<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106358</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2021 18:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2021 18:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มวล.ปลื้ม ได้นศ.ตามเป้า เชื่อเป็นผลจากปฎิรูปคุณภาพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14ทิ.ย.64-นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) กล่าวว่า ตามที่ มวล.ได้เปิดรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาผ่านระบบ TCAS ประจำปีการศึกษา 2564 จำนวน 4 รอบ ซึ่งมหาวิทยาลัยมีแผนการรับนักศึกษาทั้งหมด จำนวน 2,511 คน ผลปรากฏว่า มีนักเรียนจากทั่วประเทศให้ความสนใจสมัคร ในหลักสูตรต่างๆ ของมหาวิทยาลัย จำนวนทั้งสิ้นกว่า 31,000 คน ในจำนวนนี้มีนักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกและยืนยันสิทธิ์พร้อมชำระเงินเพื่อเข้าศึกษาต่อแล้ว ณ วันที่ 11 มิถุนายน 2564 จำนวน 3,051 คน เกรดเฉลี่ย 3.20 ถือเป็นจำนวนมากที่สุดทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพเท่าที่มีการเปิดรับนักศึกษามา ซึ่งในปีนี้ทุกหลักสูตรของ มวล.ได้รับความนิยม แต่หลักสูตรที่ได้รับความนิยมเป็นพิเศษยังคงเป็นทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ เช่น แพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ เภสัชศาสตร์ เทคนิคการแพทย์ และสาธารณสุขศาสตร์ ส่วนกลุ่มหลักสูตรทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ได้รับความนิยมมากเช่นกัน โดยมีจำนวนผู้สมัครและผ่านการคัดลือกสูงกว่าแผนการรับที่หลักสูตรตั้งไว้ทุกหลักสูตร ที่สำคัญหลักสูตรที่เป็นหลักสูตรนานาชาติ เช่น หลักสูตรทันตแพทยศาสตร์นานาชาติ สัตวแพทยศาสตร์นานาชาติ เทคนิคการแพทย์นานาชาติ บริหารธุรกิจนานาชาติ ได้รับความนิยมมีนักเรียนให้ความสนใจสมัครเกินแผนการรับเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ มวล.มีจำนวนนักเรียนยืนยันสิทธิ์เพิ่มมากขึ้นในขณะที่จำนวนนักเรียนในภาพรวมของประเทศลดลง น่าจะเป็นผลมาจากการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของมหาวิทยาลัยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ทั้งการปฏิรูปการเรียนการสอนมุ่งไปสู่มหาวิทยาลัยแห่งคุณภาพ การนำระบบ UKPSF จากประเทศอังกฤษ มาใช้สำหรับการเรียนการสอน ซึ่งล่าสุด มวล. มีจำนวนอาจารย์ผ่านการรับรองสถานะ Fellowship จาก Advance HE แล้วจำนวน 324 คน (ณ วันที่ 14 มิ.ย.&amp;#39;64) ถือเป็นจำนวนที่สูงที่สุดในประเทศไทย รวมถึงการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยไปสู่ World Ranking และการปรับโฉมหมวดวิชาศึกษาทั่วไป (GenEd) เพิ่มรายวิชาภาษาจีนเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้แก่นักศึกษาใหม่ปีการศึกษา 2564 สร้างโอกาสการมีงานทำกับสถานประกอบการของประเทศจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมบัติ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ มวล.ยังมีการพัฒนาสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในมหาวิทยาลัย เช่น ห้องเรียนอัจฉริยะ Smart classroom ห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย Smart Laboratory มีระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง การปรับปรุงหอพักนักศึกษา อาคารเรียน สนามกีฬา ศูนย์อาหารฯลฯ ที่สำคัญยังมีนโยบาย กำกับ ดูแลให้อาจารย์และบุคลากรของมหาวิทยาลัยเอาใจใส่ดูแลนักศึกษาอย่างใกล้ชิดอีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106358</URL_LINK>
                <HASHTAG>มวล., สมบัติ ธำรงธัญวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210426/image_big_60869f825a5c2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106355</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/-0001 00:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/-0001 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มวล.ปลื้มได้นศ.ตามเป้า   เชื่อเป็นผล&#039;มุ่งปฎิรูป&#039;สู่คุณภาพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 มิ.ย.64-นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) กล่าวว่า ตามที่ มวล.ได้เปิดรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาผ่านระบบ TCAS ประจำปีการศึกษา 2564 จำนวน 4 รอบ ซึ่งมหาวิทยาลัยมีแผนการรับนักศึกษาทั้งหมด จำนวน 2,511 คน ผลปรากฏว่า มีนักเรียนจากทั่วประเทศให้ความสนใจสมัคร ในหลักสูตรต่างๆ ของมหาวิทยาลัย จำนวนทั้งสิ้นกว่า 31,000 คน ในจำนวนนี้มีนักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกและยืนยันสิทธิ์พร้อมชำระเงินเพื่อเข้าศึกษาต่อแล้ว ณ วันที่ 11 มิถุนายน 2564 จำนวน 3,051 คน เกรดเฉลี่ย 3.20 ถือเป็นจำนวนมากที่สุดทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพเท่าที่มีการเปิดรับนักศึกษามา ซึ่งในปีนี้ทุกหลักสูตรของ มวล.ได้รับความนิยม แต่หลักสูตรที่ได้รับความนิยมเป็นพิเศษยังคงเป็นทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ เช่น แพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ เภสัชศาสตร์ เทคนิคการแพทย์ และสาธารณสุขศาสตร์ ส่วนกลุ่มหลักสูตรทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ได้รับความนิยมมากเช่นกัน โดยมีจำนวนผู้สมัครและผ่านการคัดลือกสูงกว่าแผนการรับที่หลักสูตรตั้งไว้ทุกหลักสูตร ที่สำคัญหลักสูตรที่เป็นหลักสูตรนานาชาติ เช่น หลักสูตรทันตแพทยศาสตร์นานาชาติ สัตวแพทยศาสตร์นานาชาติ เทคนิคการแพทย์นานาชาติ บริหารธุรกิจนานาชาติ ได้รับความนิยมมีนักเรียนให้ความสนใจสมัครเกินแผนการรับเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ มวล.