<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>9766</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พณ.เบรกจานด่วนขึ้นราคา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;พาณิชย์&amp;rdquo; แตะเบรก ห้ามร้านอาหารจานด่วนขึ้นราคา ชี้ราคาก๊าซหุงต้มที่ขยับเพิ่มต้นทุนแค่ 20 สตางค์ ขายได้เยอะขึ้นก็ไม่ส่งผลแล้ว! สมาคมขนส่งหัวทิ่ม &amp;ldquo;ขนส่ง&amp;rdquo; ให้อยู่นิ่ง &amp;ldquo;รมว.พลังงาน&amp;rdquo; เตรียมถก กบง.ใช้เงินกองทุนน้ำมันอุ้มดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรเพื่อรอใช้บี 20 พร้อมให้แจ้งราคาน้ำมันแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคาร นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงผลกระทบของการปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ขนาดถัง 15 กก. จาก 353 บาทต่อถัง เป็น 395 บาทต่อถัง หรือปรับเพิ่มขึ้น 42 บาทต่อถัง ว่ากรมได้ศึกษาแล้วว่าส่งผลให้ต้นทุนอาหารปรุงสำเร็จ (จานด่วน) เพิ่มขึ้นเล็กน้อยแค่ 15-20 สตางค์ต่อจานต่อชาม จึงไม่มีเหตุผลที่ผู้ประกอบการหรือพ่อค้า-แม่ค้าที่ประกอบอาหารปรุงสำเร็จจะใช้เป็นเหตุผลปรับขึ้นราคา เพราะราคาก๊าซหุงต้มที่เพิ่มขึ้นกระทบต้นทุนน้อยมาก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายบุณยฤทธิ์ย้ำว่า การคำนวณพบว่าก๊าซหุงต้ม 1 ถัง สามารถปรุงอาหารได้ 200-300 จาน/ชาม โดยหากขายวันละ 100 ชาม เช่น ก๋วยเตี๋ยว เดิมจะมีต้นทุนก๊าซหุงต้มเดิมอยู่ที่ 1.68 ต่อชาม แต่เมื่อราคาก๊าซเพิ่มเป็น 395 บาทต่อถัง จะมีต้นทุนอยู่ที่ 1.88 บาทต่อชาม หรือเพิ่มขึ้น 20 สตางค์เท่านั้น ซึ่งหากขายได้มากกว่านี้ ต้นทุนต่อหน่วยก็จะลดลงอีก จะเห็นได้ว่าราคาก๊าซหุงต้มที่เพิ่มขึ้นไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก ขึ้นแค่หลักสตางค์ จึงไม่ใช่เหตุผลนำมาใช้ปรับขึ้นราคา&amp;nbsp;
&amp;ldquo;การปรับขึ้นทีละ 5 บาท โดยอ้างว่าก๊าซหุงต้มแพงไม่ได้ ถือว่าไม่สมเหตุสมผล ซึ่งกรมจะจัดส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจออกตรวจสอบราคาจำหน่ายอาหารจานด่วนในท้องตลาด รวมทั้งจะติดตามการจำหน่ายก๊าซหุงต้มอย่างใกล้ชิดด้วย&amp;rdquo; นายบุณยฤทธิ์กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายบุณยฤทธิ์กล่าวว่า การวิเคราะห์ต้นทุนจากการที่ผู้ประกอบการขนส่งจะปรับขึ้นราคาค่าขนส่งอีก 5% นั้น พบว่ากระทบราคาขายปลีกสินค้าตั้งแต่ 0.0032-0.4853% โดยสินค้าที่กระทบน้อยสุดคือผ้าอนามัย และสูงสุดคือปูนซีเมนต์ ส่วนกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มกระทบตั้งแต่ 0.0178-0.2772% โดยปลากระป๋องได้รับผลกระทบต่ำสุด และนมถั่วเหลืองสูงสุด และกลุ่มปัจจัยการเกษตร เช่น ยาปราบศัตรูพืช กระทบ 0.0848%, ปุ๋ยเคมี กระทบ 0.2452% เป็นต้น จึงไม่มีเหตุผลที่ผู้ผลิตสินค้าจะใช้เป็นข้ออ้างปรับขึ้นราคาสินค้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กรมจะหารือกับผู้ผลิตสินค้า หรือซัพพลายเออร์ภายในสัปดาห์นี้หรือต้นสัปดาห์หน้า เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาสินค้า หลังจากมีแรงกดดันทั้งการปรับขึ้นค่าขนส่งและการปรับขึ้นของราคาน้ำมันดีเซล โดยจะขอความร่วมมือให้ชะลอการปรับขึ้นราคาสินค้าเอาไว้ก่อน หากต้นทุนไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นจนไม่สามารถรับได้&amp;rdquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย กล่าวว่า มีสินค้าที่แจ้งขอปรับราคาเข้ามายังสมาคมคือ ข้าวสารบรรจุถุง (5 กก.) โดยขอปรับขึ้นราคาประมาณ 20-30 บาท/ถุง เนื่องจากข้าวเปลือกปรับราคาสูงขึ้น ส่วนสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ได้แจ้งขอปรับราคาเข้ามา แต่พบว่ามีการปรับลดขนาดสินค้าลง และจำหน่ายในราคาเท่าเดิม ส่วนเรื่องราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับสูงขึ้น ขณะนี้ผู้ค้าส่งค้าปลีกก็ใช้วิธีการบริหารจัดการเพื่อลดต้นทุน ซึ่งเรื่องของราคาสินค้านั้น เชื่อว่าผู้ผลิตไม่น่าจะปรับราคาขึ้นมาก เพราะเศรษฐกิจยังไม่ดี กำลังซื้อไม่ฟื้น อาจมีผลต่อยอดขายได้&amp;nbsp;
