<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>47276</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกขอร่วมมือ พรบ.งบฯไม่ผ่าน เดือดร้อนทั้งปท.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายกฯ หวังร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 63 ผ่านสภา ลั่นต้องอาศัยความร่วมมือกัน ถ้าไม่ผ่านคนเดือดร้อนกันทั้งประเทศ ไม่ใช่ตนเองคนเดียว &amp;quot;เทวัญ&amp;quot; เผย ครม.มีวาระพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ 8 ต.ค.นี้ คาดสัปดาห์หน้าเคาะวันอภิปราย &amp;quot;เรืองไกร&amp;quot; ยื่น &amp;quot;ชวน&amp;quot; ท้วงงบฯ 63 ขัด รธน.มึนตัวเลขจีดีพีหน่วยราชการไม่ตรงกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ วันที่ 3 ตุลาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวระหว่างเป็นประธานพิธีมอบนโยบายแก่สภาเกษตรกรแห่งชาติ ตอนหนึ่งว่า ตนมาในนามนายกฯ และเป็นเพื่อนของทุกคน ถือว่าทุกคนเป็นพ่อแม่พี่น้องของตน ตระกูลของตนก็น่าจะเคยเป็นเกษตรกร ทำไร่ทำนามาก่อน เพราะทำไมตนจึงรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยเกษตรกรมากนัก และในฐานะผู้นำ ก็ต้องทำทุกอย่างให้คนทุกภาคส่วนอยู่ดีกินดี เราจะทิ้งใครไว้ข้างหลังไม่ได้ ใครอ่อนแอก็ต้องดูแลให้มากหน่อย แต่คงไม่ใช่เอางบประมาณทั้งหมดมาทุ่มเทไปในทางเดียว ก็จะพังกันหมด รัฐบาลจะแก้ปัญหาทุกอย่างอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่เอาเงินลงมาเติมเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง ดังนั้น ในช่วงที่มีปัญหาราคาตกต่ำ เราสามารถดูแลได้ระยะหนึ่ง แต่เมื่อดีขึ้น ก็ต้องนำเงินส่วนนี้ไปใช้ด้านอื่น ซึ่งทุกวันนี้นำงบประมาณไปใช้ด้านบนเยอะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;วันนี้งบประมาณยังไม่ได้พิจารณา ต้องรอนำเข้าวาระการพิจารณาภายในเดือนนี้ หวังว่าคงผ่าน ถ้าไม่ผ่านคนเดือดร้อนกันทั้งประเทศ เกษตรกรก็เดือดร้อน คงไม่ใช่ผมคนเดียว เพราะฉะนั้นทุกอย่างต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างกัน และคิดว่าประเทศไทยคงไม่ได้ลำบากมากเหมือนต่างประเทศ ทั้งนี้ ประเทศเรามีความแตกต่างด้านรายได้ของแต่ละจังหวัดสูงมาก เราต้องเข้าใจตรงนี้ด้วย ไม่เช่นนั้นใครพูดอะไรมาเราก็จะหลงเชื่อทั้งหมด&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการหารือของคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) เรื่องร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ว่าจะเปิดการประชุมสภาสมัยวิสามัญวันที่ 17 ต.ค.นี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับพรรคฝ่ายค้านเรื่องเวลาที่จะอภิปรายว่าจะใช้เวลากี่วัน อาจจะได้ข้อสรุปว่าเป็นวันที่ 17-18 ต.ค. หรือวันที่ 17-19 ต.ค. คงต้องขอคุยกับพรรคร่วมรัฐบาล หารือในวิปรัฐบาล และคุยกับวิปฝ่ายค้าน คาดจะได้ข้อสรุปภายในสัปดาห์นี้ อย่างช้าภายในสัปดาห์หน้า อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ได้คุยเวลาที่เหมาะสมกันว่าคงเป็นสองวัน แต่ฝ่ายค้านอาจขอเพิ่มเติมมากกว่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า ร่างพิมพ์เขียวร่าง พ.ร.บ.งบฯ จะสามารถแจกจ่ายให้กับฝ่ายค้านหรือ ส.ส.ได้เมื่อใด นายเทวัญกล่าวว่า คงจะเป็นช่วงก่อนการประชุมอีกสักระยะ แต่คิดว่าคงไม่ช้า เพราะสมาชิกทุกคนคงอยากศึกษาว่าร่าง พ.ร.บ.งบฯ มีรายละเอียดอย่างไร เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง ที่ต้องทำส่งไปยังสภา เพื่อให้สภาแจกจ่าย ส่วนที่ฝ่ายค้านเรียกร้องต้องการให้รีบออกพิมพ์เขียวเพื่อให้มีการศึกษาก่อนนั้น บางทีงบประมาณมันเยอะ ต้องรอเวลานิดหนึ่ง แต่ความจริงก็ไม่ได้ช้าที่ครม. เพราะติดอยู่ที่สำนักงบประมาณ ถ้าเขาทำเสร็จ ก็จะส่งมาให้เรา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามอีกว่า พิมพ์เขียวดังกล่าวจะเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ภายในวันที่ 8 ต.ค.นี้หรือไม่ นายเทวัญตอบว่า เห็นว่ามีวาระพิจารณาดังกล่าวในที่ประชุมอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) ยื่นหนังสือถึงนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร &amp;nbsp;เพื่อท้วงติงร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท มีปัญหาไม่ทำตามขั้นตอนรัฐธรรมนูญ โดยนายเรืองไกรกล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 2563 ที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุมสภาสมัยวิสามัญในวันที่ 17 ต.ค.นี้ ไม่ทำตามขั้นตอนรัฐธรรมนูญ เพราะจัดทำขึ้นก่อนการแถลงนโยบายรัฐบาล โดย ผอ.