มีจำนวนนักเรียนยืนยันสิทธิ์เพิ่มมากขึ้นในขณะที่จำนวนนักเรียนในภาพรวมของประเทศลดลง น่าจะเป็นผลมาจากการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของมหาวิทยาลัยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ทั้งการปฏิรูปการเรียนการสอนมุ่งไปสู่มหาวิทยาลัยแห่งคุณภาพ การนำระบบ UKPSF จากประเทศอังกฤษ มาใช้สำหรับการเรียนการสอน ซึ่งล่าสุด มวล. มีจำนวนอาจารย์ผ่านการรับรองสถานะ Fellowship จาก Advance HE แล้วจำนวน 324 คน (ณ วันที่ 14 มิ.ย.&amp;#39;64) ถือเป็นจำนวนที่สูงที่สุดในประเทศไทย รวมถึงการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยไปสู่ World Ranking และการปรับโฉมหมวดวิชาศึกษาทั่วไป (GenEd) เพิ่มรายวิชาภาษาจีนเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้แก่นักศึกษาใหม่ปีการศึกษา 2564 สร้างโอกาสการมีงานทำกับสถานประกอบการของประเทศจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมบัติ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ มวล.ยังมีการพัฒนาสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในมหาวิทยาลัย เช่น ห้องเรียนอัจฉริยะ Smart classroom ห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย Smart Laboratory มีระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง การปรับปรุงหอพักนักศึกษา อาคารเรียน สนามกีฬา ศูนย์อาหารฯลฯ ที่สำคัญยังมีนโยบาย กำกับ ดูแลให้อาจารย์และบุคลากรของมหาวิทยาลัยเอาใจใส่ดูแลนักศึกษาอย่างใกล้ชิดอีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106355</URL_LINK>
                <HASHTAG>มวล., สมบัติ ธำรงธัญวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210426/image_big_60869f825a5c2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100805</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2021 18:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2021 18:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ม.วลัยลักษณ์ ปลื้มได้รับการจัดอันดับโลกด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน​ จาก THE Impact Ranking เป็นครั้งแรก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 เม.ย.64- &amp;nbsp;นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) กล่าวว่า ตามที่ มวล.ได้ส่งข้อมูลเพื่อเข้ารับการจัดอันดับมหาวิทยาลัย จาก THE Impact Rankings 2021 เกี่ยวกับการดำเนินภารกิจด้านการพัฒนาแบบยั่งยืน Sustainable Development Goals (SDGs) ตามกรอบขององค์การสหประชาชาติ โดยมหาวิทยาลัยได้ส่งข้อมูลเกี่ยวกับ SDG จำนวน 7 ตัวชี้วัด จากทั้งหมด 17 ตัวชี้วัด ซึ่งผลการพิจารณาประกาศเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่า มวล.ได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 601-800 ของโลก จากมหาวิทยาลัย 1,240 แห่งทั่วโลก และเป็นอันดับที่ 15 ของประเทศไทย อยู่ในกลุ่มเดียวกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกจากนี้ตามนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มวล.ได้เดินหน้าพัฒนาผลงานวิจัยให้มีคุณภาพ โดยคณาจารย์ทุกคนได้ร่วมกันขับเคลื่อนการวิจัยอย่างเข้มข้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมามีจำนวนผลงานวิจัยมากขึ้นแบบก้าวกระโดด และผลงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ Q1,Q2 กว่าร้อยละ 67 มีการอ้างอิงสูง ซึ่งการได้รับการจัดอันดับจาก THE Impact Rankings ครั้งแรกนี้ ถือเป็นความสำเร็จและเป็นความภาคภูมิใจร่วมกันพวกเราชาววลัยลักษณ์ ในอนาคตเราจะขยายการขับเคลื่อนเพิ่มเติมในบทบาทอื่นๆให้มากยิ่งขึ้น และเชื่อว่าเราจะมีอันดับที่ดีขึ้นด้วย ที่สำคัญขณะนี้มหาวิทยาลัยกำลังเตรียมส่งผลงานในภาพรวมคุณภาพมหาวิทยาลัยในทุกด้าน เพื่อเสนอให้ THE Impact Rankings พิจารณาจัดอันดับโลกในปี 2565 ต่อไป&amp;rdquo;อธิการบดี มวล. กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100805</URL_LINK>
                <HASHTAG>ม.วลัยลักษณ์, สมบัติ ธำรงธัญวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210426/image_big_60869f825a5c2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41917</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2019 11:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/07/2019 11:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กปปส.เฮลั่น!ศาลยกฟ้อง &#039;4 ส.&#039; คดีกบฏร่วมขับไล่&#039;ยิ่งลักษณ์&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ค.62 - ที่ห้องพิจารณา 701 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านพิพากษาคดีกบฏ กปปส. สำนวนแรก หมายเลขดำ อ.1191/2557, อ.1298/2557, อ.1328/2557 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม อายุ 57 ปี, นายสกลธี ภัททิยกุล อายุ 42 ปี รองผู้ว่าฯ กทม., นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์&amp;nbsp; อายุ 68 ปี อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และอดีตประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และดร.เสรี วงศ์มณฑา อายุ 70 ปี นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนและการตลาด เป็นจำเลยที่ 1- 4&amp;nbsp;

ในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏ , กระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หรือวิธีอื่นใดที่ไม่ใช่การกระทำในความมุ่งหมายตามรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือความไม่สงบในราชอาณาจักรฯ , อั้งยี่ , ซ่องโจร , มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองโดยมีอาวุธ โดยเป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการ , เจ้าพนักงานสั่งให้เลิกการกระทำนั้นแต่ไม่เลิก, ยุยงให้ร่วมกันหยุดงาน การร่วมกันปิดงานงดจ้างเพื่อบังคับรัฐบาล , ร่วมกันบุกรุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 , 116, 117, 209, 210, 215, 362, 364, 365 และร่วมกันขัดขวางเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง , ร่วมกันขัดขวางการปฏิบัติงานของ กกต. ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มา ซึ่ง ส.ว. พ.ศ. 2550 มาตรา 76 ,152 รวม 8 ข้อหา

โดยคดีสำนวนแรกนี้ อัยการยื่นฟ้อง ตั้งแต่ปี 2557 กรณีสืบเนื่องจากการร่วมชุมนุมกันของ กปปส.ที่มีนายสุเทพ เป็นผู้นำการชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อระหว่างวันที่ 23 พ.ย. 56 &amp;ndash; 1 พ.ค. 2557 ซึ่งมีการพาผู้ชุมนุมบุกรุกปิดสถานที่ราชการหลายแห่ง รวมทั้งขัดขวางการเลือกตั้ง ซึ่งท้ายคำฟ้องอัยการโจทก์ยังได้ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งของจำเลยด้วยมีกำหนด 5 ปี ขณะที่จำเลยทั้งสี่รายให้การปฏิเสธทุกข้อหาพร้อมตั้งทนายความสู้คดี ระหว่างพิจารณาคดีจำเลยทั้งสี่ก็ได้รับการปล่อยชั่วคราว ซึ่งคดีเริ่มสืบพยานตั้งแต่ปี 2558-2562

วันนี้ จำเลยทั้งสี่มาศาลพร้อมฟังคำพิพากษา โดยมี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. กลุ่มแกนนำ กปปส. ที่ถูกฟ้องอีกสำนวน และพระพุทธอิสระที่วันนี้ห่มจีวรนั่งรถเข็นมา รวมทั้งคนใกล้ชิดกว่า 60 คน มาร่วมให้กำลังใจในการฟังคำพิพากษาด้วย

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์-จำเลย นำสืบหักล้างกันแล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานที่อัยการโจทก์นำสืบมารับฟังได้เพียงว่าจำเลยทั้ง 4 รายได้เข้าร่วมชุมนุมกับ กปปส. แต่ไม่ได้เป็นแกนนำที่สั่งการผู้ชุมนุมหรือขึ้นปราศรัยสั่งการให้กระทำการรุนแรง โดยการชุมนุมของ กปปส.ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้วินิจฉัยไว้แล้วในคำวินิจฉัยที่ 59/2556 ว่าการชุมนุมของ กปปส. สืบเนื่องมาจากการแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 63 ซึ่งสืบเนื่องจากเหตุที่คัดค้านการออกร่างกฎหมายนิรโทษกรรม และไม่พอใจการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงยังไม่พอฟังได้ว่าจำเลยทั้งสี่ได้กระทำความผิดตามฟ้องทั้ง 8 ข้อหา พิพากษายกฟ้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนคดีชุมนุม กปปส.ชุดนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อายุ 70 ปี อดีตเลขาธิการ กปปส. และประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) กับอดีตแกนนำ กปปส. และแนวร่วม รวมทั้งสิ้น 32 คน ที่รวมพิจารณา 5 สำนวน ในคดีหมายเลขดำ อ.247/2561 , อ.832/2561, อ.1185/2561, อ.491/2562 , อ.791/2562 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 ยื่นฟ้อง 8 ข้อหาเช่นเดียวกัน โดย นายสุเทพ อดีตเลขาธิการ กปปส. กับนายชุมพล จุลใส ถูกฟ้องเพิ่มอีกข้อหาฐานก่อการร้าย ตามมาตรา 135/1 นั้น ซึ่งจำเลยทั้งหมดได้รับการประกันตัวคนละ 600,000 บาท พร้อมมีเงื่อนไขห้ามออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล โดยคดีแกนนำ กปปส.ชุดนี้ อยู่ระหว่างการสืบพยานโจทก์โดยเริ่มนัดแรกเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งศาลให้สืบพยานต่อเนื่องทุกสัปดาห์ โดยการดำเนินคดีชุมนุม กลุ่ม กปปส.นั้น ยังเหลือผู้ต้องหาที่รอส่งตัวอีก 10 กว่าคน อาทิ นายพิภพ ธงไชย อดีตแกนนำ พธม. , นายนิติธร ล้ำเหลือ , น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร&amp;nbsp; ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41917</URL_LINK>
                <HASHTAG>4ส., กปปส., คดีกบฏ, ดร.เสรี วงศ์มณฑา, นายภูวพัฒน์ ชนะสกล, สนธิญาณ   ชื่นฤทัยในธรรม, สมบัติ ธำรงธัญวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190725/image_big_5d391969681a2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41854</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2019 00:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2019 18:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดคำฟ้องคดีกบฏ&#039;กปปส.&#039; ถึงบางอ้อ!ทำไม&#039;4 ส.&#039;ได้ลุ้นระทึกก่อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24&amp;nbsp;ก.ค.62 - สืบเนื่องจากกรณีศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 25 ก.ค.