<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>99264</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/04/2021 13:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/04/2021 13:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พัฒนานิคมไทย   สู่โมเดลเศรษฐกิจสีเขียว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในยุคสมัยที่โลกถูกปรับเปลี่ยนด้วยเทคโนโลยี ไปพร้อมๆ กับการดูแลสิ่งแวดล้อมให้สามารถคงอยู่ได้กับมนุษย์ไปอีกยาวนานนั้น ความพอดีเรื่องการพัฒนาระบบเศรษฐกิจจึงต้องนำทั้งสองเรื่องมาผนวกรวมกันให้เกิดแนวทางที่จะเดินหน้าแบบครอบคลุมทุกมิติอย่างถูกต้องที่สุด ในปัจจุบันจึงเกิดการผลักดันเศรษฐกิจรูปแบบที่นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้พร้อมกับการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง หรือที่จะเรียกว่าโมเดล &amp;ldquo;บีซีจี&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งควบรวมในทุกมิติทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจและดูแลสิ่งแวดล้อม โดย &amp;ldquo;บี&amp;rdquo; ตัวแรก ย่อมาจากคำว่า ไบโอ อีโคโนมี หรือเศรษฐกิจชีวภาพ ส่วน &amp;ldquo;ซี&amp;rdquo; ย่อมากจากเซอร์คูลาร์ อีโคโนมี หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน และ &amp;ldquo;จี&amp;rdquo; มาจากกรีน อีโคโนมี หรือเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งทั้ง 3 ตัวนี้กำลังเป็นที่พูดถึงและเป็นโมเดลที่นิยมอย่างมากในการที่จะนำมาเป็นต้นแบบในการพัฒนาธุรกิจในยุคสมัยนี้ ได้รับการตอบรับอย่างดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อาทิตย์เอกเขนก&amp;rdquo;&amp;nbsp;ฉบับนี้จึงอยากพามาดูแผนงานของอีกหนึ่งในองค์กรที่ตระหนักและเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี และพร้อมปรับตัวให้มียุทธศาสตร์การดำเนินงานที่เข้ากับยุคสมัยมากที่สุด นั่นก็คือ&amp;nbsp;การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)&amp;nbsp;โดย&amp;nbsp;นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการ กนอ.&amp;nbsp;ที่มีวิสัยทัศน์ ใช้เครื่องมือและช่องทางที่ตัวเองมีอยู่กำกับดูแล และสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการ ที่ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีบทบาทมากที่สุด ให้ดำเนินงานตามแนวทางดังกล่าว โดยโครงการแรกเป็นการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม/ท่าเรืออุตสาหกรรม/โรงงานอุตสาหกรรม สู่การเป็นนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอัจฉริยะ (IEAT&amp;nbsp;4.0 :&amp;nbsp;Smart Eco Industrial Estate)&amp;nbsp;ขึ้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;โครงการนี้คือการออกแบบที่ไม่ได้เน้นเฉพาะการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารจัดการนิคมอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ยังคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมด้วย เพื่อให้เกิดความร่วมมือและพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน รวมทั้งสร้างเครือข่ายการทำงานที่ก่อให้เกิดความสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นการลดปัญหาการเกิดมลพิษสิ่งแวดล้อมและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;ldquo;สมจิณณ์&amp;rdquo; กล่าวว่า โครงการนี้ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องแล้ว 3 ปี และในปี 64 นี้ ก็มีนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรืออุตสาหกรรมที่นำร่องสู่การเป็น&amp;nbsp;Smart Eco&amp;nbsp;รวมทั้งหมด 6 แห่ง ได้แก่ 1.นิคมอุตสาหกรรมหนองแค ได้นำระบบที่มีการใช้งานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอัจฉริยะ เพื่อเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ตรวจวัดและควบคุมการทำงานของเครื่องจักรหรือระบบการผลิต ตรวจสอบสถานะและควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ แบบเรียลไทม์ เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบประปา ระบบรวบรวมน้ำเสีย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี และนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์น ซีบอร์ด ได้นำระบบที่มีการใช้งานด้านขนส่งอัจฉริยะ โดยพัฒนาระบบกล้อง&amp;nbsp;CCTV&amp;nbsp;ให้สามารถประมวลผลได้แบบเรียลไทม์ เชื่อมต่อข้อมูลการจราจรไปยังแอปพลิเคชันในมือถือ 3.ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ได้นำระบบที่มีการใช้งานด้านการพัฒนาอาคารอัจฉริยะมาใช้ บริหารจัดการพลังงาน นอกจากนี้ยังมีอีก 2 โรงงานอุตสาหกรรมที่นำระบบการใช้งานด้านการจัดการสิ่งปฏิกูล หรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วอัจฉริยะ โดยได้จัดทำระบบฐานข้อมูลของเสียและแผนผังการไหลของเสีย และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจเชื่อมโยงหรือแลกเปลี่ยนนำสิ่งปฏิกูลในรูปแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สมจิณณ์ เล่าถึงอีกหนึ่งโครงการที่ กนอ.ได้ดำเนินงาน คือ โครงการพัฒนาระบบการจัดทำทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ หรือเรียกย่อๆ ว่าระบบ&amp;nbsp;PRTR&amp;nbsp;คือ ฐานข้อมูลที่แสดงถึงชนิดและปริมาณของมลพิษ ที่มีการปลดปล่อยจากแหล่งกำเนิดสู่สิ่งแวดล้อม ทั้งด้านอากาศ ดิน น้ำ รวมถึงข้อมูลปริมาณการเคลื่อนย้ายน้ำเสียหรือของเสียออกนอกสถานประกอบการเพื่อบำบัดหรือกำจัด โดยข้อมูล&amp;nbsp;PRTR&amp;nbsp;จะได้รับการสื่อสารไปสู่ภาคประชาชนผ่านทางสื่อต่างๆ ที่ภาครัฐจัดเตรียมไว้ เช่น อินเทอร์เน็ต สิ่งพิมพ์ เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดย กนอ.ได้ร่วมกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA)&amp;nbsp;กรมควบคุมมลพิษ และกรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยได้เริ่มดำเนินงานโครงการตั้งแต่เดือน มี.