<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>72656</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เสี่ยเบนซ์ชี้จบแล้ว อุทธรณ์รอลงโทษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เผยศาลอุทธรณ์พิพากษาคดี &amp;quot;เสี่ยเบนซ์&amp;quot; ชน &amp;quot;รองตี๋&amp;quot; แล้ว ยืนรอลงอาญาเพราะจำเลยสำนึกและบรรเทาผลร้าย เจ้าตัวบอกไม่อยากให้รื้อฟื้น เพราะกระทบจิตใจเด็ก วอนอย่าโยงกับคดีบอส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 เม.ย.2563 ศาลอาญาตลิ่งชันได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดี &amp;quot;เสี่ยเบนซ์&amp;quot; ชน &amp;quot;รองตี๋&amp;quot; เสร็จสิ้นแล้ว คดีหมายเลขดำ อ.1839/2562 ที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญาธนบุรี 5 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสมชาย เวโรจน์พิพัฒน์ เป็นจำเลย ในความผิดฐานขับรถด้วยความเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด และขับรถในขณะเมาสุราหรือของมึนเมาอย่างอื่น เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ได้รับอันตรายสาหัส และทรัพย์สินเสียหายฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีเมื่อวันที่ 11 เม.ย.2562 เวลาประมาณ 23.30 น. พนักงานสอบสวน สน.ศาลาแดง ได้รับแจ้งว่า มีเหตุรถยนต์ชนกันที่ ถ.ทวีวัฒนา-กาญจนาภิเษก แขวง-เขตทวีวัฒนา เมื่อได้ออกตรวจที่เกิดเหตุ พบรถยนต์เบนซ์ ทะเบียน บฮ 789 กทม. แต่ขณะนั้นไม่พบตัวคนขับ เนื่องจากเจ้าหน้าที่มูลนิธิได้นำตัวส่งโรงพยาบาลธนบุรี 2 เพราะได้รับบาดเจ็บ ส่วนที่เกิดเหตุพบ พ.ต.ท.จตุพร งามสุชวิชชากุล รอง ผกก.สอบสวน กก.2 บก.ป. เสียชีวิตอยู่ในรถยนต์ ยี่ห้อซูซูกิ สวิฟท์ ทะเบียน 2 กก 3653 และทราบจากเจ้าหน้าที่มูลนิธิว่ายังมีนางนงนาฏ งามสุวิชชากุล ภรรยา และบุตรสาวอายุ 12 ปี ซึ่งนั่งโดยสารมาด้วย ได้รับบาดเจ็บ นำตัวส่งโรงพยาบาล ต่อมานางนงนาฏได้เสียชีวิตที่โรงพยาบาลราชพิพัฒน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนทราบว่า นายสมชายได้ขับรถเบนซ์วิ่งมาจาก ถ.พุทธมณฑลสาย 3 จะไปทาง ถ.พุทธมณฑลสาย 2 เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุบริเวณ ถ.ทวีวัฒนา-กาญจนาภิเษก ขับรถล้ำเข้าไปในช่องเดินรถของ พ.ต.ท.จตุพร ที่วิ่งมาจาก ถ.พุทธมณฑลสาย 2 กำลังมุ่งหน้าไป ถ.พุทธมณฑลสาย 3 จึงได้พุ่งชนกันอย่างแรง เป็นเหตุให้รถยนต์ทั้ง 2 คันได้รับความเสียหาย พ.ต.ท.จตุพรเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ จากการสอบสวนทราบว่าคืนเกิดเหตุ นายสมชายดื่มเบียร์มาจากสนามไดรฟ์กอล์ฟ แขวง-เขตทวีวัฒนา กระทั่งเวลาประมาณ 23.30 น. ได้ขับรถเบนซ์คันเกิดเหตุออกมาตาม ถ.ทวีวัฒนา-กาญจนาภิเษก จนชนกับรถของผู้ตาย และเมื่อทำการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ พบระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 260 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายสมชายให้การรับสารภาพทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาของศาล ได้รับการประกันตัวด้วยวงเงิน 200,000 บาท และยินยอมที่จะเยียวยาชดใช้ค่าเสียหาย 45 ล้านบาทให้กับครอบครัวของนายตำรวจผู้เสียชีวิต ซึ่งปัจจุบันคงเหลือเพียงบุตรสาวคนโตและบุตรสาวคนเล็ก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้ศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดตลิ่งชันเดิม) พิพากษาวันที่ 31 ก.ค.2562 ให้จำคุกจำเลย 6 ปี และปรับ 200,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี พร้อมปรับ 100,000 บาท รวมทั้งมีคำสั่งให้เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย และสั่งห้ามจำเลยดื่มสุรา-เบียร์ หรือเครื่องดื่มมึนเมาทุกชนิดด้วย อย่างไรก็ตาม ศาลพิเคราะห์ตามรายงานสืบเสาะประวัติจำเลยแล้ว โทษจำคุกจำเลยให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี และให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 8 ครั้ง ภายใน 2 ปี กับทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ มีกำหนด 48 ชั่วโมง ภายเวลา 1 ปี ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาอัยการโจทก์อุทธรณ์ ขอให้ไม่รอการลงโทษจำเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่า แม้เหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพราะจำเลยเมาสุราขณะขับรถ โดยมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 260 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ มีข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของจำเลย ซึ่งจำเลยไม่ค้านว่าจำเลยนั่งดื่มเบียร์ตั้งแต่เวลา 19.00-23.00 น. และตามฟ้องว่าจำเลยขับรถด้วยความเร็วเกินกว่า 80 กม. ในขณะเกิดเหตุโดยจำเลยเมาสุราแล้ว จำเลยขับรถล้ำช่องของตน เป็นเหตุให้ชนกับรถของผู้ตาย ทำให้มีผู้ถึงแก่ความตายถึง 2 คน และได้รับอันตรายสาหัส 1 คน การกระทำของจำเลยนับว่าเป็นอันตรายแก่ผู้ร่วมใช้ถนน พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรงดังที่โจทก์อุทธรณ์ก็ตาม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่หลังเกิดเหตุ จำเลยมิได้หลบหนี และยังนำบุตรสาวของผู้ตายทั้งสองไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชน เสียค่ารักษาไปประมาณ 1.5 ล้านบาท จำเลยไปร่วมงานศพของผู้ตายทั้งสองและร่วมทำบุญในการปลงศพ 3 แสนบาท ชดใช้เงินค่าขาดไร้อุปการะให้แก่มารดาของผู้ตายที่ 1 จำนวน 2 ล้านบาท และมารดาของผู้ตายที่ 2 จำนวน 1.9 ล้านบาท ชำระหนี้สินของผู้ตายที่ 1 เป็นเงิน 