวัตกรรมทั้งที่เป็นของไทยหรือสินค้าต่างประเทศที่ผลิตในประเทศไทย / กิจกรรม Business Matching ของกลุ่มสินค้าและบริการด้านกีฬาที่สภาอุตสาหกรรมฯมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว / การนำเสนอกีฬา&amp;nbsp; E-SPORTS ให้เยาวชนหรือผู้ปกครองเข้าใจมากขึ้น / การประกวด Model Physique ทั้งชายและหญิง จากสมาคมกีฬาเพาะกายและฟิตเนสแห่งประเทศไทย ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากในทุกๆปี / การส่งเสริมเรื่อง SPORTS TOURISM เพื่อเชื่อมโยงธุรกิจกีฬาไปยังภูมิภาคและสร้างประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางของการเล่นกีฬา / การเป็นสื่อกลางสำหรับผู้ประกอบการด้านกีฬาทุกระดับได้มาแสดงศักยภาพ และนวัตกรรมใหม่ๆ นำเสนอสินค้าที่เน้นความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ เป็นการนำเทรนด์ในอุตสาหกรรมกีฬาของประเทศ และต่อยอดในการสร้างชื่อเสียงให้ชาวต่างชาติได้รู้จักประเทศไทยมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.สรายุทธ&amp;nbsp; มหวลีรัตน์ ยังเผยอีกว่า ภายในงานยังคงมีสินค้าและอุปกรณ์กีฬาในราคาพิเศษสุด จำหน่ายเช่นเดิม จากผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย อาทิ FBT, Supersports, ICC ทั้งจากแบรนด์สินค้าไทยและแบรนด์ต่างประเทศ กว่า 500 แบรนด์ชั้นนำ มาลดราคาแบบล้างสต็อก 30-80%&amp;nbsp; ทั้งนี้สยามสปอร์ตฯ เองยังต้องการยกระดับงานแสดงสินค้าและบริการด้านกีฬาให้เป็นแบบ International ต่อไปในอนาคต และตั้งเป้าให้เป็นงานแสดงสินค้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอีกด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุวรรณชัย&amp;nbsp; โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า &amp;ldquo;สสว. เห็นถึงความสำคัญของธุรกิจกีฬาดังกล่าว ที่มีความสำคัญต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ Sport Economy จึงเป็นอีกกลุ่มธุรกิจที่ สสว. ให้ความสำคัญ และตั้งใจที่จะพัฒนาและส่งเสริมผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้มีการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพตามแนวทางของการพัฒนาในรูปแบบคลัสเตอร์ โดยเน้นการวางรากฐานการทำธุรกิจให้เข้มแข็ง และส่งเสริมการนำเทคโนโลยีนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเพื่อให้เกิดความแตกต่างและเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ในปีที่ผ่านมา สสว.ได้พัฒนากิจกรรมเครือข่าย Sport Economy และเครือข่ายมวยไทย ภายใต้โครงการสนับสนุนเครือข่าย SME ปี 2562 ได้พัฒนาผู้ประกอบการและ CDA จำนวนกว่า 900 ราย โดยการดำเนินกิจกรรมของกลุ่มคลัสเตอร์ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นกว่า 180 ล้านบาท ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนของประเทศต่อไปได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46613</URL_LINK>
                <HASHTAG>THAILAND SPORT EXPO, THAILAND SPORT EXPO 2019, ส.อ.ท., สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, สยามสปอร์ต, สยามสปอร์ต ซินดิเคท, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.), เมืองทองธานี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190925/image_big_5d8b45698ab6e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40549</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2019 20:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2019 20:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>DITP ทุ่ม 36 ล้านหนุนSMEไทยบุกตลาดโลก  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เคาะวงเงินสนับสนุน SMEs ไทยเกือบ 36 ล้านบาท ! มุ่งขยายช่องทางการส่งออก ภายใต้โครงการ SMEs Pro-active หลังผู้ประกอบการกว่า 200 ราย ตบเท้าสมัครเข้าร่วมงานแสดงสินค้าทั่วโลกเกือบ 80 งาน พร้อมบุกตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ-ตลาดหลักในยุโรปและอเมริกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;09 ก.