<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107836</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/06/2021 21:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/06/2021 21:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการห่วง &#039;ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์&#039; ดึงโควิดสายพันธุ์อินเดียระอุในไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 มิ.ย. 2564 นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์ และการเมืองกล่าวว่า มาตรการล็อกดาวน์ของรัฐบาลที่ออกมาล่าสุดไม่เพียงพอในการดูแลควบคุมการระบาดของโควิด-19 เพราะว่ารัฐบาลมีมาตรการที่ย้อนแยง คือ ด้านหนึ่งมีการล็อกดาวน์ แต่อีกด้านหนึ่งมีการเปิดประเทศ โดยเฉพาะโมเดลภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ซึ่งส่วนตัวมีความเห็นว่าควรจะเลื่อนโมเดลภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ออกไปอย่างน้อย 1-2 เดือน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดภายในประเทศให้เรียบร้อยก่อน จากปัจจุบันที่มีผู้ติดเชื้อ 3-4 พันรายต่อวัน ก็ควรจะควบคุมให้เหลือไม่เกิน 1-2 พันรายต่อวันก่อน จึงค่อยมาคิดว่าควรจะเดินหน้าโมเดลภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมคิดว่าภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ไม่สามารถหยุดได้ เพราะรัฐบาลประกาศไปแล้วว่าจะดำเนินการเรื่องนี้ในวันที่ 1 ก.ค. นี้ ดังนั้นรัฐบาลจะต้องยอมรับความเสี่ยงในอนาคตจากการเปิดประเทศครั้งนี้ว่าจะเป็นต้นเหตุของการเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์อินเดียให้เพิ่มขึ้นในประเทศไทยอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าภายใน 2-3 เดือนจากนี้สายพันธุ์อินเดียจะระบาดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย หากรัฐบาลไม่มีมาตรการบริหารจัดการที่ดีพอ ก็อาจจะทำให้เกิดการระบาดระลอกที่ 4 ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยแย่ไปกว่านี้&amp;rdquo; นายสมชาย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาย กล่าวอีกว่า โควิด-19 สายพันธุ์อินเดียมีตัวอย่างให้เห็นชัดมาก ทั้งในยุโรป อังกฤษ รวมถึงอิสราเอล หรือแม้แต่สิงคโปร์เองที่มีการฉีดวัคซีนไป 50-60% แล้ว และเป็นวัคซีนที่มีคุณภาพดีกว่าของไทย แต่พอมาเจอสายพันธุ์อินเดียก็ทำให้เกิดการระบาดระลอกใหม่ จนทำให้ประเทศดังกล่าวต้องมีการชะลอการคลายล็อกมาตรการควบคุมการระบาดต่าง ๆ ที่ดำเนินอยู่ออกไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มองว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการระบาดของโควิด-19 มากกว่าการเร่งเปิดประเทศ โดยเฉพาะโมเดลภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจยังสามารถขยายตัวได้จากการส่งออกที่ปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ถึง 10% และมาตรการกระตุ้นการบริโภคต่าง ๆ ที่รัฐบาลออกไปอย่างต่อเนื่อง การเร่งการลงทุนของภาครัฐ ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวเป็นบวกอยู่แล้ว ไม่ว่าจะบวกมากหรือน้อยก็ตาม ดังนั้นรัฐบาลไม่ควรเสี่ยงรีบเปิดประเทศ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการระบาดระลอกที่ 4 และเศรษฐกิจจะเกิดความเสียหายอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โมเดลภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์มีความเสี่ยงในการระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์อินเดียสูงมากจากการที่นักท่องเที่ยวจะนำเชื้อดังกล่าวเข้ามาในไทยเพิ่ม จากที่ขณะนี้ก็พบเชื้อดังกล่าวในประเทศบ้างอยู่แล้ว และอาจจะแพร่กระจายเพิ่มในภูเก็ตและเมื่อมีคนไทยไปเที่ยวในพื้นที่ดังกล่าวก็อาจไปติดและแพร่กระจายจนเกิดสะสมของการติดเชื้อ จนเป็นซุปเปอร์สเปรดเดอร์เหมือนละลอก 3 ที่ผ่านมา หากเกิดการระบาดระลอกที่ 4 จะประเมินยากมากว่าเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร&amp;rdquo; นายสมชาย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107836</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์, มาตรการล็อกดาวน์, สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210627/image_big_60d883f707012.