<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>25784</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปาบึกคร่าแล้ว1ชีวิต เรือประมงล่มที่ปัตตานี/นครฯทั้งลมทั้งนํ้าคิวต่อไปสุราษฎร์ฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปาบึกขึ้นฝั่งแล้ว เข้าใจกลางจังหวัดนครศรีธรรมราช เกิดฝนตกน้ำท่วม ไฟฟ้าดับ ต้นไม้โค่นเป็นบริเวณกว้าง อพยพกันวุ่น คิวต่อไปจังหวัดสุราษฎร์ธานี กรมอุตุฯ เตือนประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน ขณะที่ลูกเรือประมงเสียชีวิตแล้ว 1 ราย เรือล่มปากอ่าวปัตตานี สูญหายอีก 1 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายภูเวียง ประคำมินทร์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา แถลงข่าวสถานการณ์พายุโซนร้อน ปาบึก ณ ห้องบัญชาการกองพยากรณ์อากาศชั้น 11 อาคาร 50 ปีอุตุนิยมวิทยา เวลา 18.00 น. วันศุกร์ที่ผ่านมา โดยประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา &amp;quot;พายุ &amp;#39;ปาบึก&amp;#39; (PABUK)&amp;quot; ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 4 มกราคม 2562
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระบุว่า เมื่อเวลา 17.00 น. ของวันที่ 4 ม.ค. พายุโซนร้อน &amp;ldquo;ปาบึก&amp;rdquo; (PABUK) มีศูนย์กลางอยู่บริเวณอำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช หรือที่ละติจูด 8.4 องศาเหนือ ลองจิจูด 99.7 องศาตะวันออก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกด้วยความเร็วประมาณ 13 กิโลเมตรต่อชั่วโมง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คาดว่าพายุนี้จะเคลื่อนเข้าปกคลุมจังหวัดสุราษฎร์ธานีในระยะต่อไป ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคใต้มีฝนตกเป็นบริเวณกว้าง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากโดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนได้ &amp;nbsp;โดยมีผลกระทบดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในวันที่ 4 มกราคม 2562 จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในวันที่ 5 มกราคม 2562 จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันจะมีกำลังแรง โดยอ่าวไทยมีคลื่นสูง 3-5 เมตร ส่วนทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากลมแรง และคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือควรงดการเดินเรือจนถึงวันที่ 5 มกราคม 2562
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวพยากรณ์อากาศ และประกาศเตือนภัยได้ที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา https://www.tmd.go.th หรือสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงประกาศ ณ วันที่ 4 มกราคม 2562 เวลา 17.45 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายภูเวียงเผยว่า การที่พายุปาบึกเคลื่อนช้า ทำให้ฝนตกสะสม ทำให้น้ำป่าไหลหลาก ให้ระมัดระวังช่วงกลางคืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีข่าวร้ายจากเหตุเรือล่มปากอ่าวปัตตานี บริเวณแหลมตาชี ต.แหลมโพธิ์ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี เกิดเหตุเรือประมงโชคมะลินี พร้อมลูกเรือประมงทั้ง 6 คน ได้เดินเรือจากท่าเทียบเรือสงขลาออกหาปลาตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.61 เมื่อมาถึงบริเวณอ่าวปัตตานีของวันที่ 4 ม.ค.62 เวลาประมาณ 02.00 น. ได้เกิดคลื่นสูง ลมกรรโชกแรง เป็นเหตุให้เรือประมงล่ม ลูกเรือประมงทั้ง 6 คนตกทะเล&amp;nbsp;