นี้ เวลา 09.00 น. ห้องพิจารณา 711 นั้น ในคดีที่นักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 ยื่นฟ้อง นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม อายุ 57 ปี, นายสกลธี ภัททิยกุล อายุ 42 ปี, นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อายุ 68 ปี และดร.เสรี วงศ์มณฑา อายุ 70 ปี ทั้งหมดเป็นแนวร่วม กปปส. เป็นจำเลยที่ 1-4&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏ , กระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หรือวิธีอื่นใดที่ไม่ใช่การกระทำในความมุ่งหมายตามรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือความไม่สงบในราชอาณาจักรฯ , อั้งยี่ , ซ่องโจร , มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองโดยมีอาวุธ โดยเป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการ , เจ้าพนักงานสั่งให้เลิกการกระทำนั้นแต่ไม่เลิก, ยุยงให้ร่วมกันหยุดงาน การร่วมกันปิดงานงดจ้างเพื่อบังคับรัฐบาล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร่วมกันบุกรุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 , 116, 117, 209, 210, 215, 362, 364, 365 และร่วมกันขัดขวางเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง , ร่วมกันขัดขวางการปฏิบัติงานของ กกต. ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มา ซึ่ง ส.ว. พ.ศ. 2550 มาตรา 76 ,152 โดยจำเลยทั้ง 4 รายให้การปฏิเสธ พร้อมตั้งทนายความสู้คดี ขณะที่จำเลยทั้งสี่ได้รับการปล่อยชั่วคราวชั้นพิจารณา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำฟ้องบรรยายพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2556 จนถึงวันฟ้อง (เดือน พ.ค. 2557) ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยที่ฟ้องกับพวกอีกหลายคนที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ได้มั่วสุมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปและเกินกว่า 10 คนสมคบกันเป็นอั้งยี่-ซ่องโจร ซึ่งร่วมกันและแบ่งหน้าที่กระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ โดยมีการจัดตั้งเป็นคณะบุคคลชื่อ &amp;ldquo;คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข&amp;rdquo; หรือ กปปส. &amp;nbsp;ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศตัวเป็นเลขาธิการ กปปส.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจำเลยทั้งสี่เป็นสมาชิกและเป็นกรรมการผู้มีหน้าที่สั่งการ ร่วมกันปลุกระดม ยุยง ชักชวนให้ประชาชน เข้าร่วมการชุมนุมและร่วมกิจกรรมในการก่อความไม่สงบ มุ่งขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งและการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี รวมทั้งดำเนินการคัดค้านและขัดขวางการเลือกตั้ง ส.ส. เพื่อไม่ให้มีนายกรัฐมนตรี และ ครม.ชุดใหม่ เข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งมีการแบ่งหน้าที่กันทำโดยปราศรัยชักชวนประชาชนให้ออกมาขับไล่รัฐบาล อีกส่วนหนึ่งทำหน้าที่เป็นกองกำลังทั้งที่มีอาวุธและไม่มีอาวุธ บุกเข้าไปยึดสถานที่ราชการและหน่วยงานต่างๆ เพื่อไม่ให้รัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ได้ และมีการใช้กำลังขัดขวางต่อสู้ทำร้ายร่างกาย โดยวันที่ 16 ม.ค. 2557 เวลากลางคืน ได้มีการจัดตั้งสะสมกองกำลังอันเป็นส่วนหนึ่งของแผนการกบฎ และประกาศรับสมัครชายฉกรรจ์ 500 คน เพื่อทำการขับไล่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และจับตัวรัฐมนตรีคนอื่นๆ บีบบังคำให้ลาออกจากตำแหน่ง รวมทั้งจัดตั้งศาลประชาชนขึ้นพิจารณาลงโทษและริบยึดทรัพย์ อันเป็นการล้มล้างอำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้วันที่ 13 ม.ค. - 2 มี.ค. 2557 จำเลย , นายสุเทพ พร้อมพวก ยังได้ปิด กทม. มีการตั้งเวทีปราศรัย 7 แห่ง ปิดกั้นการจราจรและได้ยึดครองไม่ให้ประชาชนใช้เส้นทางดังกล่าว โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่ชีวิต รัฐบาลมอบหมายให้ศูนย์รักษาความสงบและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ( สตช.) ออกคำสั่ง ตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ให้จำเลยและพวก เลิกชุมนุมและบุกรุกสถานที่ราชการ หยุดปิดกั้นการจราจร แต่จำเลยกับพวกไม่เลิกกระทำการดังกล่าว &amp;nbsp;เหตุเกิดทั่วราชอาณาจักร ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ขณะที่ท้ายคำฟ้องอัยการ ไม่ได้คัดค้านการปล่อยชั่วคราวจำเลยแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเหตุที่คดีของนายสนธิญาณ, นายสกลธี, นายสมบัติ และดร.เสรี ซึ่งเรียกง่ายๆ ว่า 4 ส. ถูกฟ้องคดีและนัดพิพากษาก่อนแกนนำและแนวร่วม กปปส. รายอื่นจนสร้างความแปลกใจได้นั้น เนื่องจากก่อนหน้านี้เมื่อเดือน พ.ค. 2557 คณะทำงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ มีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่เป็นแกนนำ-แนวร่วม กปปส. รวม 51 ราย โดยพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สามารถนำตัวส่งให้อัยการยื่นฟ้องได้เพียง 4 คนดังกล่าวชุดแรกก่อน ส่วนที่เหลือนั้นอัยการรอดีเอสไอส่งตัวผู้ต้องหา เพราะระหว่างนั้นยังติดช่วงการชุมนุมยังไม่สามารถนำตัวมาได้&amp;nbsp;จนเมื่อยุติการชุมนุมแล้ว เดือน ม.