ค.54 เป็นต้นมา และนำร่องระบบ&amp;nbsp;PRTR&amp;nbsp;ในพื้นที่จังหวัดระยอง ชลบุรี และมาบตาพุด ซึ่งการดำเนินงานโครงการมีความคืบหน้าเป็นไปตามแผนการดำเนินงาน โดยในการออกแบบระบบ&amp;nbsp;PRTR&amp;nbsp;ขั้นพื้นฐาน โครงการได้มีการกำหนดสารเคมีเป้าหมายภายใต้ระบบ&amp;nbsp;PRTR&amp;nbsp;จำนวน 107 สาร และกำหนดนิยามแหล่งกำเนิดประเภทแหล่งกำเนิดที่ถูกกำหนดให้ต้องจัดทำรายงาน&amp;nbsp;(Point Source)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;เรายังได้ร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พัฒนาคู่มือการประเมินการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษภายใต้ระบบ&amp;nbsp;PRTR&amp;nbsp;สำหรับการประกอบกิจการอุตสาหกรรม 3 ประเภท ได้แก่ โรงกลั่นน้ำมัน อุตสาหกรรมเคมี/ปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมยานยนต์ ทั้งนี้ แหล่งกำเนิดประเภท&amp;nbsp;Point Source&amp;nbsp;ไม่ได้จำกัดอยู่แค่โรงงานอุตสาหกรรม แต่ยังครอบคลุมถึงโรงพยาบาล มหาวิทยาลัย และสถานรับบำบัด/กำจัดของเสีย อีกด้วย ส่วนแหล่งกำเนิดประเภทแหล่งกำเนิดที่ไม่ต้องจัดทำรายงานเอง แต่ภาครัฐเป็นผู้ประเมินให้ (Non-Point Source) ได้แก่ การปลดปล่อยมลพิษจากยานพาหนะ กิจกรรมการเกษตร การก่อสร้าง กิจกรรมในครัวเรือน และโรงงานขนาดเล็ก&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เห็นได้ว่าแผนงานที่ กนอ.กำลังดำเนินการอยู่นั้น แม้จะเป็นเรื่องที่จะอยู่ในวงการอุตสาหกรรม แต่ผลดีที่เกิดขึ้นหลังจากนี้จะมาสู่ประชาชนโดยตรงแน่นอน เพราะทุกโครงการนั้นเอื้อต่อความเป็นอยู่ที่ดี และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งเชื่อว่าแนวทางปฏิบัตินี้ถ้ามีการควบคุมและทำงานอย่างเข้มข้น จะสามารถเป็นต้นแบบการแก้ปัญหาที่ตรงจุดได้อีกหนึ่งหนทางแน่นอน.&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99264</URL_LINK>
                <HASHTAG>การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.), นิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอัจฉริยะ, สมจิณณ์ พิลึก, อาทิตย์เอกเขนก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210412/image_big_6073e5544a51d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90626</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2021 10:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/01/2021 10:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> กนอ. อนุมัติขยายพื้นที่นิคมฯอมตะซิตี้ ระยอง 1,008 ไร่ รองรับขยายการลงทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ม.ค. 2564 นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ กนอ.(บอร์ด กนอ.) เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2564 ในการประชุมครั้งที่ 1/2564 มีมติอนุมัติให้ขยายพื้นที่โครงการนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง (ส่วนขยาย) เนื้อที่ประมาณ 1,008 ไร่ พื้นที่อำเภอปลวกแดง และอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดระยอง เป็นการขยายจากพื้นที่เดิมในที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท อมตะซิตี้ ระยอง จำกัด ซึ่งโครงการดังกล่าวฯ สอดรับกับนโยบายอีอีซีของทางรัฐบาล ที่ตั้งเป้าให้ปี 2564 เป็นปีแห่งการลงทุนอย่างเต็มที่ โดยวางเป้าหมายการลงทุนไว้ไม่ต่ำกว่า 300,000 ล้านบาท ซึ่งพื้นที่อีอีซีถือเป็นปัจจัยหลักต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศที่มุ่งเป้าสร้างการเปลี่ยนแปลงรูปแบบใหม่ และเป็นกลไกกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดึงดูดนักลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง (ส่วนขยาย) อยู่ในพื้นที่เป้าหมายรองรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่มีความสนใจลงทุนในพื้นที่ โดยทำเลที่ตั้งเชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอีอีซีทุกด้านทั้งการคมนาคมขนส่ง ระบบโลจิสติกส์ การพัฒนาโครงข่าย 5G ในพื้นที่ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเป็นจุดดึงดูดนักลงทุนทั่วโลกให้สนใจเข้ามาร่วมลงทุนในพื้นที่อีอีซีได้ และจากรายงานการวิเคราะห์เศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่ 17 ประเทศในปี 2021 โดยอนาคตเศรษฐกิจของไทยจัดอยู่ในอันดับ 1 ด้วยเหตุผลที่ว่า นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจอย่างมาก ซึ่งคาดว่าเมื่อเปิดประเทศให้นักลงทุนเดินทางเข้ามาได้ก็จะมีนักลงทุนเข้ามาดูพื้นที่และสนใจลงทุนเป็นจำนวนมาก&amp;quot;นางสาวสมจิณณ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการขยายพื้นที่นิคมฯ อมตะซิตี้ ระยอง ถือเป็นกลไกสำคัญในการสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพการพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม โดยคาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการพัฒนาพื้นที่และทำการขาย/ให้เช่าพื้นที่ได้ทั้งหมดภายใน 5 ปี และก่อให้เกิดมูลค่าการลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้นประมาณ 32,176 ล้านบาท เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 8,000 อัตรา โดยกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของนิคมฯอมตะซิตี้ ระยอง ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมซอฟแวร์และอิเล็กทรอนิกส์ ที่ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90626</URL_LINK>
                <HASHTAG>การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.), ขยายพื้นที่นิคม, บริษัท อมตะซิตี้ ระยอง จำกัด, สมจิณณ์ พิลึก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201209/image_big_5fd09df68c5d5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89529</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/01/2021 10:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/01/2021 10:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนอ. ผนึก เอ็กโก กรุ๊ป ตั้งนิคมอุตสาหกรรมเอ็กโกระยอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ม.