<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>9654</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/05/2018 10:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2018 16:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สานพลังประชารัฐเดินหน้า “แม่แจ่มโมเดลพลัส” พลิกฟื้นดอยหัวโล้น สร้างเศรษฐกิจชุมชนที่ยั่งยืนด้วยไม้ไผ่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เชียงใหม่ /&amp;nbsp; สานพลังประชารัฐ&amp;nbsp; ภาคเอกชน&amp;nbsp; ราชการ&amp;nbsp; หน่วยงานท้องถิ่น&amp;nbsp; และเครือข่ายประชาชน&amp;nbsp; ร่วมกันเดินหน้า &amp;ldquo;โครงการแม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;rdquo; พลิกฟื้นดอยหัวโล้นที่เกิดจากการทำไร่ข้าวโพด&amp;nbsp; สู่ &amp;ldquo;แม่แจ่มเมืองป่าไม้&amp;rdquo; โดยส่งเสริมให้ประชาชนปลูกไผ่เป็นพืชเศรษฐกิจที่ยั่งยืนแทนข้าวโพด&amp;nbsp; มีโรงงานแปรรูปรองรับ&amp;nbsp; ผลิตตั้งแต่ตะเกียบ&amp;nbsp; ถ่านอัดแท่ง &amp;nbsp;โดยเฉพาะถ่านกัมมันต์&amp;nbsp; ใช้ในอุตสากรรมต่างๆ ตลาดต้องการไม่ต่ำกว่าปีละ 10 ล้านตัน&amp;nbsp; ขณะที่คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล (กขร.) ลงพื้นที่ร่วมปลูกไผ่และนำข้อเสนอ-ปัญหาของชาวแม่แจ่มไปเสนอรัฐบาลหาทางแก้ไข&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;อำเภอแม่แจ่ม&amp;nbsp; ตั้งอยู่บนเทือกเขาธงชัย&amp;nbsp; ด้านหลังดอยอินทนนท์&amp;nbsp; อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ&amp;nbsp; 123&amp;nbsp; กิโลเมตร&amp;nbsp; มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 1,700,000 ไร่&amp;nbsp; ส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่แจ่ม&amp;nbsp; สภาพพื้นที่เป็นภูเขาสูง&amp;nbsp; มีที่ราบตามเชิงเขา&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประชากรมีทั้งคนเมือง&amp;nbsp; ม้ง&amp;nbsp; ลั๊วะ&amp;nbsp; ปกาญอ&amp;nbsp; ประมาณ&amp;nbsp; 59,000 คน&amp;nbsp; ส่วนใหญ่มีอาชีพปลูกข้าวโพดขายเพื่อนำไปเป็นอาหารสัตว์&amp;nbsp; ซึ่งต้องใช้สารเคมี &amp;nbsp;ทำให้เกิดผลกระทบต่อแหล่งน้ำ&amp;nbsp; การเผาเศษวัสดุพืชไร่&amp;nbsp; นำไปสู่ปัญหาหมอกควันพิษ&amp;nbsp; เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญหาหนี้สินจากการทำการเกษตร&amp;nbsp; รวมทั้งปัญหาที่ดินทำกิน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จากปัญหาดังกล่าว&amp;nbsp; ชาวแม่แจ่มจึงได้ร่วมกับทุกภาคส่วน&amp;nbsp; ผู้นำชุมชน&amp;nbsp; ท้องถิ่น&amp;nbsp; อำเภอ&amp;nbsp; เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ภาคเอกชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ธุรกิจ&amp;nbsp; นักวิชาการ&amp;nbsp; องค์กรพัฒนาเอกชน&amp;nbsp; หน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; จัดทำโครงการ &amp;ldquo;แม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;rdquo; (Mae Chaem Model Plus) เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน&amp;nbsp; ด้วยการยั้บยังการบุกรุกป่า&amp;nbsp; หยุดปัญหาไฟป่า&amp;nbsp; หมอกควัน&amp;nbsp; การปลูกพืชเชิงเดี่ยว&amp;nbsp; ลดการใช้สารเคมี&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ส่งเสริมการปลูกไผ่&amp;nbsp; กาแฟ&amp;nbsp; เป็นพืชเศรษฐกิจ&amp;nbsp; สร้างพื้นที่สีเขียว&amp;nbsp; สร้างเมืองแม่แจ่มให้เป็น &amp;ldquo;เมืองป่าไม้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ล่าสุดเมื่อวันที่&amp;nbsp; 18-19 พฤษภาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลเชิงพื้นที่ (กขร.) ซึ่งมี นพ.