ค. 2558 แกนนำและแนวร่วม กปปส. ที่เหลือซึ่งถูกแจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันและสนับสนุนเป็นกบฏ ทยอยเดินทางเข้าพบอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ เพื่อรายงานตัวตามขั้นตอน พร้อมยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการในการสอบพยานเพิ่มเติม ซึ่งอัยการพิจารณาแล้วก็คงยืนยันคำสั่งให้ฟ้องแกนนำ - แนวร่วม กปปส. ที่เหลือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนกระทั่งในปี 2561 - 2562 อัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 จึงได้ทยอยฟ้องแกนนำ-แนวร่วม อีก รวม 32 ราย ซึ่งทั้งหมดให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา ปัจจุบันนี้คดีอยู่ระหว่างสืบพยานโจทก์ โดยศาลอาญาได้สืบพยานโจทก์คดีกบฏ กปปส. ชุดหลักที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. ร่วมเป็นจำเลย ตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2562 ที่ผ่านมา ขณะที่จำเลยทั้งหมดได้รับการประกันตัวคนละ 600,000 บาท พร้อมมีเงื่อนไขห้ามออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลด้วย นอกจากนี้ ยังเหลือผู้ต้องหา กปปส. ที่รอส่งตัวอีก 10 กว่าคน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41854</URL_LINK>
                <HASHTAG>กปปส., คดีกบฏ, ดร.เสรี วงศ์มณฑา, สกลธี ภัททิยกุล, สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม, สมบัติ ธำรงธัญวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190724/image_big_5d38385569a7c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40727</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2019 17:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2019 17:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุทธรณ์ยกฟ้อง&#039;สมบัติ&#039; คุก 1 ปี &#039;บรรเจิด-ผอ.หลักสูตร&#039;คดีวิทยานิพนธ์นศ.ปริญญาโทนิด้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ , บรรเจิด สิงคะเนติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11&amp;nbsp;ก.ค.62 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษาอุทธรณ์คดีหมายเลขดำ&amp;nbsp;อท.281-282/2561 ที่นายธนกฤต ปัญจทองเสมอ หรือนายสมศักดิ์ ทองเสมอ นักศึกษาระดับปริญญาโท สาขาวิชากฎหมายสำหรับนักบริหาร คณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เป็นโจทก์ฟ้องนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตอธิการบดี (อธก.) นิด้า จำเลยที่ 1,&amp;nbsp;นายประดิษฐ์ วรรณรัตน์ อดีตรอง อธก.นิด้า และประธานกรรมการที่ประชุมคณบดีและผู้อำนวยการสำนักการศึกษา (ทคอ. การศึกษา) ที่ 2&amp;nbsp;,&amp;nbsp;นายบรรเจิด สิงคะเนติ&amp;nbsp;อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์และประธานกรรมการบริหารหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต ที่ 3&amp;nbsp;,นายนเรศร์ เกษะประกร อดีต ผอ.หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต ที่ 4&amp;nbsp;,&amp;nbsp;นายสุนทร มณีสวัสดิ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ที่ 5&amp;nbsp;,&amp;nbsp;น.ส.วริยา ล้ำเลิศ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์และกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงฯ ที่ 6,&amp;nbsp;น.ส.วราภรณ์ วนาพิทักษ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์และกรรมการบริหารหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต ที่ 7 ( โจทก์ถอนฟ้องระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง)&amp;nbsp;,นายกิตติภูมิ เนียมหอม อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์และกรรมการบริหารหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต&amp;nbsp;ที่ 8&amp;nbsp;&amp;nbsp;,&amp;nbsp;นางอัจชญา สิงคาลวานิช ผอ.กองบริหารการศึกษาและกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงฯ ที่ 9,&amp;nbsp;น.ส.ภัทริน&amp;nbsp;&amp;nbsp;วรเศรษฐมงคล เลขานุการคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงฯ ที่ 10&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธวัชชัย ศุภดิษฐ์ ที่ 11&amp;nbsp;,&amp;nbsp;น.ส.บุญอนันต์ พินัยทรัพย์ ที่ 12 , นายบุญชัย หงส์จารุ ที่ 13&amp;nbsp;,&amp;nbsp;น.ส.อมรรัตน์ อภินันท์มหกุล ที่ 14&amp;nbsp;,&amp;nbsp;น.ส.วัชรีภรณ์ ไชยมงคล ที่15,&amp;nbsp;นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ที่ 16,&amp;nbsp;นายสมบัติ กุสุมาวลี ที่ 17,&amp;nbsp;นายสุดสันต์ สุทธิพิศาล ที่ 18&amp;nbsp;,&amp;nbsp;นางอุบลวรรณ เปรมศรีรัตน์ ที่ 19,&amp;nbsp;นายปราโมทย์ ลือนาม ที่ 20 โดยจำเลยที่ 11-20 เป็นกรรมการ ทคอ.การศึกษา&amp;nbsp;,น.ส.รุ่งทิพย์ ศิริปิ่น หัวหน้าสำนักงานเลขานุการคณะนิติศาสตร์ นิด้า ที่ 21&amp;nbsp;,และ น.ส.จารุณี พันธ์ศิริ เจ้าหน้าที่ธุรการประจำหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ นิด้า ที่ 22 เป็นจำเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้ผู้หนึ่งผู้ใดได้รับความเสียหาย&amp;nbsp;ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157&amp;nbsp;&amp;nbsp;พร้อมเรียกค่าสินไหมทดแทนทางแพ่ง จากกรณีโจทก์ได้ทำการสอบวิชาวิทยานิพนธ์ตามกระบวนการและระเบียบของคณะนิติศาสตร์ นิด้า เรียบร้อยแล้ว โดยคณะกรรมการสอบมีมติให้ผ่านการสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์ เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2555&amp;nbsp;โดยให้ปรับปรุงแก้ไขแต่ไม่ต้องสอบใหม่และให้สอบป้องกันวิทยานิพนธ์ในวันที่ 25 เม.