ค. 62 -นางวรรณภรณ์ เกตุทัต รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายในงานประชุมคณะกรรมการโครงการ SMEs Pro-active ครั้งที่ 2/2562 (42) ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย (BOT) และสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (TNSC) ว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการอนุมัติผู้ประกอบการ SMEs ที่ขอรับการสนับสนุนเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ ในช่วงตั้งแต่เดือนสิงหาคม - พฤศจิกายน 2562 รวมทั้งสิ้น 76 งาน ผู้ประกอบการ 196 ราย วงเงินสนับสนุน 35.47 ล้านบาท
&amp;nbsp;
โดยสนับสนุนกิจกรรมในตลาดใหม่ 26.69 ล้านบาท) จำนวน 51 งาน ผู้ประกอบการ 151 ราย และกิจกรรมในตลาดหลัก (8.78 ล้านบาท) จำนวน 25 งาน ผู้ประกอบการ 45 ราย ซึ่งเบ็ดเสร็จสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ในระยะที่ 3 (ปีงบประมาณ 2562-2564) ไปแล้วกว่า 1 พันราย หนึ่งในงานน่าสนใจที่ผู้ประกอบการสมัครในรอบที่ 2/2562 สำหรับงานในตลาดหลัก คืองาน MAISON &amp;amp; OBJET 2019 ประเทศฝรั่งเศส เป็นงานยืนหนึ่งระดับโลกด้านสินค้าไลฟ์สไตล์และของตกแต่งบ้าน ซึ่งมีผู้ซื้อจากทั่วโลกเข้าชมงานกว่า 80,000 คน บริษัทเข้าร่วมงานจาก 72 ประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนงานในตลาดใหม่ เช่น งาน China International Import Expo (CIIE 2019) งาน FHC China 2019 งาน Cosmopack Asia 2019 งาน Canton Fair 2019 ซึ่งมีผู้เข้าชมงานจำนวนมาก 30,000 จนถึงหลักแสนคน ซึ่งจีนถือเป็นตลาดผู้ซื้อขนาดใหญ่ที่สุดของเอเชีย และมีบริษัท exhibitors เข้าร่วมงานแสดงสินค้าอย่างคับคั่ง สำหรับงานเด่นจากฝั่ง ASEAN ก็คือ SIAL Interfood ASEAN 2019 ณ ประเทศอินโดนีเซีย งานแสดงสินค้าด้านอาหารและเครื่องดื่มนานาชาติ ซึ่งมีผู้เข้าชมงานกว่า 70,000 คน โดยเทรนด์อาหารและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพคาดว่าจะได้รับความสนใจเป็นอย่างดีในปีนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยผู้ประกอบการที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ส่วนใหญ่ประกอบธุรกิจในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมและไลฟ์สไตล์และตลาดที่มีผู้ประกอบการขอรับการสนับสนุนสูงสุดคือ เอเชียตะวันออก 37% ซึ่งจีนครองแชมป์ตลาดมีผู้ประกอบการสมัครไปเข้าร่วมงานมากที่สุด ตามมาด้วยยุโรปตะวันตก 30% และอาเซียน 18% อย่างไรก็ตามกระทรวงยังคงมุ่งสนับสนุนผ่านโครงการ SMEs Pro-active เพื่อสานฝัน SMEs ไทยให้สามารถก้าวสู่ตลาดโลกและแข่งขันได้อย่างเข้มแข็งในตลาดและสินค้าที่ผู้ประกอบการต้องการ โดยให้วงเงินสนับสนุนสูงสุด 200,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 ครั้งตลอดระยะ ครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่างๆ อีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40549</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ, กระทรวงพาณิชย์ เ, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, เอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190709/image_big_5d2490b8df4ef.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36276</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2019 10:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2019 10:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สอท.จ่อคุยรมว.พลังงานคนใหม่เร่งเปิดตลาดซื้อขายไฟฟ้าเสรี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ค. 2562 นายนที สิทธิประศาสน์ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า กลุ่มผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวล ส.