2 ล้านบาท ซื้อรถยนต์ใหม่ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ ราคา 1.5 ล้านบาท ทดแทนรถคันเดิมที่ประสบอุบัติเหตุ มอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรของผู้ตายทั้งสองคนละ 15 ล้านบาท บุตรทั้งสองของผู้ตาย ผู้ปกครองล้วนแถลงไม่ติดใจเอาความแก่จำเลย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยรู้สำนึกในการกระทำความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งการกระทำของตน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน มีอาชีพการงานเป็นหลักแหล่ง และมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว การรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยน่าจะเป็นประโยชน์แก่สังคมโดยรวมยิ่งกว่าการลงโทษจำคุกจำเลย เป็นการให้โอกาสจำเลยในการกลับตัวเป็นพลเมืองดี อุปการะดูแลบุตรของผู้ตายทั้งสอง และบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ดังที่จำเลยแก้อุทธรณ์มา ที่โจทก์อ้างคดีอื่นในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยในคดีนั้น มีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ เนื่องจากคดีอื่นที่อ้างยังไม่มีการบรรเทาผลร้ายในการกระทำของจำเลยจนเป็นที่พอใจแก่ฝ่ายผู้ตายดังเช่นคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยมานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสมชาย เวโรจน์พิพัฒน์ กล่าวว่า ตอนที่ไปฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้น ตนไม่บอกใครเลย นอกจากเพื่อนสนิทไม่กี่คนเท่านั้น และไปในช่วงที่มีโควิด-19 ระบาดใหม่ๆ จากนั้นก็ไม่ได้ให้ข่าวกับใคร เพราะคิดว่าเรื่องนี้มันจะจบแล้ว ทั้งนี้ตนไม่อยากให้มีการรื้อฟื้นเรื่องนี้มาอีก เพราะว่าตอนนี้สภาพจิตใจของเด็กและคนอื่นกำลังดีขึ้น ตนติดต่อกับลูกสาวผู้เสียชีวิตโดยตลอด คุยไลน์และโทร.หาพาไปกินข้าว ส่งขนมที่เด็กชอบทานให้เป็นประจำ พอมีข่าวแบบนี้ออกมาเหมือนเป็นการไปรื้อฟื้นเรื่องคดี ทำให้เด็กคิดถึงพ่อแม่ ตนกลัวว่าสภาพจิตใจจะแย่ลง&amp;nbsp;ตนไม่เข้าใจว่าข่าวนี้ออกมาได้อย่างไร น่าจะเป็นกรณีของนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส จึงขอวอนอย่าให้ทุกคนเอาเรื่องของตนไปโยงกันเลย เพราะว่ามันคนละคดีกัน.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72656</URL_LINK>
                <HASHTAG>นงนาฏ งามสุวิชชากุล, พ.ต.ท.จตุพร งามสุชวิชชากุล, สมชาย เวโรจน์พิพัฒน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200727/image_big_5f1ec795a054f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72637</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2020 15:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2020 15:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ยืนตามชั้นต้นรอลงอาญา &#039;เสี่ยเบนซ์&#039; สำนึกผิด-บรรเทาผลร้าย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ค.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2563 ศาลอาญาตลิ่งชัน ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดี &amp;quot;เสี่ยเบนซ์&amp;quot; ชน &amp;quot;รองตี๋&amp;quot; เสร็จสิ้นแล้ว คดีหมายเลขดำ อ.1839/2562 ที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญาธนบุรี 5 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสมชาย เวโรจน์พิพัฒน์ เป็นจำเลย ในความผิดฐานขับรถด้วยความเร็วเกินอัตราที่กฏหมายกำหนด และขับรถในขณะเมาสุราหรือของมึนเมาอย่างอื่น เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ได้รับอันตรายสาหัส และทรัพย์สินเสียหายฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2562 เวลาประมาณ 23.30 น. พนักงานสอบสวน สน.ศาลาแดง ได้รับแจ้งว่า มีเหตุรถยนต์ชนกันที่ ถ.ทวีวัฒนา-กาญจนาภิเษก แขวง-เขตทวีวัฒนา เมื่อได้ออกตรวจที่เกิดเหตุ พบรถยนต์เบนซ์ ทะเบียน บฮ-789 กทม. แต่ขณะนั้นไม่พบตัวคนขับ เนื่องจากเจ้าหน้าที่มูลนิธิได้นำตัวส่งโรงพยาบาลธนบุรี 2 เพราะได้รับบาดเจ็บ ส่วนที่เกิดเหตุพบ พ.ต.ท.จตุพร งามสุชวิชชากุล รอง ผกก.สอบสวน กก.2 บก.ป. เสียชีวิตอยู่ในรถยนต์ ยี่ห้อซูซูกิ สวิฟ ทะเบียน 2 กก-3653 และทราบจากเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ว่ายังมีนางนงนาฏ งามสุวิชชากุล ภรรยา และบุตรสาวอายุ 12 ปี ซึ่งนั่งโดยสารมาด้วย ได้รับบาดเจ็บ นำตัวส่งโรงพยาบาล ต่อมานางนงนาฏได้เสียชีวิตที่โรงพยาบาลราชพิพัฒน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนทราบว่า นายสมชายได้ขับรถเบนซ์วิ่งมาจาก ถ. พุทธมณฑลสาย 3 จะไปทาง ถ.พุทธมณฑลสาย 2 เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุบริเวณ ถ.ทวีวัฒนา- กาญจนาภิเษก ขับรถล้ำเข้าไปในช่องเดินรถของ พ.ต.ท.จตุพร ที่วิ่งมาจาก ถ.พุทธมณฑลสาย 2 กำลังมุ่งหน้าไป ถ.พุทธมณฑลสาย 3 จึงได้พุ่งชนกันอย่างแรง เป็นเหตุให้รถยนต์ทั้ง 2 คันได้รับความเสียหาย พ.ต.ท.จตุพร เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ จากการสอบสวนทราบว่าคืนเกิดเหตุ นายสมชายดื่มเบียร์มาจากสนามไดร์ฟกอล์ฟ แขวง-เขตทวีวัฒนา กระทั่งเวลาประมาณ 23.30 น.ได้ขับรถเบนซ์คันเกิดเหตุ ออกมาตาม ถ.ทวีวัฒนา- กาญจนาภิเษก จนชนกับรถของผู้ตาย และเมื่อทำการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ พบระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 260 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายสมชายให้การรับสารภาพทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาของศาลได้รับการประกันตัวด้วยวงเงิน 200,000 บาท และยินยอมที่จะเยียวยาชดใช้ค่าเสียหาย 45 ล้านบาท ให้กับครอบครัวของนายตำรวจผู้เสียชีวิต ซึ่งปัจจุบันคงเหลือเพียงบุตรสาวคนโตและบุตรสาวคนเล็ก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดตลิ่งชันเดิม) พิพากษาวันที่ 31 ก.