สำนักงบประมาณลงนามเสนอร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ในวันที่ 25 ก.ค.2562 และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงนามเห็นชอบวันที่ 26 ก.ค.2562 แต่การแถลงนโยบายรัฐบาลเสร็จสิ้นวันที่ 27 ก.ค. ดังนั้นคำของบของหน่วยงานต่างๆ จึงไม่ได้ทำขึ้นใหม่ แต่นำคำของบต่อรัฐบาลชุดก่อนมาปรับปรุงตัวเลขพอเป็นพิธี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังพบว่าตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ที่สำนักงบประมาณจัดทำไว้ วันที่ 7 ม.ค.2562 ระบุไว้ที่ 18.36 ล้านล้านบาท ต่อมาวันที่ &amp;nbsp;2 ก.ย.2562 สำนักงบฯ ปรับลดจีดีพีเหลืออยู่ที่ 17.83 ล้านล้านบาท แต่ปรากฏว่าวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2563 ยังอยู่เท่าเดิมคือ 3.2 ล้านล้านบาท ไม่ได้ถูกปรับลดลงไปด้วยทั้งที่จีดีพีถูกปรับลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขณะเดียวกันยังพบว่าตัวเลขจีดีพีเดือน ก.ย. ของสำนักงประมาณกับสำนักบริหารหนี้สาธารณะยังไม่ตรงกันคือ สำนักงบฯ ระบุไว้ที่ 17.8 ล้านล้านบาท แต่สำนักบริหารหนี้ฯ ระบุจีดีพีไว้ที่ 17.6 ล้านล้านบาท ทั้งที่เป็นหน่วยราชการเหมือนกัน แต่เหตุใดตัวเลขจีดีพีจึงแตกต่างกัน อยากให้นายชวนที่ยึดมั่นข้อกฎหมายและ ส.ส.ช่วยตรวจสอบร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 2563 มีความถูกต้องหรือไม่ เพราะหลักฐานต่างๆ นำมาจากตัวเลขของหน่วยราชการทั้งสิ้น&amp;quot; นายเรืองไกรกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47276</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ร.บ.งบประมาณ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, มอบนโยบาย, สภาเกษตรกรแห่งชาติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191003/image_big_5d9606876fb7f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43370</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2019 18:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2019 18:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;อนุทิน&quot; หารือสภาเกษตรกรฯ ปลูก-วิจัยกัญชาเพื่อเป็นตำรับยาตามกฎหมาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ส.ค.62- นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประชุมร่วมกับนายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ หารือความร่วมมือการปลูกพืชกัญชาส่งผลิตเป็นตำรับยาตามกฎหมาย รวมทั้งการวิจัย และพัฒนาสายพันธ์กัญชา โดยกล่าวว่า ในวันนี้ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้มาหารือ ใน 4 ประเด็น คือ 1.ขั้นตอนการขออนุญาตให้เอื้อต่อภาคเกษตรกรที่ต้องมีการลงทุนเอง ทั้งในเรื่องโรงเรือนปลูก รั้วกั้นขอบเขต การเก็บรักษา 2.การวิจัย พัฒนา ไม่ถูกปิดกั้นด้วยข้อกฎหมาย ซึ่งขณะนี้สามารถทำโครงการวิจัยโดยขออนุญาตได้ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) 3.เสรีกัญชาทางการแพทย์ ที่ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนเรื่องการใช้และการครอบครอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมการแพทย์แผนไทยฯ ได้มีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ฯ สกลนคร มีแหล่งปลูกกระจายทั้ง 4 ภูมิภาค ดังนี้&amp;nbsp;
1.ภาคเหนือ โดยสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ จ.ลำปาง ส่งมอบให้ รพ.สมเด็จพระยุพราชเด่นชัย จ.แพร่ และ รพ.ป่าซาง จ.ลำพูน 2.ภาคอีสาน โดยสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ จ.บุรีรัมย์ ส่งมอบให้ รพ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จ.สกลนคร ส่งมอบให้รพ.พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร จ.สกลนคร 3.ภาคกลางโดยสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ จ.กาญจนบุรี ส่งมอบให้ รพ.ดอนตูม จ.นครปฐม ศูนย์พันธุกรรมวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ส่งกรมแพทย์แผนไทยฯ 4.ภาคใต้สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ จ.