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79982</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2020 10:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2020 10:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“อาคม” กับบทขุนคลัง ผู้แบกภารกิจความหวังฟื้น ศก.ไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไม่น่าแปลกใจที่อาคมได้เป็น รมว.การคลัง เพราะถือเป็นคนใน และเคยเป็น รมว.คมนาคม ซึ่งมีประสบการณ์ทางการเมือง ทนแรงกดดันการเมืองได้ มีความรู้เรื่องเศรษฐกิจดี แต่จากนี้จะมีแรงกดดันอย่างมากที่จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้เร็ว และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของเศรษฐกิจ ให้อยู่ได้หลังมรสุมโควิด-19&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในที่สุดก็ได้บุคคลที่เหมาะสมมานั่งตำแหน่ง รมว.การคลัง นั่นคือ &amp;ldquo;อาคม เติมพิทยาไพสิฐ&amp;rdquo; ถือเป็นขุนคลังคนที่ 54 หลังจากที่ &amp;ldquo;ปรีดี ดาวฉาย&amp;rdquo; อดีต รมว.การคลัง ที่ดำรงตำแหน่งเพียง 27 วัน ได้ลาออกไปเมื่อวันที่ 1 ก.ย.2563 ตำแหน่งดังกล่าวว่างลงประมาณ 1 เดือน พร้อมกระแสข่าวรายชื่อบุคคลมากหน้าหลายตาที่คาดเดากันว่าจะมารับตำแหน่ง รมว.การคลังคนต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ &amp;ldquo;อาคม&amp;rdquo; ก็เป็นรายชื่อหนึ่งในแคนดิเดตที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจะได้รับการแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งดังกล่าว โดย &amp;ldquo;อนุชา นาคาศัย&amp;rdquo; รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ได้เคยออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว โดยระบุว่า ส่วนตัวเห็นว่า &amp;ldquo;อาคม&amp;rdquo; มีความเหมาะสม เพราะเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ อีกทั้งยังเป็นบุคคลที่เข้าใจงานทางการเมืองอีกด้วย ดังนั้นจึงมั่นใจว่า &amp;ldquo;อาคม&amp;rdquo; จะทำงานได้เป็นอย่างดีในสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศอยู่ระหว่างการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และจะสานงานต่อจาก รมว.การคลังคนเดิม รวมถึงการทำงานให้สอดคล้องกับแนวทางของนายกรัฐมนตรีได้อีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ย้อนไปดูประวัติของ &amp;ldquo;อาคม&amp;rdquo; เรียกว่าไม่ธรรมดา โดยพบว่า สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ.2520 และระดับปริญญาโทสาขาเศรษฐศาสตร์ จากวิทยาลัยวิลเลียม ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ.2526 หลังจากนั้นได้เข้ารับราชการในสังกัดสภาพัฒน์ เรียกว่าเป็นลูกหม้ออยู่นาน ก่อนที่ปี 2553 จะได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการสภาพัฒน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้นก็มาเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อมาได้ลาออกจากตำแหน่งดังกล่าวเพื่อมารับตำแหน่ง รมช.คมนาคม ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในปี 2557 และต่อมาในปี 2558 ก็ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็น รมว.คมนาคม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรียกได้ว่า &amp;ldquo;อาคม&amp;rdquo; เป็นบุคคลที่มีดีกรีครบเครื่อง และแว่วว่าเป็นบุคคลที่ พล.อ.