ค. 2564 นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) เปิดเผยภายหลังการลงนามสัญญาร่วมดำเนินงานระหว่าง กนอ. และบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป เพื่อจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเอ็กโก ระยอง ในพื้นที่เทศบาลเมืองมาบตาพุด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง บนพื้นที่ 621 ไร่ ว่าจะใช้ระยะเวลาพัฒนาพื้นที่ ระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวก พร้อมเปิดให้บริการได้ภายใน 2 ปี และสามารถเปิดให้บริการได้ภายในปี 2565 &amp;nbsp;โดยคาดว่าเมื่อเปิดดำเนินการแล้วจะก่อให้เกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 16,840 ล้านบาท เกิดการจ้างงานเพิ่มประมาณ 4,210 อัตรา &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งการพัฒนาโครงการดังกล่าว เอ็กโก กรุ๊ป ได้มีการออกแบบภายใต้แนวคิดเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ โดยถือว่าเป็นนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะสีเขียว ที่จัดให้มีพื้นที่สีเขียวและพื้นที่แนวกันชนเชิงนิเวศ รอบพื้นที่โครงการฯ และนำน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดแล้วมาปรับปรุงคุณภาพและนำไปใช้ประโยชน์ภายในโครงการ เพื่อลดอัตราการระบายน้ำทิ้งออกนอกพื้นที่ และใช้พลังงานทดแทนด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป เปิดเผยว่าบริษัทฯได้ มุ่งมั่นขยายขอบเขตการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการลงทุนใหม่ในธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง โดยการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเอ็กโกระยอง นับเป็นหนึ่งในธุรกิจที่บริษัทตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนา โดยมีอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักประเภทกลุ่มเอส-เคิร์ฟ ทั้งกลุ่มเดิมและกลุ่มใหม่ ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) ได้แก่ ยานยนต์แห่งอนาคต อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ การบินและโลจิสติกส์ การแพทย์ครบวงจร และเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โครงการนิคมอุตสาหกรรมเอ็กโกระยองได้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่มีอยู่เดิมซึ่งมีความพร้อมของระบบสาธารณูปโภคต่างๆ อาทิ ท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ท่อน้ำดิบ สายส่งและสถานีไฟฟ้าแรงสูง เป็นต้น รวมถึงมีศักยภาพด้านทำเลที่ตั้ง ซึ่งมีเครือข่ายเส้นทางคมนาคมที่มีศักยภาพ และอยู่ในบริเวณที่สามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานของอีอีซีได้ ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อการลงทุน ในขณะเดียวกัน ยังสร้างโอกาสให้บริษัทในการพัฒนาต่อยอดธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง อาทิ ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาและแบบลอยน้ำ นอกจากนี้ บริษัทยังมองเห็นโอกาสร่วมลงทุนกับพันธมิตรที่ทำธุรกิจพลังงานอัจฉริยะ ซึ่งจะเข้ามาลงทุนในนิคมฯ ในอนาคตด้วย เช่น โรงงานผลิตแบตเตอรี่หรือระบบกักเก็บพลังงาน รวมทั้งการจัดตั้งศูนย์ดาต้า เซ็นเตอร์ ในพื้นที่โครงการ เป็นต้น&amp;rdquo;นายเทพรัตน์ กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89529</URL_LINK>
                <HASHTAG>การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.), บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน), สมจิณณ์ พิลึก, เอ็กโก กรุ๊ป</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200330/image_big_5e818c202f807.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88266</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/12/2020 09:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/12/2020 09:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนอ.คุมเข้มนิคมในพื้นที่เสี่ยงโควิด-19วอนคนทำงานงดเดินทางออกนอกพื้นที่  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ธ.ค. 2563 นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า ตามที่นายสุริยะ &amp;nbsp;จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้มีข้อสั่งการให้ กนอ.กำชับโรงงานอุตสาหกรรมทุกแห่งในพื้นที่นิคมฯปฏิบัติตามแนวทางและคำสั่งจังหวัด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างเคร่งครัด หลังมีการระบาดครั้งใหม่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมขอให้ทุกหน่วยเฝ้าระวัง ชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการ และบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะโรงงานที่มีการใช้แรงงานต่างด้าว เพื่อให้ความช่วยเหลือและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยในส่วนของผู้ประกอบการอย่าตระหนกหรือกลัวความผิดและห้ามขนย้ายแรงงานออกนอกโรงงานอย่างเด็ดขาด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันได้กำชับให้ผู้ประกอบการต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมหากมีแรงงานในสถานประกอบการติดเชื้อ ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการสอบสวนโรคตามขั้นตอน ทั้งนี้ได้ขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในสำนักงานนิคมฯ งดเดินทางออกนอกพื้นที่ตั้งของนิคมฯ หรือในพื้นที่เสี่ยงจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย หรือมีมาตรการผ่อนปรน โดยในส่วนของการปฏิบัติงานได้ขอให้ปรับใช้รูปแบบทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านทางอี-เมลล์ ไลน์ หรือระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ และหากจำเป็นต้องเดินทางมาประชุมยังสำนักงานใหญ่ ขอให้ปรับใช้การประชุมในระบบการประชุมทางไกล &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88266</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนอ., นิคมเสี่ยงโควิด, สมจิณณ์ พิลึก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200918/image_big_5f64a38c58c8a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81771</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/10/2020 10:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/10/2020 10:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เร่งเครื่องสมาร์ทพาร์ค