เบรกขนส่งห้ามขึ้นราคา
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ระบุว่า ราคาน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเกือบทะลุ 30 บาท ส่งผลให้ผู้ประกอบการรถบรรทุกต้องแบกรับภาระต้นทุนด้านพลังงานที่สูงจนเกินไป และที่ผ่านมาไม่เคยปรับขึ้นราคาขนส่งมากว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งจากการประชุมหารือกับกลุ่มผู้ประกอบการทั่วประเทศเมื่อวันที่ 27 เม.ย. จึงมีมติร่วมกันว่าให้เตรียมชงเรื่องเสนอไปยังกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอปรับขึ้นราคาค่าขนส่งสินค้าผ่านรถบรรทุก 5% ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนให้กับการขนส่งราว 250 บาทต่อ 100 กิโลเมตร และจะไม่กระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคและวัตถุดิบการก่อสร้าง เนื่องจากเป็นสัดส่วนไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อต้นทุนรวม โดยเมื่อนำมาคิดราคาเฉลี่ยต่อกิโลกรัมแล้วอยู่ที่ราว 0.0014 บาท ซึ่งยังไม่ถึงครึ่งสตางค์เลยด้วยซ้ำ จึงไม่สามารถนำเหตุผลดังกล่าวมาอ้างกับประชาชนได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;นอกจากจะเสนอเรื่องปรับขึ้นราคาแล้ว ยังต้องการเสนอให้รัฐบาลนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีอยู่ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท นำออกมาพยุงราคาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนควบคู่ไปด้วย โดยตัวเลขที่ผู้ประกอบการมองว่าราคาดีเซลที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ 25 บาทต่อลิตร&amp;rdquo; นายทองอยู่กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กล่าวว่า ได้แจ้งไปยังสมาคมและสหพันธ์ต่างๆ ให้ชะลอในเรื่องของการปรับอัตราค่าขนส่งก่อน เพราะการศึกษาโครงสร้างราคาอัตราค่าโดยสารอยู่ระหว่างการศึกษาวิเคราะห์โครงสร้างทุกปัจจัยให้ครอบคลุมทุกด้านในอีก 2-3 เดือน จึงต้องรอผลการศึกษาก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า กระทรวงเตรียมประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เร่งด่วนภายในสัปดาห์นี้ เพื่อกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติราคาน้ำมันด้วยการดูแลเสถียรภาพราคาดีเซลไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะภาคขนส่งทั้งรถบรรทุก รถโดยสารธารณะ และเรือโดยสาร ที่จะไม่ทำให้ต้องปรับขึ้นค่าขนส่งและบริการเพิ่มขึ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศิริกล่าวว่า มาตรการระยะสั้นก่อนที่จะเปิดจำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซลเกรดพิเศษ หรือบี 20 ซึ่งมีราคาต่ำกว่าบี 7 ประมาณ 3 บาทต่อลิตร ที่จะจำหน่ายให้รถบรรทุกได้ปลายเดือน มิ.ย. หรือต้นเดือน ก.ค.นี้ หากระหว่างนี้ราคาน้ำมันตลาดโลกยังขยับเพิ่มขึ้นจนทำให้ดีเซลปรับขึ้นเกิน 30 บาทต่อลิตร จะใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีฐานะการเงินสุทธิ 30,505 ล้านบาทนำมาตรึงราคาขายปลีกดีเซลให้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร &amp;nbsp;และหากใช้บี 20 แล้ว ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังเพิ่มขึ้นสูงระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะมีผลให้ดีเซลเกิน 30 บาทต่อลิตร กระทรวงก็จะใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงช่วยลดภาระให้ ซึ่งมั่นใจว่าฐานะกองทุนที่มีอยู่จะดูแลราคาน้ำมันได้ประมาณ 10 เดือน