เสียชีวิตแล้ว 1 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ลูกเรือทั้งหมดได้สวมเสื้อชูชีพ โดยลูกเรือทั้ง 4 คนลอยคอมาขึ้นฝั่งบริเวณปลายแหลมตาชี และได้ขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านในพื้นที่ โดยลูกเรือประมงทราบชื่อดังนี้ 1.นายสุรินทร์ บินต้วน (ไต้ก๋งเรือ) ชาวจังหวัดสงขลา พักอยู่ที่ อบต.แหลมโพธิ์ 2.นายประจักษ์ สาระรัตน์ (ลูกเรือ) ชาวจังหวัดร้อยเอ็ด พักอยู่ที่จุดอพยพ อบต.แหลมโพธิ์ 3.นายสันทัด มัชมลฐล (ลูกเรือ) ชาวจังหวัดนครปฐม พักอยู่ที่ อบต.แหลมโพธิ์ 4.นายธีระยุทธ์ ขุนพระบาท (ลูกเรือ) ชาวจังหวัดสงขลา พักอยู่ที่ ตม.ปัตตานี โดยทั้ง 4 คนปลอดภัยและได้รับการช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนลูกเรือที่สูญหายและเสียชีวิตทราบชื่อ 1.นายปราโมทย์ วงศ์สุวรรณ ชาวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พบศพในเวลาต่อมาที่แหลมตาชี ต.แหลมโพธิ์ 2.นายฉลอง (ไม่ทราบนามสกุล) ไม่แน่ใจภูมิลำเนา ขณะนี้ยังหาตัวไม่พบ กำลังดำเนินการประสานทุกฝ่ายเร่งค้นหาอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นจุดผ่านของพายุปาบึก พบว่าได้เกิดฝนตกหนักตลอดทั้งคืนวันที่ 4 ม.ค. กระจายไปทั่วจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะอำเภอชายฝั่งทะเล 6 อำเภอของ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งได้มีการอพยพราษฎรในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณชายฝั่งทั้ง 6 อำเภอคือ อ.ขนอม อ.สิชล อ.ท่าศาลา อ.เมืองฯ อ.ปากพนัง อ.หัวไทร ไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยหมดแล้วเพื่อเตรียมพร้อมรับมือพายุปาบึกที่จะพัดถล่ม จ.นครศรีธรรมราช ในช่วงค่ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ชายฝั่งทะเล อ.หัวไทร ระดับคลื่นมีความสูง 2-3 เมตร และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ ตลอดเวลา โดยเฉพาะบริเวณริมถนนสายหัวไทร-ปากพนัง มีคลื่นทะเลถามโถมซัดขึ้นมาบนถนนตลาดเวลาอย่างน่ากลัว ซึ่งได้ จนท.ปภ.และ จนท.ท้องถิ่นใน อ.หัวไทรได้นำรถยนต์พร้อมสัญญาณไฟกะพริบประกาศเตือนให้ชาวบ้านที่ยังไม่อพยพออกจากบ้านให้รีบอพยพออกไปอยู่ในที่ปลอดภัยเป็นการด่วนแล้ว เพราะลมและคลื่นเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับกรณีพายุพัดกระหน่ำประตูม้วนเหล็กด้านหลังศูนย์กีฬาเทศบาลเมืองปากพนัง สถานที่อพยพหลบภัยพายุปาบึก โดยแรงลมพายุพัดกระหน่ำอย่างรุนแรง เสียงดังสนั่น ซัดประตูม้วนเหล็ก จุดที่เจ้าหน้าที่เตรียมอาหารกล่องให้กับผู้ประสบภัยจนเจ้าหน้าที่ต้องเร่งขนย้ายจุดทำข้าวกล้อง โดยแรงลมพายุพัดกระหน่ำจนบานประตูม้วนอ้าออกทั้งสองบาน ส่งผลให้น้ำฝนซัดเข้ามาภายใน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนชั้นบนของศูนย์อพยพแรงลมพัดหลังคาเสียงดังสนั่น และกระแสไฟฟ้าดับ สร้างความตื่นตระหนกให้ผู้ประสบภัย เจ้าหน้าที่ รวมทั้งสื่อมวลชน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่มีการประเมินว่าศูนย์อพยพผู้ประสบภัยแห่งนี้มีความแข็งแรง ทนต่อแรงพายุอย่างแน่นอน ขณะที่ตลอดทั้งวันเจ้าหน้าที่ทหาร พร้อมรถยีเอ็มซี ขนย้ายผู้ประสบภัยตามพื้นที่เสี่ยงเข้ามาศูนย์อพยพแห่งนี้ ล่าสุดยอดผู้ประสบภัยกว่า 1,000 คน