อำพล&amp;nbsp; จินดาวัฒนะ&amp;nbsp; เป็นประธาน&amp;nbsp; ได้เดินทางมาที่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อศึกษาและเรียนรู้โครงการแม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;nbsp; โดยคณะอนุ กขร.ได้เข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เพื่อปรึกษาหารือการจัดทำแผนปฏิบัติการร่วม&amp;nbsp; ภาครัฐ&amp;nbsp; เอกชน &amp;nbsp;และประชาสังคม&amp;nbsp; เพื่อให้เกิดการบูรณาการการขับเคลื่อนงานตามโครงการแม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;nbsp; หลังจากนั้นคณะได้เดินทางไปที่บ้านแม่ยางส้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต.ท่าผา&amp;nbsp; อ.แม่แจ่ม&amp;nbsp; เพื่อร่วมกิจกรรมปลูกไผ่&amp;nbsp; ปลูกป่า&amp;nbsp; สร้างรายได้&amp;nbsp; โดยมีชาวบ้านในพื้นที่และเยาวชนร่วมปลูกไผ่ประมาณ 200 คน&amp;nbsp; ปลูกไผ่ประมาณ 200 ต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;นพ.อำพล จินดาวัฒนะ &amp;nbsp;ร่วมปลูกไผ่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;นพ.อำพล&amp;nbsp; จินดาวัฒนะ&amp;nbsp; ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลเชิงพื้นที่ (กขร.) กล่าวว่า&amp;nbsp; โครงการแม่แจ่มโมเดลพลัสเป็นการสานพลังประชารัฐ&amp;nbsp; เริ่มจากการที่ชุมชนร่วมกันแก้ไขปัญหาไฟป่า&amp;nbsp; หมอกควัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญหาด้านเศรษฐกิจ&amp;nbsp; และคุณภาพชีวิตตั้งแต่ปี 2552 &amp;nbsp;ขณะเดียวกันในอำเภอแม่แจ่มก็มีปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน&amp;nbsp; เพราะเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 และ 2&amp;nbsp; ซึ่งสงวนเอาไว้เป็นพื้นที่ต้นน้ำ&amp;nbsp; มีเนื้อที่ป่าต้นน้ำทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 900,000 ไร่&amp;nbsp; แต่มีประชาชนเข้าไปอยู่อาศัยทำมาหากิน&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; เมื่อรัฐบาล คสช.เข้ามาบริหารงานก็มีแนวทางชัดเจนที่จะให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยให้ประชาชนอยู่อาศัยและทำกิน&amp;nbsp; ส่วนที่เกินให้คืนราชการและปลูกป่าเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;คนอยู่ได้&amp;nbsp; ป่าอยู่ดี&amp;nbsp; เป็นนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาลที่จะให้คนอยู่ร่วมกับป่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งโครงการแม่แจ่มฯ จะส่งเสริมให้ประชาชนปลูกไผ่&amp;nbsp; รวมทั้งพืชอื่นๆ&amp;nbsp; เพื่อนำความอุดมสมบูรณ์กลับคืนมา &amp;nbsp;ในอนาคตแม่แจ่มจะเป็นเมืองที่เขียวขจี&amp;nbsp; และไม่ใช่เขียวด้วยข้าวโพด &amp;nbsp;ซึ่งจะทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น&amp;nbsp; มีรายได้&amp;nbsp; เริ่มทำจากเล็กไปหาใหญ่&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตามศาสตร์ของพระราชา&amp;nbsp; ทำจากชีวิตจริงที่เป็นรูปธรรมและขับเคลื่อนไปด้วยกัน&amp;nbsp; ทั้งภาครัฐ&amp;nbsp; เอกชน&amp;nbsp; และประชาชนในพื้นที่&amp;rdquo;&amp;nbsp; ประธานคณะอนุกรรมการฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นพ.