ให้แจ้งราคาน้ำมันแล้ว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อราคาขายปลีกน้ำมันในช่วงขาขึ้น ได้มอบหมายให้สำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) สามารถแจ้งราคาขายปลีกน้ำมันได้ล่วงหน้าเช่นเดียวกับผู้ค้าน้ำมัน&amp;rdquo; นายศิริกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศิริกล่าวถึงราคาแอลพีจีที่มีปรับขึ้นราคาต่อเนื่อง ว่าคงไม่จำเป็นต้องมีมาตรการมาดูแล เนื่องจากประเทศฝั่งตะวันตกกำลังเข้าสู่ฤดูร้อนที่จะทำให้การใช้แอลพีจีลดต่ำลง ซึ่งจะเป็นแรงกดดันให้ราคาแอลพีจีตลาดโลกปรับตัวลดลงเช่นกัน และเงินกองทุนน้ำมันบัญชีแอลพีจีขณะนี้เหลือเพียง 551 ล้านบาท ซึ่งมีการอุดหนุนแอลพีจีกิโลกรัมละ 2.70 บาทนั้นยังสามารถดูแลราคาได้อีก 2-3 เดือน ไม่น่าเป็นห่วงแต่อย่างใด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นยังไม่กระทบกับการขยายตัวเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยกระทรวงการคลังยังไม่มีแนวคิดลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง เพราะจะกระทบกับการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงานกล่าวว่า ประชาชนกำลังเดือดร้อนกันอย่างมากจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาดีเซลแตะลิตรละ 30 บาทแล้ว ทั้งที่ในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงกว่าบาร์เรลละ 100 ดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าตอนนี้ที่อยู่บาร์เรลละกว่า 70 ดอลลาร์ แต่ราคาดีเซลยังต่ำกว่า 30 บาท เพราะรัฐบาลขณะนั้นเห็นใจประชาชนจึงลดการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล และลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันสำหรับน้ำมันดีเซลเพื่อช่วยเหลือประชาชน ซึ่งอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ไปพิจารณาเอาแบบอย่าง&amp;nbsp;
&amp;ldquo;อยากให้รัฐบาลเร่งพิจารณาลดการจับเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลงเพื่อช่วยเหลือประชาชน เพราะตลอด 4 ปีที่ผ่านมาในเรื่องพลังงาน พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยมีเลย และยังทำให้ทิศทางพลังงานของประเทศสับสนด้วย&amp;rdquo; นายพิชัยกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้ออกแถลงการณ์สมาคมเรื่อง &amp;ldquo;จี้รัฐบาลเร่งควบคุมราคาน้ำมัน-ก๊าซหุงต้ม หากทำไม่ได้ให้คืนอำนาจประชาชน&amp;rdquo; โดยระบุว่า ปัญหาเรื่องราคาพลังงานสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลว และความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาล, คสช., คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ และ รมว.พลังงานโดยตรง ทั้งๆ ที่มีอำนาจอยู่ล้นมือ แต่กลับปล่อยปละละเลย เอื้อประโยชน์ต่อนายทุนผู้ค้าน้ำมันและก๊าซหุงต้ม โดยผลักภาระให้ประชาชนเท่านั้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;รัฐบาลมีเครื่องมือในมือคือกองทุนน้ำมันที่มีอยู่มากกว่า 31,580 ล้านบาท แต่กลับไม่นำมารักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้ม มีอำนาจอยู่เต็มมือแต่กลับนิ่งเฉย ก็ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะนั่งบริหารประเทศอยู่ต่อไป ควรเร่งประกาศคืนอำนาจให้ประชาชน&amp;rdquo; นายศรีสุวรรณกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9766</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก๊าซหุงต้ม, ขนส่ง, ทองอยู่ คงขันธ์, บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร, ปูนซีเมนต์, พิชัย นริพทะพันธุ์, ศรีสุวรรณ จรรยา, ศิริ จิระพงษ์พันธ์, สนพ., สนิท พรหมวงษ์, สมชาย พรรัตนเจริญ, สศค., สุวิชญ โรจนวานิช, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แอลพีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180522/image_big_5b0423c7a5d71.