สิชลอพยพวุ่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในขณะที่ อ.สิชล ที่ศูนย์อพยพวัดคงคาวดี หมู่ 2 ต.เสาเภา อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งมีผู้อพยพจำนวน 400 คน จุดอพยพแห่งนี้ มีน้ำทะเลเริ่มหนุนสูงและคลื่นแรงมากเกรงว่าจะไม่ปลอดภัยกับผู้อพยพทั้ง 400 คน จนท.ทหารค่ายฝึกการรบพิเศษที่ 4 สิชล จึงรีบย้ายไปจุดอพยพแห่งใหม่ที่ อบต.เสาเภา ซึ่งปลอดภัยกว่ามาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในขณะที่บนถนนสาย 408 นครศรีธรรมราช-หัวไทร เขต ต.การะเกด อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ได้มีรถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า ซีวิค สีบรอนซ์เงิน ไม่ทราบทะเบียน ได้ขับจาก อ.หัวไทร มุ่งหน้าเข้าตัวเมืองนครศรีธรรมราช ปรากฏว่ากระแสลมพายุได้พัดถล่มจนรถเก๋งเสียหลักปลิวตกร่องเกาะกลางถนน โชคดีที่คนขับไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ถนนสายต่างๆ ใน จ.นครศรีธรรมราชเกือบทุกสาย ทางตำรวจทางหลวงและขนส่งจังหวัดได้ประกาศปิดถนนทุกสายแล้ว เนื่องจากน้ำท่วม ลมพายุพัดแรง และมีเสาไฟฟ้าและต้นไม้ล้มขวางบนถนนจำนวนมากหลายต้นบนถนนหลายสายเกรงจะไม่ได้รับความปลอดภัยกับรถทุกคันแล้ว ในขณะที่ทางขนส่งจังหวัดนครศรีธรรมราชได้ประกาศงดเดินรถสาธารณะทุกสายแล้ว เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ฯ จังหวัดนครศรีธรรมราช ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์และการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือพายุโซนร้อนปาบึก โดยมีการคอนเฟอเรนซ์กับศูนย์บัญชาการส่วนหน้า 4 แห่ง ที่มีรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชทั้ง 4 คน ประจำศูนย์บัญชาการฯ เพื่อควบคุมและบัญชาการการแก้ไขปัญหาในโซนพื้นที่ที่รับผิดชอบ และนายอำเภอทั้ง 23 อำเภอ หัวหน้าส่วนราชการและผู้เกี่ยวข้อง ร่วมรายงานสถานการณ์และการเตรียมความพร้อมด้วยต่างๆ ปัญหาและอุปสรรคจากการปฏิบัติงานอย่างละเอียด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยพบว่าทุกพื้นที่มีความพร้อม อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการประชุม พบว่ามีบางพื้นที่ระบบไฟฟ้าขัดข้อง และต้องใช้ระบบไฟสำรอง พร้อมกันนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชยังได้กำชับให้เจ้าหน้าที่สำรวจความแข็งแรงของจุดอพยพทุกแห่ง หากพบว่าอาจจะได้รับผลกระทบหรืออยู่ในแนวเขตทิศทางการเคลื่อนตัวของพายุให้มีการเคลื่อนย้ายจุดอพยพในทันที&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และมีการสั่งการเพื่อเตรียมความพร้อมในการเผชิญเหตุ พร้อมทำความเข้าใจกับประชาชนถึงเหตุผลความจำเป็นในการอพยพ ที่เน้นสร้างความปลอดภัยในชีวิต สำหรับส่วนราชการทุกส่วนงานทุกอำเภอ หากอยู่ในพื้นที่ที่มีความปลอดภัยให้เตรียมความพร้อมเพื่อเปิดเป็นศูนย์อพยพและพร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง
จัด จนท.เฝ้าระวัง 24 ชม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคให้เตรียมพร้อม 100 % โดยให้กำหนดแผนปฏิบัติงานในระดับความรุนแรงสูงสุดและประสานงานศูนย์บัญชาการทุกอำเภอต่อเนื่อง มีระบบสำรองไฟฟ้าสำหรับเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด ตรวจสอบความพร้อม 100% เพื่อให้การติดต่อสื่อสารกับศูนย์บัญชาการสามารถดำเนินการได้ตลอดเวลา รวมทั้งให้ทุกอำเภอและส่วนราชการที่มีภารกิจรายงานผลการปฏิบัติงานกับศูนย์บัญชาการฯ ทุกชั่วโมง จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิรัตน์ รักษ์พันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า อำเภอหัวไทรมีพื้นที่เสี่ยงจากพายุปาบึก 2 ตำบล ที่อยู่ชายฝั่งทะเลคือ ต.