ย. 2555 ซึ่งผ่านในระดับดี&amp;nbsp;โจทก์จึงดำเนินการเกี่ยวกับรูปเล่ม ซึ่งได้รับการอนุมัติจนมีสิทธิ์ที่จะจบการศึกษา ตามข้อบังคับสถาบันว่าด้วยการศึกษา พ.ศ.2549 โดยจำเลยที่ 3 และเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการเพื่อขอนุมัติสำเร็จการศึกษาให้โจทก์เพื่อเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในปีการศึกษา&amp;nbsp;2555 แต่พวกจำเลยไม่ดำเนินการดังกล่าวให้โจทก์ตามปกติ มีเจตนากลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยมีมูลเหตุจากที่โจทก์เคยร้องเรียนเรื่องการสอบทุจริตการเงินในคณะนิติศาสตร์ต่อดีเอสไอ&amp;nbsp;,&amp;nbsp;สน.ลาดพร้าว และ ป.ป.ช. โดยจำเลยก็ให้ข้อมูลกล่าวหาว่าโจทก์ร่วมกับผู้อื่นร้องเรียนให้ร้าย มุ่งทำลายคณะนิติศาสตร์ให้เสียหาย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่จำเลยอ้างว่าการจัดสอบวิทยานิพนธ์ให้โจทก์นั้นขัดต่อข้อบังคับของนิด้า ที่ว่าห้ามอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลักและอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมเป็นประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ฯ ซึ่งจำเลยรู้อยู่แล้วว่า อาจารย์ที่ปรึกษาของโจทก์ไม่ได้เป็นประธานกรรมการสอบ ขณะที่ประธานกรรมการสอบครั้งนั้นก็ไม่ได้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาหลักหรืออาจารย์ที่ปรึกษาร่วมของโจทก์ โดยจำเลยยังมีเจตนาให้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและคณะกรรมการ ทคอ. การศึกษา ร่วมกระทำผิดเพื่อไม่ให้โจทก์สำเร็จการศึกษา จนเมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2555 พวกจำเลยซึ่งเป็นคณะกรรมการบริหารหลักสูตรฯ พิจารณายกเลิกคำสั่งสอบวิทยานิพนธ์ของโจทก์ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีกฎหมายให้อำนาจและพ้นระยะเวลาแล้ว&amp;nbsp;โดยการศึกษาดังกล่าวโจทก์ต้องชำระค่าเรียนเป็นเงิน 234,700&amp;nbsp;บาท ซึ่งหากสำเร็จการศึกษาโจทก์ก็จะมีโอกาสได้รับเงินเดือนเพิ่ม ดังนั้นโจทก์จึงขอให้ศาลพิพากษาการกระทำของจำเลยและให้ชดใช้ค่าการศึกษาและการที่ต้องขาดประโยชน์รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,484,700&amp;nbsp;บาท จำเลยที่ 1-22 สู้คดีให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 11 ต.ค.2560 ว่า นายสมบัติ อดีตอธิการบดี (อธก.) นิด้า จำเลยที่ 1&amp;nbsp;,&amp;nbsp;นายประดิษฐ์ อดีตรอง อธก.นิด้า และ&amp;nbsp;&amp;nbsp;นายบรรเจิด คณบดีคณะนิติศาสตร์และประธานกรรมการบริหารหลักสูตรศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิต ที่ 3 ผิดตามมาตรา 157 โดยเจตนาที่จะยังไม่ให้โจทก์สำเร็จการศึกษา อันอยู่ในขอบข่ายของความรับผิดทางอาญา แต่เนื่องจากจำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;และที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;เป็นข้าราชการและนักวิชาการที่ไม่ปรากฏว่ามีการกระทำความผิดจึงให้รอการกำหนดโทษไว้เป็นเวลา 3 ปี (ศาลตัดสินว่ามีความผิด แต่ยังไม่กำหนดอัตราโทษว่าควรจะจำคุกเท่าใดหรือปรับเท่าใด) ส่วนจำเลยที่ 2&amp;nbsp;,4, 5-22&amp;nbsp;ให้ยกฟ้องและให้ยกฟ้องคำขอชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่งด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยื่นอุทธรณ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว กรณีที่นายบรรเจิด คณบดีนิติศาสตร์ จำเลยที่&amp;nbsp;3 ,&amp;nbsp;นายนเรศร์ ผอ.หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต จำเลยที่ 4 ถูกฟ้องว่าก่อนสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ ร่วมกับจำเลยที่ 21-22 ขัดขวางการสอบของโจทก์ และหลังจากโจทก์สอบวิทยานิพนธ์ผ่านแล้ว จำเลยได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ส่งวิทยานิพนธ์ตรวจสอบรูปเล่ม&amp;nbsp;และไม่ส่งผลการอนุมัติต่อสภามหาวิทยาลัยนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่ากรณีที่อ้างมีการขัดขวางยังไม่มีความชัดเจนถึงการกระทำของจำเลยจนถึงขนาดว่า ไม่สามารถดำเนินการสอบต่อไปได้ โดยโจทก์ก็ยังได้สอบป้องกันวิทยานิพนธ์ได้ตามกำหนด กรณีนี้จึงยังไม่พอฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่การที่นายบรรเจิด คณบดีนิติศาสตร์ จำเลยที่ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp;ยึดถือเอารายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการฯ ที่แต่งตั้งขึ้น ซึ่งไม่ตรงประเด็นตามที่โจทก์ร้องเรียนและคลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริง รายงานต่อนายสมบัติ อดีต อธก.นิด้า จำเลยที่ 1 ว่าคำสั่งคณะนิติศาสตร์ในการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นผู้ให้ข้อมูลต่อที่ประชุม ทคอ.