ประยุทธ์ไว้วางใจในการสอบทานข้อมูล-ตัวเลขด้านเศรษฐกิจ และยังเป็นรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจในโควตากลาง-สายตรงของนายกรัฐมนตรีในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การมาของ &amp;ldquo;อาคม&amp;rdquo; ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่เรียกว่าเป็นช่วงสำคัญ หลังจากประสบปัญหาอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ปัจจัยนอกประเทศที่ซ้ำเติมหลายๆ อย่าง ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่น ความมั่นใจของทั้งภาคเอกชนและภาคประชาชน ซึ่งถือเป็น &amp;ldquo;งานหินชิ้นล่าสุด&amp;rdquo; ที่เป็นตัววัดฝีมือของขุนคลังป้ายแดงคนนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปฏิเสธไม่ได้ว่า หลายฝ่ายต่างจับตาดูฝีไม้ลายมือของขุนคลังคนใหม่ว่าจะงัดกลยุทธ์ กระบวนท่าอะไรเพื่อมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยามนี้ให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ เรียกว่า &amp;ldquo;อาคม&amp;rdquo; แบกความหวังของภาคเศรษฐกิจไว้พอสมควร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์&amp;rdquo; นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์ และการเมือง ระบุว่า &amp;ldquo;อาคม&amp;rdquo; เป็นบุคคลที่มีความเหมาะสม เพราะมีประสบการณ์ทางการเมือง และมีความรู้เรื่องเศรษฐกิจในภาพใหญ่และการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การทำงานของ &amp;ldquo;อาคม&amp;rdquo; ขณะนี้จะมีแรงกดดันจากการบริหารเศรษฐกิจอย่างมาก เพราะภารกิจสำคัญที่ต้องทำ คือ การทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวจากผลกระทบจากโควิด-19&amp;nbsp;ให้รวดเร็ว ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการในระยะสั้น ดังนั้นต้องมีการผลักดันมาตรการต่างๆ ออกมาให้เห็นผลในทางปฏิบัติว่าสามารถบรรเทาความเดือดร้อนในทุกๆ ภาคส่วนได้จริง และทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกเรื่องที่เป็นภารกิจสำคัญของ รมว.การคลังคนใหม่ คือ การผลักดันเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย&amp;nbsp;หลังผ่านพ้นสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp;เพราะในรอบ&amp;nbsp;10-20&amp;nbsp;ปีที่ผ่านมา ไม่มีใครบริหารเศรษฐกิจไทยให้มีขีดความสามารถเพิ่มมากขึ้นได้เลย ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ในระดับลดลงอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สมชาย&amp;rdquo; มองว่า การบริหารเศรษฐกิจของประเทศตอนนี้มีข้อจำกัด คือ มีเงินไม่มาก ทั้งเงินจากงบประมาณและจาก พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉิน ซึ่งเมื่อใช้เต็มจำนวนก็จะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยปี&amp;nbsp;2564 อยู่ที่ระดับ&amp;nbsp;59%&amp;nbsp;ต่อจีดีพี ซึ่งเสี่ยงหลุดกรอบวินัยการเงินการคลังที่กำหนดไว้ที่ไม่เกิน 60% เพราะรัฐบาลยังต้องกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ และภาวะหนี้ครัวเรือนของประเทศไทยก็อยู่ระดับสูง&amp;nbsp;84%&amp;nbsp;ของจีดีพี เพิ่มมากสุดในรอบ&amp;nbsp;18&amp;nbsp;ปี ซึ่งล้วนเป็นข้อจำกัดในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไม่น่าแปลกใจที่อาคมได้เป็น รมว.การคลัง เพราะถือเป็นคนใน และเคยเป็น รมว.คมนาคม ซึ่งมีประสบการณ์ทางการเมือง ทนแรงกดดันการเมืองได้ มีความรู้เรื่องเศรษฐกิจดี แต่จากนี้จะมีแรงกดดันอย่างมากที่จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้เร็ว และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของเศรษฐกิจให้อยู่ได้หลังมรสุมโควิด-19&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ &amp;ldquo;สุพันธุ์ มงคลสุธี&amp;rdquo; ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองว่า การที่ รมว.