เกาะเพชร และตำบลหน้าสตน ขณะนี้ได้สั่งการให้ประชาชนอพยพไปอยู่ที่ปลอดภัย และที่ศูนย์อพยพ 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมี 5 ศูนย์ ได้แก่ ที่ศาลาประชาคมอำเภอหัวไทร อาคารเฉลิมพระเกียรติ เทศบาลตำบลหัวไทร วิทยาลัยการอาชีพหัวไทร เทศบาลตำบลเกาะเพชร และที่โรงเรียนวัดบางโหนด และมีสำรองอีก 1 ศูนย์ คือที่โรงเรียนหัวไทร (เรือนประชาบาล) สามารถรองรับผู้อพยพได้ 5,200 คน โดยเฉพาะที่ศาลาประชาคมอำเภอหัวไทร ได้มีการจัดตั้งโรงครัวพระราชทานในการประกอบอาหารเลี้ยงแก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ด้วย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น อย่างหาที่สุดมิได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอง ผวจ.นครศรีธรรมราชกล่าวด้วยว่า ในส่วนของผู้ป่วยติดเตียง ได้มีการเคลื่อนย้ายไปพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลหัวไทร ส่วนที่ศูนย์อพยพต่างๆ ได้จัดเจ้าหน้าที่ประจำ 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ได้จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจออกตรวจดูแลความสงบเรียบร้อยตามบ้านเรือนของประชาชนที่อพยพไปอยู่ที่อื่นด้วย ขณะนี้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน มูลนิธิ อาสาสมัครต่างๆ ได้เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อย่างเต็มที่และมีการประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์เป็นระยะด้วย เนื่องจากอำเภอหัวไทร เป็นพื้นที่คาดว่าพายุจะพัดขึ้นฝั่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พื้นที่ จ.สงขลา สภาพคลื่นลมบริเวณชายฝั่งยังคงมีกำลังแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากอิทธิพลของพายุปาบึก ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่อ่าวไทย รวมทั้งมีฝนตกต่อเนื่องตลอดทั้งวันทั้งคืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยพื้นที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ 6 อำเภอชายฝั่งอ่าวไทย ตั้งแต่ อ.ระโนด สทิงพระ สิงหนคร เมือง จะนะ และเทพา ส่งผลให้ขณะนี้มีการอพยพชาวบ้านที่อยู่ติดริมทะเลแล้วรวม 3 อำเภอ ทั้ง อ.ระโนด สทิงพระ และเทพา มากกว่า 300 คน ไปอาศัยอยู่ที่ศูนย์อพยพชั่วคราวที่แต่พื้นที่จัดขึ้น ส่วนที่เหลือยังเฝ้าติดตามสถานการณ์เพื่อเตรียมพร้อมอพยพตลอด 24 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในส่วนของ จ.สงขลา สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงและหนักสุดขณะนี้คือ อ.ระโนด เนื่องจากเป็นพื้นที่รอยต่อกับ จ.นครศรีธรรมราช
จำใจทิ้งงานศพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านใน อ.ระโนด ร่ำไห้จำเป็นต้องอพยพจากวัดที่อยู่ติดริมทะเล ทั้งที่ศพญาติยังคงตั้งบำเพ็ญกุศลอยู่ เนื่องจากพายุใกล้เข้าฝั่งที่ จ.นครศรีธรรมราช และ อ.ระโนด อาจได้รับผลกระทบหนักด้วย โดยทหารเร่งอพยพประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยริมชายฝั่งสงขลาออกทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ท.พรสุวัฒน์ แก้วสวัสดิ์ ผู้บังคับกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 5 เปิดเผยว่า ยอดผู้อพยพเฉพาะในพื้นที่ อ.ระโนด ขณะนี้มีทั้งสิ้นจำนวน 530 คน ส่วนที่ อ.