ดันไทยรับอุตสาหกรรมดิจิทัล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;หลังก่อสร้างแล้วเสร็จคาดว่าพื้นที่จะถูกเช่าหมดภายในระยะเวลา 4 ปี เนื่องจากเป็นนิคมฯ ที่รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีอัจฉริยะ ซึ่งนอกจากรวมอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงไว้ในที่เดียวกันแล้ว ยังเป็นนิคมอุตสาหกรรมต้นแบบที่มีระบบสาธารณูปโภคเพียบพร้อม รวมทั้งอาคารต่างๆ ต้องมีมาตรฐานระดับสากล และก่อให้เกิดการหมุนเวียนเงินในท้องถิ่น คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตในด้านอื่นๆ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเทศไทยในปัจจุบันที่อยู่ท่ามกลางความปั่นป่วนของโลกนั้น ก็ได้เผยด้านที่เป็นจุดแข็งออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากสงครามการค้าที่เกิดจากสหรัฐอเมริกากับประเทศจีน ไทยก็ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง และยังมีช่องทางที่จะใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ด้วยการตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางภาคอุตสาหกรรมด้านต่างๆ ของอาเซียน เผยความเข้มแข็งของพื้นที่และศักยภาพที่จะรองรับการผลิตและการส่งออกได้ เพื่อใช้ดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนที่ต้องย้ายฐานการผลิต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมถึงการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ที่สร้างผลกระทบให้กับทั่วโลก โดยประเทศไทยสามารถร่วมมือกันเพื่อลดปัญหาดังกล่าวจนปัจจุบันทุกอย่างเริ่มจะกลับมาเป็นปกติแล้ว ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จึงเป็นช่องทางที่สามารถโชว์ศักยภาพและความพร้อมของประเทศให้แก่ภาคเอกชนต่างชาติได้เห็น รวมถึงสร้างความไว้วางใจและความประทับใจในสายตาชาวโลกได้ดีอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ใช่ว่าแค่ปัจจัยที่กล่าวมาจะสามารถทำให้เกิดความเชื่อมั่นได้ 100% หากไม่มีการดำเนินงานที่จริงจังภายในประเทศ โดยเฉพาะหากจะต้องการดึงดูดการลงทุนให้เข้ามาได้ในช่วงที่เศรษฐกิจมีปัญหานี้ ประเทศไทยจะต้องมีการเตรียมการที่มากกว่าเดิม ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่ การเชื่อมโยงต่างๆ ระบบสาธารณูปโภค สิทธิพิเศษในการสนับสนุนการลงทุน รวมถึงปัจจัยภายใน เช่น ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ที่จะต้องไม่เกิดปัญหาซ้ำซ้อนและไม่มีทางออกจนไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยการทำงานที่กล่าวมานั้นส่วนใหญ่จะมาจากหลายฝ่ายทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลุงทน (บีโอไอ) รวมถึงหน้าที่หลักในการจัดเตรียมพื้นที่ อย่าง การนิคมฯ แห่งประเทศไทย (กนอ.) ซึ่งที่ผ่านมามีหลายพื้นที่ที่สามารถดึงดูดนักลงทุนเข้ามาทุ่มเงินเพื่อเปิดโรงงาน และใช้วัตถุดิบภายในประเทศมากมาย ผ่านการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม ที่แบ่งแยกไปตามความเหมาะสมของพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ปัจจุบันรัฐบาลไทยได้มุ่งไปที่เป้าหมายการลงทุนใหม่ โดยยึดหลักอุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือเอส-เคิร์ฟ ที่เป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต จึงได้สั่งการให้ กนอ.พัฒนานิคมอุตสาหกรรมสมาร์ทพาร์ค (Smart Park) ที่เป็นนิคมฯ ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ และอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ได้แก่ อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมการแพทย์ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมดิจิทัล &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่นอกจากจะเป็นปัจจัยไว้รองรับนักลงทุนจากต่างชาติได้แล้ว ยังสามารถตอบโจทย์ความต้องการของสังคมยุคใหม่ที่เริ่มให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 ก.ย.2563 ก็ได้เห็นชอบการลงทุนโครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมสมาร์ท พาร์ค จังหวัดระยอง พื้นที่รวม 1,383 ไร่ มูลค่าประมาณ 2,370 ล้านบาท ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาลสำหรับการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยนิคมฯ ดังกล่าวตั้งอยู่ในตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง มีระยะทางห่างจากท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด 7 กิโลเมตร สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา 17 กิโลเมตร ท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ 29 กิโลเมตร ท่าเรือแหลมฉบัง 53 กิโลเมตร และสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ 150 กิโลเมตร เนื้อที่โครงการทั้งหมด 1,383 ไร่ โดยได้แบ่งการใช้ประโยชน์ที่ดินออกเป็น 1.พื้นที่อุตสาหกรรม จำนวน 621.55 ไร่ 2.พื้นที่พาณิชยกรรม จำนวน 150.54 ไร่ 3.พื้นที่สาธารณูปโภค เช่น พื้นที่จอดรถส่วนกลาง ระบบผลิตน้ำประปา ระบบบำบัดน้ำเสีย สถานีไฟฟ้าย่อย และถนน จำนวน 373.35 ไร่ และ 4.พื้นที่สีเขียวและแนวกันชน จำนวน 238.32 ไร่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย นิคมฯ สมาร์ทพาร์ค จะเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่ง 4 อุตสาหกรรมข้างต้นจะได้รับสิทธิประโยชน์การลงทุน จาก บีโอไอ คือได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี หรือสูงสุด 13 ปี ได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% เพิ่มเติมอีก 5 ปี หลังสิ้นสุดระยะเวลายกเว้นภาษีตามเกณฑ์ปกติ&amp;nbsp; โดยมีเงื่อนไขว่าต้องร่วมกับสถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย ในการฝึกอบรมบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สัดส่วน 10% ของจำนวนพนักงานนั้นๆ หรือขั้นต่ำ 50 คน ต่อ 1 ปี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ นิคมฯ ได้ใช้งบก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานประมาณ 2,370 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่านิคมฯ ทั่วไป เนื่องจากในสมาร์ทพาร์ค จะเป็นนิคมฯ ต้นแบบที่มีระบบสาธารณูปโภคใต้ดิน เช่น ตารางสายใยแก้วนำแสงร้อยท่อใต้ดิน ที่บริษัท ทีโอท จำกัด (มหาชน) จะร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ซึ่งจะเข้ามาวางระบบไฟฟ้าอัจฉริยะในโครงการสมาร์ทพาร์ค มีรถรางไฟฟ้าขนส่งในพื้นที่ ลดการใช้รถยนต์ รวมทั้งอาคาร โรงงาน จะต้องได้มาตรฐานอาคารสีเขียว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมถึงมีบริการระบบสื่อสารอินเทอร์เน็ตที่ทันสมัย เพื่อบริการสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมยุคใหม่ และศูนย์รวมข้อมูลพื้นฐาน หรือดาต้า เซ็นเตอร์ (Data Center) ด้วยรูปแบบคลาวด์ แพลตฟอร์ม (Cloud Platfrom) รวมถึงมีระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ หากสถานประกอบการในพื้นที่สมาร์ทพาร์คต้องการระบบโทรคมนาคมที่รวดเร็วขึ้นในอนาคต&amp;nbsp; บมจ.