การคลังคนใหม่เป็น &amp;ldquo;อาคม&amp;rdquo; ถือเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากเป็นบุคคลที่เอกชนยอมรับได้ ผ่านงานมาหลายตำแหน่ง มีความรู้ความสามารถในด้านเศรษฐกิจหลากหลาย มีประสบการณ์ทั้ง รมว.คมนาคม ที่ดูแลเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน,&amp;nbsp;เลขาธิการสภาพัฒน์ และสามารถทำงานประสานกับนายกรัฐมนตรีได้ดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เชื่อว่าเมื่อมารับตำแหน่งแล้วจะสามารถสานงานต่อได้ทันที เพราะตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ไทยต้องการมืออาชีพเข้ามาเป็น รมว.การคลัง เพื่อเข้ามาเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยเร็วที่สุด ส่วนนโยบายเร่งด่วนที่ภาคเอกชนต้องการให้ รมว.การคลังคนใหม่เข้ามาสานต่อ เช่น การช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี,&amp;nbsp;การขยายเวลาพักชำระหนี้ออกไปอีก 2 ปี,&amp;nbsp;นโยบายเมดอินไทยแลนด์ ส่งเสริมใช้สินค้าไทย&amp;nbsp;และกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ฝั่งตลาดทุน โดย &amp;ldquo;กิจพณ ไพรไพศาลกิจ&amp;rdquo; ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด มองเรื่องนี้ว่า ประวัติการทำงานของ &amp;ldquo;อาคม&amp;rdquo; ในด้านการเมือง หรือตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจที่ผ่านมา ทำให้มีภูมิคุ้มกันการเมืองเป็นอย่างดี ซึ่งจะช่วยสานต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเดิมที่สะดุด ให้เดินหน้าต่อได้ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงสูง ส่วนการทำงานร่วมกับคณะทำงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล หรือ รมช.การคลัง เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยที่ผ่านมา ตลาดทุนไม่ได้คาดหวังรายชื่อผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง รมว.การคลังมากนัก เพราะคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ว่าหากเป็นคนนอกจะต้องเป็นข้าราชการเกษียณอายุ และต้องปกป้องผลประโยชน์ได้ โดยการเข้ามาจะเป็นการสานต่อนโยบาย แต่คงไม่มีนโยบายแปลกใหม่ และไม่คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก ทำให้การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้ไม่ได้มีผลอะไรต่อตลาดหุ้นไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตรงนี้เป็นเครื่องสะท้อนชัดเจนว่า &amp;ldquo;อาคม&amp;rdquo; เข้ามารับตำแหน่ง รมว.การคลัง พร้อมความคาดหวังในด้านการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจ การดูแลและขับเคลื่อนเศรษฐกิจในทุกมิติ โดยเฉพาะในส่วนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ถือเป็นภารกิจสำคัญที่ไม่ง่าย แต่หลายฝ่ายก็ยังมั่นใจด้วยประวัติและความสามารถของ &amp;ldquo;อาคม&amp;rdquo; ที่สั่งสมมานาน...!&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79982</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิจพณ ไพรไพศาลกิจ, สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์, สุพันธุ์ มงคลสุธี, อนุชา นาคาศัย, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ, อีโคโฟกัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201009/image_big_5f80375d2e342.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70596</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ว่าด้วยเรื่อง “แมลงเม่า” กับ “กองไฟ”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยเหตุเพราะวัย เพราะสังขาร...อายุ-อานาม ปาเข้าไปในระดับ ไม้ใกล้ฝั่ง เข้าไปทุกที แต่ยังดันต้องออกเรี่ยว ออกแรง ปั่นต้นฉบับวันละแทบ 3 เวลาหลังอาหาร ยังไงๆ มันจึงต้องมีวัน ชอร์ต เอาดื้อๆ!!! ดังนั้น...