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6252</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2018 09:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2018 09:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ้อนรัฐติดเครื่องรูดบัตรบนรถพุ่มพวง หวังสู้รายใหญ่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาคมค้าปลีก-ส่งไทย จี้รัฐเร่งติดตั้งเครื่องอีดีซีรถเร่ ช่วยรับมือการแข่งขันจากรายใหญ่ หลังพบว่าตอนนี้ร้านโชห่วยที่ไม่ได้รับบัตรคนจน ยอดขายลดวูบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย เปิดเผยว่า อยากเสนอให้รัฐบาลเข้าไปติดตั้งเครื่องรูดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรืออีดีซี &amp;nbsp;ให้กับทางผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคบนรถยนต์ ซึ่งเคลื่อนที่ไปยังตามซอยต่างๆ ของหมู่บ้าน เพื่อพัฒนาให้รถเร่ในไทยที่มีอยู่เกือบ 1 แสนคัน มีความทันสมัยสามารถจำหน่ายสินค้าได้มากขึ้น พร้อมทั้งเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยหาทางรอดในการรับมือการแข่งขันของตลาด จากผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่จะเข้ามาชิงส่วนแบ่งลูกค้าได้ทุกรูปแบบ อาทิ การเปิดซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกตามแหล่งชุมชน รวมทั้งส่งหน่วยรถเข้าไปขายเช่นเดียวกับรถเร่ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลมีแนวคิดดังกล่าวบ้างแล้ว แต่ยังไม่เริ่มดำเนินการแต่อย่างใด จึงอยากให้ช่วยผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด เพราะจำนวนรถเร่มีเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งมาจากร้านโชห่วยที่ปิดตัวลง โดยได้รับผลกระทบจากการเข้าไปขยายสาขาของร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่ จากสถิติพบว่าหากร้านสะดวกซื้อที่เปิด 24 ชม.เข้าไปเปิดทำเลใด ร้านโชห่วยในละแวกนั้นขายสินค้าไม่ได้จนต้องปิดตัวลงประมาณ 10-15 ร้านค้า ดังนั้น บางรายจึงปรับตัวด้วยการนำสินค้าในร้านไปขายตามตลาดนัด หรือใส่รถยนต์เร่ขายเพื่อหาลูกค้าถึงหน้าบ้านแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาย กล่าวว่า &amp;nbsp;ขณะนี้ร้านโชห่วยที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ ต่างบอกกันว่าลูกค้าเข้ามาซื้อของน้อยลง อาทิ จากเดิมมีลูกค้าวันละ 10 คน ลดเหลือ 3-4 คน โดยแห่ไปซื้อร้านที่ติดตั้งเครื่องรูดบัตร ส่วนลูกค้าที่ไม่มีบัตรคนจน ก็นิยมซื้อผ่านออนไลน์จัดส่งถึงบ้านเพิ่มมากขึ้นจนกระทบร้านโชห่วย ทำให้บางรายต้องปิดตัวลง และบางรายเปลี่ยนไปขายแบบเคลื่อนที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ควรให้รถเร่ของไทยทั่วประเทศเข้ามาตีทะเบียนรถเช่นเดียวกับวินมอเตอร์ไซต์และแท็กซี่ให้ถูกต้อง เพื่อเข้าสู่ระบบและง่ายในการตรวจสอบจำนวนรถ รวมถึงวางแผนติดตั้งเครื่องอีดีซีได้เร็วขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดค้าปลีกไทยต้นปีที่ผ่านมา มองว่ายังติดลบแม้ทางรัฐบัตรจะเข้ามาช่วยโดยให้เงินคนจนผ่านโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ แต่รายได้ส่วนใหญ่ยังมาจากส่งออกที่บริษัทต่างชาติเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยแล้วส่งออกไปขายมากกว่า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6252</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัตรคนจน, รถพุ่มพวง, รถเร่, สมชาย พรรัตนเจริญ, สมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย, เครื่องรูดบัตรคนจน, เครื่องอีดีซี, โชห่วย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180402/image_big_5ac195f9c1a21.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