ค. 2562 ว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.291, 300 และ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม.43 (2) (4), 67 วรรคหนึ่ง, 152, 157, 160 ตรี วรรคสาม วรรคสี่ อันการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานขับรถในขณะเมาสุราฯ ซึ่งเป็นบทหนักสุด ให้จำคุก 6 ปี และปรับ 200,000 บาท โดยจำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี พร้อมปรับ 100,000 บาท รวมทั้งมีคำสั่งให้เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย และสั่งห้ามจำเลยดื่มสุรา-เบียร์ หรือเครื่องดื่มมึนเมาทุกชนิดด้วย อย่างไรก็ตาม ศาลพิเคราะห์ตามรายงานสืบเสาะประวัติจำเลยแล้ว โทษจำคุกจำเลยให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี และให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 8 ครั้ง ภายใน 2 ปี กับทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ มีกำหนด 48 ชั่วโมง ภายเวลา 1 ปี ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาอัยการโจทก์อุทธรณ์เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2562 ขอให้ไม่รอการลงโทษจำเลย เนื่องจากการเมาแล้วขับในประเทศมีอัตรารุนแรงเพิ่มขึ้น รัฐต้องสูญเสียทรัพยากรและทรัพย์สินในการบริหารจัดการต่างๆ อีกทั้งเป็นปัญหาต่อเนื่องยาวนาน จำเลยเป็นคนที่มีฐานะดี หากรู้ตัวว่าเมาสุราแล้ว ย่อมมีศักยภาพในการกลับบ้านด้วยวิธีอื่น ไม่ใช่การขับรถยนต์ในขณะมึนเมาและขับด้วยความเร็วเกินกำหนด จนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุมีผู้เสียชีวิต ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องปรามไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง การกระทำของจำเลยจึงไม่ควรรอการลงโทษจำคุก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่า แม้เหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพราะจำเลยเมาสุราขณะขับรถ โดยมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 260 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ มีข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของจำเลย ซึ่งจำเลยไม่ค้านว่าจำเลยนั่งดื่มเบียร์ตั้งแต่เวลา 19.00-23.00 น. และตามฟ้องว่าจำเลยขับรถด้วยความเร็วเกินกว่า 80 กม. ในขณะเกิดเหตุโดยจำเลยเมาสุราแล้ว จำเลยขับรถล้ำช่องของตน เป็นเหตุให้ชนกับรถของผู้ตาย ทำให้มีผู้ถึงแก่ความตายถึง 2 คน และได้รับอันตรายสาหัส 1 คน การกระทำของจำเลยนับว่าเป็นอันตรายแก่ผู้ร่วมใช้ถนน พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรงดังที่โจทก์อุทธรณ์ก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่หลังเกิดเหตุ จำเลยมิได้หลบหนี และยังนำบุตรสาวของผู้ตายทั้งสองไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนเสียค่ารักษาไปประมาณ 1.5 ล้านบาท จำเลยไปร่วมงานศพของผู้ตายทั้งสองและร่วมทำบุญในการปลงศพ 3 แสนบาท ชดใช้เงินค่าขาดไร้อุปการะให้แก่มารดาของผู้ตายที่ 1 จำนวน 2 ล้านบาท และมารดาของผู้ตายที่ 2 จำนวน 1.9 ล้านบาท ชำระหนี้สินของผู้ตายที่ 1 เป็นเงิน 2 ล้านบาท ซื้อรถยนต์ใหม่ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ ราคา 1.5 ล้านบาท ทดแทนรถคันเดิมที่ประสบอุบัติเหตุ มอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรของผู้ตายทั้งสองคนละ 15 ล้านบาท บุตรทั้งสองของผู้ตายผู้ปกครองล้วนแถลงไม่ติดใจเอาความแก่จำเลย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า จำเลยรู้สำนึกในการกระทำความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งการกระทำของตน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน มีอาชีพการงานเป็นหลักแหล่ง และมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว การรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยน่าจะเป็นประโยชน์แก่สังคมโดยรวมยิ่งกว่าการลงโทษจำคุกจำเลย เป็นการให้โอกาสจำเลยในการกลับตัวเป็นพลเมืองดี อุปการะดูแลบุตรของผู้ตายทั้งสอง และบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ดังที่จำเลยแก้อุทธรณ์มา ที่โจทก์อ้างคดีอื่นในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยในคดีนั้น มีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ เนื่องจากคดีอื่นที่อ้างยังไม่มีการบรรเทาผลร้ายในการกระทำของจำเลยจนเป็นที่พอใจแก่ฝ่ายผู้ตายดังเช่นคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยมานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72637</URL_LINK>
                <HASHTAG>รองตี๋, รอลงอาญา, ศาลอุทธรณ์, สมชาย เวโรจน์พิพัฒน์, เสี่ยเบนซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200727/image_big_5f1e94f59374f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72568</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อัยการยื่นอุทธรณ์ เสี่ยเบนซ์ชนรองตี๋</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บอสจบ เบนซ์ไม่จบ! อัยการยื่นอุทธรณ์คดี &amp;quot;เสี่ยเบนซ์&amp;quot; ชน &amp;quot;รองตี๋&amp;quot; เสียชีวิตพร้อมภรรยา ขอให้ศาลไม่รอการลงโทษ แม้จะออกมารับผิดและเยียวยาครอบครัวผู้ตาย 45 ล้าน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พนักงานอัยการสำนักงานคดีศาลสูงธนบุรี มีคำสั่งยื่นอุทธรณ์คดี ขอให้ศาลไม่รอการลงโทษนายสมชาย เวโรจน์พิพัฒน์ อายุ 56 ปี เสี่ยเจ้าของธุรกิจผลิตและประกอบอะไหล่รถยนต์ จำเลยในคดีหมายเลขดำ 1839/2562 ของศาลอาญาตลิ่งชัน (ศาลจังหวัดตลิ่งชันเดิม) ในฐานความผิดขับรถด้วยความเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด, ขับรถในขณะเมาสุราหรือของมึนเมาอย่างอื่น เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ได้รับอันตรายสาหัส และทรัพย์สินเสียหาย และขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส รวม 3 ข้อหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีเมื่อวันที่ 11 เม.ย.2562 เวลาประมาณ 23.30 น. พนักงานสอบสวน สน.ศาลาแดง ได้รับแจ้งว่า มีเหตุรถยนต์ชนกันที่ถนนทวีวัฒนา-กาญจนาภิเษก แขวง-เขตทวีวัฒนา กทม. เมื่อได้ออกตรวจที่เกิดเหตุ พบรถยนต์เบนซ์ทะเบียน บฮ 789 กทม. แต่ขณะนั้นไม่พบตัวคนขับ เนื่องจากเจ้าหน้าที่มูลนิธิได้นำตัวส่งโรงพยาบาลธนบุรี 2 เพราะได้รับบาดเจ็บ ส่วนที่เกิดเหตุพบ พ.ต.ท.จตุพร งามสุวิชชากุล รอง ผกก.สอบสวน กก.2 บก.ป. เสียชีวิตอยู่ในรถยนต์ยี่ห้อซูซูกิ สวิฟท์ ทะเบียน 2 กก 3653 และทราบจากเจ้าหน้าที่มูลนิธิว่ายังมีนางนงนาฏ งามสุวิชชากุล ภรรยา และบุตรสาวอายุ 12 ปี ซึ่งนั่งโดยสารมาด้วย ได้รับบาดเจ็บ นำตัวส่งโรงพยาบาล ต่อมานางนงนาฏได้เสียชีวิตที่โรงพยาบาลราชพิพัฒน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนทราบว่า นายสมชายได้ขับรถเบนซ์วิ่งมาจากถนนพุทธมณฑลสาย 3 จะไปทางถนนพุทธมณฑลสาย 2 เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุบริเวณถนนทวีวัฒนา-กาญจนาภิเษก ขับรถล้ำเข้าไปในช่องเดินรถของ พ.ต.ท.จตุพร ที่วิ่งมาจากถนนพุทธมณฑลสาย 2 กำลังมุ่งหน้าไปถนนพุทธมณฑลสาย 3 จึงได้พุ่งชนกันอย่างแรง เป็นเหตุให้รถยนต์ทั้ง 2 คันได้รับความเสียหาย พ.ต.ท.จตุพรเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ จากการสอบสวนทราบว่าคืนเกิดเหตุ นายสมชายดื่มเบียร์มาจากสนามไดรฟ์กอล์ฟแขวง-เขตทวีวัฒนา กระทั่งเวลาประมาณ 23.30 น. ได้ขับรถเบนซ์คันเกิดเหตุออกมาตามถนนทวีวัฒนา-กาญจนาภิเษก จนชนกับรถของผู้ตาย และเมื่อทำการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ พบระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 260 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายสมชายให้การรับสารภาพทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาของศาล ได้รับการประกันตัวด้วยวงเงิน 200,000 บาท และยินยอมที่จะเยียวยาชดใช้ค่าเสียหาย 45 ล้านบาท ให้กับครอบครัวของนายตำรวจผู้เสียชีวิต ซึ่งปัจจุบันคงเหลือเพียงบุตรสาวคนโตและบุตรสาวคนเล็ก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเมื่อวันที่ 31 ก.ค.2562 ศาลจังหวัดตลิ่งชันพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.291, 300 และ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม.43 (2) (4), 67 วรรคหนึ่ง, 152 , 157, 160 ตรี วรรคสาม วรรคสี่ อันการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานขับรถในขณะเมาสุราฯ มาตรา 43 (2) ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ม.160 ตรี วรรคสี่ ซึ่งเป็นบทหนักสุด ให้จำคุก 6 ปี และปรับ 200,000 บาท โดยจำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี พร้อมปรับ 100,000 บาท ซึ่งหากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการกักขัง ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.29, 30 รวมทั้งมีคำสั่งให้เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย และสั่งห้ามจำเลยดื่มสุรา-เบียร์ หรือเครื่องดื่มมึนเมาทุกชนิดด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิเคราะห์ตามรายงานสืบเสาะแล้ว โทษจำคุกจำเลยให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี และให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 8 ครั้ง ภายใน 2 ปี กับทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ มีกำหนด 48 ชั่วโมง ภายเวลา 1 ปีตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72568</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.ท.จตุพร งามสุวิชชากุล, สมชาย เวโรจน์พิพัฒน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200726/image_big_5f1d758929d4a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39921</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แจงคดีเสี่ยเบนซ์ ไม่ฟ้องฐานฆ่าผู้อื่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อัยการแจงไม่ฟ้องเสี่ยเบนซ์ชนรองตี๋ ข้อหาฆ่าและพยายามฆ่า ถือเป็นดุลพินิจของอัยการเจ้าของคดี และ ผบ.ตร.ไม่เห็นแย้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ชี้แจงเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ถึงคดีนายสมชาย เวโรจน์พิพัฒน์ อายุ 56 ปี เสี่ยเจ้าของโรงงาน ขับรถเบนซ์สปอร์ตชนกับรถของ พ.ต.ท.จตุพร งามสุวิชชากุล หรือรองตี๋ รอง ผกก.สอบสวน กก.2 กองบังคับการปราบปราม ที่เดินทางมาพร้อมครอบครัว จน พ.ต.ท.จตุพรเสียชีวิตพร้อมภรรยา ส่วนลูกสาวคนเล็กได้รับบาดเจ็บ แล้วพนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญาธนบุรี 5 ได้ยื่นฟ้องนายสมชายเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดตลิ่งชัน ในฐานความผิด ขับรถด้วยความเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด, ขับรถในขณะเมาสุราหรือของมึนเมาอย่างอื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ได้รับอันตรายสาหัส และทรัพย์สินเสียหาย, ขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และได้รับอันตรายสาหัส รวม 3 ข้อหา ว่า ที่อัยการสั่งไม่ฟ้องความผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นฯ ตามที่พนักงานสอบสวนสรุปสำนวนแจ้งข้อหาดังกล่าวมาด้วยนั้น ทางสำนักงานอัยการสูงสุดให้ดุลพินิจในการพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดที่เป็นอิสระกับอัยการเจ้าของสำนวนและคณะทำงาน คดีนี้มีอัยการพิเศษฝ่ายร่วมพิจารณาอยู่กับอัยการเจ้าของสำนวนที่รับผิดชอบ และมีคำสั่งฟ้อง 3 ข้อหาดังกล่าว โดยข้อหาที่อัยการสั่งไม่ฟ้องนั้น ไม่ตัดสิทธิหากญาติผู้เสียหายจะไปยื่นฟ้องเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายโกศลวัฒน์กล่าวว่า คดีนี้ ภายหลังจากที่อัยการยื่นฟ้องไป 3 ข้อหา ในส่วนข้อหาความผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นฯ ตามกฎหมายยังต้องส่งให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ทำความเห็นแย้งกลับมาได้ แต่ทาง พล.ต.อ.จักรทิพย์มีความเห็นด้วย คือไม่เห็นแย้งกับความเห็นของอัยการ เท่ากับว่าความเห็นเป็นที่สุดให้ฟ้องตามความเห็นของอัยการ ซึ่งหลังจากอัยการยื่นฟ้องคดีต่อศาล ทางผู้เสียหายได้ขึ้นแถลงในศาลว่าไม่ติดใจเอาความ โดยที่ลูกสาวของ พ.ต.ท.จตุพร โดยผู้รับมอบอำนาจแถลงว่าได้รับแคชเชียร์เช็คจำนวน 45 ล้านบาท เป็นชื่อของลูกสาว พ.ต.ท.จตุพร จริง ซึ่งขณะนี้ศาลจังหวัดตลิ่งชันที่ได้สอบคำให้การจำเลยแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลพิเคราะห์แล้วจึงเห็นสมควรให้มีการสืบเสาะและพินิจจำเลยก่อนมีคำพิพากษา รอฟังคำพิพากษาวันที่ 31 ก.ค.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้มีข้อกฎหมายน่าสนใจที่ทางพนักงานสอบสวนได้สรุปสำนวนแจ้งข้อหาในความผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นฯ โดยในช่วงที่มีการแจ้งข้อหานั้น พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. ออกมาให้ความเห็นถึงการเเจ้งข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผลว่า พฤติการณ์ผู้ต้องหาดื่มสุรามีปริมาณแอลกอฮอล์สูงถึง 260 มิลลิกรัม และขับรถออกจากจุดที่ดื่มเพียง 400 เมตร ก็เกิดอุบัติเหตุ ต้องทราบอยู่แล้วว่าจะต้องเมา ไม่สามารถควบคุมร่างกายตนเอง ไม่พร้อมขับรถ ย่อมเล็งเห็นผลอยู่แล้วว่าจะต้องเกิดอุบัติเหตุ และทางพนักงานสอบสวนได้มีการปรึกษากับพนักงานอัยการที่เกี่ยวข้องแล้ว ก่อนที่ภายหลัง พนักงานอัยการจะมีคำสั่งไม่ฟ้อง 2 ข้อหาหนัก และ ผบ.ตร.ไม่เห็นแย้งกับอัยการ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39921</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา, พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา, สมชาย เวโรจน์พิพัฒน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190701/image_big_5d1a0e457ec38.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39808</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟ้องแล้วเสี่ยเบนซ์ ชนรองตี๋-เมียดับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อัยการฟ้องแล้ว &amp;quot;เสี่ยเบนซ์&amp;quot; ซิ่งชน &amp;quot;รองตี๋&amp;quot; เจอ 3 ข้อหา ขับรถเร็วเกินกำหนด เมาแล้วขับ และขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัส ขณะที่จำเลยเยียวยาให้ครอบครัวผู้ตายแล้ว 45 ล้านบาท ศาลนัดพิพากษา 31 ก.ค.นี้ เลขาฯ ศาลชี้รอการลงโทษมีประโยชน์กว่ามุ่งแก้แค้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่โรงแรมโอควู้ด ศรีราชา วันที่ 30 มิถุนายนนี้ นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวในงานสัมมนาสื่อมวลชนสัมพันธ์ประจำศาลยุติธรรม ระหว่างวันที่ 29-30 มิ.ย.นี้ โดยนายสราวุธกล่าวตอบคำถามสื่อถึงแนวคิดการตั้งศาลจราจรว่า ตามที่ตนเป็น 1 ในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายด้านกระบวนการยุติธรรมซึ่งมีนายอัชพร จารุจินดา เป็นประธานนั้น จริงๆ ตามแผนปฏิรูปได้เสนอเป็นแค่ร่างกฎหมายวิธีพิจารณาคดีจราจร ซึ่งเป็นตัวเดียวกับศาลยุติธรรมเคยยกร่างไว้ แล้วเมื่อมีสภาปฏิรูปฯ ขึ้นมา จึงนำร่างนั้นมาปัดฝุ่นใหม่ และเมื่อส่งเรื่องกลับมาสำนักงานศาลยุติธรรม ซึ่งตามขั้นตอนการพิจารณาร่างกฎหมาย ต้องเสนอเป็นวาระให้คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) พิจารณา โดยตนนำเสนอวาระต่อ ก.บ.ศ. แล้วว่าจะเห็นชอบด้วยลักษณะหรือไม่ แต่โดยหลักการแล้วคือเราไม่ต้องการศาลเพิ่ม โดยให้ศาลยุติธรรมที่มีอยู่แล้ว เช่น มีศาลแขวงก็ใช้ศาลแขวง ซึ่งคิดว่าจะให้มีแผนกจราจร ใช้ร่าง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีจราจร ส่วนนี้คือสิ่งที่จะทำ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ซึ่งตอนนี้ประธานศาลฎีกาก็ยังไม่มีนโยบายเปิดศาลเพิ่ม เพราะมองว่าปัจจุบันคดีในศาลยุติธรรม 275 แห่งทั่วปะเทศ มีปริมาณคดีเกือบ 2 ล้านคดี เทียบกับปริมาณศาลที่ให้บริการอยู่ก็เพียงพออยู่แล้ว อย่างไรก็ดี สำหรับแนวทางว่าจะเกิดเป็นร่าง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีจราจร หรือทำเป็นแผนกคดีจราจร ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ทันภายในปี 2562 นี้ เพราะวันนี้การพิจารณาร่างกฎหมายคงต้องใช้เวลาในการเสนอเข้า ครม. ผ่านสภาผู้แทนและวุฒิสภา ต่างกับยุค สนช. อีกทั้งยังมีอีกหลายประเด็นต้องพิจารณา&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้เคยมีการพูดคุยกันในวงสัมมนา