เลยต้องหายหน้า-หายตาไปซักพักใหญ่ๆ แต่เมื่อพอฟื้นฟูลมปราณ ทะลวงจุดหยิม-ต๊กได้มั่งแล้ว ก็คงต้องขออนุญาตกลับมาให้บริการ กลับมากระทำ หัตถการ ใครต่อใครตั้งแต่ช่วงหัวสมองลงไปตามปกติ...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ----------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ก็นั่นแหละ...ระหว่างสร่างไข้ ฟื้นไข้ ก็แทบไม่รู้ว่าเหตุบ้าน การเมือง เค้าไปถึงไหนต่อถึงไหนไปแล้วก็ไม่รู้??? เพราะเท่าที่กราดตาดูแวบๆ ลวกๆ ดูเหมือนน่าจะยัง วนไป-วนมา อยู่กับเรื่อง ปรับ ครม. ซะเป็นหลักใหญ่ ประเภทเกิดการให้ไฟเขียว ไฟเหลือง ใครต่อใคร ออกมาไล่ถีบ ไล่ตะเพิด ผู้ที่ยังไงๆ ก็อยู่ด้วยกัน หรือผู้ที่อยู่ในพรรคเดียวกันเอง อะไรทำนองนั้น จะหันไปตรวจสอบความคืบหน้า ด้วยการใช้บริการของคุณน้อง ต้อย-สนธิญาณ กับคุณพี่ สำราญ รอดเพชร ที่พร้อมออกมาเปิดเผย เปิดโปงเบื้องหลัง เบื้องลึก ในแบบ ชัด-ครบ-จบ-จริง ทางยูทูบ หรือทางช่องไหน ต่อช่องไหนอีกเยอะแยะ ก็คงต้องรอไปถึงดึกๆ วันอาทิตย์ (5 ก.ค.) โน่นเลย ซึ่งก็คงไม่ทันกับช่วงเวลาที่ต้องปั่นต้นฉบับ ปิดต้นฉบับ ไปก่อนหน้านั้น...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; --------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยเหตุนี้...คงต้องขออนุญาตมองเอาไว้ในมุมกว้างๆ ไม่ถึงกับต้องไปวิเคราะห์ เจาะลึก กันในระดับ ใครอยู่-ใครไป สี่กุมารจะหลุด หรือจะยังคงห้อยต่องแต่งเป็นพวงสวรรค์ หรือพวงอะไรต่อมิอะไรก็แล้วแต่ อย่างที่บรรดาพวก เซียนๆ ทั้งหลาย เขาได้คาดคะเน ทำนาย หรือได้ เดาใจ ผู้ตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้าย อย่างท่านนายกฯ บิ๊กตู่ ไปตามเรื่อง ตามราว โดยจะจริง-ไม่จริง ไปตามนั้น ก็ยังยากที่จะสรุปได้ เผลอๆ...อาจต้องรอ หรืออาจต้อง อั้น ไปถึงแถวๆ เดือนตุลา. อย่างที่ ป๋าเปลว สีเงิน ท่านเดาเอาไว้ก่อนหน้านี้ก็ไม่แน่ ว่าผู้ที่ยังสามารถเคล้าแข้ง เคล้าเคลีย อยู่กับรัฐบาล บิ๊กตู่ ได้ต่อไปนั้น จะเป็นพวงอะไรกันแน่!!!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -----------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่จะอย่างไรก็ตาม...ถ้าลองไปหยิบเอามุมมอง ของพวกนักคิด นักวิชาการ อย่างเช่นอาจารย์ สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ เข้ามาเป็นองค์ประกอบควบคู่ไปด้วยแล้ว ก็น่าจะพอมองเห็น ภาพกว้างๆ ได้ค่อนถนัดชัดเจน โดยเฉพาะที่ท่านสรุปเอาไว้ประมาณว่า ถ้าหากบรรดาสี่กุมาร รวมทั้งบิดาผู้ให้กำเนิดอย่าง เฮียกวง-สมคิด มีอันต้อง หลุด ไปจาก ครม.ไม่ว่าจะเดือนนี้ เดือนหน้า หรือเดือนไหนๆ ก็แล้วแต่ กลับต้องถือเป็น โชคดี เอามากๆ หรือประเภท โชคดี...ที่ตายก่อน อะไรทำนองนั้น คือโชคดีที่พ้นไปจากตำแหน่ง หน้าที่ และความรับผิดชอบ โดยเฉพาะในเรื่อง เศรษฐกิจ ที่ออกจะเป็นอะไรที่หนักหนา สาหัส เอามากๆ หรือหนักซะยิ่งกว่าการ มีชีวิตอยู่ ในฐานะรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี ไม่รู้กี่สิบ กี่ร้อยเท่า...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และจะด้วยมุมมองทำนองนี้ หรือไม่ อย่างไร? ก็มิอาจทราบได้...ที่ทำให้เกิดข่าวคราวว่า แม้แต่ เทคโนแครต ระดับ ดี-เด่น-ดัง มิใช่น้อย อย่างเช่นผู้ว่าแบงก์ชาติ ท่านเลยตัดสินใจ โชคดี...ที่ตายก่อน หรือตัดสินใจที่จะไม่ต่ออายุ ต่อเวลาให้ตัวเอง ในตำแหน่ง หน้าที่ และความรับผิดชอบ ของการเป็นผู้ว่าแบงก์ชาติอีกต่อไป อันทำให้โอกาสที่จะเสียรังวัด เสียผู้ เสียคน หรือถึงขั้นเสียสุนัข แบบที่อดีตผู้ว่าฯ ยุค วิกฤติต้มยำกุ้ง เคยประสบ พบเจอ มาแล้วก่อนหน้านั้น จึงคงไม่เกิดกับตัวเองเอาง่ายๆ ส่วนจะมีเหตุผลอื่นๆ ประกอบไปด้วยหรือไม่ อย่างไร? คงต้องไปสอบถามตัวผู้ว่าฯ ท่านเอาเองก็แล้วกัน...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่โดยสรุปรวมความแล้ว...เอาเป็นว่า ไม่ว่าใครอยู่-ใครไป ไม่ว่า ครม.