สุราษฎร์ธานี ส่งมอบให้ รพ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี โดยขณะนี้ ผ่านความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการฯ ควบคุมยาเสพติดให้โทษ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการปลดล็อคในข้อกฎหมายที่อยู่ในการดูแลของกระทรวง เพื่อให้นำมาใช้ประโยชน์ ในด้านการรักษา หากได้ผลดีก็จะพัฒนาและต่อยอดเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ ทั้งนี้ จะไม่ให้กระทบต่อสุขภาพของผู้ใช้ เนื่องจากกัญชามีทั้งคุณและโทษต้องอยู่ภายใต้การควบคุม ซึ่งไม่อยากเห็นภาพคนในประเทศเรา นำกัญชาไปใช้ในทางที่ผิดหรือนำกัญชาไปต่างประเทศแล้วโดนจับ&amp;rdquo; นายอนุทิน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการยาเสพติดให้โทษว่า ในที่ประชุมได้พิจารณา นำกัญชามาใช้เสรีทางการแพทย์เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจในคุณภาพและมาตรฐาน ในเรื่องโรงงานที่ผลิต การปลูก และการนำไปใช้กับผู้ป่วยเหมาะสมกับอาการเจ็บป่วย และที่ประชุมยังได้รับรองตำรับหมอพื้นบ้าน 2 ท่าน คือ ตำรับจอดกระดูก ของนายนาด ศรีหาตา หมอพื้นบ้าน จ.กาฬสินธุ์ และตำรับน้ำมันกัญชา ของนายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่าในวันนี้ที่ประชุมได้อนุญาตการปลูกกัญชาเพิ่มอีก 3 แห่ง 1.รพ.อภัยภูเบศร ในกัญชาที่มี ซีบีดี สูง 2.โรงพยาบาลคูเมือง จ.บุรีรัมย์ และ 3.แพทย์แผนไทยรวมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ด้านกัญชง จะคลายล็อคให้กัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจและมีมูลค่าเพิ่ม ให้สามารถนำกัญชง ที่มีทีเอชซีอยู่ในผลิตภัณฑ์น้อยกว่า 0.2 สามารถนำมาใช้ในอุตสาหกรรม การผลิตอาหาร การผลิตเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้เพิ่มขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นการเห็นชอบในหลักการเท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43370</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กัญชาเพื่อการแพทย์, นายอนุทิน  ชาญวีรกูล, ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์, สภาเกษตรกรแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190813/image_big_5d52a207406c9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13292</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2018 20:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2018 20:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ลงพื้นที่ให้ความรู้ชาวสวนลำไย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศจับมือสภาเกษตรกรแห่งชาติลงพื้นที่พบปะชาวสวนลำไย จัดสัมมนาและเสวนา การค้าเสรีเพื่อยกระดับเกษตรกรไทยก้าวสู่ Smart Enterprise 4.0&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12 ก.ค.61- นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ร่วมมือกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ เตรียมลงพื้นที่พบปะกลุ่มเกษตรกรชาวสวนลำไย และจัดงานสัมมนาเรื่อง &amp;ldquo;การค้าเสรีเพื่อยกระดับเกษตรกรไทยก้าวสู่ Smart Enterprise 4.0&amp;rdquo; ในวันที่ 15 ก.ค.2561 ณ โรงแรมแคนทารี ฮิลล์ และวันที่ 16 ก.ค.2561 จะจัดเสวนาในหัวข้อ &amp;ldquo;สินค้าผลไม้ในตลาดการค้าเสรี&amp;rdquo; ณ โรงเรียนวัดศรีชุม กลุ่มเกษตรกรทำสวนแม่วาง อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;สำหรับการจัดสัมมนาในครั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ FTA แก่เกษตรกรชาวสวนลำไย ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง และกระตุ้นให้เกิดการใช้ประโยชน์จาก FTA ที่ไทยมีอยู่ รวมถึงเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือยุคการค้าเสรี นอกจากนี้ยังมีการใช้ประโยชน์จากการค้าเสรี โดยพบว่า ลำไย เป็นหนึ่งในสินค้าผลไม้เมืองร้อนที่สำคัญของไทย และได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าแล้วภายใต้ FTA หลายฉบับ โดยเฉพาะตลาดสำคัญ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในช่วงการลงพื้นที่ครั้งนี้ กรมฯ ยังได้ร่วมคณะกับนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่พบปะกลุ่มวิสาหกิจชุมชนลำไยมัดปุ๊กบ้านร้องขุด อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกลำไยแปลงใหญ่ ตามระบบส่งเสริมการทำเกษตรแปลงใหญ่ รวมถึงเป็นผู้รับซื้อลำไยในพื้นที่เพื่อกระจายไปยังตลาดทั่วประเทศ และประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ มาเลเซีย และจีน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13292</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มเกษตรกรทำสวนแม่วาง, ชาวสวนลำไย, สภาเกษตรกรแห่งชาติ, อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, อรมน ทรัพย์ทวีธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180508/image_big_5af14c0fdaad4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