อ.ท. มีแผนจะเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เรียบร้อยแล้ว เพื่อชี้แจงให้รับทราบถึงสถานการณ์พลังงานและปัญหาของผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวล หลังจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี 2018) ฉบับใหม่มีความชัดเจนว่าการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ในส่วนของเชื้อเพลิงชีวมวล ปลายแผนปี2580 จะอยู่ที่ 4,700 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันมีสัญญาซื้อขายราว 2,000 เมกะวัตต์ และจะทยอยหมดอายุลงเหลือประมาณ 1,200 เมกะวัตต์ในปี 2580&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น จะมีปริมาณรับซื้อเพิ่มอยู่ที่ราว 3,500 เมกะวัตต์ในปี 2580 แต่ในช่วง 3 ปีนี้ รัฐยังไม่เปิดรับซื้อไฟฟ้าชีวมวลโครงการใหม่ๆ แม้ว่าในแผนพีดีพี 2018 จะกำหนดส่งเสริมโรงไฟฟ้าชีวมวลประชารัฐฯ 120 เมกะวัตต์ และชีวมวล 3 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งก็เป็นการกำหนดรับซื้อเฉพาะบางพื้นที่และมีปริมาณไม่มากนัก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวล แม้จะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายหยุดรับซื้อไฟฟ้าใน 3 ปีนี้ แต่มองว่าประเทศจะเสียโอกาสจากการพัฒนาโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ใช้เงินลงทุนราว 50-60 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ ช่วยให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น จากการซื้อขายวัตถุดิบการเกษตรป้อนโรงไฟฟ้า&amp;rdquo;นายนที กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การส่งเสริมโรงไฟฟ้าชีวมวลให้เป็นไปตามแผนพีดีพีฉบับใหม่ และดูแลผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวลในช่วงที่รัฐหยุดรับซื้อไฟฟ้า มองว่า ภาครัฐควรเปิดให้บุคคลที่ 3 เข้ามาใช้โครงสร้างพื้นฐานซื้อขายไฟฟ้า(เติร์ดปาร์ตี้) หรือเปิดเสรีธุรกิจไฟฟ้า เพื่อปลดล็อคให้เกิดการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างหน่วยงานเอกชนกับเอกชน (พีพีเอ)ได้ ซึ่งจะทำให้เอกชนสามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อซื้อขายกันเองได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้รัฐเปิดโครงการรับซื้อไฟฟ้า &amp;nbsp;ขณะเดียวกันผู้ซื้อกับผู้ขายยังสามารถตกลงกันได้ในราคาที่พอใจกันทั้ง 2 ฝ่าย และไม่ทำให้การลงทุนผลิตไฟฟ้าหยุดชะงักลง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนที กล่าวว่า ภาคเอกชนไม่ได้คัดค้านการเปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ในอนาคตจะเป็นรูปแบบการเสนอราคาแข่งขัน(บิดดิ้ง) แต่ในส่วนของเชื้อเพลิงชีวมวลนั้น รัฐควรกำหนดประเภทของวัตถุดิบบนพื้นฐานต้นทุนที่เท่าเทียมกัน เพื่อให้การแข่งขันเป็นธรรมที่สุด อีกทั้งมองว่า การส่งเสริมผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนไม่ควรมองแค่มิติค่าไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว หรือ ห่วงว่าจะทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าแพง แต่ควรพิจารณาให้ครอบคลุมมิติอื่นๆ เช่น สิ่งแวดล้อม และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการพลังงานหมุนเวียนไม่ได้กังวลว่ารัฐจะหยุดรับซื้อไฟฟ้ากี่ปี แต่ต้องการเห็นนโยบายด้านพลังงานที่มีความต่อเนื่องและไม่สะดุดลง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36276</URL_LINK>
                <HASHTAG>รัฐมนตรีคนใหม่, ส.อ.ท., สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, โรงไฟฟ้าชีวมวล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190520/image_big_5ce2245507933.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