ชุดใหม่ ของท่านนายกฯ บิ๊กตู่ จะออกมาหน้าไหนต่อหน้าไหน รูปไหนต่อรูปไหน และภายในช่วงไหนต่อช่วงไหนของปีนี้ แต่โอกาสที่จะอยู่สุข อยู่เป็น อยู่เย็น อยู่สบายๆ มันน่าจะยากลำบากเอามากๆ ยิ่งดิ้นรน กระเสือกกระสน อยากเข้ามานั่งในตำแหน่งโน้น ตำแหน่งนี้ กระทรวงนั้น กระทรวงนี้ โดยเฉพาะกระทรวงเศรษฐกิจทั้งหลายแล้วล่ะก็ ยิ่งย่อมมีแต่ ตาย...กับ...ตาย หรือ ไม่ตาย...ก็เลี้ยงไม่โต อย่างมิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงได้ ด้วยเหตุเพราะ ปัญหาเศรษฐกิจ ที่กำลังสาดซัดเข้ามาอย่างเป็นระลอกนั้น มันออกจะหนักหนา สาหัส ซะยิ่งกว่า คลื่นยักษ์สึนามิ ไม่รู้กี่เท่า ต่อกี่เท่า...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -------------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คลื่นแห่งความล้มละลาย คลื่นแห่งการว่างงาน-ตกงาน คลื่นแห่งการสวิงไป-สวิงมาของระบบการเงิน-การทอง คลื่นแห่งการแตกระเบิดของ อภิมหามารดาแห่งฟองสบู่ ที่เกาะตัว ก่อตัว กันเป็นหนี้สินของโลกทั้งโลก ไปจนถึงคลื่นแห่งการป้องกัน-กีดกันทางการค้า ฯลฯ อะไรต่อมิอะไรเหล่านี้นี่เอง ที่ทำให้ผู้ที่ต้องเข้ามารับตำแหน่ง หน้าที่ และแบกรับความรับผิดชอบ ตามไปด้วยอย่างมิอาจปฏิเสธได้ ย่อมแทบไม่ต่างอะไรไปจากผู้ที่ต้องแบกหนี้กรรม ต้องชดใช้กรรม กันไปตามสภาพ โอกาสที่จะ ลั้ลลา จะอยู่เย็น เป็นสุข ชนิดปากมัน น้ำลายกระเซ็น น่าจะแทบไม่เหลือ แทบไม่มี เอาเลยก็ว่าได้...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ---------------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น...ใครก็ตามที่พยายามดิ้นรน กระเสือกกระสน เพื่อที่จะเข้ามา รับเคราะห์ หรือ รับกรรม ดังกล่าว ต้องถือว่าออกจะเป็นอะไรที่น่าอเนจอนาถ น่าสังเวช เวทนา เป็นอย่างยิ่ง เรียกว่า...แทบไม่ต่างไปจาก แมลงเม่า ที่พยายามบินเข้าหากองไฟซะให้ได้ ด้วยเหตุนี้...ไม่ว่าท่านนายกฯ บิ๊กตู่ ท่านจะตัดสินใจโละทิ้ง ถีบทิ้ง สี่กุมารหรือไม่ อย่างไร? หรือจะหันไปคว้าเอาใครมาเป็นพวงสวรรค์กันแทนที่ กันในตอนไหน เมื่อไหร่ ก็ตามที ยังไงๆ...คงหนีไม่พ้นที่จะต้อง ไข่ดันบวม ไปโดยตลอดนั่นแล...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -------------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้จาก &amp;ldquo;Chinese proverb&amp;rdquo;... &amp;ldquo;There is a wide avenue to Heaven, but few people walk on it; there is no door to Hell, but many choose to bore a hole in order to get in. &amp;ndash; ทางไปสวรรค์นั้นกว้าง แต่ไม่ค่อยมีผู้สนใจจะเดิน นรกไม่มีประตู แต่คนจำนวนมากพยายามเจาะช่องเพื่อจะมุดเข้าไปให้จงได้...&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; --------------------------------------------------------&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70596</URL_LINK>
                <HASHTAG>ท่านขุนน้อย, สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์, สึนามิ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180113/5a59fd579d53a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42531</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2019 11:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2019 11:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “นักวิชาการ” มองปมการเมืองชนวนระเบิดป่วนกรุงเทพฯ กังวลประท้วงวุ่นเกิดซ้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ส.ค. 62 นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด เปิดเผยว่า คาดว่าเหตุการณ์ระเบิดจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยในระยะสั้น โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคให้ลดลง โดยหลังจากนี้ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่ารัฐบาลจะมีความชัดเจนและสามารถควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้จบได้อย่างรวดเร็วหรือไม่ ทำให้ยังประเมินได้ยากว่าเหตุการณ์ระเบิดหลายจุดในพื้นที่กรุงเทพมหานครนี้จะส่งผลกระทบในระยะยาวกับเศรษฐกิจไทยอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ยังต้องรอติดตามสถานการณ์ระเบิดทั่วเมืองต่อไปว่าทางการจะสามารถดูแลเหตุการณ์ให้กลับมาเป็นปกติได้เร็วแค่ไหน โดยขณะนี้มองว่ายังไม่น่าจะมีผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยมากนัก
&amp;nbsp;&amp;ldquo;ยอมรับว่าเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นหลายจุดในขณะนี้ สร้างความตกใจให้กับประชาชนอย่างมาก แต่ยังต้องรอดูรายละเอียดต่อไปว่าท้ายที่สุดแล้วระเบิดที่พบนั้นเป็นของจริงหรือของปลอม&amp;rdquo; นายเชาว์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงกรณีเหตุการณ์ระเบิดในหลายพื้นที่ทั่วกรุงเทพมหานคร ว่า มองว่าเหตุการณ์ระเบิดนี้สร้างความสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความไม่สงบในบ้านเมือง สร้างความกังวลให้ประชาชนและนักลงทุน ทำให้มองว่าในอนาคตภาคการเมืองอาจจะขาดเสถียรภาพ จนอาจส่งผลให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง การประท้วงภายในประเทศ ย้อนกลับมาอีกครั้งเหมือนในอดีต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ประชาชนและนักลงทุน เกิดความลังเลใจ และไม่มั่นใจ จนเป็นเหตุให้เกิดการชะลอการลงทุนและการบริโภค และอาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ที่ในขณะนี้ก็มีปัญหาการชะลอตัวอยู่แล้ว โดยเบื้องต้นศูนย์พยากรณ์ฯ ยังไม่ได้มีการปรับประมาณการณ์จีดีพีไทยปี 2562 ใหม่ ยังคาดการณ์ว่าจะขยายตัวที่ 3.5 ซึ่งเหตุการณ์ระเบิดยังเป็นอีกปัจจัยที่ต้องจับตาว่าจะมีผลกระทบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากแค่ไหน ตอนนี้อาจจะยังเร็วไปที่จะสรุปความเสียหายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เหตุการณ์ระเบิดในขณะนี้ สร้างความสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความไม่สงบภายในบ้านเมือง ซึ่งเบื้องต้นหลายฝ่ายเชื่อว่าน่าจะเกี่ยวโยงกับการเมืองมากกว่าการก่อการร้าย หรือความบาดหมางระหว่างบุคคล เพราะการระเบิดไม่ได้มุ่งไปที่นักท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยหลังจากนี้ต้องติดตามดูว่าฝ่ายความมั่นคงว่าจะสามารถควบคุมเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ได้หรือไม่ เพราะหากเกิดปัญหาระเบิดขึ้นอีก มีความถี่ซ้ำ ๆ ก็จะยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุนเพิ่มมากขึ้น และยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยมีปัญหามากขึ้นไปด้วย&amp;rdquo; นายธนวรรธน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง กล่าวว่า มองว่าเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นในขณะนี้ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน และกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติมกับเศรษฐกิจ จากปัจจุบันที่เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงขาลงอยู่แล้ว จากปัญหาสงครามการค้าที่ส่งผลกระทบกับภาคการส่งออกอย่างรุนแรง ดังนั้นเมื่อมีเหตุการณ์ระเบิดเกิดขึ้น ก็ทำให้ประชาชนและนักลงทุนไม่เชื่อมั่น และไม่มั่นใจเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมือง ทำให้เกิดความเสี่ยงซ้ำซ้อนกับเศรษฐกิจไทย โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2562 ขยายตัวได้ถึง 3% ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42531</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักวิชาการ, นักเศรษฐศาสตร์, ระเบิดป่วนเมือง, สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์, อมรเทพ จาวะลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181212/image_big_5c106b07ee256.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