ทีโอทีก็พร้อมที่จะลงทุนระบบ 5G ในพื้นที่ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า หลังจาก ครม.เห็นชอบให้มีการลงทุนในโครงการแล้ว คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ภายในไตรมาส 1/2564 และใช้ระยะเวลาการก่อสร้างประมาณ 3 ปี โดยเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จและมีการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม Smart Park จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม Smart Park จะสามารถสร้างมูลค่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี (GDP) ต่อปี อยู่ที่ 52,934.58 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน จะเกิดการจ้างงานประมาณ 7,459 คน ส่งผลให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ประมาณ 1,342,620,000 บาทต่อปี (คิดฐานเงินเดือนขั้นต่ำเดือนละ 15,000 บาท) นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในด้านอื่นๆ ที่ไม่สามารถประเมินค่าได้โดยตรง เช่น มีการใช้วัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้าง น้ำมันเชื้อเพลิง และอื่นๆ ทำให้เกิดการหมุนเวียนในท้องถิ่น เกิดประโยชน์ทางอ้อมต่อหน่วยงานปกครองท้องถิ่น&amp;nbsp; หรือประโยชน์ต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม หรือคุณภาพชีวิตด้านอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(สมจิณณ์ พิลึก)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการ กนอ. กล่าวว่า&amp;nbsp; นิคมฯ สมาร์ทปาร์ค เป็นส่วนหนึ่งของอีอีซี โดยปัจจุบันเป็นเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรมเอส-เคิร์ฟ โดยเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ดี ตามแผนการพัฒนาโครงการ คาดว่าจะใช้เวลาในการพัฒนาปรับพื้นที่ดำเนินการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ประมาณ 3 ปี โดยในช่วงระยะการก่อสร้างคาดว่าจะทำให้มีการจ้างงานประมาณ 200 คน และเกิดเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นในชุมชน ประมาณ 23.7 ล้านบาท/ปี (คิดอัตราฐานเงินเดือนขั้นต่ำ 330 บาท) อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ในส่วนของทำเลที่ตั้งของโครงการฯ ถือว่าอยู่ตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่ดี โดยอยู่ห่างจากท่าเรือมาบตาพุด 7 กม. ห่างจากสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา 17 กม. และห่างจากท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ 29 กม. ห่างจากท่าเรือแหลมฉบัง 53 กม. และห่างจากสนามบินสุวรรณภูมิ 150 กม. อีกทั้งมีความได้เปรียบในแง่ของการเป็นแหล่งผลิตเม็ดพลาสติกที่เป็นวัตถุดิบ และอยู่ในเขตส่งเสริมของอีอีซี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;หลังก่อสร้างแล้วเสร็จคาดว่าพื้นที่จะถูกเช่าหมดภายในระยะเวลา 4 ปี เนื่องจากเป็นนิคมฯ ที่รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีอัจฉริยะ ซึ่งนอกจากรวมอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงไว้ในที่เดียวกันแล้ว ยังเป็นนิคมอุตสาหกรรมต้นแบบที่มีระบบสาธารณูปโภคเพียบพร้อมรวมทั้งอาคารต่างๆ ต้องมีมาตรฐานระดับสากล และก่อให้เกิดการหมุนเวียนเงินในท้องถิ่น คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตในด้านอื่นๆ&amp;rdquo; นางสาวสมจิณณ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน จากการออกมายืนยันของนายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ว่าแม้จะเกิดสถานการณ์ต่างๆ ขึ้นบนโลก รวมถึงประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 แต่พื้นที่อีอีซียังเดินหน้าต่อ และมีความคืบหน้าหลายโครงการ ทั้งโครงการที่เกิดการลงทุนจากงบบูรณาการ โครงสร้างพื้นฐานรัฐร่วมเอกชน (พีพีพี) และการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนจาก บีโอไอ รวมการลงทุนที่ได้ตกลงไปแล้วมีมูลค่าสูงถึง 1,582,698 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ที่ผ่านมามีคนสงสัย และถามมาเป็นจำนวนมากว่า โครงการอีอีซีมีการอนุมัติโครงการลงทุนไปแล้วเท่าไร ยังคงทำงานอยู่ต่อใช่หรือไม่ มีการลงทุนหรือไม่ โดยเฉพาะตอนที่มีการระบาดของไวรัสโควิด-19 ขอยืนยันว่า โครงการไม่ได้หยุด และยังมีการลงทุนที่ทำต่อเนื่องในช่วงต่อจากนี้&amp;rdquo; นายคณิศกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน ล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ยังเห็นชอบแนวทางการเชื่อมโยงท่าเรือแหลมฉบังกับนานาชาติผ่าน 3 โครงการลงทุน วงเงินรวม 1.18 ล้านล้านบาท คือ โครงการท่าเรือบก, โครงการเชื่อมอ่าวไทยและอันดามัน (ท่าเรือชุมพร ท่าเรือระนอง แลนด์บริดจ์) และโครงการสะพานไทย โดยได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กบอ.) กำกับการบูรณาการโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยให้กระทรวงคมนาคม และ สกพอ. ร่วมกันศึกษาโดยเน้นการร่วมลงทุนรัฐและเอกชน และการจัดลำดับความสำคัญต่อไป สำหรับโครงการทั้ง 3 คือ โครงการท่าเรือบก จะเชื่อมโยงท่าเรือแหลมฉบังกับนานาชาติ โดยร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน ดำเนินการท่าเรือบก ในเมืองสำคัญๆ &amp;nbsp;คาดว่าเมื่อเชื่อมโยงสมบูรณ์ จะมีเพิ่มปริมาณสินค้าเข้าท่าเรือแหลมฉบังได้ 2 ล้านตู้สินค้า (ทีอียู) ต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ด้านโครงการเชื่อมอ่าวไทยและอันดามัน จะมีโครงการจะพัฒนาท่าเรือน้ำลึก จังหวัดระนอง เป็นท่าเรือสินค้าคอนเทนเนอร์ ขนส่งสินค้าเส้นทางเดินเรือในกลุ่มประเทศเอเชียใต้ และมีแนวคิดจะพัฒนาท่าเรือน้ำลึกจังหวัดชุมพรเพิ่มเติม โดยจะพัฒนาระบบขนส่งสินค้าเพื่อเชื่อมโยงท่าเรือน้ำลึกทั้งสองแห่ง ด้วยรถไฟทางคู่และทางหลวงมอเตอร์เวย์ เพื่อเป็นสะพานเศรษฐกิจเชื่อมโยงทะเลอันดามันและอ่าวไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่โครงการสะพานไทย ที่จะเชื่อมโยงอีอีซี ไปสู่เอสอีซี โดยการก่อสร้างทางรถยนต์มาตรฐาน 4 ช่องจราจรพร้อมไหล่ทางเชื่อมฝั่งตะวันตก และตะวันออกของอ่าวไทยตอนบน (เชื่อม จ.