สทิงพระ ที่อยู่ติดกัน และอาจได้รับผลกระทบด้วยจำนวน 385 คน ในอำเภออื่นๆ ที่อยู่ติดริมชายฝั่งสงขลา ก็เริ่มมีการอพยพเพิ่มเติมเช่นกัน ทั้ง อ.จะนะ และ อ.เทพา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เผยว่า จังหวัดได้เตรียมพร้อมกำหนดจุดอพยพในพื้นที่ 3 อำเภอ 38 จุด รองรับผู้อพยพ 22,660 คน และได้สั่งการให้อำเภอ อปท. ทุกอำเภอ จัดเตรียมสถานที่ พร้อมรับผู้อพยพ, มีการตั้งศูนย์บัญชาการทุกระดับ จังหวัด อำเภอ อปท., ประสานหน่วยทหาร ตำรวจ พลเรือน ศปภ.เขต 18 ภก. อปท.จัดเตรียมเครื่องมือ อุปกรณ์ ยุทโธปกรณ์ พร้อมให้การช่วยเหลือราษฎรได้ทันที ตลอด 24 ชั่วโมง ตามแผนเผชิญเหตุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และให้ อปท.ทุกแห่งขุดลอกคูเตรียมพร้อมรองรับการระบายน้ำ ส่งหนังสือคำสั่งของจังหวัดภูเก็ต ฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษให้แก่กงสุลทั้ง 24 ประเทศ พร้อมประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนให้ประชาชนเตรียมพร้อมติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา และหากเกิดสถานการณ์ สามารถอพยพประชาชนไปจุดปลอดภัยได้ทันที &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าวันศุกร์ ที่ท่าเรือเกาะพีพี หมู่ 7 ต.อ่าวนาง อ.เมืองฯ จ.กระบี่ เกิดความวุ่นวายโกลาหลขึ้น เมื่อนักท่องเที่ยวกว่า 1,000 คน พากันมารอขึ้นเรือกลับเข้าฝั่ง ซึ่งยังคงมีเรือเฟอร์รีเส้นทางเกาะพีพี-กระบี่ และเกาะพีพี-ภูเก็ต รับนักท่องเที่ยวกลับเข้าฝั่งเที่ยวสุดท้ายก่อนเวลา 12.00 น. จากนั้นจึงจะหยุดให้บริการ ทำให้นักท่องเที่ยวหวั่นเกรงในเรื่องความปลอดภัย และสถานการณ์ขาดแคลนอาหารบนเกาะ ส่งผลทำให้บรรยากาศค่อนข้างโกลาหล เนื่องจากนักท่องเที่ยวหวั่นวิตกกับข่าวพายุโซนร้อนปาบึกพัดถล่มในพื้นที่ภาคใต้ นักท่องเที่ยวที่ขึ้นฝั่งต้องการที่จะไปขึ้นเครื่องที่จองไว้ที่ท่าอากาศยานกระบี่ เกรงว่าพายุจะมาหลายวัน ภายในเกาะไม่สามารถหาอาหารสำรองได้เพียงพอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมควร ขันเงิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ &amp;nbsp;เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้รับรายงานจากนายประเสริฐ วงศ์นา รองนายก อบต.อ่าวนาง ว่าที่ท่าเรือเกาะพีพี ยังมีเรือเฟอร์รีวิ่งระหว่างเกาะพีพี-กระบี่ และพีพี-ภูเก็ต 2 ลำ เดินเรือรับ-ส่งนักท่องเที่ยวโดยปกติ แต่นักท่องเที่ยวค่อนข้างจะตื่นตระหนกกับข่าวพายุโซนร้อนปาบึก และต้องการกลับขึ้นฝั่งในเวลาเดียวกัน จนทำให้เกิดความโกลาหลวุ่นวายขึ้น พร้อมประสานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและตำรวจร่วมกับเทศกิจของ อบต.อ่าวนาง ไปคอยอำนวยความสะดวก ล่าสุดสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว และให้เจ้าหน้าที่แจ้งข่าวสารทำความเข้าใจนักท่องเที่ยว เพื่อป้องกันนักท่องเที่ยวหวั่นวิตกจนเกินเหตุ และเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยเตรียมความพร้อมในการรับมือแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25784</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ท.พรสุวัฒน์ แก้วสวัสดิ์, ภัคพงศ์ ทวิพัฒน์, ภูเวียง ประคำมินทร์, วิรัตน์ รักษ์พันธ์, สมควร ขันเงิน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190104/image_big_5c2f78a9346dc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