อำพลกล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; ปัญหาต่างๆ ที่ชาวแม่แจ่มเสนอมา&amp;nbsp; ทั้งปัญหาเรื่องที่ดินทำกินอยู่ในเขตป่าสงวนฯ&amp;nbsp; ปัญหาการขาดแคลนแหล่งน้ำ&amp;nbsp; ระบบสาธารณูปโภค&amp;nbsp; ถนน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; รวมทั้งเรื่องงบประมาณในการดำเนินโครงการแม่แจ่มโมเดลทั่วทั้ง 104 หมู่บ้าน&amp;nbsp; ซึ่งชาวแม่แจ่มเสนอมานั้น&amp;nbsp; คณะอนุกรรมการฯ&amp;nbsp; จะนำกลับไปพิจารณาและนำไปเสนอต่อรัฐบาลเพื่อผลักดันให้เห็นผลเป็นรูปธรรมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ข้อมูลจาก &amp;ldquo;โครงการแม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;nbsp; ปฏิบัติการเชิงพื้นที่กับการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน&amp;rdquo; ระบุว่า&amp;nbsp; อำเภอแม่แจ่มเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญสำคัญด้านทรัพยากรป่าไม้ต้นน้ำของประเทศ&amp;nbsp; เป็นพื้นที่ต้นกำเนิดน้ำแม่แจ่มซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำปิง&amp;nbsp; น้ำจากแม่แจ่มไหลลงสู่แม่น้ำปิงร้อยละ 40&amp;nbsp; และไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาร้อยละ 17&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ส่วนพื้นที่ในอำเภอแม่แจ่มมีทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 1,696,093 ไร่&amp;nbsp; เกือบทั้งหมดอยู่ในเขตป่าสงวนฯ แม่แจ่ม&amp;nbsp; ขณะที่ชาวบ้านปลูกสร้างบ้านเรือนและอยู่อาศัยมาก่อนปี พ.ศ.2504&amp;nbsp; เมื่อมี พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และ พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ พ.ศ.2507&amp;nbsp; จึงทำให้ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมกลายเป็นผู้บุกรุก&amp;nbsp; ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ตั้งแต่ปี 2549&amp;nbsp; เป็นต้นมา&amp;nbsp; อัตราขยายตัวของพื้นที่ทำกินในป่าต้นน้ำแม่แจ่มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว&amp;nbsp; โดยเฉพาะช่วงปี พ.ศ.2552-2559 &amp;nbsp;&amp;nbsp;พื้นที่ในเขตป่าสงวนฯ แม่แจ่มกลายเป็นไร่ข้าวโพดเพื่อส่งโรงงานผลิตอาหารสัตว์อย่างรวดเร็ว&amp;nbsp; จาก&amp;nbsp; 86,104&amp;nbsp; ไร่ในปี 2552 &amp;nbsp;ในปี 2554 เพิ่มเป็น&amp;nbsp; 105,465 ไร่&amp;nbsp; และปี 2559&amp;nbsp; เพิ่มเป็น 123,229 ไร่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมา&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; เกิดปัญหาภัยแล้ง&amp;nbsp; ดินถล่ม&amp;nbsp; เกิดไฟไหม้&amp;nbsp; การเผาไร่ซากข้าวโพดที่มีปริมาณประมาณปีละ&amp;nbsp; 95,000 ตัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้เกิดปัญหาหมอกควัน&amp;nbsp; ปัญหาระบบทางเดินหายใจ&amp;nbsp; เฉพาะในอำเภอแม่แจ่มมีประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสูดดมหมอกควันประมาณปีละ 5,000 ราย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;แต่ที่สำคัญคือปัญหาหนี้สินจากการทำไร่ข้าวโพด&amp;nbsp; ซึ่งจากตัวเลขในปี 2560&amp;nbsp; เกษตรกรในอำเภอแม่แจ่มเป็นหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รวมกันประมาณ&amp;nbsp; 1,400 ล้านบาท&amp;nbsp; และหนี้กองทุนหมู่บ้านประมาณ 300 ล้านบาท&amp;nbsp; (ไม่รวมหนี้อื่นๆ และหนี้นอกระบบ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ดังนั้นการก้าวให้พ้นจากวงจรปัญหาหนี้สิน&amp;nbsp; การสร้างระบบการเกษตรที่จะตอบโจทย์เรื่องอาชีพ&amp;nbsp; รายได้&amp;nbsp; แก้ปัญหาระบบนิเวศน์&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ทรัพยากรธรรมชาติ&amp;nbsp; จึงจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการต่างๆ มาสนับสนุน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การพักชำระหนี้เกษตรกร&amp;nbsp; การเชื่อมโยงระบบการผลิต&amp;nbsp; ตั้งแต่ต้นน้ำ&amp;nbsp; กลางน้ำ&amp;nbsp; (การแปรรูป)&amp;nbsp; และปลายน้ำ&amp;nbsp; (การตลาด) เพื่อให้เกษตรกรอำเภอแม่แจ่มหลุดพ้นออกจากเขาวงกตสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ตลอดไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; ข้อมูลจากโครงการแม่แจ่มฯ ระบุถึงแนวทางแก้ปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายพิพัฒน์&amp;nbsp; ธนรวิทยา&amp;nbsp; ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 บ้านห้วยยางส้าน&amp;nbsp; ต.ท่าผา&amp;nbsp; อ.แม่แจ่ม&amp;nbsp; ชาติพันธุ์กะเหรี่ยง&amp;nbsp;&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; ชาวกะเหรี่ยงในอำเภอแม่แจ่มอยู่อาศัยในพื้นที่มานานกว่า 100 ปี&amp;nbsp; ตั้งแต่สมัยรุ่นปู่&amp;nbsp; ปัจจุบันส่วนใหญ่ปลูกข้าวโพดเป็นหลัก&amp;nbsp; ปลูกหอมแดง&amp;nbsp; กระเทียม&amp;nbsp; ฟักทอง&amp;nbsp; และปลูกข้าวไร่เอาไว้กิน&amp;nbsp; ที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากราคาข้าวโพดตกต่ำ&amp;nbsp; โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลประกาศไม่ให้พ่อค้ารับซื้อข้าวโพดที่ปลูกในพื้นที่สูงหรือป่าสงวนฯ&amp;nbsp; ราคาข้าวโพดลดเหลือกิโลกรัมละ 3 บาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ส่วนต้นทุนการปลูก 1 กก.ไม่ต่ำกว่า 5 บาท&amp;nbsp; เฉพาะปุ๋ยเคมีต้องใช้ไร่ละ 2 กระสอบ&amp;nbsp; ราคากระสอบละ 800 บาท&amp;nbsp; หรือไร่ละ 1,600 บาท&amp;nbsp; มีพื้นที่ปลูก 8 ไร่&amp;nbsp; มีต้นทุนค่าปุ๋ยรวม 12,800 บาท&amp;nbsp; ซึ่งฤดูการปลูกที่แล้ว&amp;nbsp; ผู้ใหญ่พิพัฒน์ได้ผลผลิตประมาณ&amp;nbsp; 500 กก.ต่อไร่&amp;nbsp; หรือประมาณ&amp;nbsp; 4,000&amp;nbsp; กก.&amp;nbsp; พ่อค้ารับซื้อ กก.ละ 5 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขายได้เงินประมาณ&amp;nbsp; 20,000 บาท&amp;nbsp; เมื่อหักค่าเมล็ดพันธุ์&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยาฆ่ายา&amp;nbsp; และค่าแรงงานแล้ว&amp;nbsp; แทบจะไม่มีกำไร&amp;nbsp; แถมจะขาดทุนอีกด้วย&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;เมื่อก่อนข้าวโพดราคาดี&amp;nbsp; ใครๆ ก็ปลูกแต่ข้าวโพด&amp;nbsp; เพราะไม่ต้องดูแลมาก&amp;nbsp; มีพ่อค้ามารับซื้อถึงที่&amp;nbsp; พอปลูกเยอะๆ&amp;nbsp; ราคาก็ต่ำ&amp;nbsp; เมื่อปลูกนานหลายปีก็ต้องใช้ปุ๋ยเคมีบำรุงดิน&amp;nbsp; เมล็ดพันธุ์ก็ต้องซื้อทุกปี&amp;nbsp; เพราะข้าวโพดพวกนี้เก็บเอาไว้ทำพันธุ์ไม่ได้&amp;nbsp; พอจะปลูกใหม่ก็ต้องเผาหญ้า&amp;nbsp; เผาตอข้าวโพด&amp;nbsp; ทำให้เกิดควันไฟ&amp;nbsp; ชาวบ้านเป็นโรคหอบหืดกันมาก&amp;nbsp; ชาวบ้านก็อยากจะปลูกพืชชนิดอื่นที่มีราคาดีกว่า&amp;nbsp; ปลอดภัยกว่า&amp;nbsp; ถ้ามีพืชชนิดไหนที่ดีก็จะปลูก&amp;nbsp; ตอนนี้ในหมู่บ้านผมเริ่มปลูกไผ่กันแล้ว&amp;nbsp; คนละ 1-2 ไร่&amp;nbsp; มีสมาชิก 13 คน&amp;nbsp; ถ้าปลูกไผ่แล้วได้ผลดีกว่า&amp;nbsp; คนอื่นๆ ก็จะปลูกกันอีกเยอะ&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้ใหญ่พิพัฒน์พูดถึงอนาคตใหม่ของคนแม่แจ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;การพลิกฟื้นผืนป่าเพื่อสร้างเศรษฐกิจชุมชนตามโครงการ &amp;ldquo;แม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;rdquo; นั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายสมเกียรติ&amp;nbsp; มีธรรม&amp;nbsp; ผู้ประสานงานโครงการ&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; มีเป้าหมายเพื่อยกระดับให้เกษตรกรมีอำนาจในการต่อรอง&amp;nbsp; ซึ่งจะแตกต่างจากการปลูกข้าวโพดที่เกษตรกรกำหนดราคาขายไม่ได้&amp;nbsp; โดยเกษตรกรจะเป็นคนปลูก&amp;nbsp; แปรรูป และเป็นเจ้าของร่วมในลักษณะของวิสาหกิจชุมชน&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยใช้พื้นที่ปลูก 1 ไร่/ 70 ต้น&amp;nbsp; และปลูกในลักษณะผสมผสานหรือแทรกไปในแปลงข้าวโพด&amp;nbsp; ไม่ปลูกไผ่ชนิดเดียวลงในแปลงผืนใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผอ.สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ร่วมปลูกไผ่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ขณะนี้มีเกษตรกรทั้ง 7 ตำบลในอำเภอแม่แจ่มเข้าร่วม&amp;nbsp; รวม 262 คน&amp;nbsp; มีพื้นที่ปลูก 466 ไร่&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 30,337 ต้น&amp;nbsp; และจะขยายพื้นที่เป็น 2,000 ไร่ภายในสิ้นปีนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีเป้าหมายผลผลิต 10-30 ตัน/ ไร่ / ปี&amp;nbsp; ราคาไผ่ดิบประมาณตันละ 1,000 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีแผนงานที่จะสร้างโรงงานแปรรูปขึ้นมา&amp;nbsp; (สภาอุตสาหกรรมสนับสนุนเครื่องจักร)&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังส่งเสริมพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นด้วย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กาแฟ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สำหรับไผ่ที่ส่งเสริมให้ปลูกเป็นไผ่พันธุ์ &amp;lsquo;ซางหม่น&amp;rsquo;&amp;nbsp; และ &amp;lsquo;ฟ้าหม่น&amp;rsquo;&amp;nbsp; ซึ่งเป็นไผ่ตระกูลเดียวกัน&amp;nbsp; มีแหล่งกำเนิดที่อำเภอเชียงดาว&amp;nbsp; จ.เชียงใหม่&amp;nbsp; โดยมีผู้นำไปขยายพันธุ์ที่จังหวัดน่านจนได้ผลดี&amp;nbsp; ลักษณะเด่น&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ลำไม้ไผ่โตเร็ว&amp;nbsp; ลำตรง&amp;nbsp; เนื้อไม้หนา&amp;nbsp; เหมาะนำไปแปรรูปเป็นตะเกียบ&amp;nbsp; เฟอร์นิเจอร์&amp;nbsp;&amp;nbsp; หน่อกินได้&amp;nbsp; ฯลฯ &amp;nbsp;ใช้เวลาปลูก&amp;nbsp; 2-3 ปีสามารถนำไปทำตะเกียบ&amp;nbsp; ส่วนเศษที่เหลือจะนำมาผลิตเป็นถ่านอัดก้อนให้พลังงานความร้อนสูง&amp;nbsp; ไม่มีควัน&amp;nbsp; ปลูก 4 ปีสามารถนำไปทำเฟอร์นิเจอร์หรือสร้างบ้านได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ขณะที่&amp;nbsp; ธัญพิสิษฐ์&amp;nbsp; พวงจิก&amp;nbsp; ภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร&amp;nbsp; คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&amp;nbsp; ศูนย์รังสิต&amp;nbsp; ระบุถึงประโยชน์จากการนำไม้ไผ่พันธุ์ซางหม่นไปผลิตถ่านกัมมันต์ (activated charcoal หรือ activated carbon) ในบทความเรื่อง &amp;ldquo;ถ่านกัมมันต์จากไม้ไผ่ : ตลาดยังมีความต้องการสูง ?