ชลบุรี และ จ.เพชรบุรี) ระยะทางประมาณ 80-100 กิโลเมตร สามารถประหยัดระยะเวลาเดินทาง 2-3&amp;nbsp; ชั่วโมง โดยจะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและลดต้นทุนการขนส่งสินค้าระหว่างภาคใต้และท่าเรือแหลมฉบัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ในวงเงิน 1.5 ล้านล้านบาทที่เป็นวงเงินลงทุนรวมของพื้นที่อีอีซีนั้น แยกเป็นงบบูรณาการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (โครงสร้างพื้นฐาน) อนุมัติแล้ว 67,687 ล้านบาท มูลค่าการลงทุนระหว่างปี 61-64 มูลค่า 50,757 ล้านบาท และปี 65-67 มูลค่า 16,930 ล้านบาท, โครงการพีพีพี ได้ผู้ลงทุน 3 โครงการ ทำสัญญาแล้วรวม 527,603 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยจะมีการลงทุนในปี 63 มูลค่า 2,565 ล้านบาท ในปี 64 มูลค่า 55,783 ล้านบาท และลงทุนตลอดระยะเวลาโครงการ 469,255 ล้านบาท และการออกบัตรส่งเสริมการลงทุน โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ให้กับอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่อีอีซี ตั้งแต่ปี 60 ถึงมิ.ย.63 รวมเป็นมูลค่าการลงทุน 987,408 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะเห็นได้ว่าการที่รัฐบาลเดินหน้าพัฒนานิคมอุตสาหกรรมสมาร์ทพาร์คนั้น เป็นเรื่องที่ตอบโจทย์ของการพัฒนาพื้นที่อีอีซีเช่นเดียวกัน และนิคมฯ ดังกล่าวยังเป็นพื้นที่ที่สำคัญสำหรับอนาคตของประเทศไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากจะเป็นนิคมฯ ที่สามารถตอบโจทย์การลงทุนของอนาคตได้ เนื่องจากกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำหนดนั้นเป็นอุตสาหกรรมสมัยใหม่ทั้งสิ้น และด้วยความใหม่และทันสมัยนี้ จึงเป็นตัวชี้วัดที่ดีของ กนอ. ผู้รับบทดำเนินการหลักว่าจะสามารถพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้ประสบความสำเร็จได้มากน้อยแค่ไหน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกันนักลงทุนของไทยที่มีศักยภาพเพียงพอและต้องการการสนับสนุนที่เต็มที่นั้น ก็สามารถเข้าไปลงทุนในพื้นที่ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งเชื่อว่าหากสมาร์คพาร์คได้รับความนิยมและเสียงตอบรับที่ดีจากนักลงทุนขึ้นมานั้น จะเป็นใบเบิกทางให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักมากขึ้นของนักลงทุนโลก และตอบโจทย์เรื่องศักยภาพของประเทศที่มีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะยืดหยัดได้ในช่วงเวลาที่โลกเกิดความปั่นป่วน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81771</URL_LINK>
                <HASHTAG>การนิคมฯ แห่งประเทศไทย (กนอ.), สมจิณณ์ พิลึก, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201025/image_big_5f958157e7fca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78833</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2020 10:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2020 10:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นิคมยางพาราเนื้อหอมบริษัทผลิตถุงมือยางรายใหญ่ทุ่มทุนเช่าที่ดินตั้งโรงงาน มูลค่าเฉียด 6,000 ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ย. 2563 นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า กนอ.ได้ลงนามในสัญญาเช่าที่ดิน กับบริษัท สิงหเสนี กรุ๊ป จำกัด ซึ่งร่วมทุนกับบริษัท แอทยีนส์ โกลบอล ลิงค์ จำกัด ในพื้นที่โครงการนิคมอุตสาหกรรมยางพารา ในนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ ต.ฉลุง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เนื้อที่ประมาณ 83 ไร่ เพื่อประกอบกิจการโรงงานผลิตถุงมือยางจากน้ำยางธรรมชาติซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยจะใช้น้ำยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบหลักประมาณ 3,600 ตันต่อเดือน หรือประมาณ 43,200 ตันต่อปี ในพื้นที่จังหวัดสงขลา และจังหวัดใกล้เคียง เป็นการตอบสนองนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ และช่วยยกระดับผลผลิตยางพาราในพื้นที่ภาคใต้ให้เป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น โดยคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเปิดดำเนินการได้ในช่วงเดือนเม.ย. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โรงงานแห่งนี้เป็นโรงงานผลิตถุงมือยาง ตั้งอยู่ในเขตประกอบการทั่วไป พื้นที่ประมาณ 83 ไร่ มูลค่าการลงทุนประมาณ 5,998 ล้านบาท และจะมีการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้นในพื้นที่ประมาณ 2,000 คน ซึ่งเป็นการตอบโจทย์นโยบายรัฐบาลทั้งสองด้าน คือ การส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรมที่ใช้ยางพารามีความแข็งแกร่งและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์ยางจากกลางน้ำสู่ปลายน้ำซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม และนโยบายส่งเสริมการจ้างแรงงานหลังสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย โดยโรงงานแห่งนี้จะใช้น้ำยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตสินค้า ซึ่งจะเป็นการเพิ่มอุปสงค์ (Demand) การใช้น้ำยางพาราจากเกษตรกรในพื้นที่และในประเทศเพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในประเทศไทย รวมทั้งเกิดการสร้างแรงงานท้องถิ่นอีกด้วย&amp;rdquo;นางสาวสมจิณณ์ พิลึก กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการลงนามในสัญญาเช่าครั้งนี้ นอกจากจะผลิตถุงมือยางแล้ว บริษัทฯยังมีการจัดตั้งศูนย์การทดสอบและรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ถุงมือยาง