มีการเสนอให้ปรับอัตราโทษขั้นต่ำการลงกลุ่มเมาแล้วขับ ในข้อหากระทำประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เป็น 15 หรือ 20 ปี เพื่อไม่เปิดช่องในการรอลงอาญา แทนที่จะเสนอข้อหาฆ่าหรือพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ที่จะเป็นการลงโทษรุนแรง ทำให้ผู้ก่อเหตุรู้สึกในความผิดและเกิดความเกรงกลัว นายสราวุธกล่าวว่า มุมมองของศาลก็เหมือนปัญหายาเสพติด การเพิ่มโทษแก้ปัญหาอาชญากรรม แก้ปัญหาความผิดได้หรือไม่ ทุกวันนี้คดียาเสพติด 70-80% ทั้งหมดที่อยู่ในเรือนจำก็โทษสูงจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตไม่ใช่หรือ แล้วโทษประหารชีวิตแก้ปัญหาการกระทำผิดของคนได้หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมคิดว่าการจะแก้ปัญหาเหล่านี้ ไม่ใช่แก้โดยวิธีการเพิ่มโทษ แต่ปัญหาเหล่านี้ต้องสร้างการรับรู้ของคนในสังคมให้คนช่วยกันรณรงค์ป้องกันที่จะทำสิ่งเหล่านั้น อย่างถ้าไปงานเลี้ยงแล้วเมา แทนที่เราจะขับรถกลับเอง แล้วเราก็เรียกรถที่ให้บริการส่งคนมาช่วยขับกลับบ้าน พยายามรณรงค์ให้ข้อมูล ให้ความสะดวก ให้ทุกคนทำ โดยชี้ให้เห็นว่าอย่างนี้จะมีประโยชน์มากกว่า ให้ทำในเชิงป้องกันดีกว่า&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงการพิจารณาเมาแล้วขับที่มีการเสนอไม่ควรนำเรื่องการรอการลงโทษมาใช้ นายสราวุธกล่าวว่า การรอลงอาญาก็เป็นช่องทางหนึ่งที่เห็นว่าการจำคุกระยะสั้นไม่เกิดประโยชน์อะไร แทนที่จะให้เขากลับตัวเป็นคนดีและเยียวยาชดใช้ให้สังคม กับการลงลงโทษเพื่อแก้แค้นทดแทน เราต้องชั่งน้ำหนักให้ดี ตนคิดว่ากลไกกฎหมายเรื่องการใช้ดุลพินิจรอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 มีไว้ก็เพื่อสร้างความสมดุลในการพิจารณาแต่ละเรื่อง ซึ่งเราไม่สามารถที่จะพิจารณาลงโทษคนตามกระแส ตามความสะใจของแต่ละคน ดังนั้นเราต้องมองภาพรวมทั้งหมดในระบบของการบริหารจัดการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสราวุธกล่าวว่า เราควรทำงานเน้นเรื่องการรณรงค์เพื่อเป็นการป้องกัน โดยต้องทำแบบบูรณาการตั้งแต่ครอบครัว สถานศึกษา และทุกองคาพยพในสังคมต้องช่วยกัน โดยต้นทุนที่เสียไปนั้นก็น้อยกว่า ต้องสร้างวัฒนธรรมการปฏิบัติตามกฎหมายที่ดี สิ่งเหล่านี้ต้องสร้างเหมือนประเทศสิงคโปร์ ญี่ปุ่น ที่คนในประเทศนั้นเคารพกฎหมาย โดยวัฒนธรรมเหล่านั้นมีส่วนที่ดีมากกว่าโทษที่รุนแรง ซึ่งทำจนเป็นอุปนิสัยความเคยชิน ส่วนศาลเป็นลำดับสุดท้ายปลายทาง โดยคดีเพิ่มขึ้นทุกปีก็ต้องคิดว่าทำอย่างไรจะให้ลดน้อยลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีเมาแล้วขับ คดีล่าสุดที่เป็นข่าวครึกโครมจนมีการพูดถึงเรื่องปรับบทลงโทษแจ้งข้อหาหนักฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 คือกรณีที่นายสมชาย เวโรจน์พิพัฒน์ อายุ 56 ปี เสี่ยเจ้าของโรงงาน ขับรถเบนซ์สปอร์ต ซิ่งชนประสานงากับรถส่วนตัวของ พ.ต.ท.จตุพร งามสุวิชชากุล หรือรองตี๋ รอง ผกก.สอบสวน กก.2 กองบังคับการปราบปราม เดินทางมาพร้อมครอบครัว จน พ.ต.ท.จตุพรเสียชีวิตพร้อมภรรยา ส่วนลูกสาวคนเล็กได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดที่แขวงและเขตทวีวัฒนา กทม. เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2562&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญาธนบุรี 5 ได้ยื่นฟ้องนายสมชาย เป็นจำเลยในคดีหมายเลขดำ 1839/2562 ต่อศาลจังหวัดตลิ่งชัน ในฐานความผิดขับรถด้วยความเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด, ขับรถในขณะเมาสุราหรือของมึนเมาอย่างอื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ได้รับอันตรายสาหัส และทรัพย์สินเสียหาย, ขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส รวม 3 ข้อหา โดยอัยการสั่งไม่ฟ้องความผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นฯ ตามที่พนักงานสอบสวนสรุปสำนวนแจ้งข้อหาดังกล่าวมาด้วย โดยอัยการพิจารณาแล้วพฤติการณ์ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดทางกฎหมาย โดยก่อนการยื่นฟ้องนั้น นายสมชายก็ได้รับการประกันตัวไปด้วยวงเงิน 200,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่หลังฟ้อง เมื่อศาลจังหวัดตลิ่งชันสอบคำให้การจำเลยแล้ว ให้การรับสารภาพตามฟ้องอัยการโจทก์ ซึ่งศาลพิเคราะห์แล้วเห็นสมควรให้มีการสืบเสาะและพินิจจำเลยก่อนมีคำพิพากษา โดยให้พนักงานคุมประพฤติรายงานผลการสืบเสาะนั้นให้ศาลทราบภายใน 15 วัน และให้นัดฟังคำพิพากษาคดีนี้ในวันที่ 31 ก.ค.นี้ เวลา 09.00 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ นายสมชายผู้ก่อเหตุยินยอมที่จะเยียวยาชดใช้ค่าเสียหาย 45 ล้านบาท ให้แก่ครอบครัวของนายตำรวจผู้เสียชีวิต ซึ่งปัจจุบันคงเหลือเพียงบุตรสาวคนโตและบุตรสาวคนเล็ก ที่มีป้าเป็นผู้ปกครองดูแลอยู่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39808</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.ท.