&amp;rdquo; (ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี&amp;nbsp; ปีที่ 23 ฉบับที่ 6 (ฉบับพิเศษ) &amp;nbsp;2558) โดยมีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ถ่านกัมมันต์เป็นวัสดุที่ประกอบด้วย คาร์บอนที่ได้จากถ่าน&amp;nbsp; คาร์บอนที่ได้จากถ่านกัมมันต์มีความแข็งแกร่ง&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;คงตัว&amp;nbsp; ไม่ถูกละลายด้วยสารเคมีใด หรือไม่เป็นสนิม ใช้สร้างแผ่นเซลล์เชื้อเพลิง&amp;nbsp; ใช้ผสมเพิ่มความแข็งแกร่งลงในปูนซีเมนต์&amp;nbsp; พลาสติก&amp;nbsp; หรือวัสดุต่าง ๆ อีกมากมาย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ยางรถยนต์ &amp;nbsp;ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยา อาหาร&amp;nbsp; เป็นวัสดุประกอบสำคัญในการผลิตเซลล์เชื้อเพลิง&amp;nbsp; ถ่านไฟฉาย &amp;nbsp;เม็ดเชื้อเพลิงทดแทนให้ความร้อน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตลาดโลกมีความต้องการปีละ 10&amp;nbsp; ล้านตัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ราคาตันละ 30,000-40,000 &amp;nbsp;บาท&amp;nbsp; คิดเป็นมูลค่าการซื้อขายถึงปีละ 400,000 ล้านบาท&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สำหรับขั้นตอนในการดำเนินการปลูกและการแปรรูปไผ่นั้น&amp;nbsp; ในปี 2561 นี้&amp;nbsp; เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน&amp;nbsp; รวม 11 กลุ่ม&amp;nbsp; และทำบันทึกกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สภาอุตสาหกรรม&amp;nbsp; บริษัทประชารัฐรักสามัคคีเชียงใหม่&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; พร้อมทั้งร่วมกันปลูกไผ่&amp;nbsp; โดยมีหน่วยงานต่างๆ ให้การสนับสนุน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กรมป่าไม้&amp;nbsp; สหภาพยุโรป&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยเชียงใหม่&amp;nbsp; มูลนิธิการพัฒนาที่ยั่งยืน&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ซึ่งหลังจากที่ปลูกไผ่ได้ 2-3 ปีแล้ว&amp;nbsp; จะเข้าสู่กระบวนการผลิตและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ&amp;nbsp; ขณะที่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการก็จะคืนต้นกล้าให้แก่โครงการเพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่เกษตรกรรายอื่นๆ ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;วันนี้แม่แจ่มโมเดลพลัสเริ่มเดินหน้าแล้ว&amp;nbsp; จากผืนดอยหัวโล้นกำลังกลายเป็นป่าไผ่เขียวขจี&amp;nbsp; เป็นเมืองป่าไม้&amp;nbsp; โดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยหรือสารเคมี&amp;nbsp; ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิต&amp;nbsp; ขณะที่เกษตรกรชาวแม่แจ่มก็มีความหวังที่จะปลดหนี้สิน&amp;nbsp; มีรายได้&amp;nbsp; และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&amp;nbsp; ซึ่งหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ&amp;nbsp; แม่แจ่มโมเดลฯ จะเป็นต้นแบบเพื่อขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ อย่างแน่นอน ..!!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9654</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.อำพล  จินดาวัฒนะ, ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลเชิงพื้นที่ (กขร.), มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สมชาติ  ภาระสุวรรณ  ผอ.สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน, สานพลังประชารัฐ, แม่แจ่มโมเดลพลัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180521/image_big_5b0286fc8706b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