การศึกษา จนที่ประชุมมีมติเห็นด้วยว่าการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ของโจทก์ตามคำสั่งนั้นไม่ถูกต้อง แล้วจำเลยที่ 3 ก็นำเอามติที่ประชุมดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารหลักสูตรศิลปศาตรมหาบัณฑิต สาขาวิชากฎหมาย เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2555 โดยยังยืนยันว่าคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบเค้าโครงและสอบป้องกันวิทยานิพนธ์เป็นการลงนามที่ไม่ชอบ การแต่งตั้งไม่ถูกต้องตามองค์ประกอบ กระทั่งที่ประชุมนั้นมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ของโจทก์ใหม่เพื่อยกเลิกคำสั่งเดิม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำสั่งคณะนิติศาสตร์ ซึ่งแต่งตั้งอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ร่วมของโจทก์น่าจะเป็นการออกคำสั่งที่ผิดพลาดไม่ตรงต่อความเป็นจริงเท่านั้น โดยอยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขให้ถูกต้องหรือยกเลิกตั้งแต่แรกได้&amp;nbsp;แต่คณะนิติศาสตร์ โดยจำเลยที่ 3 ไม่ทำเช่นนั้น ซึ่งได้อ้างว่าไม่ทราบเรื่องการสอบวิทยานิพนธ์ของโจทก์มาก่อน เพิ่งรู้ในวันที่ 24 เม.ย. 2555 ซึ่งขัดกับรายงานการประชุมอาจารย์คณะนิติศาสตร์ เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2555 ขณะที่การสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์ของโจทก์ก็ทำโดยเปิดเผยที่ห้องประชุมของคณะ&amp;nbsp;ข้ออ้างของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น หากจำเลยที่ 3 เพิ่งรู้ก็น่าที่จะสอบถามอาจารย์ที่ปรึกษาหรือตัวโจทก์โดยตรง แต่กลับเลือกที่จะโทรศัพท์ไปแจ้งบุคคลภายนอก จึงทำให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 มีทัศนคติด้านลบต่อโจทก์ มองว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาภายในคณะนิติศาสตร์ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสถาบันการศึกษาชั้นนำเช่นนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นายนเรศร์ ผอ.หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต จำเลยที่ 4 ซึ่งทราบข้อเท็จจริงเรื่องอาจารย์ที่ปรึกษาและการสอบวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาหลักสูตรที่ตนเป็นผู้อำนวยการ แต่ปกปิดไม่บอกข้อมูลแก่คณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริง กลับให้ข้อมูลการสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์ของโจทก์ว่าเป็นการนัดหมายกันเอง&amp;nbsp;ระหว่างโจทก์กับคณะกรรมการฯ ไม่มีการแจ้งให้ผอ.หลักสูตรทราบ และไม่มีผอ.หลักสูตรอยู่ด้วยในการสอบ ต่างจากการสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาคนอื่น ซึ่งขัดกับรายงานการประชุมอาจารย์คณะนิติศาสตร์ และเมื่อทราบรายงานผลการสอบสวนหาข้อเท็จจริงว่าคำสั่งคณะนิติศาสตร์คลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริงจำเลยที่ 4 ในฐานะ ผอ.หลักสูตรที่รู้ข้อเท็จจริงดีก็ไม่ได้ทักท้วงหรือโต้แย้งกลับลงมติในการประชุมคณะกรรมการบริหารหลักสูตรฯ ให้ตั้งกรรมการสอบวิทยานิพนธ์กับโจทก์ใหม่ ทั้งที่น่าจะรู้ว่าหากยึดถือตามผลการสอบสวนหาข้อเท็จจริงนั้นย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ การกระทำของจำเลยที่&amp;nbsp;3-4 จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ โดยมีเจตนาเดียวกันคือไม่ให้โจทก์สำเร็จการศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณี นายสมบัติ อดีต อธก.นิด้า จำเลยที่ 1 ที่โจทก์อ้างว่า แจ้งให้ทราบเกี่ยวกับการกระทำไม่ชอบของจำเลยที่ 3 และ 4 ในการปฏิบัติหน้าที่แล้วได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่แก้ไขเยียวยาให้โจทก์แต่กลับสั่งให้จำเลยที่&amp;nbsp;3 ซึ่งเป็นคู่กรณีดำเนินการตรวจสอบและชี้แจงต่อที่ประชุม ทคอ.การศึกษา ทั้งที่ที่ประชุมดังกล่าวไม่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้เกษียนสั่งในหนังสืออุทธรณ์ของโจทก์ เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2555 ว่าขอความเห็นในส่วนของการดำเนินการของคณะเกี่ยวกับเรื่องนี้ซึ่งจำเลยที่ 3 ได้รายงานข้อเท็จจริงให้จำเลยที่ 1 ทราบถึงความเป็นมาและปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการสอบวิทยานิพนธ์ของโจทก์และดำเนินการในส่วนของคณะนิติศาสตร์แล้ว โดยจำเลยที่ 1 เห็นว่าเป็นปัญหาที่ควรให้ที่ประชุม ทคอ.การศึกษาพิจารณาจึงได้สั่งการไป ส่วนที่ประชุมจะมีความเห็นอย่างไรก็เป็นอำนาจอิสระที่จะพิจารณาตามหลักฐานและเมื่อได้รับรายงานผลประชุมแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ได้แจ้งผลการพิจารณาให้โจทก์ทราบซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ไปตามอำนาจ โดยไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 กระทำการไม่ชอบที่สั่งการต่อจำเลยที่ 3 ที่จะมีเจตนากลั่นแกล้งตามที่โจทก์อ้าง การที่โจทก์ไม่สำเร็จการศึกษา แม้จะเป็นเพราะคณะนิติศาสตร์มีคำสั่งยกเลิกแต่งตั้งคณะกรรมการสอบเค้าโครงและสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ปี&amp;nbsp;2555 ส่วนหนึ่งก็มาจากที่โจทก์ไม่ยอมเข้าสอบวิทยานิพนธ์ใหม่ตามที่คณะกำหนด ไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 โดยตรง นายสมบัติ อดีต อธก.นิด้า จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิด ตามมาตรา 157 นั้นศาลอุทธรณ์ฯ ไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของจำเลยที่&amp;nbsp;1 ฟังขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีของจำเลยอื่น ฟังได้ว่าเป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาจากที่ประชุม ทคอ.การศึกษาโดยไม่ปรากฏว่ามีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์แต่อย่างใด จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่โจทก์อ้างว่าที่ประชุม ทคอ.การศึกษาไม่มีอำนาจพิจารณาเรื่องอุทธรณ์ของโจทก์นั้นศาลเห็นว่ามีอำนาจพิจารณาได้ตามข้อบังคับนิด้า ว่าด้วยการศึกษา พ.