ซึ่งเป็นความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในการวิจัยยางธรรมชาติโปรตีนต่ำ เพื่อนำไปผลิตถุงมือยางธรรมชาติที่มีคุณสมบัติพิเศษในการเป็นถุงมือยางที่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ โดยคาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการวิจัยโครงการนี้เป็นเวลา 1 ปี จากนั้นศูนย์ฯจะนำผลการวิจัยและนวัตกรรมที่ได้ไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางพาราเพื่อใช้ในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูงและเพิ่มมูลค่าของสินค้าและสามารถเป็นสินค้าส่งออกที่ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในตลาดสากล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78833</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนอ., นิคมยางพารา, บริษัท สิงหเสนี กรุ๊ป, บริษัท แอทยีนส์ โกลบอล ลิงค์ จำกัด, สมจิณณ์ พิลึก, โรงงานผลิตถุงมือยางจากน้ำยางธรรมชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200918/image_big_5f64a38c58c8a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77861</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/09/2020 10:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/09/2020 10:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นิคมอุตสาหกรรมอุดร ปลุกการลงทุนอีสาน เชื่อมการค้าต่างประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นิคมอุตสาหกรรมอุดรธานีมีความได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์คือ มีทำเลที่ตั้งอยู่ในโครงข่ายระบบคมนาคมขนส่งที่เชื่อมโยงทั้งในและนอกประเทศ มีเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างประเทศเพื่อนบ้านกับจีนตอนใต้ โดยใช้เส้นทาง&amp;nbsp;R12, R9&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;R8&amp;nbsp;อยู่ในเส้นทางรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-หนองคาย ที่สามารถรองรับการขนส่งสินค้าระหว่างไทยกับจีนตอนใต้ไปยังท่าเรือแหลมฉบังและพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) มีศูนย์กระจายสินค้าทางรางและศูนย์โลจิสติกส์ในพื้นที่กว่า&amp;nbsp;400&amp;nbsp;ไร่ อยู่ติดกับเส้นทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-หนองคาย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคตะวันออกเฉียง หรือภาคอีสาน ถือเป็นภูมิภาคที่มีความโดดเด่นในด้านต่างๆ มากมาย ทั้งวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรมที่สืบต่อกันมา ขณะเดียวกันภาคอีสานยังจัดได้ว่ามีเนื้อที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ จึงทำให้มีประชากรมากตามมาด้วยเช่นกัน ซึ่งที่ผ่านมาในอดีตภาพจำของหลายๆ คนจะเห็นว่า ภาคอีสานเป็นพื้นที่ที่แห้งแล้ง การเข้าไปถึงก็ทำได้ยาก เนื่องจากความกว้างขวางของพื้นที่แต่ละจังหวัดทำให้การพัฒนาในเรื่องต่างๆ นั้นไม่ครอบคลุมทั้งหมด วิถีชีวิตของชาวอีสานเองก็อยู่กันแบบเรียบง่ายตามประสาของคนท้องถิ่น&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ในสังคมที่เริ่มมีการแข่งขันกันมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตเริ่มมีเงินทองเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้เกิดการดิ้นรนที่สูงขึ้น ลูกหลานของหลายครอบครัวต้องเดินทางเข้ามาสู่เมืองหลวง หรือหัวเมืองใหญ่เพื่อหางานทำที่จะได้เงินเพิ่มมากขึ้น ทำให้ในหลายพื้นที่ไม่ว่าจะภูมิภาคไหน ก็จะมีคนอีสานแทรกตัวอยู่เพื่อทำมาหากินเกือบทุกที่&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ด้วยในปัจจุบันที่ความเจริญ เทคโนโลยี และสิ่งใหม่ๆ ได้แพร่กระจายไปจนถึงท้องที่หลายจังหวัดภาคอีสานมากขึ้นแล้ว ทำให้หัวเมืองใหญ่ๆ มีการพัฒนาแบบก้าวกระโดดและตามทันความเจริญในเมืองหลวงอย่างไม่น้อยหน้า ซึ่งจากจุดนี้เองทำให้ประชากรทางภาคอีสานไม่จำเป็นต้องแยกจากถิ่นฐานเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่อีกต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;และการพัฒนาในภาคอีสานนั้นดูเหมือนจะไม่หยุดลงแค่นี้แน่นอน ด้วยทรัพยากรต่างๆ ความพร้อมและศักยภาพของพื้นที่ ทำให้ในหลายจังหวัดเป็นเป้าหมายของนักลงทุนในการที่จะไปตั้งฐานการผลิต หรือสำนักงานในพื้นที่มากขึ้น จึงทำให้เกิดการเชื่อมโยงกับพื้นที่อื่นๆ ในประเทศและเกิดการค้าขายส่งออกกับต่างประเทศด้วย ส่งผลให้ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจในภาคอีสานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยเหตุนี้เอง บริษัท เมืองอุตสากรรมอุดรธานี จำกัด จึงได้เล็งเห็นศักยภาพของพื้นที่จังหวัดอุดรธานี และได้ร่วมมือกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ลงนามสัญญาร่วมดำเนินการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอุดรธานีขึ้น เมื่อปี&amp;nbsp;2557&amp;nbsp;ทีผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นการเปิดฉากการพัฒนา&amp;rdquo;นิคมอุตสาหกรรมสีเขียวแห่งแรกของภาคอีสาน&amp;rdquo; ภายใต้แนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสังคม โดยเน้นกลไกการสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างความเจริญเติบโตให้คนไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนิคมฯ อุดรธานี ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลโนนสูง ตำบลหนองไผ่ และตำบลหนองนาคำ &amp;nbsp;อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี บนพื้นที่ขนาด&amp;nbsp;2,170.63&amp;nbsp;ไร่ มูลค่าการลงทุนประมาณ&amp;nbsp;100,000&amp;nbsp;ล้านบาท แบ่งเป็น&amp;nbsp;2&amp;nbsp;เฟส โดยเฟสแรกมีพื้นที่&amp;nbsp;1,000&amp;nbsp;ไร่ โดยขายจริง&amp;nbsp;700&amp;nbsp;ไร่ ที่เหลือเป็นระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน และเฟส&amp;nbsp;2&amp;nbsp;อีก&amp;nbsp;1,000&amp;nbsp;ไร่ เช่นกัน โดยคาดว่าจะมีการพัฒนาเฟสแรกแล้วเสร็จในปี&amp;nbsp;2464&amp;nbsp;ซึ่งทั้ง&amp;nbsp;2&amp;nbsp;โครงการจะทำให้เกิดการจ้างงานไม่ต่ำกว่า&amp;nbsp;20,000&amp;nbsp;คน ซึ่งทั้ง&amp;nbsp;2&amp;nbsp;เฟส เน้นอุตสาหกรรมที่มีวัตถุดิบอยู่ในภาคอีสาน เช่น ยางพารา ที่จะผลิตเป็นสินค้าขั้นปลาย อย่างถุงมือยางพารา เป็นต้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า นิคมอุตสาหกรรมอุดรธานีมีความได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์คือ มีทำเลที่ตั้งอยู่ในโครงข่ายระบบคมนาคมขนส่งที่เชื่อมโยงทั้งในและนอกประเทศ มีเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างประเทศเพื่อนบ้านกับจีนตอนใต้ โดยใช้เส้นทาง&amp;nbsp;R12, R9&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;R8&amp;nbsp;อยู่ในเส้นทางรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-หนองคาย ที่สามารถรองรับการขนส่งสินค้าระหว่างไทยกับจีนตอนใต้ไปยังท่าเรือแหลมฉบังและพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) มีศูนย์กระจายสินค้าทางรางและศูนย์โลจิสติกส์ในพื้นที่กว่า&amp;nbsp;400&amp;nbsp;ไร่ อยู่ติดกับเส้นทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-หนองคาย&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน เพื่อให้การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอุดรธานีสามารถให้บริการแก่นักลงทุนและจูงใจนักลงทุนให้เข้ามาลงทุน จึงได้มีการศึกษาความเหมาะสมของโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ในพื้นที่ เช่น การศึกษาท่าเรือบก จังหวัดอุดรธานี,&amp;nbsp;พัฒนาระบบการเดินรถไฟจากสถานีหนองตะไก้เข้ามายังพื้นที่โครงการ&amp;nbsp;1.8&amp;nbsp;กิโลเมตร รวมทั้งการให้สิทธิประโยชน์พิเศษแก่ผู้ประกอบการในนิคมฯ ให้เทียบเท่ากับผู้ประกอบการในเขตพื้นที่อีอีซี&amp;nbsp;&amp;nbsp;
โดยอุตสาหกรรมเป้าหมายในนิคมอุตสาหกรรมอุดรธานี ประกอบด้วย อุตสาหกรรมยางพาราขั้นปลาย อุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานพาหนะและประกอบรถยนต์ อุตสาหกรรมผลิตวัสดุก่อสร้าง อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมเหล็กขั้นปลาย ศูนย์โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมสนับสนุนการผลิตในพื้นที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;นิคมอุตสาหกรรมอุดรธานีเป็นนิคมฯ แห่งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ&amp;nbsp;เป็นนิคมอุตสาหกรรมลำดับที่&amp;nbsp;56&amp;nbsp;ของประเทศ และเป็นจังหวัดที่&amp;nbsp;16&amp;nbsp;ที่มีนิคมอุตสาหกรรมตั้งอยู่ โดยนิคมฯ แห่งนี้ถือได้ว่ามีระบบการขนส่งสินค้าได้อย่างดี เนื่องจากมีพื้นที่ห่างจากท่าอากาศยานนานาชาติอุดรธานีเพียง&amp;nbsp;14&amp;nbsp;กิโลเมตร อยู่ห่างจากถนนทางหลวงหมายเลข&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ถนนมิตรภาพประมาณ&amp;nbsp;2&amp;nbsp;กิโลเมตร ขณะที่ทางทิศใต้อยู่ติดกับทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-หนองคาย มีการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าที่อยู่ห่างชายแดนจากด่านหนองคาย&amp;nbsp;53&amp;nbsp;กิโลเมตร โดยสามารถเชื่อมต่อเศรษฐกิจการค้า ขนส่งสินค้า และกระจายสินค้าผ่านไปทางกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ได้อย่างสะดวก&amp;rdquo; นางสาวสมจิณณ์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายพิสิษฏ์ พิพัฒน์วิไลกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองอุตสาหกรรมอุดรธานี จำกัด กล่าวว่า ต้องการให้ภาครัฐขยายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนจังหวัดหนองคายครอบคลุมมาถึงจังหวัดอุดรธานี เพราะมีศักยภาพเรื่องทำเลที่ตั้ง เพื่อให้นักลงทุนได้รับสิทธิประโยชน์ในการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ประกอบกับไทยยังได้รับอานิสงส์จากสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ ที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจย้ายฐานผลิตเข้ามาในไทยมากขึ้น จึงเป็นสิ่งที่ควรเร่งสนับสนุน&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้บริษัทได้แบ่งที่ดินในเฟสแรกประมาณ​ 100 ไร่​ มาพัฒนาเป็นพื้นที่ของไมโคร​ แฟคทอ โรงงานขนาดเล็ก) เพื่อรองรับผู้ประกอบการที่มีความสนใจเช่าหรือซื้อโกดังสำเร็จรูปขนาดเล็ก​ ขนาดกลาง​ เพื่อขยายฐานการผลิตหรือเป็นแหล่งกระจายสินค้าเพื่อส่งออกไปในภูมิภาคใกล้เคียง​ โดยการดำเนินการก่อสร้างจะใช้ระยะเวลาประมาณ&amp;nbsp;6-8&amp;nbsp;เดือนเท่านั้น ซึ่งขณะนี้ได้รับความสนใจจากนักลงทุนจากไต้หวันและสิงคโปร์จำนวนมาก​ เบื้องต้นคาดว่าจะรองรับได้ประมาณ ​30​โรงงาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เชื่อว่าเส้นทางการคมนาคมที่สมบูรณ์แบบของนิคมอุดรฯ จะเป็นสิ่งจูงใจทำให้นักลงทุนสนใจที่จะเข้ามาลงทุน ด้วยการยกระดับการขนส่งในระบบรางของประเทศให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความแม่นยำและลดเวลาการขนส่งได้ถึง&amp;nbsp;30%&amp;nbsp;แต่ต้นทุนถูกกว่า&amp;nbsp;2&amp;nbsp;เท่า อีกทั้งยังสามารถเชื่อมต่อไปยังท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรือแหลมฉบังได้ ซึ่งภายในปี&amp;nbsp;2568&amp;nbsp;จังหวัดอุดรธานีจะมีเครือข่ายการคมนาคมขนส่งที่ทรงประสิทธิภาพ ทั้งรถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพฯ-โคราช-หนองคาย-เวียงจันทน์-คุนหมิง เพื่อการขนส่งผู้โดยสารและรถไฟทางคู่ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุน&amp;rdquo; นายพิสิษฏ์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาพื้นที่ภาคอีสานให้สามารถใช้ศักยภาพอย่างเต็มกำลัง จนเกิดโครงการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมอุดรธานีขึ้นมา นอกจากจะสนับสนุนการลงทุนในพื้นที่แล้ว ยังเป็นช่องทางที่จะสร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนในพื้นที่ รวมถึงเป็นปัจจัยที่ช่วยลดการย้ายถิ่นฐานได้อีกด้วย ถือว่าการพัฒนานิคมสีเขียวแห่งภาคอีสานแห่งแรกนี้กำลังเดินไปที่เส้นทางที่ถูกต้องที่สุด.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77861</URL_LINK>
                <HASHTAG>พิสิษฏ์ พิพัฒน์วิไลกุล, สมจิณณ์ พิลึก, อีโคโฟกัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200918/image_big_5f64a38c58c8a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