จตุพร งามสุวิชชากุล, สมชาย เวโรจน์พิพัฒน์, สราวุธ เบญจกุล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โรงแรมโอควู้ด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190630/image_big_5d18b99c2d4c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33925</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“เมาขับเจตนาฆ่า” นโยบายรัฐที่ไม่ใช่ข้อกฎหมาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนเทศกาลสงกรานต์ &amp;ldquo;บิ๊กป้อม&amp;rdquo; พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประกาศใช้ยาแรงเพื่อหวังลดอุบัติเหตุบนท้องถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่แต่ละปีมีผู้บาดเจ็บล้มตายกันเป็นจำนวนมาก สาเหตุหลักมาจากการ &amp;ldquo;เมาสุรา&amp;rdquo; ขณะขับรถ จึงต้องมีมาตรการป้องกันเมาแล้วขับ &amp;nbsp;&amp;ldquo;ใครทำให้ผู้อื่นเสียชีวิตด้วยความเมา ถือว่าเป็นเจตนาฆ่า&amp;rdquo; ขณะที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็มีคำสั่งให้ตำรวจทั่วประเทศเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถือเป็นนโยบายของรัฐบาลในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อหวังลดอุบัติเหตุการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินช่วงเทศกาลปีใหม่ไทย แต่ยังมีหลายฝ่ายถกเถียงถึงข้อกฎหมายเมาขับรถชนคนตายถือว่า &amp;ldquo;เจตนาฆ่า&amp;rdquo; จะทำได้จริงหรือไม่ ในเมื่อยังไม่มีกฎหมายรองรับ เป็นเพียงข้อเสนอของรัฐบาล โครม ...!!แรก กลางดึกวันที่ 11 &amp;nbsp;เม.ย. นายสมชาย เวโรจน์พิพัฒน์ อายุ 57 ปี &amp;nbsp;เจ้าของบริษัท ไทยคาร์บอนแอนด์กราไฟต์ เมาควบรถเบนซ์ รุ่นอี 250 สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน ษฮ 789 กรุงเทพมหานคร ชนกับรถเก๋งยี่ห้อซูซูกิ รุ่นสวิฟท์ สีขาว ทะเบียน 2 กก 3653 กรุงเทพมหานคร เป็นเหตุให้ พ.ต.ท.จตุพร งามสุวิชชากุล รอง ผกก.(สอบสวน) กก.2 กองบังคับการกองปราบปราม และนางนุชนาถ งาม สุวิชชากุล อายุ 44 ปี ภรรยาเสียชีวิต ลูกสาวได้รับาดเจ็บสาหัส นำตัวตรวจเลือดวัดแอลกอฮอล์พบสูงถึง 206 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เจ้าตัวรับสารภาพดื่มสังสรรค์จนเมาก่อนขับรถ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สนองนโยบายรัฐบาล ตัวแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ที่ดูแลงานกฎหมายและคดี ลงไปกำกับดูแลสอบสวนด้วยตัวเอง พร้อมแจ้ง 5 ข้อหาหนัก 1.ฆ่าผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยเจตนา 2.พยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา 3.ขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย 4.ขับรถในขณะมึนเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส และ 5.ขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้มีทรัพย์สินได้รับความเสียหาย เจ้าตัวรับสารภาพ 3 ข้อหา ขับรถขณะมึนเมาสุรา ส่วนข้อหา &amp;ldquo;ฆ่าผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยเจตนา-พยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา&amp;rdquo; เสี่ยเบนซ์ให้การปฏิเสธ โดยกำชับตำรวจทั่วประเทศให้แจ้งข้อหาหนักเอาไว้ก่อน แล้วเร่งรวบรวมพยานหลักฐานส่งฟ้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.วิระชัยให้เหตุผลว่า การที่ผู้ต้องหาสมัครใจดื่มสุราโดยรู้ว่าเป็นของมึนเมา แล้วจะทำให้ตนเองนั้นมึนเมา และดื่มเป็นจำนวนมาก มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 260 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เป็นเรื่องที่ย่อมรู้ได้อย่างแน่นอนว่า จะเกิดผลขึ้นคือความมึนเมาจนถึงขั้นหมดสติ หรือจำเหตุการณ์ไม่ได้หรือสูญเสียความสามารถในการควบคุมร่างกายหรือควบคุมกล้ามเนื้อไม่ได้ ทั้งที่ตนเองจะต้องขับรถเดินทางกลับบ้าน ยังฝืนขับรถออกมาในถนนสาธารณะที่มีประชาชนใช้ร่วมกันอยู่เป็นจำนวนมากในเวลากลางคืน ผู้ต้องหาย่อมรู้แล้วว่าจะต้องเกิดอุบัติเหตุ รถเฉี่ยวชนกับรถของคนอื่นอย่างแน่นอนในสภาวะที่ผู้ต้องหาไม่สามารถควบคุมร่างกายหรือกล้ามเนื้อได้เหมือนคนปกติ และไม่สามารถตัดสินใจได้เหมือนคนปกติ ไม่สามารถมองเห็นและตอบสนองได้เหมือนคนปกติ ประกอบทั้งมีอาการง่วงซึม และปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายช้าลง การตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ช้าลง และสมองสั่งการมายังส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ช้าลง แต่ผู้ต้องหาก็ยังฝ่าฝืนขับรถออกมาในถนนสาธารณะ โดยขับมาได้เพียง 400 เมตรก็เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนโดยขับรถเข้าไปในช่องทางของรถที่สวนทางมา จนทำให้รถที่สวนทางมาไม่อาจหลบหลีกไปทางอื่นได้ เพราะมีเพียงแค่สองช่องทางการจราจรเท่านั้น เป็นเหตุให้ผู้ที่ขับรถสวนทางมาถึงแก่ความตายทั้งสองคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;พฤติการณ์ที่เกิดเหตุดังกล่าว และมีผู้ถึงแก่ความตาย เป็นพฤติเหตุและพฤติการณ์ที่ผู้ต้องหาได้ยอมรับผลที่เกิดขึ้นไว้ล่วงหน้าแล้ว ตั้งแต่เริ่มขับรถออกมาบนถนนสาธารณะ นอกจากนี้ ผู้ต้องหายังขับรถด้วยความเร็วสูง โดยพิจารณาได้จากร่องรอยการเฉี่ยวชน ซึ่งรถทั้งสองคันได้รับความเสียหายอย่างมากประกอบกับในที่เกิดเหตุไม่มีร่องรอยที่ผู้ต้องหาได้ทำการเบรกรถที่ตนเองขับมาด้วยความเร็วสูง ทั้งที่จุดเกิดเหตุอยู่บนกลางสะพานสูง เมื่อพิจารณาถึงพฤติเหตุ พฤติการณ์ และลักษณะแห่งการกระทำ รวมถึงผลของการกระทำที่เกิดขึ้นผู้ต้องหาย่อมไม่อาจเอาความมึนเมานั้นขึ้นเป็นข้อแก้ตัวได้ว่า ไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 66 จึงถือว่าผู้ต้องหามีเจตนาฆ่าผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยเจตนา อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 มีอัตราโทษ จำคุกตั้งแต่ 15 ปีถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;โป๊ะแตก&amp;rdquo; พนักงานสอบสวนควบคุมตัวยื่นคำร้องฝากขังที่ศาลจังหวัดตลิ่งชัน ศาลตีกลับไม่รับคำร้องข้อหา &amp;ldquo;ฆ่าผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยเจตนา และ พยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา&amp;rdquo; ชี้ยังไม่เข้าข่ายหรือมีข้อกฎหมายรองรับ พนักงานสอบสวนต้องนำตัวกลับไปสอบสวนแก้สำนวนใหม่ และรับคำร้องฝากขังเพียง 3 ข้อหาคือ ขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย, ขับรถในขณะมึนเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส, ขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้มีทรัพย์สินได้รับความเสียหาย ตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 และความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4) ก่อนที่ญาติได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เงินสด จำนวน 200,000 บาท ประกันตัวออกไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เมาขับเจตนาฆ่า&amp;rdquo; เสียงแตกเป็นหลายฝ่าย ทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ฝั่งอัยการ นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการสำนักงานชี้ขาดคดี อัยการสูงสุด ให้เหตุผลว่า การที่รัฐบาลจะบังคับใช้กฎหมายเรื่องการเมาแล้วขับให้ลงโทษฐานเจตนาฆ่าเป็นสิ่งที่ผิดหลักกฎหมาย เพราะสุดท้ายหากดำเนินการฟ้องจริง เชื่อว่าศาลจะยกฟ้องในที่สุด แต่การแก้ที่ไม่ขัดต่อหลักนิติศาสตร์ สามารถทำได้โดยการเพิ่มโทษในกฎหมาย เช่นเดียวกัน นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ชี้แจงว่า หากมีการแจ้งข้อหาเกินกว่าความผิดที่ควรจะได้รับ เจ้าพนักงานคนนั้นอาจเสี่ยงที่จะเข้าข่ายทำผิดกฎหมายร้ายแรง และยังเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา 157 การตีกลับคำร้องขอฝากขังของศาลจังหวัดตลิ่งชัน เป็นกระบวนการตรวจสอบภายใต้เจตนารมณ์ของกฎหมาย ไม่สามารถเอาอารมณ์ความรู้มาเปลี่ยนแปลงหลักการได้ หากตัดสินไปแล้วจะกลายเป็นบรรทัดฐานที่สังคมต้องยอมรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เจตนาฆ่า นักกฎหมายจะมองภายใต้เหตุผลว่าผู้กระทำผิดต้องมีความชั่ว ผ่านกระบวนการ 3 ขั้นตอน คิดจะฆ่า ตัดสินใจฆ่า และลงมือฆ่า นั่นคือคนที่มีจิตใจชั่วร้าย ต้องลงโทษสถานหนัก หากต้องประหาร หรือจำคุกตลอดชีวิตก็ต้องดำเนินการ เพื่อกันคนกลุ่มนี้ออกจากสังคม และไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง โดยหลักการเมาแล้วขับรถไปชนคนอื่นเสียชีวิต อยู่ในข่ายของความประมาท หากเปลี่ยนไปจากนี้ถือเป็นการกระทำที่ขัดกับกฎหมายและไม่เป็นไปตามหลักสากล&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านฝั่งที่เห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาล นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ ให้เหตุผลว่า การที่รัฐบาลออกนโยบายเมาแล้วขับรถชนคนตายมีเจตนาฆ่า เชื่อว่าจะทำให้คนที่เมาและคิดจะขับรถเกิดความกลัว ถ้าฟ้องข้อหาเบาข้อหาประมาท เขารู้ว่าโทษจำคุกรอลงอาญา แต่เมื่อฟ้องเจตนาฆ่าศาลอาจจะลงโทษโดยไม่รอลงอาญา โทษจะหนัก คนก็จะไม่กล้าขับรถและสามารถลดอุบัติเหตุได้อย่างแน่นอน ยิ่งกรณีที่เกิดขึ้นรู้ว่าตัวเองเมายังฝืนมีเจตนาฝ่าฝืนกฎหมายชัดเจน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเมื่อตัวบทกฎหมายยังไม่รองรับกับนโยบายรัฐบาล นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด จึงเสนอแก้กฎหมายชงโทษประหาร เพราะกฎหมายที่ใช้อยู่ยังไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ในสังคมที่เปลี่ยนไป สมควรยกร่างแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายอาญา มาตรา 291 เดิม กระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ให้เพิ่มเติมอีกวรรค เป็นวรรคเหตุฉกรรจ์ไว้เพิ่มโทษ บัญญัติเพิ่มเติมว่า หากการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เกิดจากผู้กระทำอยู่ในภาวะมึนเมาเพราะเสพสุราหรือเสพวัตถุมึนเมาอย่างอื่น และควบคุมยานพาหนะเดินด้วยเครื่องจักรกล ให้ระวางโทษประหารชีวิตหรือให้เพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง เมื่อเพิ่มโทษในกฎหมายแล้วจะไม่เป็นอุปสรรคในการบังคับใช้กฎหมายอีกต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดจากการบังคับใช้กฎหมายในกระบวนการยุติธรรมยังไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ตำรวจตีความเข้มข้นไปถึงเจตนาฆ่าผู้อื่น ซึ่งนักกฎหมายหลายท่านให้ข้อคิดเห็นว่าสามารถกระทำได้ สุดท้ายก็ต้องขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานและดุลยพินิจของศาลจะเห็นพ้องด้วยหรือไม่ นโยบายของรัฐบาลก็เพื่อหวังปรามลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนนและนโยบายเมาแล้วขับรถชนคนตายถือว่ามีเจตนาฆ่า ยังไม่มีบัญญัติไว้ในกฎหมาย ที่ทาง พล.ต.อ.วิระชัย รอง ผบ.ตร. กำชับตำรวจทั่วประเทศให้แจ้งข้อหาหนักเอาไว้ก่อน ถ้าเมาขับรถเฉี่ยวชนมีผู้เสียเสียชีวิตให้แจ้งข้อหา &amp;ldquo;ฆ่าผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยเจตนา&amp;rdquo; ถ้าได้รับบาดเจ็บให้แจ้งข้อหา &amp;ldquo;พยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา&amp;rdquo; จะสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ยิ่งตัวเลขสรุป 7 วันอันตรายช่วงเทศกาลสงกรานต์มีผู้เสียชีวิตแล้ว 386 ราย ส่วนใหญ่เหตุมาจากเมาแล้วทั้งสิ้น &amp;nbsp;หรือจะเป็นแค่การ &amp;ldquo;เขียนเสือให้วัวกลัว&amp;rdquo; เท่านั้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33925</URL_LINK>
                <HASHTAG>สมชาย เวโรจน์พิพัฒน์, เกษมราษฎร์, เมาขับเจตนาฆ่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190418/image_big_5cb87b063e78e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