ศ.2549 เพราะเป็นปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติและการตีความตามข้อบังคับ ซึ่งจำเลยส่วนที่เกี่ยวข้องก็เป็นเพียงเจ้าหน้าที่ดำเนินการในส่วนงานธุรการเกี่ยวกับเรื่องขอจบการศึกษาของโจทก์ ซึ่งต้องปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาเท่านั้น&amp;nbsp;ไม่มีอำนาจที่จะกระทำโดยพละการได้ อุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2&amp;nbsp;,5-22&amp;nbsp;ฟังไม่ขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพากษาแก้เป็นว่า นายบรรเจิด อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์และประธานกรรมการบริหารหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต จำเลยที่ 3&amp;nbsp;,&amp;nbsp;นายนเรศร์ อดีต ผอ.หลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต จำเลยที่&amp;nbsp;4&amp;nbsp;มีความผิดตามมาตรา 157 อันเป็นความผิดกรรมเดียว ให้จำคุกคนละ 1 ปี และให้ปรับคนละ 10,000 บาท ซึ่งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3-4 เคยกระทำความผิดมาก่อน จึงเห็นควรให้โอกาสได้ทำงานด้านวิชาการที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทางราชการต่อไปโทษจำคุกนั้น&amp;nbsp;จึงให้รอลงอาญาคนละ 1 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ให้ยกฟ้องนายสมบัติ อดีต อธก. จำเลยที่ 1&amp;nbsp;นอกจากที่แก้แล้วก็ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผลคดีนั้นยังไม่ถือเป็นที่สุด ซึ่งตามขั้นตอนกฎหมายคู่ความยังฎีกาได้ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา เนื่องจากเป็นการยื่นฟ้องก่อนที่จะมีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40727</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนกฤต ปัญจทองเส, นิด้า, บรรเจิด สิงคะเนติ, สมบัติ ธำรงธัญวงศ์, สมศักดิ์ ทองเสมอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190711/image_big_5d2713c90af15.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38434</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2019 08:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2019 08:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มวล.เพิ่มเวลาสหกิจศึกษาเป็น8เดือนหวังบัณฑิตพร้อมจริงก่อนทำงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
13มิ.ย.62-ม.วลัยลักษณ์ .ปรับสหกิจศึกษาจาก 4 เป็น 8 เดือน เริ่มปีการศึกษา 62 หวัง สร้าง ความชำนาญ บัณฑิต ก่อนสู่โลกการทำงานจริงหลังเรียนจบ &amp;nbsp; ตอบสนองผู้ประกอบการได้เป็นอย่างดี

นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ &amp;nbsp;อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) กล่าวว่า &amp;nbsp;เมื่อเร็วๆ นี้ &amp;nbsp;มวล.ได้ร่วมกับสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สมาคมสหกิจศึกษาไทยและเครือข่ายพัฒนาสหกิจศึกษาภาคใต้ตอนบน และเครือข่ายพัฒนาสหกิจศึกษาภาคใต้ตอนล่าง จัดงานวันสหกิจศึกษาไทย ครั้งที่ 10 พ.ศ.2562ภายใต้คำขวัญ &amp;ldquo;หนึ่งทศวรรษ วันสหกิจศึกษาไทย สู่อนาคตที่ยั่งยืน&amp;rdquo; เพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดำเนินงานด้านสหกิจศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ &amp;nbsp;ซึ่งการดำเนินกิจกรรมสหกิจศึกษาของมวล.ถือเป็นภารกิจสำคัญและจากการได้รับฟังความคิดเห็นจากสถานประกอบการพบว่า บัณฑิตบางส่วนเมื่อสำเร็จการศึกษาไปแล้วยังไม่ชำนาญในการทำงาน &amp;nbsp;อีกทั้งยังต้องไปฝึกเพิ่มเติม &amp;nbsp;ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการเสียเวลา มหาวิทยาลัยจึงได้มีการปรับเวลาการออกปฏิบัติสหกิจศึกษาจากเดิม 4 เดือน เพิ่มเป็น 8 เดือนซึ่งจะเริ่มในปีการศึกษา 2562 คาดว่าจะทำให้บัณฑิตมีความชำนาญมากขึ้น ตอบสนองผู้ประกอบการได้เป็นอย่างดี

&amp;nbsp;ด้านนางอรสา ภาววิมล รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (รองเลขาฯ กกอ.) กล่าวว่า โครงการสหกิจศึกษาถือเป็นการเตรียมบัณฑิตให้พร้อมสู่โลกแห่งการทำงานจริง ทำให้บัณฑิตมีศักยภาพพร้อมทั้งทางวิชาการวิชาชีพและวิชาชีวิต ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ได้เห็นพัฒนาการและความก้าวหน้าของการยกระดับคุณภาพบัณฑิตไทย ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ปัจจุบันมีสถาบันอุดมศึกษาจัดสหกิจศึกษาเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 50 มีสถานประกอบการเข้าร่วมกว่า 19,000 แห่ง &amp;nbsp; ซึ่งในเชิงคุณภาพจะเห็นได้ว่าการจัดสหกิจศึกษาไม่เพียงตอบสนองความต้องการของผู้เรียน และผู้ใช้บัณฑิตภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังก้าวหน้าไปสู่มาตรฐานสากลผ่านสหกิจศึกษานานาชาติ นอกจากนี้ความรู้และประสบการณ์จากสหกิจศึกษายังเป็นรากฐานสำคัญที่จะส่งเสริมให้บัณฑิตก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการตามเป้าหมาย

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38434</URL_LINK>
                <HASHTAG>นางอรสา ภาววิมล, มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, สมบัติ ธำรงธัญวงศ์, สหกิจศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190613/image_big_5d01a3e77e47a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
